www.Bigoo.ws www.Bigoo.ws www.Bigoo.ws www.Bigoo.ws www.Bigoo.ws www.Bigoo.ws www.Bigoo.ws www.Bigoo.ws

Group Blog
 
All blogs
 

มนต์รักโคกสาริน...ตอนที่ ๑๗

ที่ตลาดบ้านโคกสาริน...

เจ้ากุ๊กเดินกระเผลกๆ เข้าตลาดมา ปากก็บ่นอุบอิบๆ

“ฮึ ปลัดบ้า รู้ว่าขาเจ็บยังแกล้งให้มาซื้อกับข้าวอีก ไข่เจียวก็กินไม่ได้ เกิดอยากจะกินสะเดาน้ำปลาหวานขึ้นมา ลำบากเราอีกแล้ว”

เจ้ากุ๊กคิดเพลางนึกถึงเมื่อคืน..ตอนที่กลับบ้านกัน 2 คน ปลัดเหลียวมามองเราบ่อยๆ ทำเอาเราชักระแวง เอามือไปจับหมวกแก๊บ...ก็ยังใส่อยู่นี่หว่า

พอถึงบ้านแล้วก็ไปเอากีต้าร์มาเกาอีกเหมือนเดิม...เพลงเพียงแค่ใจเรารักกัน..อีกแล้ว

แถมมาบังคับให้เราฟังด้วย...คุณปลัดนี่ท่าจะเพี้ยน...แต่ก็เพราะดี...เจ้ากุ๊กคิดแล้วแอบยิ้ม

“อ้าวๆ กุ๊ก อารมณ์ดีอะไรมาหรอ เดินยิ้มมาแต่ไกลเชียว” เสียงประพาสแซวมาจากร้านกาแฟอาโกชา (อีกแล้ว ร้านเดิม)

เจ้ากุ๊กเงยหน้ามายิ้ม แล้วเดินเข้าไปนั่งข้างๆ ประพาส

“เปล่านี่พี่พาส แหม พักนี้ไม่ค่อยได้เจอพี่พาสเลย คิดถึงจาง” เจ้ากุ๊กเห็นว่าไม่มีใครอยู่ที่ร้าน จึงอ้อนประพาสสักหน่อย

เมื่อก่อนตอนที่เรียนร่วมชั้นกับเปรี้ยวนั้น เจ้ากุ๊กมาเที่ยวที่บ้านเปรี้ยวบ่อยๆ และติดประพาสมาก

“ก็พี่งานยุ่ง แล้วกุ๊กล่ะ ยุ่งเหมือนกันนี่” ประพาสถามยิ้มๆ

“แหม ยุ่งก็เพราะคุณปลัดนั่นแหละ พี่พาส คนอะไร เรื่องมากไม่มีใครเกิน” เจ้ากุ๊กค้อนลมค้อนแล้งไปเรื่อย

ประพาสหัวเราะ “อืม แต่กุ๊กก็ทนได้ใช่ไหม”

“ก็....พอทนได้มั้ง” เจ้ากุ๊กเสียงอ่อยๆ

“แล้วนี่ มาซื้อกับข้าวหรอ” ประพาสถาม

“จ๊ะ พี่พาส คุณปลัดเรื่องมากนั่น เกิดอยากกินสะเดาน้ำปลาหวานขึ้นมาอีก ก็เลยต้องรีบแจ้นมาซื้อให้”

“ที่แผงผักแม่ชมเค้าคงมีมั้ง ..แต่พักนี้ไม่รู้เป็นไร พวกแม่ค้าจับกลุ่มคุยอะไร ซุบซิบอะไรกันก็ไม่รู้”

เจ้ากุ๊กเชิดหน้า “จะซุบซิบเรื่องอะไรล่ะ พี่พาส ก็เรื่องยายคุณสุวัจนีคู่หมั้นอบต.เขาไง แหม เขาออกจะดังนะ มีแต่คนพูดถึงทั้งตลาด”

ดูท่าสุวัจนีจะอายุยืน (ทั้งๆที่มีคนคอยแช่งอยู่ อิฮิ)...พูดถึงก็เดินเข้าตลาดมาเลยทีเดียว

สุวัจนีเดินตรงมาที่ร้านอาโกชา เมื่อเห็นว่ามีใครนั่งอยู่...ก็ยิ้มร่ามาเลยทีเดียว

วันนี้เธอมาในชุดขนมิ้งค์สีชมพูทั้งชุด (โอ้ว บ้านโคกร้อนตับแทบแตก...)

“คุณพาส แหม โขคดีจริงที่เจอ” ว่าแล้วเข้ามานั่งเคียงข้างประพาสทันที

ประพาสเขยิบออกห่างโดยอัตโนมัติ แต่นึกถึงมารยาทได้จึงยังไม่ลุกหนี ส่วนเจ้ากุ๊กที่นั่งข้างๆ ถึงกับเบือนหน้าไปเบ้ปาก

“สวัสดีค่ะ คุณสุวัจนี ไปไงมาไงละเนี่ย” ประพาสจำใจทัก

“แหม คุณพาสเรียกสุวัจเฉยๆเถอะค่ะ เราคนกันเองอยู่แล้ว” สุวัจนียิ้มหวาน แต่แล้วก็ต้องหุบยิ้ม เมื่อหันไปเห็นเจ้ากุ๊กที่นั่งข้างประพาสอยู่อีกฝั่งหนึ่ง

“แล้วนั่นเด็กที่ไหนละคะ ผู้ชายหรือผู้หญิงละเนี่ย” ดูแต่งตัวเข้าสิ...มอมแมม...กะโปโลยังกับเจ้าเด็กน้องสาวผู้ใหญ่กับคุณพาสเมื่อคืนเลย เห็นแล้วไม่ถูกชะตาสักนิด

“อ๋อ นี่กุ๊ก เป็นเพื่อนเจ้าเปรี้ยวน้องพาสเอง เจ้ากุ๊กเป็น เอ่อ เป็นเด็กผู้ชาย ทำงานอยู่บ้านคุณปลัด”

“ต้ายๆ คุณปลัดที่ไว้เครา หล่อๆ ใช่ไหมค่ะ แหม แล้ววันนี้คุณปลัดไม่ได้มาด้วยหรือ ไอ้หนู”

เจ้ากุ๊กหันขวับมาทันที หนอย มาเรียกเราไอ้หนู เดี๋ยะ...

“โฮ่ๆๆ คุณปลัดเขาไม่มาหรอกครับ เขารอผมซื้อกับข้าวไปให้ เขาต้องไปทำงาน ไม่ได้ว่างงาน” เหมือนใครบางคน

“แหม จริงสิ ปลัดเขาทำงานที่อำเภอนี่ วันหลังต้องไปเยี่ยมหน่อยแล้ว” สุวัจนีไม่ทันคิดว่าถูกประชด มัวแต่ตื่นเต้นกับคนหล่อ

แล้วสุวัจนีก็ไม่สนใจเจ้ากุ๊กอีก ก็ดูมันมีอะไรน่าสนใจที่ไหน ถึงจะเป็นผู้ชาย แต่ก็เป็นเด็ก แถมยังแต่งตัวมอมแมม ผอมแห้งแรงน้อย ไม่ได้มีความหล่อเท่ห์ตรงไหนเลยนี่

“คุณพาสมานานแล้วหรือค่ะ” สุวัจนีก็หันไปสนใจประพาสต่อ

“ก็ เพิ่งมาก่อนหน้านี้เองค่ะ”

“แล้วผู้ใหญ่ละคะ ไม่มาด้วยหรอ”

“พี่ผู้ใหญ่...” ประพาสมองหา “นั่นไงคะ เดินมาโน่นแล้ว”

ผู้ใหญ่พิษณุกำลังเดินมาที่ร้านอาโกชาทันที แต่เมื่อเห็นว่าใครนั่งอยู่ จะหันกลับก็ไม่ทันซะแล้วจำต้องยิ้มหวานเดินเข้ามาหา

“มอนิ่งส์ อรุณสวัสดิ์ครับ ทุกคน”

สุวัจนียิ้มหวาน “มอนิ่งส์ค่ะ ผู้ใหญ่ ไปไงมาไงละค่ะเนี่ย”

“ก็ ขามาก็เดินมาครับ ขาไปก็คงจะเดินไปเช่นกัน” อูย..ผู้ใหญ่พยายามปล่อยมุขแป๊กมุขนี้ เป็นครั้งที่ 2

ทุกคนอึ้ง แต่สุวัจนีหัวเราะน้ำหูน้ำตาไหล

“อุ้ย ฮิๆๆ ขำจังเลยค่ะ ผู้ใหญ่คะ ตลกมากๆ”

ผู้ใหญ่มองอย่างไม่ค่อยเชื่อนัก “จริงหรอครับ” ทำไมไปปล่อยมุขนี้กับคนอื่น เขาถึงไม่หัวเราะกันวะ

“จริงค่ะ ขำที่สุดที่สุวัจเคยที่ได้ยินมาเลย”

ผู้ใหญ่ยิ้มเขิน “แหม ก็ไม่เท่าไหร่หรอกครับ ผมยังมีมุขที่ขำกว่านี้อีก” ประพาสมองหน้า...มุขแป๊กๆ นั่นนะ

“แล้ว อบต. ไม่มาด้วยหรอครับ”

สุวัจนีหน้าง้ำทันที “พี่ออบไปไหนแต่เช้าก็ไม่รู้ค่ะ เนี่ย ถามลุงปลั่งก็บอกไม่เห็น สุวัจเลยต้องถามทางเขามาตลาดเอง…”

“พี่ออบน่ะ เป็นอย่างนี้ทุกทีเลย ไปไหนไม่ค่อยบอก ต้องให้สุวัจคอยตามอยู่เรื่อย..อย่างที่มาโคกสารินเนี่ยนะ นึกจะมาก็มา สุวัจไม่รู้เรื่องเลย ถึงได้ตามมาช้าไงคะ ไม่งั้นสุวัจมาตั้งแต่แรกแล้ว”

“เอ่อ....ผู้ใหญ่กับคุณพาสคะ” สุวัจนีมองทั้งสองคนสลับกันแล้วยิ้มๆ ผู้ใหญ่กับประพาสรู้สึกเสียวสันหลังวูบ

“คือว่า สุวัจอยากเที่ยวตลาด...แล้วทีนี้ก็ไม่รู้ว่าจะเดินไปทางไหนดี...คุณพาสก็เป็นคนคุมตลาด..ผู้ใหญ่ก็เป็นคนกว้างขวาง...ช่วยพาสุวัจไปเดินชมตลาดหน่อยสิคะ”...สุวัจขอสอง....

ทั้งสองอึกอัก แต่สุวัจนีไม่รอให้อึกอักนาน รีบลากแขนไปคนละข้าง แล้วพาเดินออกไปทันที

ทิ้งเจ้ากุ๊กนั่งมองด้วยความหมั่นไส้....เดี๋ยวเหอะพี่ผู้ใหญ่ พี่พาส เดี๋ยวก็เสร็จยายสุวัจนีนั่นหรอก...เอาไปเล่าให้เปรี้ยวฟังดีกว่า....


เช้าวันนี้ที่คฤหาสน์เสี่ยมาย....

ลูกตาลรู้สึกตัวตื่นขึ้น....ในห้องนอนของประเวศ

เอ....เรามาอยู่ที่นี่ได้ยังไง...ลูกตาลคิดหนัก เอียงคอซ้ายขวา

อ๋อ....เรากินยานอนหลับของเวศเข้าไป...แล้วก็หลับไม่รู้เรื่อง

ลูกตาลคิดออกแล้ว หันไปมองหัวเตียง เห็นมีรูปประเวศตั้งอยู่...อ้อ นี่คงเป็นห้องนอนของเวศ

แล้วลูกตาลก็ค่อยๆ ลุกจากเตียง เดินสำรวจไปรอบๆห้อง...อืม...ห้องนอนเวศนี่ศิลป์ดี

เดินมาหยุดที่โต๊ะเขียนแบบ เห็นประดาษแผ่นหนี่งวางอยู่พร้อมดินสอ

กระดาษแผ่นนั้นเป็นรูปผู้หญิงคนหนึ่ง....แต่ยังวาดไม่เสร็จ...

บนหัวกระดาษเขียนไว้ว่า....My Girl….

ลูกตาลกำลังจะหยิบรูปนั้นขึ้นมาดู ....ก็ได้ยินเสียงเคาะประตูซะก่อน

ลูกตาลจึงผละจากรูปไปเปิดประตู...เห็นปฎลยืนยิ้มอยู่

“ไง ลูกตาล หลับสบายไหม” ปฎลยิ้มทักทาย

“หลับสบายรวดเดียวถึงเช้าเลยล่ะดล...ว่าแต่ ทำไมลูกตาลถึงมานอนที่ห้องเวศได้ล่ะ”

“ก็เมื่อคืนนี้ลูกตาลเมายานอนหลับสลบไป เจ๊เป็ดก็เลยให้ลูกตาลนอนที่นี่ไปเลย....”

“อ๋อ เหรอ มิน่าล่ะ” ลูกตาลพยักหน้า “เมื่อคืนนี้ลูกตาลไม่รู้เรื่องอะไรเลย”

“ลูกตาลไม่รู้เรื่องอะไรเลยหรอ”

ลูกตาลเอียงคอร้อง “เอ๋....เมื่อคืนนี้มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นหรอ” ลูกตาลคิดถึงเรื่องเมื่อคืนแล้วก็หน้าหมอง จะมีเรื่องอะไรที่สำคัญเท่ากับเรื่องของเรากับ....อีกหรือ

ปฎลทำหน้าเศร้า

“เมื่อคืนนี้ พี่เวศเขาตกสระว่ายน้ำ หัวไปฟาดกับพื้นสระ ตอนนี้อยู่ที่โรงพยาบาล”

“หา...ว่าไงนะ..ดล....เวศเขาจะตกสระได้ไง” ลูกตาลตกใจ

“เห็นคนเขาว่า ลูกตาลเมายานอนหลับ พี่เวศเขาเลยไปช่วย แต่ตัวเองเสียหลักตกลงไปซะเอง”

อะไรนะ...นี่เวศ.....ช่วยเราจนตัวเองต้องเจ็บเชียวหรือเนี่ย...

“นี่เวศเขา...เป็นอย่างนี้เพราะลูกตาลหรอ” ลูกตาลหน้าเศร้า

“ไม่ใช่อย่างนั้นหรอกน่า ลูกตาลอย่าคิดมาก....พี่เวศเขาเป็นคนดี ชอบช่วยเหลือคนอื่นอยู่แล้วนี่ แล้วยิ่งกับลูกตาลด้วยแล้ว พี่เวศเค้าคงเป็นห่วงมากเป็นพิเศษด้วยแหละ”

ลูกตาลฟังแล้วอึ้ง....

“อ้าว หนูลูกตาล ตื่นแล้วหรอ” เสียงเสี่ยมายดังอยู่ที่ประตู ทั้งสองหันไปมอง

“คุณลุง ลูกตาลต้องขอบคุณมากนะคะที่ให้ลูกตาลนอนที่นี่ แล้วก็ต้องขอโทษด้วยเรื่องเวศ....”

“ไม่เป็นไร ขอโทษอะไรเล่า หนู ไม่มีอะไรร้ายแรงหรอก เมื่อกี้นี้ทางโรงพยาบาลเขาโทรมาบอกแล้วว่า เวศเขาออกจากห้องไอซียูได้แล้วนะ เมื่อตอนดึกชีพจรเขาเต้นเป็นปกติแล้ว ตอนนี้ย้ายไปอยู่ห้องพิเศษได้แล้ว”

ทั้งสองคนดีใจมาก ลูกตาลทำท่าจะรีบออกไป แต่เสี่ยมายเรียกไว้

“เดี๋ยวสิ หนูลูกตาล ไม่สบายหายแล้วหรอ”

“หายแล้วค่ะ คุณลุง ลูกตาลจะไปเยี่ยมเวศนะคะ”

“จะไปเยี่ยมเวศ เดี๋ยวก็ไปด้วยกันกับลุงกับดลก็แล้วกันนะ มาๆ เดี๋ยวลุงจะรับขวัญให้”

ลูกตาลเอียงคอมอง ”รับขวัญอะไรคะ”

“ก็รับขวัญที่หนูมาบาดเจ็บในบ้านลุงไง มาๆ เดี๋ยวลุงจะคืนกำไรให้...” ว่าแล้วเสี่ยมายก็ควักกล่องกำมะหยี่
สีทองขนาดกระทัดรัดมาเปิดให้ดู

โอ้ว....แม่เจ้า แหวนเพชร 5 กระรัต ใสแจ๋วเป็นประกายวิบวับ...นอนนิ่งอยู่ในกล่อง...

“แหวนเพชร 5 กระรัตเป็นของรับขวัญและคืนกำไรให้หนู เอาไว้ไปใส่เล่นๆนะจ๊ะ” ประกายเพชรแสบตาเหลือเกิน

“ลูกตาลคงรับไว้ไม่ได้หรอกค่ะ มันออกจะแพงไปสักหน่อย”

“แพงเพิงอะไรเล่าหนู ของนิดหน่อยเท่านั้น อีกหน่อยเราก็ต้องมาเป็นครอบครัวเดียวกันแล้ว ไม่ต้องคิดมากหรอกจ๊ะ”

ลูกตาลอึ้งไป “เอ่อ...คือ เรื่องนั้นนะค่ะ....”

“เรื่องเวศน่ะหรอ หนูก็เห็นแล้วนี่ ว่าเวศเขาเสี่ยงชีวิตช่วยหนูเชียวนะ ถ้าเขาไม่คิดอะไรกับหนูน่ะ เขาไม่ทำถึงขนาดนี้หรอก ไม่ต้องห่วง ถ้าเวศหายดีเมื่อไหร่ ลุงจะพูดกับเขาเอง”

“แต่ คุณลุง...” ลูกตาลอ้ำอึ้ง แต่เสี่ยมายไม่ได้สังเกต

“ลุงว่าตอนนี้ เราไปทานอาหารเช้ากันดีกว่า แม่ครัวบ้านลุงรอคืนกำไรหนูอยู่แล้ว เดี๋ยวล้างหน้าล้างตาแล้ว ตามลงไปนะ”

แล้วเสี่ยมายก็เดินออกไปโดยที่ไม่เปิดโอกาสให้ลูกตาลได้ปฏิเสธ

ลูกตาลหันไปมองปฎล แล้วมองกล่องแหวนเพชร

“น่า ลูกตาล รับไว้เถอะนะ ป๊าเค้ามีเยอะจะตาย ดลไม่เห็นจะชอบเลยเพชร ถือซะว่าเอาไว้ใส่เล่นแล้วกันนะ”

“แล้วเรื่อง...เวศ”

“เอาน่า ลูกตาล รอพี่เวศฟื้นมาซะก่อน เรื่องบางเรื่องก็ต้องมีแค่คน 2 คนตัดสินใจเท่านั้น คนอื่นมายุ่งด้วยไม่ได้หรอก....แต่พูดก็พูดเถอะนะ...ดลว่าพี่เวศเค้าเป็นห่วงลูกตาลมากเลยนะ”

ลูกตาลฟังแล้วอึ้ง....เวศแกจะมาดีกับชั้นทำไม...แกดีอย่างนี้....แล้วชั้นจะทำยังไงดี

เห็นลูกตาลอึ้งไป ปฎลก็นึกได้ หยิบของอย่างหนึ่งที่ถือมาด้วยส่งให้

มันคือดอกกล้วยไม้สีส้ม รูปทรงอ่อนช้อย สวยงาม มีการ์ดแนบมาด้วยใบหนึ่ง

ลูกตาลรับมาอย่างงงๆ “อะไรหรอดล”

ปฎลส่ายหน้า “ไม่รู้ เห็นมันมาอยู่หน้าบ้านตั้งแต่เช้ามืด ดลไปเจอเข้า เห็นเขียนว่าถึงลูกตาลก็เลยเอามาให้”

ลูกตาลเปิดการ์ดดู มีข้อความเขียนว่า

“ไม่สบาย ดูแลตัวเองดีๆนะ ขอให้หายเร็วๆ ยังเป็นห่วงอยู่เสมอ น้องสาวของพี่”

ลูกตาลอ่านแล้วรู้ทันทีว่าใคร...แล้วลูกตาลก็ร้องให้ออกมา...


โรงพยาบาลบ้านโคกสาริน...

เสี่ยมาย ปฎล และลูกตาลก็มาถึงหน้าห้องพิเศษที่ประเวศพักอยู่

เมื่อเข้าไปก็เห็นหมอใหญ่กับพัดชากำลังตรวจประเวศเสร็จพอดี

พัดชาหันไปเห็นลูกตาลก็หน้าหมองลง หลีกทางให้ลูกตาลเข้าไปเยี่ยมประเวศใกล้ๆ

หมอใหญ่รายงานอาการให้เสี่ยมายฟัง

“ตอนนี้ชีพจรคุณเวศเต้นเป็นปกติแล้วครับ ถอดเครื่องช่วยหายใจได้แล้ว บาดแผลที่ศีรษะก็เรียบร้อยดี เหลือเพียงรอให้คุณเวศรู้สึกตัว ซึ่งคงจะเป็น วันสองวันนี้”

“แล้วทำไมต้องรอรู้สึกตัวนานขนาดนั้นด้วยละครับ” เสี่ยมายถาม

“คือบาดแผลไปกระทบเส้นประสาทเล็กน้อยน่ะครับ การฟื้นตัวจึงช้าลงเล็กน้อย ขึ้นอยู่กับคนไข้ว่า มีกำลังใจและจิตใจมั่งคงแข็งแรงแค่ไหน ถ้ากำลังใจดีก็คงจะฟื้นตัวได้เร็วขึ้น” หมอใหญ่อธิบาย

“เรื่องกำลังใจไม่ต้องห่วงหรอกครับหมอใหญ่ โน่นไง กำลังใจสำคัญเค้ามาหาแล้ว ผมว่าเวศต้องรู้สึกตัวได้เร็วแน่ๆ”เสี่ยมายหัวเราะแล้วพยักเพยิดให้หมอใหญ่ดูลูกตาล

ลูกตาลกำลังยืนอยู่ชิดเตียง จับมือประเวศมากุมไว้มือหนึ่ง แล้วก้มลงไปกระซิบที่หู

“เวศ ชั้นมาแล้ว แกต้องไม่เป็นอะไรนะ ตอนนี้ชั้นรู้แล้วว่า แกดีกับชั้นมากที่สุด”

พัดชามองภาพนั้น แล้วหน้าหมอง ค่อยๆเดินเลี่ยงออกไปจากห้องเงียบๆ


พัดชาเดินออกจากโรงพยาบาลไปเรื่อยๆ

เดินๆไปน้ำตาก็จะไหลไป....พัดชาก้มหน้าซ่อนรอยน้ำตา

จนมาถึงสวนสาธารณะ...พัดชาทรุดตัวลงนั่งที่เก้าอี้..ก้มหน้าร้องให้เงียบๆ...

สักพักหนึ่งก็มีมือๆหนึ่งยื่นผ้าเช็ดหน้ามาให้ตรงหน้า..

พัดชาหันไปมอง....นั่น....คุณปลัดกฤตย์

ปลัดยิ้มนิดๆ “รับผ้าเช็ดหน้าไปสิครับ”

“ขอบคุณมากค่ะ” พัดชารับผ้าเช็ดหน้ามาซับน้ำตา แล้วหันไปยิ้มให้อ่อยๆ

“พัดนี่ แย่จริงๆ มาร้องให้ต่อหน้าคุณปลัดเหมือนเด็กๆเลย”

“เหมือนเด็กก็ดีสิครับ เหมือนเด็กไม่เห็นไม่ดีตรงไหน คนทุกคนต่างก็เคยเป็นเด็กกันมาทั้งนั้น” ปลัดว่ายิ้มๆ

“ก็จริงนะคะ” พัดชาฟังแล้วยิ้มออกมาเล็กน้อย

“นั่นแน่ะ คุณพัดยิ้มออกมาแล้ว คุณพัดยิ้มแล้วสวยนะ สวยกว่าตอนร้องให้นะครับ” ปลัดว่าหน้าตากรุ้มกริ่ม

“แต่คงไม่มีใครยิ้มอยู่ได้ตลอดหรอกนะคะ”

“ครับ ไม่มีใครยิ้มได้ตลอดแม้มีเรื่องทุกข์ใจหรอก ว่าแต่คุณพัดมีเรื่องอะไร บอกผมได้ไหมครับ”

“เอ่อ...”พัดชาอึกอัก

“ผมอาจช่วยแก้ปัญหาให้คุณพัดไม่ได้...แต่ผมก็รับฟังได้นะครับ หรือคุณพัดอยากจะระบายอะไร ก็พูดออกมาได้เลย ผมรับฟังได้หมดนะ ถือซะว่าผมเป็นเพื่อนคุณพัดอีกคนหนึ่ง ได้ไหมครับ”

พัดชาหันมามองหน้าปลัดแล้วยิ้ม “ได้สิคะ ขอบคุณมากค่ะ คุณปลัดที่หวังดีกับพัด แต่...”

พัดชาเงียบ ปลัดก็เงียบ....ต่างคนต่างเงียบกันอยู่ครู่หนึ่ง ปลัดก็พูดลอยๆ ขึ้นมา

“ผมว่า เรื่องราวของความรักน่ะ เราอย่าไปคาดหวังมากเลยครับ ปล่อยให้มันเป็นไปตามธรรมชาติดีกว่า เผื่อว่าผิดหวังขึ้นมาจะได้ไม่ต้องเจ็บปวดมากนัก” ปลัดพูดแล้วนึกถึงเรื่องตัวเอง

“พัดไม่เคยคาดหวัง พัดแค่มีความสุขที่ได้เห็นเค้า ได้พูดคุยกับเค้าบ้างแค่นั้นเอง เพราะพัดรู้ว่าความเป็นจริงแล้ว มันเป็นไปไม่ได้”

ปลัดนึกถึงประพาส วันนั้นที่โรงพยาบาล ประพาสกับพัดชาดูสนิทสนมกันมาก แล้วเกิดอะไรขึ้น หรือว่าผู้ใหญ่พิษจะกีดกันความรักของคนทั้งสอง

ปลัดกฤตย์มองพัดชาอย่างเข้าใจ (ไปเอง)

“คุณพัดอย่าเพิ่งหมดหวังสิครับ ในโลกของความรักน่ะ อะไรๆก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้น”

พัดชาส่ายหน้า “พัดรู้ว่าไม่มีหวังค่ะ เค้ามีคนที่คู่ควรกันแล้ว และเป็นคนที่ไม่ว่าใครก็คงไม่ปฏิเสธ”

พัดชานึกถึงลูกตาล ก็ลูกสาวเจ้าแม่เท้าแชร์ที่ทั้ง สวย รวย ชาติตระกูลดี คุณสมบัติเพียบพร้อมไปทุกอย่าง จะมีใครปฏิเสธได้ล่ะ

แต่ปลัดคิดไปถึงผู้ใหญ่พิษณุ อืม ผู้ใหญ่ทั้งหล่อ เท่ห์ มีการศึกษาดีอีกด้วย เป็นคนที่ไม่น่าจะมีใครปฏิเสธจริงๆด้วย

ปลัดคิดมาถึงตรงนี้แล้วก็อึ้งไป สงสารพัดชาเหลือเกิน ผู้ใหญ่นี่ก็ช่างกระไร มากีดกันความรักของทั้งสองคนทำไม เอ หรือว่าประพาสเองจะหลายใจ..

“เอางี้ดีกว่าครับคุณพัด อย่ามัวเศร้าอยู่เลย ผมจะร้องเพลงให้ฟังดีไหมครับ”

พัดชาหันมายิ้มให้ “จริงสิ คุณปลัดร้องเพลงเพราะ”

“แหม ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกครับ แค่พอได้ เสียดายไม่มีกีต้าร์มา ไม่งั้นจะเอาเล่นให้คุณพัดฟัง แต่ไม่เป็นไร ร้องเฉยๆก็ได้ ฟังนะครับ”

แล้วปลัดก็เริ่มร้อง “พรหมลิขิตบันดาลชักพา...ดลให้มาพบกันทันใด...ก่อนนี้อยู่กันแสนไกล...พรหมลิขิตดลจิตใจ...ชั้นจึงได้มาใกล้กับเธอ...”

พัดชาฟังแล้วหัวเราะ รู้สึกดีขึ้น...

ไกลออกไป....นั่นเจ้ากุ๊กนี่นา

เจ้ากุ๊กกำลังจะเดินไปบ้านเปรี้ยว..ผ่านสวนสาธารณะก็เห็น....นั่น

คุณปลัดกับพัดชา.....กำลังหัวร่อต่อกระซิกกันอยู่...ดูท่าทางจะสนิทสนมกันมาก

เจ้ากุ๊กหงอย....คุณปลัดนะคุณปลัด เตือนแล้วว่าให้เลือกสักอย่างหนึ่ง นี่เห็นพี่เวศไม่ได้สติ ดอดมาจีบคุณพยาบาลอีกหรือนี่....คนบ้า...คนหลายใจ

แล้วเมื่อคืนจะมาร้องเพลง เพียงแค่ใจเรารักกันให้เราฟังทำไม....เอ๊ะ นี่เราคิดอะไรเนี่ย..ฮึ...ก็เรามันเป็นแค่เจ้ากุ๊กนี่นา...เป็นได้แค่นี้แหละ...เจ้ากุ๊กหงอย


เจ้ากุ๊กเดินไปถึงบ้านเปรี้ยว ก็เห็นเปรี้ยวนั่งเหม่ออยู่ที่แคร่ใต้ต้นมะขาม (ต้นเดิม)

เจ้ากุ๊กจึงเดินตรงไปนั่งข้างๆเปรี้ยว แล้วถอนหายใจดังเฮือก....

เปรี้ยวหันมามองแล้วถอนหายใจอีกเฮือก...

ทั้งสองหันมามองหน้ากัน แล้วถอนหายใจพร้อมกันอีกครั้ง.....เฮ้อ....

เปรี้ยวหัวเราะแกนๆ เอนหัวลงซบเจ้ากุ๊ก

“แกเป็นอะไรไป ลิส”

“เปล่านี่ แล้วแกล่ะ เป็นอะไร” เจ้ากุ๊กตอบเสียงเบาๆ

“อืม ชั้นก็...ไม่เป็นไร”

แล้วทั้งสองคนก็ซบกันเงียบๆ... อยู่ในความเงียบ..

จนกระทั่ง ผู้ชายคนหนึ่งเดินมา...ผู้ชายคนนั้น คือ ผู้ใหญ่พิษณุนั่นเอง...

พี่ผู้ใหญ่ของสองสาวเดินมาอยู่ตรงหน้า ยิ้มให้แล้วว่า

“สองคนมานั่งทำอะไรกันตรงนี้....”

เท่านั้นเอง ทั้งสองคนรีบลุกไปกอดแขนพี่ผู้ใหญ่คนละข้าง แล้วร้องให้โฮ...

“ฮือๆ..พี่ผู้ใหญ่จ๋า...ช่วยเปรี้ยว / ลิส ด้วยนะ...ฮือๆ”

ผู้ใหญ่ตกใจ กอดทั้งสองคนไว้ทั้งสองอ้อมแขน

“โอ๋ๆ เป็นอะไรไป น้องของพี่....ใครทำอะไรให้ บอกพี่หน่อย..เดี๋ยวพี่ผู้ใหญ่จะไปตั้นท์หน้ามันเอง”

ทั้งสองคน พากันส่ายหน้าร้องเสียงหลง “ไม่นะ พี่ผู้ใหญ่ อย่าไปต่อยเค้า....”

ผู้ใหญ่หัวเราะ “อ้าว...ทำไมไม่ให้พี่ไปต่อยมันล่ะ...มันมาทำเราสองคนร้องให้นะ”

ทั้งสองส่ายหน้าอีกรอบ แต่ไม่ยอมพูด

“หรือว่า คนที่ทำเราร้องให้.....แต่ก็เป็นคนที่เรารัก...”


ผู้ใหญ่ยิ้มนิดๆ “รสชาติของความรักน่ะ มันไม่ได้หวานเสมอไปนะ....มันมีทั้งฝาด...บางครั้งมันก็ขม...บางครั้งมันก็ร้อน...บางครั้งมันก็เย็น...มันมีทั้งรสชาติที่หอมหวานที่สุดและรสชาติที่....ร้ายกาจที่สุด...แต่พี่ก็ไม่เห็นว่าจะมีใครเข็ดกับมัน”

ผู้ใหญ่พาน้องทั้งสองมานั่งที่แคร่ ลูบหลังแล้วว่า

“ถ้าอยากจะลิ้มรสชาติของความรักก็ต้องทำใจ ไม่มีใครตายเพราะความรัก มีแต่ตายเพราะใจตัวเอง แล้วก็มาโทษความรักเท่านั้น”

เปรี้ยวเงยหน้าที่นองไปด้วยน้ำตา ถามผู้ใหญ่เสียงเครือ

“แต่พี่ผู้ใหญ่จ๋า เปรี้ยวไม่ได้ตั้งใจอยากจะลิ้มรสชาติของมันนะ และถ้ารู้ว่ามันจะขมปี๋อย่างนี้ เปรี้ยวจะไม่เข้าไปแตะมันเลย”

“เปรี้ยว คนที่มีความรัก เกิดขึ้นมาก็โดยที่ไม่รู้ตัวทั้งนั้นแหละ แล้วก็อย่าลืมนะ ก่อนที่เปรี้ยวจะรับรสขมปี๋น่ะ เปรี้ยวก็ได้รับรสหวานมาก่อนนะ”

เจ้ากุ๊กเงยหน้าที่มีน้ำตาคลอ สะอื้นน้อยๆ แล้วว่า

“แต่พี่ผู้ใหญ่จ๋า แต่ลิสพยายามแล้วนะ พยายามที่จะเลี่ยงมันแล้ว แต่มันก็อดรู้สึกจนได้”

ผู้ใหญ่หัวเราะ “ลิสเอ้ย ความรักนะ มันเลี่ยงกันได้เมื่อไหร่ ถ้ามันจะเจอ จะหลบไปไหนมันก็เจอ เพราะฉะนั้น อย่าหลบเลี่ยงให้เสียเวลาเลย”

ทั้งสองคนนิ่งเงียบอยู่กับอ้อมแขนคนละข้างของพี่ผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่พิษณุเหลือบมองทั้งสองคน

“ความรักสำคัญที่ความเข้าใจ ที่เป็นทุกข์กันส่วนมาก ก็เพราะความไม่เข้าใจกัน เรากลับไปคิดนะ ว่าเราทำความเข้าใจกันดีพอหรือเปล่า เข้าใจตรงกันหรือเปล่า ไม่ใช่ต่างคนต่างคิดกันไปเอง” หันไปมองเจ้ากุ๊ก

“และความรักก็สำคัญที่ความเชื่อใจกันด้วย ถ้าเชื่อใจกันสักอย่างเดียว อุปสรรคไหนที่ว่าหินๆ พี่ว่าก็ผ่านได้ทั้งนั้นแหละ” หันไปมองเปรี้ยว

เจ้าเปรี้ยวและเจ้ากุ๊กเงียบไป ผู้ใหญ่ก็พลอยเงียบไปด้วย...ไม่มีใครรู้ว่าทั้ง 3 คนคิดอะไร


หลังตลาดบ้านโคกสาริน...

ประพาสกำลังคุมคนงานเก็บอุปกรณ์เพราะเป็นเวลาเย็นเลิกงานแล้ว คนงานค่อยๆทยอยกลับกันไปจนหมด

ประพาสเข้าไปตรวจวัสดุในโรงไม้ มีทั้งไม้อัด ไม้แผ่นกองสุมอยู่ รอจะประกอบเป็นห้องแถวในวันพรุ่งนี้

ประพาสกำลังตรวจวัสดุเพลินๆ ก็มีมือหนึ่งมาสะกิดที่หลัง

ประพาสสะดุ้งสุดตัว มือไปปัดโดนกองไม้อัด....หล่นครืนนนนนน..

คนนั้นรีบดึงประพาสหลบ แล้วล้มกันอยู่ที่ข้างๆกองไม้นั่นเอง...

หลังเหตุการณ์สงบประพาสเงยหน้าขึ้นมอง....แล้วก็เห็นว่าคนที่นอนอยู่ข้างๆ

คือ....คุณปลัดกฤตย์นั่นเอง...

“คุณปลัด” ประพาสเรียก แต่ปลัดไม่ตอบ

ประพาสค่อยๆๆ เอื้อมมือไปสะกิด...พลัน.. ปลัดเงยหน้าขึ้นมาร้อง

“โอ้ย....”

“อ้าว คุณปลัดเป็นอะไรไป” ประพาสรีบเข้ามาใกล้ ปลัดทำหน้าเหยเกแล้วบอกว่า

“กองไม้อัด ทับขาผม”

ประพาสหันไปมองก็เห็นไม้อัดกองเล็กๆ กองหนึ่ง ทับขาปลัดอยู่ จึงรีบไปเอาออกทันที เสร็จแล้วเข้ามาหาปลัด

“คุณปลัดเป็นไงบ้าง ลุกไหวไหม”

ปลัดส่ายหน้า “ไม่ไหวครับ เจ็บขาทั้งสองข้างเลย”

“งั้นคุณปลัดอยู่ที่นี่ แล้วเดี๋ยวพาสไปตามคนมาช่วยนะ” ประพาสขยับจะออกไป แต่ปลัดห้ามไว้

“ไม่ต้องหรอกพาส ผมไม่ได้เป็นอะไรมาก แค่ชาๆๆนิดหน่อย พักสักแปบก็หายแล้ว แต่นั่น...ที่มือพาสมีเลือดออกนะ”

ประพาสมองมือตัวเองก็เห็นมีเลือดออกอยู่ จึงใช้อีกมือหนึ่งห้ามเลือดไว้

“สงสัยเป็นตอนที่มือปัดไม้อัดน่ะ แผลนิดเดียวเอง เดี๋ยวก็หายไม่เป็นไร ห้ามเลือดไว้แล้ว”

ปลัดมองอย่างอึ้ง ทึ่ง เสียว.....

“พาสนี่ใจแข็งจริงๆเลยนะ มิน่า...” ปลัดยิ้มกวน

“มิน่าอะไรปลัด” ประพาสเลิกคิ้วถามกวนๆเช่นเดียวกัน

“เปล่านี่....”

“ถ้าไม่เป็นเพราะปลัดมาสะกิดพาส พาสก็คงไม่ปัดมือไปโดนไม้อัด แล้วไม้อัดมันคงไม่ร่วง แล้วมันไม่มาทับขาปลัด แล้วพาสก็โดนไม้อัดเลือดไหลด้วย สรุป เป็นเพราะปลัดคนเดียว”

ประพาสว่า ทำเอาปลัดหัวเราะ

“อ้าว ไหงมาลงที่ผมล่ะ”

“อ้าว ก็มีกันอยู่ 2 คน ไม่ให้โทษปลัด จะให้พาสโทษตัวเองหรือไงล่ะ” ประพาสยิ้มกวน ๆ ทำเอาปลัดหัวเราะอีกรอบ

“พาสนี่มีอารมณ์ขันเหมือนกันนะ”

“พาสมีมานานแล้ว อารมณ์ขันน่ะ ปลัดเพิ่งรู้หรอ”


“อือ ก็เพิ่งรู้สิ ถ้ารู้นานแล้วก็พูดนานแล้วสิ” ปลัดยิ้มกวน “อย่างนี้นี่เล่า......มิน่า”

ประพาสหันมาจ้องเขม็ง “มิน่าอะไร ปลัด พูดดีๆนะ”

“ก็มิน่า....” ปลัดหยุดนิดหนึ่งแล้วพูด “มิน่าถึงมีคนมาชอบเยอะ”

“หมายความว่าไง ปลัด”

“ก็ตรงตัวแหละ เห็นมีแต่คนมาชอบทั้งนั้น”

“อ๋อ ที่พูดนี่ อิจฉาใช่ไหม”

“อือๆ ก็อิจฉาน่ะสิ ถึงได้พูด” ปลัดยอมรับซะอย่างงั้น ประพาสหันมามองหน้า ต่างคนทำหน้ากวนใส่กัน แล้วก็หัวเราะออกมา

“ถ้าพาสรักใครสักคนน่ะ อย่าทำให้เขาเสียใจนะ สงสารเขา” ปลัดว่ายิ้มๆ พลางนึกถึงพัดชาเมื่อกลางวัน

“แล้วปลัดเกี่ยวไรด้วยอ่ะ” ประพาสกวนใส่

“อ้าว” ปลัดหยุดยิ้ม “ก็เป็นห่วงเขามั่งสิ เขาอุตส่าห์มารักเราแล้ว อย่างน้อยก็ต้องดีกับเขาหน่อยจริงไหม”

“อือ จริง” ประพาสยอมรับ “ว่าแต่ ปลัดหมายถึงใครอ่ะ”

“เหอะน่า ก็หมายถึงคนที่พาสรักนั่นแหละ ดูแลหัวใจเค้าดีๆหน่อย อย่าไปหวั่นไหวกับคนอื่นที่ดูดีกว่าล่ะ เค้าอาจจะดูดีกว่าจริง แต่อาจรักพาสไม่มากเท่าคนที่ด้อยกว่าหรอกนะ” ปลัดทำขรึม

“อ๋อ อืมๆ” ประพาสทำขรึมตาม แล้วหันไปถามว่า “นี่พูดเล่นพูดจริงเนี่ย”

“อ้าว” ปลัดทำหน้าระอา “ก็พูดจริงสิ เอ้อ” แล้วก็หัวเราะ ประพาสหัวเราะตาม พลางนึกในใจ ปลัดนี่หมายถึงใครวะ ไม่เห็นรู้เรื่องเลย แต่ขำๆดีว่ะ ปลัดนี่

ระหว่างที่ทั้งสองคนหัวเราะกันอยู่นั้น ก็เสียงหัวเราะเสียงหนึ่งแทรกขึ้นมา

“ฮิๆๆ แหม หัวเราะอะไรกันคะ ขำอะไรกัน หัวเราะด้วยคนได้ไหม ฮิๆๆ”

ยายสุวัจนีมายืนอยู่ตั้งแต่เมื่อไหร่ ทั้งสองสะดุ้งพร้อมกัน

เสียงสุวัจนีแสดงความแปลกใจล้นเหลือ

“อุ้ย นั่นคุณพาสกับคุณปลัดนี่ มานอนเล่นอะไรกันที่นี่คะเนี่ย” ทั้งสองก้มมองตัวเองก็เห็นว่ากำลังนอนเอนๆ อยู่ข้างๆกัน ท่ามกลางกองไม้อัดที่เกลื่อนกระจาย

ปลัดกับประพาสมองหน้ากันอีกครั้ง แล้วก็หันไปมองสุวัจนี อารมณ์เหมือนนักโทษกำลังรอตัดสินโทษประหาร

“นอนเล่นกันเนี่ย” สุวัจนีย้ำอีกรอบ “ท่าทางน่าสนุกนะคะ” แล้วก็ยิ้มมุมปาก...


ที่คฤหาสน์เสี่ยมาย...

โอริโอ๋เดินเข้ามาตามทางเดินในสนามหญ้าหน้าบ้าน เจอกับเสี่ยมายที่กำลังจิบน้ำชาอยู่ที่เฉลียงบ้านด้านทิศตะวันออก

“ไฮ สวัสดีค๊า” โอริโอ๋ทักทาย

เสี่ยมายมองแล้วยิ้มให้ “อ้าว หนู มาๆ มากินขนมกันไหม ลุงจะคืนกำไรให้”

โอริโอ๋ได้รับการคืนกำไรขนมจากเสี่ยมายอยู่หลายครั้ง จนเดี๋ยวนี้ดูรูปร่างแล้ว...อืม

“วันนี้คงไม่ละคะ พอดีนัดกับดลไว้ จะไปเยี่ยมพี่เวศ”

“อ๋อ พอดีวันนี้ลุงไปงานเลี้ยงที่ในเมือง คงไปเยี่ยมวันนี้ไม่ได้ เห็นเวศสบายดีแล้วลุงก็ค่อยโล่งใจ นี่สั่งให้ดลจ้างพยาบาลไว้คอยดูแล 24 ชั่วโมงแล้วล่ะ ฝากหนูดูเวศให้ด้วยนะ”

“โอเค๊ ได้เลยค่ะ แล้วนี่ดลอยู่ไหนล่ะคะ”

“คงอยู่ในห้องเวศน่ะ เห็นว่าจะเข้าไปเอาของใช้ส่วนตัวของเวศ หนูขึ้นไปสิ”

แล้วโอริโอ๋ก็ขึ้นไปหาปฎลที่ห้องประเวศ

“ดลจ๋า....”โอริโอ๋เรียก

ปฎลหันมายิ้มให้ “อ้าว โอ๋มาพอดีเลย เดี๋ยวเอาของใช้พี่ประเวศแปบนึงนะ เดี๋ยวเราไปกันเลย

“ได้ ดลมีอะไรให้โอ๋ช่วยไหม”

“งั้น โอ๋ก็.....ช่วยเป็นกำลังใจให้ดลก็แล้วกัน...ทำได้ไหม….”

“ทำได้สิ....” ...เออ....หวานกันเข้าไป

โอริโอ๋เดินดูอะไรเล่นไปเรื่อยๆ จนมาหยุดที่โต๊ะเขียนแบบ

กระดาษแผ่นหนึ่งว่างอยู่บนโต๊ะ

โอริโอ๋หยิบขึ้นมา อ่านที่หัวกระดาษ เขียนว่า...My Girl...

ยังไม่ทันจะดู ก็ได้ยินเสียงปฎลร้องขึ้น

“เอ๊ะ ลิ้นชักตู้นี้นี่เก็บบัตรประชาชนพี่เวศไว้หรือเปล่าเนี่ย ดลจะเอาไปถ่ายเอกสาร..”

“ในกระเป๋าสตางค์พี่เวศไม่มีหรอ”

“ดลดูแล้ว ไม่มีนี่ สงสัยอยู่ลิ้นชักนี้แหละ แต่ใส่กุญแจด้วยอ่ะ โอ๋มาช่วยดลหากุญแจหน่อยได้ไหม”

“ได้ๆจ๊ะ” แล้วโอริโอ๋ก็วางกระดาษแผ่นนั้นไว้บนโต๊ะตามเดิม รีบเข้าไปช่วยปฎลหากุญแจ

“นี่ไง เจอแล้ว....”ปฎลหยิบกุญแจขึ้นมาอวดโอริโอ๋ “ แหม พี่เวศเก็บไว้ใต้หมอนซะด้วย...”

“แค่บัตรประชาชน พี่เวศถึงกับเก็บกุญแจไว้ใต้หมอนเลยหรอ” โอริโอ๋งง

“นั่นสิ....”ปฎลก็งง ไขกุญแจลิ้นชัก แล้วเปิดดู....

ในนั้นไม่มีบัตรประชาชน...ไม่มีอะไรเลย..

แต่มี.....ถุงคุ๊กกี้แม่เนิก.....เป็นถุงเปล่าๆ 2 ถุงที่ผูกริบบิ้นเก็บไว้อย่างดี....

นอนนิ่งอยู่ในลิ้นชักนั้นเอง....





 

Create Date : 27 ธันวาคม 2548    
Last Update : 5 มีนาคม 2549 12:33:33 น.
Counter : 105 Pageviews.  

มนต์รักโคกสาริน...ตอนที่ ๑๘

โรงพยาบาลบ้านโคกสาริน.........

พัดชาถูกตามตัวจากหน้าเคาน์เตอร์มาที่ห้องคนป่วย...ประเวศ

มาถึงก็เห็นหมอใหญ่ ปฎลและโอริโอ๋ยืนอยู่

หมอใหญ่เห็นเข้าก็ทัก “อ้าว คุณพัด มาพอดีเลย”

“หมอใหญ่เรียกพัดมา มีอะไรหรอคะ”

“คือว่าคุณดลเขามาติดต่อจ้างพยาบาลพิเศษเฝ้าคุณเวศน่ะ หมอก็เลยแนะนำคุณพัด”

พัดชาอึ้ง “แต่...พัดเอ่อ”

ปฎลจึงรีบพูดขึ้นทันที “ช่วยหน่อยนะครับ พัด ที่บ้านดลก็มีแต่ผู้ชาย พัดน่ะเป็นพยาบาลที่ดีที่สุดในโรงพยาบาลนี้แล้ว เราไว้ใจพัด”

“เอ่อ.....”พัดชาหน้าหมอง

“พัดลำบากใจอะไรหรือเปล่าครับ หรือว่ามีธุระอะไรหรือเปล่า ดลขอแค่ตอนที่พี่เวศยังไม่รู้สึกตัวเท่านั้น แค่วันสองวันได้ไหมครับ”

“ก็....ได้ค่ะคุณดล” พัดชาแพ้ใจตัวเอง...แม้จะเจ็บปวดแต่ก็อยากอยู่ข้างๆเขา....

“งั้นก็เริ่มตั้งแต่คืนนี้แล้วกันนะคุณพัด” หมอใหญ่สรุปแล้วหันไปทางปฎล “หมอต้องขอตัวก่อนนะครับ”

แล้วหมอใหญ่ก็เดินไป พัดชาเดินเข้าไปดูความเรียบร้อยที่เตียงคนไข้..อดที่จะแอบมองประเวศด้วยความเป็นห่วงไม่ได้

แล้วก็นึกได้ว่า เราเป็นคนอื่น...จึงเดินเลี่ยงไปเปิดม่านหน้าต่าง มองเหม่อออกไปข้างนอก

ฝ่ายปฎลกับโอริโอ๋ก็คุยกันเบาๆ ด้วยความสงสัยไม่หาย

“ดล ๆ โอ๋ยังสงสัยอยู่เลยอ่ะ”

“สงสัยอะไรหรอ”

“ก็เรื่องถุงคุ๊กกี้นั่นไง พี่เวศเค้าเก็บไว้ทำไมอ่ะ”

“อืม...ถุงคุ๊กกี้แม่เนิก..2 ถุงเปล่าๆ พี่เวศจะเก็บไว้ทำไมนะ แถมใส่ลิ้นชักปิดกุญแจอย่างดีด้วย”

“ดล พูดเบาๆหน่อย รบกวนพี่เวศกับคุณพยาบาลเขา” โอริโอ๋กระซิบ

ปฎลหันไปเห็นพัดชากำลังมองเหม่ออยู่ที่หน้าต่างจึงกระซิบบอก

“จริงด้วย แต่ดลสงสัยว่าพี่เวศเค้าไปได้ถุงคุ๊กกี้แม่เนิกมาจากไหน ไม่เห็นเค้าเคยกินที่บ้านเลยนะ. .เอ หรือว่าพี่เวศเขากะจะส่งซองเปล่าไปชิงโชค” อุ้ย...คิดไปได้

“บ้าน่าดล พี่เวศเนี่ยนะจะเก็บถุงคุ๊กกี้ไปชิงโชค” โอริโอ๋เผลอตัวพูดเสียงดัง

พัดชาหันมาทันที ทั้งสองเห็นเข้าจึงยิ้มอ่อยๆ

“พวกเรารบกวนคุณพัดหรือเปล่าค๊า” โอริโอ๋ว่า

พัดชายิ้ม “ไม่รบกวนหรอกค่ะ ไม่มีเสียงดังอะไรเลย แต่พัดจะบอกคุณดลกับคุณโอ๋ว่า หมดเวลาเยี่ยมแล้วค่ะ”

“อ้าว หมดเวลาเยี่ยมแล้วหรอครับ” ปฎลว่าพลางลุกขึ้น “งั้นดลกับโอ๋ต้องกลับก่อนนะครับ พัด ฝากพัดดูแลพี่เวศด้วยนะครับ”

“ได้ค่ะ....” พัดชาตอบ...พัดคงทำได้แค่นี้

“งั้นเราไปกันเถอะโอ๋ ไปตามทางนี้นะ” ปฎลว่าแล้วจูงมือโอริโอ๋ไปตามทาง

“ทางนี้...ทางไหนหรอ” โอริโอ๋สงสัย ก็เห็นมีอยู่ทางเดียว

“ก็...ทางเดินแห่งรักไง” มิวว่าแล้วยิ้ม



เมื่อทุกคนกลับกันไปหมดแล้ว...ห้องพักประเวศตกอยู่ในความเงียบอีกครั้ง...

พัดชาค่อยๆ เดินมานั่งข้างๆเตียง เอมมือไปจับมือประเวศไว้แนบแก้ม

“คุณเวศคะ แม้ว่าพัดจะเป็นห่วงคุณเวศแค่ไหน...แต่พัดคงทำได้แค่นี้”

พัดชาหันไปมองท้องฟ้าที่เริ่มมีดาวขึ้นระยิบระยับ...แล้วโน้มตัวมากระซิบที่หูประเวศ

“...ก่อนดวงดาวจะเต็มฟ้า...ก่อนชีวิตจะรู้คุณค่า...ก่อนสิ้นศรัทธาจากหัวใจ...ก่อนที่คนอย่างชั้นจะหมดไฟ......”


ประเวศกำลังอยู่ในวังวนของเมฆหมอกสีขาว....

หลังจากที่ลูกตาลหายไปแล้ว...เขาก็ไม่เจอใครอีก...

เดินมาเรื่อยๆ ก็ไม่สิ้นสุดสักที...ที่นี่มันที่ไหนกัน

หรือว่าเราจะตายเหมือนลูกตาล..จะตายได้ยังไง....
ก็เรายังไม่ได้บอกเขา...มายเกิร์ลของเรา..ถึงความรู้สึกที่มีต่อเขาเลย

ประเวศหยุดเดิน....ก้มหน้าเมื่อนึกได้ว่า...คงไม่มีโอกาสบอกเขาอีกแล้ว

พลันก็ได้ยินเสียง...เบาๆ เหมือนกระซิบอยู่ที่ข้างหู

...ในใจไม่เคยมีผู้ใด...จนความรักเธอเข้ามา...ทำให้ดวงตาชั้นเห็นความสดใส

ข้างกายไม่เคยมีผู้ใด...จนความรักเธอเมตตา...เป็นพลังให้ชั้นสู้ต่อไป...บนโลกที่โหดร้าย....ใบนี้

นั่นมัน..เสียงของเธอ....มายเกิร์ลของเขานี่นา

ประเวศยิ้ม หลับตาแล้วเอ่ยออกมาเบาๆ “พัด...”

พัดชาร้องจบเพลง...ก็ฟุบหน้าลงไป น้ำตาไหล....พัดทำได้แค่นี้ค่ะคุณเวศ

ขณะเดียวกัน ประเวศก็ค่อยๆ เปล่งเสียงออกมาเบาๆ

“พัด...” แล้วค่อยๆ ลืมตาขึ้นมา...

ประเวศลืมตาขึ้นมาช้าๆ..ปรับสายตาอยู่ครู่หนึ่งก็เห็นเพดานสีขาว ที่นี่มันที่ไหนเนี่ย

อ้อ เรากำลังนอนอยู่บนเตียง แต่ไม่ใช่ที่ห้องนอนของเรา...ประเวศค่อยๆคิด

พลันก็รู้สึกว่ามือหนึ่งของตัวเองถูกเกาะกุมโดยใครคนหนึ่ง...มือข้างนั้นของเขาสัมผัสกับบางสิ่งนุ่มๆ และสัมผัสถึงหยาดน้ำ..

ประเวศค่อยๆ หันไปข้าง จึงเห็นว่ามีใครคนหนึ่ง กำลังฟุบอยู่ข้างๆตัวเขา มือหนึ่งกุมมือเขาไว้แนบแก้ม

ใครกันนะ...ประเวศขยับมือเล็กน้อย...คนๆนั้นสะดุ้ง แล้วเงยหน้าขึ้นมาทันที....ใบหน้าเต็มไปด้วยน้ำตา

ประเวศยิ้ม “พัด...”

นี่เขาท่าจะฝันไป คงจะคิดถึงมากไปหน่อย ถึงได้เห็นเป็นหน้าพัดไปได้....จะเป็นไปได้อย่างไร..พัดจะมาอยู่ตรงนี้ได้อย่างไร ประเวศคิดพลางหลับตาลงอีกรอบ

พัดชาเงยหน้าขึ้นมาทันทีเมื่อสัมผัสได้ถึงการเคลื่อนไหวของคนที่นอนอยู่บนเตียง

เมื่อเงยหน้าขึ้นไป จึงเห็นประเวศกำลังมองมา...แล้วยิ้มให้

พัดชาอึ้ง...นี่คุณเวศฟื้นแล้วหรือเนี่ย

ประเวศหลับตาลงแล้ว ลืมขึ้นมาใหม่ ก็ยังเห็นหน้าพัดชาอยู่เช่นเดิม แถมคราวนี้ พัดชากำลังยิ้มให้เขาด้วย

พัดชายิ้มทั้งน้ำตา เผลอจับมือประเวศไม่ปล่อย

“คุณเวศฟื้นแล้ว...”

เขาไม่ได้ฝันไปจริงๆ ด้วย..พัดอยู่ตรงหน้าเขาจริงๆ แถมตอนนี้เอ่อ...

ประเวศมองไปที่มือตัวเองที่พัดชากำลังเกาะกุมอยู่...ปลื้มอยู่ในใจ...รู้สึกดีจัง

“พัดครับ ผมมาอยู่ที่นี่ไง...”

พัดชาหน้าหมองลงไป “คุณเวศไปช่วยคุณลูกตาลไม่ให้ตกน้ำ คุณเวศเลยเสียหลักตกลงไปหัวฟาดกับพื้นสระ แล้วหมดสติไป1 วันกับ 1 คืน”

“ผมหมดสติไปนานขนาดนั้นเลยหรอครับ...แล้ว เอ่อ ก็แสดงว่าลูกตาลไม่เป็นอะไรใช่ไหมครับ”

พัดชาหน้าเศร้า...นี่คงจะเป็นห่วงมาก ถึงขนาดเพ้อออกมา ตื่นมาก็ยังเรียกหาอีก....

“คุณลูกตาลปลอดภัยดีค่ะ วันนี้เธอยังมาเยี่ยมคุณเวศด้วย” พัดชาพูดเบาๆ กลั้นน้ำตาไว้

“จริงหรอครับ โล่งอกไปที ที่ลูกตาลปลอดภัย” ที่เราเห็นลูกตาลนั่นคงเป็นเพราะเราห่วงไปเอง เฮ้อ ลูกตาลยังไม่ตายสักหน่อย

พัดชาหน้าหมอง...เขาเป็นห่วงกันมาก...เรามันเป็นคนอื่น

“เอ่อ พัดจะไปบอกหมอใหญ่นะคะ”

พัดชาจะลุกไป แต่ประเวศจับมือไว้แน่น พัดชาจึงเพิ่งรู้สึกตัวว่ากำลังจับมือประเวศอยู่ แต่ตอนนี้กลายเป็นประเวศกำลังจับมือตัวเองแทน...จับซะแน่นเชียว

พัดชามองมือนั้น แล้วเงยขึ้นมามองหน้าประเวศ หน้าแดง

“เดี๋ยวครับ พัด “ ประเวศไม่ปล่อยมือ แต่ดึงพัดชาให้เข้ามาใกล้ๆ....ใกล้ชิด

พัดชาเผลอตัวเอนไปตามแรงดึงของประเวศ....ให้มาอยู่ใกล้ๆกัน

ประเวศยกมืออีกมือหนึ่งขึ้นมาเช็ดน้ำตาให้พัดชา ฝ่ามือสัมผัสกับแก้มนุ่ม พัดชาสะดุ้งน้อยๆ

“ร้องให้ทำไมครับ พัด”

พัดชาอึกอัก ใจเต้นโครมคราม

“ร้องให้ให้ผมหรือเปล่า...”ประเวศมองแล้วยิ้ม “หรือเสียใจที่ผมฟื้น...” แล้วประเวศก็เอามือที่เช็ดน้ำตาออกจากใบหน้าของพัดชา

“ไม่ใช่นะคะ พัดกลัวคุณเวศจะไม่ฟื้น” พัดชารีบพูดทันที

ประเวศยิ้ม...ปลื้มๆอยู่ในใจ...หัวใจพองโต แค่รู้ว่าเธอห่วงใย...แค่นี้ก็สุขแล้ว

“ผมไม่เคยรู้สึกเลยว่า การมีชีวิตอยู่จะเป็นสิ่งที่วิเศษขนาดไหน จนมาถึงเวลานี้ ผมถึงรู้ว่า ถ้าผมไม่ฟื้น ผมจะต้องเสียใจไปตลอดชีวิต เพราะผม....

“จะไม่มีโอกาสได้รู้ว่าความสุขมันเป็นยังไง..”

พัดชาเงยหน้าขึ้นมา พูดเบาๆ “คุณเวศไม่รู้หรอกว่า ตอนที่คุณเวศหมดสติไปน่ะ มีคนเป็นห่วงมากแค่ไหน”

ประเวศยิ้ม “จริงหรอครับ...แล้วพัดล่ะ เป็นห่วงผมหรือเปล่า”

“ก็...”พัดชาอึกอัก ดูคุณเวศสิ ไม่เคยทำตาวาวเหมือนผู้ชายคนอื่นๆ ที่มาจีบพัดชา แต่แววตาที่เขามองตรงมานั้น มีแต่ความจริงใจที่สัมผัสได้

“พัดก็เป็นห่วงค่ะ”

ประเวศยิ้มปลื้ม จับมือพัดชาแน่นขึ้น “ เป็นห่วงมากหรือเปล่า”

“ก็คงไม่มากเท่าคนอื่นมั้งค่ะ...”พัดชาตอบแล้วนึกถึงลูกตาล

“ไม่มากเท่าคนอื่นหรอ...”ประเวศย้ำ “ผมไม่เชื่อหรอก...ไม่ห่วงเท่าคนอื่นแล้วพัดร้องให้ทำไมครับ”

“ก็พัด...เอ่อ” พัดชาทำตาโต “คุณเวศนี่ เดี๋ยวนี้ต่อปากต่อคำเก่งแล้วนะคะ”

ประเวศก็เลยดึงพัดชาเข้ามาใกล้อีก กระซิบที่หูว่า

“ก็เพราะความรัก..ถึงทำให้ผมเป็นอย่างนี้”

“คุณเวศ..” พัดชาอึ้ง...ไม่กล้าถามต่อ

“พัดไม่อยากรู้หรอ ว่าผมเป็นอย่างนี้เพราะใคร...” ประเวศยิ้มนิดๆ

“ไม่อยากรู้ค่ะ...” พัดชาตอบเสียงเบา ประเวศก็ยิ้ม ไม่ว่าอะไร ได้แต่ดึงพัดชามาซบตรงอก

“เห็นไหม หัวใจผมเต้นแรง พัดได้ยินไหม”

พัดชาพยายามจะขืนตัวไว้ แต่ประเวศไม่ยอมปล่อย ก็เลยต้องเอนตัวไปซบอกประเวศ

แน่ะ...ได้ยินเสียงหัวใจจริงๆด้วย...เต้นแรงเชียว

“พัดได้ยินไหม...” ประเวศกระซิบเสียงเบา

พัดชาตอบเบาๆเช่นกัน “ได้ยินค่ะ”

ประเวศยิ้ม “ก็เสียงหัวใจผมนี่แหละ เป็นคำตอบของทุกอย่าง..”

บรรยากาศเงียบ...ดูเหมือนเสียงหัวใจจะเต้นแรงมาให้ได้ยิน

แล้วพลันก็มีเสียงๆหนึ่งดังขึ้น..เป็นเสียงโทรศัพท์มือถือของพัดชา

ทั้งสองสะดุ้ง รีบออกห่างกันทันที พัดชาเลี่ยงไปรับโทรศัพท์

คนที่โทรมาในยามดึกนั้นคือ...ลูกตาลนั่นเอง..

พัดชาหน้าหมอง...ยื่นโทรศัพท์ให้ประเวศ

“คุณลูกตาลโทรมาค่ะ พัดบอกว่าคุณเวศฟื้นแล้ว คุณลูกตาลเลยขอคุยกับคุณเวศ”

พัดชาส่งโทรศัพท์ให้แล้วเลี่ยงไปมองท้องฟ้านอกหน้าต่าง พลางถอนใจ....

“ลูกตาลหรอ” ประเวศกรอกเสียงลงไปในโทรศัพท์

“เวศแกฟื้นแล้วจริงๆด้วย ชั้นดีใจที่สุดเลยรู้ไหม” เสียงลูกตาลตื่นเต้น

“อืม ชั้นเพิ่งฟื้นเมื่อกี้นี้เอง” ประเวศตอบแล้วตามมองไปที่พัดชา

“ขอบคุณแกมากนะ ที่ช่วยชั้นไว้ ตอนนี้ชั้นรู้แล้วว่ามีแต่แกเท่านั้นแหละที่ดีกับชั้นที่สุด คนอื่นน่ะ...” เสียงลูกตาลเงียบไป

“ดีเท่าแกไม่ได้เลย...ชั้นตัดสินใจได้แล้ว”

“หมายความไง....ตัดสินใจอะไร”

“เอาไว้พรุ่งนี้ชั้นไปเยี่ยมแก แล้วชั้นจะบอก แหม ตื่นเต้นจังเลย ชั้นก็เพิ่งรู้นะเนี่ยว่าชั้นก็ห่วงแกเหมือนกัน อยากคุยกับแกอีกได้เปล่า”

“เอ่อ...ชั้น”

“อ๋อ แกคงเหนื่อยสิ เพิ่งฟื้นไข้นี่นา งั้นชั้นไม่กวนแล้วนะ นี่ ๆ ก่อนจะไป ชั้นขอบอกแกนะ ว่าชั้นรักแก แล้วแกรักชั้นเปล่า”

“ชั้นเอ่อ...”ประเวศอึกอัก ต่อมคนดีเขาเริ่มทำงาน และหยุดไม่อยู่แล้ว จะให้เขาขัดใจได้ไง

“เอ่อ ชั้นก็รักแก..” ประเวศตอบเบาๆ

“แหม ชั้นก็ว่าแหละ งั้นก็คงไม่มีปัญหาอะไรนะ งั้น แค่นี้นะ นอนหลับฝันดีล่ะ” ลูกตาลทำเสียงร่าเริง

“จ๊ะ ฝันดี...” ประเวศตอบแล้วปิดโทรศัพท์ หันไปมองพัดชาก็เห็นว่ายืนหันหลังให้ จึงเรียกเบาๆ

“พัดครับ...” พัดชาหันมายิ้มให้ เดินไปรับโทรศัพท์มือถือมาจากประเวศ ประเวศรีบจับมือไว้

“เดี๋ยวครับ พัดจะไปไหน”

“พัดจะไปตามหมอใหญ่ค่ะ คุณเวศฟื้นนานแล้ว ต้องให้หมอตรวจก่อน”

แล้วพัดชาก็เดินออกจากห้องไป ระหว่างเดินเสียงๆหนึ่งก็ดังขึ้นในความคิดคำนึง มันเป็นเสียงของประเวศที่คุยโทรศัพท์กับลูกตาล

“เอ่อ...ชั้นก็รักแก” พัดชาคิดแล้วก้มหน้า...


ทางด้านลูกตาลที่วางโทรศัพท์จากประเวศแล้ว สีหน้าร่าเริงเมื่อครู่ก็เปลี่ยนเป็นหงอยลงทันที

หันไปมองดอกกล้วยไม้สีส้มที่วางไว้ข้างเตียง แล้วก็หน้าเศร้า

“ชั้นตัดสินใจแล้ว ไม่มีใครดีเท่าแกและรักชั้นเท่าแกอีกแล้ว...” หยิบการ์ดขึ้นมาดู

“เรื่องทุกอย่างมันควรจะจบลงซะที”




 

Create Date : 27 ธันวาคม 2548    
Last Update : 5 มีนาคม 2549 12:36:51 น.
Counter : 110 Pageviews.  

มนต์รักโคกสาริน...ตอนที่ ๑๙

เช้าวันใหม่...ที่ไหนจ๊ะ....ตลาดบ้านโคกสารินน่ะสิ....ถูกกกก

เจ้าเปรี้ยวเดินครุ่นคิดอะไรไม่รู้เรื่อยๆๆจนมาถึงร้านกาแฟอาโกชา

“อ้าว ถึงแล้วหรอ ไม่รู้ตัวเลยเรา” เจ้าเปรี้ยวคิดในใจ..แล้วก็เข้าไปนั่งในร้านอาโกชา

“โก เอาโอเลี้ยงแก้ว”

อาโกชาโผล่ออกมายิ้มเผล่ “ได้เลยจ้า น้องเปรี้ยวคนสวย ขอโอเลี้ยงแก้วใช่ไหม โกให้สองแก้วเลย”

แล้วอาโกก็รีบทำโอเลี้ยงทันที 2 แก้ว รีบยกมาเสิร์ฟที่โต๊ะ

“ได้แล้วจ้า น้องเปรี้ยว แหม วันนี้ดีจังเจ้าอั้นไม่มาด้วย มันไปไหนล่ะ พักนี้ไม่เห็นเลย”

เปรี้ยวยิ้มเมื่อนึกถึงลูกสมุน

“เจ้าอั้นน่ะหรอ พูดแล้วอยากจะขำ วันนั้นมันมาร้องคาราโอเกะบ้านเปรี้ยว ร้องเสียงยังกะควายออกลูก เปรี้ยวว่ามันหน่อยเดียว มันงอน...” ว่าหน่อยเดียวหรือนั่น....

“มันก็เลยหนีไปประกวดร้องเพลงอะไรไม่รู้ ที่ชื่อพันทิพเอเอฟอะไรไม่รู้ ไม่รู้จะถ่ายทอดโทรทัศน์หรือเปล่า ดูสิโก ดูมันช่างกล้าจริงๆ....”

“ประกวดร้องเพลงเหรอ ไม่เห็นเจ้าอั้นมันบอกใครเลย” อาโกว่า

“เฮอะ ก็ที่แรกมันไม่บอกน่ะสิ ทำเป็นปิดบัง ได้คะแนนที่โหล่เลยมั้ง เนี่ยตอนหลังมากระซิกๆ บอกให้ช่วยโหวตให้หน่อย เปรี้ยวเลยต้องไปซื้อบัตรเติมเงินมาช่วยโหวตเนี่ย ถ้าอาโกจะช่วยมันก็โหวต วี3 แล้วกันนะ”

“โอ้โห น้องเปรี้ยวลงทุนเหมือนกันนะเนี่ย”

“ก็ช่วยๆมันหน่อย ถ้ายังตกรอบอีกก็ไม่รู้ว่าไงแล้ว ถ้าตกรอบกลับมานะ จะขำให้“

เปรี้ยวว่าแล้วกินโอเลี้ยงอย่างเอร็ดอร่อย หันไปเห็นอาโกยังยืนอยู่

“อ้าว โก มายืนทำแมวน้ำอะไรอยู่ตรงนี้ล่ะ มีไรทำก็ไปทำสิ เอ้อ” แหม เท่านั้นแหละ อาโกชา ก็เดินกลับไปอย่างหงอยๆ

สักพักหนึ่งก็มีคนมานั่งโต๊ะข้างๆ เปรี้ยวหันไปก็เห็นว่าเป็นบุญออบ....ก็สะบัดหน้าหนี

“เปรี้ยว” บุญออบเรียกเบาๆ เปรี้ยวหันมาตอบเบาๆ

“อะไร...อย่ามาเรียกได้ไหม ไม่อยากเป็นข่าว”

“เป็นข่าวก็ดีสิ...จะได้ประกาศไปเลย” บุญออบพูดยิ้มๆ

“ประกาศอะไร”

“ก็ประกาศข่าววิวาห์ไง”

เปรี้ยวหันมาค้อน “บ้า ข่าววิวาห์กับคุณสุวัจนีหรอ....”

“ก็บอกแล้วไงว่าเขาไม่เกี่ยว..ข่าววิวาห์กับเปรี้ยวต่างหาก” เล่นกันซะตรงๆเลยพ่อ อบต.

เปรี้ยวเขินเลยแกล้งหันหน้าหนี บุญออบเหลียวมามองหน้าเปรี้ยว

“เปรี้ยว...จ๋า...งอนหรอ...”

เปรี้ยวหันมามองแล้วเมิน “ไม่ได้งอน...”

“ไม่ได้งอนก็หันมายิ้มให้หน่อย...” เปรี้ยวยังทำหน้าบึ้ง บุญออบจึงคว้าแก้วโอเลี้ยงของเปรี้ยวมากินทันที เปรี้ยวหันมาดุ

“นี่ๆ มากินของเปรี้ยวได้ไง...อีกแก้วก็มีทำไมไม่กิน”

บุญออบยิ้ม “ไม่อยากกินแก้วนั้น อยากกินแก้วนี้นี่...” ว่าแล้วกินอีกแทบหมดแก้ว

“จะมากินได้ไง แก้วนั้นเปรี้ยวกินไปแล้ว...” เปรี้ยวโวยวายเล็กน้อย

“กินไปแล้วสิดี...พี่จะได้กินโอเลี้ยงร่วมแก้วกับเปรี้ยว เหมือนตักบาตรร่วมขัน เก็บต้นไม้ร่วมต้น เกิดชาติหน้าจะได้มาคู่กันอีกไง”....มุขดึก....ดำบรรพ์มาก..เล่นได้ไง

“บ้า กินโอเลี้ยงร่วมแก้ว ไม่เคยได้ยิน” เปรี้ยวว่าแต่แอบยิ้ม บุญออบก็ยิ้ม นั่งมองหน้าเปรี้ยว เปรี้ยวเขินจึงเสหยิบสมุดบัญชีวัสดุก่อสร้างห้องแถวท้ายตลาดขึ้นมาดู

บุญออบชะโงกหน้าขึ้นมาดู พลางถาม

“เอาเงินที่ไหนมาซ่อมห้องแถวน่ะ”

“ก็เงินที่เก็บจากค่าแผงแม่ค้าไง”

“งวดนี้เก็บมาหรือยัง” บุญออบถาม

“เก็บมาแล้ว ถามทำไม....” เปรี้ยวงง

“งั้นเปรี้ยวก็เปิดบัญชีแล้วสิ....”

“อือ เปิดแล้ว....ก็เปิดตั้งนานแล้วนี่ ทำไมอ่ะ...” เปรี้ยวงงหนักขึ้น

“อือๆ ดีแล้วล่ะ...เปิดบัญชีแล้วก็ดี...พี่จะได้เอาหัวใจไปฝาก” ฮิ้ววววววว

“ฮิ้ววววว ใครมาฮิ้วอะไรแถวนี้คะ ฮิๆ ให้สุวัจนีร่วมวงด้วยคนได้ไหมเอ่ย พี่ออบ”

เสียงสุวัจนีลอยมาก่อนจะเห็นตัวเสียอีก....เอาแล้ว...

แล้วสุวัจนีก็เดินเข้ามานั่งข้างๆบุญออบทันที พลางฉอเลาะว่า

“พี่ออบอ่ะ มาตลาดแต่เช้าก็ไม่ชวนสุวัจสักคำเลย งอนแล้วนะ”

บุญออบทำหน้าเซ็ง “ก็เมื่อวานก็มาเองได้คนเดียวนี่”

“แหม ก็สุวัจอยากจะเดินชมตลาดกับพี่ออบมั่งนี่นา เนี่ยตั้งแต่สุวัจมาบ้านโคกสาริน พี่ออบไม่เคยพาสุวัจไปไหนเลย”

“ก็พี่ทำงานยุ่ง ไม่ได้อยู่ว่างๆ แล้วถ้าสุวัจเบื่อ ก็กลับไปเที่ยวเล่นอยู่ที่บ้านก็ได้นะ”

“แหม ถ้าสุวัจกลับบ้าน เดี๋ยวแม่พวกแถวนี้ก็มาตีสนิทพี่ออบละสิ” สุวัจนีว่าแล้วปรายตามาทางเปรี้ยว เปรี้ยวมองแล้วเมินหน้าหนี

“นี่เธอ” สุวัจนีเรียกเปรี้ยว แต่เปรี้ยวทำเป็นไม่ได้ยิน “นี่ๆเธอน่ะ หูแตกหรือไงยะ ชั้นเรียกทำไมไม่หัน”

“สุวัจ....” บุญออบดุ “เปรี้ยวเค้ามีชื่อ เรียกชื่อเขาดีๆ...”

“อ๋อ ได้ค่ะ...นี่แม่เปรี้ยว” เปรี้ยวหันไปมอง

“น่าสงสารจังนะ ไม่มีเงินซื้อโอเลี้ยงกินเองหรือไง ถึงได้มานั่งให้พี่ออบของชั้นเลี้ยงเนี่ย” บุญออบหันขวับทันที

“สุวัจ พูดอะไรน่ะ เปรี้ยวเค้าไม่ได้มาขอให้พี่เลี้ยง พี่ต่างหากที่ให้เขาเลี้ยง”

“อะไรนะ นี่พี่ออบคิดยังไงเนี่ย มานั่งให้เด็กกะโปโลเลี้ยงโอเลี้ยงเนี่ยนะ เสียเกียรติแย่เลย พี่ออบรู้บ้างไหม พวกนี้น่ะ พวกนี้น่ะ พวกบ้านนอกทั้งนั้นเลยนะ”

เปรี้ยวทนไม่ไหว ผุดลุกขึ้นทันที

“ทำไมหรอ พวกคุณมันมีเกียรติมากกว่าพวกชาวบ้านอย่างชั้นตรงไหนหรอ แล้วไอ้คำว่ากะโปโล บ้านนอกที่คุณพูดอยู่บ่อยๆน่ะ หมายถึงจิตใจหรือรูปลักษณ์ภายนอก ถ้าคุณจะวัดกันที่รูปลักษณ์ภายนอก ชั้นก็อาจจะกะโปโล แต่ถ้าวัดกันที่จิดใจ ชั้นว่าพวกคุณน่ะแหละ กะโปโล มากกว่าหลายเท่า”

สุวัจนีอึ้งไป 3 วินาที ก่อนที่จะชี้หน้าเปรี้ยว “ตายแล้ว นี่ แก…กล้าว่าชั้นหรอ”

“สุวัจ หยุดพูดแล้วกลับบ้านเดี๋ยวนี้” บุญออบสั่งเสียงเฉียบขาด แต่สุวัจนีสะบัดหน้า

“ไม่ค่ะพี่ออบ สุวัจยอมให้เด็กกะโปโลคนนี้มาพูดจาดูหมิ่นสุวัจไม่ได้”

“เธออย่าลืมนะว่า เธอไปดูถูกเขาก่อน” บุญออบยังดุ

สุวัจนีหันมามองหน้าบุญออบ ค้อนให้แล้วว่า

“นี่พี่ออบปกป้องมันหรอ อะไรๆก็เข้าข้างมันหมดเลย มันจะเกินไปแล้วนะ นี่สุวัจกำลังจะเป็นคู่หมั้นพี่นะ ทำไมพี่ไม่เข้าข้าง ทำไมต้องไปเข้าข้างมันด้วย มันเป็นใคร สำคัญกับพี่มากนักหรือไง”

“ใช่สิ เปรี้ยวสำคัญกับพี่ เพระเขาเป็นคนที่พี่รัก”

สุวัจนีอึ้ง...เปรี้ยวก็อึ้ง หันไปมองบุญออบเห็นเขาสบตาเปรี้ยวด้วยแววตามั่นคง จริงใจ

เปรี้ยวคิดอะไรไม่ออก จึงผุดลุกขึ้น แล้วรีบวิ่งไปทันที

บุญออบเห็นดังนั้นก็เรียก “เปรี้ยว....” แต่เปรี้ยวไม่ฟัง รีบวิ่งไปไม่หันกลับมามอง....บุญออบจึงรีบวิ่งตามไปทันที

สุวัจนีขยับจะตามไปอีกคน “พี่ออบจะไปไหน รอสุวัจด้วย”

แต่สุวัจนีไม่ได้ก้าวขาออกจากร้าน เพราะอาโกชามาล็อกแขนสองข้างไว้จากทางด้านหลัง

สุวัจนีดิ้น “อะไรกันเนี่ย มาจับชั้นไว้ทำไม”

“จะไม่จับได้ไงล่ะ อบต มากินโอเลี้ยงของน้องเปรี้ยว ยังไม่ได้จ่ายตังค์ผมเลย รีบวิ่งหนีไปแล้ว เมื่อกี้เห็นประกาศปาวๆไม่ใช่หรอ ว่าเป็นว่าที่คู่หมั้นน่ะ งั้นจ่ายมาซะดีๆ”

อาโกชาไม่ยอมปล่อย สุวัจนีดิ้นขลุกขลักอยู่พักหนึ่งจึงยอม

“เอ้าๆ จ่ายก็ได้ ปล่อยชั้นได้แล้ว ตกลงค่าโอเลี้ยงเท่าไหร่ เร็วๆ ชั้นจะได้รีบจ่าย จะได้รีบไป”

“โอเลี้ยงแก้วละพัน 2 แก้วก็ 2 พัน” อาโกชายิ้มร่า แบมือมาตรงหน้าสุวัจนี

สุวัจนีร้องเสียงหลง “อะไรนะยะ โอเลี้ยงแก้วนึงเนี่ยนะ พันนึง บ้าแล้ว”

“อ้าว จะบ้าได้ไง ผมเป็นเจ้าของร้าน ผมก็มีสิทธิตั้งราคาเท่าไหร่ก็ได้ ช่วยไม่ได้ อยากมากินร้านผมเองนี่ ว่าไง จ่ายมาซะดีๆดีกว่า หรือว่าจะเบี้ยว แหม เป็นถึงลูกสาว สจ. ไม่น่าจะ...”

อาโกชาพูดไม่ทันจบ สุวัจนีก็รีบขัดขึ้นมาก่อน เพราะเริ่มอายชาวบ้านที่เริ่มมามุงดู

“อ๊ะๆ 2 พันก็ 2 พัน ได้ไปแล้วก็ไม่ต้องมาทำพูดมาก” สุวัจนีส่งเงินให้แล้วชะเง้อดูทาง

“เอ แล้วพี่ออบหายไปไหนแล้วเนี่ย แหม ถ้ารีบตามไปเมื่อกี้ก็ทันแล้ว อีตาโกชานี่ แหม มันน่าจริงๆ” สุวัจนีว่าพลางทรุดตัวลงนั่งตามเดิม

ระหว่างที่สุวัจนีกำลังค้อนลมค้อนแล้งไปเรื่อยๆนั้น ก็เห็นผู้ใหญ่พิษณุเดินมาแต่ไกล สุวัจนีรีบลุกขึ้นโบกไม้โบกมือทันที

“ไฮ ผู้ใหญ่ มอนิ่งส์ค่ะ”

ผู้ใหญ่พิษณุเห็นแล้วจำต้องเดินเข้ามาทักทาย

“มอนิ่งส์ครับ คุณสุวัจนี มาทานกาแฟหรอครับ”

“ก็...” พูดแล้ว ปรายตาไปที่แก้วโอเลี้ยงแก้วละพันแล้วเซ็ง “ก็คงงั้นแหละค่ะ”

“ท่าทางคุณสุวัจนีจะชอบกาแฟร้านอาโกชานะครับ มาติดกัน 2 วันเลย”

“อ๋อ...” ปรายตาไปมองรอบๆ อย่างเหยียด “ก็..คงงั้นมั้งค่ะ แล้วนี่ผู้ใหญ่ไปไหนมาคะ”

“ผมแวะไปดูฟาร์มมาครับ” ผู้ใหญ่พิษณุว่าแล้วทำยิ้มเท่ห์

“อุ้ย ผู้ใหญ่ ไฮโซจังเลยค่ะ มีฟาร์มซะด้วย” สุวัจนีทำท่าปลื้ม

“แหม...” ผู้ใหญ่ยิ้มเขิน “ผมทำเล่นเป็นงานอดิเรกเท่านั้นแหละครับงานจริงๆผมคือดูแลชาวบ้าน” อุ้ย แมนอีกแล้ว...

“แหม นั่นแค่งานอดิเรกหรือคะ สุวัจเองก็เพิ่งกลับมาจากไปทำธุรกิจที่เมืองนอกมาเหมือนกันค่ะ”

“หรอครับ แหม คุณสุวัจไปติดต่อธุรกิจที่ไหนมาหรอครับ ฝั่งยุโรปแถวสแกนดิเนเวีย เมดิเตอเรเนียน หรือว่าไปอเมริกาแถวอีสหรือเวสต์ครับ”

“เอ่อ...สุวัจไปติดต่อธุรกิจแถว...เอ่อ...ปอยเปตมาน่ะค่ะ” แป่ว....

ผู้ใหญ่อึ้งไปพักหนึ่ง แล้วก็หัวเราะ “อ๋อท่าทางน่าสนใจนะครับ”

“จริงหรอคะ แหม ผู้ใหญ่นี่หัวก้าวหน้าจังเลย” สุวัจนีปลื้มอีก

สุวัจนีทำท่าปลื้มอยู่ไม่นาน ก็เห็นประพาสกำลังเดินมา จึงรีบทักเสียงหวาน

“อุ้ย คุณพาส มาแต่เช้าเลยนะคะ” สุวัจนีทักแล้วยิ้มนิดๆที่มุมปาก

ประพาสมองสุวัจนี เห็นว่าฝ่ายนั้นยิ้มที่มุมปาก ก็เสียวสันหลังวาบ

“สวัสดีค่ะ คุณสุวัจ” ประพาสยิ้มให้แล้วหันไปมองผู้ใหญ่ “พี่ผู้ใหญ่มานานแล้วหรอ”

ผู้ใหญ่ยิ้ม “ก็เพิ่งมาก่อนพาสแปบเดียวเอง......”

สุวัจนีเห็นประพาสกับผู้ใหญ่ไม่สนใจ จึงกระแอม “ฮะแอ้ม..”

“คุณพาสขา...แผลเมื่อวานหายหรือยังค่ะ” ประพาสสะดุ้ง ผู้ใหญ่หันมามองหน้า

“อ้าว พาสเป็นอะไรหรอ”

“ก็ไม่มีอะไรหรอกพี่ผู้ใหญ่ แค่มือพลาดไปโดนแง่งไม้อัด เลือดไหลนิดหน่อย”

“ไหนๆ ให้พี่ดูสิ...." ผู้ใหญ่เอื้อมมีอมาจับมือประพาสเบาๆ แล้วยกขึ้นมาดู

“ปิดพาสเตอร์แล้วเปลี่ยนมั่งหรือยัง”

ประพาสส่ายหน้า

ผู้ใหญ่จึงว่า “เอาอีกแล้วนะเรา เรื่องแค่นี้ขี้เกียจไปได้ ปิดพาสเตอร์มันต้องเปลี่ยนด้วย ไม่ใช่อันเดียวตลอด สกปรกด้วย แผลก็จะอบด้วย เดี๋ยวแผลก็ไม่แห้งกันพอดีสิ”

ผู้ใหญ่ว่าพลางลูบมือประพาสเบาๆ มองตายิ้มๆ

“ ที่สอนไปเมื่อกี้น่ะ จำได้ไหม”

ประพาสพยักหน้า ผู้ใหญ่ก็ยิ้มแล้วว่า

“ดีมาก ว่าง่ายๆ จะได้โตเร็วๆ”

สุวัจนีมองทั้งสองคนแล้วขัดใจ ดูสิ ไม่สนใจเราอีกแล้ว จึงกระแอมอีกรอบ

“ฮะแอ้ม” ทั้งสองเหลียวไปมอง “ผู้ใหญ่คงไม่รู้เรื่องเมื่อวานสินะคะ”

ทั้งสองชะงัก หันไปมองสุวัจนี ผู้ใหญ่พิษณุถาม

“เมื่อวานมีอะไรหรอครับ”

“ก็เมื่อวาน” สุวัจนียิ้มมุมปาก “คุณพาสเขาเกิดอุบัติเหตุกับคุณปลัดน่ะค่ะ”

“หือ คุณปลัดหรอ” ผู้ใหญ่ทวนคำ แล้วงง ส่วนประพาสพูดอะไรไม่ออก (เพราะพูดไม่ทันสุวัจนี)

นั่นไง....พูดถึงคุณปลัด คุณปลัดก็มาทันที

เดินยิ้มกริ่มพยุงเจ้ากุ๊กมาเลย ได้ยินเสียงเจ้ากุ๊กบ่น

“อีกแล้ว คุณปลัด จะกินข้าวเหนียวมะม่วงอีกแล้ว วันๆหนี่ง คิดแต่ว่าจะกินอะไรที่มันพิสดาร นี่มันหน้ามะม่วงที่ไหนเล่า”

“เออๆ เอ็งจะบ่นทำไมเนี่ย อุตส่าห์ช่วยพยุงมาตลาดแล้วยังมาบ่นอีก”

ปลัดมองมือที่จับแขนข้างหนึ่งของเจ้ากุ๊กไว้แล้วยิ้ม

“ก็แทนที่จะพยุงผมมาตลาด คุณปลัดก็มาซะเองไม่ได้หรอครับ” เจ้ากุ๊กมองมือปลัดที่จับแขนตัวเองอยู่ก็เริ่มเขินจึงพาลโวยวาย

“รู้ไหม ว่ามันลำบากผม.....โฮ่ๆๆ” เจ้ากุ๊กกลบเกลื่อนความเขินใหญ่ หันมามองสบตาปลัด เจอแววตากรุ้มกริ่มของปลัดก็เดินไม่ออก

“ลำบากมากไหม” ปลัดกฤตย์ถาม ตาเป็นประกาย

“ก็....” เจ้ากุ๊กพูดไม่ออกปลัดจึงก้มลงมาบอกเบาๆ “ถ้าลำบาก งั้นจะมาช่วยพยุงเป็นเพื่อนมาตลาดทุกวันเลยนะ”

ทั้งสองคนหยุดเดิน มองตากัน

แต่แล้วเสียงของสุวัจนี ก็ทำให้สะดุ้ง...

“คุณปลัดขาๆ”

หันไปมองตามเสียงก็เห็นว่าสุวัจนี ผู้ใหญ่พิษณุและประพาสนั่งอยู่ในร้านอาโกชา....ทั้งสองจำต้องเดินเข้าไปทัก

“แหม คุณปลัด อุบัติเหตุเมื่อวานนี้ หายเจ็บหรือยังคะ”

“ก็....ไม่เป็นไรมากนี่ครับ” ปลัดตอบอึกอัก

ผู้ใหญ่มองประพาสแล้วก็มองปลัด “นี่ไปเกิดอุบัติเหตุอะไรกันหรอครับ”

“ก็.....คือ” ปลัดกับประพาสกำลังจะอ้าปากอธิบาย....แต่....ไม่ทันสุวัจนีอีกแล้ว

“คืองี้ค่ะ ไม่ทราบว่าคุณปลัดกับคุณพาสเขาเข้าไปทำอะไรในโรงไม้หลังตลาด ที่นี้เกิดอะไรขึ้นก็ไม่ทราบ ไม้ทั้งกองก็เลยพังครืนลงมา แหม กระจัดกระจายเชียวค่ะ ตอนที่สุวัจไปเห็นก็เห็นว่าทั้งคุณปลัดกับคุณพาสนอนกองกันอยู่ที่พื้น บาดเจ็บกันทั้งคู่เลย สุวัจก็เลยเป็นห่วงน่ะคะ”

ทุกคนอึ้ง ปลัดกับประพาสหันมามองหน้ากัน....

ผู้ใหญ่ก็เงียบ.....เจ้ากุ๊กยิ่งเงียบเข้าไปใหญ่....


เปรี้ยววิ่งไปถึงหน้าบ้าน บุญออบวิ่งตามมาทันที่ใต้ต้นมะขาม (ต้นเดิม)

พอถึงตัวเปรี้ยว บุญออบก็เอื้อมมือไปจับแขนเปรี้ยวไว้

“เปรี้ยว วิ่งหนีมาทำไม”

เปรี้ยวอึกอัก “ก็...ไม่รู้ แต่ เปรี้ยวไม่อยากทนคุณสุวัจนีอีก”

“พี่ไม่ปล่อยให้สุวัจนีมาทำอะไรเปรี้ยวได้หรอก”

“แต่พี่ก็ปฏิเสธเขาไม่ได้หรอก ยังไงเขาก็ต้องมาเป็นคู่หมั้นพี่อยู่ดี”

“พี่บอกแล้วไง ถ้าพี่จะยอมก็จะยอมเพื่อเปรี้ยว ไม่ใช่เพื่อคนอื่น”

เปรี้ยวส่ายหน้า

“พี่ออบคงลืมพ่อกับแม่พี่ไปแล้ว ถ้าท่านทั้งสองขอล่ะ พี่จะไม่ยอมเลยหรอ...”

บุญออบอึ้งไป แต่แล้วก็กลับมุ่งมั่น

“พี่จะพาเปรี้ยวไปหาพ่อกับแม่พี่ ถ้าท่านทั้งสองได้รู้จักกับเปรี้ยว จะต้องชอบเปรี้ยวแน่ๆ”

เปรี้ยวหน้าหมองลง

“พ่อแม่พี่จะชอบเปรี้ยวได้ไง เปรี้ยวเป็นแค่เด็กกะโปโลคนหนึ่งแค่นั้นเอง” เปรี้ยวพูดแล้วทำท่าจะร้องให้

บุญออบเห็นแล้วอดใจไม่ไหว....ดึงเปรี้ยวเข้ามาสวมกอดแนบแน่น....แล้วกระซิบที่ข้างหูว่า

“ก็กะโปโลอย่างนี้ไงล่ะ พี่ถึงได้รัก....”

เปรี้ยวฟังแล้วก็ร้องให้ออกมา...ซบหน้าสะอื้นกับอกของบุญออบ

“อย่ามารักเปรี้ยวเลย..เปรี้ยวไม่ดีพอสำหรับพี่ออบหรอก”

บุญออบยกมือข้างหนึ่งมาลูบหลังเปรี้ยว

“ทำไมเปรี้ยวชอบว่าตัวเองแบบนั้น เอาอะไรมาตัดสินใจว่าใครดีหรือไม่ดีพอสำหรับใคร คนที่จะตัดสินได้ มีแค่เราสองคนเท่านั้นนะ “

“คนเขาจะมองยังไง พี่ออบเป็นถึง อบต. แล้วเปรี้ยวเป็นใคร แค่เด็กคุมตลาดคนหนึ่งเท่านั้นเอง”

บุญออบส่ายหน้า สองมือประคองดวงหน้าของเปรี้ยว แล้วเอามือหนึ่งซับน้ำตาให้

“พี่ไม่แคร์ว่าคนจะมองยังไง เพราะคนพวกนั้นไม่ใช่คนสำคัญสำหรับพี่ คนสำคัญสำหรับพี่ ที่พี่จะต้องแคร์มีคนเดียว นั่นคือ เปรี้ยวเท่านั้น”

“พี่ออบ....”เปรี้ยวมองหน้าแล้วหลบสายตาหวานๆ บุญออบที่มองมา

บุญออบโน้มหน้ามาที่ข้างแก้มของเปรี้ยว เปรี้ยวหลับตาปี๋ บุญออบอมยิ้มปัดจมูกแผ่วๆ ไปที่แก้มของเปรี้ยว แล้วเลยไปกระซิบที่ข้างหู

“ก็บอกแล้วไงว่า ว่าเปรี้ยวเป็นคนสำคัญที่สุด เพราะ..พี่รักเปรี้ยว…”

เปรี้ยวสะดุ้งน้อยๆ บุญออบยิ้ม ก่อนจะค่อยๆถอนใบหน้าออกมา

“แต่เปรี้ยวยังไม่ได้บอกพี่เลยว่า...เปรี้ยวรักพี่หรือเปล่า” บุญออบถามยิ้มๆ

“เปรี้ยว...เอ่อ...” เปรี้ยวหลบสายตา

“เปรี้ยวอย่าขี้โกงสิ ให้พี่บอกอยู่คนเดียวได้ยังไง” บุญออบมองแล้วทำตาหวาน เปรี้ยวยิ่งเขินใหญ่

เปรี้ยวไม่รู้จะทำอย่างไร จึงเข้าไปกอดบุญออบ แล้วบอกเบาๆ

“ เปรี้ยวก็รักพี่ออบ.....”

บุญออบยิ้ม ก้มหน้าไปถาม “พี่ไม่ได้ยินเลย...เมื่อกี้พูดว่าอะไรนะ”

“ไม่รู้ บอกไปแล้ว..บอกได้ครั้งเดียว” เปรี้ยวอู้อี้อยู่ที่อก

“อ้าว บอกได้ครั้งเดียว งั้นก็กอดอยู่อย่างนี้แหละ” บุญออบแกล้งกอดเปรี้ยวแน่นขึ้นอีก เปรี้ยวตกใจ

“พี่ออบ เดี๋ยวใครมาเห็นเข้า...”

“ไม่เห็นจะสนใจเลย ใครมาเห็นเขาก็เข้าใจเองแหละ..รู้ไหมเปรี้ยว...” บุญออบหยุดนิดหนึ่งแล้วว่า

“โลกใบนี้มักจะมีเรื่องเข้าใจผิดเกิดขึ้นมากมาย...แต่พี่จะไม่ยอมให้เกิดเรื่องเข้าใจผิดระหว่างเราเด็ดขาด”

เปรี้ยวฟังแล้วจึงเงยหน้าขึ้นไปเจอกับใบหน้าของบุญออบที่มองอยู่ก่อนแบบ...ชิดใกล้

แล้วเปรี้ยวก็เงยหน้าขึ้นไปบอกเบาๆ....

“เปรี้ยวก็รักพี่ออบ…..”

เสียงนั้นเบา...แต่ได้ยินก้องไปถึงหัวใจ...


...แม้ว่าการตัดสินใจ...ของชั้นจะผิดพลาดมากสักเพียงไหน....ก็ไม่อาจเปลี่ยนหัวใจ....ไปจากนี้...


เช้าวันนี้...ที่คฤหาสน์เสี่ยมาย

ลูกตาลเดินเข้ามาในบ้าน เจอเสี่ยมายกำลังทานอาหารเช้าอยู่คนเดียว จึงเดินเข้าไปหา

“สวัสดีค่ะ คุณลุง” ลูกตาลยกมือไหว้เสี่ยมาย 2 รอบ

เสี่ยมายยิ้มแล้วว่า

“อ้าว หนูลูกตาล มาๆๆมากินอาหารเช้ากับลุง มาๆ เดี๋ยวลุงคืนกำไรให้”

“คงไม่หรอกค่ะ ขอบคุณคุณลุงมาก พอดีลูกตาลตื่นเต้นที่เวศฟื้น กินอะไรไม่ลงเลยค่ะ แล้วนี่เราจะไปเยี่ยมเวศกันหรือยังคะ”

“อ้อ เดี๋ยวจะไปแล้วล่ะ แหม ลูกตาลนี่คงจะรู้เป็นคนแรกแน่เลย ที่เวศฟื้นน่ะ ขนาดลุงยังรู้ทีหลังหนูเลย” อ๊ะ..จริงหรอ

ลูกตาลยิ้มปลื้ม

“แหม คุณลุงก็ เมื่อคืนตอนดึก ลูกตาลเกิดนึกถึงเวศขึ้นมา เลยโทรศัพท์ไปหา ปรากฏว่าเวศฟื้นตอนนั้นพอดีเลย”

“งั้นก็แสดงว่า ใจส่งถึงใจกันน่ะสิ ลุงล่ะดีใจจริงๆ ที่เรื่องมันลงตัวอย่างนี้” อ๊ะ...จริงหรอ

“ค่ะ ลูกตาลก็ดีใจ ที่เรื่องมันลงตัว” ลูกตาลทำสียงร่าเริง แต่ลอบก้มหน้าไปถอนหายใจ แต่แล้วก็กลับเงยหน้าขึ้น เหมือนตัดสินใจอะไรได้เบางอย่าง

“แล้วนี่ดลไปไหนละคะ”

“อ๋อ ขึ้นไปหาของของเวศน่ะ รู้สึกว่าจะเป็นบัตรประชาชนของเวศ เห็นหาตั้งแต่เมื่อวานแล้วยังไม่เจอเลย ก็กำลังรอดลอยู่เนี่ยแหละ”

“งั้น หนูขึ้นไปตามให้นะคะ” ลูกตาลอาสาแล้วไหว้เสี่ยมายอีก 2 รอบ (จะไหว้ทำไมเนี่ย..) แล้วขึ้นไปที่ห้องประเวศ

เมื่อไปเคาะห้อง สักพักปฎลก็มาเปิดประตู

“อ้าว ลูกตาล รอเดี๋ยวนะ ดลยังหาบัตรพี่เวศไม่เจอเลย”

“มาๆ เดี๋ยวลูกตาลช่วยหา” ลูกตาลว่าแล้วก้าวเข้าไปในห้อง

เดินเข้าไปหยุดอยู่ที่โต๊ะเขียนแบบของประเวศ นั่นกระดาษแผ่นนั้น

กระดาษที่มีตัวหนังสือเขียนไว้ที่หัวว่า....My Girl...

ลูกตาลหยิบขึ้นมาดูทันที...เมื่อเห็นภาพนั้น...แล้วก็อึ้ง

แล้วก็มองเหม่อไปนอกหน้าต่าง...จนกระทั่งได้ยินเสียงปฎลร้องว่า

“เจอแล้ว บัตรพี่เวศ.....”

ลูกตาลสะดุ้ง รีบเก็บกระดาษแผ่นนั้นเข้าไปในกระเป๋าของตัวเอง....




 

Create Date : 20 ธันวาคม 2548    
Last Update : 5 มีนาคม 2549 12:38:51 น.
Counter : 94 Pageviews.  

มนต์รักโคกสาริน...ตอนที่ ๒๐

ที่โรงพยาบาล....

เสี่ยมาย ลูกตาล ปฎลและโอริโอ๋ พากันเดินมาที่ห้องพักของประเวศ

เมื่อเข้าไปก็เจอหมอใหญ่กำลังตรวจอาการอยู่พอดี (อีกแล้ว) และพัดชาเป็นผู้ช่วย

พัดชาเห็นลูกตาลก็ค่อยๆ เลี่ยงออกมา

“สวัสดีครับ คุณหมอ เวศฟื้นแล้วใช่ไหมครับ” ทักหมอใหญ่แล้วตาเลยไปที่ลูกชายคนโตที่นอนอยู่บนเตียง

“ครับ คุณเวศฟื้นแล้วเมื่อคืนนี้เอง ฟื้นเร็วอย่างนี้ แสดงว่าจิตใจดี กำลังใจดีนะครับ”

“อ๋อ แน่นอนอยู่แล้วครับ ก็ผมบอกหมอแล้วไง ว่ากำลังใจดีๆของเค้าน่ะ อยู่โน่น”

แล้วเสี่ยมายก็พยักเพยิดให้หมอใหญ่ดูลูกตาลที่รีบเข้าไปหาประเวศถึงข้างเตียง

หมอใหญ่ยิ้มแล้วว่า “ครับ ถ้ามีกำลังใจดีแบบนี้ อีกไม่นานก็คงหายแน่ ตอนนี้ผมต้องขอตัวก่อนนะครับ...อ้อ คุณเวศฟื้นแล้ว เสี่ยจะจ้างคุณพัดเป็นพยาบาลพิเศษต่อหรือเปล่าครับ”

“อืม....” เสี่ยมายคิดนิดหนึ่ง ก่อนจะตอบว่า “ คงต้องจ้างต่ออีกสักวันสองวันแหละครับ เวศเพิ่งฟื้น คงยังอ่อนเพลียอยู่มาก”

“ผมก็ว่าอย่างนั้นแหละครับ ช่วงนี้ดูแลคุณเวศให้แข็งแรงก่อนดีกว่า....งั้นคุณพัด” หมอใหญ่หันไปมองพัดชา

“ช่วยอยู่ต่ออีกสักวันสองวันได้ไหม”

พัดชายิ้ม เมื่อรู้ว่าจะได้อยู่ข้างๆประเวศอีกครั้ง แต่เมื่อนึกขึ้นมาได้ว่า เราก็ต้องทนเห็นประเวศกับลูกตาลอยู่ด้วยกันนานขึ้นต่างหาก

คิดได้ดังนั้นจึงรับคำเบาๆ “ค่ะ ได้ค่ะ”

แล้วหมอใหญ่ก็เดินออกจากห้องไป เสี่ยมายเดินเข้าไปที่เตียงของประเวศที่มีลูกตาล ปฎลและโอริโอ๋ ยืนล้อมอยู่

“เป็นไงบ้าง เวศ”

ประเวศยิ้มอ่อนๆ “ก็ ดีขึ้นมากแล้วครับ ป๊า”

“งั้นก็ดีแล้ว เวศต้องพักผ่อนเยอะๆ นะ เรื่องงานการอะไรไม่ต้องห่วง ป๊าให้ดลจัดการแทนให้”

“ใช่ครับ พี่เวศ ดลช่วยจัดการให้” ปฎลช่วยรับรองแข็งขัน

“ตอนนี้ก็พักให้สบาย เดี๋ยวสบายกายแล้ว จะได้มีเรื่องสบายใจต่อ” เสี่ยมายว่าแล้วอมยิ้ม

“อะไรหรอครับ ป๊า สบายใจ” ประเวศงง

เสี่ยมายหัวเราะน้อยๆ หันไปทางลูกตาลแล้วยิ้ม

“เดี๋ยวให้หนูลูกตาลบอกดีกว่านะ....”

ประเวศหันไปมองลูกตาล ลูกตาลยิ้มแล้วก้มไปพูดเสียงเบา ไม่ให้คนอื่นได้ยิน

“เดี๋ยวเวลาเราอยู่กัน 2 คนแล้ว เดี๋ยวชั้นจะบอกนะ”

พัดชามองภาพนั้นแล้ว....เบือนหน้าหนี

“เอ่อ....” โอริโอ๋เกาหัวอยู่ข้างปฎลอยากจะพูดกับเขาบ้าง ทุกคนหันมามอง

“มีอะไรหรอโอ๋ “ ประเวศถาม

“คือ โอ๋ อยากถามพี่เวศหน่อยนึง สงสัยมานานแล้ว คิดจนเครียดเลย คือว่า....”

“พี่เวศเก็บ....ถุง.....”โอริโอ๋ยังพูดไม่ทันจบเสียงโทรศัพท์ของเสี่ยมายก็ดังขึ้นซะก่อน

เสี่ยมายรับโทรศัพท์อยู่ครู่หนึ่ง ก็หันมาบอกทุกคนว่า

“พอดีมีงานเข้ามาน่ะ เดี๋ยวป๊าต้องไปก่อนนะเวศ แล้วเสร็จงาน ป๊าจะเข้ามาใหม่ ฝากด้วยนะจ๊ะ หนูลูกตาล”

ลูกตาลรับคำ เสี่ยมายจึงเดินออกไปอย่างรีบเร่ง

แล้วทุกคนก็หันมามองโอริโอ๋อีกครั้ง ปฎลเป็นฝ่ายถามว่า

“เมื่อกี้โอ๋ว่าอะไรนะ....”

“อ๋อ...คือ โอ๋จะถามพี่เวศว่า...พี่เวศเก็บถุง..” อ้าว โอริโอ๋ยังพูดไม่จบอีกแล้ว พยาบาลพัดชาก็พูดขึ้นมาก่อน

“เอ่อ....ขอโทษนะคะ ได้เวลาทานยาแล้วค่ะ” พัดชาว่าพลางหยิบยาเดินมา

ทุกคนจึงถอยห่างออกไปนั่งที่โซฟา

ที่เตียงคนไข้ เหลือเพียงประเวศและพัดชา...ประเวศมองพัดชาไม่วางตา แต่พัดชาทำเป็นไม่สนใจ หยิบยาส่งให้...

แต่ประเวศไม่รับ...พัดชาจึงหันไปมองเห็นสายตาเขาแล้วก็เมินไป

“ทานยาสิคะ” พัดชาพูดเบา ไม่มองหน้า

“ผมไม่ทานยา ถ้าพัดไม่มองหน้าผม” ประเวศตอบเสียงเบาเช่นกัน พัดชาอึ้ง...ค่อยๆ หันมามองหน้าประเวศ นั่นแหละ ประเวศจึงรับยาไปกิน

กินยาเสร็จแล้ว ลูกตาลที่ดูอยู่ ก็รีบเข้ามาทันที...

“เวศ ชั้นมีเรื่องจะบอกแกน่ะ”

“เรื่องอะไร” ประเวศถาม ตามองไปที่พัดชาที่เดินเลี่ยงออกไป

“ก็ชั้นตัดสินใจได้แล้ว แกเป็นคนที่ดีกับชั้นที่สุด” ลูกตาลหยุดพูดก้มหน้า แล้วเงยหน้าขึ้นมายิ้ม “ตกลงว่าชั้นจะหมั้นกับแก”

ประเวศตกใจ หันไปมองหน้า “อะไรนะ ลูกตาล”

ลูกตาลพยักหน้า “ที่แกได้ยินน่ะถูกแล้ว ชั้นมาคิดดูแล้วนะ ไม่มีใครที่รักและหวังดีกับชั้นเท่ากับแกจริงๆ”

“แล้ว คนที่แกชอบคนนั้นล่ะ”

ลูกตาลอึ้งก่อนจะบอกว่า “อย่าไปพูดถึงเค้าเลย...”

“แต่แกก็ยังตัดใจจากเขาไม่ได้ใช่ไหม...”

“ใช่” ลูกตาลยอมรับ “ชั้นยังตัดใจจากเขาไม่ได้ จะว่าไปแล้ว ชั้นไม่เคยตัดใจจากเขาได้เลย แต่มันไม่มีประโยชน์อะไรนี่ เพราะชั้นตัดสินใจแล้ว ชั้นอยากให้เรื่องมันจบซะที...เวศ”

“แกคงไม่ลืมนะที่เคยบอกชั้น....ว่าถ้าผู้ใหญ่ให้เราหมั้นหมายกัน แกจะไม่ปฏิเสธ.....”

ประเวศฟังแล้วอึ้ง ลูกตาลพูดเสร็จ มองหน้าประเวศอยู่ครู่หนึ่ง ก็เดินเลี่ยงเข้าไปในห้องน้ำ

หยิบการ์ดขึ้นมาดูจะฉีกทิ้ง...แต่แล้วก็เปลี่ยนใจ...แล้วน้ำตาก็ไหลออกมา....


ผู้ใหญ่พิษณุเดินออกจากตลาดมา....มีประพาสเดินตาม

“พี่ผู้ใหญ่ คิดอะไรน่ะ เงียบไป”

ผู้ใหญ่หันไปมอง “อืม เปล่าจ๊ะ”

“พี่ผู้ใหญ่เชื่อที่ยายสุวัจนั่นพูดหรือเปล่า....ความจริงแล้วมันไม่มีอะไรเลย ปลัดเขามาสะกิดหลังพาส พาสตกใจก็เลยปัดไม้อัดไปทับขาปลัด ก็ล้มกันไปทั้งคู่น่ะ” ประพาสอธิบาย

ผู้ใหญ่พิษณุยิ้ม....เดินมานั่งที่สวนสาธารณะ ประพาสนั่งลงข้างๆ

“พี่ไม่ได้เชื่อคุณสุวัจเขา....พี่เชื่อพาส”

ประพาสยิ้มดีใจ “จริงหรอ....พี่ผู้ใหญ่” แล้วประพาสก็ดีใจลืมตัว คว้าแขนผู้ใหญ่ไปกอด

“พาสว่าแล้ว ว่าพี่ผู้ใหญ่น่ะ เป็นคนมีเหตุผล ไม่เชื่ออะไรใครง่ายๆ”

ผู้ใหญ่พิษณุหันมายิ้ม

“คุณสุวัจนั่น เขาเป็นคนอื่น พี่เพิ่งรู้จักไม่กี่วัน เมื่อเทียบกับพาสที่พี่รู้จักมาทั้งชีวิต พี่จะไปเชื่อเขามากกว่าพาสได้ยังไง จริงไหม”

“จริงจ๊ะ แหม พาสล่ะ ภูมิใจจังเลย ที่พี่ผู้ใหญ่เชื่อใจพาส”

“พี่รู้ดีว่าพาสเป็นยังไง...” ผู้ใหญ่หัวเราะ หึ หึ

“เออ...แล้วตอนนี้ พาสเจอพัดเขามั่งหรือเปล่า ตั้งแต่วันงานรับนายอำเภอสะอาด ก็ไม่ได้เจออีกเลย”

ประพาสหน้าเศร้าลงเมื่อนึกถึงพัดชา

“เขาคง....กำลังยุ่ง”

“ยุ่งหรอ.....ยุ่งเรื่องอะไรหรอ”

“ก็...คงยุ่งเรื่องสำคัญในชีวิตเขามั้ง” ประพาสตอบพลางค้อนให้คนที่นึกถึง

“เขาอาจจะยุ่งจนลืมอะไรๆไปเลย” ตอบอย่างอดจะน้อยใจไม่ได้ แต่เมื่อนึกได้ว่า พัดชาคงต้องเศร้าเรื่องประเวศมาก จึงเงียบไป

“พี่ว่าไม่มีใครยุ่งจนลืมได้ขนาดนั้นหรอก พาส คนเราน่ะนะ ถ้าใจมันนึกถึงกัน ยุ่งแค่ไหน มันก็นึกถึงกันได้ พี่ว่าพัดไม่ได้ยุ่งจนลืมเราหรอก” ผู้ใหญ่พิษณุว่าแล้วเงียบไป

ประพาสยิ้มให้ผู้ใหญ่ “อืมจริงอย่างที่พี่ผู้ใหญ่ว่า เอาไว้ พาสไปเยี่ยมพัดที่โรงพยาบาลดีกว่า พัดคงไม่มีเวลามากเหมือนเมื่อก่อน เพราะเค้ามีคน เอ่อ คนไข้ที่ต้องดูแล”

ผู้ใหญ่ยิ้ม “อืม ไว้พี่จะไปเยี่ยมด้วย...ว่าแต่....พูดถึงพัดแล้ว พี่ยังไม่รู้เลยเรื่องความลับของพัดน่ะ”

ประพาสหัวเราะ “เป็นความลับที่อยู่ในใจ...เป็นความลับที่อยู่ข้างใน....แต่ไม่รู้จะบอกเธอได้อย่างไร” อุ้ย ร้องเป็นเพลงเชียวนะ....

ผู้ใหญ่พิษณุหัวเราะ “เฮ้อ แล้วเมื่อไหร่พี่จะรู้สักทีล่ะ อย่าลืมนะพาส ว่าความลับไม่มีในโลกน่ะ”

ประพาสยิ้มเอาแก้มแนบแขนผู้ใหญ่ “เอาน่าพี่ผู้ใหญ่ ยังไงพาสก็ไม่เก็บให้พี่ผู้ใหญ่สงสัยไปจนวันตายหรอก”

“อ้าว พูดแบบนี้แสดงว่าจะอยู่ด้วยกันจนตายเลยหรอ”

ประพาสเขิน “แหม ถ้าพี่ผู้ใหญ่ไม่อยากอยู่ ก็ไม่เป็นไร พาสก็จะให้ไป”

ผู้ใหญ่ยิ้มตาหวาน “เอ้า ให้ไปง่ายเลยหรอ..ดีๆ....งั้นไม่ไปหรอก” อ้าว

ประพาสเงยหน้าไปยิ้ม “พูดอะไรก็จำไว้ด้วยนะ ไม่ใช่ลืมง่ายๆ”

ผู้ใหญ่หัวเราะ หึ หึ “พี่พูดอะไรไม่เคยลืม..จำได้ทุกอย่าง”

“พาสก็เหมือนกัน...พูดอะไรไปไม่เคยลืม” ประพาสว่าอย่างมั่นใจ

“ยกเว้นตอนเมา...”ผู้ใหญ่รำพึงเบาๆ แล้วยิ้ม

“เมื่อกี้พี่ผู้ใหญ่ว่าไงนะ...ไม่ได้ยินอ่ะ” ประพาสทำหน้างง

“เปล่า....” ผู้ใหญ่หัวเราะ แล้วมองมาที่แขนตัวเองที่ประพาสกอดอยู่ ประพาสมองตามแล้วรีบปล่อย

ผู้ใหญ่พิษณุยิ้มๆ แล้วขยี้หัวประพาสทีหนึ่ง........


เจ้ากุ๊กเดินกระเผลกออกจากตลาดหน้าบูด....

ปลัดกฤตย์วิ่งตามมา....ตามมาทันก็คว้าแขนเจ้ากุ๊กไว้

“เจ้ากุ๊ก.....” ปลัดเรียก จับตัวเจ้ากุ๊กหันมาเผชิญหน้าด้วย

“รีบผลุนผลันออกมาทำไม....แล้วข้าวเหนียวมะม่วงของชั้นล่ะ” อ้าว...

เจ้ากุ๊กค้อนให้ ลืมทำเสียงใหญ่

“ปลัดอยากกินก็ไปซื้อเอาเอง....ถ้าไปซื้อไม่ได้ก็ไม่ต้องกิน”

ปลัดกฤตย์หัวเราะ “เออ คนใช้บ้านไหนเป็นยังงี้บ้างวะ...ดุเจ้านาย”

เจ้ากุ๊กหน้าบูด “อือๆ ก็ผมมันไม่ดี ถ้าปลัดไม่ชอบ ผมก็ไม่เป็นคนใช้บ้านปลัดก็ได้” แน่ะ มีท้า

“เจ้ากุ๊ก...” ปลัดดุ “โตแล้วนะเรา ไม่ใช่เด็กๆๆ ทำอะไรอย่าใช้อารมณ์” อุ้ย....ไม่เคยเห็นปลัดขรึม

เจ้ากุ๊กชะงัก แล้วสะบัดหน้า “ ฮึ ผมจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ ปลัดก็ไม่ต้องสนใจผม”

“ ก็จะสนใจอ่ะ” ปลัดยิ้มกวน “ไป มีอะไรไปพูดกันที่บ้าน”

“ผมไม่ไป ผมเตือนปลัดแล้วใช่ไหม ว่าอย่าเหยียบเรือสองแคมทำไมปลัดไม่เชื่อผม”

ปลัดงง “นี่เอ็งหมายถึงอะไร”

“ฮึ ปลัดก็คิดเอาเองมั่งสิ ผมเห็นปลัดนี่มีคนมาพัวพันเยอะแยะไปหมด “ พูดแล้วก็นึกไปถึงพี่เวศ แล้วยังจะคุณพยาบาล แล้วนี่มาพี่พาสที่รักของเราอีก

“ทำอย่างนี้ได้ไง ชอบใครก็เลือกซะคนได้ไหม ไม่ใช่เหวี่ยงแหไปทั่วอย่างนี้”

“ชั้นไปเหวี่ยงแห กับใครที่ไหน” ปลัดว่า “ถ้าจะหมายถึงพาสละก็ ชั้นอธิบายได้”

เจ้ากุ๊กเชิดหน้า “เหอะ ไม่จำเป็น แค่นี้ผมก็รู้แล้ว”

“อย่ามาอวดดี รู้ไม่จริงอย่ามาพูด ไป กลับบ้าน ไปคุยกันที่บ้าน” ปลัดกฤตย์ดุแล้วตรงเข้ามาจับแขนเจ้ากุ๊กพาเดิน

แต่เจ้ากุ๊กไม่ยอม สะบัดมือ แต่สงสัยสะบัดแรงไปหน่อย....หมวกแก๊บหลุดอีกแล้ว (เป็นครั้งที่ 3)

เจ้ากรรม....เจ้ากุ๊กไม่รู้ตัวอีกตามเคย.......

หมวกแก๊บตกลงไปที่พื้น....ผมยาวของเจ้ากุ๊กปลิวน้อยๆ...ปลัดเหลียวซ้ายแลขวา...รีบหยิบหมวกแก๊บขึ้นมา

ยิ้มนิดๆ...แต่ไม่พูดอะไร...ส่วนเจ้ากุ๊กยืนนิ่ง...ปลัดค่อยๆ รวบผมเจ้ากุ๊กขึ้นไป....แล้วสวมหมวกแก๊บให้เรียบร้อย

เสร็จแล้วก็จ้องตาเจ้ากุ๊ก บอกเสียงเรียบๆว่า

“มีอะไรไปคุยกันที่บ้าน....นะ” เจ้ากุ๊กยังยืนนิ่ง ปลัดจึงคว้ามือพาเดินจูงไปบ้าน

เจ้ากุ๊กเดินตามอย่างว่าง่าย...นึกถึงคำพูดของพี่ผู้ใหญ่ขึ้นมาได้

“ความรักสำคัญที่ความเข้าใจ ที่เป็นทุกข์กันส่วนมาก ก็เพราะความไม่เข้าใจกัน เรากลับไปคิดนะ ว่าเราทำความเข้าใจกันดีพอหรือเปล่า เข้าใจตรงกันหรือเปล่า ไม่ใช่ต่างคนต่างคิดกันไปเอง”


จนมาถึงบ้านปลัดกฤตย์ ปลัดจูงมือเจ้ากุ๊กเข้ามาในห้องรับแขก พามานั่งที่โซฟา แล้วทรุดตัวลงนั่งข้างๆ

“เอ้า นั่งฟังเฉยๆนะ จะเล่าให้ฟัง”

“ผม...”เจ้ากุ๊กขยับจะพูด แต่ปลัดขัดขึ้นมาซะก่อน

“อ๊ะ อย่าเพิ่ง อย่างเพิ่งขัด ฟังเล่าก่อนให้จบ” ปลัดดุ

“ผมไม่ได้จะขัด แค่จะบอกว่าปลัดมานั่งเบียดผม ที่มีตั้งเยอะ มานั่งเบียดอยู่ได้”

เจ้ากุ๊กหน้ามุ่ยแล้วมองปลัดที่มานั่งชิดตัวเอง (ความจริงเจ้ากุ๊กเขิน เลยแกล้งโวยกลบเกลื่อน)

“อ้าว อ๋อ หรอ” ปลัดกฤตย์กระเถิบออกไปหน่อย

“คืองี้ เมื่อวานชั้นไปที่ห้องแถวหลังตลาด เจอะพาส ก็เข้าไปทัก ทีนี้พาสเขาตกใจ มือเลยปัดไปโดนไม้อัดทั้งกองร่วมลงมา มาทับขาชั้น เราสองคนก็เลยล้มลงไปกองที่พื้น แล้วชั้นขาชายังลุกไม่ได้ ก็เลยนั่งอยู่ที่พื้นครู่หนึ่ง คุณสุวัจเขาก็มาเห็น เรื่องมันก็มีแค่นี้แหละ”

ปลัดหันไปมองเห็นเจ้ากุ๊กเงียบ สักพักก็หาว ปลัดจึงโวย

“เฮ้ย อะไรของเอ็งเนี่ย นี่ชั้นอุตส่าห์อธิบายความจริงให้ฟังนะ มาง่วงเหงาหาวนอนได้ไง”

“อ้าว ก็ผมง่วงคุณปลัดมาห้ามผมได้ไง” เจ้ากุ๊กแอบกลั้นยิ้ม หลังจากที่ได้ฟังเรื่องราวจากปากปลัดแล้วก็อารมณ์ดีขึ้น

เจ้ากุ๊กขยับตัวจะลุกจากโซฟา แต่ปลัดรั้งแขนไว้

“ตกลงเข้าใจชั้นเลยหรอ”

“ผมก็ไม่เห็นมีอะไรที่เข้าใจยากนี่ครับ” เจ้ากุ๊กยิ้มกวน ปลัดจึงยิ้มตอบ เอื้อมมือไปจับหมวกแก๊บ ทำท่าจะถอดออกแล้วกลับจับให้สวมหัวแน่นมากขึ้น

“เข้าใจอะไรง่ายๆก็ดีแล้ว...รู้ไหมชีวิตคนๆหนี่งก็ต้องเจอเรื่องยากๆ มามากแล้ว....อย่าทำเรื่องให้มันยากเพิ่มขึ้นเลยนะ”

เจ้ากุ๊กหัวเราะ “โฮ่ๆๆ ผมน่ะ ไม่ทำเรื่องให้มันยากหรอก คนที่ทำให้ยากน่ะ น่าจะเป็นปลัดมากกว่า”

ปลัดกฤตย์หัวเราะ สบตาเจ้ากุ๊กแล้วว่า

“ชีวิตชั้นน่ะ อะไรๆมันก็ง่ายมาตลอด จะมายากก็ตอนเจอเอ็งนี่แหละ”

ปลัดว่าแล้วยิ้มกริ่ม นึกในใจ...ก็เอ็งเป็นซะอย่างนี้ จะเป็นผู้หญิงก็ไม่ใช่ ผู้ชายก็ไม่เชิง แล้วจะให้เราทำไงวะ

“ปลัดพูดอย่างนี้นี่ หมายความว่ายังไง” เจ้ากุ๊กทำหน้ากวนขึ้นมาทันที

“เฮ้อ...” ปลัดแกล้งถอนใจ “พูดไปเอ็งก็ไม่รับฟังหรอก...ว่าแต่ชั้นสงสัยอะไรอยู่อย่างหนึ่งนะ....

...เมื่อกี้ที่เอ็งโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ หาว่าชั้นเหยียบเรือสองแคมบ้างล่ะ เหวี่ยงแหบ้างละ เนี่ย มันหมายความว่าไงวะ หรือว่า.....เอ็งจะ....”

“เฮ้ยๆ....ปลัด” เจ้ากุ๊กรีบขัดทันที ไม่ยอมให้ปลัดพูด รีบเอามือปิดปากปลัดไว้

“ปลัดอย่ามาพูดอะไรเหลวไหล ไร้สาระ โตแล้วนะเรา ไม่ใช่เด็กๆ” แน่ะ มีสอน........

ปลัดกฤตย์คว้ามือเจ้ากุ๊กที่ปิดปากตัวเอง มาจับไว้ ยิ้มกริ่ม

“อ๋อ ก็แสดงว่าให้ทำอย่างที่ผู้ใหญ่เขาทำกันใช่ไหม ได้....”

เจ้ากุ๊กสะดุ้งโหยง รีบกระโดดออกจากโซฟาทันที

“ปลัดบ้า....อย่ามายุ่งกับผม....ผมแมนๆ” แล้ววิ่งเขยกๆ ไป ปลัดหัวเราะไล่หลังมาแล้วว่า

“เฮ้ย เจ้ากุ๊ก “บ้านะ” ผู้หญิงเขาพูดกันเว้ย.....เอ้อ....ไอ้แมนนี่..แมนตายละเอ็ง”


กลับมาที่ร้านอาโกชาอีกรอบ....

สุวัจนียังนั่งอยู่ที่เดิม หลังจากที่ทุกคนลุกไปกันหมดแล้ว เห็นนั่งคิดอะไรไม่รู้ ท่าทางจะถูกใจ เพราะยิ้มมุมปากถึง 2 รอบ

อาโกชาเริ่มเหล่.....มานั่งร้านตูนานแล้วนะ ลูกค้าหายหมดเลย

สักพักเห็นตาหลักเดินมาแต่ไกล

“อ้าว โก ล็อตตารี่ไหม วันนี้วันหวยออกนะ” ตาหลักเดินเข้ามาในร้าน

“ล็อตตารี่หรอ เออ เอาเลขไรดีล่ะ ตาหลัก” โกชาถาม

“ถ้าถามข้า ข้าก็ต้องว่า 12 สิเลขนี้....ข้าชอบ” ตาหลักเตรียมเอาให้

“เฮ้ยๆ เดี๋ยวตาหลัก 12 ข้าไม่ค่อยชอบวะ แต่ชอบเลข 2 กับอีกตัวนึง....เอาอะไรดีน้า”

เจ้าฟู่เด็กเสิร์ฟ ยื่นหน้ามาตอบ “เอาเลข 4 สิโก ฟู่ว่ามันดูเข้ากันดีนะ”

“เออๆ ดูๆ มันก็เข้ากันดีเหมือนกันนะ 24 เหรอ เออ งั้นเอาคู่นี้แหละ”

ตาหลักส่งล็อตตารี่ให้แล้วว่า “ นี่ๆ แกรู้ไหมโก พ่อดีเจภูธรเขามาแล้วนะ”

“อ้าว พ่อดีเจฯ ที่ว่าไปติดต่อธุรกิจอะไรที่เมืองนอกน่ะเหรอ” อาโกถาม

“ เออๆ นั่นแหละ เห็นเขาว่างั้นนี่ นี่ๆ เห็นแกกลับมาแล้ว แกว่าจะกระจายเสียงหนังจีนกำลังภายในภาคสองให้เราฟังกันแล้วนะ “

“แหม จริงหรอ งั้นข้าคงต้องรอฟังแล้วล่ะ พักนี้มันมีแต่นิยายน้ำเน่าว่ะ ข้าจะเลี่ยนแย่แล้ว” ฮิฮิ...

“เอ่อ....” เสียงสุวัจนีดังขัดขึ้นมาระหว่างการสนทนา

ทั้งตาหลักและอาโกชาหันมามอง

“คุณดีเจฯ ที่ว่าเนี่ย....หล่อมั้ยอ่ะ” อูย...สยอง


ที่โรงพยาบาล.....

ผู้ใหญ่พิษณุกับประพาสเดินเข้ามาที่เคาน์เตอร์ ถามหาพัดชา....ก็ได้รับคำตอบว่า อยู่ที่ห้องพักคนไข้พิเศษของประเวศ...

ทั้งสองจึงขึ้นไปที่ห้องประเวศ พัดชาเป็นคนไปเปิดประตู พอเห็นว่าเป็นใครเท่านั้น ก็ทำหน้าเหมือนจะร้องให้

“พี่ผู้ใหญ่ พี่พาส”

พัดชาสบตาประพาสเศร้าๆ ประพาสยื่นมือมาจับมือพัดชา

“พัด เป็นไงบ้าง”

พัดชาสบตาประพาสแล้วพูดไม่ออก ผู้ใหญ่เข้ามาจับมือพัดชาอีกข้าง

“พัดดูเหนื่อยมากเลย นี่ทำงานไม่ได้พักเลยหรอจ๊ะ”

พัดชารับคำเบาๆ “ค่ะ

“พี่ขอเข้าไปเยี่ยมคุณเวศหน่อยนะ” ผู้ใหญ่พิษณุว่า พัดชาจึงจูงมือทั้งสองคนมาที่เตียงของประเวศ

ลูกตาลกำลังนั่งอยู่ข้างเตียงประเวศ หันมามอง

แล้วทั้งห้า ก็อึ้งกันไปหมด.....

คนทั้งห้ามองหน้ากัน....ประเวศหน้าหมองลงไป...

ผู้ใหญ่พิษณุก็หน้าขรึมลงไป....

ประพาสก็หน้าขรึมลงไป.....

พัดชาก็หน้าหมองลงไป...

ลูกตาลก็หน้าหมองลงไปเช่นกัน.....

ไม่มีใครรู้ว่า ทั้ง 5 คนนั้นคิดอะไรกันอยู่...ห้องเกิดบรรยากาศเงียบเกินกว่าที่ใครๆจะเข้าใจ

บรรยากาศเงียบไปครู่หนึ่ง....ไม่มีใครรู้ว่าเป็นเพราะอะไร

ผู้ใหญ่พิษณุรู้สึกตัวก่อนกล่าวทักทายขึ้นมา

“สวัสดีครับ ทุกคน....” ผู้ใหญ่พิษณุหันไปมองประเวศ “คุณเวศ เป็นยังไงบ้างครับ ผมกับพาสมาเยี่ยมครับ”

ประเวศมองพัดชาที่จูงมือซ้ายประพาสและขวาผู้ใหญ่พิษณุแล้วฝืนยิ้ม

“ครับ ตอนนี้ก็รู้สึกดีมากขึ้นแล้วครับ ไม่เจ็บแผลแล้ว”

“พาสว่า เดี๋ยวคุณเวศก็คงหายดี คุณเวศแข็งแรงจะตาย เนอะ พัด”

หันไปพยักเพยิดกับพัดชา พัดชายิ้มรับ แต่พอมองเห็นสายตาประเวศที่มองมาก็หลบ

ทั้งสี่คนสนทนากันเหมือนลืมใครไปคนหนึ่ง ลูกตาลยืนเมินๆอยู่ครู่หนึ่ง ก็สะบัดหน้าหนีไป...ทั้งสี่คนมองตาม พัดชารีบบอก

“คุณลูกตาลเธอมาช่วยดูแลคุณเวศด้วยน่ะค่ะ...เพราะเห็นว่ากำลังจะมีข่าวดี” กล้ำกลืนพูด

“ข่าวดีอะไรหรอ” ประพาสและผู้ใหญ่พูดขึ้นพร้อมกัน

“ก็...เอ่อ...”ประเวศพูดพลางมองหน้าพัดชา “ยังไม่มีข่าวดีอะไรตอนนี้หรอกครับ ป๊าผมเพียงแต่คิดไปก่อนล่วงหน้าเท่านั้น”

“งั้นผมคงต้องขอแสดงความยินดีล่วงหน้าเลยนะครับ” ผู้ใหญ่พิษณุยิ้มนิดๆ

“ครับ ขอบคุณมาก”

“นี่ เรามารบกวนคุณเวศหรือเปล่า” ประพาสถามขึ้น เมื่อเห็นสีหน้าประเวศหมองลงเรื่อยๆ

“เปล่านี่พาส ผมดีใจมากนะ ที่ผู้ใหญ่กับพาสมาเยี่ยม”

“งั้นวันหลังจะชวนเจ้าเปรี้ยวมาเยี่ยมด้วยนะคุณเวศ” ประเวศฟังแล้วยิ้ม แต่ตายังมองไปที่มือพัดชาทั้งสองมือ

“เออ ผมต้องขอโทษด้วยนะครับ ที่มาเยี่ยมกะทันหัน ไม่ได้เอาอะไรมาเลย”

ผู้ใหญ่พิษณุพูดแล้วนึกขึ้นได้ “งั้น เดี๋ยวผมจะเอาของในฟาร์มมาเยี่ยมคุณเวศแล้วกันนะครับ”

“ผู้ใหญ่ไม่ต้องลำบากหรอกครับ แค่มาเยี่ยมผมก็ดีใจแล้ว”

“งั้น คุณเวศอยากกินอะไรไหม เดี๋ยวพาสเอามาให้”

“ก็...ไม่อยากกินอะไรนะ...ก็แค่...”หยุดพูดแล้วมองพัดชา “อยากกินคุ๊กกี้....”

พัดชาสบตาแล้วเมินไป

“อ๋อ คุ๊กกี้หรอ คุณเวศ ได้ๆ เดี๋ยวพาสเอามาให้ ของเค้าดีจริงๆ เนอะ”

ประเวศยิ้มแล้วก้มหน้า...คุ๊กกี้เค้าดีจริงๆแหละแต่....คุ๊กกี้ที่ดีเหมือนกันทุกถุง....ไม่ได้หมายความว่าคนกินจะรู้สึกดีทุกครั้งที่ได้กิน

บางครั้งกินเล่น....บางครั้งกินเพื่อประทังความหิว....บางครั้งกินเพื่อไม่ให้เสียกำลังใจ

แต่บางครั้ง...ก็กินอย่างมีความสุข...ก็คุ๊กกี้เหมือนกันนั่นแหละ

แต่คุ๊กกี้ที่ไหน....ก็คงไม่ทำให้เรามีความสุขได้เท่า....คุ๊กกี้ 2 ถุงที่เราได้รับจาก มายเกิร์ล

ประเวศคิดแล้วเศร้า ก็พัดเขามีคนข้างกายเป็นคนดีๆ อยู่ตั้ง 2 คน

คนหนึ่งก็หล่อ คนหนึ่งก็เท่ห์ แล้วเขาจะเอาอะไรไปสู้ได้...ดูจากมือที่จับกันแนบแน่นทั้ง 2 คนแล้ว...เขาก็เข้าใจว่าไม่มีสิทธิ...

พัดชามองประเวศแล้วเมินไป เมื่อได้ยินคำว่า คุ๊กกี้ขึ้นมาได้...เขาคงไม่ได้หมายถึงเราหรอก...เขาคงหมายถึงคุ๊กกี้ที่ไปกินกับคุณลูกตาลมากกว่า

คุ๊กกี้ของเราจะไปสู้คุ๊กกี้ไฮโซราคาแพงของคุณลูกตาลเขาได้อย่างไร....พัดชาคิดแล้วก้มหน้า ประพาสสังเกตเห็นจึงกระซิบถาม

“พัด เป็นอะไร” พัดชาจึงเงยหน้าขึ้นมา จับมือประพาสแล้วว่า

“ขอตัวสักครู่นะคะ” แล้วก็จูงมือประพาสเข้าไปในห้องน้ำ มีผู้ใหญ่พิษณุกับประเวศมองตามไป

ผู้ใหญ่มองตามด้วยความสงสัย ....มีความลับกันอีกแล้ว

ส่วนประเวศมองด้วยความปวดร้าว..ดูเขาสนิทกันมากจริงๆ

ในห้องน้ำนั้นเอง....ประพาสลูบหลังพัดชา พูดเสียงเบา

“ทำใจดีๆ ไว้พัด”

พัดชาเงยหน้ามามองประพาส แล้วว่าเสียงเครือ “พัดพยายามแล้ว พี่พาส พัดรู้ว่า ถ้าพัดอยู่ตรงนี้ พัดจะเจ็บปวด แต่พัดก็ยอม เพื่อว่าพัดจะได้รับความสุขเพียงน้อยนิดที่ได้อยู่ใกล้ๆ เขาบ้าง”

“แล้วพัดมีความสุขหรือเปล่า” พัดชาพยักหน้า “แล้วพัดมีความทุกข์หรือเปล่า” พัดชาก็อึ้งไป แล้วพยักหน้าอีกครั้ง

“อย่างไหนมีมากกว่ากัน”ประพาสถามต่อ พัดชาส่ายหน้า “พัดไม่รู้...”

“ถ้างั้นพัดก็ต้องเลือกละว่า จะเดินหน้า หรือ จะตัดใจ...แต่พี่ว่านะ” ประพาสหยุดนิดหนึ่ง

“ถ้าพัดจะเดินหน้า เส้นทางต่อจากนี้ มันจะเจ็บปวดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยที่เราก็ไม่รู้ว่าสุดทาง เราจะได้รับสิ่งที่ต้องการหรือเปล่า หรือว่าสุดทางแล้วเราจะพบกับความว่างเปล่า...”

“แต่ถ้าพัดจะตัดใจตั้งแต่ตอนนี้นะ แรกๆ มันอาจจะเจ็บปวดแสนสาหัส แต่ต่อไป มันก็จะเริ่มชิน และทำใจได้ในที่สุด สุดท้ายถึงแม้เราอาจจะไม่ได้รับสิ่งที่ต้องการ แต่ก็ยืนยันได้ว่า ต่อไปเราจะไม่ต้องเจ็บปวดอีก”

พัดชาเงยหน้าขึ้นมาฟัง “แต่ พี่พาส”

“พี่ไม่ตัดสินใจให้พัดหรอก พัดคิดเอาเองแล้วกัน แต่รู้ไว้แล้วกันนะ ว่าพี่หวังดีกับพัด ไม่อยากให้พัดเจ็บปวด”

ด้านนอกห้อง ลูกตาลยืนกระวนกระวายอยู่ บอกไม่ถูกว่าตัวเองรู้สึกอย่างไรกันแน่

แต่แล้วก็ตัดสินใจ ปลุกปลอบกำลังใจตัวเอง ฝืนยิ้มร่าเริงเข้าไปในห้องอีกครั้ง

ลูกตาลเดินเข้าไปชิดเตียงประเวศ ก้มหน้าลงไปพูดกับประเวศน้ำเสียงร่าเริง

“เวศ เดี๋ยวลูกตาลกลับก่อนนะ พรุ่งนี้จะมาเยี่ยมใหม่ เวศหายเร็วๆ นะ เราจะได้มาคุยเรื่องของเรากันซะที”

แล้วลูกตาลก็หันไปมองหน้าคนทั้งสามแวบหนึ่ง แล้วเมินหน้า เดินออกไปจากห้อง

ทันทีที่ปิดประตูห้อง น้ำตาหยดหนึ่งก็ร่วงออกมาทันที ลูกตาลใช้หลังมือป้ายน้ำตาแรงๆ แล้วเดินออกไปอย่างมั่นใจ

เดินมาถึงริมแม่น้ำ ที่เคยมาคุยกับประเวศวันนั้น ลูกตาลก็หยิบกระดาษที่หยิบมาจากโต๊ะเขียนแบบของประเวศ

กระดาษที่เขียนหัวข้อว่า.....My Girl......

ลูกตาลหยิบขึ้นมาดู แม้ยังวาดไม่เสร็จแต่ก็รู้ทันทีว่าเป็นใคร...

ลูกตาลมองเหม่อไปข้างหน้า...แล้วค่อยๆ ปล่อยกระดาษแผ่นนั้นให้ปลิวไปในสายลม.....




 

Create Date : 20 ธันวาคม 2548    
Last Update : 5 มีนาคม 2549 12:39:43 น.
Counter : 88 Pageviews.  

มนต์รักโคกสาริน...ตอนที่ ๒๑

เมื่อประพาสกับผู้ใหญ่พิษณุกลับไปแล้ว...ทั้งห้องก็เหลือคนอยู่ 2 คน...และเงียบ

พัดชาเตรียมยามาให้ประเวศ เดินมาข้างๆเตียง สบตาแล้วเมินหลบ

“ทานยาค่ะ” ยื่นยาให้ แต่ประเวศเอื้อมมือไปจับทั้งถ้วยยา ทั้งมือพัดชา พัดชาสะดุ้ง

“คุณเวศ...ปล่อยค่ะ”

“ขอโทษครับ ผมลืมไปว่าผมไม่ใช่....” ไม่ใช่ประพาสกับผู้ใหญ่พิษณุ ประเวศคิดในใจ

“ไม่ใช่อะไรคะ....” พัดชาถามเสีบงเบา พลางนึกในใจ พัดก็ไม่ใช่ลูกตาลเหมือนกัน

“ไม่ใช่คนที่พัด...เอ่อ ช่างมันเถอะครับ” ประเวศจะพูดแล้วชะงัก ปล่อยมือ

พัดชามองแล้วหน้าหมอง นึกถึงเมื่อคืน...คิดซะว่าฝันไปแล้วกัน

แล้วทั้งคู่ก็ตกอยู่ในความคิดคำนึง....ต่างคนต่างคิด ....แต่ทำไมกลับคิดถึงกันและกัน...บางครั้งความคิดคำนึงสำคัญกว่าคำพูด....เพราะความคิดคำนึงนั้น มีอิสระ...แต่คำพูด
.....บางครั้งทำให้ขาดอิสระ และอาจได้รับความเจ็บปวดพ่วงท้าย

จนดึกดื่น.....พัดชายืนมองดวงดาวที่นอกหน้าต่าง

แอบหันไปมองประเวศ ก็เห็นว่าเขาหลับตาแล้ว จึงเดินไปปิดไฟ....ห้องทั้งห้องอยู่ในความเงียบ.......

พัดชามองไปที่เตียงของประเวศ แล้วเดินไปห่มผ้าให้จรดอก.....พลัน...ก็มือหนึ่งมาจับมือเบาๆ...แต่แนบแน่น

พัดชาชะงัก จะชักมือออกก็กลัวประเวศจะตื่น จึงค่อยๆ ทรุดนั่งลงข้างๆเตียง

คุณเวศคงจะละเมอ...พัดชาคิด.....

...ผมไม่เคยคิดเลยว่า ผมจะได้มีโอกาสได้มาใกล้ชิดคุณ ผมคอยเฝ้ามองคุณมาตลอด แต่ผมไม่เคยรวบรวมความกล้าที่จะเข้าไปหาคุณได้เลย....

เสียงประเวศพึมพำออกมาเบาๆ....พัดชาโน้มตัวเข้าไปฟังแล้วอึ้ง....คุณเวศละเมอใช่ไหมเนี่ย

...ถ้าเรื่องของเรามันจะไม่เป็นจริงขึ้นมาได้...งั้นก็ขอให้ผมอยู่ในความในฝันก็แล้วกัน....

ประเวศพูดขึ้นมาอีก....แล้วก็เงียบ พัดชาพยายามบอกตัวเองว่า ประเวศคงจะละเมอ และคนๆนั้นที่ประเวศหมายถึง ต้องเป็นใครสักคน ที่ไม่ใช่เรา

พัดชามองหน้าประเวศในความมืด มือที่ถูกเกาะกุมอยู่นั้น ช่างอบอุ่นเหลือเกิน พัดชาขยับมือให้กระชับแน่นขึ้นอีก นึกถึงเพลงๆ หนึ่ง

...เธอ คือ คนนั้น คนที่ชั้นไม่เคยคิดฝันว่ามี.... และเธอ....และเธอมายืนอยู่ตรงนี้...

ประเวศลืมตาขึ้นมาในความมืด มองมือพัดชาที่เกาะกุมไว้ แล้วยิ้มนิดๆ

ทั้งสองต่างกุมมือกันอยู่...ต่างนอนกันไม่หลับ....ต่างลืมตาขึ้นมายิ้มในความมืด

และต่างก็พอใจกับความสุขเพียงน้อยนิด....เพียงแต่ทั้งสองคนมองไม่เห็นกันเท่านั้น


เช้าวันรุ่งขึ้น........

พัดชานอนหลับซบอยู่ข้างๆเตียงประเวศ....มือยังอยู่ในอุ้งมือกันและกัน

ประเวศตื่นขึ้นมามองพัดชา แล้วมองมือ แล้วยิ้ม.....

พัดชาค่อยๆ ตื่น....ลืมตาขึ้นมาเห็นประเวศมองอยู่...ก็เผลอยิ้มให้......ประเวศยิ้มตอบ.....


ยามเช้าที่บ้านลูกตาล....

หมวยนกมาเคาะประตูห้อง....พอลูกตาลเดินไปเปิด ก็เจอกระเช้าดอกกล้วยไม้สีส้ม พร้อมการ์ดใบหนึ่งแนบมาด้วย

แม้จะเจ็บปวดและพยายามตัดใจ แต่ลูกตาลก็อดตื่นเต้นไม่ได้....หยิบกล้วยไม้ไปวางไว้บนโต๊ะ เปิดการ์ดออกอ่าน

“ขอแสดงความยินดีด้วยกับข่าวดีที่จะเกิดขึ้น ยังเป็นห่วงอยู่เสมอ น้องสาวของพี่”

ลูกตาลอ่านจบแล้วรีบปิดการ์ดทันทีเหมือนกับไม่อยากจะเห็นอีก พูดกับตัวเอง

“เวศ ชั้นตัดสินใจแล้ว....” แล้วลูกตาลก็รีบไปโรงพยาบาลทันที......

เมื่อลูกตาลมาที่โรงพยาบาล เปิดห้องของประเวศเข้าไป ก็เห็น....นั่น....กระเช้ากล้วยไม้สีเหลืองวางอยู่บนหัวเตียง...

“เวศ....”ลูกตาลเรียก ประเวศหันมามอง “อ้าว ลูกตาล...”

ลูกตาลเดินไปที่กระเช้าดอกกล้วยไม้สีเหลือง หยิบขึ้นมาดู

“กล้วยไม้มาจากไหน”

“ อ๋อ กล้วยไม้นั่นหรอ.....” ประเวศมองไปที่กล้วยไม้สีเหลือง

“มาจากฟาร์มใช่ไหม...” และโดยที่ไม่รอคำตอบ ลูกตาลก็หยิบกระเช้ากล้วยไม้ขึ้นมา แล้ววางลงไปบนถังขยะทันที...

“ทำอะไรน่ะ ลูกตาล” ประเวศตกใจ

“เปล่า.....” ลูกตาลปฏิเสธ “เวศ แกหายแล้ว เราจะหมั้นกันให้เร็วที่สุดนะ”

ประเวศอึ้ง พัดชาที่เพิ่งออกมาจากห้องน้ำได้ยินก็อึ้งเช่นกัน

“หวังว่าจะยังรักชั้นเหมือนเดิม” ลูกตาลว่าแล้วเดินออกจากห้องไป.


ลูกตาลเดินตรงไปที่....ฟาร์มกล้วยไม้

ผู้ชายคนหนึ่งกำลังฮัมเพลงเบาๆ พลางดูแลกล้วยไม้สีม่วงอยู่

...ฉันอาจเป็นสายฝนเมื่อเธอร้อนใจ....อบอุ่นเหมือนไฟ เมื่อเธอเหน็บหนาว....อาจเป็นดนตรีกล่อมเธอเมื่อเหงา...อาจเป็นแสงดาวเมื่อเธอแหงนมอง....

ลูกตาลอึ้ง....ก่อนที่จะหยุดอยู่ด้านหลัง

เขาคนนั้นหันมา...ผู้ใหญ่พิษณุ เมื่อเห็นลูกตาลก็อึ้งเล็กน้อย ก่อนจะยิ้ม

“ลูกตาล สบายดีแล้วหรอ ได้รับกล้วยไม้ที่ส่งไปหรือยัง” ผู้ใหญ่เดินเข้ามาหา

“ทำไมพี่ผู้ใหญ่ต้องทำอย่างนี้” ลูกตาลตัดพ้อ “ถ้าพี่ผู้ใหญ่ไม่รัก ก็อย่ามาสงสาร หรือว่าเห็นใจได้ไหมคะ”

“แต่พี่ เป็นห่วงลูกตาล”

“ความเป็นห่วงของพี่ผู้ใหญ่ มันทำให้ลูกตาลตัดใจไม่ได้สักที เพราะทุกครั้งที่ได้รับกล้วยไม้จากพี่ ลูกตาลจะแอบหวังอยู่เสมอ ทั้งๆที่ มันก็แค่ความสงสารเท่านั้น”

“ไม่ใช่อย่างนั้น ลูกตาล”

“ถ้าจะสงสาร อย่ามาสงสาร ถ้าจะให้ดี ก็เกลียดไปเลยก็ได้...แต่ “ลูกตาลหยุดนิดหนี่ง “อย่ามาสงสาร ขอร้องละค่ะ”

ผู้ใหญ่พิษณุถอนใจ “แต่พี่หวังดีกับลูกตาลจริงๆ พี่เป็นห่วง และหวังดี ไม่ใช่สงสารนะ”

ลูกตาลเชิดหน้าน้ำตาจะไหล

“เก็บความเป็นห่วงหวังดีของพี่ เอาไว้ให้คนอื่นเถอะค่ะ สำหรับลูกตาล ถ้าไม่รักก็ไม่ต้องมาสนใจกันเลยดีกว่า”

ลูกตาลว่าแล้วทำท่าจะหันหลังกลับ แต่ผู้ใหญ่พิษณุเรียกเอาไว้

“ลูกตาล........”

ลูกตาลหยุด แต่ไม่หันกลับมามอง

“ไม่ว่าจะยังไง ลูกตาลก็ยังเป็นน้องสาวของพี่คนนี้เสมอ และพี่ก็รอฟังข่าวดี ที่ลูกตาลจะมีความสุขในเร็วๆนี้นะ”

ลูกตาลหันหน้าไปทันที

“ลูกตาลไม่มีวันมีความสุขได้ เพราะพี่ผู้ใหญ่เอาความสุขของลูกตาลไปหมดแล้ว....”

แล้วลูกตาลก็วิ่งหนีไป มีผู้ใหญ่พิษณุมองตามด้วยความเป็นห่วง พึมพำเบาๆ

“ความสุขของคนเรา เป็นกรรมสิทธิของเรา ไม่มีใครมาทำให้เราหมดความสุขได้ ถ้าใจเราไม่ยินยอมนะ ลูกตาล แต่ยังไงพี่ยังห่วงอยู่เสมอ...”

….แล้วเมื่อถึงเวลาก็จะรู้....เหตุผลที่ชั้นนั้นทำให้เธอไป....จะเขียนข้อความหนึ่งไปกับดอกไม้....ให้เธอเรียกชั้นว่า....สายลมที่หวังดี.....


ที่ตลาดบ้านโคกสาริน......

เปรี้ยวเดินเข้าตลาดมากับบุญออบ ทั้งสองเดินห่างกันเป็นโยชน์ แต่ก็แอบมองกันและกัน

จนมาถึงร้านอาโกชา ต่างก็เข้ามานั่งที่โต๊ะเดียวกัน

อาโกชามองภาพนั้นด้วยความปวดร้าว รีบจัดนมสดกับโอเลี้ยงมาวางไว้ให้ทันที

เปรี้ยวงง “อ้าว โก ยังไม่ได้สั่งเลยนี่”

“อะไรที่เปรี้ยวมีความสุขน่ะ ถึงไม่ได้สั่ง โกก็จัดให้ได้” แน่ะ อาโกชาพูดเสียงขรึมๆ ยังกะพระเอก

“ขอบคุณนะครับ สำหรับนมสด” บุญออบยิ้มให้

“อือๆ ได้ไปแล้วก็ดูแลให้ดีๆล่ะ” เอ๊ะ โกพูดถึงอะไรกันแน่ “ขอให้รู้ว่าชอบจริงเหอะ ถ้าชอบไม่จริงละ โดนแน่...หมายถึงนมสดน่ะ” อ๋อ....

แล้วอาโกก็เรียกเจ้าฟู่เสียงดัง “ไอ้ฟู่ เอ็งไปซื้อน้ำใบบัวบกร้านแม่ยิ้มให้ข้าหน่อย เอามา 2 แก้วเลย ให่ไวนะเว้ย”

อาโกชาว่าดังนั้นแล้วเดินออกไปเหมือนพระเอกมิวสิค...

อนิจจา...ทั้งเปรี้ยวทั้งบุญออบไม่ทันได้สนใจ เพราะมัวมองตากันอยู่...กินกันไปมองตากันไป....เฮ้อ มีความสุข

ก่อนที่จะมาหยุดอยู่ที่เสียงๆหนึ่งที่ดังแหวกอากาศเข้ามา

“พี่ออบบบบบ” สุวัจนีนั่นเอง “ทำไม่มานั่งกับยายเด็กนี่อีกแล้วล่ะ นี่ไม่เห็นแก่หน้าสุวัจเลยหรอ”

“สุวัจ อย่าเรียกเปรี้ยวแบบนั้น จะเรียกเขาก็เรียกดีๆ...อีกอย่างหนึ่งนะ” บุญออบหยุดพูดแล้วมองหน้าเปรี้ยว

“ทำไมพี่จะมานั่งกับเปรี้ยวไม่ได้ ก็พี่อยากนั่งกับคนที่พี่รัก.....”อูย

เปรี้ยวเขิน แต่สุวัจนีแทบกรี๊ด พยายามสะกดอารมณ์ไว้

“นี่ พี่ออบ พูดออกมาได้ สุวัจไม่ยอมนะ”

“เธอจะยอมหรือไม่ยอมพี่ก็ไม่สนใจอยู่แล้ว อย่าลืมนะ ว่าเราไม่ได้เป็นอะไรกัน” บุยออบว่าขรึมๆ

สุวัจนีอยากจะกรี๊ดอีกรอบ แต่เมื่อนึกอะไรขึ้นมาได้ก็ยิ้มมุมปาก

“ฮิๆ ถ้าพี่ออบไม่ยอมสุวัจก็ไม่เป็นไร เพราะสุวัจโทรศัพท์ไปบอกพ่อแม่พี่หมดแล้ว ก็คอยดูแล้วกันว่า ถ้าเป็นพ่อแม่พี่ พี่จะมาพูดเสียงแข็ง อย่างที่พูดกับสุวัจหรือเปล่า ฮิๆ”

บุญออบกับเปรี้ยวมองหน้ากัน สุวัจนีเห็นแล้วก็ยิ้มมุมปากอีกรอบ....


ลูกตาลวิ่งน้ำตาไหลมาตามทาง....จนมาชนกับคนๆหนึ่ง...ลูกตาลเสียหลัก กำลังล้ม แต่คนๆนั้นรวบตัวไว้...

ลูกตาลเงยหน้าขึ้นมอง....แล้วก็ร้องว่า

“พี่พาส......”

ประพาสมองหน้าลูกตาลด้วยความเป็นห่วง “ลูกตาล เป็นอะไร ร้องให้ทำไม”

ลูกตาลส่ายหน้า พยายามจะยิ้ม แต่ยิ้มที่ออกมา มันช่างดูฝืนเหลือเกิน

“ลูกตาลไม่เป็นอะไรค่ะ....ก็แค่ “

“อย่าบอกนะ ว่าผงเข้าตาน่ะ “ ประพาสว่ายิ้มๆ

ลูกตาลอดยิ้มไม่ได้ “ลูกตาล...เอ่อ” แล้วก็พูดไม่ออก

“ไม่เป็นไร มาลูกตาลมานั่งก่อน...”แล้วประพาสก็จูงมือลูกตาลมาที่สวนสาธารณะ...นั่งลงข้างๆ แล้วจับมือลูกตาลไว้

“ร้องให้เสียใจเรื่องอะไร....ลูกตาลมีอะไรให้พี่ช่วยไหม”

ลูกตาลเงยหน้าขึ้นมอง “พี่พาส.....”

ประพาสยิ้ม “ถึงแม้เราจะห่างกันไป ตอนที่ลูกตาลไปเรียนเมืองนอก แต่พี่ก็ไม่เคยลืมน้องสาวคนนี้นะ”

“งั้นคงเป็นลูกตาลเอง ที่เป็นฝ่ายห่างพี่ไป....”ลูกตาลยิ้มอ่อยๆ

“ก็ไม่เห็นเป็นไรนี่ ชีวิตคนเราต้องเจอโลกกว้าง ต้องเจอคนใหม่ๆ อยู่แล้ว”

“แต่ลูกตาลก็ไม่ลืมคนเก่าๆ..โดยเฉพาะคนบางคน” ลูกตาลว่าแล้วเงียบไป

“ถ้าคนบางคนนั้นทำให้เราอยากลืม ก็ไม่มีเหตุผลอะไรไปจำมันนี่”

“แต่พี่พาส...ลูกตาลพยายามแล้ว แต่มันก็ไม่ลืมได้สักที....ลูกตาลจะทำยังไงดี”

“ไม่ลืมงั้นหรอ....อืม งั้นก็ไม่ต้องลืม แค่อย่าไปคิดถึงมากก็พอแล้ว...ทำได้ไหม ลูกตาล”

ลูกตาลส่ายหน้า....ประพาสยิ้มจับมือลูกตาลบีบเบาๆ

“ไม่อยากเห็นลูกตาลเศร้าอย่างนี้เลย มีอะไรให้พี่ช่วยได้บ้างไหม”

“พี่พาส...เอ่อ...ลูกตาลเห็นพี่พาสกับ....พี่ผู้ใหญ่สนิทกัน..เอ่อ”

ลูกตาลพูดแล้วมองประพาสแล้วยิ้มด้วยความหวัง ประพาสมองแล้วอึ้งไปกับความหวังหลังรอยยิ้มนั้น

“ตกลงลูกตาล พี่จะช่วย...” พูดแล้วก็เงียบไป ลูกตาลยิ้มแล้วจับมือประพาสมาแนบแก้ม

“รักพี่พาสจังเลย....”


เจ้ากุ๊กวิ่งกระโดดมาตามทาง มีปลัดกฤตย์เดินตามมาห่างๆ

ปลัดมองเจ้ากุ๊กแล้วอมยิ้ม พลางร้องเรียก

“เฮ้ย กุ๊ก เบาๆหน่อยดิวะ เดินดีๆไม่เป็นหรือไง กระโดกกระเดกไม่มีใครเกิน”

เจ้ากุ๊กหันมาทำหน้ากวนใส่ปลัด

“ก็ขาผมหายเจ็บแล้วนี่ ผมก็ต้องวิ่ง กระโดดให้คุ้มหน่อย”

ปลัดกฤตย์หัวเราะ “เออๆ กระโดดไปเถอะเอ็ง เดี๋ยวก็เจ็บอีก จะขำให้”

เจ้ากุ๊กหันไปแลบลิ้นใส่ปลัด ก่อนจะวิ่งไปที่ริมน้ำ แล้วหันมาบอก

“นี่ไงคุณปลัด ตรงนี้ไงที่ผมเหยียบเศษแก้ว”

“อ้อ มีชี้จุดเกิดเหตุด้วยหรอวะ “ ปลัดหัวเราะ แล้วเดินมาเรื่อยๆ

“เฮ้ยยยย...อ้ากกก” เสียงเจ้ากุ๊กร้องดังลั่น แล้วล้มลงไปทันที

ปลัดกฤตย์ตกใจ รีบวิ่งไปหาทันทีด้วยความเป็นห่วง..ไปถึงก็นั่งข้างๆเจ้ากุ๊กถามด้วยความร้อนรน “เอ็งเป็นอะไร เจ็บตรงไหน”

เจ้ากุ๊กเงยหน้าขึ้นมามอง “ ผม...เอ่อ....”

“ว่าไง เจ็บตรงไหน บอกชั้น เดี๋ยวพาไปหาหมอ” ปลัดร้อนรน

“ผม....เอ่อ.....ผมล้อเล่นนะ” แป่ว......

ปลัดกฤตย์อึ้งไป 3 วิ ก่อนจะเอามือเขกหัวภายใต้หมวกแก๊บของเจ้ากุ๊ก 1 ที

“นี่แน่ะ มาเล่นงี้ได้ไง คนเขาเป็นห่วงแทบแย่”

เจ้ากุ๊กเงยหน้ามองปลัดอีกครั้ง “คุณปลัดห่วงผมจริงหรอ”

ปลัดสบตาแล้วบอกเบาๆ “จริงสิ”

ทั้งคู่สบตากัน เจ้ากุ๊กเขิน จึงรีบลุกวิ่งกระโดดต่อไปทันที ปลัดลุกตาม

สักพักเจ้ากุ๊กก็ร้องอีกรอบ “คุณปลัดดดด.....”

ปลัดยังไม่ยอมเดินไปหา “อาไรอีก อะไรกัดอีกหรอ”

“ไม่ใช่ครับๆ....นี่ครับคุณปลัด...ผมเจอนี่” เจ้ากุ๊กชูกระดาษแผ่นหนึ่งให้ดู

ปลัดกฤตย์รีบเดินเข้าไปหา ถามว่า

“กระดาษอะไร เอ็งไปเอามาจากไหน”

“ผมเห็นมันติดอยู่ที่ริมตลิ่ง ดูสิครับ เปียกน้ำไปตั้งครึ่งหนึ่งแน่ะ ตรงท้ายๆกระดาษน่ะ เลือนหมดเลย....”

“แต่เอ๊ะ....”เจ้ากุ๊กหยุดพูด ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ปลัดหันมามองกระดาษ

“ทำไมหรอ....เอ นี่เขียนว่า My Girl ซะด้วย รูปนี่ก็คุ้นๆนะ.....”

“เอ๊ะ....คุณปลัดลายเส้นกับลายเซ็นเลือนข้างล่างๆนี่ ผมก็คุ้นๆนะ....”

ต่างคนต่างคิดกันใหญ่ สักพักก็ร้องออกมาพร้อมกัน

“พี่เวศ....” เจ้ากุ๊กร้อง

“คุณพัด....”ปลัดร้อง

แล้วก็หันไปมองหน้ากัน ปลัดกฤตย์ขมวดคิ้ว

“เมื่อกี้แกเรียกคุณเวศเขาว่าพี่เชียวหรอ ไปรู้จักมักจี่กันตั้งแต่เมื่อไหร่ ฮะ แล้วลายเส้นกับลายเซ็นน่ะ แกรู้ได้ไงว่าเป็นของคุณเวศเขา” ปลัดว่าอย่างสงสัยพลางนึกถึงเรื่องเมื่อคืนงานวัด

เจ้ากุ๊กอึกอัก เอ่อ เมื่อกี้ลืมตัวไปหน่อย จะแก้ตัวกับปลัดยังไงดีเรา

“ก็ผม...เอ่อ....ก็คุณดลเขาให้ผมเรียกงั้นนี่ วันนั้นที่งานเลี้ยงบ้านเสี่ยมาย คุณดลเขาให้ผมดูรูปที่คุณเวศเขาวาด ผมก็เลยจำได้ ผมความจำดี ผมฉลาดน่ะครับ โฮ่ๆๆ”

เจ้ากุ๊กหัวเราะเสียงใหญ่กลบเกลื่อน แต่เมื่อนึกอะไรขึ้นมาได้ก็หยุด มองหน้าปลัด

“แล้วปลัดล่ะ รูปยังวาดไม่เสร็จ แถมเปียกน้ำไปครึ่งหนึ่งอย่างนี้ ทำไมจำได้ทันทีละว่า เป็นคุณพยาบาลน่ะ”

ปลัดทำไก๋ “เฮ้ย แหม จะดูรูปคนมันต้องหาสัญลักษณ์ประจำตัวเค้าเว้ย เอ็งนี่ ไหนว่าฉลาดไง แค่นี้ก็ไม่รู้ ชั้นดูเห็นถุงคุ๊กกี้แม่เนิก ชั้นก็จำได้แล้ว”

ปลัดก็ไปน้ำขุ่นๆเช่นกัน ปลัดพูดไปก็นึกในใจ เรื่องประเวศยังไม่จบนะเจ้ากุ๊ก ชั้นต้องรู้ให้ได้ ว่าเอ็งมีความสัมพันธ์ยังไงกับคุณเวศ

ทั้งสองเงียบไปครู่หนึ่งเหมือนดูเชิงกัน แล้วก็พูดออกมาพร้อมกัน

“งั้นเราไปเยี่ยมคุณเวศกัน.....”

อ้าว พูดเสร็จแล้วมองหน้ากันเอง เจ้ากุ๊กว่า

“คือ ผมจะเอารูปนี้ไปคืนคุณเวศ มันคงปลิวมาจากที่ไหนสักแห่ง “

“ชั้นก็ว่างั้นแหละ เอาไปคืนคุณเวศเขา”

เจ้ากุ๊กมองปลัดแล้วค้อน ฮึ อยากจะไปหาพี่เวศก็บอกมาเหอะ คุณปลัด เอ๊ะ หรือว่าอยากไปหาคุณพยาบาลกันแน่นะ

ส่วนปลัดก็นึกในใจเช่นกัน ฮึ สงสัยอยากจะไปหาคุณเวศล่ะสิ

แล้วทั้งสองก็ออกเดินแบบคุมเชิงกันไปจนถึงโรงพยาบาล


เมื่อไปถึงที่ห้องพักของประเวศ ก็เจอแต่พัดชา

“คุณปลัดกับกุ๊กมาเยี่ยมคุณเวศหรอคะ ตอนนี้คุณเวศไปตรวจคลื่นสมองน่ะค่ะ แต่คงเป็นชั่วโมงนะคะ รอก่อนไหมคะ”

“อืม พอดีผมมีงานซะด้วยสิครับ งั้นวันหลังผมมาใหม่แล้วกันนะครับ”

ปลัดว่าพลางเตรียมดึงเจ้ากุ๊กออกไป แต่เจ้ากุ๊กนึกขึ้นได้ รีบหยิบกระดาษแผ่นนั้นส่งให้พัดชา

“คือ พอดีผมเก็บรูปที่คุณเวศวาดได้น่ะครับ มันตกอยู่ ฝากให้คุณเวศด้วยนะครับ” พัดชางงๆ แต่ก็รับไปแล้วยิ้ม

“ค่ะ งั้นถ้าคุณเวศตรวจเสร็จแล้ว พัดจะบอกว่าคุณปลัดกับกุ๊กมาเยี่ยมนะคะ”

แล้วปลัดกับเจ้ากุ๊กก็พากันเดินออกไป

ทั้งสองคนนึกชื่อสลับกันไปมา...ประเวศ ...พัดชา...ประเวศ...พัดชา...


ฝ่ายพัดชารับกระดาษแผ่นนั้นมาแล้ว ก็จ้องมองด้วยความสงสัย รูปอะไรที่คุณเวศไปทำตกไว้ ถึงเปียกน้ำไปครึ่งหนึ่ง แต่ก็ยังจำได้ดี....ก็ใครจะจำตัวเองไม่ได้เล่า...




 

Create Date : 20 ธันวาคม 2548    
Last Update : 5 มีนาคม 2549 12:40:46 น.
Counter : 94 Pageviews.  

1  2  

ชมเช้า
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]




ชมเช้า..มาจาก ชมเช้า ชมสาย ชมบ่าย ชมเย็น ชมค่ำ ทุกกาลเวลาช่างน่าชื่นชม จะเวลาไหนก็เลือกชมเอาตามสะดวก..

...เวลาเช้า เป็นเวลาที่รู้สึกสดชื่น มีชีวิตชีวา ดูสดใส จอมแก่นแสนซน ที่ไหนได้ ใครๆ เห็นชื่อแล้วบอกว่า 40 ขึ้นแน่ๆ บ้างก็ว่าป้า..เอ่อ เป็นงั้นไป...ขอบอกว่ายังห่างค่ะ ห่างมาก อิอิ...

ตอนนี้มีภารกิจเพื่อชาติให้ปฏิบัติค่ะ รู้สึกภูมิใจจังเลย (โบกมือแบบนางงาม) ดิฉันจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุดค่ะ เอาใจช่วยด้วยนะคะ อิอิ...

คุณที่เข้ามาอย่าเพิ่งงงค่ะ ภารกิจอะไรขอเก็บไว้เป็นความลับ(ว่าแต่ ไม่ได้มีใครเขาอยากรู้สักหน่อย ^^") แต่ยังไงก็ขอบคุณทุกคนที่เข้ามานะคะ ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ อ้อ อีกอย่าง เป็นแฟนหงส์ค่ะ (เกี่ยวไหมเนี่ย อิอิ)

Friends' blogs
[Add ชมเช้า's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.