'พริก' เครื่องปรุงเด็ด เผ็ดต้านโรคหัวใจ โดย มูลนิธิหัวใจแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์



พริกเป็นเครื่องปรุงรสที่ขาดไม่ได้ในอาหารไทย เพราะช่วยให้รสชาติอาหารอร่อยขึ้น รู้หรือไม่ว่าพริกไม่ได้มีดีแค่เผ็ดเท่านั้น แต่ยังช่วยลดการอุดตันของเส้นเลือด ซึ่งเป็นสาเหตุอันดับ 1 ของอาการหัวใจวายจนเสียชีวิตได้

 

พริกมีสารที่ชื่อว่า “แคปไซซิน” (Capsaisin) ช่วยป้องกันไม่ให้ตับสร้างคอเลสเตอรอลชนิดเลว  (LDL-Low density lipoprotein) และยังช่วยสร้างคอเลสเตอรอลชนิดดี (HDL-high density lipoprotein) มากขึ้น ทำให้ปริมาณของไตรกลีเซอไรด์ในกระแสเลือดต่ำลง และช่วยทำให้เลือดลดความหนืดลง ทำให้ไหลเวียนดี เป็นผลดีต่อสุขภาพของผู้บริโภค

พริกยังช่วยลดความเสี่ยงเส้นเลือดในหัวใจตีบและเสียหาย เพราะพริกมีเบตาแคโรทีนและวิตามินซี เพิ่มการยืดหยุ่นของผนังเส้นเลือดและช่วยเสริมสร้างผนังเส้นเลือดผลคือเส้นเลือดจะปรับตัวเข้ากับแรงดันเลือดในระดับต่างๆ ได้ดียิ่งขึ้น นอกจากจะป้องกันเส้นเลือดหัวใจตีบตัน ยังป้องกันเส้นเลือดในสมองแตกได้ด้วย

นอกจากนี้สารแคปไซซินยังช่วยลดอาการปวด ซึ่งมีการผลิตครีมจากพริกมาใช้เพื่อทาบริเวณปวดเพราะสารแคปไซซินมีส่วนในการขยายหลอดเลือด จึงทำให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น ช่วยบรรเทาอาการเจ็บปวด

รู้อย่างนี้แล้วก็อย่าลืมใส่พริกลงในมื้ออาหารบ้าง แต่ระวังอย่าใส่มากเกินไปล่ะ ไม่อย่างนั้นอาจทำให้ระบบทางเดินอาหารมีปัญหาได้


ที่มา thaitribune




 

Create Date : 11 กรกฎาคม 2560    
Last Update : 11 กรกฎาคม 2560 18:02:53 น.
Counter : 9 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

ชุมชน'เขียวไข่กา'นำร่อง เร่งรื้อย้ายบ้านที่เหลือ 20 หลัง



กทม.เร่งรื้อย้ายบ้านที่เหลือ 20 หลัง ในชุมชน'เขียวไข่กา' เปิดทางสร้าง'แลนด์มาร์คเจ้าพระยา' เตรียมจ่ายเงินช่วยเหลือครั้งแรก 26 ก.ค.นี้

 

นายจักกพันธุ์ ผิวงาม รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร(กทม.) กล่าวถึงความคืบหน้าการรื้อย้ายบ้านรุกล้ำในชุมชนเขียวไข่กา ตามโครงการพัฒนาริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ว่าการดำเนินโครงการดังกล่าวกรุงเทพมหานครแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ประกอบด้วย 1.การก่อสร้างเขื่อนซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างจัดทำราคากลางคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนก..นี้ หลังจากนั้นจะเข้าสู่กระบวนการการจัดซื้อจัดจ้าง เพื่อจะให้ได้บริษัทที่จะเข้ามาดำเนินการก่อสร้าง ซึ่งการดำเนินงานกรุงเทพมหานครจะแบ่งเป็น 4 ช่วง คือฝั่งพระนคร 2 สัญญา ฝั่งธนบุรี 2 สัญญา ในส่วนที่ 2.การรื้อย้ายชุมชนที่อยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งมีทั้งหมด282 หลังคาเรือน แยกเป็นชุมชนทั้งหมด 14 ชุมชน จำนวนชุมชน 273 หลังคาเรือน ส่วนที่เหลืออีก 9 แห่งจะเป็นท่าเทียบเรือหรือโป๊ะเรือ

นายจักกพันธุ์ กล่าวต่อว่า ส่วนขั้นตอนกระบวนการก่อนที่จะมีการรื้อย้ายที่ผ่านมา สำนักการโยธาสำนักงานเขตดุสิต และสำนักงานเขตบางพลัด ได้ลงพื้นที่ทำความเข้าใจกับประชาชนในชุมชนริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาว่า เนื่องจากการปลูกสร้างอาคารบ้านเรือนของประชาชน 282 ราย เป็นกรณีที่รุกล้ำพื้นที่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา จึงจำเป็นต้องมีการรื้อย้ายออกไป ทั้งนี้ รัฐบาลได้ให้เงินช่วยเหลือมาส่วนหนึ่ง ซึ่งกรุงเทพมหานครได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อพิจารณาให้การช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบอย่างไรก็ตาม กรุงเทพมหานครกำหนดที่จะจ่ายเงินช่วยเหลือครั้งแรกในวันที่ 26 ..นี้ ที่ผ่านมาคณะกรรมการได้มีการประชุมเพื่อจ่ายเงินช่วยเหลือแล้ว สำนักงานเขตดุสิต สำนักงานเขตบางพลัด ตลอดจนสำนักการโยธา ก็ได้ลงพื้นที่พูดคุยกับประชาชนที่บ้านรุกล้ำ ซึ่งประชาชนส่วนใหญ่ประมาณ 90% ขึ้นไปมีความยินยอมพร้อมใจที่จะทำการรื้อย้ายบ้านที่รุกล้ำริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา

นายจักกพันธุ์ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ ประชาชนในชุมชนเขียวไข่กา เขตดุสิต ถือว่าเป็นชุมชนนำร่องแห่งแรกที่ให้ความร่วมมือกับกรุงเทพมหานคร พร้อมทั้งได้ทำการรื้อย้ายบ้านที่รุกล้ำเมื่อวันเสาร์ที่ 8 ..60 จนถึงวันนี้ได้ทำการรื้อย้ายแล้วทั้งหมด 20 หลังคาเรือน โดยวานนี้(10 ..) จะเป็นวันสุดท้ายที่จะทำการรื้อย้ายบ้านในชุมชนเขียวไข่กา จากนั้นกรุงเทพมหานคร โดยสำนักการโยธา สำนักงานเขตดุสิต สำนักงานเขตบางพลัด จะจัดทำแผนการรื้อย้ายให้แล้วเสร็จตามที่ได้คาดการณ์ไว้ภายในเดือนก..2560 ส่วนประเด็นสำคัญที่ประชาชนให้ความร่วมมือกับกรุงเทพมหานคร เนื่องจากว่าการรุกล้ำบริเวณริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยานั้น ทำให้ประชาชนที่รุกล้ำเองเกิดความเดือดร้อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงหน้าฝนหน้าน้ำหนุน น้ำจะท่วมบ้านเรือนในบริเวณดังกล่าวแทบที่จะอาศัยอยู่บ้านไม่ได้เลย แต่หลังจากที่รัฐบาลมีโครงการเข้ามาช่วยเหลือทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น ได้เข้ามาอยู่บ้านหรือแฟลตที่รองรับประชาชนที่ได้รับผลกระทบ


ที่มา thaitribune




 

Create Date : 11 กรกฎาคม 2560    
Last Update : 11 กรกฎาคม 2560 8:53:02 น.
Counter : 7 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

โลกเปลี่ยนไป...ผู้นำและผู้บริหารไม่ควรประมาท : โดยพ.อ.ดร.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ กรรมการกิจการกระจายเสี



ประเทศจีนได้ประกาศแล้วว่าธนาคารแห่งชาติจะนำสกุลเงินดิจิทัลมาใช้ควบคู่กันกับเงินสกุลหยวน และขณะนี้กำลังอยู่ในระหว่างทดสอบการใช้งาน

 

ประเทศฝรั่งเศสประกาศหยุดการใช้น้ำมันในยานยนต์ภายในปี 2040 และจะเป็นประเทศ carbon neutral ภายในปี 2050

IFR ประกาศผลการจัดอันดับว่า ประเทศเกาหลีใต้ มีความหนาแน่นของการใช้หุ่นยนต์ในอุตสาหกรรมสูงที่สุดในโลก โดยสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกถึงประมาณ 7 เท่า (478 หน่วยต่อคนงาน 10,000 คน)

แม้ว่าประเทศจีนไม่ติดอันดับความหนาแน่นของการใช้หุ่นยนต์ในอุตสาหกรรมสูงที่สุดในโลกก็ตาม (จีนมีหุ่นยนต์ 33 หน่วยต่อคนงาน 10,000 คน) แต่ IFR ได้รายงานว่าจีนมีอัตราการเติบโตและมีการจำหน่ายหุ่นยนต์อุตสาหกรรมมากที่สุดในโลกในปีนี้ (2017)

ประเทศเยอรมันนีจะยกเลิกการผลิตและจำหน่ายรถที่ใช้น้ำมัน (combustion engine cars) และไม่ใช้พลังงานจากถ่านหิน ภายในปี 2030

BMW เตรียมการผลิตรถรุ่น i3 และ i8 เป็นระบบขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าทั้งหมด และ Mercedes-Benz ประกาศว่าจะเริ่มผลิตรถพลังงาน Hydrogen ภายในสิ้นปี 2017

BI Intelligence คาดการณ์ว่า จะมีรถขับเคลื่อนด้วยตัวเอง (Self-driving cars) อย่างน้อย 10 ล้านคันทั่วโลกภายในปี 2020 และจะเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด และจะใช้มากเป็นพิเศษในอุตสาหกรรมโลจิสติกส์

Goldman Sachs คาดการณ์ว่า ภายในปี 2025 รถจำนวน 25% ของจำนวนรถทั้งหมดที่มีการขายในตลาดจะเป็นรถขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า 100% (จะไม่ใช้น้ำมัน)

ITU ประกาศผลการจัดลำดับ ICT Development Index ผลคือ ประเทศเกาหลีใต้มี Broadband Internet ความเร็วสูงที่สุดในโลก และอัตราการเข้าถึง Broadband Internet ของประชากร สูงที่สุดในโลก

GSMA คาดการณ์ว่าจะมีจำนวน SIM โทรศัพท์เคลื่อนที่เชื่อมต่อกันถึง 9 พันล้านภายในปี 2020 และ 1 ใน 3 ของจำนวนนี้จะเชื่อมต่อในระดับ Broadband และระบบ mobile จะก้าวสู่ 5G อย่างสมบูรณ์แบบ ที่ความเร็วที่สูงกว่า 4G อย่างน้อย 10 เท่า

World Economic Forum (WEF) ได้คาดการณ์ว่า Blockchain และ Bitcoin จะถึงจุดที่มีการตอบรับการใช้งานอย่างมากและเป็นเรื่องธรรมดา (tipping point) ภายในปี 2027 และในภาครัฐในหลายประเทศจะใช้ภายในปี 2023

ปัจจุบัน ทั่วโลกรวมกันสามารถผลิตพลังงานแสงอาทิตย์เป็นไฟฟ้าได้ถึงกว่า 200,000 Megawatts ซึ่งพอเพียงสำหรับบ้านกว่า 29 ล้านหลังคาเรือน โดยมีประเทศในเอเชีย 3 ประเทศที่ติดอันดับ Top 10 ของโลกในการผลิต คือ เกาหลี, จีน และญี่ปุน

ผลการสำรวจของ Deloitte พบว่า ระบบการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของบริษัททั่วโลกกว่า 56% กำลังมุ่งเน้นไปที่การนำปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI มาใช้ และสรุปว่า "AI ไม่ได้กำจัดตำแหน่งงานของมนุษย์ แต่มันเป็นตัวกำจัดรูปแบบการทำงานแบบเดิมให้หายไป และกำลังสร้างงานรูปแบบใหม่ขึ้นมาจำนวนมาก"

ท่ามกลางความสับสนและความเสี่ยงในการลงทุนในธุรกิจด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) แต่บริษัทยักษ์ใหญ่ได้โหมการลงทุนอย่างมากในด้าน AI เช่น Apple ลงทุนในโครงการ virtual assistant, Facebook ลงทุนเปิด AI Lab 3 แห่ง และเพิ่งตั้ง Lab ใหม่ในปารีส, Google ทุ่มซื้อบริษัท AI startup หลายบริษัท เพื่อพัฒนาโครงการต่างๆ เช่น แปลภาษา, อ่านภาษา, แปลความหมายจากภาพ, จัดอันดับ ranking, การพยากรณ์อนาคตในด้านต่างๆ เป็นต้น ส่วน Amazon กำลังลงทุนในโครงการ AI ที่เกี่ยวกับวิเคราะห์ Big data เพื่อติดตามพฤติกรรมของลูกค้าแบบ realtime

จากการเปลี่ยนแปลงของโลกตามที่ได้กล่าวพอสังเขป ทำให้สามารถวิเคราะห์ได้ว่า โลกกำลังเข้าสู่ยุค Industry 4.0 อย่างสมบูรณ์แบบภายในปี 2025 และเชื่อได้ว่า รูปแบบธุรกิจต่างๆ (business model) ในหลายอุตสาหกรรมจะไม่มีรูปแบบเดิมๆ ที่เห็นกันในวันนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคอุตสาหกรรมสื่อ (Media), โทรคมนาคม (Telecom), การเงินการธนาคาร (Financial services), การประกันภัย (Insurance), ค้าปลีก (Retail), โลจิสติกส์ (Logistics) เป็นต้น และหลังจากปี 2030 ภาคที่เกี่ยวข้องกับพลังงาน (Energy) และด้านสุขภาพ/ชีววิทยา (Healthcare/Bio industries) จะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างแรงในคลื่นลูกต่อไป

"เราพร้อมเตรียมบุคคลากรเพื่อโลกใหม่แล้วหรือยัง???"

บุคคลากรของชาติที่ควรเตรียมการสู่อนาคค
- คณิตศาสตร์ประยุกต์
- วิทยาการคอมพิวเตอร์ (เน้นการพัฒนาโปรแกรมประยุกต์)
- วิทยาการข้อมูล (Data Science)
- วิศวกรรมไฟฟ้าด้าน Robot, Digital Signal Processing, AI, Photovoltaic (Solar)
- Bio Tech, Healthcare
- การบริหารงานนวัตกรรมและเทคโนโลยี
- อื่นๆที่เกี่ยวข้อง
------------------
พ.อ.ดร.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ
กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)
ประวัติ: http://www.xn--42cf0a8cxa3ai5ple.com/?p=165
9 กรกฎาคม 2560 
www.เศรษฐพงค์.com


ที่มา thaitribune




 

Create Date : 11 กรกฎาคม 2560    
Last Update : 11 กรกฎาคม 2560 4:51:14 น.
Counter : 6 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

ธนาคารจะอยู่รอดได้...ต้องมีกรรมการบอร์ดและผู้บริหารที่มีความรู้ด้าน Digital transformation...Do or D



เมื่อวานช่วงบ่ายผู้เขียนได้มีโอกาสไปบรรยายให้กับธนาคารกรุงไทย ในโครงการ KTB Digital Series ซึ่งมีผู้ฟังส่วนใหญ่เป็นผู้บริหาร และได้รับคำถามฝากมามากมายในแนว "ธนาคารเราจะอยู่รอดไหม? และจะรอดด้วยวิธีใด?" จึงเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้เขียน เขียนบทความนี้

 

จากผลการวิเคราะห์และการคาดการณ์จากนักอนาคตศาสตร์และสถาบันวิจัยที่มีชื่อเสียงหลายแห่งพบว่า รูปแบบของธนาคารภายใน 10 ปีข้างหน้านี้ จะไม่มีเค้าโครงเดิมของรูปแบบธนาคารในวันนี้เลย!!!

เพราะการเปลี่ยนแปลงแบบพลิกโฉมในอุตสาหกรรม Industrial 4.0 ทำให้ธนาคารจำเป็นต้องกำหนดรูปแบบใหม่ เนื่องจากพลังอำนาจของผู้บริโภคที่สูงขึ้น ดังนั้น เพื่อความอยู่รอด ธนาคารจะต้องมีความคล่องตัวและตอบสนองอย่างรวดเร็วและต้องปรับกลยุทธ์ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง

การพลิกโฉมด้วยดิจิทัลกำลังเกิดขึ้นกับอุตสาหกรรมการเงิน ทั้งคู่แข่งใหม่ ช่องทางใหม่ๆ และ กระบวนการใหม่ พร้อมกับความคาดหวังใหม่ๆ ของลูกค้าที่กำลังเปลี่ยนกระบวนทัศน์ของอุตสาหกรรมการธนาคาร โดยในการตอบสนองนั้น คณะกรรมการบอร์ดและผู้บริหารธนาคารจะต้องสร้างความสมดุลในการเป็นผู้ที่สามารถตอบสนองได้อย่างรวดเร็วและคล่องตัว ในขณะเดียวกันก็ต้องตระหนักด้วยว่า การเปลี่ยนผ่านบางอย่างก็ต้องใช้เวลาเช่นกัน

ในรายงานเรื่อง “Digital Strategy Execution Drives a New Era of Banking” อ้างอิงจากงานวิจัยของ Larry Downes และ Paul Nunes เรื่อง Big Bang Disruption, Strategy in the Age of Devastating Innovation ของ Accenture (Reference ด้านล่างบทความ) ระบุว่าวงจรนวัตกรรมดิจิทัลแบบรวดเร็วดังกล่าว มีศักยภาพที่จะช่วยเพิ่มอัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้น (return on equity, ROE) ได้มากกว่า 5% สำหรับทั้งธนาคารเก่าแก่และธนาคารผู้เล่นหน้าใหม่

นอกเหนือจากเรื่องการทำกำไรแล้ว วัฏจักรนวัตกรรมนี้ทำให้วงจรของผลิตภัณฑ์สั้นลงและถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยีใหม่เร็วขึ้น สายการผลิตทั้งหมดกำลังถูกสร้างขึ้นหรือถูกทำลายในเวลาข้ามคืนโดยเทคโนโลยีที่พลิกโฉมเหล่านี้ การพลิกโฉมจากดิจิทัลจะเกิดขึ้นกับอุตสาหกรรมบริการทางการเงินทั้งหมด

การเปลี่ยนแปลงรูปแบบของธนาคารในทศวรรษนี้นั้น แตกต่างจากการพลิกโฉมที่ผ่านๆมา โดยมีการลงทุนและให้บริการที่ถูกลงเพื่อย้ายส่วนแบ่งการตลาด การพลิกโฉมทุกวันนี้มีความคิดสร้างสรรค์และบูรณาการที่ดีขึ้นกับผลิตภัณฑ์และบริการต่างๆ นอกจากนี้ผู้เล่นหน้าใหม่จำนวนมากได้ใช้ประโยชน์จากการเข้าถึงข้อมูลผลิตภัณฑ์ของผู้บริโภคที่เพิ่มมากขึ้น รวมถึงความสามารถในการมีส่วนร่วมและแบ่งปันข้อมูลเหล่านี้ นำมาตอบสนองต่อการพลิกโฉมด้วยดิจิทัลที่ผู้บริโภคมีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมไปแล้วอย่างมาก

จากการที่มีความกดดันเพิ่มขึ้น ในผลการศึกษาดังกล่าวพบว่า ธนาคารจำเป็นที่จะต้องจัดการด้วย 2 มิติ ควบคู่กัน เพื่อคงขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดไว้ แต่ในขณะเดียวกันก็ยังต้องเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับธนาคารในระยะยาวด้วย

มิติที่ 1-- การเติบโตที่พลิกโฉมที่ไม่เกี่ยวกับขีดความสามารถหลักของธุรกิจ (Disruptive growth options outside the core) : การเคลื่อนที่ด้วยความเร็วที่พลิกโฉมหมายความว่าเป็นการเคลื่อนที่ด้วยความเร็วของผู้เล่นหน้าใหม่ จากองค์กรต่างๆ เช่น PayPal, Amazon, Apple ที่กำลังสร้างบริการทางการเงินที่ใช้งานได้ดีกว่าขอบเขตบริการของธนาคารแบบดั้งเดิม และกำลังดำเนินการเติบโตอย่างรวดเร็วแบบก้าวกระโดด

การพลิกโฉมทางการเงินครั้งล่าสุดส่วนใหญ่มีการแก้ปัญหาในแบบบูรณาการ โดยมีการพัฒนาและใช้งานผ่านโครงสร้างพื้นฐานของระบบคลาวด์ จากการแข่งขันที่มีการสนับสนุนเงินทุนอย่างดีและคล่องตัวทำให้สินทรัพย์ขององค์กรสำหรับการดำเนินงานแบบดั้งเดิม (ระบบ, เครือข่ายการกระจายสินค้า) ก็ได้กลายเป็นภาระหนี้สินในทันที

อุตสาหกรรมธนาคารสามารถพลิกโฉมตัวเองได้และสร้างทางเลือกใหม่ ๆ ที่อาจเกี่ยวกับการเป็นหุ้นส่วนกับบริษัทที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน โดยจะต้องเปลี่ยนเป็นวัฒนธรรมในเชิงผู้ประกอบการ ในขณะที่ต้องยอมรับความไม่แน่นอนที่อาจจะเกิดขึ้นได้ ตัวอย่างของ "การเติบโตที่พลิกโฉม" อาจรวมถึง :
- การมีลักษณะเป็นองค์กรที่พลิกโฉมด้วยดิจิทัลโดยกำหนดตลาดและสินค้าเป้าหมายที่ต่างไปจากเดิม
- สร้างกระเป๋าเงินดิจิทัลที่มีการทำธุรกรรมในแอพพลิเคชั่นเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับการบริการ
- จัดหาโซลูชั่นทางการเงินและที่ไม่ใช่ทางการเงินในรูปแบบครบวงจรเพื่อตอบสนองความต้องการด้านอื่นๆ นอกเหนือจากธนาคาร
- ใช้ประโยชน์จากระดมทุนและความสามารถในการชำระเงินของลูกค้า
- สร้างรายได้จากการวิเคราะห์เชิงลึก (Big data analytics)

มิติที่ 2-- การเปลี่ยนแปลงที่ขีดความสามารถหลัก (Transformation of the core) : ในขณะที่หาทางดำเนินการเติบโตแบบพลิกโฉมกับส่วนอื่นๆ ที่ไม่ใช่ขีดความสามารถหลักแล้วนั้น องค์กรด้านการธนาคารดิจิทัลที่ประสบความสำเร็จนั้นต้องก้าวไปอีกขั้นด้วยการเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบหลักสามส่วนต่อไปนี้
- กลยุทธ์ลูกค้าดิจิทัล – ต้องให้ประสบการณ์แบบทุกช่องทาง omnichannel กับลูกค้า (Marketing 4.0) ในรูปแบบ Human centric ที่ผสมผสานทั่งกายภาพและดิจิทัลอย่างกลมกลืน โดยที่ลูกค้าสามารถเลือกวิธีการมีส่วนร่วมกับธนาคารได้ตลอดเวลาบนอุปกรณ์ใดก็ได้
- กลยุทธ์องค์กรแบบดิจิทัล – สถาบันจะต้องมีวิวัฒนาการเพื่อให้กลายเป็นองค์กรด้านการธนาคารดิจิตอลที่ครอบคลุม โดยรวมถึงกระบวนการและขั้นตอนที่เป็นดิจิทัล กระบวนการทำงานร่วมกันแบบดิจิตอลและวัฒนธรรมดิจิทัลด้วย
- กลยุทธ์การดำเนินงานแบบดิจิทัล – ต้องมีการพัฒนาเทคโนโลยีที่มีความยืดหยุ่นมากขึ้น เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัล ซึ่งรวมถึงโครงสร้างแบบเปิดซึ่งจะช่วยให้องค์กรธนาคารสามารถทำงานร่วมกับบุคคลภายนอก ซึ่งอาจมีโครงสร้างที่แตกต่างกันได้

การเปลี่ยนแปลงของขีดความสามารถหลัก (core) จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงและการปรับเปลี่ยนทรัพยากรบุคคลและเทคโนโลยีและจะส่งผลให้เกิดรูปแบบการดำเนินงานใหม่และระบบนิเวศดิจิทัลใหม่ ๆ

วงจรการพลิกโฉมด้วยดิจิทัลอาจมีผลกระทบอย่างมาก แต่วงจรนี้ก็สั้นลงอย่างเห็นได้ชัด เป็นผลให้ธนาคารจะต้องพร้อมกับ 'สิ่งที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้า' ก่อนที่คนอื่นจะเข้าสู่ตลาดและแย่งส่วนแบ่งตลาดไปอย่างถอนรากถอนโคน

การเป็นองค์กรธนาคารดิจิทัลนั้นไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป แต่มันคือสิ่งที่ "ต้องทำ" เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในพฤติกรรมดิจิทัลที่เพิ่มขึ้น ด้วยการที่ธนาคารต้องมีการนำเสนอบริการดิจิทัลที่เพิ่มมูลค่าให้กับบริการด้วยการใช้งานที่เรียบง่าย โดยการตอบสนองต่อการพลิกโฉมด้วยดิจิทัล เพื่อช่วยให้องค์กรของธนาคารแบบดั้งเดิมสามารถตอบสนองต่อการโจมตีโดยผู้เล่น fintech หน้าใหม่ได้ ในขณะเดียวกันก็เปลี่ยนแปลงธุรกิจหลักไปสู่อนาคตที่สดใสด้วย

ดังนั้น เราจะสามารถรู้ได้ว่าธนาคารใดสามารถที่จะอยู่รอดได้ต่อไปท่ามกลางห่ากระสุนดิจิทัล ก็เพียงดูได้จากหน้าตาของคณะกรรมการบอร์ดและผู้บริหารว่า พวกเขาเป็นผู้บริหารเพื่อองค์กรในอนาคต หรือเป็นผู้ที่จมปลักกับความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ในอดีต???

Digital transformation... Do or Die ??? เลือกเอาครับ
-----------------
Reference:
https://thefinancialbrand.com/53414/digital-banking-disruption-transformation-response/

https://www.accenture.com/us-en/insight-digital-strategy-new-era-banking

Marketing 4.0: Moving from Traditional to Digital: http://as.wiley.com/WileyCDA/WileyTitle/productCd-1119341205.html
------------------
พ.อ.ดร.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ
กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)
ประวัติ: http://www.xn--42cf0a8cxa3ai5ple.com/?p=165
8 กรกฎาคม 2560 
www.เศรษฐพงค์.com
-------------------


ที่มา thaitribune




 

Create Date : 10 กรกฎาคม 2560    
Last Update : 10 กรกฎาคม 2560 18:30:57 น.
Counter : 10 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

'ดุสิตโพล' สำรวจปชช. 77.45% หนุนปฏิรูปตำรวจ 81.98% เชื่อการทุจริตคอรัปชั่น-รับส่วย-สินบน เป็นปัญหาตร



'สวนดุสิตโพล' เผยผลสำรวจความเห็นปชช. ต่อการปฏิรูปตำรวจ 77.45% อยากให้ปฏิรูปมานานแล้ว พบ 81.98% เชื่อการทุจริตคอรัปชั่น-รับส่วย-สินบน เป็นปัญหาตร.ถึงทุกวันนี้

 

ภายหลังคณะรัฐมนตรี(ครม.) ผ่านความเห็นชอบการแต่งตั้งคณะกรรมการปฏิรูปตำรวจ มีคณะกรรมการทั้งหมด 36 คน โดยมีพล..บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ เป็นประธาน “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิตได้สำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศ เพื่อสะท้อนความคิดเห็นของประชาชนต่อการปฏิรูปตำรวจ จำนวนทั้งสิ้น 1,082 คน ระหว่างวันที่ 5-8 กรกฎาคม 2560 สรุปผลได้ ดังนี้

1. ประชาชนคิดอย่างไร? กับ การปฏิรูปตำรวจ อันดับ 1 ควรปฏิรูปมานานแล้ว เป็นปัญหาที่สะสมมานาน77.45% อันดับ 2 การปฏิรูปจะช่วยให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ และภาพลักษณ์ดีขึ้น 72.18% อันดับ 3ตำรวจมีทั้งดีและไม่ดี ขึ้นอยู่กับจิตสำนึกแต่ละคน 62.66% อันดับ 4 การปฏิรูปตำรวจคงจะสำเร็จได้ยากต้องจริงจัง และทุกฝ่ายให้ความร่วมมือ 54.25% อันดับ 5 ตำรวจต้องเป็นที่พึ่งของประชาชน 51.94%  

2. สิ่งที่เป็นปัญหา-อุปสรรค ของตำรวจ วันนี้ ที่ประชาชนอยากให้ปฏิรูป คือ อันดับ 1 การทุจริตคอรัปชั่น รับส่วย สินบน 81.98% อันดับ 2 ใช้อำนาจหน้าที่ไม่เป็นธรรม สองมาตรฐาน คนจนถูกจับ คนรวยพ้นคุก 74.77% อันดับ 3 การซื้อขายตำแหน่งแต่งตั้งโยกย้าย 65.43% อันดับ 4 ตำรวจเงินเดือนน้อยความเป็นอยู่ลำบาก 59.89% อันดับ 5 รวบอำนาจไว้ที่ศูนย์กลาง ไม่กระจายอำนาจ 55.08%

3. จากที่มีการแต่งตั้งพล..บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ เป็นประธานคณะกรรมการปฏิรูปตำรวจ มีข้าราชการตามตำแหน่ง 5 คน และมีคณะกรรมการอีก 30 คน โดยแบ่งเป็นข้าราชการตำรวจ 15 คน และไม่ใช่ตำรวจอีก 15 คน รวม 36 คน ประชาชนคาดหวังว่าการปฏิรูปตำรวจจะสำเร็จหรือไม่ อันดับ 1 คาดว่าน่าจะสำเร็จ38.73% เพราะ รัฐบาลคสช. ให้ความสำคัญ มีอำนาจเด็ดขาด คงจะดำเนินการอย่างจริงจัง เห็นแนวทางการปฏิรูปที่ชัดเจนมากขึ้นกว่าที่ผ่านมา ฯลฯ อันดับ 2 คาดว่าน่าจะไม่สำเร็จ 36.29% เพราะ ตำรวจมีระบบโครงสร้างแบบรวบอำนาจ มีระบบเส้นสาย ควบคุมดูแลไม่ทั่วถึง ตำรวจทั่วประเทศมีจำนวนมาก แก้ยากเป็นพฤติกรรมส่วนบุคคล ฯลฯ อันดับ 3 ไม่แน่ใจ 24.98% เพราะ คงต้องใช้เวลาอีกนานในการปฏิรูปให้สำเร็จ ต้องดำเนินการไปตามระบบ บางเรื่องน่าจะแก้ไขได้

4. สิ่งที่ประชาชนอยากฝากบอกคณะกรรมการปฏิรูปตำรวจ คือ อันดับ 1 ขอให้ทำงานอย่างเต็มที่ อยากเห็นผลงานที่เป็นรูปธรรมชัดเจน 63.59% อันดับ 2 ปรับปรุงภาพลักษณ์ตำรวจให้ดีขึ้น ทำให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่น 60.44% อันดับ 3 ดูแลตำรวจทุกระดับชั้นอย่างเท่าเทียมกัน 56.56%


ที่มา thaitribune




 

Create Date : 09 กรกฎาคม 2560    
Last Update : 9 กรกฎาคม 2560 19:43:16 น.
Counter : 20 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  38  39  40  41  42  43  44  45  46  47  48  49  50  51  52  53  54  55  

p_chusaengsri
Location :
สมุทรปราการ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 52 คน [?]




Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add p_chusaengsri's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.