What am I looking for?
Group Blog
 
All blogs
 

Try to make everything as perfectly as possible !!!

Everyone know that nothing is perfect in the world, but why don't we try to make everything as perfectly as possible?

ตอนนี้เราลาออกจากงานเรียบร้อยแล้ว กลายเป็นบุคคลว่างงานโดยสมัครใจ ช่วงนี้ก็เลยว่างมีเวลาเขียน blog ตามที่ตั้งใจซะที สิ่งที่เราเตรียมตัวตอนนี้คือ

- สมัครงาน เวบไซต์หลักๆ ที่เราใช้หางานคือ http://www.seek.com.au และ http://www.mycareer.com.au 2 สิ่งสำคัญที่เราต้องเตรียม ได้แก่ CV และ Cover Letter ไม่ว่าบริษัทหรือร้านอาหารไหนก็ต้องการ 2 สิ่งนี้

- หาที่พัก ดูข้อมูลที่พักไว้คร่าวๆ เนื่องจากตอนนี้ยังไม่มีงาน จึงยังไม่ลงหลักปักฐานที่ไหน เราคิดว่า หากหาที่พักก่อนได้งาน จะทำให้เราหางานได้ยากขึ้น เพราะส่วนใหญ่ก็อยากหางานใกล้ที่พักตัวเอง เพื่อประหยัดค่าเดินทาง จะย้ายที่พักก็ไม่ได้ เพราะว่าจ่ายค่า bond ไว้แล้ว ข่วงแรกเราว่าจะไปอยู่ที่ YHA โดยสมัครสมาชิกผ่านทางเวบไซต์ของสมาคมบ้านเยาวชนแห่งประเทศไทย (www.hithailand.com) ใช้เวลาเพียงวันเดียวก็ได้รับบัตรแล้ว สามารถใช้เป็นส่วนลดเมื่อเข้าพักที่บ้านพัก YHA และได้สิทธิประโยชน์อื่นๆ ด้วย

- ซื้อของใช้ที่จำเป็น (และไม่จำเป็นบ้าง)

เริ่มต้นด้วย กล้อง SAMSUNG ES73


ต่อด้วย ไดร์เป่าผม รุ่น silent



Plug Adaptor สามารถใช้ได้ในประเทศออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และจีน


สุดท้าย หมอนผ้าห่ม Eeyoure


วันก่อนไปดูหนังเรื่อง กวน มึน โฮ


เรื่องนี้ทำให้เราได้คิดอะไรหลายๆ อย่าง

คนที่เรารู้จักชื่อ นามสกุล พ่อ แม่ ครอบครัวเค้า ที่อยู่ อาชีพ ที่ทำงาน เรียนจบที่ไหน...

กับคนที่เราไม่รู้จักแม้กระทั่งชื่อของเค้า รวมถึงข้อมูลส่วนตัวของเค้าเลย รู้เพียงแต่ว่าเค้าชอบกินอะไร มีมุมมองต่อเรื่องๆ หนึ่ง อย่างไร เวลาเมาแล้วเค้าเป็นยังไง มีโอกาสพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นต่อเรื่องต่างๆ แต่ไม่รู้จักว่าเค้าเป็นใคร

แบบนี้ เรารู้จักใครดีกว่ากันนะ???

จริงๆ แล้วเราเคยอ่านแนวคิดนี้มาจากหนังสือเรื่อง "2 เงาในเกาหลี" ของทรงกลด บางยี่ขันแล้วแหละ บางที ผู้กับกับอาจหยิบแนวคิดนี้มาทำเป็นหนังก็ได้

แล้วถ้าการไปออสเตรเลียของเราครั้งนี้ มีคนที่เราไม่รู้จักร่วมเดินทางไปด้วยล่ะ? คนที่สามารถสนุกไปกับเราในทุกๆ เรื่อง ทำให้การเดินทางมีแต่ความตื่นเต้น แปลกใหม่ มีคนที่เราสามารถเล่าเรื่องของเราให้เค้าฟังได้ และเราก็สามารถรับฟังเรื่องของเค้าได้ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน ไม่ต้องสนใจว่าเค้าเป็นใคร มาจากไหน ก็เราไม่รู้จักกันนี่ แบบนี้ คงดีไม่น้อย ไม่ว่าเค้าจะเป็นเพศไหน หรือเชื้อชาติอะไรก็ตาม

แต่ในความเป็นจริงแล้ว เราเลือกที่จะเดินทางคนเดียว

เรามีเหตุผล 2 อย่าง คือ อย่างแรก ถ้าเดินทางคนเดียว ทำให้เรามีเวลาใส่ใจความเป็นไปของสิ่งต่างๆ รอบตัวเรามากขึ้น แทนที่จะใส่ใจกันเอง มีโอกาสได้พูดคุยกับคนท้องถิ่น แทนที่จะคุยแต่กับเพื่อนของเรา ก็เราอยากหาประสบการณ์อยู่แล้วนี่ การเดินทางเราต้องตอบโจทย์เราด้วย

อีกเหตุผลหนึ่งก็คือ เรากลัวว่า เมื่อถึงจุดที่ต้องเลือก คนที่เดินทางกับเรา ไม่ได้มีความต้องการแบบเดียวกับเรา คนใดคนหนึ่งก็ต้องเสียสละความต้องการและโอกาสของตัวเอง ไปอยู่ที่ออสเตรเลีย 1 ปี คงต้องมีการตัดสินใจที่ไม่ตรงกันอย่างน้อยที่สุดก็ 1 ครั้งล่ะ เราจึงขอความสบายใจ ด้วยการเดินทางคนเดียวดีกว่า

ในเมื่อเลือกตัดสินใจไปแล้ว เราก็ควรทำมันให้ดีที่สุด ใช่มั้ย?




 

Create Date : 27 สิงหาคม 2553    
Last Update : 27 สิงหาคม 2553 16:47:10 น.
Counter : 153 Pageviews.  

Are you ready for the visa?

ขั้นตอนสำคัญต่อไปหลังจากได้ใบรับรองจากสท. แล้วก็คือ การยื่นเอกสารสำหรับขอวีซ่า ซึ่งเป็น Work and Holiday Visa Subclass 462 โดยยื่นผ่าน VFS ซึ่งเป็นตัวแทนในการยื่นวีซ่าให้กับสถานฑูตออสเตรเลีย แต่ไม่ได้มีผลในการตัดสินว่าวีซ่าเราจะผ่านหรือไม่ สามารถขึ้น BTS ไปลงที่สถานีสุรศักดิ์ได้เลย

จากข้อมูลของสท. เอกสารที่ใช้ในการยื่นวีซ่ามีดังนี้

- แบบฟอร์ม 1208 สามารถ download ได้จากเวบไซต์ของสถานฑูตออสเตรเลีย (www.immi.gov.au)

- หนังสือรับรองจากสท. (ใช้ต้นฉบับ)

- passport

- หลักฐานการศึกษา (transcript และ ใบรับรองการสำเร็จการศึกษา

- หลักฐานการเงิน AUD 5000 (ใช้ต้นฉบับ)

- ใบเสร็จตรวจสุขภาพจากโรงพยาบาลที่สถานฑูตกำหนด

- ผล IELTS

- แผนการเดินทางคร่าวๆ 1 แผ่น A4 เป็นภาษาอังกฤษ

- Parent Permission Letter download ได้จากเวบไซต์ของสท.(www.opt.go.th)

- ประกันสุขภาพ

ที่สำคัญที่สุด เตรียมเงินมาจ่ายค่าสมัครวิซ่า 7400 บาท (ค่าดำเนินงานโดย VFS 535 บาท บวกค่าธรรมเนียม cashier cheque 35 บาท รวมทั้งหมด 7970 บาท) หากเราโดน reject ทางสถานฑูตเค้าจะไม่คืนเงินค่าสมัครให้

ข้อมูลของสท. มีข้อมูลสำหรับเท่านี้ ดังนั้นเวบไซต์ http://www.thaiwahclub.com จึงมีบทบาทสำคัญมากๆ สำหรับคนที่ไม่รู้ว่าจะเตรียมเอกสารยังไงอย่างเรา (วันที่เราไปรับเอกสารมีคนเตรียมเอกสารไปเท่าที่ข้อมูลของสท. บอกจริงๆ ไม่ได้หาข้อมูลเพิ่มเติมเลย จึงทำให้ต้องเสียเวลาในการมายื่นเอกสารเพิ่มเติมอีก จะโทษว่าสท. ให้ข้อมูลไม่ละเอียดอย่างเดียวไม่ได้ ต้องโทษผู้สมัครด้วย ว่าไม่มีการขวนขวายหาข้อมูลเพิ่มเติมเลย)

ดังนั้นเอกสารที่ต้องเตรียมเพิ่มเติมคือ

- สำเนาบัตรประชาชน ทั้งแบบดั้งเดิมและแบบแปลเป็นภาษาอังกฤษ ถึงแม้ว่าเป็นแบบ smard card ก็ต้องแปล เพราะว่าที่อยู่ยังเป็นภาษาไทย

- สำเนาทะเบียนบ้าน ทั้งแบบดั้งเดิมและแบบแปลเป็นภาษาอังกฤษ

- สำเนาบัตรประชาชนของผู้ปกครอง ทั้งแบบดั้งเดิมและแบบแปลเป็นภาษาอังกฤษ

- สำเนาทะเบียนบ้านของผู้ปกครอง ทั้งแบบดั้งเดิมและแบบแปลเป็นภาษาอังกฤษ

สำหรับผู้ชายต้องแปลเอกสารทางการทหารด้วย

รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ

- หนังสือรับรองจากสท. มีอายุ 1 ปี เมื่อเราได้รับหนังสิอรับรองแล้วสามารถนำมายื่นขอวีซ่าได้ภายในเวลา 1 ปี

- วีซ่ามีอายุ 1 ปี เมื่อเราได้วีซ่าแล้ว เราสามารถเดินทางได้ภายในเวลา 1 ปี

- เราสามารถทำงานและท่องเที่ยวได้เป็นเวลา 1 ปี โดยนับจากวันแรกที่เดินทางเข้าออสเตรเลีย แต่ว่าห้ามทำงานกับนายจ้างใดนายจ้างหนึ่งเกินกว่า 6 เดือน

- เราตรวจสุขภาพกับโรงพยาบาลกรุงเทพ ใช้เวลาประมาณ 2-3 ชีวโมง ควรเตรียมตัว download แบบฟอร์มสำหรับตรวจสุขภาพและกรอกให้เรียบร้อยล่วงหน้า ถึงแม้ว่าทางโรงพยาบาลจะมีแบบฟอร์มให้ก็ตาม ค่าใช้จ่าย 1590 ตรวจร่างกายทั่วไป ตรวจปัสสาวะ และ x-ray ปอด

- เราทำประกันภัยการเดินทางรายปีของ Chartis แบบ 365 วัน โดยคุ้มครองสูงสุด 120 วัน

- แผนการเดินทางต้องสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของโครงการ คือ ทำงานและท่องเที่ยว ไม่ใช่ทำงาน make money อย่างเดียว อาจมีผลต่อการพิจารณาวีซ่าได้ เราหาช้อมูลจากหนังสือ "ใครๆ ก็ไปเที่ยวออสเตรเลีย"

- เรา print ตั๋วเครื่องบินแบบ e-ticket แนบไปด้วย เป็นตั๋วไปอย่างเดียว ไม่จำเป็นต้องเป็นตั๋วไป-กลับ จริงๆ แล้วไม่จำเป็นต้องแนบก็ได้ เราบินไปกับสายการบิน Jetstar กรุงเทพ-เมลเบิร์น แบบ direct flight

เมื่อเอกสารครบถ้วนแล้วก็ถึงเวลายื่นวีซ่าที่ VFS วันที่ 3 สิงหาคม 2010 ค่าสมัครวิซ่าสามารถชำระที่ VFS ได้เลยหรือจะซื้อ cashier cheque จากธนาคารก็ได้ จากนั้นรอประมาณ 10 วันทำการ เช็ค status ของหนังสือเดินทางของเราได้จากเวบไซต์ของ VFS (www.vfs-au.net) หาก ready for collection แสดงว่าสามารถไปรับ passport ได้แล้ว ปัจจุบันวีซ่าเป็นแบบ electronic visa แล้ว จึงไม่มีการแปะวีซ่าที่หน้า passport อีกต่อไป แต่สถานฑูตก็จะให้เอกสารเพื่อบอกว่าวีซ๋าเราเป็นลำดับที่เท่าไหร่ และหมายเลขอะไร เราได้วีซ่ามาครองครองเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2010 จริงๆ แล้วได้ตั้งแต่วันที่ 17 แล้ว แต่ว่ายังขี้เกียจไปรับ ไม่ต้องกังวลไปเกินกว่าเหตุ หากเราเตรียมเอกสารครบถ้วนและถูกต้องแล้ว ไม่มีเหตุผลอะไรที่สถานฑูตจะ reject วีช่าเรา

ทำตามกติกา เราก็จะได้วีซ่ามาอย่างสบายใจ ใช่มั้ย?










 

Create Date : 27 สิงหาคม 2553    
Last Update : 27 สิงหาคม 2553 15:32:23 น.
Counter : 256 Pageviews.  

Just Preparing for Work and Holiday Visas Thai-Australia

หลังจากที่เป็น "ผู้รับ" ข้อมูลจากคนอื่นมาเป็นเวลานาน วันนี้ขอเป็น "ผู้ให้" ข้อมูลบ้างแล้วกัน

สำหรับ group นี้ จะขอเขียนเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับการเข้าร่วมโครงการ Work and Holiday Visas Thai-Australia 2010 เรียกง่ายๆ ว่า WAH ซึ่งเป็นโครงการที่เปิดโอกาสให้เยาวชนไทยไปทำงานและท่องเที่ยวในออสเตรเลียเป็นระยะเวลา 1 ปี โดยมีสำนักงานส่งเสริมสวัสดิภาพและพิทักษ์เด็ก เยาวชน ผู้ด้อยโอกาส และผู้สูงอายุ หรือ สท. เป็นหน่วยงานที่ออกใบรับรองว่าเรามีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะเข้าร่วมโครงการนี้ ซึ่งปีนี้มีโควต้าทั้งหมด 500 คน (เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากปีแรก 100 คน ปีต่อมา 200 คน แล้วจึงเป็น 500 คน)

blog นี้อาจไม่ได้มีรายละเอียดครบถ้วน แต่มาจากประสบการณ์ของเราโดยตรงค่ะ ต้องขอบคุณเวบไซต์ http://www.thaiwahclub.com ที่ช่วยเรามาตลอด ตั้งแต่ยังไม่รู้เรื่องอะไรเลย จนกระทั่งยื่นวีซ่าผ่าน (เดี๋ยวจะเล่าให้ฟังว่าทำไมข้อมูลจาก สท. อย่างเดียวถึงไม่เพียงพอที่จะทำให้วีซ่าผ่านโดยที่สถานฑูตไม่ขอเอกสารเพิ่มเติม)

ตอนนี้เราถึงขั้นตอนการเตรียมตัวสำหรับการเดินทางแล้ว เราจะเดินทางวันที่ 19 ตุลาคม 2010 แต่ขอเล่าย้อนหลังตั้งแต่เริ่มต้นเลยแล้วกัน

ก่อนที่เราจะรู้จักโครงการนี้ เรามุ่งมั่นที่จะไปหาประสบการณ์ที่ต่างประเทศ ประเทศอะไรก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นการเรียนต่อ หรือทำงานก็ตาม โดยเริ่มจาก
การ search หาข้อมูลโครงการ Internship ที่ USA พบว่าค่าใช้จ่ายสูงพอสมควร แล้วยังต้องจ่ายเงินให้กับ agency สำหรับการดำเนินการค่อนข้างเยอะ และต้องสอบ TOEFL 3 ปีที่แล้วเราเคยไป Work and Travel ที่ USA มาก่อน รู้สึกว่าเงินที่จ่ายไปไม่คุ้มกับการบริการที่ได้รับจาก agency จึงทำให้โครงการ Internship ไม่ผ่านการอนุมัติโดยเรา

จากนั้นเราก็หาข้อมูลทุนการศึกษาสำหรับเรียนต่อป. โท เราก็ได้สมัครสอบทุน ก.พ. และก็พบกับโครงการ WAH ในเวลาใกล้เคียงกัน โดยเราให้ priority กับทุน ก.พ. ก่อนโครงการ WAH สุดท้าย เราสอบผ่านข้อเขียน แต่ไม่ผ่านสัมภาษณ์ โครงการเรียนต่อป. โทจึงไม่ผ่านอนุมัติโดย ก.พ.

โครงการ WAH จึงเป็นทางเลือกสุดท้าย (ที่มีในขณะนั้น) ตอนแรกเราตั้งใจจะไปนิวซีแลนด์ แต่เพื่อนที่เคยไปอยู่เค้าบอกมาว่านิวซีแลนด์เป็นประเทศที่มีประชากรแกะมากกว่าประชากรคน และเมืองที่คึกครื้นที่สุดยังเงียบมาก เราจึงเปลี่ยนใจไปออสเตรเลียแทน

คุณสมบัติของผู้ร่วมโครงการ

- มีสัญชาติไทย

- อายุระหว่าง 18-30 ปีในวันที่สมัคร

- จบป.ตรีขึ้นไป

- มีหลักฐานทางการเงินอย่างน้อย AUD 5000

วันที่สมัครของปี 2010 คือวันที่ 6 กรกฎาคม 2010 ซึ่งจะต้องเตรียมเอกสารต่างๆ (ทั้งตัวจริงและสำเนา อย่าลืมรับรองสำเนาถูกต้องด้วย) ต่อไปนี้

- ปริญญา หรือ ใบรับรองการสำเร็จการศึกษา (ของเราใช้ใบรับรอง)

- transcript

- passport

- ทะเบียนบ้าน

- ผล IELTS ไม่ต่ำกว่า 4.5 แบบ general หรือ academic ก็ได้ แต่หากเรียนจบจากสถาบันการศึกษาที่ใช้ภาษาอังกฤษในการเรียนการสอนมาเป็นระยะเวลาอย่างน้อย 2 ปี สามารถยื่นใบรับรองหรือประกาศนียบัตรจากสถาบันการศึกษาได้ โดยไม่ต้องสอบ IELTS (ของเราสอบ IELTS แบบ academic)

- หลักฐานทางการเงินอย่างน้อย AUD 5000 ใช้ใบรับรองฐานะการเงินหรือ statement ก็ได้ ต้องเป็นบัญชีแบบออมทรัพย์เท่านั้น (ของเราใช้ใบรับรองฐานะการเงินจากธนาคารกรุงเทพ ต้องเป็นภาษาอังกฤษ และระบุหมายเลขบัญชีและจำนวนเงินเป็น AUD)

- บัตรประชาชน

- ใบสมัคร สามารถ download ได้จากเวบไซต์ของสท.

- บันทึกข้อตกลง สามารถ download ได้จากเวบไซต์ของสท. เช่นกัน

- ทะเบียนบ้านของผู้ปกครอง (พ่อหรือแม่คนใดคนหนึ่ง)

- บัตรประชาชนของผู้ปกครอง (พ่อหรือแม่คนใดคนหนึ่ง เช่นกัน)

เราต้องเตรียมเอกสารให้พร้อม ช่วงนั้นเข้าเวบไซต์ของสท. (www.opp.go.th) และ http://www.thaiwahclub.com บ่อยเป็นพิเศษ พวกเอกสารที่มีอยู๋แล้วก็ไม่เป็นปัญหา เพียงแค่ถ่ายเอกสารแล้วเซ็นต์ชื่อรับรองสำเนาถูกต้องเท่านั้น รวมถึงเอกสารของผู้ปกครองเช่นกัน ส่วนใบรับรองฐานะการเงิน มีอายุ 1 เดือน สิ่งที่ยากที่สุดสำหรับการเข้าโครงการนี้คือ IELTS เราเลือกที่จะสอบแบบ academic เผื่อว่าเรียนต่อป. โทจะได้ใช้ยื่นมหาวิทยาลัยได้เลย ค่าสอบ 5900 บาท เราสมัครสอบของ British Council โดยจะสอบที่โรงแรมแลนด์มาร์ค สามารถนั่ง BTS ไปลงที่สถานีนานาได้เลย เราเตรียมตัวสอบโดยอ่านหนังสือ 3 เล่มนี้

- Ready for IELTS workbook with key ของ Macmillan

- Improve your IELTS Writing Skills ของ Macmillan

- The Best Test Preparation for IELTS Listening ของ TGRE Institute Publications

ที่อ่านเองไม่ได้เก่งอะไร เพียงแต่ว่าไม่มีเวลาและไม่อยากเสียเงินอีกเป็นหมื่นเพื่อเตรียมสอบ ค่าหนังสือทั้งหมดนี้รวมกันไม่ถึงพันห้า แต่ต้องมีวินัยในการอ่านและฝึกทำแบบฝึกหัด (เราก็ทำบ้างไม่ทำบ้าง มาเร่งเอาตอนใกล้สอบเนี่ยแหละ) แล้วก็หยุดงาน 1 วันก่อนสอบเพื่อเตรียมความพร้อม เมื่อถึงวันสอบจริงสิ่งที่ต้องเตรียมไปก็คือ สมาธิ สำคัญมาก เพราะคุณจะหลุดง่ายๆ เนื่องจากมีเวลาจำกัดและสิ่งรบกวน โดยเริ่มสอบจาก

- Listening มาถึงก็ให้เราฟังเลย ทั้งหมด 40 ข้อ มีเวลา 30 นาที ตรงนี้ทำให้เสียสมาธิได้ เพราะให้ฟังเพียงครั้งเดียว ผ่านทางลำโพง ไม่ได้ใช้หูฟัง อาจฟังไม่ชัดว่ามี a an the หรือเติม s หรือไม่ ส่วนกรณีของเรา เราถูกรบกวนโดยคนที่นั่งสอบข้างๆ เนื่องจากโต๊ะเป็นโต๊ะคู่ แล้วคนข้างๆ ก็นั่งสั่นขา สมาธิเรากระเจิดกระเจิงเลย จากนั้นมีเวลาให้ 10 นาทีในการ transfer คำตอบลงใน answer sheet (6.5)

- Reading มี passage ให้อ่าน 3 เรื่องยาวๆ ให้เวลา 60 นาที part นี้ต้องรีบ screen อย่างรวดเร็ว ไม่มีเวลาให้อ่านโดยละเอียด สำหรับเราอ่านทัน แต่ไม่มีเวลาทวนคำตอบ (7.5)

- Writing เรามีปัญหากับ part นี้มาก เพราะเราเป็นคนเขียนช้าและเขียนไม่เก่ง มีเวลาให้ 60 นาที จะแบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกเป็นการบรรยายเปรียบเทียบกราฟ หรือ map อย่างน้อย 150 คำ ควรใช้เวลา 20 นาที ส่วนที่สองเป็นการเขียนแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับหัวข้อที่เค้ากำหนดให้ อย่างน้อย 250 คำ ควรใช้เวลา 40 นาที จะต้องแบ่งเวลาให้ดี เราใช้เวลากับส่วนแรกนานทำให้เหลือเวลาสำหรับส่วนที่สองน้อย พอถึงเวลาสอบหัวจะตื้อ คำศัพท์ในหัวจะหายไปไหนหมดก็ไม่รู้ เขียนแล้วลบหลายรอบ สุดท้ายก็เขียนไม่ทัน ได้ไม่ถึง 200 คำ (6.0)

- Speaking ใช้เวลาประมาณ 15 นาที โดย interviewer กว่าเราได้ speaking ก็ 4 โมงเย็นแล้ว ง่วงนอนมาก เนื่องจากคืนก่อนสอบตื่นเต้นนอนไม่หลับ ปวดหัวสุดๆ ก็เล่นตื่นตั้งแต่ตี 5 ครึ่ง เพื่อมาสอบให้ทัน 9 โมงเช้า เลยพูดไม่รู้เรื่องเลย ไม่ค่อยได้คิดก่อนตอบ ดังนั้นคำตอบจึงธรรมดามาก ไม่ได้ใช้ศัพท์ยากๆ เลย (6.5)

สรุปแล้ว เราได้ overall 6.5

เมื่อถึงวันที่ 6 กรกฎาคม 2010 ต้องตื่นตั้งแต่ตี 4 ไปถึงที่สท. ประมาณตี 5 เกือบครึ่ง ลงชื่อในสมุดซึ่งจัดทำขึ้นโดยผู้ร่วมโครงการ ได้คิวที่ 200 ต้นๆ นั่งรอไปเรื่อยๆ จนถึงเวลาประมาณ 9 โมง เจ้าหน้าที่ของ สท. ก็จะแจกบัตรคิวตามชื่อที่ลงไว้ ขั้นตอนนี้มีปัญหานิดหน่อยตรงที่มีคนไปรับบัตรคิวไม่ตรงกับชื่อที่ลงไว้ จริงๆ แล้วเจ้าหน้าที่ควรมีความชัดเจนในการจัดการและการให้ข้อมูลมากกว่านี้ แต่ก็ผ่านไปได้ไม่มีอะไร จากนั้นก็รอให้เจ้าหน้าที่ตรวจเอกสาร เพียงแค่ดูว่ามีเอกสารครบและถูกต้องหรือไม่ จากนั้นจึงให้ลงชื่อเพื่อเลือกวันสัมภาษณ์ จริงๆ แล้วสามารถทำได้ภายในวันเดียว แต่ไม่ สท. ให้มาสัมภาษณ์อีก 2 อาทิตย์ถัดไป เราเลือกวันที่ 22 กรกฎาคม 2010 โดยจะสัมภาษณ์ตามคิวที่ได้ลงไว้ตั้งแต่วันก่อน จึงไม่ต้องมานอนรอตั้งแต่ตี 5 อีกแล้ว

การสัมภาษณ์ไม่มีอะไรมาก ใช้เวลาประมาณ 5 นาที โดยเจ้าหน้าที่จะให้เราเล่าแผนการเดินทางของเรา แล้วก็จะมีคำถาม เช่น เคยไปต่างประเทศมาก่อนรึเปล่า? เดินทางกับใคร? ทำไมเราถึงไปเมืองนี้? เป็นต้น จากนั้นจึงให้ความคิดเห็นและคำแนะนำเกี่ยวกับแผนของเราเล็กน้อย แต่ว่าใบรับรองยังไม่ได้รับในวันนี้เลยนะ ต้องให้เราลางานมารับในวันถัดไป ประมาณ 2-3 วันทำการ ขึ้นอยู๋กับผู้มีอำนาจในการเซ็นต์รับรองว่าติดธุระหรือไม่

เมื่อรับใบรับรองแล้ว ขั้นตอนที่ต้องติดต่อกับสท. ก็จบลงเพียงเท่านี้ ขอบคุณค่ะ









 

Create Date : 26 สิงหาคม 2553    
Last Update : 27 สิงหาคม 2553 15:32:13 น.
Counter : 345 Pageviews.  


CiPherKey
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




I'm just a girl.

Background.MyEm0.Com
Friends' blogs
[Add CiPherKey's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.