AZURE
Group Blog
 
All Blogs
 

เที่ยวเกียวโตเบาๆ ก่อนไปฟูจิมาราธอน

วันหยุดนี้ว่างๆ ขอมาเล่าทริปเฉพาะกิจที่ไปวิ่งมาราธอนที่ฟูจิ แต่จริงๆ เนื้อหาคงเน้นเที่ยวไปเรื่อยๆ นะคะ

ทริปนี้เราแวะไปเกียวโต ก่อนจะไปฟูจิ เพราะเริ่มเบื่อโตเกียวแล้ว และตั้งใจจะไปดูใบไม้เปลี่ยนสีที่เกียวโต และงานเปิดไฟกลางคืนตามวัดที่เกียวโต ด้วยค่ะ



สวยมัียล่าาาา Konkai-komyoji temple

ช่วงที่ไป ฟ้าปิดมาก ไม่เจอแดดเลย ถ่ายรูปมาดูเหงาๆ มากเลย แถมถ่ายรูปตอนกลางคืนยากมากเลย ไม่มีขาตั้งกล้อง ถ่ายออกมานี่ ภาพสั่นตลอดเลย





อากาศหนาวมากถึงขั้นต้องแวะกินมัทฉะร้อนกับถั่วแดงต้มอุ่นๆ

วันแรกที่ไปถึงโตเกียว (มีเหตุนิดหน่อยทำให้ต้องนั่งเครื่องมาลงโตเกียว แทนที่จะลงโอซาก้า เสียดายตังค์ค่าตั่วเดินทางเจงๆ)

เดินทางจากกรุงเทพฯ โดย Scoot รอบ 00.30 น. กว่า counter check-in จะเปิดก็ 21.30 น. คนรอต่อคิวเยอะมาก ดีนะ เรามารอต่อคิวตอน 21.00 น.มาก่อนสัก 30 นาที ก็โอเคอยู่นะรอแป้บเดียว



บนรถไฟ NEX จาก Narita airport เข้าโตเกียว มี wifi บนรถไฟนะคะ สะดวกสบายอยู่ค่ะ แต่เราซื้อ sim AIS จากไทยไป ก็สะดวกดีเหมือนกันจ้า

ที่พักที่เกียวโต เราพักอยู่ในอพาร์ทเมนท์ เลยสถานีเกียวโตไป 1 สถานี เดินไกลนิดนึง แต่ก็โอเคนะ แต่ใครไม่ชอบเดินเยอะ ก็แนะนำใกล้สถานีดีกว่าค่ะ ของเราในห้องมีเครื่องซักผ้า อินเทอร์เน็ต ครัว ห้องน้ำ ในตัวพร้อมค่ะ นอนได้ 3 คน

ชื่อที่พักนะคะ Nishioji Apartment ตกคืนละ 673 บาทต่อคน ไม่แพงเลยค่ะ


กว่าจะถึงที่พัก นอนพักหน่อย กว่าจะเสด็จออกจากห้อง ก็ปาไปบ่ายสี่โมงเลยอะ อย่างว่า ทริปเฉพาะกิจไม่ได้เน้นมาเที่ยว เลยชิลๆๆ มากกกก



ป้ายบอกช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสีแต่ละวัดในเกียวโต ตรงสถานีรถไฟเกียวโต

ดูจากป้ายที่บอกสถานการณ์ใบไม้เปลี่ยนสีแต่ละวัดแล้วก็เห็นว่า ไปได้ทุกวัดเลย 2 วัดนี้ที่เราอยู่นี่

ทริปค่ำนี้ เราไปได้แค่ 4 วัด เพราะบางที่ก็ไปมาแล้วเลยแค่เก็บตกเอานะ

โซนที่ไปก็ถือว่าเดินได้นะ ถึงจะไกลหน่อย แต่ก็ใช้ 2 เท้าเนี่ยแหล่ะ เดินอย่างเดียวเลย
มี konkai komyo-ji temple, Eikando temple, Nanzenji temple โซนวัดนี้ จะใกล้วัดอื่นๆ ด้วย ได้เดินดูไปพร้อมกันเลย แต่ถ้าไปค่ำมาก จะถ่ายกำแพงสูงๆ ไม่ได้เลย เพราะบริเวณนั้นไม่ได้เปิดไฟ น่าเสียดายมากอะ

เช้าอีกวัน ตื่นสายค่าาาา ไป Arashiyama สายเบย



















หมดแรง....ยังไม่ได้พูดถึง ฟูจิซังมาราธอนเลย




 

Create Date : 04 ธันวาคม 2559    
Last Update : 4 ธันวาคม 2559 14:32:27 น.
Counter : 349 Pageviews.  

เที่ยวลี่เจียง ผู้สูงอายุก็เที่ยวได้

ทริปนี้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เนื่องจาก มาม๊า ดูทีวี แล้วเห็นเมืองลี่เจียงสวย เลยพุดขึ้นมาว่า อยากเที่ยวเมืองนี้ เท่านั้นหล่ะ ลูกๆ รีบจัดการหาซื้อตั๋วให้อย่างด่วนเลย และก็ลืมนึกไปว่า เมืองนี้อยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลถึง 2,400 เมตร

โชคดีค่ะ เดินทางมาถึงตลอดทริป ร่างกายผู้สุงอายุแข็งแรงดีค่ะ ไม่มีอาการ High Altitude Sick แต่อย่างใดเลยค่ะ

ลี่เจียง นี่นอกจากต้องเดินชมเมืองไปเรื่อยๆ ทะลุซอยนู้น ออกซอยนี้ เดินไปตามลำน้ำก็ได้ จะได้เห็นสะพานแต่ละจุดๆ ด้วย

ลี่เจียงนี่แหล่ะ ที่เดินเยอะกว่าเมืองอื่นๆ เพราะมันกว้างมาก และก็เดินไปแบบไม่มีที่สิ้นสุดอีกตะหาก

แผนที่ สำหรับเราจำเป็นมากนะ


ที่แรกที่แวะคือ บ้านตระกูลมู่
ที่นี่กว้างมาก สวยด้วย หากมีเวลา เริ่มตั้งแต่เช้าเลยค่ะ ถ้าจะเดินให้ครบ ค่าตั๋วเข้าชมคนละ 300 บาท ค่ะ


วิวด้านบนเค้าสวยดีนะ ภาพนี้มองจากบ้านตระกูลมู่

ออกจากบ้านตระกูลมู่ เราก็เดินไปยัง square street เค้าว่ากันว่า ตรงนี้เป็นจุดสำคัญอีกจุดนึง ไม่ได้ลงรูปไว้แหะ


เลยขึ้นไปจาก square street จะเป็นทางไปดูประตูเข้าเมืองลี่เจียง ที่มีป้ายยูเนสโก และมีกังหันวิดน้ำตัวใหญ่คุ่วางตระหง่านอยู่จ้า



ที่นี่ส่วนใหญ่เป็นชาวหน่าซี ค่ะ ดังนั้น จึงมีภาษาพูดที่ไม่ช่จีนกลาง รวมทั้งภาษาเขียนที่เราเขียนไม่เป็น แต่ดูแล้วรากศัพท์น่าจะมาจากภาษาภาพ เช่นกันจ้า



ยามเช้าก็ดูเงียบๆ สบายๆ เดินมาตากแดดให้ตัวอุ่นๆ สะหน่อย



ลี่เจียงสวยๆ ยังมีอีกหลายมุมค่ะ แต่ตอนนี้ง่วงแล้ว ขอไปนอนก่อนดีกว่า




 

Create Date : 10 ธันวาคม 2556    
Last Update : 11 ธันวาคม 2556 0:03:18 น.
Counter : 204 Pageviews.  

เที่ยวเมืองซูเหอ ผู้สูงอายุก็เที่ยวได้

มาแล้ว หลังจากลงจาก sleeper train เกือบ 9 ชั่วโมง ขึ้นจากคุนหมิง ตอน 21.53 ถึงลี่เจียง ตอน 6.30 น. ยังมืดอยู่เลยอะ หนาวมากด้วย จากคุนหมิง น่าจะอุณหภูมิ ประมาณ 10 กว่าองศา แต่พอถึงลี่เจียง ก็ไม่ถึง 10 องศาค่ะ

ที่พักเราพักในเมืองเก่าเลยค่ะ ทางทิศใต้ ไม่ไกลจากถนนใหญ๋ด้วย
ข้อดีคือ เวลาเข้าที่พักหรือจะออกจากที่พัก ลากกระเป๋าเดินทางไม่ลำบากเลย
ข้อเสีย มันไกลจุดเที่ยวหลักๆ ในเมืองเก่าอะ

เมืองเก่าลี่เจียง เนี่ย ขอบอกว่า กว้างมาก เช้านี้ เราตัดสินใจไปเที่ยวเมืองซูเหอก่อน แล้วค่อยเดินเล่นลี่เจียงตอนเย็นจ้า





ทางเข้าเมืองซูเหอ จ้า เช่ารถไปกลับ 150 หยวน จริงๆ เค้าพาไปที่อื่นด้วย แต่ว่าไปถึงแล้วไม่ค่อยน่าสนใจ มันต้องนั่งม้าขึ้นเขาไปอะ เพื่อดูวิว แล้วก็ต่อรถอีกรอบ มาม๊า ไม่กล้านั่งม้า เลย cancel ที่เที่ยวนี้ เลยให้เค้าขับกลับ แล้วมุ่งตรงไปยังซูเหอเลยดีกว่า













ซูเหอ เค้าว่าเป็นเมืองสงบกว่าลี่เจียง และน่าพัก น่าสนใจ
แต่ถ้าถามเรานะ ลี่เจียงดีกว่าค่ะ มีกิจกรรมให้ทำ ให้เดินเล่นเยอะเลย
เมืองก็สวยกว่าด้วยนะ
แอบเทใจให้ลี่เจียงไปแยะเชียว



ซูเหอ เป็นเมืองสบายๆ นะ งานนี้ ผุ้สูงอายุก็เดินได้สบายๆ เหมือนเดิม เพราะเมืองไม่ใหญ่มาก เดินเล่นได้เรื่อยๆ ค่ะ

ออกจากซูเหอ ก็จะไปดูภูเขาหิมะมังกรหยก หรือ Jade dragon snow mountain แต่ว่าฤกษ์ไม่ดี วันนี้หมอกหนาจัดถึงบ่ายก็ยังหนาอยู่ เลยบอกคนขับกลับลี่เจียงเลยดีกว่า ตอนแรกเค้าจะพาไปที่อื่นต่อ แต่ว่าทุกคนอยากเที่ยวเมืองเก่ามากกว่าชมธรรมชาติแหะ



ภาพสุดท้ายก่อนอำลา ซูเหอ

แนะนำค่ะ พักที่ลี่เจียงดีกว่าค่ะ ที่นี่เงียบเกินไป




 

Create Date : 10 ธันวาคม 2556    
Last Update : 10 ธันวาคม 2556 22:54:43 น.
Counter : 286 Pageviews.  

เที่ยวคุนหมิง ผู้สูงอายุก็เที่ยวได้

ไปเที่ยวเขาซีซานกันค่ะ



งานนี้ เดินทางไปกัน 4 คน ค่ะ ป๊า ม๊า อายุ 70 ปี แล้ว ดูสิ ว่าจะเดินทางไปไหวกันหรือเปล่า

วันแรก เที่ยว เขาตะวันตก หรือ เขาซีซาน
วันสอง เที่ยว เมืองซูเหอ
วันสาม เที่ยว เมืองลี่เจียง
วันสี่ เที่่่ยว เมืองต้าลี่
วันห้า กลับคุนหมิง



จะไปเขาซีซาน ต้องนั่งเคบินขึ้นเขาไปนะคะ ต้องจ่ายค่าตั๋วขึ้นเคบินไปกลับคนละ 70 หยวน

ขึ้นไปแล้ว ถ้าไม่จ่ายค่ารถต่อหรือเคบินไปสูงๆ ต่อ ก็มีที่ให้เดินเล่นเหมือนกันนะ แต่ไม่ค่อยมีอะไร ส่วนใหญ่ต้องจ่ายค่าตั๋วต่ออีกรอบเพื่อเข้าไปชั้นในต่อจ้า




ภาพที่เห็นนี้ ถ้าอยากเดินแบบนี้ต้องจ่ายค่าตั๋วเพิ่มอีก 40 หยวน ค่าผ่านด่าน กะ 16 หยวน ค่ารถไปกลับ (ไม่ต้องจ่ายค่ารถก็ได้นะคะ เดินเอารอบละ 15 นาที แต่เดือนธันวาคม อากาศข้างบนหนาวมาก ขอบอกว่า เดินไม่ไหวเลยค่ะ)



จะเห็นว่าคนไทยไปเยอะนะ ดูจากป้ายได้เลย มีภาษาไทยให้ด้วย



จะมาเดินเขานี้ ต้องมีเวลาเยอะหน่อยนะคะ ถ้าคิดจะเดินให้ทั่วน่ะ

พอดีเรามาแอร์เอเชีย กว่าจะถึงคุนหมิงก็เที่ยงกว่าๆ เหมารถจากสนามบินให้ไปส่งที่เขาซีซานแล้วก็รอพาไปกินข้าวเย็น ก็ 320 หยวน (แพงเหมือนกันเนอะ) แต่ว่าก็สะดวกดีนะ เพราะจากสนามบินไปเขาซีซานไกลมากอะ

แล้วก็ตอนขึ้นเขาก็ทิ้งกระเป๋าเดินทางไว้ที่พี่คนขับรถเลย สะดวกดี ไม่ต้องไปทิ้งที่ลอกเกอร์สถานีรถไฟ (ถ้าไม่เช่ารถก็ต้องนั่งรถไปกลับสถานีรถไฟก่อน เพื่อเอากระเป๋าเดินทางไปทิ้งไว้นู่นก่อน เสียเวลาเหมือนกันนะ)

สรุปแล้ว การเดินทางไปเขาซีซาน ป๊า ม๊า สบายมากค่ะ ถึงอายุจะเยอะ แต่ก็เดินชิลๆ ไปได้เรื่อยๆ ค่ะ ถ้าเหนื่อยก็แวะพักได้ ทางเดินไม่ยาวมาก มีจุดแวะพักตลอดทางค่ะ

เย็นนี้แวะไปกินข้าวที่ร้านอาหารคุนหมิง บอกเลย อาหารมันมาก ต้องกินข้าวตามไปเยอะๆ เลย












กินอาหารเย็นเสร็จแล้ว ก็ตาลีตาเหลือกค่ะ รีบไปสถานีรถไฟ คราวนี้ต้องไปเองแล้ว จากที่ร้านอาหารสามารถเดินไปสถานีรถไฟได้แหล่ะ ก็ดีเพียงแต่กลัวหลงทางเท่านั้น แต่ก็ไม่หลงนะเนี่ย

ตื่นเต้นจัง พรุ่งนี้จะได้ไปลี่เจียงแล้ว




 

Create Date : 10 ธันวาคม 2556    
Last Update : 10 ธันวาคม 2556 22:02:35 น.
Counter : 598 Pageviews.  

First time in Australia-วีซ่าพาเสียว

ออสเตรเลีย ในมุมที่ไม่คิดจะได้มาเจอ

ภาพออสเตรเลียที่คิดไว้ ไม่เคยมีภาพนี้โผล่ขึ้นมาในหัวเลยนะ
คุ้มค่ากับการเดินทางจริงๆ Smiley
ภาพนี้ ถ่ายที่ Lake mountain resort ที่ Melbourne ค่ะ

ทริปนี้ เราได้ราคาแอร์เอเชีย มาราคา 12,000 บาท โดยประมาณค่ะ (ไม่ได้รวมค่าโหลดกระเป๋านะคะ) เพราะเป็นทริปที่จองกระทันหัน เลยไม่ได้แพลนล่วงหน้าว่าจะไปไหนบ้าง เราเลยจองไปกลับ Sydney ค่ะ

เรื่องตั๋วเครื่องบิน ยังไม่ตื่นเต้นเท่าเรื่องทำไงให้ได้วีซ่ามาทันเดินทาง Smiley

ทั้งที่ ทริปนี้ รู้ตัวล่วงหน้าแทบจะเกือบ 9 เดือน ว่าจะไป แต่ว่าเพราะความใจเย็น เห็นว่าตอนทำวีซ่าบางประเทศ เค้าไม่ได้ให้ทำก่อนเดินทางล่วงหน้านานๆ เราเลยกะว่าประมาณก่อนเดินทาง 1 เดือนค่อยทำวีซ่าละกัน SmileySmiley หารู้ไม่ เรากะลังก้าวเข้าไปสู่ความตื่นเต้ลที่ไม่ต้องการ

สมาชิกก๊วนนี้มีทั้งหมด 5 คนค่ะ เราเดินทางวันที่ 19 กค. 3.15 น. 
หลังจากเราได้อ่านหลายตลบจากในเนต ทำให้รุ้ว่า หากจะทำวีซ่าออสเตรเลีย เราสามารถทำได้ 2 วิธี (อันนี้ตามที่เรารู้นะ อาจจะมีมากกว่านี้ก็ได้นะ)
1. ส่งเอกสารผ่านตัวแทนยื่นขอวีซ่า VFS
2. ส่งถึงสถานฑูตโดยตรงด้วยตัวเอง ผ่านทางไปรษณีย์ 

ความตื่นเต้นมันเกิดขึ้นจากตรงนี้แหล่ะ วิธีที่ 1 ใช้ระยะเวลาพิจารณา 1 อาทิตย์ถึง 10 วัน แต่ต้องเพิ่มค่าธรรมเนียมให้ VFS อีก 600 บาท
วิธีที่ 2 จ่ายค่าธรรมเนียม 115 เหรียญ (เราส่งเป็นเงินบาทไปค่ะ) ไม่ต้องเสียเพิ่ม 600 บาท แต่ใข้ระยะเวลาพิจารณา 1 เดือนSmiley


ตายค่ะ ตาย เพราะ ตอนแรก ที่อ่านรีวิวมา เค้าบอกว่า ส่งไปเอง ใช้เวลา 8 วันก็ได้แล้ว (ตอนหลังเดาว่า คนที่เขียนงี้ เค้าเข้าใจว่าส่งผ่าน VFS คือ ส่งเอง แน่ๆ เลย เพราะเพื่อนเราก็เข้าใจว่าทำเอง คือ การไปส่งที่ VFS ค่ะ) ตรงนี้ทำให้เราเข้าใจผิดไปว่า 10 วันก็น่าจะได้รับวีซ่าแล้ว เพื่อเผื่อเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน เราเลยให้เพื่อนๆในก๊วน ส่งขอวีซ่าล่วงหน้าก่อน 1 เดือน 

วันแรกที่ยื่นเอกสารส่งทำวีซ่าเองทางไปรษณีย์ คือวันที่ 21 มิถุนายน เรากะประมาณว่า ต้นเดือนกรกฎาคม ต้องได้วีซ่าเป็นแน่แท้ Smiley ชั้นพร้อมจะบินไปเที่ยวแล้วววววว

ปรากฎว่า รอแล้วรอเล่า ก็ไม่ได้รับผลวีซ๋าสักที เพื่อนเราเลยโทรไปถาม ได้ความว่า เอกสารที่ส่งผ่านทางไปรษณ๊ย์จะรอให้ครบ 30 วันก่อนนะคะ จึงจะพิจารณา หากจะให้พิจารณาเร็ว ให้ไปใช้บริการของ VFS ค่ะ แถมท้ายคือ เอกสารคุณ เราจะส่งไปวันที่ 20 กรกฎาคม นะคะSmiley Smiley

ห๊า!!!! ชั้นเดืนทางวันที่ 19 แต่วีซ่าจะได้วันที่ 20 ไม่ได้นะคะ ไม่ได้ค่ะ แล้วหนูจะทำยังไง๊ คะ

ว่าแล้วก็ email ไปถึง สถานฑูต แจ้งว่าเรื่องของเราเป็นมายังไง ช่วยหนูด้วยนะคะ pleaseๆๆๆๆ

เป็นผลค่ะ ได้รับอีเมล์แจ้งกลับค่ะ เมล์แรกแจ้งว่า เราได้รับอีเมล์ของคุณแล้ว แต่เนื่องจากมีอีเมล์ส่งถึงเราทุกวันหลายฉบับ ดังนั้นขอให้คุณเข้าไปอ่านข้อมูลใน link ต่อไปนี้

SmileySmileySmileySmiley

ไม่เอาๆๆๆ หนูไม่อ่านใน link หนูต้องการความช่วยเหลือด่วนๆ ค่ะ

แล้วคำขอพรก็เป็นจริง วันต่อมา มีเมล์ส่งมาอีกฉบับจากสถานฑูตแจ้งว่า ได้อ่านข้อความจากเราแล้วและจะส่งไปให้ผู้มีหน้าที่นี้ตอบคำถามต่อไป

ลุ้นค่ะลุ้น และแล้วเช้าวันต่อมาก็ได้รับอีเมล์จากตาฝรั่งคนนึงในสถานฑูตตอบกลับมาว่า 
วิธีเดียวที่จะได้เร็วคือ ให้ไปส่งกลับ VFS Smiley เวร!!!!

ทำไงหล่ะ ทีนี้ ความพยายามไม่ลดละ เราโทรไปหาสถานฑูต ซึ่งโทรติดบ้างไม่ติดบ้าง จนได้คุยกะสายนึงที่อยากจะขอบคุณมากกกก จนท.หญิงคนนี้ถามรายละเอียดทุกอย่างจากเราหมดเลย เสร็จแล้วก็บอกว่า เอางี้นะคะ เร็วที่สุดที่ทำได้ตอนนี้คือให้มาเอาเอกสารคืนที่ป้อมยามสถานฑูตแล้วเอาไปยื่นกับ VFS ทันทีเลย ก็จะทันพอดีเลยแบบเส้นยาแดงเลยค่ะ

เราก็รีบทำตามเค้าบอกทุกอย่างนะคะ ไปรับเอกสารคืนที่ป้อมยาม 
เสร็จแล้วก็ไปยื่นกับ VFS ใหม่อีกครั้ง กระบวนการนี้ จะต้องจ่ายค่าธรรมเนียมวีซ๋าเพิ่มอีก 115 AUD นะ + 600 บาท ค่าธรรมเนียม เท่ากับงานนี้ เราต้องจ่ายค่าธรรมเนียม 2 รอบ เพราะรอบแรกสถานฑูตคืนแต่เอกสารแต่ไม่คืนค่าธรรมเนียมให้ค่ะ

พอไปถึง VFS เราก็คุยกับเจ้าหน้าที่ว่าขอด่วนสุดๆ เลย เพราะเพื่อนในกลุ่มคนนึงจะต้องเดินทางวันที่ 17 กค. วันที่ไปยื่นคือวันที่ 10 กค. (เราไม่ได้ตั้งใจให้มันล่วงมาถึงวันนี้เลยนะ แต่กระบวนการต่างๆ ทำให้กว่าจะติดต่อขอคืนเอกสารก็ปาไปถึงวันนี้จนได้) ทาง VFS บอกว่าให้กรอกใบปะหน้าว่า มีเคสด่วน แล้วเค้าจะแปะส่งให้เพื่อให้สถานฑูตอ่านว่า เคสนี้ขอด่วนเพราะเหตุผลอะไร

ระหว่างยื่นเอกสารที่ VFS เราก็ได้ยินกลุ่มข้างๆ โดนปฏิเสธวีซ่า ยกกลุ่ม ไม่รู้ว่าเพราะอะไร ยังไง แต่น่ากลัวมากอะ เราเลย ไม่ได้การละ ต้องหาตัวช่วย ออกไปโทรหาเจ้าหน้าที่สถานฑูตคนเดิมอีก ว่า ตอนนี้อยู่ VFS แล้วนะ กำลังจะส่งเอกสารไป มีวิธีไหนมั๊ยที่จะให้สถานฑูตอ่านเอกสารเราก่อน
เจ้าหน้าที่ก็แจ้งว่า ให้ยื่นเป็นกลุ่มมาเลยนะคะ แล้วก็ถามว่า เคสที่ต้องเดินทางก่อน คือใคร bra bra bra....เราก็อ้อนวอน พูดต่างๆ นาๆ ไปกะเจ้าหน้าที่สถานฑูตให้ช่วยดูให้เป็นพิเศษนะคะ เค้าก็ว่า ต้องคุยกะ supervisor ก่อน แต่จะพยายามช่วยให้เพราะเห็นว่ากลุ่มนี้ ได้ส่งผ่านไปรษณีย์มาแล้วรอบนึง

........................................
.................................
................................


จากวันพุธที่ 10 เราได้วีซ่าวันที่ 16 ค่ะ ตอนบ่าย และเพื่อนเราก็ได้เดินทางวันที่ 17 ทันเวลาพอดีเลยSmiley โอ๊ย ตื่นเต้นชะมัด ได้แบบเฉียดฉิวจริงๆ เลย ให้ตายจิ

วันที่ 16 ที่ได้วีซ่านั่น เค้ายังตรวจเอกสารให้เพื่อนเราตอนเช้าอยู่เลย ยังต้องส่งเอกสารไปเพิ่มเติมอยู่เลยค่ะ มันเลยยิ่งทำให้เสียวว่า แล้วเพื่อนชั้นจะได้วีซ่าทันพรุ่งนี้เดินทางเหรอ ในเมื่อเช้านี้ยังตามเอกสารเพิ่มเติมอยู่เลย แต่สุดท้ายเราก็ได้วีซ่าครบทุกคนค่ะ

เฮ้อ!!!!Smiley ตื่นเต้น ตั้งแต่ยังไม่เดินทางแหน่ะ 







 

Create Date : 05 สิงหาคม 2556    
Last Update : 5 สิงหาคม 2556 20:19:32 น.
Counter : 287 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  

chocomania
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




ได้เกิดเป็นคนทั้งที ใช้ชีวิตให้เต็มที่หน่อยดีมั๊ย

แต่ถ้ากระเป๋าตุง ก็คงทำได้อย่างใจอยากแล้วอะนะ
Friends' blogs
[Add chocomania's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.