Group Blog
 
All Blogs
 
ชุณฬี่ กับภาพรอยแผลจากการล้ม

เมื่อวันที่ 5 ก.ค. ที่ผ่านมา เป็นวันที่สนุกมากๆ ค่ะ เพราะว่าอากาศค่อนข้างจะดี ลมเย็น แดดร่ม ชุณฬี่ก็ออกไปเดินเล่นตั้งแต่เช้า กลับมาก็ทานนม ทาน ข้าว เข้านอนบ่ายแบบปกติ จนตื่นช่วงเย็นก็ออกไปเล่นข้างนอกต่อ เมื่อวานเป็นตัวตลกให้พี่ๆ ที่ออฟฟิศอีกตังหาก ทั้งร้องเพลง เต้นรำ แถมวันนี้เด็กๆ (ลูกของลูกน้อง) กลับจากโรงเรียนเร็ว ก็เลยกลายเป็นชุณฬี่แอนด์เดอะแกงค์เหมือนตอนปิดเทอม

พอกลับบ้านช่วงเย็น ชุณฬี่ก็ชวนพี่ยุ้ย (พี่เลี้ยง) ไปเดินเล่นข้างนอกต่อ บอกว่าจะไปวิ่งเล่น ไปสู้ๆ กัน เหมือนทุกเย็นที่ทำเป็นประจำในวันที่ฝนไม่ตก วันนี้อารมณ์ดีจริงๆ ค่ะ เล่นไม่รู้จักเหน็ดจากเหนื่อยเลย แม่ก็เตรียมกับข้าวเหมือนทุกวันตามปกติ ในขณะที่กำลังทอดปลาเก๋าของโปรดของชุณฬี่อยู่ พี่ยุ้ยก็ตะโกนเข้าบ้านเสียงดัง พร้อมกับเสียงรองเท้า ตึงๆๆ และเสียงร้องโหของชุณฬี่

ตะหลง ตะหลิว แทบจะลอยค่ะ เมื่อเห็นเจ้าเล็กแห้งของมุก นอนแบมาในอ้อมกอดของพี่เลี้ยง พร้อมกับเลือดกลบปาก ปาป๊าก็เด่งดึ๋งออกจากโซฟาโดยอัตโนมัติพร้อมตะโกนถามว่า เกิดอะไรขึ้น มุกก็ตะโกนกลับไปบอกว่า ผ้าชุบน้ำ ด่วน แล้วก็รีบอุ้มฬี่ไปนอนที่โซฟา ค่อยๆ เช็ดเลือดออก

ปรากฏว่า ปากแตกทั้งริมฝีปากบนและล่าง ข้างบนจะเป็นเยอะหน่อย และเห็นว่าผิวปากลอกออกมาเป็นแผ่น มุกก็เลยค่อยๆ เช็ดและดึงมันออกไป แล้วก็เช็ดทำความสะอาดให้คราบดำๆ ออกให้หมด ส่วนริมฝีปากล่างนี่ เป็นแค่แผลถลอกเล็กน้อย แต่ก็มีเนื้อผิวหลุดออกมาเหมือนกัน ก็เลยต้องค่อยๆ ดึงออกมา

ระหว่างนี้ ยัยหนูก็ร้องไห้ไป เลียริมฝีปากตัวเองไป แล้วก็พูดไปว่า "จะไม่ร้องไห้อะ จะไม่เจ็บ" มุกก็ได้แต่ปลอบลูก และก็สั่งพี่เลี้ยงให้หยิบยาห้ามเลือด มาให้ แต่พอทาปุ๊บ ฬี่มันก็เลียกินเข้าไปปั๊บ พอสักพักเลือดก็หยุดไหละค่ะ จังหวะนี้ เค้าก็เริ่มจะหยุดร้อง มุกก็เลยเปิดริมฝีปากขอดูเหงือกกับฟันของลูก

โห.......ใจหายลงไปกองอยู่ใต้ตาตุ่ม เพราะเห็นรอยบิ่นเล็กๆ อยู่ที่ฟันซี่หน้า (ฟันกระต่ายข้างขวา) พอใช้นิ้วเขี่ยๆ ดู ปรากฏว่า มันโยกได้นิดๆ แต่ไม่มีเลือดออกมา ป๊าก็หันมาถามว่าเป็นไง มุกก็เลยบอกป๊าว่า ฟันลูกแตกนะ แต่ไม่แน่ใจว่าแตกไปถึงไหนอะ พอเจ้าตัวเล็กได้ยินก็เริ่มจะร้องไห้อีก แล้วบอกแม่ว่า "ฟันจะไม่แตกอะ แง๊ๆๆๆ" มุกก็เลยต้องหลอกเค้าและบอกว่า ไม่แตกลูก ฟันไม่แตก ยังสวยเหมือนเดิม

แล้วก็ปลอบกันอีกสักพักใหญ่ๆ ก็ให้เค้าอยู่กับพ่อกับพี่เลี้ยง พี่ยุ้ย(ที่เป็นพี่เลี้ยง) ก็เสียใจมาก เพราะไม่นึกว่าน้องจะล้มลงหน้าฟาดพื้นแบบนี้ เพราะก็เล่นด้วยกันทุกวันนอกบ้าน มุกก็ต้องปลอบทั้งลูกด้วย ทั้งพี่เลี้ยงด้วยว่าอย่าคิดมาก มันเป็นอุบัติเหตุ และก็รู้ว่าน้องเค้าเสียใจจริงๆ ที่รับชุณฬี่ไว้ไม่ทัน มุกก็บอกว่า ของอย่างนี้ไม่มีใครรู้ล่วงหน้า และหนูก็ทำถูกต้องคือรีบพากลับบ้านได้เร็วที่สุด แล้วก็เลยได้โอกาสสอนวิธีปฐมพยาบาลขั้นต้น หากเกิดเหตุการณ์แบบนี้อีก

แล้วมุกก็กลับไปทำกับข้าวต่อ พอทำเสร็จ ก็ยังคิดอยู่ว่าชุณฬี่คงจะเจ็บปากมาก เพราะเริ่มบวมเจ่อ และคงจะเคี้ยวข้าวลำบาก ดีที่ว่าตอนเย็นๆ ได้กินเกี้ยวน้ำกับข้าวต้มมัดรองท้องไปแล้ว ก็คิดว่าถ้าคืนนี้ไม่กินข้าวก็จะให้ทานนมอย่างเดียว ปรากฏว่าเค้าก็เป็นปกติเลยค่ะ ร่าเริง พูดมากเหมือนเดิม แล้วก็ทานข้าวเอง หมดชาม ยังซัดส้มโอต่อได้อีก
พอทานข้าวกันเสร็จ มุกก็ชวนปาป๊ากับชุณฬี่ออกไปร้านหมอฟันทันที กะจะให้คุณหมอดู แล้วก็จะเลยไปซื้อยาที่ทาแผลในปากแบบขี้ผึ้ง จะได้ทาตอนที่หลับไปแล้วได้ แล้วชุณฬี่ก็ตบนมอัดเม็ดมาอีก 3 ห่อค่ะ มุกก็ตามใจทุกอย่างแบบว่า วันนี้หนูเจ็บตัวไปแล้ว แม่ยอมทุกอย่าง พอดีว่าคุณหมอฟันเค้ากลับไปแล้ว เจอแต่ผู้ช่วย ซึ่งเค้าก็บอกว่าเคสแบบนี้ให้รอไปก่อนประมาณ 1 เดือน เพื่อดูว่ามันจะอักเสบหรือไม่ เพราะบางทีมันอาจจะไม่เป็นอะไรก็ได้ หรือถ้าเป็นฟันมันก็จะดำขึ้นเรื่อย หรือที่เรียกว่าฟันตาย แล้วค่อยมาถอนออก หรือจะครอบฟันก็แล้วแต่

พอกลับมาบ้านก็คุยกันว่า คงไม่รอหรอก พรุ่งนี้จะไปที่โรงพยาบาลเลยไปให้หมอฟันเด็กดูโดยเฉพาะไปเลยดีกว่าจะได้รู้ว่าต้องรอ หรือต้องทำอะไรต่อไป

คืนนั้น ประมาณ ตีหนึ่งกว่าๆ ชุณฬี่ก็ร้องไห้จ้าขึ้นมา มุกกับป๊าก็ตกใจนึกว่าเค้าเจ็บแผลหรือเจ็บฟัน ที่ไหนได้ บังเอิญเค้าดันไปเลียกินขี้ผึ้งที่แม่ทาปากไว้ให้ แล้วมันดันไปติดฟัน ติดเหงือก ที่นี้ก็เลยโมโหเป็นอย่างมาก พาลโกรธแม่กับพ่อบอกจะไปหาพี่ยุ้ย มุกก็ต้องปลอบใจ เอาทั้งวิตามินซีให้ นมอัดเม็ดให้ และตบท้ายด้วยนมอีกหนึ่งขวดเล็กจนหลับไปแบบอารมณ์ดี และตื่นเช้ามาก็ทำตัวได้ตามปกติ ส่วนแม่มันนะเหรอ หลับไม่ลงอีก 1 ชั่วโมงกว่าๆ นอนไปก็มองหน้าลูกไป นึกสงสารลูกจับใจ ทั้งที่อีกใจก็รู้ว่า เรื่องนี้มันเป็นเรื่องปกติของเด็กๆ ทุกคน บางคนก็เจ็บตัวเยอะ บางคนก็เจ็บตัวน้อย แล้วบังเอิญชุณฬี่ก็เพิ่งจะเริ่มเดินได้ไม่เท่าไหร่ ขาก็ยังอ่อนอยู่มาก โอกาสเจ็บตัวก็เยอะกว่าทั่วๆ ไป แล้วมันก็คงจะไม่ถูกที่เราจะไปห้าม หรือไปหยุดโอกาสในการเรียนรู้ของเค้า พอคิดได้อย่างนี้ ก็นอนหลับตาลงค่ะ

เช้านี้โทรไปที่โรงพยาบาลเกษมราษฏร์เช็คดูว่ามีหมอเด็กเข้าเวรมั้ย เพราะว่าพญาไท 3 มีวันเสาร์ แล้วมุกก็ไม่อยากรอนานขนาดนั้นค่ะ พอได้เวลาก็เลยหอบกระเตงกันไปทั้งป๊า ทั้งม๊า ชุณฬี่และพี่ยุ้ย เพราะเป็นโรงพยาบาลใหม่ที่ไม่เคยเข้า ชุณฬี่ก็ยังไม่รู้ มีแต่ถามมาม๊าว่า นี่ห้างชื่ออะไร แม่ก็บอกว่าชื่อเกษมราษฏร์ แต่พอตอนขึ้นไปตรวจจริงๆ แม่เจ้าประคุณของมุก แหกปากดังลั่นไปอีก 3 ตึกข้างๆ กะแค่คุณหมอขอดูฟัน และขอเอ็กซเรย์ มุกก็ต้องถูกแยกออกมา แต่ใจหนะ อยากจะเข้าไปกอดลูกมากๆ พอเสร็จรอบแรกพี่เลี้ยงอุ้มกลับมาให้ ลูกก็โผเข้าหาแม่อย่างด่วน ร้องไห้ซะเหมือนกับเพิ่งผ่านศึกสงครามมา แม่ก็ปลอบจนหายดี ป๊าก็เดินกลับเข้ามาในห้อง พร้อมกับบอกว่า คุณหมอขออีกรอบ เพราะรอบที่แล้วเห็นไม่ชัด แล้วป๊าก็เลยต้องอุ้มฬี่ไปทั้งๆ ที่ยังร้องไห้อยู่ รอบนี้เสียงดังกว่าเดิม

อีกสักครู่ คุณหมอก็เดินเข้ามาและแจ้งว่า ด้านหน้าที่เห็นว่ามันเป็นรอยแตกนิดเดียว แต่พอเอ็กซเรย์แล้วถึงได้รู้ว่า มันแตกยาวลึกลงไปในเหงือก และเฉียดๆ กับโพรงประสาท และก็แนะนำว่าให้ถอดออกเหอะ

โอ้ยย......อยากจะจับหัวคุณหมอโขกกับกำแพงจริงๆ ค่ะ ในใจคิดว่า จะบ้าเหรอไง ลูกชั้นเพิ่งจะ 2 ขวบนิดๆ ให้ถอดฟันได้ไง เจ็บตายเลยอะ แต่ปากหนะ ต่อรองกับหมอสุดริด ถามถึงโอกาสที่จะไม่ต้องทำอะไรกับมันเลยได้มั้ย ซึ่งคุณหมอก็อธิบายว่า มันเสี่ยงอยู่ เพราะถ้าเกิดว่ามันอักเสบขึ้นมา ซึ่งเป็นไปได้สูง เพราะในปากคนเรามันมีเชื้อโรคอยู่ แล้วการอักเสบมันลามไปถึงรากฟัน หรือเลยขึ้นไปโดนหน่อฟันแท้ มันจะยิ่งแย่ใหญ่

พอฟังเข้าแบบนี้ ก็เลยต้องถอดหายใจกันเฮือกใหญ่ทั้งพ่อกับแม่ ตอนนั้นก็ต่างฝ่ายต่างก็นิ่งเงียบไป ไม่มีใครกล้าตัดสินใจเลย มุกมองหน้าป๊า รู้ได้ในทันทีว่า เค้าไม่อยากให้ทำอะไรลูกสาวเค้า แต่ตัวมุกเองอะ คิดว่าให้เอาออกไปเหอะ เจ็บครั้งเดียว แล้วป๊าก็เลยขอคุณหมอยืดออกไปอีกหนึ่งอาทิตย์ เพราะว่าอยากให้แผลแตกที่ปากมันหายซะก่อนค่ะ ซึ่งคุณหมอก็เห็นด้วยบอกว่าน่าจะได้

มีนิดนึงค่ะ คุณหมอเค้าค่อยข้างแปลกใจว่า ทำไมมันไม่ร้องเจ็บฟัน ทั้งๆ ที่มันแตกลึกลงไป แล้วยังกินข้าว กับน้าเย็นๆ ได้อีก มุกก็คิดในใจว่า นังนี้มันพันธุ์อึดอะ มันเจออะไรที่เยอะกว่านี้ มาตั้งแต่เด็กแล้วมั้งคะ

รู้สึกแย่จริงๆ ที่เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น บางทีนะคะ ก็มีแอบคิดโทษตัวเองเหมือนกันว่า ถ้าไม่ท้องโย้ขนาดนี้ ลูกอาจจะเล่นอยู่กับเรา แทนที่จะออกไปเล่นซนด้านนอก แล้วก็อาจจะไม่ต้องล้มบ่อยๆ แต่คิดไปก็เท่านั้นค่ะ มันเกิดขึ้นไปแล้ว ก็หาวิธีแก้ไขจะดีกว่า

อันนี้เป็นภาพประกอบ สำหรับรอยแผล ไม่สดเท่าไหร่ เพราะว่าผ่านมาแล้วหนึ่งวันค่ะ







อย่างไรก็ตาม เค้าก็ยังอารมณ์ดีอยู่อีกค่ะ ทำตัวเหมือนเป็นปกติ ในวันต่อมาก็ยังทานข้าว ทานนม ทานน้ำได้เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น



ก็ยังทำหน้าแป๋วแหววใส่แม่เหมือนเดิม รูปข้างล่างนี่ ถ้าสังเกตุดีๆ จะเห็นรอยแตกของฟันนะคะ






พยายามจะถ่ายให้ close up ที่สุดแล้ว แต่ตอนหลังๆ ไม่ค่อยยอมให้ความร่วมมือกับแม่เท่าไหร่ จะถดหนีไปทุกที ก็นึกว่าเจ็บปาก หรือว่า รำคาญ ที่ไหนได้ เป็นเพราะเค้าปวดอึนั่นเอง ช่วงนี้ชุณฬี่กลับมาอึเป็นปกติแล้ว แต่ว่าก็ยังไม่ยอมนั่งกระโถนอยู่ดี พอจะจับนั่ง เค้าก็จะถามว่า จะสวนมั้ย จะสวนเหรอ มุกก็บอกว่าเปล่า ให้นั่งเฉยๆ ก็ไม่ยอม สุดท้ายก็ต้องกลับไปสู่ท่าบังคับตามฟอร์ม ไม่รู้อึออกได้ไงเหมือนกัน กับท่านี้










เป็นการกระทำแบบเงียบๆ แต่ว่ากลิ่นนี่ เล่นเอาพ่อกับแม่เกือบเป็นลมไปเรยยย



Create Date : 08 กรกฎาคม 2550
Last Update : 8 กรกฎาคม 2550 15:07:44 น. 13 comments
Counter : 5046 Pageviews.

 
อุ๊ย แตกไปถึงเหงือกเลยเหรอ น้องมุก

แล้วเวลาถอนฟันเด็ก ๆ หมอเค้าทำกันยังไงวางยาสลบ

หรือฉีดยาชา สงสารเด็กอะ ยังเล็ก ๆ อยู่เลย


โดย: อิจิโงะจัง IP: 203.146.147.122 วันที่: 8 กรกฎาคม 2550 เวลา:15:54:35 น.  

 
ตามที่หมอเค้าบอกนะคะ พี่หยี เค้าบอกว่าต้องฉีดยาชาอะคะ แล้วก็ถอนเลย เหมือนที่ผู้ใหญ่ทำทั่วๆ ไป เนี่ยะมุกกำลังห่วงเรื่องนี้แหละ เพราะว่าชุณฬี่แรงเยอะมากๆ มุกคิดว่าหมอกับพยาบาลจับไม่อยู่แน่ๆ แล้วที่สำคัญคนจับก็ต้องระวังไม่ทำอะไรที่กระทบกับสะโพกของลูกด้วย

ถึงได้คิดว่าจะปล่ยอต่อไปดีหรือเปล่าอะคะ


โดย: ตื่นมาตาแป๋วๆ วันที่: 8 กรกฎาคม 2550 เวลา:16:20:54 น.  

 
อย่าโทษตัวเองเลยนะจ๊ะ ใคร ๆ ก็เคยพลาดกันทั้งนั้นนะคะ

เรื่องฟันนี่ จะลองถามเพื่อนที่เป็นหมอฟันดูนะคะว่าเขาว่าไงบ้าง ส่วนเรื่องหมอฟันเด็กนี่ บังเอิญที่บ้านกุ๊กไก่ ที่เราสิงสถิตย์อยู่ แม่ ๆ กำลังคุยกันเรื่องนี้พอดีเลย เพราะอยากให้ลูกหาหมอฟันที่มีจิตวิทยาสูงหน่อย เพราะไม่อยากให้การทำฟันเป็นบรรยากาศที่เคร่งเครียด และ ทัศนคติที่ไม่ดีกับเค้า แถมเด็ก ๆ นี่ถ้าเขาไม่ร่วมมือ พอนึกภาพออกเลย ... มีพี่ท่านนึงแนะนำว่า
"เพื่อนบอกว่าหมอฟันที่ รพ. กรุงเทพฯ หมอผู้หญิงเก่งมาก อายุยังไม่เยอะ มีจิตวิทยาในการชักจูงเด็กดีมาก ลูกเค้าไม่กลัวเลย ค่อย ๆ ทำน่ะ "

ถ้าสามารถหาชื่อคุณหมอมาได้จะมาบอกไว้นะคะเผื่อเป้นทางเลือกอีกทางจ๊ะ


โดย: รัตติกัลยา วันที่: 9 กรกฎาคม 2550 เวลา:9:16:36 น.  

 
ถามมาให้แล้วนะจ๊ะ
ตามนี้เลยสำหรับคอมเมนท์จากคุณหมอฟันค่ะ

ฟันที่เกิดอุบัติเหตุ หลักๆเลยจะถอนหรือเก็บต้องดูว่า
1.ในฟันน้ำนม ฟันโยกมากน้อยแค่ไหน น้องสามารถกัดฟัน เคี้ยวข้าวโดยที่ไม่กระแทกฟันได้มั้ย ถ้ากระแทกก็คงต้องถอนออก เพราะเด็กจะเคี้ยวข้าวไม่ได้
2.ถ้าฟันร้าว แต่ไม่โยก หรือโยกไม่มาก อาจพิจารณาเก็บได้ แต่ต้องคอยสังเกตุดูอาการ เพราะฟันตายจะยังไม่แสดงอาการ ตอนแรกๆ แต่จะมีอารการตามมาทีหลัง อาจมีปวด บวม มีหนอง

3.ถ้าเป็นตามข้อ2 ต้องได้รับการรักษารากฟัน ทีนี้ก็ขึ้นอยู่กับความร่วมมือของเด็ก ที่ณาเคยทำเด็กเล็กสุดก็ประมาณ4ขวบ จะพอคุยรู้เรื่องบ้างแล้ว

มาต่อนะคะ

ในฟันน้ำนมที่เกิดอุบัติเหตุ ฟันโยก มาก แตก หัก โดยส่วนใหญ่หมอจะแนะนำให้ถอนออก เพราะเด็กยังให้ความร่วมมือค่อนข้างน้อย การรักษาต้องใช้เวลาค่อนข้างนาน แล้วคงต้องใช้เครื่องมือมัดตัวเด็กด้วย ขึ้นอยู่กับผู้ปกครองแล้วว่าจะตัดสินใจแบบไหน

แต่ถ้าถอนไปตั้งแต่อายุน้อยๆ ก็จะมีข้อเสีย
ฟันหน้าปกติฟันแท้ขึ้นอายุประมาณ6-7ขวบ ข้อเสียคือ
1.กระดูกบริเวณที่ถอนฟันไปจะยุบตัว และมีการเจริญเติบโตค่อยข้างน้อยกว่าปกติ
2.ฟันแท้มีโอกาสซ้อนเกสูงมาก เพราะ ฟันน้ำนมที่อยู่ด้านข้างจะเบียดเข้าหาช่องว่าง
3.เหงือกบริเวณที่ถอนไปจะหนา ทำให้ฟันแท้บริเวณนั้นขึ้นช้า

แต่ถ้ามีความจำเป็นจริงๆ เทียบข้อดีข้อเสียแล้ว ก็อาจจะต้องถอน เพื่อให้น้องไม่เจ็บปวด ทานข้าวได้ เรื่องฟันซ้อนเก ไว้ค่อยมาแก้ปัญหาทีหลัง


โดย: รัตติกัลยา วันที่: 9 กรกฎาคม 2550 เวลา:11:37:11 น.  

 
ได้ชื่อหมอมาเรียบร้อยแล้วจ๊ะ

ชื่อหมอขวัญชนก รพ. กรุงเทพค่ะ


โดย: รัตติกัลยา วันที่: 9 กรกฎาคม 2550 เวลา:11:38:42 น.  

 
อืม ป่านนี้คงถอนฟันไปแล้วล่ะเนอะชุณฬี่ ..อ่านเสร็จแล้วอยากบอกว่า เก็บไว้ดูอาการก่อนไม่ดีเหรอ ? แต่ก็นะ ทำไปแล้วก็ทำเลย ไม่ต้องคิดมาก


โดย: Natti นัทตี้ IP: 89.217.1.172 วันที่: 26 สิงหาคม 2550 เวลา:18:58:20 น.  

 
หวัดดีจ้าน้องมุก แวะมาทักทายและเยี่ยมเยียนนะ

พร้อมกับเอาการบ้านมาฝากจ๊ะ ช่วยรับไปทำหน่อยนะ
ตามนี้เลยจ๊ะ

http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=pearlyjung&group=3


โดย: ดาวหมีพูร์ วันที่: 27 สิงหาคม 2550 เวลา:21:10:18 น.  

 
เข้ามาอ่านค่า ว่างๆมาอัพบล๊อกอีกนะคะ จะรออ่านค่ะ


โดย: กอล์ฟนะคะ (HACKER HUNTING in The City ) วันที่: 19 ธันวาคม 2550 เวลา:18:45:49 น.  

 





โดย: เกด (Cutekate79 ) วันที่: 31 ธันวาคม 2550 เวลา:0:26:16 น.  

 
อ่านแล้วสงสารน้องจังเลย

ตอนเด็กๆหนูหกล้มที่บันไดเลื่อนจำได้ว่้าร้องไห้ห้างแทบแตกเลยอะ


โดย: น้องผิง วันที่: 4 กันยายน 2551 เวลา:15:15:01 น.  

 
[ Click Me ]



Merry Christmas & A Happy New Year

แวะมาส่งความสุขเนื่องในวันปีใหม่ค่ะ ขอให้มีความสุขมากๆนะคะ ปีใหม่นี้ก็ขอให้สิ่งดีๆเข้ามาในชีวิตนะคะ ตลอดปีและตลอดไปค่ะ


โดย: แม่น้องแปงแปง วันที่: 25 ธันวาคม 2551 เวลา:14:42:27 น.  

 
โถ


โดย: Untrue วันที่: 7 มกราคม 2552 เวลา:9:16:15 น.  

 
สงสารน้องนะคะ กว่าจะเลี้ยงโตคงต้องผ่านอะไรกันอีกมากทีเดียว แต่การมีลูกก็เป็นความสุขใจนะคะ

คุณแม่เขียนเล่าสนุกดีค่ะ อ่านแล้วได้กลิ่น อะไรตุ่ยๆ ตามเลยค่ะ


โดย: bread & cake IP: 61.91.78.134 วันที่: 26 กุมภาพันธ์ 2552 เวลา:12:56:29 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

ตื่นมาตาแป๋วๆ
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add ตื่นมาตาแป๋วๆ's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.