เตือน 'ระนอง-พังงา-ชุมพร' รับมือดินถล่ม-ดินไหล-น้ำป่าไหลหลาก หลังปริมาณฝนตกเกิน 100 มม.



กรมปภ.เตือน 3 จังหวัดใต้ ระนอง-พังงา-ชุมพร เตรียมรับมือฝนตกหนักถึงหนักมาก เสี่ยงดินถล่ม ดินไหล และน้ำป่าไหลหลากในพื้นที่เสี่ยงภัย

 

นายฉัตรชัย พรหมเลิศ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กล่าวว่า จากการติดตามสถานการณ์ร่วมกับกรมทรัพยากรธรณี พบว่า หย่อมความกดอากาศต่ำปกคลุมบริเวณอ่าวเบงกอลตอนบน ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ส่งผลให้มีฝนตกหนักในพื้นที่ภาคใต้ วัดปริมาณฝนได้มากกว่า 100 มิลลิเมตร(มม.) ทำให้ระดับน้ำในคลองเพิ่มสูงขึ้น และชั้นดินอุ้มน้ำไว้มาก อาจทำให้เกิดดินถล่ม ดินไหล และน้ำป่าไหลหลากในระยะนี้ โดยเฉพาะลุ่มน้ำชายฝั่งทะเลภาคใต้ฝั่งตะวันตก (ระนอง พังงา) และลุ่มน้ำชายฝั่งทะเลภาคใต้ฝั่งตะวันออก (ชุมพร) กระทรวงมหาดไทย โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) จึงได้ประสาน 3 จังหวัดภาคใต้ รวม 9 อำเภอ ประกอบด้วย ระนองจำนวน 3 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองระนอง อำเภอละอุ่น และอำเภอกะเปอร์ พังงา 3 อำเภอ ได้แก่ อำเภอท้ายเหมือง อำเภอตะกั่วป่า และอำเภอคุระบุรี ชุมพร 3 อำเภอ ได้แก่ อำเภอหลังสวน อำเภอพะโต๊ะ และอำเภอละแม รวมถึงศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขตและสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดในพื้นที่เสี่ยงภัย เตรียมพร้อมรับมือฝนตกหนักถึงหนักมาก ซึ่งอาจทำให้เกิดดินถล่มดินไหล และน้ำป่าไหลหลากในพื้นที่เสี่ยงภัย

นายฉัตรชัย กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ ให้จัดเจ้าหน้าที่และมิสเตอร์เตือนภัยติดตามสภาพอากาศ เพิ่มความถี่ในการตรวจวัดปริมาณฝน สังเกตการเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำ รวมถึงจัดเตรียมชุดเคลื่อนที่เร็ว เครื่องมืออุปกรณ์ ประจำพื้นที่เสี่ยงให้พร้อมปฏิบัติการเผชิญเหตุและช่วยเหลือผู้ประสบภัย และติดตั้งป้ายเตือนบริเวณพื้นที่ที่เคยเกิดดินถล่มและน้ำป่าไหลหลาก พร้อมทั้งแจ้งเตือนประชาชนให้ระมัดระวังอันตรายจากสถานการณ์ภัยในช่วงฝนตกหนัก โดยดำเนินการผ่านวิทยุกระจายเสียง เสียงตามสาย หอกระจายข่าวประจำหมู่บ้าน เครือช่ายวิทยุสมัครเล่น สถานีโทรทัศน์ เคเบิ้ลทีวี สื่อสังคมออนไลน์ กรณีมีฝนตกหนักถึงหนักมาก ปริมาณน้ำฝนสะสมมากกว่า 90 มิลลิเมตรต่อวัน ให้พิจารณาอพยพประชาชนไปยังสถานที่ปลอดภัย หรือจัดตั้งศูนย์พักพิงชั่วคราว พร้อมดำเนินการตามขั้นตอนของแผนการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด และแผนปฏิบัติการฯ แผนเผชิญเหตุของอำเภอและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และแนวทางการจัดการสาธารณภัยในสถานการณ์ฉุกเฉิน

"หากสถานการณ์รุนแรงเกินศักยภาพ ให้รายงานกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลางเพื่อประสานให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัยได้อย่างรวดเร็วและทันท่วงที ทั้งนี้ ขอให้ประชาชนที่อาศัยในพื้นที่เสี่ยงภัยทั้ง 3 จังหวัดดังกล่าว ติดตามพยากรณ์อากาศ และปฏิบัติตามประกาศเตือนภัยอย่างเคร่งครัด ระมัดระวังอันตรายจากปริมาณฝนสะสม ซึ่งอาจทำให้เกิดดินถล่ม ดินไหล และน้ำป่าไหลหลากในระยะนี้ ท้ายนี้ ประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากสถานการณ์ภัยสามารถติดต่อได้ทางสายด่วนนิรภัย1784 ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อประสานให้การช่วยเหลือโดยด่วนต่อไป"นายฉัตรชัย กล่าว


ที่มา thaitribune




 

Create Date : 07 มิถุนายน 2560    
Last Update : 7 มิถุนายน 2560 14:23:40 น.
Counter : 7 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

โรงเรียนที่กำลังมาแรงที่สุดในเยอรมัน



วันนี้มีเรื่องราวดีๆ ที่ช่วยเปิดโลกทัศน์ผมเรื่องการศึกษามาเล่าสู่กันฟังครับ

 

ใครภาษาอังกฤษแข็งแรงขอเชิญอ่านได้ที่เว็บของ The Guardian ได้เลยนะครับ No grades, no timetable: Berlin school turns teaching upside down

แอนทอน โอเบอร์แลนเดอร์เป็นนักพูดโน้มน้าวที่ลีลาเหลือร้าย

เมื่อปีที่แล้วเขากับเพื่อนๆ จะไปเที่ยวที่เมืองคอร์นวอลล์ ประเทศอังกฤษ แต่ปรากฎว่ามีเงินไม่พอซื้อตั๋วรถไฟ แอนทอนจึงใช้วาทศิลป์ต่อรองกับเจ้าหน้าที่ทางรถไฟจนได้ตั๋วฟรี – เพียงพอที่จะให้ทุกคนในกลุ่มได้เดินทางไปคอร์นวอลล์ด้วยกัน

ฝ่ายบริหารของทางรถไฟประทับใจในตัวแอนทอนมากจนต้องเชิญแอนทอนมาพูดสร้างแรงบันดาลใจให้กับเจ้าหน้าที่ 200 คนของการรถไฟ

อ้อ ลืมบอกไปอีกอย่าง แอนทอนคนนี้อายุแค่ 14 ขวบเท่านั้น

ความมั่นใจของแอนทอนมาจากโรงเรียนที่กำลังปฏิวัติการเรียนการสอนในเยอรมันนีครับ

ที่โรงเรียนแห่งนี้ จะไม่มีการคิดเกรดให้นักเรียนจนกว่าเด็กจะอายุครบ 15 ปี

ไม่มีตารางสอน

และไม่มีการสอนแบบครูออกไปพูดหน้าห้องด้วย

นักเรียนจะตัดสินใจเองว่า แต่ละวันคาบจะเรียนวิชาอะไร

และอยากจะสอบตอนไหน!

วิชาบังคับมีแค่สี่วิชาคือ เลข เยอรมัน อังกฤษ และสังคมศึกษา นอกจากนั้นก็มีวิชาอื่นๆ ที่ชื่อไม่คุ้นหูอย่างวิชา "ความรับผิดชอบ" (responsibility) และวิชา "ความท้าทาย" (challenge)

ในวิชาความท้าทายนั้น นักเรียนที่อายุระหว่าง 12-14 ปีจะได้เงินคนละ 150 ยูโร (ประมาณ 6,000 บาท) เพื่อออกไปผจญภัยโดยต้องวางแผนเองทั้งหมด

แอนทอนกับเหล่าเพื่อนตัดสินใจจะไปเดินป่า (trekking) ในคอร์นวอลล์ ซึ่งเป็นเมืองที่อยู่ทิศใต้สุดของประเทศอังกฤษ (จึงเป็นที่มาของการเจรจาขอตั๋วฟรีนั่นเอง)

ปรัชญาในการทำโรงเรียนรูปแบบใหม่นี้ก็คือ – เมื่อตลาดแรงงานมีความต้องการที่เปลี่ยนไป และอินเตอร์เน็ตกับมือถือก็เข้ามาเปลี่ยนแปลงการรับรู้ข้อมูลของเด็กรุ่นใหม่ ทักษะที่สำคัญที่สุดที่โรงเรียนจะมอบให้กับเด็กได้คือความสามารถในการกระตุ้นและผลักดันตัวเอง (the most important skill a school can pass down to its students is the ability to motivate themselves)

มาเกร็ต แรสเฟลด์ อาจารย์ใหญ่ของโรงเรียนนี้บอกว่า "คุณลองดูเด็กสามสี่ขวบสิ เด็กพวกนี้มีความมั่นใจจะตาย แต่ละคนล้วนแต่กระตือรือล้นที่จะไปโรงเรียน แต่สุดท้ายระบบการศึกษาของเราก็ทำให้เด็กเหล่านี้ค่อยๆ สูญเสียความมั่นใจไปเกือบหมด"

โรงเรียนของแอนทอนที่มีมาเกร็ตเป็นอาจารย์ใหญ่มีชื่อว่า The Evangelical School Berlin Centre (ESBC)

มาเกร็ตบอกว่าพันธกิจของโรงเรียนหัวก้าวหน้าก็คือการเตรียมพร้อมให้คนหนุ่มสาวสามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงได้ และจะยิ่งดีไปกว่านั้นก็คือทำให้คนหนุ่มสาวต้อนรับและนำพาความเปลี่ยนแปลง

"ในศตรรษที่ 21 หน้าที่ของโรงเรียนคือการสร้างคนที่มีบุคลิกภาพที่เข้มแข็ง" (In the 21st century, schools should see it as their job to develop strong personalities.) อาจารย์มาเกร็ตบอก

การเรียนการสอนแบบเก่าคือการบังคับให้นักเรียนนั่งฟังอาจารย์ทั้งชั่วโมง และลงโทษนักเรียนที่รวมหัวกันทำการบ้าน (เพราะมองว่าเป็นการลอก) แต่วิธีการเหล่านี้ไม่สอดคล้องกับการทำงานปัจจุบันที่จำเป็นต้องมีการปรึกษาหารือและช่วยกันแก้ไขปัญหาโดยที่ไม่มีใครมาบอกว่าต้องทำอะไร

มาเกร็ตบอกว่า วิธีกระตุ้นเด็กที่ดีที่สุดคือปล่อยให้พวกเขาค้นพบประโยชน์จากวิชาที่เขาเรียนด้วยตัวเอง

นักเรียนที่ ESBC จึงได้รับโอกาสที่จะคิดวิธีทดสอบความรู้ที่เรียนมาได้ด้วยตนเอง เช่นแทนที่จะมานั่งทำข้อสอบ ก็อาจจะลองเขียนโปรแกรมสร้างเกมคอมพิวเตอร์ขึ้นมาแทน หรืออย่างเด็กชายแอนทอนก็บอกว่า ในช่วงสามสัปดาห์ที่เขาไปเดินป่าในคอร์นวอลล์ เขาได้เรียนรู้ภาษาอังกฤษมากกว่าที่เรียนในโรงเรียนมาตลอดหลายปีเสียอีก

แม้ว่าโรงเรียนนี้จะเป็นโรงเรียนหัวสมัยใหม่ แต่ก็บังคับใช้กฎระเบียบอย่างเคร่งครัดเช่นเดียวกัน นักเรียนที่ไม่ตั้งใจเรียนจะโดนลงโทษให้มาเข้าเรียนหนังสือเช้าวันเสาร์เป็นการชดเชย

"ยิ่งมีอิสรภาพมากเท่าไหร่ เรายิ่งต้องมีโครงสร้างที่ชัดเจนมากขึ้นเท่านั้น" ('The more freedom you have, the more structure you need," says Rasfeld.)

ที่โรงเรียน ESBC กำลังเป็นโรงเรียนที่มาแรงที่สุดในเยอรมันนีก็เพราะว่าผลิตเด็กออกมาได้มีคุณภาพมาก โดยเกรดเฉลี่ยของนักเรียนที่จบม.ปลายจากโรงเรียนนี้คือ 3.0 (เหมือนได้ B ทุกวิชา) ทั้งๆ ที่ก่อนจะมาเข้าโรงเรียนนี้เด็กเกือบครึ่งถูกมองว่าไม่น่าจะเรียนต่อมหาวิทยาลัยได้ด้วยซ้ำ

ESBC เปิดขึ้นเมื่อปี 2007 และมีนักเรียนแค่ 16 คน แต่ปี 2016 มีนักเรียนเต็มความจุถึง 500 คนและมีนักเรียนที่มาลงชื่อเข้าคิวยาวเป็นหางว่าว

ความสำเร็จของ ESBC ทำให้เริ่มมีเสียงเรียกร้องให้เอาการเรียนการสอนแบบนี้ไปลองใช้กับโรงเรียนทั้งประเทศดูบ้าง

น้กการศึกษาบางคนมองว่าอาจจะไม่ง่ายขนาดนั้นเพราะว่าการที่ ESBC อยู่ในเมืองเบอร์ลินอาจทำให้โรงเรียนสามารถคัดแต่เด็กคุณภาพที่ครอบครัวฐานะดี

แต่ครูใหญ่มาเกร็ตบอกว่านั่นไม่ใช่ประเด็น เพราะว่านักเรียนที่โรงเรียนนี้มีความหลากหลายมาก แม้ว่าชื่อโรงเรียนจะบอกว่าเป็นโรงเรียนคริสเตียนแต่เด็กเพียงแค่ 1 ใน 3 เท่านั้นที่นับถือคริสต์ มีเด็กถึง 30% ที่ครอบครัวอพยพมาจากประเทศอื่น และมีเด็ก 7% ที่มาจากครอบครัวที่ไม่พูดภาษาเยอรมันที่บ้านเลย

แม้ ESBC จะเป็นโรงเรียนเอกชน แต่ค่าเทอมก็ไม่แพงจนเกินไป คืออยู่ที่ 30,000 – 250,000 บาทต่อปี (ผมไม่แน่ใจเหมือนกันว่าทำไม range ถึงกว้างนัก)

มาเกร็ตบอกว่า สิ่งที่ยากกว่าการปรับตัวของนักเรียน คือการหาครูที่พร้อมจะปรับตัวเองเพื่อให้เข้ากับการเรียนการสอนแบบใหม่

มาเกร็ตในวัย 65 ปีที่กำลังจะเกษียนในเดือนนี้บอกว่า เธอได้สร้าง Education Innovation Lab เพื่อสร้างสื่อการเรียนการสอนสไตล์ ESBC ที่โรงเรียนอื่นๆ สามารถนำไปใช้ได้ และตอนนี้ก็มีโรงเรียนกว่า 40 โรงเรียนที่สนใจเข้าร่วมแล้ว

"สำหรับเรื่องการศึกษา วิธีเดียวที่คุณจะสร้างความเปลี่ยนแปลงได้คือจากล่างขึ้นบน เพราะกระทรวงศึกษาก็เหมือนเรือขนส่งน้ำมันที่อุ้ยอ้ายและกว่าจะกลับหัวได้ก็ใช้เวลาชาติเศษ สิ่งที่เราต้องการคือเรือสปีดโบ๊ทหลายๆ ลำที่จะโชว์ให้คนอื่นเห็นว่าเราสามารถทำการศึกษาให้ต่างไปจากเดิมได้"

ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าบทความนี้จะไปเข้าหูเข้าตาคนที่อยู่ในวงการการศึกษาของเมืองไทย ด้วยหวังใจว่าเขาจะเอาแนวความคิดของคุณครูมาเกร็ตนี้ไปต่อยอดและประยุกต์ใช้กับบ้านเราได้ครับ

ที่มา thaitribune




 

Create Date : 07 มิถุนายน 2560    
Last Update : 7 มิถุนายน 2560 11:39:44 น.
Counter : 8 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

'แอร์ไชน่า' บินหวิดชนภูเขา ! หลังออกนอกเส้นทาง



แอร์บัส A320 สายการบินแอร์ไชน่า จาก ฮ่องกง-เฉิงตู บินออกนอกเส้นทางจนเกือบชนเข้ากับภูเขาสูง

 

สำนักข่าวกลางของจีน (CCTV) ได้รายงานตามสื่อฮ่องกง ว่า เครื่องบินโดยสารลำหนึ่งของสายการบินแอร์ไชน่า ได้เดินทางออกจากท่าอากาศยานนานาชาติฮ่องกง ไปยังเมืองเฉิงตู มณฑลเสฉวน แต่ได้บินออกนอกเส้นทางหลังขึ้นบินได้ไม่นาน จนเกือบชนเข้ากับภูเขาสูง แถบหมู่บ้านชาวประมงไท่โอ เขตเกาะฮ่องกง โดยทางโฆษกกรมการบินพลเรือนจีน ออกมาระบุในเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 4 มิ..ที่ผ่านมาโดยเครื่องบินโดยสาร แอร์บัส A320 เที่ยวบินที่ CA428 (ฮ่องกง-เฉิงตู) หลังขึ้นบินออกจากท่าอากาศยานนานาชาติฮ่องกง เมื่อเวลา 21.07 . ได้ไม่นาน เจ้าหน้าที่ประจำหอบังคับการบินฮ่องกงก็พบว่าเครื่องบินได้บินเบี่ยงออกไปนอกเส้นทางปกติ จึงรีบนักบินให้บินกลับเส้นทางที่ถูกต้องได้ทันเวลาก่อนจะเกิดอุบัติเหตุเฉี่ยวชนกับภูเขาสูง ซึ่งเป็นภูมิประเทศของบริเวณนี้ อย่างไรก็ตาม นักบินได้นำเครื่องบินลงจอดที่สนามบินในเมืองเฉิงตูได้อย่างปลอดภัย เมื่อเวลา 23.21 . โดยผู้โดยสารและลูกเรือทั้งหมดบนเครื่องปลอดภัยดี


ที่มา thaitribune




 

Create Date : 07 มิถุนายน 2560    
Last Update : 7 มิถุนายน 2560 3:03:24 น.
Counter : 8 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

ครม.ไฟเขียวขสมก.กู้เงิน เร่งเสริมสภาพคล่อง หลังสะสมหนี้รวม 1.7 พันล้าน



นายพิชิต อัคราทิตย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบให้องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) กู้เงินเสริมสภาพคล่องสำหรับการดำเนินโครงการตามมาตรการลดภาระค่าครองชีพประชาชน (รถเมล์ฟรีและเงินอุดหนุนบริการสาธารณะ (PSO)ปีงบประมาณ 2560 จำนวน 1,777 ล้านบาท เพื่อช่วยลดภาระค่าเบี้ยปรับค้างชำระ โดยมอบหมายให้กระทรวงการคลัง เป็นผู้ค้ำประกันเงินกู้รวมทั้งพิจารณาวิธีการกู้เงิน โดยเงื่อนไขและรายละเอียดต่างๆ ในการกู้เงิน

"สำหรับปีงบประมาณ 2560 ขสมก. มียอดหนี้ค้างชำระตั้งแต่เดือน ..2559 ถึงม..2560 และประมาณการตั้งแต่เดือน ..-..2560 รวมทั้งสิ้น 1,777.202 ล้านบาท โดยยอดหนี้น้ำมันเชื้อเพลิงอยู่ที่ 995.66ล้านบาทและมีอัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ 6.275% ส่วนหนี้ค่าเหมาซ่อมอยู่ที่ 781.542 ล้านบาทและมีอัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ 7.375%"นายพิชิต กล่าว

นายพิชิต กล่างต่อว่า ทั้งนี้ สาเหตุที่ขสมก.ต้องเสนอขอวงเงินกู้เงิน เพราะขสมก.ได้รับการจัดสรรงบประมาณตามมาตรการรถเมล์ฟรีและ PSO ย้อนหลังทุกปี ส่งผลให้ขสมก.มีหนี้ค้างชำระค่าน้ำมันเชื้อเพลิงและค่าเหมาซ่อมในแต่ละเดือน และยังถูกคิดค่าเบี้ยปรับจากการชำระหนี้ล่าช้า ดังนั้นขสมก. จึงเสนอขอวงเงินกู้เสริมสภาพคล่องจากครม. ในอัตราดอกเบี้ย 2.162% เพื่อชำระวงเงินกู้เก่า ซึ่งจะสามารถประหยัดค่าดอกเบี้ยจ่ายได้ประมาณ 4.123-5.223% หรือเฉลี่ยแล้วประหยัดได้ประมาณ 6.743 ล้านบาทต่อเดือน


ที่มา thaitribune




 

Create Date : 06 มิถุนายน 2560    
Last Update : 6 มิถุนายน 2560 23:08:22 น.
Counter : 13 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

กินเค็มเท่าไร ไม่ให้หัวใจเหนื่อย



"อย่ากินเค็มให้มากนะ!" ถ้าใครเคยถูกเตือนแบบนี้ ก็อย่าเพิ่งไม่พอใจ เพราะคนที่เตือนคุณเขาหวังดีกับคุณต่างหาก

 

ความเค็มเป็นอันตรายต่อสุขภาพ ไม่ใช่เฉพาะกับไตเท่านั้นแต่รวมไปถึงหัวใจด้วย ว่าแต่มันเป็นอันตรายต่อหัวใจยังไงล่ะ ก่อนจะตอบคำถาม เราต้องเข้าใจก่อนว่าในบรรดาเครื่องปรุงรสเค็มทั้งหลาย เช่น เกลือน้ำปลา ซีอิ๊วขาว ผงชูรส กะปิ ผงปรุงรส น้ำมันหอย เครื่องพริกแกง ฯลฯ มีสารตัวหนึ่งเป็นส่วนประกอบหลักเหมือนกันอยู่ นั่นคือ "โซเดียม"

เมื่อเรากินอาหารเค็มมากเกินไป เลือดจะมีความเข้มข้นของโซเดียมมาก ร่างกายจึงต้องลดความเข้มข้นลงโดยดึงน้ำเข้ามาในหลอดเลือดมากขึ้น ส่งผลให้หัวใจต้องสูบฉีดเลือดอย่างหนัก เพิ่มความเสี่ยงโรคความดันโลหิตสูง ตามมาด้วยโรคหัวใจและหลอดเลือด

แต่ไม่ใช่ว่าจะเลิกกินโซเดียมเลยนะ เพราะจริงๆ แล้วโซเดียมก็เป็นสารอาหารที่มีประโยชน์ ปกติเราต้องการโซเดียมวันละ 2,000 มิลลิกรัม ถ้าเทียบเป็นเกลือก็แค่ 3 ใน 4 ช้อนชาเท่านั้น แต่สำนักโภชนาการ กรมอนามัยเคยสำรวจพบว่าคนไทยกินโซเดียมเฉลี่ยถึงวันละ 4,352 มิลลิกรัม หรือเกลือประมาณ 2.5 ช้อนชาต่อคนต่อวัน คิดเป็นเกือบ 3 เท่าของที่ร่างกายต้องการ ช่างน่ากลัวจริงๆ

แม้จะยังไม่ผ่านการปรุงรส แต่อาหารส่วนใหญ่ก็มีโซเดียมอยู่แล้ว เช่น นม 1 แก้วมีโซเดียม 120 มิลลิกรัมไข่ 1 ฟองมีโซเดียม 90 มิลลิกรัม แม้แต่ข้าวเปล่าจืดๆ 1 ทัพพี ยังมีโซเดียมถึง 20 มิลลิกรัมเลย เพราะฉะนั้นไม่ต้องปรุงรสให้เค็มมากก็ได้

รู้แบบนี้แล้วละก็ ต้องระวังเรื่องรสเค็มในแต่ละมื้ออาหาร เพราะถ้าปรุงเกิน เพลินเหยาะ(น้ำปลา)ก็อาจจะติดรสเค็ม จนต้องเพิ่มความเค็มไปเรื่อยๆ ...ยิ่งอายุมากขึ้นก็จะยิ่งเพิ่มความเค็มขึ้นอีกเพราะประสาทลิ้นเริ่มเสื่อมลงตามวัย เป็นผลร้ายต่อหัวใจของเรา.


ที่มา thaitribune




 

Create Date : 06 มิถุนายน 2560    
Last Update : 6 มิถุนายน 2560 18:58:34 น.
Counter : 16 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  38  

p_chusaengsri
Location :
สมุทรปราการ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 52 คน [?]




Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add p_chusaengsri's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.