โพลเกิน 70 % หนุน 'ยิ่งลักษณ์-อภิสิทธิ์' นั่งเก้าอี้หัวหน้าพรรคเพื่อไทย-ประชาธิปัตย์



'สวนดุสิตโพล' สำรวจเสียงประชาชน พบเกิน 70 % หนุน 'ยิ่งลักษณ์-อภิสิทธิ์'นั่งเก้าอี้หัวหน้าพรรคเพื่อไทย-ประชาธิปัตย์ อีก 83.45% อยากเห็นคุณสมบัติหัวหน้าพรรคการเมืองไทยเป็นคนดี-ซื่อสัตย์-ยุติธรรม

 

"สวนดุสิตโพล" มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ได้สำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศ จำนวนทั้งสิ้น1,317 คน ระหว่างวันที่ 11-15 ..2560 ในหัวข้อ "หัวหน้าพรรคการเมืองไทยในทัศนะของประชาชน"เนื่องจากหัวหน้าพรรคเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการนำพรรค รวมถึงการจะเป็นตัวเต็งในการเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป เพื่อสะท้อนความคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อหัวหน้าพรรคการเมืองไทย ดังนี้

1.ประชาชนให้ความสำคัญต่อ "หัวหน้าพรรคการเมืองไทย" มากน้อยเพียงใด?

อันดับ 1 มาก 33.71% เพราะ มีผลต่อความนิยมของพรรค มีโอกาสเป็นนายกรัฐมนตรี เกี่ยวข้องกับการบริหารประเทศ ฯลฯ

อันดับ 2 ค่อนข้างมาก 29.38% เพราะเป็นผู้กำหนดทิศทางและนโยบายของพรรค เป็นกำลังสำคัญในการหาเสียง อยากรู้ว่าใครจะเป็นหัวหน้าพรรค ฯลฯ

อันดับ 3 ค่อนข้างน้อย 20.88% เพราะ ส่วนใหญ่เป็นคนกลุ่มเดิม พวกพ้องเดียวกัน ไม่มีการเปลี่ยนแปลงเป็นนายทุนของพรรค ฯลฯ

อันดับ 4 น้อย 16.03% เพราะ เป็นใครก็ได้ ไม่มีผลต่อการตัดสินใจ พิจารณาที่คุณสมบัติและผลงานมากกว่า ฯลฯ

2.คุณสมบัติหัวหน้าพรรคการเมืองไทยที่ดีควรเป็นอย่างไร?

อันดับ 1 เป็นคนดี ซื่อสัตย์ ยุติธรรม 83.45%

อันดับ 2 ไม่เห็นแก่พวกพ้อง ทำเพื่อประเทศชาติและประชาชน 81.55%

อันดับ 3 เก่ง ทำงานเร็ว มีวิสัยทัศน์ มีความรู้ความสามารถ 77.52%

อันดับ 4 มีภาวะผู้นำที่ดี เป็นที่ยอมรับ น่าเชื่อถือ 72.29%

อันดับ 5 เป็นคนรุ่นใหม่ ทันสมัย ประวัติดี ภาพลักษณ์ดี 61.58%

3.ใคร? ที่ประชาชนคิดว่าน่าจะเป็น "หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์" และ "หัวหน้าพรรคเพื่อไทย

สำหรับหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้แก่

อันดับ 1 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ 77.90%

อันดับ 2 นายชวน หลีกภัย 66.59%

อันดับ 3 นายสุเทพ เทือกสุบรรณ 63.33%

สำหรับหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ได้แก่

อันดับ 1 ..ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร 73.96%

อันดับ 2 นางสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ 71.98%

อันดับ 3 นายจาตุรนต์ ฉายแสง 47.22%


ที่มา thaitribune




 

Create Date : 17 กรกฎาคม 2560    
Last Update : 17 กรกฎาคม 2560 20:58:23 น.
Counter : 19 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

โพล 70.50% ปชช.หนักใจความแตกแยกทางการเมือง



'สวนดุสิตโพล' สำรวจเสียงประชาชน พบ 70.50% หนักใจความแตกแยกทางการเมือง 84.66% หนุนสามัคคีปรองดอง-ไม่แบ่งพรรคแบ่งพวก

 

สถานการณ์ทางการเมืองขณะนี้ยังคงมีปัญหาต่าง เข้ามารุมเร้า สร้างความวิตกกังวลและความหนักใจให้กับประชาชนอย่างมาก เพราะปัญหาการเมืองส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ของประชาชนโดยตรง "สวนดุสิตโพล" มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ได้สำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศ หัวข้อ "ความหนักใจเกี่ยวกับ "การเมืองไทย" วันนี้ โดยได้ทำการสำรวจจำนวนทั้งสิ้น 1,278คน ระหว่างวันที่ 10-14 กรกฎาคม 2560 

จากคำถาม 5 เรื่องที่ประชาชนหนักใจเกี่ยวกับ"การเมืองไทย" วันนี้ อันดับ 1 ความแตกแยกทางการเมืองที่ยังมีอยู่ 70.50% เพราะเป็นเรื่องที่แก้ได้ยาก รัฐบาลยังไม่สามารถสร้างความปรองดองได้ ยังมีความแตกแยก แบ่งฝักแบ่งฝ่าย การแข่งขันทางการเมืองสูง ฯลฯ

อันดับ 2 พฤติกรรมของนักการเมือง 68.70% เพราะ มักใช้อำนาจทางการเมืองเอื้อประโยชน์ให้กับตัวเองใช้คำพูดที่รุนแรง ไม่ควบคุมอารมณ์แสดงพฤติกรรมไม่เหมาะสม เป็นแบบอย่างที่ไม่ดีฯลฯ

อันดับ 3 การแสดงความคิดเห็นทางการเมืองของนักการเมือง 66.98% เพราะทำให้เกิดความขัดแย้งทะเลาะกันไปมา ไม่สร้างสรรค์ เป็นการแสดงความเห็นส่วนตัวและเป็นการ ปกป้องผลประโยชน์ของตนเองมากกว่า ฯลฯ

อันดับ 4 การเลือกตั้งที่จะมีขึ้นตามโรดแมป 57.76% เพราะกลัวว่าการเลือกตั้งจะล่าช้าหรือเลื่อนออกไปกระบวนการขั้นตอนต่างๆยังไม่ชัดเจน นักการเมืองยังออกมาเคลื่อนไหวต่อต้าน มีข้อถกเถียงเกี่ยวกับระบบการเลือกตั้ง ฯลฯ

อันดับ 5 การออกกฎหมายลูก (กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ) 53.68% เพราะ ไม่เข้าใจเนื้อหา มีหลายฉบับ อาจเสร็จไม่ทันการเลือกตั้ง กลัวไม่โปร่งใส มีช่องโหว่ ไม่เอื้อประโยชน์

ต่อประชาชน ฯลฯ

และคำถาม "การเมืองไทย" วันนี้ ที่ประชาชนอยากเห็น อันดับ 1 สามัคคีปรองดอง ไม่แบ่งพรรคแบ่งพวก 84.66%  อันดับ 2 พัฒนาบ้านเมืองให้เจริญก้าวหน้า เศรษฐกิจดีขึ้น 71.36% อันดับ 3 ซื่อสัตย์ สุจริตไม่โกงกิน 69.25% อันดับ 4 เป็นประชาธิปไตย รับฟังความคิดเห็นของประชาชน 64.87% อันดับ 5 มีนักการเมืองรุ่นใหม่ ทันสมัย สร้างสรรค์ 63.07%


ที่มา thaitribune




 

Create Date : 17 กรกฎาคม 2560    
Last Update : 17 กรกฎาคม 2560 15:23:53 น.
Counter : 17 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

'นอนกรน' อันตรายกว่าที่คิด มาสังเกตคนใกล้ชิด ว่านอนกรนจนเข้าขั้นเสี่ยงภาวะหยุดหายใจหรือเปล่า? โดย ผศ



การนอนกรนบ่งบอกว่าทางเดินหายใจส่วนบนแคบกว่าปกติ เสียงกรนเกิดจากการพยายามออกแรงหายใจเข้าผ่านทางเดินหายใจที่แคบ

 

นอกจากนี้การนอนกรนยังเป็นสัญญาณอันตรายของโรคหัวใจบางประเภทอีกด้วย

ถึงแม้ผู้ที่กรนส่วนใหญ่จะไม่ได้มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจโดยตรง แต่มันเป็นสัญญาณว่ามีสิ่งผิดปกติเกี่ยวกับการหายใจ คือภาวะทางเดินหายใจส่วนบนอุดกั้นขณะหลับ (Sleep Apnea) ซึ่งภาวะทางเดินหายใจส่วนบนอุดกั้นขณะหลับนี้อาจส่งผลให้เป็นโรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะชนิด atrial fabrillationและโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ ซึ่งอันตรายและอาจทำให้เกิดความผิดปกติอื่นตามมาจนกระทั่งเสียชีวิตได้


ถ้าอยากรู้ว่าการนอนกรนของเราหรือคนใกล้ชิดเข้าขั้นเสี่ยงภาวะหยุดหายใจหรือยังลองสังเกตอาการดังต่อไปนี้... 

1.นอนกรนเสมอและกรนเสียงดัง

2.นอนสะดุ้งตื่นบ่อยๆ แต่ผู้ป่วยมักไม่รู้ตัว แต่รู้ได้จากคนที่นอนด้วย

3.กลางวันง่วงนอนมากโดยหาสาเหตุไม่ได้ หลับโดยไม่รู้ตัวเสมอ

4.ปวดศีรษะในตอนเช้า เนื่องจากตอนกลางคืนขาดอากาศหายใจ

5.ปากแห้งมากเมื่อตื่นนอนเพราะต้องอ้าปากหายใจขณะนอนหลับ

6.หงุดหงิดง่าย ความจำสั้น ขาดสมาธิ สมาธิสั้น อารมณ์แปรปรวนง่าย และซึมเศร้าง่าย


จากอาการข้างต้น อาจต้องสอบถามจากคนใกล้ชิดที่นอนด้วยกัน หรือไปพบแพทย์เพื่อตรวจอาการนอนหลับ (sleep test)ถ้าพบว่ามีหลายข้อหรือทุกข้อร่วมกัน ก็เสี่ยงมากที่จะเป็นภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าจะเกิดโรคหัวใจอย่างที่กล่าวไป

หากไป "ตรวจการนอนหลับ"แพทย์ก็จะให้นอนค้างที่โรงพยาบาล 1 คืน เพื่อติดเครื่องมือติดตามการนอน แล้วดูคลื่นไฟฟ้าสมอง คลื่นไฟฟ้าหัวใจ และความเข้มข้นออกซิเจนในเม็ดเลือดแดงส่วนความรุนแรงนั้น ทางการแพทย์แบ่งไว้ 3 ระดับ คือ ...

 - ขั้นต้น (mild sleep apnea) ผู้ป่วยจะหยุดหายใจ 5-14 ครั้งต่อชั่วโมงขณะหลับ

 - ขั้นกลาง (moderate sleep apnea)  ผู้ป่วยจะหยุดหายใจ 15-30 ครั้งต่อชั่วโมงขณะหลับ

 - ขั้นรุนแรง (severe sleep apnea)  ผู้ป่วยจะหยุดหายใจมากกว่า 30 ครั้งต่อชั่วโมงขณะหลับ

ถ้าแพทย์วินิจฉัยแล้วว่าเป็นขั้นรุนแรงก็ต้องรักษา อาจจะพิจารณาโดยใส่เครื่องช่วยเพิ่มแรงดันขณะหายใจเข้าออก เพื่อให้ร่างกายรับออกซิเจนได้ดีขึ้น หรืออาจผ่าตัดเนื้อเยื่อรอบทางเดินหายใจ ขึ้นกับประเภทของอาการ


และท้ายที่สุด แพทย์จะแนะนำให้ปรับเปลี่ยนการดำเนินชีวิต คือลดน้ำหนักโดยปรับการกินอาหาร ออกกำลังกาย เลิกดื่มสุราและกาแฟ รวมทั้งข้อแนะนำอื่นๆที่เหมาะสมกับแต่ละคนต่อไป


ที่มา thaitribune




 

Create Date : 17 กรกฎาคม 2560    
Last Update : 17 กรกฎาคม 2560 10:16:58 น.
Counter : 16 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

กลยุทธ์ Big data คือทางรอดขององค์กรในศตวรรษที่ 21 : โดยพ.อ.ดร.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ กรรมการกิจการกระจ



การที่โลกกำลังปฏิวัติอุตสาหกรรมทุกด้านสู่ Industry 4.0 ด้วยการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจด้วยผลการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ ธุรกิจต่างๆจึงได้รับทั้งความท้าทายและโอกาสใหม่ในเวลาเดียวกัน

 

การใช้ Big data กำลังกลายเป็นเครื่องมือพื้นฐานในระดับยุทธศาสตร์ชาติและกลยุทธ์องค์กรที่สำคัญยิ่งในการแข่งขันและการเติบโตในธุรกิจ (key basis of competition and growth for individual firms) เกือบทุกภาคอุตสาหกรรม เพราะการสร้างขีดความสามารถของการแข่งขันและการสำรวจหาศักยภาพใหม่ของธุรกิจในช่วงเวลาต่อจากนี้ไป ที่อยู่ท่ามกลางการผลิตข้อมูลจากผู้บริโภคในปริมาณมหาศาลตลอดเวลาในทุกวินาที จึงทำให้องค์กรส่วนใหญ่ที่ต้องการเป็นองค์กรชั้นนำ จำเป็นต้องมีความเชี่ยวชาญในด้านการกำหนดกลยุทธ์การขับเคลื่อนข้อมูลขนาดใหญ่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

อีกทั้งแนวโน้มของผู้เล่นหน้าใหม่ในทุกอุตสาหกรรม ที่ผู้ประกอบการส่วนใหญ่เป็นพวก Digital native ที่เกิดมาพร้อมกับการใช้อินเทอร์เน็ตและเครื่องมือดิจิทัลที่ทรงพลัง ซึ่งพวกเขากำลังกระโจนเข้ามายึดส่วนแบ่งในตลาดด้วยการสร้างนวัตกรรมจากการเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคอย่างลึกซึ้งจากขุมทรัพย์ Big data ในรูปแบบ real time จึงทำให้พวกเขาเข้าถึงผู้บริโภคจำนวนมากในเวลาอันสั้น จนทำให้รูปแบบธุรกิจดั้งเดิมเริ่มสั่นคลอน

ดังนั้นองค์กรต่างๆจึงต้องเสาะแสวงหาบุคคลากรที่มีค่าในสาขาที่เกี่ยวข้องกับการวิเคราะห์และสังเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่เชิงลึก ซึ่งนับวันจะหายากยิ่ง จนทำให้ Harvard Business Review ได้ออกมาชี้ว่า วิทยาการข้อมูล (Data science) คือ สาขาวิชาที่มีความ "Sexy" ที่สุดในศตวรรษที่ 21 “the sexiest job of the 21st century.” (ดูเพิ่มเติม reference)

แต่เนื่องจากการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่นั้น เป็นการใช้ศาสตร์หลายสาขาผสมผสานกัน จึงทำให้การออกแบบการเรียนการสอนต้องออกมาในรูปแบบสหวิทยาการ (interdisciplinary curriculum) ซึ่งประกอบไปด้วยด้านวิศวกรรม, วิทยาการคอมพิวเตอร์, คณิตศาสตร์, สถิติ และรวมไปถึงศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับมิติเชิงพื้นที่ (Spatial sciences) ซึ่งยังมีความท้าทายที่จะต้องนำข้อมูลไปเกี่ยวข้องกับเวลาและตำแหน่งที่ตั้ง (Location-based data environments) อีกด้วย

ในขั้นตอนการศึกษาด้าน Data science ยังจะต้องมีการประยุกต์ใช้หลักวิชาด้านสังคมศาสตร์ (Social science) ผนวกกับวิทยาการคอมพิวเตอร์ (Computer science) ซึ่งจะนำไปสู่การวิเคราะห์ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมผู้บริโภค และสามารถอธิบายถึงความหมายของผลลัพธ์ได้ เพื่อจะทำให้องค์กรได้รับผลประโยชน์จากการนำผลของการวิเคราะห์ไปต่อยอดต่อไป

Data science ยังมุ่งเน้นการบริหารจัดการข้อมูล โดยให้สามารถแปลความหมายออกมาเป็นภาพ และอาจจะออกมาให้เห็นถึงรูปร่างหรือลักษณะเฉพาะของข้อมูล (Data  visualization) เพื่อชี้ให้ผู้อ่านผลการวิเคราะห์เห็นภาพและค้นพบความรู้ใหม่ๆ ซึ่งการอ่านผลดังกล่าว คนทั่วไปที่ไม่มีความรู้ทางเทคนิคก็สามารถเข้าใจได้ง่าย อีกทั้ง Data scientist ยังต้องมีความสามารถในการใช้ปัญญาประดิษฐ์เพื่อเป็นหนึ่งในเครื่องมือวิเคราะห์และคาดการณ์/พยากรณ์ที่ทรงพลังอีกด้วย

ซึ่งในความเป็นจริงในแวดวงวิชาการ การสอนด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ (Informatics program) ในอดีตมักจะแยกศาสตร์ต่างๆ ออกจากกัน เช่น แยกการเรียน Big data และ Spatial science ให้อยู่คนละสาขากัน แต่ในปัจจุบันสาขา Data science ได้ทำการกำจัดช่องว่างดังกล่าวด้วยการเชื่อมโยงศาสตร์ทั้งสอง  (Bridging disciplines) คือ Big data technology + Spatial science เข้าด้วยกันจนทำให้ผู้ที่สำเร็จการศึกษาด้าน Data science มีขีดความสามารถในการวิเคราะห์ข้อมูล Big data ได้อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น และสามารถวางกลยุทธ์และแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในทางธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพและแม่นยำมากขึ้น

การใช้งานเทคโนโลยี Cloud computing ที่เกิดขึ้นอย่างมากในเชิงธุรกิจ ด้วยการใช้เครือข่ายผ่านระบบบังคับระยะไกล (remote) บนอินเทอร์เน็ต ทำให้ business model ขององค์กรเกิดรูปแบบบูรณาการขึ้น (Integral forms) จนเกิดระบบธุรกิจที่มีความอัจฉริยะขึ้น (Business Intelligence) เพราะการเชื่อมโยงระยะไกลดังกล่าวทำให้ข้อมูลในทุกมุมโลกที่ได้จาก social media, IoT sensors และแหล่งอื่นๆบนอินเทอร์เน็ต ผนวกเข้ากับข้อมูลภายในองค์กร สามารถถูกวิเคราะห์ด้วยอัลกอริธึมที่ซับซ้อนร่วมกันได้ในเวลาเดียวกันแบบ realtime จนทำให้เกิดผลการวิเคราะห์ที่มีค่าและทรงพลังในทันที

การเขียนโค๊ดโปรแกรมคอมพิวเตอร์ (Computer coding) ในวันนี้นั้น มีขีดความสามารถในการทำให้เกิดการประมวลผลที่ปรับเปลี่ยนให้ตรงกับความต้องการของผู้ใช้งาน (Customization) ตัวอย่างที่คลาสิกมากคือ Google Maps application ที่อนุญาตให้ผู้ใช้งานสามารถดึงฐานข้อมูลภูมิศาสตร์ขนาดใหญ่มาผ่านการประมวลผลตามเงื่อนไขที่ผู้ใช้งานกำหนดขึ้นบนมือถือได้ จึงเป็นผลให้ผู้ใช้งาน application ดังกล่าวสามารถได้รับเส้นทางที่ดีที่สุดและสามารถหลีกเลี่ยงการเสียค่าทางด่วนได้อีกด้วย

Data scientist เป็นที่ต้องการอย่างมาก เพราะพวกเขาต้องเข้าไปมีส่วนร่วมในทุก step ของวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์ (product’s life cycle) ของบริษัท เพราะพวกเขาต้องใช้ Big data มาช่วยระบุให้ได้ว่า บริษัทควรจะลงทุนกับผลิตภัณฑ์ใด อีกทั้งยังต้องให้คำแนะนำบริษัทด้วยว่าควรจะออกผลิตภัณฑ์ใหม่อย่างไรและเมื่อใด ยกตัวอย่างเช่นในบริษัท Airbnb จะมีวิศวกร, นักออกแบบผลิตภัณฑ์, ผู้จัดการฝ่ายผลิตภัณฑ์ และ Data scientist ทำงานร่วมกันตลอดเวลา

จากที่ผู้เขียนได้กล่าวมา ทำให้องค์กรที่ไม่นำเอา Data science หรือไม่มีบุคคลากร/partnership ทางด้านนี้มาใช้ในการกำหนดกลยุทธ์ให้แก่องค์กร ก็อาจมีผลกระทบในทันที เพราะองค์กรที่เกิดขึ้นใหม่มีขีดความสามารถที่สูงกว่าจากการใช้ Data scientist แม้ว่าจะมีขนาดขององค์กรที่เล็กกว่าและเพิ่งเริ่มต้นได้ไม่นาน ก็อาจเอาชนะองค์กรแบบดั้งเดิมที่เคยประสบความสำเร็จอย่างยาวนานมาแล้วก็เป็นได้

Reference
[1] https://hbr.org/2012/10/data-scientist-the-sexiest-job-of-the-21st-century
[2] https://news.usc.edu/89373/who-wants-the-sexiest-job-of-the-21st-century/
[3] http://www.mckinsey.com/business-functions/digital-mckinsey/our-insights/big-data-the-next-frontier-for-innovation
------------------
พ.อ.ดร.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ
กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)
ประวัติ: http://www.xn--42cf0a8cxa3ai5ple.com/?p=165
10 กรกฎาคม 2560 
www.เศรษฐพงค์.com


ที่มา thaitribune




 

Create Date : 16 กรกฎาคม 2560    
Last Update : 16 กรกฎาคม 2560 12:41:03 น.
Counter : 19 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

อาการข้อสะโพกเสื่อม โดย รศ.นพ.กีรติ เจริญชลวานิช ภาควิชาศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิคส์และกายภาพบำบัด Facult



ข้อสะโพกเป็นข้อต่อระหว่างกระดูกเชิงกราน และกระดูกต้นขา ทำหน้าที่งอเหยียดในเวลานั่ง เดิน ยืนหรือนอน และรับน้ำหนักในทุกอิริยาบถของร่างกาย

 

เมื่อข้อสะโพกผ่านการใช้งานเป็นเวลานาน หรือเกิดพยาธิสภาพจากสาเหตุอื่น มักทำให้เกิดการสึกหรอของผิวข้อ หรือการทรุดตัวของหัวกระดูกต้นขาตามมา ปัญหาข้อสะโพกที่พบในคนไทยส่วนใหญ่มากกว่าร้อยละ 80 เกิดจากการขาดเลือดไปเลี้ยงในส่วนของ กระดูกต้นขา การได้รับยาสเตียรอยด์ หรือดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ผสมเป็นจำนวนมาก และบางรายอาจเกิดจากอุบัติเหตุ หรือข้อเสื่อมตามสภาพจากการใช้งานมาก

วิธีการรักษาข้อสะโพกเสื่อม ผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับการฟื้นฟูสภาพกล้ามเนื้อ การให้ยา การใช้อุปกรณ์ประคองการเดิน การส่องกล้องล้างข้อสะโพก การผ่าตัดเปลี่ยนแนวแกนกระดูก หรือในขั้นสุดท้ายคือ“การผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียม” 

ปัจจุบันวิทยาการการผ่าตัดมีความก้าวหน้าไปมาก ภาควิชาศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิคส์และกายภาพบำบัดคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ได้นำการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียม ชนิด MIS THA (Mininal Invasive Totalhip Arthroplasty) มารักษาผู้ป่วยตั้งแต่ปี 2546 

ข้อดีของการผ่าตัด MIS THA คือ สามารถลดอาการชอกช้ำของเนื้อเยื่อบริเวณข้อสะโพกในระหว่างการผ่าตัด และช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นตัวเร็ว เจ็บปวดน้อย โดยพักฟื้นในโรงพยาบาลประมาณ 3 - 7 วัน (จากเดิม 7 -10 วัน) ซ้ำรอบแผลผ่าตัดยังสั้นและสวยกว่าวิธีเดิม

อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยแต่ละรายต้องได้รับการพิจารณาเลือกวิธีผ่าตัดที่เหมาะสม เทคนิคการผ่าตัด MIS THA มีหลายวิธี คือ

1. Mimi anterior approach คือการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพก โดยมีบาดแผลเข้าทางด้านหน้าของข้อสะโพก ขนาดของแผลประมาณ 8 - 10 ซม. อย่างไรก็ตามวิธีนี้ หลังผ่าตัดจะมีปัญหาการเดินกะเผลกชั่วคราว

2. Mini posterior approach คือการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพก โดยมีบาดแผลเข้าทางด้านหลังสะโพกขนาดของแผลประมาณ 4 - 8 ซม. เป็นวิธีที่ศัลยแพทย์ส่วนใหญ่คุ้นเคย อย่างไรก็ตามวิธีนี้ ยังมีการผ่าตัดผ่านกล้ามเนื้อบางส่วน หลังผ่าตัดอาจมีปัญหาข้อสะโพกเคลื่อนหลุดได้ร้อยละ 2 - 4

3. Nano hip surgery (anterosuperior) มีศัลยแพทย์บางกลุ่มดัดแปลงการผ่าตัดโดยพยายามไม่ผ่าตัดผ่านกล้ามเนื้อทางด้านหน้าและบนของข้อสะโพก และเรียกการผ่าตัดชนิดนี้ใหม่ว่าเป็น Nano technology มีบาดแผลประมาณ 4 - 7 ซม. แต่มีข้อจำกัด คือไม่สามารถผ่าตัดในผู้ป่วยที่มีกล้ามเนื้อมากหรือตัวใหญ่ และอ้วนมากได้

4. Two incisions MIS THA คือการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมโดยไม่ผ่าตัดผ่านกล้ามเนื้อ มีแผลผ่าตัด 2 แผล แผลแรก ขนาด 4 - 6 ซม. เข้าทางด้านหน้า เพื่อเปลี่ยนเบ้าข้อสะโพกเทียม และอีกแผลหนึ่งขนาด 4 - 6 ซม. เพื่อใส่ก้านข้อสะโพกเทียมกระดูกต้นขา วิธีนี้เคยเป็นวิธีที่มีการประชาสัมพันธ์อย่างมากเมื่อ 3 ปีก่อน ในปัจจุบันวิธีนี้ไม่เป็นที่นิยมอีกต่อไป เนื่องจากมีภาวะแทรกซ้อนหลังผ่าตัด เช่น กระดูกต้นขาแตกสูงถึงร้อยละ 30

5. Anterolateral MIS THA คือการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมโดยการไม่ผ่าตัดผ่านกล้ามเนื้อทางด้านหน้า มีบาดแผลขนาดประมาณ 6 ซม. เจ็บปวดน้อย ฟื้นตัวเร็ว แต่วิธีนี้ จำเป็นต้องอาศัยเทคนิคและความเชี่ยวชาญของศัลยแพทย์เป็นอย่างสูง เพราะพื้นที่ในการทำงานเล็ก ทำให้ผ่าตัดยากต้องใช้เทคนิคและความชำนาญอย่างสูง

ทุกวิธีที่กล่าวมานี้ ผู้ป่วยสามารถลุก ยืน เดินได้ภายใน 1 วันหลังผ่าตัด สามารถออกกำลังกาย ว่ายน้ำ หรือทำกิจวัตรประจำวัน เช่น ขับรถ ภายใน 2 - 3 สัปดาห์หลังผ่าตัด

อย่างไรก็ตาม ขนาดของบาดแผลไม่ใช่หัวใจของความสำเร็จในการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียม การผ่าตัด MIS THA ทุกวิธีมีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนหลังผ่าตัดสูง ฉะนั้นต้องคัดเลือกผู้ป่วยให้เหมาะสมกับการรักษา รวมทั้งความเชี่ยวชาญของศัลยแพทย์เฉพาะทางด้วย ซึ่งในขณะนี้ทีมศัลยแพทย์กระดูกและข้อ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ได้เริ่มมีการใช้คอมพิวเตอร์นำวิถีช่วยในการผ่าตัดข้อสะโพกเทียม หลังจากที่ได้มีการใช้เทคโนโลยีนี้ประสบผลสำเร็จเป็นอย่างสูงในการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมเมื่อปี 2548 รวมทั้งเทคนิคการผ่าตัดเปลี่ยนเฉพาะผิวข้อสะโพกเทียมเพื่อเก็บรักษากระดูกบริเวณรอบข้อสะโพก (Articular surface replacement) ให้สามารถใช้งานได้ยืนยาวต่อไป


ที่มา thaitribune




 

Create Date : 16 กรกฎาคม 2560    
Last Update : 16 กรกฎาคม 2560 9:02:01 น.
Counter : 12 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  38  39  40  41  42  43  44  45  46  47  48  49  50  51  52  53  54  55  

p_chusaengsri
Location :
สมุทรปราการ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 52 คน [?]




Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add p_chusaengsri's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.