How to balance giving information between privacy, security, accuracy, and marketing?
  ขึ้นหัวข้อไว้ก่อนนะ เดี๋ยวค่อยมาเขียน



Create Date : 19 มีนาคม 2558
Last Update : 19 มีนาคม 2558 10:33:17 น.
Counter : 573 Pageviews.

0 comment
ความรักที่แท้จริงที่เราทุกคนต้องการคืออะไร
วันนี้ได้อ่าน Facebook post อันนึงของน้องที่รู้จัก น้องเค้าบอกว่า เงินหรือหน้าที่การงานหรือเครื่องอัตถบริขารทั้งหลายแหล่ที่มีอยู่รอบตัวไม่ใช่เรื่องสำคัญ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือเค้ากับแฟนมีความรักให้กัน น้องทั้งสองเป็นคุณหมอที่มีกิจการการงานรัดตัว ขึ้นชื่อว่าหมอ ถ้าคนที่ได้ใกล้ชิดจะเข้าใจ ว่าการหาเวลาส่วนตัวให้ตัวเองนั้นยากขนาดไหน คนไข้เป็นเรื่องแรกที่มักจะนำมาก่อนเสมอ

สิ่งที่น้องเค้า post คือ เมื่อแต่ละคนมีเวลาว่าง จะออกเดินทางด้วยรถ Bigbike ไปเที่ยวที่ต่างๆอยู่เสมอ สิ่งสำคัญในการไปเที่ยวคือ การที่เค้าสองคนได้อยู่ในสถานการณ์ต่างๆร่วมกัน มากกว่าการได้ท่องเที่ยวหรือการได้อยู่บน Bigbike ที่ทั้งสองคนรัก การที่คนสองคนได้ผ่านเหตุการณ์และสถานการณ์ต่างๆด้วยกันนั่นแหละที่สำคัญกว่า และสำคัญที่สุด

ก็เลยทำให้ผมมาคิดว่า ทุกวันนี้เรามีแฟน มีการแสวงหาความรักในรูปแบบต่างๆ บางคนก็ดำเนินเรื่องความรักตามเส้นทางที่คุ้นชินและเห็นมาว่าต้องมีแฟน แต่งงาน มีลูก แก่ตัว และตายไปด้วยกัน แล้วความรักที่เราต้องการจริงๆคืออะไร เรารู้กันรึยังเหมือนที่น้องทั้งสองของผมรู้แล้ว ตัวผมเองเคยมีความคิดว่าต้องการแสวงหาคนที่เข้ากับนิสัยเราได้เท่านั้นก็พอมาอยู่ข้างๆ แต่ในความจริงแล้ว การที่เค้ารับนิสัยเราได้ ไม่ได้หมายความว่าเค้ารักความเป็นเรา เค้าแค่รับได้ เค้าไม่ได้อยากอยู่ด้วยกับเรา เพียงแค่เค้าไม่ขัดและไม่มีปัญหาว่าเราจะทำแค่นั้นเอง

มันต่างกันนะ การรักความเป็นเราในแบบที่เป็นคนสองคนอยู่ด้วยกัน กับการรักในความเป็นเราที่ตัวเราเป็นของเราอยุ่คนเดียว .... แล้วเราต้องการแบบไหน

ผมว่าผมต้องการอยู่กับคนที่มีความสุขกับการอยู่เป็นเราสองคนมากกว่านะ มากกว่าชั้นรับความเป็นตัวเธอได้ แต่เธอก็ต้องรับความเป็นตัวชั้นให้ได้ด้วยนะ แล้วทำอะไรถ้าใครอยากทำก็ไปทำ ... อย่างนี้คงไม่ได้เรียกว่าการมีคู่ มีคนรักที่แท้จริงสำหรับผม

แล้วคุณๆละ ต้องการมีคนรักหรือรักคนแบบไหน



Create Date : 13 ธันวาคม 2555
Last Update : 13 ธันวาคม 2555 16:33:40 น.
Counter : 580 Pageviews.

0 comment
ลืมเพื่อรักหรือรักเพื่อลืม
"เวลา" ไม่ได้แก้ปัญหา
แต่ทำให้เราชินกับปัญหา
และมันสอนเราว่า ....
หลายปัญหาที่ผ่านเข้ามา
ไม่ได้ต้องการให้เราแก้เสมอไป
แค่ยอมรับมันให้ได้ก็เท่านั้น
คนเราจะมีความสุขขึ้นแค่ไม่ไป "คิด"
แต่ที่ยากสุดชีวิตคือ ทำยังไงไม่ให้ "คิด" นั่นล่ะ

หนังสือ "อ่านแล้ว..ขอกอด" จาก ดีเจนภาพร หรือ พี่อ้อย (คลับไฟล์เดย์


รักคืออะไร ทำไมเราต้องรักใคร

เคยมีคนที่เค้ารักเรา แต่เราไม่เคยถามตัวเองว่าเรารักเค้ารึเปล่า
ก็คบกันไปได้เกือบสิบปี แต่เค้าก็ยังไม่ดีพออย่างที่เราต้องการซะที

วันนี้...กับอีกคนนึงแค่ไม่ถึงสี่เดือน เรากลับรู้สึกว่าเราสามารถใช้คำว่ารักกับเค้าได้อย่างเต็มปาก
เค้าแทรกเข้ามาในความคิดเราโดยเราไม่รู้ตัว และคิดว่าเค้ารักเรามากเช่นกัน

เส้นทางดูจะสวยหรูและดูดี ถึงขนาดยอมรับและไม่ใส่ใจในเรื่องอดีตของเค้า แม้มันจะเป็นเรื่องที่เราเคยรับไม่ได้เอาซะเลย
เราเลิกกับคนเก่าเพราะเรื่องที่เล็กน้อยกว่านี้ไม่รู้กี่ร้อยเท่า แต่ทำไม....ทำไมคราวนี้ถึงทำได้ถึงขนาดนี้

และแล้ว....moment of truth เราเริ่มประจักษ์ว่า รักของเรากับรักของเค้ามันไม่เท่ากัน
มันอาจจะเป็นนิยามของความรักระหว่างคนที่เคยเจ็บช้ำจากความรักมาก่อน กับความรักครั้งแรกของอีกคนนึงที่มันเป็นคนละภาพกัน

สุดท้ายแล้ว มันเป็นความรักหรือความหลง???

เราถามตัวเองอยู่หลายครั้งนะว่ามันคืออะไรกันแน่ เราก็ได้คำตอบทุกทีว่าที่เราทำอยู่ทุกวันนี้มันไม่ใช่ความหลง เรามีสติ มีความคิด มีเหตุผลในการกระทำแทบทุกอย่าง

เราไม่เคยเสียศูนย์กับความรักได้ถึงขนาดนี้ เรามองภาพทุกอย่างมันสวยงามไปหมด เว้นแค่อย่างเดียว...
สิ่งที่เค้าทำให้กับเรา ... มันไม่เหมือนคำพูดหวานๆ คำบอกรักจนสุดหัวใจที่เค้าบอกเราเลย
คำพูดที่แสดงออกมาได้ว่าเค้าไม่ได้แคร์อะไรเราสักเท่าไหร่นะ เค้าแคร์ความรู้สึกเค้ามากกว่า
"ก็แล้วแต่แล้วกันนะ ว่าจะคิดยังไง....เพราะฉันคิดอย่างนี้ฉันพอใจแล้ว"
"ไม่ได้คิดอะไร" "ก็ทำไปอย่างที่รู้สึก" ทั้งๆที่เราก็คิดว่าเค้าน่าจะคิดระวังและใส่ใจความรู้สึกกันบ้างก่อนที่จะทำ
"ชั้นก็เป็นของชั้นอย่างงี้"

ทุกๆคำพูดเมื่อได้ยินแล้วมันบั่นทอนหัวใจอย่างมากที่เราเจอในแต่ละวัน แต่เราก็จะได้สิ่งตอบรับกลับมาเป็นคำพูดหวานๆเสมอว่า "รักนะ" "รักมากด้วย"

มันคงเป็นความต่างอย่างที่ไม่สามารถเข้าใจได้ในคนสองคนที่ต่างประสพการณ์ คนๆนึงในใจลึกๆคิดว่า เค้าไม่คิดที่จะหาใครคนอื่นแล้ว และก็ไม่มีใครสนใจเค้าเหมือนกัน กับอีกคนที่คิดว่าจะไม่หาใครคนอื่นแล้ว แต่ยังมีคนที่อยากเข้าหาเค้าล้อมรอบกายเต็มไปหมด

สุดท้าย...การทนหนะเหรอที่จะต้องนำมาใช้ทุกๆวัน คำโกหก บิดเบือนเหรอที่ต้องนำมาใช้รักษาความรู้สึกกัน
เราอยากอยู่กับอะไร การเจ็บและเหงาในวันนี้จะดีกว่าการเจ็บจากการต้องทนและคอยระแวงไปตลอดชีวิตหรือเปล่า

สุดท้าย... รักคืออะไร เราต้องการอยู่กับความรักแบบไหน เราได้อยู่กับคนที่เรารัก แต่ไม่ได้รักชีวิตตัวเองเลย
หรือเราอยากอยู่กับความรักชีวิตตัวเอง โดยไม่ได้อยู่กับคนที่เรารัก

ไปเจอคำนี้มาแล้วสะอึกว่า การตัดสินใจยอมก้มหัวเดินออกไปมันจะเป็นอย่างนี้หรือเปล่า หรือเรากำลังตัดสินใจผิด
".......วันนี้ยังทรมาณแต่น้อยลงกว่าเมื่อวานใช่ไหมและวันนึงมันก็คงจางหายไป......"

จะถามใครส่วนใหญ่ก็เจอแต่การเลิกเพราะผู้ชายเจ้าชู้ แต่จะมีใครรู้บ้างไหมว่าเมื่อเหตุการณ์มันสลับกัน
ในสถานการณ์ที่ผู้ชายเป็นฝ่ายโดนกระทำซะเอง ผู้ชายจะต้องทำยังไง หรือผู้ชายรู้สึกยังไง
ผู้ชายที่มีความรู้สึกละเอียดอ่อน ซื่อสัตย์ ก็กลายเป็นผู้ชายเรื่องมาก
แต่ผู้หญิงที่มีความรู้สึกละเอียดอ่อน ซื่อสัตย์ กลับกลายเป็นผู้หญิงที่น่าทะนุถนอม
ในสถานการณ์อย่างนี้ ผู้ชายควรจะทำยังไง???
แสดงความอ่อนแอก็ไม่ได้ เรียกร้องก็ไม่ได้ หรือผู้ชายต้องทน หรือต้องไปหากิ๊กหาเมียน้อยมาชดเชย???....มีใครเคยคิดด้านนี้บ้างไม๊

แล้ว....เราต้องการลืมสิ่งต่างๆที่ผ่านมาเพื่อจะรักใครสักคน หรือเราต้องการรักใครสักคนเพื่อให้ลืมความเจ็บช้ำที่ผ่านมา
แล้วถ้ารักครั้งนี้มันก็เหมือนเดิม แล้วเราจะลืมได้อย่างไร...



Create Date : 28 พฤษภาคม 2555
Last Update : 15 มิถุนายน 2555 12:30:01 น.
Counter : 259 Pageviews.

0 comment
ควมรักสี่มิติ
นิยาม รัก ธรรมะท่านพระอาจารย์ ว.วชิรเมธี
http://www.baanmaha.com/community/thread27003.html

หนุ่มสาวรุ่นใหม่ควรจะเรียนรู้ว่า ความรักมีหลายมิติ แต่ที่เราหยิบมาเน้นทุกวันนี้มีมิติเดียวคือความรักในเชิงชู้สาว ซึ่งมักจะไปจบที่การมีความสัมพันธ์ เพราะว่าไม่อยากจะผูกพัน และนั่นเป็นเหตุให้ก่อปัญหาสังคมตามมามากมาย เพราะฉะนั้นเขาควรจะเปิดใจให้กว้าง เพื่อที่จะได้เรียนรู้ว่าแท้ที่จริงนั้น ความรักเป็นอะไรที่มากกว่าความสัมพันธ์ในเชิงชายหนุ่มหญิงสาว

ในทรรศนะที่สรุปมาจากองค์ความรู้ทางพุทธศาสนา ความรักมีด้วยกัน 4 มิติ

1.รักตัวกลัวตาย
2.รักใคร่ปรารถนา
3.รักเมตตาอารี
4.รักมีแต่ให้

พระอาจารย์ ว.วชิรเมธี อธิบายว่า

1.รักตัวกลัวตาย เป็น ความรักอิงสัญชาตญาณพื้นฐานของการมีชีวิต ความรักเช่นนี้มีอยู่ในสิ่งมีชีวิตทุกประเภท อันตรายของความรักชนิดนี้ คือถ้ามีมากเกินไปจะกลายเป็นความเห็นแก่ตัว และบางครั้งเพื่อที่จะปกป้องตัวเอง ก็ถึงกับต้องฆ่าคนอื่น

2.รักใคร่ปรารถนา เป็นความรักอิงสัญชาตญาณการสืบพันธุ์ มีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวเป็นเครื่องมือของความรักชนิดนี้ ความรักชนิดนี้ถ้าวิเคราะห์ลึกๆ มีความโลภเจืออยู่ นั่นก็คืออยากจะได้ ใคร่จะครอบครอง และถ้าตัวเองได้ตามที่ต้องการก็ถือว่าประสบความสำเร็จในความรักชนิดนี้ แต่ถ้าเมื่อไหร่ก็ตามไม่ได้ตามที่ต้องการ ความโลภอาจจะกลายเป็นความแค้น

และนั่นเป็นเหตุให้หลายครั้ง คนที่รักกันแต่พอผิดหวังจากความรัก จึงลงเอยด้วยการทำร้ายซึ่งกันและกัน และในบางกรณีถึงขั้นฆาตกรรม ชำแหละคนรักเป็นศพ ไหนบอกว่ารัก ทำไมต้องจบด้วยการฆาตกรรม เพราะลึกๆ แล้วไม่ใช่รัก เป็นแค่ราคะ คือความปรารถนาในกามารมณ์ และเป็นเพียงความโลภ คือต้องการที่จะครอบครองมาเป็นเจ้าของเพียงหนึ่งเดียว ดังนั้นความรักชนิดนี้จึงไม่ปลอดภัย ต้องก้าวไปหาความรักที่สูงขึ้น

ความรักที่ 3 คือ รักเมตตาอารี คือความรักที่อิงและร่วมทางวัฒนธรรมบางอย่าง เช่น มีสายเลือดเดียวกัน พ่อแม่ก็จะรักลูกมาก เพราะลูกก็คือสำเนาของตนเอง คนที่ถือศาสนาเดียวกันก็จะรู้สึกเป็นพวกเพราะมีศาสดาคนเดียวกัน คนที่ถือสัญชาติเดียวกันก็จะรู้สึกเป็นพวกกับคนสัญชาติเดียวกัน และมนุษย์ด้วยกันก็จะรู้สึกว่าต้องให้ความสำคัญกับมนุษย์มากกว่าสัตว์

ความรักเช่นนี้เป็นความรักที่อาศัยโยงใยทางวัฒนธรรมเป็นเครื่องหล่อ เลี้ยง เราจะรักใครก็ตามที่เราเชื่อมโยงทางวัฒนธรรมได้ในแง่ใดแง่หนึ่ง เช่น ถ้าเราเดินอยู่ในอเมริกาแล้วเจอคนไทย เราจะรู้สึกปีติเบิกบานขึ้นมาทันที ทั้งๆ ที่ฝรั่งที่เราเจอก็คนทั้งนั้นแต่เราจะเฉยๆ ถ้าคนไทยคนนั้นเป็นชาวพุทธเหมือนกับเรา ก็ยิ่งดีใจใหญ่ ทำไมเป็นอย่างนั้น เพราะลึกๆ เรามีโยงใยทางวัฒนธรรมร่วมกันบางสิ่งบางอย่าง ความรักชนิดนี้ทำให้มนุษย์รวมกันเป็นหมู่เป็นคณะเป็นกลุ่มเป็นก้อน

แต่อันตรายของความรักชนิดเช่นนี้ก็คือ บางครั้งมันกลายเป็นความหลงผิด ยึดติดถือมั่นในกลุ่ม ในหมู่ ในพรรค ในเผ่า ในพันธุ์ของตัวเอง แล้วกลายเป็นสงครามระหว่างชาติพันธุ์ ระหว่างผิวสี ศาสนา ลัทธิ การเมือง ซึ่งเคยมีตัวอย่างมาแล้วนับครั้ง ไม่ถ้วน เช่น ฮิตเลอร์สังหารชาวยิวเพราะอะไร หรือสงครามครูเสดเกิดขึ้นยาวนานหลายร้อยปี ก็เพราะทุกคนอยากจะปกป้องพระเจ้าของตนเอง รวมทั้งสงครามแบ่งแยกดินแดนทั้งหลาย ความรักชนิดนี้ลึกๆ เข้าไปอาศัยคำว่าลัทธิ อุดมการณ์เป็นเครื่อง หล่อเลี้ยง เป็นเครื่องเชื่อมโยงที่สำคัญ

พระอาจารย์ ว.วชิรเมธี ยังรวมถึงการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายทางการเมืองที่มีทั้ง เสื้อเหลืองและเสื้อแดง หรือทุกสิ่งทุกอย่างที่มนุษย์เข้าไปยึดติดถือมั่นแล้วมีอิทธิพล ต่อการดำเนินชีวิต

ความรักของสีเหลืองสีแดงก็เป็นความรักในประเภทที่ 3 นี้ด้วย ความรักชนิดที่ 1 ที่ 2 และชนิดที่ 3 ก็ยังไม่ปลอดภัย ต้องพัฒนาต่อไปถึง

ความรักประเภทที่ 4 คือ รักมีแต่ให้


รักมีแต่ให้ เป็นความรักที่มาพร้อมกับปัญญา ความรักที่ 1-3 อิงอารมณ์คือความรู้สึกเป็นรากฐานที่สำคัญ แต่ความรักชนิดที่ 4 อิงปัญญาคือความรู้สว่างกระจ่างแจ้งในโลกและชีวิต ถูกต้องตรงตามความเป็นจริง จนมนุษย์สามารถถอดถอนตัวเองออกมาจากมายาคติ คือสิ่งที่เป็นความลวงทุกชนิด เหมือนพอเมฆที่เคลื่อนออกไป ฟ้าก็เปิด ทอดตามองไปทางไหนก็เห็นแต่แสงสว่างในทิศทั้ง 4

ไม่มีอะไรอีกที่เป็นความลับดำมืดหรือเคลือบแคลงสงสัยมัวเมา ความรักชนิด เช่นนี้เกิดขึ้นก็ต่อเมื่อเรามีปัญญาที่จะหยั่งรู้ ถึงความจริงของโลกและชีวิตอย่างตรงไปตรงมา เช่น ถ้าเราเห็นเงิน เราก็รู้ว่าเงินเป็นเพียงสิ่งสมมติที่มนุษย์สร้างขึ้นมา เราใช้เงินเสร็จแล้ว เราก็สามารถปล่อยวางมันได้ เราใช้เสื้อผ้าเสร็จแล้วเราก็สามารถถอดวางไว้ได้ เรามียศ เราใช้ยศเสร็จแล้วเราก็ไม่ยึดติดยศ เรามีทรัพย์สมบัติ เราก็บอกว่าสรรพสิ่งคือของใช้ไม่ใช่ของฉัน

พอเรามีความเข้าใจโลกและชีวิตตามความเป็นจริงอย่างนี้ ปัญญาของเราจะเป็นอิสระ พอปัญญาของเราเป็นอิสระแล้ว ทอดตาไปทางไหนใจเราก็กว้างขวาง หมดความยึดติดถือมั่น ทอดตาไปทางไหนก็ไม่เห็นใครว่าเป็นเสื้อเหลืองเสื้อแดง เพราะสิ่งเหล่านั้นคือเปลือกของความเป็นมนุษย์ที่เราสมมติขึ้นมาเองทั้งหมด ทอดตาไปทางไหนคุณก็จะเห็นแต่มนุษยชาติกระจายอยู่ ทั่วทุกหนทุกแห่ง เขากับเราแตกต่างกันเพียงเปลือกผิวภายนอก แต่โดยเนื้อหาสาระก็คือ สิ่งมีชีวิตที่เรียกกันว่ามนุษยชาติ ไม่มีใครสูงกว่าใคร ไม่มีใครต่ำกว่าใคร มีแต่สิ่งมีชีวิตที่เรียกกันว่าคน นั่นคือความจริงสุดท้าย พอจิตของเราเป็นอิสระอย่างนี้แล้ว ความรู้สึกในเชิงแบ่งแยกหายไป ความรู้สึกในเชิงถือเขาถือเราหายไป ความรู้สึกในเชิงเปรียบเทียบหายไป ทอดตามองไปทางไหนก็เห็นแต่คนที่เสมอกันกับเรา และนั่นคือเหตุที่ทำให้เราเรียนรู้ที่จะรักคนอื่นพอๆ กับที่เรารักตัวเอง ความรักเช่นนี้เมื่อเกิดขึ้นแล้วจะนำความรักที่แท้มา นั่นคือความกรุณา รักแท้คือกรุณา

พระอาจารย์ ว.วชิรเมธี อธิบายต่อไปอีกว่า กรุณาก็คือความสงสารอันใหญ่หลวง ซึ่งทำให้เราไม่สามารถทำร้ายใครได้อีกเลย เพราะทอดตาไปทางไหนก็ล้วนแล้วแต่เป็น พี่น้องท้องเดียวกันกับเราทั้งหมดทั้งสิ้น เมื่อปัญญาทำหน้าที่เปิดประตูหัวใจของเราแล้ว ธารน้ำแห่งความรักก็จะไหลหลั่งถั่งท้นออกมา ชโลมชาวโลกให้อยู่กันฉันพี่ฉันน้อง

อุปมาให้เห็นง่ายๆ รักแท้คือกรุณา เปรียบเสมือนแสงเดือนแสงตะวันที่สาดลงผืนโลก โดยที่ไม่เคยเรียกร้องค่าตอบแทน เป็นน้ำก็ไหล เป็นจันทร์ก็ส่อง เป็นนกก็ร้องเพลง โดยไม่เคยถามว่าใครเคยเห็นความสำคัญของฉันหรือ โดยไม่เคยถามว่าฉันจะได้อะไรตอบแทนไหม ฉะนั้นวิวัฒนาการสูงสุดของความรักก็คือ รักแท้คือกรุณา เราต้องไปให้ถึงความรักชนิดเช่นนี้ จึงจะเป็นความรักที่ดีที่สุด ที่ไม่เพียงแต่คนหนุ่มสาวเท่านั้น มนุษยชาติจะต้องไปให้ถึง

ถึงกระนั้น พระอาจารย์ ว.วชิรเมธี ก็นิยามความรักให้เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ง่ายว่า ความรัก คือการตระหนักรู้ในสัจธรรม แล้วเราสามารถถอดถอนตัวเองออกมาจากความโลภ ความโกรธ ความหลง ได้อย่างสิ้นเชิง มีหัวใจที่บริสุทธิ์ หมดจด แล้วก็แผ่ความรักนั้นออกไปรักคนได้ทั้งโลก ความรักในทรรศนะของอาตมากล่าวอย่างสั้นที่สุดคือกรุณา คือจิตใจอันใหญ่หลวงที่สามารถรักคนได้ทั้งโลกโดยไม่เลือกชั้นวรรณะ รักแท้คือกรุณาจะมาหลังจากการผลิบานทางปัญญาเสมอไป ถ้าไม่ได้มาพร้อมปัญญาเป็นได้แค่มายาการณ์ชนิดหนึ่ง พูดง่ายๆ เป็นได้แค่ความรู้สึก

ฉะนั้นถ้าไปดูพระพักตร์ของพระพุทธรูป ทุกองค์ ยิ้มทุกองค์ ทำไมยิ้ม เพราะจิตท่านเบิกบานผ่องใส ท่านจึงกลายเป็นผู้ที่ยิ้มให้กับคนทั้งโลก รักที่แท้จะเป็นอย่างนั้น เราเกลียดใครไม่ลงเลย

ฉะนั้นพุทธศาสนานี้ จึงเป็นศาสนาแห่งความรัก เริ่มต้น พระพุทธเจ้าก็รักใน โพธิญาณ ใช้วันเวลาทั้งหมด 84,000 อสงไขย กำไร 100,000 กัลป์ ทุ่มเทปัจจัยลงไปในโพธิญาณ รักในการที่จะเป็นพระพุทธเจ้า และเมื่อบรรลุเป็นพระพุทธเจ้า ก็ไปถึงตาน้ำที่แท้ ตลอดเวลา 45 ปีหลังจากที่ตรัสรู้ เสด็จพุทธดำเนินไปทุกหนทุกแห่งเพื่อหว่านโปรยพุทธธรรมอันเป็นเครื่องมือ ที่จะนำชาวโลกไปสู่ความรักที่แท้ และด้วยเหตุดังนั้น พระพุทธองค์จึงมีพระนามอีกอย่างหนึ่งว่า พระมหาการุณิโก แปลว่า พระผู้มีความรักที่แท้

เพราะฉะนั้น พุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งความรัก และเราชาวพุทธทุกคน เมื่อเข้าใจพุทธธรรมอย่างถึงที่สุดแล้ว เราจะกลายเป็นผู้ที่มีความรักอย่างลึกซึ้งที่สุด

และแม้ว่า เสียงธรรมะ อาจเบากว่า เสียงราคะ



Create Date : 28 พฤษภาคม 2555
Last Update : 15 มิถุนายน 2555 12:28:16 น.
Counter : 352 Pageviews.

0 comment
เรามีความสำคัญกับเค้าแค่ไหน แล้วคำตอบนี้ใช้กับความรักได้หรือเปล่า
เรามีความสำคัญกับเค้าแค่ไหน?

เออ...มีใครเคยคิดอย่างนี้ หรือเคยถามใครอย่างนี้บ้างไม๊ครับ
ผมบอกเลยว่าผมคนนึงแหละที่ทั้งเคยคิดและเคยถาม แต่เรื่องที่น่าจะคิดต่อคือ แล้วมันจะเป็นไปได้ไหมที่ความสำคัญของเราที่เราคิดต่อเค้า กับความสำคัญที่เค้าคิดต่อเรามันจะไม่เท่ากัน...แน่นอนทุกคนก็คงจะบอกว่าเป็นไปได้สิ

แล้วถ้าผมถามว่า ถ้าคำตอบของความสำคัญที่ทั้งสองคนตอบมามันเหมือนกันละ เช่น ทั้งสองคนบอกว่า เธอสำคัญกับชั้นมาก... แล้วเราจะรู้ได้ยังไงว่าคำว่าสำคัญมากของทั้งสองคนมันเหมือนกันและเท่ากัน

ส่วนตัวผมเอง ผมมักจะคิดและ/หรือถามคนที่อยากรู้ว่าเค้าคิดยังไงกับเราว่า "ผมอยู่ลำดับความสำคัญที่เท่าไหร่สำหรับคุณ หรือ priority ที่เท่าไหร่"?

เออ...สิ ก็เราเรียนมา ทำงานมา ทุกสิ่งทุกอย่างเราต้องมีตัวชี้วัดที่วัดได้หนิ ถ้าเราใช้ตัววัดที่ไม่เป็นรูปธรรม (Subjective) มากๆ ก็จะเป็นตัวชี้วัดที่ใช้ไม่ได้หนะสิ ต้องใช้ตัวชี้วัดที่เป็นรูปธรรม จับต้องได้ (Objective) ชัดเจน

เอาแล้ววุ้ย...มันเริ่มยุ่งขึ้นเรื่อยๆแล้ว แล้วเชื่อไม๊ว่าไม่เคยมีใครตอบคำถามผมได้เลยสักคน ผมถึงขนาดต้องยกตัวอย่างสถานการณ์ (Scenario) ให้คิดแล้วตอบกันเลยทีเดียว เช่น ผมยกตัวอย่างว่า ถ้าคุณทำงานยุ่งมาก ไม่มีเวลารับโทรศัพท์เลย แล้วตอนเย็นคุณมาเจอว่ามีคนโทรมาหาคุณ 3 miss call คนนึงคือหัวหน้าของคุณ คนนึงคือเพื่อนชาย(คนที่ผมถามเป็นผู้หญิง)ของคุณ อีกคนคือแฟนของคุณ คุณจะโทรกลับหาใครก่อน?

เออ เป็นคุณๆจะโทรหาใครก่อน? คำตอบที่ผมได้คือเค้าจะโทรหาหัวหน้าก่อน เพราะเค้าให้ความสำคัญกับงานมาก ไม่รู้หัวหน้ามีเรื่องอะไรให้เค้าต้องรีบทำหรือเปล่า คนต่อไปที่เค้าจะโทรคือ.........เพื่อนชาย....เพราะไม่รู้ว่ามีอะไรอยากคุยกับเค้าหรือเปล่า แล้วคนสุดท้ายถ้ามีเวลาเหลือจะโทรหาแฟนหนุ่ม มีใครตอบตรงกับเค้าไม๊ครับ ผมก็เลยสรุปว่า ถ้างั้น อย่างนี้แฟนคุณก็มีความสำคัญเป็นอันดับที่สามละสิ อยู่หลังเพื่อนชายอีกหนะสิ แล้วคุณบอกว่าคุณรักแฟนคุณ แต่ให้ความสำคัญของเค้าน้อยกว่าเพื่อนชาย งั้นก็แสดงว่าคุณรักเพื่อนชายของคุณมากกว่าใช่รึเปล่า เค้าก็เงียบไปและไม่ได้พูดอะไรต่อ ผมก็เลยไม่รู้ว่าคำตอบจะเป็นยังไง แต่รู้ว่ามันเริ่มงงๆเมื่อเอาคำว่ารักเข้ามาเกี่ยวข้อง เดี๋ยวค่อยมาคุยกันต่อเรื่องนี้ว่าจะป็นยังไงนะ..

วันนี้ผมได้มีโอกาสฟังธรรมะบรรยายของท่าน ว.วชิรเมธี เรื่องของหัวหน้าที่ดี ท่านบรรยายให้ผู้บริหารขององค์กรต่างๆฟัง ท่านก็บรรยายถึงหลักการณ์ดูแลลูกน้องของหัวหน้าประเภทต่างๆ รวมถึงการคัดเลือกลูกน้องให้ทำงานแต่ละชนิดว่าใครเหมาะสมกับงานประเภทไหน?
เออ ละสิอีกแล้ว...มันก็ไม่ต่างกับการจัดลำดับความสำคัญของคนที่เราคิดเลยหนิ เพราะเราก็ต้องจัดลำดับความสำคัญตามความเหมาะสมแล้วก็เลือกเบอร์หนึ่ง สอง สาม เหมือนกัน แล้วมีตอนหนึ่งท่านเล่าให้ฟังว่า พระพุทธเจ้าเองท่านก็มีการจัดลำดับของพระเหมือนกัน โดยที่พระพุทธเจ้าท่านจะมีการจัดลำดับความสำคัญอยู่สองแบบ

แบบแรกคือ ความสำคัญของผู้ที่อยู่ในสังคมเดียวกัน คือในสังคมของสงฆ์จะให้ความเคารพผู้ที่เข้ามาร่วมอยู่ในสังคมนานกว่าก่อน (ผมอาจจะใช้คำผิดหรือไม่เหมาะสมก็ต้องขอโทษด้วยนะครับ ผมก็ใช้คำบ้านๆตามความรู้เรื่องธรรมะอันน้อยนิดของผมนี่แหละ แต่จะพยายามอธิบายให้เข้าใจให้มากที่สุด) เช่น ถ้ามีพระองค์นึง อายุ 25 แต่บวชเรียนมาแล้วห้าปี วันนี้มีพระบวชใหม่ อายุ 60 ท่านที่อายุมากว่าก็ต้องให้ความเคารพพระองค์ที่บวชเรียนมาแล้วนานกว่า

แบบที่สอง ถ้าท่านจะต้องเลือกพระองค์ใดไปทำงานอะไรสักอย่าง หรือรับผิดชอบงานอะไรสักอย่าง ท่านจะไม่เลือกตามอาวุโสทางด้านอายุ หรือเลือกว่าใครบวชเรียนมานานกว่ากัน แต่ท่านจะเลือกว่าใครมีความสามารถเหมาะสมในเรื่องนั้นๆมากกว่ากัน

เออ ละสิอีกแล้ว...มีการจัดลำดับความสำคัญสองแบบ สองสถานการณ์ที่ผลออกมาไม่เหมือนกัน แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเรื่องที่ผมเล่ามาข้างต้น แล้วมันเกี่ยวกับความรักยังไง?

ผมเริ่มเอาสองเรื่องเข้ามาคิดรวมกันระหว่างความคิดตรรกทางโลกมั่วๆของผมกับความคิดทางด้านพุทธศาสนาและธรรมะ?

ถ้าเลือกคนเข้าทำงาน จะต้องเลือกคนที่เหมาะสมกับงาน
แม้ท่านพระพุธเจ้าเองก็ยังจัดลำดับของสองเรื่องไม่เหมือนกันเลย
แล้วเรื่องความรักที่ผมเทียบเคียงว่า การเลือกโทรกลับเพื่อชายก่อนแฟนแสดงว่าเค้ารักแฟรน้อยกว่าเพื่อนเหรอ หลายๆคนอาจจะมองว่าสถานการณ์มันไม่เหมือนกัน เลือกแฟนไม่ใช่การเลือกคนเข้าทำงาน

ก็ใช่...ผมเลยสรุปว่า มันเป็นจัดลำดับความสำคัญแบบหลายๆตัวแปรจับกัน ถ้าเป็นภาษาที่ผมคุ้นเคยเค้าจะเรียกว่าเป็นสถานการณ์แบบ many to many
คือมีความเป็นได้หลายแบบ ขึ้นอยู่กับว่าอะไรจะคู่กับอะไร

http://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/c/c4/CPT-Databases-ManytoMany.svg

อย่างเช่นในรูป คนเขียนคนนึงอาจจะเขียนหนังสือหลายเล่มก็ได้
แล้วหนังสือเล่มนึงก็อาจมีคนเขียนหลายคนก็ได้ เพราะฉะนั้นการจับคู่กันก็จะสามารถมีได้หลากหลาย และมีคำตอบหลายแบบ

แหม...วิชาการกันเลยทีเดียว แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเรื่องความรักละ แฮะๆๆ

ก็ถ้าจะเปรียบกันก็จะเหมือนอย่างนี้ การที่เราคบกับใครสักคนนึง ชีวิตของทั้งสองคนไม่ได้มีกันอยู่แค่สองคน แต่ละคนก็จะต้องเกี่ยวข้องกับคนอื่นหรือสิ่งอื่นอีกไม่รู้กี่เรื่อง ตังแปรในชีวิตของทั้งสองข้างก็จะมีหลากหลาย เพราะฉะนั้นในบางสถานการณ์คำตอบที่จะบอกถึงความสำคัญจึงไม่ได้ตอบเหมือนกันทุกครั้งไป เพราะฉะนั้นสถานการณ์ที่ผมจำลองมาถามคนๆนั้นตอนต้น ถ้าตัวแปรอื่นเปลี่ยนไป การจัดลำดับการโทรกลับอาจจะไม่เหมือนเดิมก็ได้

เช่น ถ้าคนๆนั้นเพิ่งทะเลาะกับแฟนมา แล้วต้องการจะเคลียปัญหากัน เค้าอาจจะคิดที่จะโทรกลับหาแฟนเป็นคนแรกก็ได้ หรือเพื่อนชายกำลังเจอปัญหาหนักอยู่ ต้องการความช่วยเหลือ เค้าก็อาจจะโทรกลับหาเพื่อนชายก่อนก็ได้ เพราะฉะนั้น คำตอบของการกระทำ ณ เวลาใดเวลานึงไม่น่าจะเชื่อมโยงกับความรัก?

การที่แฟนเค้าตกไปอยู่ที่ลำดับที่สาม ณ เวลานั้น ก็ไม่ได้หมายความว่าเค้ารักแฟนน้อยกว่าลำดับที่หนึ่งและสอง แต่.....

แต่...เราก็ทิ้งเรื่องทั้งสองนี้ออกจากกันไม่ได้ซะทีเดียว ยังไงก็ตามทั้งสองคนก็ต้องมีความรู้สึกเดียวกันที่จะให้ความสำคัญของกันและกันให้มากขึ้นๆทุกวัน พยายามให้คำตอบของทุกๆสถานการณ์ในสภาวะปกติมีคนรักอยู่ลำดับต้นๆหรือลำดับที่หนึ่งอยู่เสมอ เพราะสิ่งนี้จะเป็นยาวิเศษที่จะช่วยสร้างความรู้สึกดีๆที่จะคอยเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวคนสองคนไว้ด้วยกัน ยิ่งเยอะ ยิ่งเหนียว ยิ่งแน่น สิ่งต่างๆก็ยิ่งจะมีโอกาสน้อยลง น้อยลงที่จะแยกคนสองคนนี้ออกจากกัน....รักนะ จุ๊บจุ๊บ ?วันนี้จบแบบงงๆ ฮ่าๆ?




Create Date : 22 พฤษภาคม 2555
Last Update : 15 มิถุนายน 2555 12:28:28 น.
Counter : 3874 Pageviews.

0 comment
1  2  

cig@
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



ผมมักจะเรียกตัวเองว่าเป็นคนที่เหมือนกับ "หนังสือที่ไม่มีคนอยากอ่าน"
และมีไม่กี่คนที่ผมอธิบายความหมายของคำนี้ให้ฟัง...
ผมเปิด Blog ขึ้นมาเพื่อที่จะแบ่งปันความคิดเล็กที่เกิดขึ้น
จากการที่เจอเหตุการณ์ต่างๆในชีวิตประจำวันให้กับเพื่อนๆ และจะพยายามเชื่อมโยงหลักความคิดของธรรมะ
และนำธรรมะออกมานอกวัด
แล้วใช้ได้ในชีวิตประจำวันของสัตว์สังคมเช่นเราให้ได้
...แต่จะทำได้ดีขนาดไหน เพื่อนๆช่วยแนะนำด้วยนะครับ