แนะใช้โมเดลผลิตครูของสิงคโปร์เป็นแบบอย่าง - สพฐ.ปรับหลักสูตร ให้ม.3 ฝึกอาชีพช่วงปิดเทอม



นายกฯ แนะ ใช้โมเดลผลิตครูของสิงคโปร์มาเป็นแบบอย่าง หาแนวทางการผลิตครู ให้มีมาตรฐานเดียวกันทั้งประเทศ ชี้แก้ปัญหาเด็กไม่นิยมเรียนสายอาชีพ โดยให้ สพฐ.จัดกระบวนการให้เด็กรู้เส้นทางอนาคต 4 แนวทาง อาจให้เด็ก ม.3 ฝึกงาน 2 สัปดาห์ เริ่มเทอม 2 ปีนี้

 

เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2560 -  นายกมล รอดคล้าย เลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) ในฐานะโฆษกกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้เผยผลการประชุมคณะรัฐมนตรี ว่า

นายกรัฐมนตรีได้มีคำสั่งถึงการผลิตครูว่า จากการไปดูงานที่สิงคโปร์เห็นว่ามีหน่วยงานที่ดูแลการผลิตครูเพียงแห่งเดียว ในขณะที่ไทยมีสถาบันอุดมศึกษาหลากหลายแห่ง แต่การที่มีหลากหลายแห่งก็ควรจะมีเพียงมาตรฐานเดียวในการผลิต ที่ประชุมองค์กรหลักจึงมอบคุรุสภาไปพิจารณา ซึ่งคุรุสภาก็ได้แจ้งที่ประชุมในเบื้องต้นว่าได้เตรียมพัฒนาไว้แล้ว หลังจากที่ได้มีการประชุมเพื่อพัฒนากรอบมาตรฐานสมรรถนะครูในอาเซียน (High Officials Meeting on the Development of Regional Competency Framework for Teachers in Southeast Asia) เมื่อวันจันทร์ที่ 24 เมษายนที่ผ่านมา ที่โรงแรมเดอะ สุโกศล

ดังนั้น คุรุสภาจะเป็นหน่วยงานหลักในการกำหนดกรอบการผลิตครูให้แล้วเสร็จ เพื่อให้สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) แจ้งสถาบันอุดมศึกษาทุกแห่งที่ผลิตครูได้ดำเนินการตามกรอบที่คุรุสภากำหนด อาจเป็น 4 หรือ 5 ปี แต่จะต้องเป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งประเทศต่อไป

นายกรัฐมนตรีได้ปรารภเพิ่มเติมด้วยว่า สิงคโปร์มีเส้นทางการเรียน (Education Path) สำหรับนักเรียนได้เลือกเรียนตามความถนัดตั้งแต่ต้นอย่างชัดเจนทั้งสายสามัญและสายอาชีพ ที่ประชุมจึงมอบให้ สพฐ. พิจารณากระบวนการให้เด็กทุกคนรู้เกี่ยวกับ Education Path ใน 4 ขั้นตอนที่สำคัญ คือ

ให้มีการจัดระบบการแนะแนวที่เหมาะสม

ให้ สพฐ.จัดทำหลักสูตรเสริมให้เด็กมีประสบการณ์ทำงาน (Work Experience) โดยเริ่มจากนักเรียนชั้น ม.3 ทุกคน ต้องไปเรียนรู้หรือฝึกงานหรือค้นหาอาชีพในสถานที่เด็กสนใจ เพื่อให้เด็กทดลองด้วยตัวเองก่อนว่าชอบหรือไม่ชอบในเส้นทางอาชีพนั้น ก่อนที่จะตัดสินใจเลือกศึกษาต่อในสาขาวิชานั้น ๆ ต่อไปในอนาคต โดยคาดว่าจะเริ่มต้นได้ภายในภาคปลาย ปีการศึกษา 2560

ให้มีระบบเสริมอาชีพในโรงเรียน เช่น

     - โครงการห้องเรียนกีฬา ซึ่ง พล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ รมช.ศึกษาธิการ รับผิดชอบดำเนินการในขณะนี้ โดย รมว.ศึกษาธิการ ได้ขอให้ดำเนินการอย่างเต็มที่จากปัจจุบันซึ่งมี 4 แห่ง คือ ภาคเหนือ ที่โรงเรียนสุโขทัยวิทยาคม จ.สุโขทัย, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่โรงเรียนสารคามพิทยาคม จ.มหาสารคาม, ภาคใต้ ที่โรงเรียนกาญจนาภิเษกวิทยาลัย กระบี่ จ.กระบี่, ภาคกลาง ที่โรงเรียนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์ สมุทรสาคร ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี จ.สมุทรสาคร ซึ่งอาจขยายเพิ่มห้องเรียนกีฬามากกว่า 1 ห้องเรียนก็ได้ โดยคำนึงถึงคุณภาพเป็นสำคัญ

     - โครงการห้องเรียนดนตรี ซึ่ง พล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ รมช.ศึกษาธิการ รับผิดชอบโครงการห้องเรียนดนตรีในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยได้ทำการเปิดรับสมัครนักเรียนเข้าเรียนในระดับชั้น ม.1 และ ม.4 ตั้งแต่ปีการศึกษา 2560 จำนวน 3 โรงเรียน ได้แก่ โรงเรียนเบญจมราชูทิศ จ.ปัตตานี, โรงเรียนสุไหงโกลก จ.นราธิวาส และโรงเรียนคณะราษฎรบำรุง จ.ยะลา

ให้โรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นโรงเรียนที่สอนอาชีพให้มากขึ้น

ที่มา thaitribune




 

Create Date : 05 พฤษภาคม 2560    
Last Update : 5 พฤษภาคม 2560 9:57:59 น.
Counter : 19 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

กรมสรรพสามิต ปรับขึ้นภาษียาสูบชนิดส่งออก 12 ยี่ห้อ



กรมสรรพสามิต กำหนดราคาโรงงานใหม่ ออกประกาศกำหนดราคายาสูบที่ทำในราชอาณาจักร (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2560 ขึ้นภาษีบุหรี่ไทยส่งออก 12 ยี่ห้อ

 

เมื่อวันที่ 3 พ.ค. 2560 - เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่ ประกาศกรมสรรพสามิต เรื่อง กำหนดราคายาสูบที่ทำในราชอาณาจักร (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2560 ประกาศ ณ วันที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2560 ลงนามโดย นายปัญญา ฉายะจินดาวงศ์ รองอธิบดี รักษาราชการแทน อธิบดีกรมสรรพสามิต โดยประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันออกประกาศเป็นต้นไป คือ วันที่ 4 พ.ค. 2560

       โดยประกาศดังกล่าวระบุว่าเพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บค่าแสตมป์ยาสูบสำหรับยาสูบชนิดที่ทำในราชอาณาจักร อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 23 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติยาสูบ พ.ศ. 2509 ประกอบกับมาตรา 5 ตรี (1) วรรคสี่ แห่งพระราชบัญญัติยาสูบ พ.ศ. 2509 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติยาสูบ (ฉบับที่ 6) พ.ศ.2534 อธิบดีกรมสรรพสามิต ออกประกาศไว้

       ได้แก้ไขเพิ่มเติม เรื่อง กำหนดราคายาสูบ ที่ทำในราชอาณาจักร (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2560 ลงวันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560 ที่ทำในราชอาณาจักร ตรา ชนิด ซอง ขนาดบรรจุ (มวน/ซอง) ราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรมยาสูบที่ใช้ เป็นมูลค่าเพื่อคำนวณค่าแสตมป์ยาสูบ โดยรวมค่าแสตมป์ ยาสูบแล้ว (บาท/ซอง)

ยี่ห้อ กรองทิพย์ 90 ซองแข็ง จำนวน 20 มวน ราคา 93 บาท (ราคาเดิม 86 บาท)

ยี่ห้อ สายฝน 90 ซองแข็ง 20 มวน ราคา 92.10 บาท (ราคาเดิม 86 บาท)  

ยี่ห้อ WONDER รสอเมริกัน ซองแข็ง จำนวน 20 มวน ราคา 84.84 บาท (ราคาเดิม 63 บาท)

ยี่ห้อ WONDER รสเมนทอล ซองแข็ง จำนวน 20 มวน ราคา 87.12 บาท (ราคาเดิม 63 บาท)

ยี่ห้อ SMS ซองสีแดง ซองแข็ง จำนวน 20 มวน ราคา 86.10 บาท (ราคาเดิม 51 บาท)

ยี่ห้อ SMS ซองสีเขียว ซองแข็ง จำนวน 20 มวน ราคา 88.77 บาท (ราคาเดิม 51 บาท)

ยี่ห้อ GOAL (ซองแดง) ชนิดซองแข็ง ราคา 82.33 บาท (ราคาเดิม 45 บาท)

ยี่ห้อ GOAL (ซองเขียว) ชนิดซองแข็ง จำนวน 20 มวน ราคา 83.76 บาท (ราคาเดิม 45 บาท)

ยี่ห้อ กรุงทอง 90 ชนิดซอง จำนวน 20 มวน ราคา 92.09 บาท (ราคาเดิม 86 บาท)

ยี่ห้อสามิต 90 ซองแข็ง จำนวน 20 มวน ราคา 93.63 บาท (ราคาเดิม 86 บาท)

ยี่ห้อ รอยัล 90 ซองอ่อน จำนวน 20 มวน ราคา 59.79 บาท  (ราคาเดิม - บาท)

ยี่ห้อ รอยัล 90 ซองแข็ง จำนวน 20 มวน ราคา 79.46บาท (ราคาเดิม - บาท)

       ประกาศ ข้อสุดท้าย ระบุว่า หากผู้อยู่ในบังคับตามประกาศนี้ไม่เห็นด้วยกับการออกประกาศ มีสิทธิอุทธรณ์ โดยยื่นต่ออธิบดีกรมสรรพสามิตภายในสิบห้าวันนับตั้งแต่วันที่ได้รับแจ้ง โดยทำเป็นหนังสือระบุข้อโต้แย้ง และข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่อ้างอิงประกอบด้วย ตามความในมาตรา 44 แห่งพระราชบัญญัติ วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539

ที่มา thaitribune




 

Create Date : 05 พฤษภาคม 2560    
Last Update : 5 พฤษภาคม 2560 0:38:44 น.
Counter : 19 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

ป.ป.ช. ชี้มูลความผิด 23 นักการเมืองท้องถิ่น - เจ้าหน้าที่รัฐ จงใจไม่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน - ย



คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิดนักการเมืองท้องถิ่นจงใจไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน หรือยื่นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริง 14 จังหวัด 23 ราย

 

เมื่อวันที่ 3 พ.ค. 2560 คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติชี้มูลความผิดผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และเจ้าหน้าที่รัฐส่วนท้องถิ่น จำนวน 23 ราย ใน 14 จังหวัด ในกรณีจงใจไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน และจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นเท็จ

1 .จังหวัดกาญจนบุรี : จำนวน 1 ราย คือ นายประสิทธิ์ ศรีสอาด เลขานุการนายกองค์การบริหารส่วนตำบลนามแย้ อำเภอท่ามะกา จงใจไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน และเอกสารประกอบ กรณีพ้นจากตำแหน่ง และกรณีพ้นจากตำแหน่งมาแล้วเป็นเวลาหนึ่งปี

2. จังหวัดชลบุรี : จำนวน 4 ราย คือ (1) นายกันตภณ สุขุมาลินทร์ สมาชิกสภาเทศบาลเมืองชลบุรี อำเภอเมือง จงใจไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน และเอกสารประกอบ กรณีพ้นจากตำแหน่งมาแล้วเป็นเวลาหนึ่งปี

(2) นายธนสิษฐ์หรือชาลีรัตน์ ไพรอนันต์ สมาชิกสภาเทศบาลเมืองชลบุรี อำเภอเมืองชลบุรี จงใจไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน และเอกสารประกอบ กรณีพ้นจากตำแหน่งมาแล้วเป็นเวลาหนึ่งปี

(3) นางสาววัลลดา อยู่ศรี เลขานุการนายกเทศมนตรีตำบลเกาะจันทร์ อำเภอเกาะจันทร์ จงใจไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน และเอกสารประกอบ กรณีพ้นจากตำแหน่งมาแล้วเป็นเวลาหนึ่งปี (ในการดำรงตำแหน่งครั้งที่ 1)

(4) นายสุภกฤช อรรคเลิศลาภ ที่ปรึกษานายกเทศมนตรีตำบลพานทอง อำเภอพานทอง จงใจไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน และเอกสารประกอบ กรณีพ้นจากตำแหน่ง และกรณีพ้นจากตำแหน่งมาแล้วเป็นเวลาหนึ่งปี

3. จังหวัดปทุมธานี : จำนวน 1 ราย คือ นางสาววลัยภรณ์ ผ่องอำไพ รองนายกเทศมนตรีตำบลหลักหก อำเภอเมืองปทุมธานี จงใจไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สิน และหนี้สิน และเอกสารประกอบ กรณีพ้นจากตำแหน่ง และกรณีพ้นจากตำแหน่งมาแล้วเป็นเวลาหนึ่งปี

4. จังหวัดเพชรบูรณ์ : จำนวน 2 ราย คือ (1) นางสาวมยุรี คณเกณฑ์ รองนายกเทศมนตรีตำบลบัววัฒนา อำเภอหนองไผ่ จงใจไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน และเอกสารประกอบ กรณีพ้นจากตำแหน่งมาแล้วเป็นเวลาหนึ่งปี

(2) นายณัฐจักร์ หรือนาวิน มาสง่า ที่ปรึกษานายกเทศมนตรีตำบลโคกสะอาด อำเภอศรีเทพ จงใจไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน และเอกสารประกอบ กรณีพ้นจากตำแหน่ง และกรณีพ้นจากตำแหน่งมาแล้วเป็นเวลาหนึ่งปี

5. จังหวัดสมุทรสาคร : จำนวน 1 ราย คือ นางสาวณชญาดา ติระรณกรกุล รองนายกองค์การบริหารส่วนตำบลบางน้ำจืด อำเภอเมืองสมุทรสาคร จงใจไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน และเอกสารประกอบ กรณีพ้นจากตำแหน่งมาแล้วเป็นเวลาหนึ่งปี

6. จังหวัดเชียงราย : จำนวน 1 ราย คือ นายพูนศักดิ์ สุวรรณอาสน์ เลขานุการนายกองค์การบริหารส่วนตำบล สันมะเค็ด อำเภอพาน จงใจไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน และเอกสารประกอบ กรณีพ้นจากตำแหน่ง และกรณีพ้นจากตำแหน่งมาแล้วเป็นเวลาหนึ่งปี

7. จังหวัดลำพูน : จำนวน 2 ราย คือ (1) นางแสงอรุณ โพธิศาสตร์ เลขานุการนายกเทศมนตรีตำบลบ้านกลาง อำเภอเมืองลำพูน จงใจไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน และเอกสารประกอบ กรณีเข้ารับตำแหน่ง กรณีพ้นจากตำแหน่ง และกรณีพ้นจากตำแหน่งมาแล้วเป็นเวลาหนึ่งปี

(2) นายประพันธ์ กันธิยะ เลขานุการนายกองค์การบริหารส่วนตำบลเวียงกานต์ อำเภอบ้านโฮ่ง จงใจไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน และเอกสารประกอบ กรณีพ้นจากตำแหน่ง และกรณีพ้นจากตำแหน่งมาแล้วเป็นเวลาหนึ่งปี

8. จังหวัดนครพนม : จำนวน 1 ราย คือ นายขาวพร รักษาพล รองนายกองค์การบริหารส่วนตำบลนาขาม อำเภอเรณูนคร จงใจไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน และเอกสารประกอบ กรณีพ้นจากตำแหน่ง และกรณีพ้นจากตำแหน่งมาแล้วเป็นเวลาหนึ่งปี

9. จังหวัดอุบลราชธานี : จำนวน 3 ราย คือ (1) นายสาคร จันทร์ทรง รองนายกเทศมนตรีตำบลโพนงาม อำเภอเดชอุดม จงใจไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน และเอกสารประกอบ กรณีพ้นจากตำแหน่ง และกรณีพ้นจากตำแหน่งมาแล้วเป็นเวลาหนึ่งปี

(2) นางสาวปาริณร์ สุยะลา เลขานุการนายกเทศมนตรีตำบลปทุม อำเภอเมืองอุบลราชธานี จงใจไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน และเอกสารประกอบ กรณีเข้ารับตำแหน่ง กรณีพ้นจากตำแหน่ง และกรณีพ้นจากตำแหน่งมาแล้วเป็นเวลาหนึ่งปี

(3) นายวาสนา มาลา เลขานุการนายกองค์การบริหารส่วนตำบลนาจะหลวย อำเภอนาจะหลวย จงใจไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน และเอกสารประกอบ กรณีเข้ารับตำแหน่ง กรณีพ้นจากตำแหน่ง และกรณีพ้นจากตำแหน่งมาแล้วเป็นเวลาหนึ่งปี

10. จังหวัดชุมพร : จำนวน 2 ราย คือ (1) นายอุดมศักดิ์ เชาวนะปัญจะ นายกเทศมนตรีตำบลนาโพธิ์ อำเภอสวี จงใจไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน และเอกสารประกอบ กรณีพ้นจากตำแหน่ง และกรณีพ้นจากตำแหน่งมาแล้วเป็นเวลาหนึ่งปี

(2) นายนริศ ทองคำ ที่ปรึกษานายกเทศมนตรีตำบลนาโพธิ์ อำเภอสวี จงใจไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน และเอกสารประกอบ กรณีพ้นจากตำแหน่ง และกรณีพ้นจากตำแหน่งมาแล้วเป็นเวลาหนึ่งปี

11. จังหวัดนราธิวาส : จำนวน 1 ราย คือนายบฮารี เจะแม เลขานุการนายกองค์การบริหารส่วนตำบลเกียร์ อำเภอสุคีริน จงใจไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน และเอกสารประกอบ กรณีพ้นจากตำแหน่ง และกรณีพ้นจากตำแหน่งมาแล้วเป็นเวลาหนึ่งปี

12. จังหวัดพัทลุง : จำนวน 1 ราย คือ นางอุษณีย์ คงสง เลขานุการนายกองค์การบริหารส่วนตำบลตำนาน อำเภอเมืองพัทลุง จงใจไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน และเอกสารประกอบ กรณีพ้นจากตำแหน่งมาแล้วเป็นเวลาหนึ่งปี

13. จังหวัดสตูล : จำนวน 1 ราย คือ นายอนุสรณ์ มรรคาเขต สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดสตูล จงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน และเอกสารประกอบด้วยข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ กรณีพ้นจากตำแหน่ง และกรณีพ้นจากตำแหน่งมาแล้วเป็นเวลาหนึ่งปี

14. จังหวัดสุราษฎร์ธานี : จำนวน 2 ราย คือ (1) นายพงศ์เกียรติ วิเศษแก้ว รองนายกเทศมนตรีตำบลท่าฉาง อำเภอท่าฉาง จงใจไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน และเอกสารประกอบ กรณีพ้นจากตำแหน่ง และกรณีพ้นจากตำแหน่งมาแล้วเป็นเวลาหนึ่งปี

(2) นายสุนทร เฝือไชยศรี รองนายกเทศมนตรีตำบลขุนทะเล อำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี จงใจไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน และเอกสารประกอบ กรณีพ้นจากตำแหน่ง (ครั้งที่ 1) กรณีพ้นจากตำแหน่งมาแล้วเป็นเวลาหนึ่งปี (ครั้งที่ 1) และกรณีเข้ารับตำแหน่ง (ครั้งที่ 2)

ทั้งนี้ผู้ที่ถูกกล่าวหาทั้งหมด คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้ส่งสำนวนรายงาน พร้อมความเห็น ให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพื่อวินิจฉัยให้พ้นจากตำแหน่ง และห้ามมิให้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือดำรงตำแหน่งใดในพรรคการเมืองเป็นเวลา 5 ปี รวมทั้งขอให้ลงโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

อย่างไรก็ดีการชี้มูลความผิดทางอาญาของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ยังถือว่าไม่เป็นที่สิ้นสุด ผู้ถูกกล่าวหาทุกรายยังถือเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่จนกว่าศาลฎีกาฯจะมีคำพิพากษา

ที่มา thaitribune




 

Create Date : 04 พฤษภาคม 2560    
Last Update : 4 พฤษภาคม 2560 18:10:19 น.
Counter : 19 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

แถลงการณ์ 5 ข้อ วันเสรีภาพสื่อมวลชนโลก



องค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือยูเนสโก ได้ประกาศให้วันที่ 3 พฤษภาคมของทุกปีเป็น “วันเสรีภาพสื่อมวลชนโลก” เพื่อย้ำถึงเจตนารมณ์และหลักการที่เป็นพื้นฐานของเสรีภาพสื่อมวลชน ซึ่งคือเสรีภาพของประชาชน เพื่อให้มวลมนุษยชาติตระหนักถึงความสำคัญของสื่อมวลชนที่จะต้องมีเสรีภาพ

 

 สถานการณ์ทางด้านเสรีภาพของสื่อมวลชนไทยอยู่ในภาวะไม่ปกติภายใต้ประกาศและคำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) หลายฉบับ อีกทั้งสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) มีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ. .... โดยเปิดทางให้อำนาจรัฐเข้ามาแทรกแซงและควบคุมการทำหน้าที่สื่อมวลชน อีกทั้งยังเป็นการปิดกั้นและลิดรอนสิทธิการรับรู้ข่าวสารและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของสื่อมวลชนและประชาชน
สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย สมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ สภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย สภาวิชาชีพกิจการการแพร่ภาพและการกระจายเสียง (ประเทศไทย) สมาคมเคเบิลทีวีแห่งประเทศไทย สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์และองค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนอื่นรวม 30 องค์กรได้เห็นความสำคัญของวันเสรีภาพสื่อมวลชนโลกและตระหนักถึงสถานการณ์ด้านเสรีภาพของสื่อมวลชนไทย จึงขอเสนอต่อฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ดังนี้ 
1. ให้รัฐบาลยับยั้งร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ. .... เพราะนอกจากจะเป็นร่างกฎหมายที่จำกัดเสรีภาพของสื่อมวลชนและประชาชนแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นยังมีเนื้อหาที่ขัดกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560
2. ให้ยกเลิกบรรดาประกาศและคำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่มีเนื้อหาจำกัดเสรีภาพสื่อมวลชน เนื่องจากรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 มีเนื้อหารับรองเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของและประชาชนไว้ชัดเจน
3. ให้สื่อมวลชนทุกประเภท พึงตระหนักว่า แม้รัฐธรรมนูญได้ให้หลักประกันในด้านสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชนและสื่อมวลชน แต่การทำหน้าที่ของสื่อมวลชนต้องคำนึงถึงความรับผิดชอบต่อสังคมตามกรอบจริยธรรมแห่งวิชาชีพโดยเคร่งครัดและพร้อมที่จะรับการตรวจสอบจากสังคม
4. ขอให้ประชาชนในฐานะผู้บริโภคข่าวสารมีส่วนร่วมในการตรวจสอบควบคุมการทำหน้าที่ของสื่อมวลชนให้อยู่ในกรอบจริยธรรมแห่งวิชาชีพอย่างเข้มข้น
5. องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน ขอยืนยันว่า เสรีภาพของสื่อมวลชนมีความสำคัญต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข การกระทำของทุกฝ่ายที่ละเมิดต่อเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชนและสื่อมวลชน เป็นสิ่งที่องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนไม่อาจยอมรับได้และจะต่อสู้เรียกร้องจนถึงที่สุด ทั้งนี้องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนมีความตั้งใจและความมุ่งมั่นที่จะทำให้กลไกกำกับดูแลกันเองทางด้านจริยธรรมที่มีอยู่แล้ว มีประสิทธิภาพและความน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น

ที่มา thaitribune




 

Create Date : 04 พฤษภาคม 2560    
Last Update : 4 พฤษภาคม 2560 15:23:52 น.
Counter : 23 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

IoT จะขับเคลื่อนการให้บริการด้านสุขภาพรูปแบบใหม่ : โดย พ.อ.ดร.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ รองประธาน กสทช. แ



ผลการสำรวจสำมะโนประชากรของสหรัฐฯ โดย the U.S. Census ระบุว่าในช่วงปี 2012 ถึง 2050 ประชากรจะมีจำนวนเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว โดยกลุ่มคนในยุค Baby boomer แสดงให้เห็นถึงแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของประชากรดังกล่าวอย่างชัดเจน และยังแสดงให้เห็นถึงความท้าทายของผู้ให้บริการด้านการดูแลสุขภาพ

 

ซึ่งจะแตกต่างจากเดิม โดยกลุ่มคนยุค Baby Boomers จะมีความต้องการสถานที่ดูแลหรือสถานพยาบาลในยามชรา (Age in place) และคาดว่าจะสามารถจัดการความเจ็บป่วยที่ร้ายแรงและเรื้อรังได้ ด้วยการเข้าถึงผู้ให้บริการด้านการดูแลสุขภาพแบบเสมือนจริง ได้เหมือนกับการดูแลรักษาสุขภาพแบบดั้งเดิม

ผลการสำรวจสำมะโนประชากรของสหรัฐฯ ยังคาดว่า ในปี 2050 ประชากรสหรัฐอเมริกาที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป จะมีจำนวนเพิ่มขึ้นเป็น 84 ล้านคน ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงกว่าการประมาณการในปี 2012 ถึงสองเท่าตัว และไม่เพียงแต่คนในยุค Baby Boomers เท่านั้นที่คาดหวังว่าจะสามารถจัดการกับความเจ็บป่วยได้จากเทคโนโลยีที่มีอยู่ในบ้านของพวกเขาได้ แต่ความต้องการของผู้บริโภคในการเข้าถึงการดูแลรักษาสุขภาพแบบทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง ได้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จึงทำให้เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในด้านการดูแลสุขภาพได้เลย และเทคโนโลยีการตรวจสอบติดตามและวินิจฉัยโรค มีความท้าทายมากขึ้นที่จะต้องพัฒนาให้ทันต่อความเสี่ยงด้านประชากรศาสตร์ดังที่กล่าวมา

การกำกับดูแลด้านการแพทย์มีการเปลี่ยนแปลงเพื่อรองรับการดูแลรักษานอกพื้นที่โรงพยาบาลและคลินิก โดยอาศัยการเข้าถึงเทคโนโลยี ข้อมูล และความเชี่ยวชาญที่ถูกต้องแม่นยำ เพื่อให้สามารถให้การดูแลได้ด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่าเดิม

ในสหรัฐอเมริกา สิ่งสำคัญที่ต้องใช้ในการบูรณาการในเทคโนโลยีนี้ ก็คือความปลอดภัยของข้อมูล ที่ตรงตามข้อกำหนดในการรักษาความปลอดภัยของ HIPAA หรือ Health Insurance Portability and Accountability Act of 1996 ซึ่งเป็นกฏหมายที่คุ้มครองข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการรักษาพยาบาลของผู้ป่วยในทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นโดยการพูด เขียน หรือการส่งข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์

Tom Rose ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ ด้าน IoT Solutions ของ KORE เชื่อว่าเทคโนโลยี Internet of Things (IoT) จะทำให้เกิดเทคโนโลยีอัจฉริยะ ในด้านการดูแลสุขภาพในศตวรรษที่ 21 โดยโซลูชั่นของ IoT จะสนับสนุนวิธีการที่เน้นลูกค้าเป็นศูนย์กลาง (customer-centric) ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนและสามารถปรับรูปแบบได้ตามความต้องการ ไม่ว่าจะเป็นการจัดการให้บริการของ Help Desk หรือการซ่อมแซมอุปกรณ์ต่อพ่วงต่างๆ (เช่น อุปกรณ์ตรวจสอบอินซูลิน) โดยโซลูชั่นต่างๆ ของ KORE จะสามารถสนับสนุนการดูแลสุขภาพได้อย่างอย่างชาญฉลาด

การเชื่อมต่อของเทคโนโลยีการดูแลสุขภาพในอนาคต จะเป็นไปแบบองค์รวม มีการบูรณาการ และมีความปลอดภัย ไม่ว่าจะเป็นการวาง Tablet ไว้ในมือของผู้ป่วย หรือการปรับปรุงผลลัพธ์ด้านสุขภาพ หรือการติดตาม (tracking) ผู้ป่วยให้ปฏิบัติตามคำแนะนะหลังผ่าตัด ซึ่ง IoT จะทำให้สามารถตอบสนองตามความต้องการที่เพิ่มขึ้นสำหรับการเชื่อมต่อได้

การใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี IoT สำหรับการเชื่อมต่อด้านการดูแลสุขภาพ ซึ่งในอนาคตจะต้องมีการหาวิธีและกลยุทธ์ในการเชื่อมต่อกับบวัตกรรมด้านพลังงาน วิธีการบริหารข้อมูลระหว่างอุปกรณ์ ระบบคลาวด์และระบบขององค์กร เพื่อให้ระบบการดูแลรักษาสุขภาพในอนาคตมีประสิทธิภาพมากที่สุด ด้วยราคาถูกที่สุด

ที่มา thaitribune




 

Create Date : 03 พฤษภาคม 2560    
Last Update : 3 พฤษภาคม 2560 23:09:32 น.
Counter : 24 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  

p_chusaengsri
Location :
สมุทรปราการ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 52 คน [?]




Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add p_chusaengsri's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.