เรามีความสำคัญกับเค้าแค่ไหน แล้วคำตอบนี้ใช้กับความรักได้หรือเปล่า
เรามีความสำคัญกับเค้าแค่ไหน?

เออ...มีใครเคยคิดอย่างนี้ หรือเคยถามใครอย่างนี้บ้างไม๊ครับ
ผมบอกเลยว่าผมคนนึงแหละที่ทั้งเคยคิดและเคยถาม แต่เรื่องที่น่าจะคิดต่อคือ แล้วมันจะเป็นไปได้ไหมที่ความสำคัญของเราที่เราคิดต่อเค้า กับความสำคัญที่เค้าคิดต่อเรามันจะไม่เท่ากัน...แน่นอนทุกคนก็คงจะบอกว่าเป็นไปได้สิ

แล้วถ้าผมถามว่า ถ้าคำตอบของความสำคัญที่ทั้งสองคนตอบมามันเหมือนกันละ เช่น ทั้งสองคนบอกว่า เธอสำคัญกับชั้นมาก... แล้วเราจะรู้ได้ยังไงว่าคำว่าสำคัญมากของทั้งสองคนมันเหมือนกันและเท่ากัน

ส่วนตัวผมเอง ผมมักจะคิดและ/หรือถามคนที่อยากรู้ว่าเค้าคิดยังไงกับเราว่า "ผมอยู่ลำดับความสำคัญที่เท่าไหร่สำหรับคุณ หรือ priority ที่เท่าไหร่"?

เออ...สิ ก็เราเรียนมา ทำงานมา ทุกสิ่งทุกอย่างเราต้องมีตัวชี้วัดที่วัดได้หนิ ถ้าเราใช้ตัววัดที่ไม่เป็นรูปธรรม (Subjective) มากๆ ก็จะเป็นตัวชี้วัดที่ใช้ไม่ได้หนะสิ ต้องใช้ตัวชี้วัดที่เป็นรูปธรรม จับต้องได้ (Objective) ชัดเจน

เอาแล้ววุ้ย...มันเริ่มยุ่งขึ้นเรื่อยๆแล้ว แล้วเชื่อไม๊ว่าไม่เคยมีใครตอบคำถามผมได้เลยสักคน ผมถึงขนาดต้องยกตัวอย่างสถานการณ์ (Scenario) ให้คิดแล้วตอบกันเลยทีเดียว เช่น ผมยกตัวอย่างว่า ถ้าคุณทำงานยุ่งมาก ไม่มีเวลารับโทรศัพท์เลย แล้วตอนเย็นคุณมาเจอว่ามีคนโทรมาหาคุณ 3 miss call คนนึงคือหัวหน้าของคุณ คนนึงคือเพื่อนชาย(คนที่ผมถามเป็นผู้หญิง)ของคุณ อีกคนคือแฟนของคุณ คุณจะโทรกลับหาใครก่อน?

เออ เป็นคุณๆจะโทรหาใครก่อน? คำตอบที่ผมได้คือเค้าจะโทรหาหัวหน้าก่อน เพราะเค้าให้ความสำคัญกับงานมาก ไม่รู้หัวหน้ามีเรื่องอะไรให้เค้าต้องรีบทำหรือเปล่า คนต่อไปที่เค้าจะโทรคือ.........เพื่อนชาย....เพราะไม่รู้ว่ามีอะไรอยากคุยกับเค้าหรือเปล่า แล้วคนสุดท้ายถ้ามีเวลาเหลือจะโทรหาแฟนหนุ่ม มีใครตอบตรงกับเค้าไม๊ครับ ผมก็เลยสรุปว่า ถ้างั้น อย่างนี้แฟนคุณก็มีความสำคัญเป็นอันดับที่สามละสิ อยู่หลังเพื่อนชายอีกหนะสิ แล้วคุณบอกว่าคุณรักแฟนคุณ แต่ให้ความสำคัญของเค้าน้อยกว่าเพื่อนชาย งั้นก็แสดงว่าคุณรักเพื่อนชายของคุณมากกว่าใช่รึเปล่า เค้าก็เงียบไปและไม่ได้พูดอะไรต่อ ผมก็เลยไม่รู้ว่าคำตอบจะเป็นยังไง แต่รู้ว่ามันเริ่มงงๆเมื่อเอาคำว่ารักเข้ามาเกี่ยวข้อง เดี๋ยวค่อยมาคุยกันต่อเรื่องนี้ว่าจะป็นยังไงนะ..

วันนี้ผมได้มีโอกาสฟังธรรมะบรรยายของท่าน ว.วชิรเมธี เรื่องของหัวหน้าที่ดี ท่านบรรยายให้ผู้บริหารขององค์กรต่างๆฟัง ท่านก็บรรยายถึงหลักการณ์ดูแลลูกน้องของหัวหน้าประเภทต่างๆ รวมถึงการคัดเลือกลูกน้องให้ทำงานแต่ละชนิดว่าใครเหมาะสมกับงานประเภทไหน?
เออ ละสิอีกแล้ว...มันก็ไม่ต่างกับการจัดลำดับความสำคัญของคนที่เราคิดเลยหนิ เพราะเราก็ต้องจัดลำดับความสำคัญตามความเหมาะสมแล้วก็เลือกเบอร์หนึ่ง สอง สาม เหมือนกัน แล้วมีตอนหนึ่งท่านเล่าให้ฟังว่า พระพุทธเจ้าเองท่านก็มีการจัดลำดับของพระเหมือนกัน โดยที่พระพุทธเจ้าท่านจะมีการจัดลำดับความสำคัญอยู่สองแบบ

แบบแรกคือ ความสำคัญของผู้ที่อยู่ในสังคมเดียวกัน คือในสังคมของสงฆ์จะให้ความเคารพผู้ที่เข้ามาร่วมอยู่ในสังคมนานกว่าก่อน (ผมอาจจะใช้คำผิดหรือไม่เหมาะสมก็ต้องขอโทษด้วยนะครับ ผมก็ใช้คำบ้านๆตามความรู้เรื่องธรรมะอันน้อยนิดของผมนี่แหละ แต่จะพยายามอธิบายให้เข้าใจให้มากที่สุด) เช่น ถ้ามีพระองค์นึง อายุ 25 แต่บวชเรียนมาแล้วห้าปี วันนี้มีพระบวชใหม่ อายุ 60 ท่านที่อายุมากว่าก็ต้องให้ความเคารพพระองค์ที่บวชเรียนมาแล้วนานกว่า

แบบที่สอง ถ้าท่านจะต้องเลือกพระองค์ใดไปทำงานอะไรสักอย่าง หรือรับผิดชอบงานอะไรสักอย่าง ท่านจะไม่เลือกตามอาวุโสทางด้านอายุ หรือเลือกว่าใครบวชเรียนมานานกว่ากัน แต่ท่านจะเลือกว่าใครมีความสามารถเหมาะสมในเรื่องนั้นๆมากกว่ากัน

เออ ละสิอีกแล้ว...มีการจัดลำดับความสำคัญสองแบบ สองสถานการณ์ที่ผลออกมาไม่เหมือนกัน แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเรื่องที่ผมเล่ามาข้างต้น แล้วมันเกี่ยวกับความรักยังไง?

ผมเริ่มเอาสองเรื่องเข้ามาคิดรวมกันระหว่างความคิดตรรกทางโลกมั่วๆของผมกับความคิดทางด้านพุทธศาสนาและธรรมะ?

ถ้าเลือกคนเข้าทำงาน จะต้องเลือกคนที่เหมาะสมกับงาน
แม้ท่านพระพุธเจ้าเองก็ยังจัดลำดับของสองเรื่องไม่เหมือนกันเลย
แล้วเรื่องความรักที่ผมเทียบเคียงว่า การเลือกโทรกลับเพื่อชายก่อนแฟนแสดงว่าเค้ารักแฟรน้อยกว่าเพื่อนเหรอ หลายๆคนอาจจะมองว่าสถานการณ์มันไม่เหมือนกัน เลือกแฟนไม่ใช่การเลือกคนเข้าทำงาน

ก็ใช่...ผมเลยสรุปว่า มันเป็นจัดลำดับความสำคัญแบบหลายๆตัวแปรจับกัน ถ้าเป็นภาษาที่ผมคุ้นเคยเค้าจะเรียกว่าเป็นสถานการณ์แบบ many to many
คือมีความเป็นได้หลายแบบ ขึ้นอยู่กับว่าอะไรจะคู่กับอะไร

http://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/c/c4/CPT-Databases-ManytoMany.svg

อย่างเช่นในรูป คนเขียนคนนึงอาจจะเขียนหนังสือหลายเล่มก็ได้
แล้วหนังสือเล่มนึงก็อาจมีคนเขียนหลายคนก็ได้ เพราะฉะนั้นการจับคู่กันก็จะสามารถมีได้หลากหลาย และมีคำตอบหลายแบบ

แหม...วิชาการกันเลยทีเดียว แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเรื่องความรักละ แฮะๆๆ

ก็ถ้าจะเปรียบกันก็จะเหมือนอย่างนี้ การที่เราคบกับใครสักคนนึง ชีวิตของทั้งสองคนไม่ได้มีกันอยู่แค่สองคน แต่ละคนก็จะต้องเกี่ยวข้องกับคนอื่นหรือสิ่งอื่นอีกไม่รู้กี่เรื่อง ตังแปรในชีวิตของทั้งสองข้างก็จะมีหลากหลาย เพราะฉะนั้นในบางสถานการณ์คำตอบที่จะบอกถึงความสำคัญจึงไม่ได้ตอบเหมือนกันทุกครั้งไป เพราะฉะนั้นสถานการณ์ที่ผมจำลองมาถามคนๆนั้นตอนต้น ถ้าตัวแปรอื่นเปลี่ยนไป การจัดลำดับการโทรกลับอาจจะไม่เหมือนเดิมก็ได้

เช่น ถ้าคนๆนั้นเพิ่งทะเลาะกับแฟนมา แล้วต้องการจะเคลียปัญหากัน เค้าอาจจะคิดที่จะโทรกลับหาแฟนเป็นคนแรกก็ได้ หรือเพื่อนชายกำลังเจอปัญหาหนักอยู่ ต้องการความช่วยเหลือ เค้าก็อาจจะโทรกลับหาเพื่อนชายก่อนก็ได้ เพราะฉะนั้น คำตอบของการกระทำ ณ เวลาใดเวลานึงไม่น่าจะเชื่อมโยงกับความรัก?

การที่แฟนเค้าตกไปอยู่ที่ลำดับที่สาม ณ เวลานั้น ก็ไม่ได้หมายความว่าเค้ารักแฟนน้อยกว่าลำดับที่หนึ่งและสอง แต่.....

แต่...เราก็ทิ้งเรื่องทั้งสองนี้ออกจากกันไม่ได้ซะทีเดียว ยังไงก็ตามทั้งสองคนก็ต้องมีความรู้สึกเดียวกันที่จะให้ความสำคัญของกันและกันให้มากขึ้นๆทุกวัน พยายามให้คำตอบของทุกๆสถานการณ์ในสภาวะปกติมีคนรักอยู่ลำดับต้นๆหรือลำดับที่หนึ่งอยู่เสมอ เพราะสิ่งนี้จะเป็นยาวิเศษที่จะช่วยสร้างความรู้สึกดีๆที่จะคอยเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวคนสองคนไว้ด้วยกัน ยิ่งเยอะ ยิ่งเหนียว ยิ่งแน่น สิ่งต่างๆก็ยิ่งจะมีโอกาสน้อยลง น้อยลงที่จะแยกคนสองคนนี้ออกจากกัน....รักนะ จุ๊บจุ๊บ ?วันนี้จบแบบงงๆ ฮ่าๆ?




Create Date : 22 พฤษภาคม 2555
Last Update : 15 มิถุนายน 2555 12:28:28 น.
Counter : 3903 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

cig@
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



ผมมักจะเรียกตัวเองว่าเป็นคนที่เหมือนกับ "หนังสือที่ไม่มีคนอยากอ่าน"
และมีไม่กี่คนที่ผมอธิบายความหมายของคำนี้ให้ฟัง...
ผมเปิด Blog ขึ้นมาเพื่อที่จะแบ่งปันความคิดเล็กที่เกิดขึ้น
จากการที่เจอเหตุการณ์ต่างๆในชีวิตประจำวันให้กับเพื่อนๆ และจะพยายามเชื่อมโยงหลักความคิดของธรรมะ
และนำธรรมะออกมานอกวัด
แล้วใช้ได้ในชีวิตประจำวันของสัตว์สังคมเช่นเราให้ได้
...แต่จะทำได้ดีขนาดไหน เพื่อนๆช่วยแนะนำด้วยนะครับ