Group Blog
 
All Blogs
 

เล่าปี่ชิงเมืองเสฉวน

ฝ่ายเล่าปี่เมื่อปี ค.ศ. 212 นั้นอยู่เมือง Jiameng บังทองจึงว่า ข้ามีกลอุบายอยู่สามชนิดมีแยบคายหนึ่ง กลางไม่ดีไม่เลวหนึ่ง แลกลอย่างเลวอีกหนึ่งเป็นสามความคิด

ให้แอบซ่องสุมทหารชั้นดีไว้ แลเดินทัพยาตราไปเมืองเช็งโต๋ทั้งกลางวันกลางคืน แลเล่าเจี้ยงอ่อนแอในการสงครามเห็นจะไม่คิดการระวัง หากจะยกทัพใหญ่จู่โจมครั้งเดียวก็จะได้เมืองเสฉวนโดยง่าย อันนี้เป็นอุบายอย่างลึกซึ้งชั้นหนึ่ง

เอียวหวย โกภายขุนนางเมืองเสฉวนนั้นมีปัญญาความคิด แลคุมกำลังหลักด่าน Boshui อยู่ แลสองคนนี้มีหนังสือไปถึงเล่าเจี้ยงจะให้ส่งท่านกลับไปเมืองเกงจิ๋วเป็นหลายครั้ง แม้ท่านจะใคร่ได้เมืองเสฉวนก็ให้มีหนังสือไปถึงเอียวหวย โกภายว่า เมืองเกงจิ๋วมีศึก บัดนี้ท่านต้องยกออกไปช่วยเหลือไว้ หากช้าไปเห็นจะเสียการ แล้วท่านแลทหารทั้งปวงก็เก็บของทำดังจะกลับไปเมือง เห็นโกภาย เอียวหวยจะยินดีมิได้คิดการป้องกันตน แลมาอำลาท่านกับทหารน้อยตัว ท่านก็จับโกภาย เอียวหวยสองคนฆ่าเสีย แลเอาทหารเอียวหวย โกภายไว้ในบังคับ ครั้นได้ทหารมากแล้วค่อยคิดการเอาเมืองเช็งโต๋สืบไป อันนี้เป็นกลอุบายอย่างรอง

ถอยทัพกลับไปเมืองเป๊กเต๊(ไป่ตี้..Bodi) แล้วค่อยกลับเมืองเกงจิ๋ว แลการซึ่งจะยึดเมืองเช็งโต๋กำราบเล่าเจี้ยงนั้นค่อยคิดต่อไปเมื่อหน้า อย่างนี้เป็นกลอุบายอย่างเลว

ซึ่งท่านจะมาน้ำใจโลเลนิ่งอยู่ดังนี้เห็นการจะไม่สมความคิด

เล่าปี่จึงว่า เราเห็นควรดำเนินอุบายอย่างรอง แลยังมิได้ทำตามคำบังทอง

ฝ่ายซุนกวนรบโจโฉอยู่เห็นตึงมือ ก็ส่งหนังสือไปขอให้เล่าปี่ยกมาหนุนกำลัง เล่าปี่จึงเขียนหนังสือไปถึงเล่าเจี้ยงว่า อันซุนกวนกับข้านั้นอุปมาดังฟันกับลิ้นในโอษฐ์มักกระทบกระทั่งกันเป็นธรรมดาอยู่เอง แลทหารกวนอูซึ่งอยู่เมืองเกงจิ๋วน้อยตัวนัก แม้ข้าอยู่ช่วยราชการเมืองเสฉวนแต่ถ่ายเดียว ไม่ใส่ใจในการเมืองเกงจิ๋วแล้ว เห็นเมืองเกงจิ๋วจะได้แก่โจโฉ แลโจโฉได้เมืองเกงจิ๋วแล้วก็คงมีใจกำเริบใคร่จะเอาเมืองเสฉวนเสียด้วย จะมีภัยแก่ท่านยิ่งไปกว่าเตียวฬ่อเมืองฮันต๋งนี้อีก ขอท่านโปรดอนุเคราะห์ทหารสักหมื่นเศษ ข้าวปลาอาหารทรัพย์สินแก่ข้าให้พรั่งพร้อม จะได้ยกไปรบโจโฉสนองคุณท่าน แลกำจัดหนามยอกอกแก่ท่านสืบไปเถิด

ฝ่ายเล่าเจี้ยงแจ้งความแล้วก็ให้ทหารชราอ่อนแอประมาณสี่พันเศษ แลเสบียงเงินทองนั้นให้ไปแต่ครึ่งหนึ่ง เล่าปี่รู้ว่าเล่าเจี้ยงหักหน้าตัวเสียดังนั้นก็มีความโกรธจึงพูดกับทหารทั้งปวงว่า บัดนี้ทหารทั้งปวงมารบเมืองฮันต๋งด้วยเรามีความเหนื่อยล้าเป็นอันมากทั้งนายบ่าว แล้วเล่าเจี้ยงมาตระหนี่ในทรัพย์สำหรับบำรุงขวัญทหารแลเราซึ่งทำศึกดังนี้ควรอยู่แล้วหรือ

เตียวสงแจ้งความด้วยเล่าปี่จะกลับก็สำคัญว่าจริง จึงเขียนหนังสือปิดผนึกแล้วส่งไปให้เล่าปี่มีความว่า บัดนี้การทั้งปวงเตรียมพร้อมจะสุกงอมอยู่แล้ว ท่านมาละการใหญ่เสียดังนี้หรือ

ฝ่ายเตียวซกพี่เตียวสงเป็นเจ้าเมืองเกงฮัน เห็นหนังสือเตียวสงแจ้งว่าเตียวสงจะคิดการขบถดังนั้นก็คิดว่า ถ้าจะนิ่งอยู่ช้าไว้ดังนี้ก็เห็นเตียวสงจะนำความร้ายมาสู่เราผู้พี่เสียด้วยเป็นมั่นคง จึงเอาความไปแจ้งเล่าเจี้ยง เล่าเจี้ยงรู้ความโดยตลอดแล้วก็มีความโกรธพลุ่งขึ้น จึงให้ทหารทั้งปวงไปจับเตียวสงได้ให้เอาไปฆ่าเสียแล้ว จึงให้ตั้งมั่นรักษาด่านเมืองให้แข็งแรงไว้ มิให้เล่าปี่รบหักเข้ามาถึงได้ แลสั่งการคนทั้งปวงให้อย่าได้มีหนังสือไปถึงเล่าปี่เป็นอันขาดทีเดียว ผู้ใดฝ่าฝืนจะให้เป็นโทษ

ฝ่ายเล่าปี่แจ้งความเมืองเสฉวนดังนั้นก็โทโสหนัก จึงให้หาเอียวหวย โกภายมาจับมัดไว้แล้วก็ให้ทหารเอาไปตัดศีรษะ แลให้ทหารรบเอาด่าน Boshui ได้ ทหารเอียวหวย โกภายเห็นนายตายก็เข้าด้วยเล่าปี่สิ้น เล่าปี่จึงให้จัดทหารจะยกไปหักเมือง Fu

ฝ่ายโจโฉเมื่อเจี้ยนอันศกที่ 18 (ค.ศ.213) ฤดูใบไม้ผลิเดือนแรก ก็สั่งให้ทหารสี่สิบหมื่นยกเข้าปากแม่น้ำยี่สู ตีค่ายเมืองกังตั๋งข้างทิศประจิมได้ จับได้กองซุนเอี๋ยงนายทัพเมืองกังตั๋ง ซุนกวนจึงให้จัดทหารประมาณเจ็ดหมื่นเข้าทำศึกโจโฉอยู่ประมาณเดือนเศษ

วันหนึ่งโจโฉดูเรือรบแลอาวุธยุทโธปกรณ์เมืองกังตั๋งทั้งปวงเห็นแยบคายร้ายกาจนัก จึงถอนใจออกคำหนึ่งแล้วว่า หากจะมีบุตรคนหนึ่งก็ควรเลี้ยงฟูมฟักให้ได้อย่างซุนกวนคนนี้จึงจะชอบ แลเล่าเปียวมีบุตรเช่นเล่ากี๋ เล่าจ๋องผู้หาสติปัญญามิได้สองคนดังนี้อุปมาเหมือนได้ลูกสุกรสุนัขเดรัจฉานหาประโยชน์อันใดมิได้

ฝ่ายซุนกวนเขียนหนังสือไปหาโจโฉมีความว่า บัดนี้ใบไม้ก็จวนผลิตามฤดูแล้วเห็นอุทกภัยจะปรากฏเป็นมั่นคง แลท่านไม่ถอนทหารทั้งปวงกลับไปมายื้ออยู่ดังนี้เห็นทหารทั้งปวงจะได้ความเดือดร้อน จงถอยกลับไปเมืองให้ได้ความสุขเสียเถิด แล้วโจโฉเห็นกระดาษมาอีกแผ่นหนึ่งก็เอามาอ่านได้ความว่า ซึ่งสหายโจโฉท่านเป็นเสี้ยนหนามอยู่ยังมิตายเสียดังนี้เราคงหาความสุขมิได้เป็นแน่

โจโฉจึงว่าแก่ทหารทั้งปวงว่า เราถอยทัพครั้งนี้ แต่ประโยชน์สักน้อยหนึ่งซุนกวนก็คงจะเอาไว้แก่ตัวไม่ได้มั่นคง แล้วโจโฉให้ทหารถอยจากที่รบเสีย

เดือนสี่ฤดูร้อนปีนั้นโจโฉจึงยกมาถึงเมืองเงียบกุ๋น แลขณะเมื่อทัพโจโฉตั้งอยุ่ ณ Qiao นั้น โจโฉเกรงราษฎรข้างลำน้ำแยงซีจะได้ความเดือดร้อนด้วยทหารซุนกวน จึงคิดแยบคายจะให้อพยพไพร่ฟ้าราษฎรทั้งปวงมาอยู่ให้ใกล้เมืองเอกขึ้นกว่าแต่ก่อน แลโจโฉจึงปรึกษาเจียวเจ้ ทหารคนสนิทเมือง(มณฑล)ยังจิ๋วด้วยความจะย้ายไพร่พลนี้

โจโฉจึงว่า ครั้งเรารบอ้วนเสี้ยวที่กัวต๋อนั้น เราให้อพยพชาวบ้านในเขตรบทั้งปวงมาไว้สิ้น แลทหารอ้วนเสี้ยวก็ไม่รู้ที่จะรังแกไพร่ฟ้าทั้งหลายได้ ไพร่บ้านพลเมืองทั้งนั้นก็มีความสุขสืบมา แลคราวนี้เราใคร่จะย้ายคนเหมือนครั้งนั้นท่านจะเห็นเป็นประการใด

เจียวเจ้จึงว่า ครั้งนั้นทหารอ้วนเสี้ยวชาญศึกกว่าทหารไจเสี่ยงเป็นอันมาก ซึ่งท่านไจเสี่ยงให้ย้ายราษฎรเสียก็ควรอยู่แล้ว ด้วยครั้งนั้นท่านไจเสี่ยงทหารน้อยตัวฝีมืออ่อนเห็นอยู่ว่าอาจปราชัยในการศึกได้ แลครั้นท่านไจเสี่ยงได้ชัยเหนืออ้วนเสี้ยว อำนาจไจเสี่ยงจึงปรากฏลือไปทั้งแผ่นดิน แม้ผู้ใดก็ไม่อาจหาญจะรบไจเสี่ยงได้

แลครั้งนี้ฝีมือแลกำลังทหารเมืองกังตั๋งนั้นไม่ต่อกรทหารไจเสี่ยงได้อยู่แล้ว แลให้ย้ายไพร่ราษฎร์ทั้งหลายเสีย เห็นพลเรือนทั้งปวงจะพากันได้ความทุกข์ร้อนถ้วนทั่ว ด้วยคนเรานั้นมีใจรักในลำเนาภูมิของตัวเป็นธรรมดาอยู่เอง ซึ่งจะย้ายให้จากถิ่นไปนั้นย่อมต้องได้ความลำบาก โจโฉไม่เห็นชอบ ก็ให้ย้ายราษฎรทั้งปวงเสียตามความคิดแต่เดิม ไพร่บ้านพลเมืองแจ้งว่าโจโฉสั่งลงมาดังนั้นก็เกรงน้ำใจโจโฉเป็นอันมาก ชาวบ้านโลกั๋ง กิวกั๋ง Qichun กองเหลงนับได้กว่าสิบหมื่นล้วนข้ามไปข้างทิศอุดรเสียสิ้น ยังแต่เมืองฮวนทางใต้เมืองหัปป๋ายังมีคนอยู่

ขณะโจโฉมาอยู่เงียบกุ๋น เจียวเจ้ก็ถูกย้ายมาพบโจโฉ โจโฉเห็นเจียวเจ้จึงหัวร่อเสียงดังขึ้นแล้วว่า ซึ่งเราให้ย้ายคนเสียนั้นก็ประสงค์ว่านานไปไพร่ฟ้าประชาชนชาวเมืองทั้งหลายจะได้ความสุข แลกลับเป็นว่าเราไปอุกอาจย้ายเขา จึงไล่พลเรือนทั้งปวงไปเสียเองอีกเล่า แล้วโจโฉจึงให้เจียวเจ้เป็นที่เจ้าเมืองตันเอี๋ยง

โจโฉเลื่อนที่ขึ้นเป็นวุยก๋งเมื่อเดือนห้า 16 มิถุนายน ทั้งตำแหน่งไจเสี่ยงแลเจ้าเมือง(มณฑล)กิจิ๋วนั้นให้คงไว้ตามเดิมด้วย แลประกอบด้วยอิสริยยศทั้งเก้า มีรถม้าแลม้าศึกตกแต่งให้โอ่อ่า ม้าสองตัวซึ่งเทียมรถนั้นเป็นม้าดำพันธุ์ดีประการหนึ่ง เสื้อผ้าหรูหราแลรองเท้าแดงมีเกียรติเข้าชุดกันประการหนึ่ง วงมโหรีพร้อมคณะเต้นหกแถวประการหนึ่ง ประตูจวนที่พักให้ทาแดงเสีย ที่ว่าการให้ยกระดับเป็นบันไดขึ้นประการหนึ่ง ทหารเสืออันมีกำลังสามร้อยนายคอยอารักขาประการหนึ่ง ให้ขวานประจำตัวสำหรับใช้ในราชประเพณีแลขวานศึกประการหนึ่ง คันธนูแดงแลลูกเกาทัณฑ์ร้อยดอกประการหนึ่ง คันธนูแลลูกเกาฑัณฑ์ดำพันดอกประการหนึ่ง จอกรองรับสุราอันกลั่นจากลูกเดือยดำ แลจอกหยกสำหรับประเพณีราชการทั้งนี้เป็นเก้าประการ

อยู่ต่อมามีฝนหนัก อุทกภัยเกิดขึ้น เจิ้งตู้ขุนนางเมืองเสฉวนจึงว่า บัดนี้เล่าปี่กับเมืองเกงจิ๋วยังสื่อสารกันไม่ได้ ทหารเล่าปี่ก็มีแต่หมื่นหนึ่ง อันเกวียนสำหรับขนเสบียงเลี้ยงทหารนั้นหามีไม่ ต้องขอเจือข้าวปลาอาหารชาวบ้านดังนี้แลจะมาตีเอาเมืองเสฉวนแล้ว ชอบแต่ท่านจะบังคับพลเมืองทั้งปวงในปาเสแลZitongให้ไป ณ เมือง Fu เผาอาหารแลพืชไร่นั้นให้สิ้น แล้วตั้งรับหลังกำแพงเมืองอันมีคูสูงลึก หากทหารทั้งปวงให้ออกไปรบท่านก็ปฏิเสธเสีย แม้เล่าปี่ขาดเสบียงลงด้วยอุบายนี้แล้ว เห็นจะต้องถอยทัพเป็นมั่นคง ครั้นเล่าปี่ให้ทหารถอยแล้วเราก็รุกไล่เล่าปี่เข้าไป เห็นจะตีทหารเล่าปี่แตกไปได้โดยง่าย เล่าเจี้ยงจึงว่า การแต่โบราณนั้นมีแต่รักษาไพร่ฟ้าประชาราษฎร์จากอริราชศัตรู แลจะให้อพยพพลเมืองราษฎรด้วยจะหลบเล่าปี่ตัวร้ายเหมือนคำท่านนี้ไม่ปรากฏมาก่อน ซึ่งท่านจะให้เราทำดังนั้นไม่ชอบ

ฝ่ายเล่าปี่แจ้งว่าเจิ้งตู้แนะดังนั้นก็มีความวิตก จึงให้หาหวดเจ้งเข้ามาปรึกษา หวดเจ้งจึงว่า ซึ่งท่านจะกังวลไปมากเกินนักนั้นไม่ควร ด้วยเล่าเจี้ยงเป็นแต่คนเขลาหาสติปัญญามิได้ ซึ่งจะฟังคำเจิ้งตู้นั้นข้าไม่เห็นสม อุบายเจิ้งตู้นี้เล่าเจี้ยงคงไม่ใช้

เล่าเจี้ยงให้ทหารอันมีเล่ากุ๋ยหนึ่ง เหลงเปาหนึ่ง เตียวหยิมหนึ่ง งออี้หนึ่ง เตงเหียนหนึ่งเป็นต้น ยกทัพไปรบเล่าปี่ เล่าปี่ก็ตีทัพเมืองเสฉวนแตกไป งออี้เข้าไปค่ายเล่าปี่แลขอสามิภักดิ์ ทหารอื่นก็ถอยไปตั้งรับอยู่ ณ ด่านกิมก๊ก

เล่าเจี้ยงให้ลิเงียมหนึ่ง อุยหวนหนึ่งนำทหารกองหนุนมาที่ด่านกิมก๊ก แลลิเงียม อุยหวนก็เอาใจออกหากไปเข้าด้วยเล่าปี่ ทหารเล่าปี่ก็แข็งแกร่งห้าวหาญขึ้นไปกว่าก่อน เล่าปี่จึงให้ทหารของตัวยกไปตีหัวเมืองเสฉวนอื่นๆ

เล่ากุ๋ยหนึ่ง เตียวหยิมหนึ่ง เล่าชุนบุตรเล่าเจี้ยงหนึ่ง นำทหารยกไปตีเอาเมืองลั่ว(น่าจะเป็น ลกเสีย)ได้ เล่าปี่นำทหารไปล้อมเตียวหยิม เล่ากุ๋ย เล่าชุนไว้ เตียวหยิมสู้รบอย่างสมเกียรติ ณ สะพานเอี๋ยน ทหารเล่าปี่รบทหารเตียวหยิมแตกพ่ายไปสิ้น เตียวหยิมก็ตายในที่รบ


....

(ยังมีต่อ)




 

Create Date : 26 กรกฎาคม 2551    
Last Update : 28 สิงหาคม 2551 21:24:26 น.
Counter : 290 Pageviews.  

มรณกรรมซุนฮก

ฝ่ายโจโฉเมื่อถึงปี ค.ศ. 212 ฤดูใบไม้ผลิเดือนแรก ก็กลับไปเมืองเงียบกุ๋น

พระเจ้าเหี้ยนเต้ตราราชโองการขึ้นประกาศออกไปมีความว่า อันไจเสี่ยงโจโฉมีความชอบมาก แต่นี้ไปซึ่งให้ออกนามตัวก่อนจะคำนับพระมหากษัตริย์นั้นไม่ต้องแล้ว แลเมื่อเดินในพระราชวังนั้นจะก้าวเดินแต่โดยช้าก็ได้ ไม่ต้องก้าวให้เป็นการเร็วดังขุนนางทั้งปวง แลศาสตราวุธดาบทั้งรองเท้านั้นจะใส่เข้ามาเฝ้าพระเจ้าเหี้ยนเต้ก็จะได้ เหมือนกันกับการครั้งแผ่นดินพระเจ้าฮั่นโกโจ ซึ่งให้แก่เสียวโหอุปราชสำหรับแผ่นดินฉะนั้น

ขณะนั้นมีทหารเป็นขบถขึ้น Jia Xin อาสายกไปปราบโจรสำเร็จมีความชอบ แลกบฏที่เหลือนั้นคิดเข้าด้วยโจโฉ ขุนนางทั้งปวงซึ่งอยู่ ณ ที่นั้นจึงว่า ท่านโจโฉกล่าวไว้แต่ก่อนว่า อันทหารซึ่งจนตรอกต้องล้อมด้วยทหารเราแลขอจำนนด้วยเรานั้นไม่ให้รับเข้าไว้เป็นอันขาดทีเดียว เป็นการประเพณีสำหรับแผ่นดินอยู่แล้วดังนี้ ซึ่งเราจะรับทหารขบถเข้าสามิภักดิ์ด้วยนั้นไม่ควร เทียหยกจึงว่า ซึ่งท่านโจโฉว่าไปดังนั้นก็ด้วยเพลานั้นแผ่นดินเป็นจลาจล บัดนี้บ้านเมืองเป็นปรกติสุข ไพร่บ้านพลเมืองมีสันติอยู่แล้ว ซึ่งจะเอากฎยามศึกมาใช้ยามสุขดังนี้เห็นดีอยู่แล้วหรือ ถึงท่านจะให้สังหารทหารข้าศึกทั้งปวงจริง ก็ควรที่จะส่งรายงานขึ้นไปให้ท่านไจเสี่ยงก่อนจึงค่อยว่ากล่าวกันภายหน้า

ขุนนางทั้งปวงจึงว่า อันทหารเมื่อออกศึกมาดังนี้แล้วพึงอยู่ใต้บัญชาคนผู้เดียว ซึ่งจะให้ส่งรายงานก่อนทำทีหลังดังนั้นจะมิเสียการไปหรือ เทียหยกจึงว่า ถึงท่านไจเสี่ยงให้อาญาสิทธิ์แม่ทัพนายกองไว้ก็ดี ก็ชอบแต่จะใช้ให้ถูกกาละ บัดนี้ขบถทั้งปวงอยู่ในกำมือทหารเราอยู่แล้ว แลข้าที่ปรึกษาเก่าแก่ขอท่านจงอย่าได้สังหารโดยพลการเถิด โจผีจึงชมเทียหยกคำหนึ่ง แล้วส่งรายงานขึ้นไปให้แก่โจโฉ โจโฉจึงว่า ซึ่งจะสังหารขบถให้สิ้นนั้นไม่ควร แล้วทหารขบถทั้งปวงก็เข้าสามิภักดิ์ด้วยโจโฉ

แลธรรมเนียมการศึกสำหรับบันทึกจำนวนทหารนั้น ชอบแต่จะบวกทหารข้าศึกให้เกินจริงเข้าไว้ประมาณสักสิบเท่าจึงจะดี แล Guo Yuan ผู้บันทึกจำนวนขบถแลรายงานพระราชสำนักนั้น กลับเขียนเอาแต่โดยจริง โจโฉแจ้งแล้วจึงให้หา Guo Yuan เข้ามาแล้วว่า เป็นไรตัวจึงทำการตามใจ หาไยดีราชการบ้านเมืองไม่ดังนี้เล่า

Guo Yuan จึงว่า แม้มีศึกแลข้าบวกทหารข้าศึกให้เพิ่มขึ้นก็ด้วยจะขับเน้นความสำเร็จกองทัพแลพอกขวัญทหารให้พูนขึ้น แต่ขบถที่ Heijian หนนี้เป็นดินแดนในบังคับไจเสี่ยงท่านอยู่แล้ว ซึ่งจะป่าวร้องถึงการปราชัยแห่งข้าศึกนั้นชอบอยู่ แต่ข้าละอายนักว่าจลาจลครานี้ไม่สมควรเกิดขึ้นเลย โจโฉฟังดังนั้นก็ชอบใจ

ฝ่ายม้าเฉียวและพวกตั้งค่ายมั่นอยู่ ณ Lantian แฮหัวเอี๋ยนนำทหารยกไปตีทัพม้าเฉียวแตกหนีไป

แต่ก่อนนั้นเตียวเหียนแนะซุนกวนให้เอาเมืองวัวเหลงเป็นเมืองเอก ด้วยชัยภูมิเหมาะสมล้อมไปด้วยเทือกภูเขาสูงแลลำธารน้ำกว้างใหญ่ ฝ่ายเล่าปี่มายังทิศอุดรผ่านเมืองวัวเหลง ก็แนะให้ซุนกวนเอาเป็นเมืองเอกดุจเดียวกัน ฝ่ายซุนกวนเห็นเล่าปี่ เตียวเหียนสำคัญตรงกันดังนั้นจึงสร้างพระราชวัง Shitou แล้วย้ายเมืองเอกไปเป็นเมืองวัวเหลง แลให้ตั้งชื่อเมืองเสียใหม่ว่า นครเกี๋ยนเงียบ ถึงเดี๋ยวนี้เรียกว่าเมืองนานกิง

ฝ่ายลิบองแจ้งว่าทหารโจโฉเห็นจะยกมาข้างทิศเหนือ จึงเข้าไปหาซุนกวนแล้วว่า เห็นโจโฉจะยกมาทางปากลำน้ำยี่สู น่าที่จะปลูกค่ายคูประตูรบให้แข็งแกร่งจึงจะดี ขุนนางทั้งปวงจึงว่า แต่โบราณเมืองกังตั๋งเราทำสงครามยึดเอาลำน้ำเป็นหลักทำศึกข้างเรือหาใช่ข้างบกไม่ ซึ่งจะให้เสริมหอรบฝ่ายบกเห็นจะป่วยการเปล่าหาประโยชน์อันใดมิได้ไม่ควรเลย ลิบองจึงว่า อันการสงครามในโบราณราชประเพณีนั้นแม้ชนะแล้วก็อาจกลับเป็นแพ้ได้ ถึงผู้มีสติปัญญาสามารถอย่างไรก็ตามเถิด ซึ่งจะได้ชัยในการศึกทั้งสิ้นทุกครั้งนั้นเป็นไม่มี หากการเกิดไม่สมคิด ทหารโจโฉกดดันเราใกล้ชิดแลทหารเมืองกังตั๋งทั้งปวงไปยังลำน้ำมิได้จะทำศึกโดยเรือกระไรได้เล่า ซุนกวนฟังแล้วเห็นด้วยจึงเอ่ยชมลิบองคำหนึ่งว่าเยี่ยมมาก แล้วให้เตรียมการสร้างปราการขึ้นที่ยี่สูดังคำลิบอง

ฝ่ายโจโฉเมื่อถึงฤดูหนาวเดือนสิบก็ยกกองทัพเข้ารบซุนกวนทางฟากบูรพา ตังเจี๋ยวที่ปรึกษาจึงว่า ตัวท่านไจเสี่ยงโจโฉนั้นมีอำนาจวาสนาแลได้ฝากชื่อปรากฏแก่อาณาประชาราษฎร์ว่าเป็นผู้ค้ำจุนแผ่นดินอยู่แล้ว แลการใหญ่ทำมานานเท่านี้ก็มิได้เพื่อส่วนตน แลทำเพื่อสนองคุณพระเจ้าเหี้ยนเต้ดอก ดังนี้แต่แผ่นดินจีนโบราณลงมาแล้วหาใครเสมอเหมือนไจเสี่ยงท่านไม่ แม้ท่านถ่อมตัวแลเกรงอยู่ว่าจะทำการพลาดผิด ทั้งยังน้ำใจรักเกียรติยศสัตย์ซื่อก็ดี ท่านไจเสี่ยงก็กุมอำนาจบาตรใหญ่เมืองฮูโต๋มาช้านานแล้ว เห็นไพร่บ้านพลเมืองทั้งปวงมิรู้ความก็จะสำคัญว่าท่านไจเสี่ยงน้ำใจพาลหวังจะชิงเอาราชบัลลังก์พระเจ้าเหี้ยนเต้มาไว้แก่ตัว ท่านไจเสี่ยงโปรดพิเคราะห์ให้รอบคอบไว้เถิด

ฝ่ายโจโฉเห็นชอบด้วย จึงนำความไปปรึกษาแก่ขุนนางพระยาแลทหารแม่ทัพทั้งปวง ขุนนางแม่ทัพทั้งนั้นจึงว่า อันท่านไจเสี่ยงโจโฉมีคุณต่อแผ่นดิน เลื่องลือต่อคนทั้งปวงแล้ว ชอบแต่จะยกขึ้นเป็นที่วุยก๋งมียศเก้าอย่างดังเชื้อพระราชวงศ์ฮั่น ชนทั้งหลายจะสำคัญว่าท่านไจเสี่ยงมีน้ำใจทำคุณต่อพระเจ้าเหี้ยนเต้เป็นอันมาก

ซุนฮกจึงว่า ข้าพเจ้าแจ้งอยู่ว่า ซึ่งท่านโจโฉนำทหารทำการมาถึงขนาดนี้ก็ด้วยหวังจะปราบปรามแผ่นดินให้ได้ความสุขสงบสืบไปด้วยน้ำใจสัตย์ต่อเจ้าคือพระมหากษัตริย์วงศ์พระเจ้าฮั่นโกโจ อันธรรมดาเกิดมาเป็นวิญญูชนย่อมรักคนที่น้ำใจใฝ่ดีแลพึงพูดเตือนให้คนรักตัวไปในทางอันชอบ ดังนั้นข้าจึงจำต้องกล่าวทั้งนี้ ข้าพเจ้าพิเคราะห์เห็นว่าซึ่งท่านไจเสี่ยงจะเลื่นอที่ขึ้นเป็นที่วุยก๋งอันเป็นที่ขุนนางสูงศักดิ์สำหรับพระราชวงศ์นั้นเกินตัวนักไม่ควรเลย ฝ่ายโจโฉเห็นซุนฮกกล่าวเสียดหูดังนั้นก็มีใจชัง

ขณะนั้นโจโฉนำทหารยกไปปราบเมืองกังตั๋งเมื่อเดือน 10 ทหารโจโฉ ซุนกวนรบติดพันกันอยู่ โจโฉจึงส่งหนังสือไปถึงพระเจ้าเหี้ยนเต้มีความว่า จะให้ซุนฮกขึ้นเป็นที่ขุนนางสำหรับถือไม้เท้าพระองค์ แลอยู่เมืองเจากุ๋นด้วยเห็นจะบำรุงขวัญกองทัพสืบไปได้ แลโจโฉก็ให้กักตัวซุนฮกเอาไว้แต่นั้นเป็นต้นมา

ครั้นโจโฉนำทหารยกถึงเมืองยี่สู ซุนฮกล้มป่วยลง แลป่วยไข้หนักพลุ่งขึ้นเหลือกำลังนักก็ถึงแก่กรรมลงด้วยสิริอายุ 50 ปี

แลบันทึกบางฉบับนั้นเขียนมรณกรรมซุนฮกไว้แตกต่างไปว่ามาจากโจโฉ โดยขณะเมื่อโจโฉยกไปเมืองยี่สูนั้น ก็ส่งตระบะสำหรับใส่อาหารไปให้ซุนฮก ซุนฮกเปิดออกดูเห็นตระบะนั้นว่างเปล่าหามีอาหารอันใดไม่ ก็รู้ว่าน้ำใจโจโฉหวังร้ายต่อตัวเสียแล้ว ก็ชิงกินยาพิษอัตวินิบากกรรมไปก่อน ฤทธิ์ยาพลุ่งกำเริบหนักขึ้นซุนฮกก็สิ้นชีพ

ครั้นสุมาอี้ขุนนางผู้ใหญ่เมืองวุยแจ้งว่าซุนฮกตายเสียแล้ว ก็ถอนใจคำหนึ่งแล้วว่า แต่แผ่นดินพระเจ้าฮั่นโกโจลงมาก็หลายสิบหลายร้อยปีแล้ว แต่จะหาผู้ใดมีสติปัญญาเสมอเหมือนซุนฮกคนนี้ไม่

จงอิ้วครั้นแจ้งว่าหาซุนฮกไม่แล้วก็ว่า แม้ซุนฮกตายทั้งนี้ก็ยังพร้อมด้วยนพธรรม แผนดินจีนสืบมาถึงบัดนี้จะหาใครเหมือนซุนฮกเป็นคนสองนั้นไม่มีแล้ว

ฝ่ายโจโฉแจ้งว่าซุนฮกถึงแก่กรรมจึงว่า ซุนฮกซุนฮิวสองคนชอบกันนานเข้าก็ยิ่งน่าเชื่อถือ เราจักจดจำที่ปรึกษาสองคนไว้มั่นคงไม่ลืมเลย

สุมากวง (ซือหม่ากวง) ผู้แต่งหนังสือประวัติศาสตร์จือจื้อทงเจี้ยนครั้งแผ่นดินซ้อง(ราชวงศ์ซ่ง)เขียนถึงซุนฮกไว้มีความโดยสังเขปว่า หากนับแต่เรื่องธรรมแล้ว ถึงขวันต๋งขุนนางใหญ่เมืองเจ๋ในแผ่นดินพระเจ้าเจ๋ฮวนก๋งในเรื่องเลียดก๊กนั้นก็หาเสมอซุนฮกไม่ ด้วยขวันต๋งมิได้คิดสนองคุณพระเจ้าเมืองไซจิวให้ถึงชีวิต แต่ซุนฮกกลับน้ำใจภักดีต่อพระราชวงศ์ฮั่นแลพระเจ้าเหี้ยนเต้จนตัวตาย




 

Create Date : 18 กรกฎาคม 2551    
Last Update : 30 กรกฎาคม 2551 22:11:02 น.
Counter : 417 Pageviews.  

โจโฉรบม้าเฉียว เล่าปี่เที่ยวเสฉวน

ล่วงสู่ศักราชใหม่(ปี ค.ศ. 211 ศักราชเจี้ยนอันที่ 16)เดือนแรก โจโฉเลื่อนโจผีผู้บุตรขึ้นเป็นที่แม่ทัพสุภาพชนราชสำนัก มีอำนาจช่วยราชการไจเสี่ยงแผ่นดิน

สองเดือนถัดมา โจโฉให้จงฮิวนำทหารยกไปตีเมืองฮันต๋ง เหล่าแม่ทัพมีแฮหัวเอี๋ยนเป็นต้นนั้น ให้นำทหารจากโฮต๋องยกไปสมทบทัพจงฮิว

ฝ่ายโกหยิวขุนนางผู้น้อยฝ่ายเสบียงจึงว่า ซึ่งท่านไจเสี่ยงจะให้ยกพลไปข้างทิศประจิมมากดังนี้ไม่ควร เกลือกหันซุย ม้าเท้งระแวงว่าจะมีศึกแก่ตัวก็จะร่วมกันเป็นขบถแผ่นดินขึ้น การก็จะเสียไป ชอบแต่ท่านจะตีสามเมืองเสียก่อน จึงค่อยระดมทหารเอาเมืองฮันต๋งเมื่อปลายมือก็จะได้โดยง่าย โจโฉฟังแล้วไม่เห็นชอบ ก็มิได้ทำตามคำโกหยิว

ม้าเฉียว หันซุย เฮาชวน เทงหงิน เอียวฉิว ลิขำ เตียวหัว เหลียงเหง เซงหงี ม้าอ้วนเจ้าเมืองสิบเมืองระแวงทหารโจโฉว่าจะยกมาทำอันตรายแก่ตัว ก็สมทบทัพกันจะรบด้วยโจโฉ ทหารสิบเมืองนี้มีกว่าสิบหมื่น ตั้งค่ายมั่นอยู่ ณ ด่านตงก๋วน

โจโฉแจ้งดังนั้นก็มีความยินดี ขุนนางทั้งปวงจึงว่า เป็นไฉนท่านไจเสี่ยงจึงมายินดีด้วยการแผ่นดินเป็นจลาจลฉะนี้ โจโฉจึงว่า อันเมืองข้างตะวันตกกว้างใหญ่ไพศาล ซึ่งหัวเมืองทั้งปวงร่วมกันเป็นขบถนั้นชอบอยู่แล้ว ด้วยเกลือกหัวเมืองทั้งปวงแยกกันขบถแต่ในเมืองตัว เห็นจะต้องแยกทหารยกไปตี การก็จะเนิ่นช้าไปประมาณสองปีเศษ บัดนี้เสี้ยนหนามแผ่นดินทั้งหลายมารวมอยู่แต่ที่เดียวให้เราปราบปรามจะได้โดยง่าย ถึงทหารสิบเมืองนี้มีกำลังมากก็ดี แต่ไม่อยู่ในบังคับผู้ใดเป็นสิทธิ์ขาด ดำเนิการตามแต่ใจตัวไร้ผู้นำซึ่งมีปัญญาดังนี้ ถึงจะจัดการปราบลงเมื่อใดก็จะได้

แล้วโจโฉจึงให้โจหยินนำทหารยกไปตีพวกขบถให้จงราบคาบ แลพระเจ้าเหี้ยนเต้ก็มีราชโองการขึ้นว่า ให้ทหารทั้งปวงซึ่งไม่เกี่ยวข้องนั้น ตั้งอยู่แต่ในตำแหน่งของตัว จงอย่าได้ทิ้งภาระตัวมาก่อสงครามเป็นเด็ดขาด

ฝ่ายโจผีตั้งมั่นคงอยู่ ณ เมืองเงียบกุ๋น แลเทียหยก Xu Xuan Guo Yuan เป็นผู้ช่วยราชการ

ฤดูใบไม้ร่วงเดือนเจ็ด โจโฉยกกองทัพตีพวกม้าเฉียว ที่ปรึกษาทั้งปวงจึงว่า อันทหารเมืองข้างประจิมนั้นชำนาญการหอกยาวมาก ถึงว่าทหารเราฝึกฝนหนักแลฝีมือดี ก็หาเสมอทหารประจิมไม่ ซึ่งทหารเราจะได้ชัยทหารขบถนั้นเห็นขัดสนนัก โจโฉจึงว่า อันอุบายความคิดนี้เราคิดแต่ผู้เดียว ซึ่งข้าศึกมาร่วมคิดนั้นหามิได้ ทหารขบถชำนาญหอกยาวนั้นก็จริง หากเห็นครั้งนี้ทหารประจิมทั้งปวงจะไม่ได้ใช้หอกของตัวเป็นแท้ ท่านจงคอยดูปัญญาเราเถิด

เดือนแปด ทหารโจโฉยกถึงด่านตงก๋วน ด้านหนึ่งโจโฉให้ทหารทั้งปวงตั้งกระบวนทัพทำทีจะรบม้าเฉียว ด้านหนึ่งให้ซิหลง จูเหลงสองคนนี้นำทหารสี่พันเศษ ยกข้าม Puban ไปตีเอาสะพานตะวันตกลำน้ำฮวงโหได้

เดือนต่อมาโจโฉนำทหารยกข้ามแม่น้ำเหลือง ทหารโจโฉข้ามแม่น้ำไปเป็นอันมาก แต่ตัวโจโฉนั้นยังระวังหลังทางใต้อยู่ ทหารเสือสองสามร้อยล้วนมีฝีมือก็ห้อมล้อมระวังภัยแก่โจโฉมิได้ขาด

ฝ่ายม้าเฉียวแจ้งว่าโจโฉอยู่ดังนั้น ก็นำทหารหมื่นคนเข้าตีโจโฉ ห่าเกาฑัณฑ์พุ่งใส่ทัพโจโฉดังหนึ่งทิพยวารีอันมาแต่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ หากโจโฉจะได้ตระหนกตื่นกลัวนั้นหามิได้ เพียงแต่นั่งในเกี้ยวเฉยอยู่

ฝ่ายเคาทูนั่งเรือมาแก้โจโฉจากที่ล้อมได้ ฝีพายเรือเคาทูถูกเกาฑัณฑ์ตายเสียในที่รบทั้งสิ้น เคาทูจึงพายเรือมือขวาพาโจโฉหนี แลมือซ้ายถืออานม้าสำหรับอารักขาโจโฉ ฝ่ายเต๋งฮุยขุนพลเห็นโจโฉแตกมาดังนั้น ก็ปล่อยม้ารบกวนทหารม้าเฉียว ทหารม้าเฉียวไล่ฝูงม้าอยู่ก็ตามโจโฉไม่ทัน โจโฉ เคาทูก็หนีขึ้นฝั่งได้

โจโฉข้ามลำน้ำเหลืองไปทางทิศตะวันตก แลให้ทหารเตรียมการลงใต้ตามลำน้ำไป ฝ่ายม้าเฉียวจึงถอยไปตั้งป้องกันปากแม่น้ำวุยอยู่

โจโฉจึงเกณฑ์ทหารกองหนึ่งยกไปทำดังว่าจะเข้าตี แลอีกด้านก็ให้ทหารเรือยกไป Wei ขนแพมาทำเป็นสะพานขึ้น

แลคืนนั้นโจโฉให้ตั้งขวากหนามสำหรับป้องกันทางใต้ของลำน้ำ ม้าเฉียวแจ้งดังนั้นก็ยกพลจะปล้นค่ายยามวิกาล ครั้นทหารม้าเฉียวยกมา ทหารโจโฉซึ่งซุ่มอยู่ก็ตีเอาทหารม้าเฉียวแตกหนีไป

ทหารม้าเฉียวยกมาตั้งอยู่ข้างทิศทักษิณจากลำน้ำวุย แลให้ม้าใช้ถือหนังสือมาขอเข้าเกลี้ยกล่อมด้วยโจโฉ โจโฉได้หนังสือแล้วก็ปฏิเสธเสีย ไม่ให้ทหารม้าเฉียวเข้าอยู่ในอำนาจ

เดือนเก้าทหารโจโฉยกข้ามแม่น้ำวุย ม้าเฉียวท้าโจโฉรบเป็นหลายครั้ง โจโฉก็หาออกไปรบม้าเฉียวไม่ ม้าเฉียวจึงให้คนถือหนังสือมาขอยกเมืองให้ แลคนประกันนั้นก็ส่งไปไว้เมืองฮูโต๋ได้ กาเซี่ยงแจ้งว่าม้าเฉียวมีหนังสือมาดังนั้นก็เข้าไปหาโจโฉแล้วว่า ควรท่านไจเสี่ยงจะทำทีเป็นว่ายอมเอาม้าเฉียวเป็นทหารทำราชการจึงจะชอบ โจโฉจึงว่า ซึ่งท่านจะให้ยอมอ้ายม้าเฉียวดังนั้นด้วยเหตุอันใด กาเซี่ยงจึงว่า ซึ่งข้าให้ทำดังนั้น ก็ด้วยจะแบ่งกำลังสิบเมืองออกเสียจากกัน โจโฉจึงว่า ท่านว่าดังนี้เราก็แจ้งในความคิดท่านแล้ว

ฝ่ายหันซุยขอพบโจโฉ โจโฉจึงขี่ม้าไปกับหันซุยสองคน โจโฉ หันซุยเจรจากันเรื่องทั่วไป จะได้เสวนาสงครามบ้านเมืองนั้นหามิได้ ทหารขบถแจ้งว่าโจโฉ หันซุยคุยกันดังนั้นก็มาสังเกตดู โจโฉจึงว่า ทหารทั้งปวงมาดูนี้จะดูเราโจโฉหรือ อันเรานี้ถึงว่าจะเป็นไจเสี่ยงเมืองฮูโต๋มีอำนาจปานใดก็ดี กายเราก็หาได้ผิดประหลาดไปจากคนทั้งปวงไม่ ซึ่งจะเห็นโจโฉมีสี่ตาสองปากนั้นอย่าหมายเลย ยังแต่ปัญญาเราเลิศกว่าคนทั้งปวงหน่อยหนึ่งเท่านั้นดอก

ครั้นหันซุยกลับไปค่าย ม้าเฉียวและพวกจึงว่า ท่านเจรจาเรื่องใดกับโจโฉอยู่หรือ หันซุยก็ว่าไปตามสัตย์ ม้าเฉียวและพวกก็มีใจระแวงสงสัยอยู่

ผ่านไปสองสามวัน โจโฉเขียนหนังสือให้คนถือไปให้หันซุย ณ ค่าย ม้าเฉียวและพวกมาดูเห็นหนังสือนั้นขูดลบขีดฆ่ามีรอยปรากฏเป็นอันมาก ก็รู้ว่าหันซุยแก้หนังสือ จึงมีใจระแวงหันซุยยิ่งกว่าก่อนขึ้นอีก

ฝ่ายโจโฉนำทหารเบาเคลื่อนที่เร็วยกเข้าสู้ประปราย ม้าเฉียวรบต้านทานโจโฉพักหนึ่ง โจโฉก็ให้ทหารม้ายกเข้าตีขนาบทัพม้าเฉียวสองข้างซ้ายขวา ม้าเฉียวเห็นทหารกระหนาบอยู่เห็นจะต้านไว้ไม่ได้ ก็แตกหนีไป เซงหงี ลิขำ แลคนอื่นๆตายในที่รบสิ้น ยังแต่ม้าเฉียว หันซุยหนีไปเมือง(มณฑล)เลียงจิ๋วได้ แลเอียวฉิวอีกผู้หนึ่งหนีไปอันติ้งได้

ฝ่ายขุนนางทั้งปวงจึงว่า เมื่อทหารเรายกมานั้น ขบถป้องกันด่าน Tong ละเลยแนวรับข้างอุดรของวุย แลท่านไม่ให้นำทหารยกจากโฮต๋องตี Pingyi กลับไปหยุดทัพที่ด่านเสียพักหนึ่งแล้วจึงค่อยข้ามขึ้นเหนือนี้ประสงค์สิ่งใดหรือ โจโฉจึงว่า ทหารม้าเฉียวระวังด่านตงก๋วนอยู่ ซึ่งเราจะนำทหารยกไปโฮต๋องนั้น เกลือกทหารม้าเฉียวยกไประวังหลังมิให้ทหารเราข้ามแม่น้ำ ทหารเราก็จะเสียการไป เราจึงตีจะเอาด่านให้ทหารม้าเฉียวพะวงแต่ข้างทิศใต้ ละแนวรับข้างประจิมเสีย แล้วเราจึงให้ซิหลง จูเหลงแต่สองนายยกทหารไปตีสะพานแตกไปโดยง่าย แล้วเราจึงยกทัพข้ามไปทางเหนือ แลสร้างแนวรั้วสำหรับรับศึกม้าเฉียว สร้างทางเดินทัพลงใต้ ทหารม้าเฉียวจะโจมตีเรานั้นไม่ได้ แลทหารขบถก็ไม่ดูหมิ่นทหารเราได้ ครั้นเราข้ามลำน้ำวุยแล้วก็ให้เสริมป้อมปราการจงมั่นคง ม้าเฉียวจะรบเราเป็นหลายครั้งเราก็หารับท้าไม่ ทหารม้าเฉียวแลม้าเฉียวก็คิดไปว่าทหารเรากำลังน้อยมีใจกำเริบ ก็ไม่คิดการจะป้องกันค่าย แลคิดแต่สามิภักดิ์เสนอเมืองในบังคับแก่เรา เราก็ทำทีจะรับเข้าด้วย ทหารขบถทั้งปวงก็ชะล่าใจผ่อนทหารเบาลงแล้ว เราจึงยกทหารตีเข้าไปสายฟ้าแลบ ทหารม้าเฉียวแต่เวลาจะเอามือป้องหูตัวจากสายฟ้าก็ไม่มี ม้าเฉียวแลพวกทั้งปวงซึ่งประหนึ่งก้อนกรวดในรองเท้าเราก็แตกไปโดยง่าย ดังนี้แลเราจึงว่า อันการศึกสงครามนั้นมีอุบายความคิดเป็นอันมากไม่สิ้นสุดเลย

ฤดูหนาวเดือนสิบ โจโฉขึ้นเหนือจากเมืองเตียงอัน(ฉางอาน) ยกไปตีเอียวฉิวที่เมืองอันติ้ง เอียวฉิวเข้าด้วยโจโฉ โจโฉก็ให้เอียวฉิวอยู่เมืองอันติ้งดังแต่ก่อน แต่ขึ้นกับโจโฉ

เดือนสิบสอง โจโฉให้แฮหัวเอี๋ยนรักษาค่าย ณ เมืองเตียงอัน ให้เตียวเจดูแลเกงเตียว เตียวเจรับเหล่าผู้อพยพ จัดการดูแลอย่างดี แลเมืองนั้นให้ซ่อมแซมบูรณะจงมาก ราษฎรชาวเมืองก็รักใคร่เตียวเจ

ฝ่ายหวดเจ้งที่ปรึกษาเมืองเสฉวนนั้น ถึงแนะนำการสิ่งใดเล่าเจี้ยงก็หาฟังไม่ แลพรรคพวกซึ่งมารับราชการเมืองจ๊กด้วยกันแต่ก่อนก็ชิงชังหวดเจ้ง หวดเจ้งก็มีความน้อยใจอยู่

ฝ่ายเตียวสงทหารคนสนิทเล่าเจี้ยงนั้น คบกันกับหวดเจ้ง แลรุ้ปัญญาหวดเจ้งว่าลึกซึ้ง แลสำคัญว่าเล่าเจี้ยงมีใจชังตัวอยู่ เตียวสงก็ไม่พอใจเล่าเจี้ยงอยู่แต่ในใจ

แลเตียวสงจึงแนะให้เล่าเจี้ยงเป็นไมตรีกันกับเล่าปี่ เล่าเจี้ยงจึงว่า ซึ่งท่านให้เป็นไมตรีนั้นชอบแล้ว หากเราจะส่งขุนนางใดไปเจริญไมตรีเล่าปี่เล่า เตียวสงจึงว่า เห็นแต่หวดเจ้งมีปัญญาความคิด เห็นจะทำการลุล่วงไปได้ เล่าเจี้ยงจึงให้หวดเจ้งไปเป็นทูต หวดเจ้งแจ้งดังนั้นก็ไม่ยอมไป เล่าเจี้ยงกลับคิดว่าปัญญาหวดเจ้งสมพอจะไปอยู่แล้ว จึงบังคับหวดเจ้งให้ไป ฝ่ายหวดเจ้งขัดไม่ได้ก็จำใจไปเป็นทูตกับเล่าปี่ตามคำเล่าเจี้ยงว่า

ครั้นหวดเจ้งกลับไปเมืองเสฉวนก็เข้าไปหาเตียวสงแล้วว่า อันเล่าปี่มีปัญญา ทะเยอทะยานใหญ่โตนัก แล้วหวดเจ้ง เตียวสงก็คิดกันจะให้เล่าปี่เป็นเจ้าเมืองเสฉวนแทนเล่าเจี้ยงต่อไปภายหน้า

ฝ่ายโจโฉให้จงฮิวยกทัพมาตีเมืองฮันต๋ง เล่าเจี้ยงแจ้งความวิตกนัก เตียวสงจึงว่า ทหารเมืองฮูโต๋ฝีมือเป็นเอกหาผู้เสมอมิได้ หากเมืองฮันต๋งเสียแก่โจโฉแล้ว เห็นโจโฉจะยกมาตีเอาเมืองเสฉวน แลขุนนางเมืองเสฉวนปัญญาน้อย เห็นจะไม่ต่อกรโจโด้ เมืองเสฉวนก็จะเสียแก่โจโฉเป็นแน่ เห็นแต่ท่านเล่าปี่มีปัญญาสามารถในการสงคราม แลเป็นอริโจโฉอยู่ ชอบแต่ท่านจะให้เล่าปี่ยกไปตีเอาเมืองฮันต๋งก่อน หากได้เมืองฮันต๋งมาเป็นกำลัง ถึงว่าโจโฉยกมาตีจะเอาเมืองเสฉวนก็เห็นจะตีเอาเมืองไว้ไม่ได้

บังยี่ ลิอี้แลขุนนางทั้งปวงก็ยโสว่าตัวมีผลงานมาแต่ก่อน ซึ่งท่านจะอาศัยขุนนางทั้งนี้ทำราชการบัดนี้เห็นไม่ได้ หากเล่าปี่ไม่มาเมืองเสฉวนแล้ว เห็นท่านจะถูกศึกกระหนาบทั้งโจโฉไจเสี่ยงแผ่นดิน แลอาณาประชาราษฎรเมืองเสฉวนทั้งปวงก็จะลุกฮือเป็นขบถแผ่นดินดังนี้ เห็นเมืองเสฉวนจะเสียแก่ข้าศึกเป็นแน่

เล่าเจี้ยงฟังแล้วเห็นชอบด้วย จึงให้หวดเจ้งนำทหารสี่พันเศษยกไปรับเล่าปี่เข้ามาเมืองเสฉวน

ฝ่ายอุยก๋วนขุนนางอาลักษณ์จึงว่า เล่าปี่เป็นคนเจ้าความคิด ซึ่งจะเชิญมาอาศัยเมืองเสฉวนนั้นไม่ควร ด้วยท่านจะปฏิบัติเล่าปี่ดังกาฝากมาอาศัยเมืองเราเป็นที่อยู่นั้น ก็เห็นเล่าปี่โกรธขึ้นก็จะไม่อยู่ในบัญชาเมืองเสฉวนเรา แลท่านจะไว้เกียรติเล่าปี่เสมอกับตัวนั้น ก็เห็นเมืองเสฉวนแต่เมืองเดียวจะมีเจ้ามีนายถึงสองเป็นไม่ได้ เกลือกฐานะเล่าปี่ในเมืองเสฉวนมั่นคงขึ้น ที่ขุนนางเจ้าเมืองเสฉวนท่านก็เห็นจะสั่นคลอนง่อนแง่นลงไม่อยู่ได้ อุปมาดังเทือกผาไทสันอันตั้งอยู่แต่เมืองกุนจิ๋ว เปรียบกันกับฟองนกตั้งแง่นอยู่แต่ในรังฉะนั้น แลเห็นภายหน้าต่อไป เมืองเสฉวนก็จะตกแก่เล่าปี่เป็นมั่นคง

เล่าเจี้ยงไม่เห็นชอบ จึงให้ขับอุยก๋วนไปเป็นที่นายอำเภอ Guanghan

ฝ่ายอองลุยแจ้งว่าเล่าเจี้ยงให้หาเล่าปี่เข้ามาดังนั้นก็โกรธ จึงขึ้นไปกำแพงเมือง เอาเชือกแขวนตัวห้อยอยู่หมายจะแสดงให้เล่าเจี้ยงรู้การผิดแลชอบ เล่าเจี้ยงเห็นอองลุยประท้วงตัวดังนั้นก็หาถือเอาเป็นอารมณ์ไม่แลเฉยอยู่

ฝ่ายหวดเจ้งมาเมืองเกงจิ๋วแล้วก็เข้าไปหาเล่าปี่ ชี้ให้เล่าปี่เห็นการใหญ่ซึ่งคิดกันไว้กับเตียวสงแล้วจึงว่า อันพระเจ้าอาท่านนี้มีความคิดแยบคาย ใจกล้าสมเป็นชาติทหารอยู่แล้ว แลเล่าเจี้ยงคนเขลาคนนี้เห็นจะเป็นประโยชน์แก่การของท่านสืบไปได้ ขอแต่เตียวสงยุยงเสริมส่งเข้า สืบไปเมื่อหน้าเห็นเล่าเจี้ยงจะยกเมืองเสฉวนให้ตกถึงท่าน อุปมาดังเอามือพลิกคว่ำเป็นหงายก็จะได้โดยง่ายเหมือนกัน ฝ่ายเล่าปี่นั้นในใจขัดแย้งกันอยู่

บังทองจึงว่า บัดนี้เมืองเกงจิ๋วก็มิได้เป็นปรกติ ไพร่บ้านพลเมืองบอบช้ำด้วยครั้งโจโฉยกมา แต่สมบัติติดบ้านก็ไม่ปรากฏ แลแดนเมืองกังตั๋งคุมเชิงเราอยู่ข้างทิศบูรพา แลทิศอุดรนั้นเห็นเมืองฮูโต๋โจโฉศัตรูราชสมบัติประจันอยู่อีกเล่า ซึ่งจะทำการคิดอ่านปราบปรามแผ่นดินให้สงบสืบไปด้วยเมืองเกงจิ๋วแต่เท่านี้เห็นขัดสนนัก

เห็นแต่เมืองเสฉวนไพร่ฟ้าราษฎรพร้อมมูลกว่าร้อยหมื่น ล้วนมั่งคั่งแจ่มใส พืชพรรณธัญญาหารก็สมบูรณ์ แลฝนฟ้าตกต้องตามฤดูมิได้ขาด เห็นหัวเมืองเอ๊กจิ๋วนี้จะใช้เป็นกำลังทำการใหญ่สืบไปก็จะสมความคิด

เล่าปี่จึงว่า อันน้ำใจโจโฉหยาบช้าคิดการแต่ส่วนตน แลน้ำใจเราก็กว้างขวางเป็นที่ลือแก่คนทั้งหลายอยู่แล้ว เปรียบกันก็อุปมาเหมือนน้ำแลไฟต่างกันอยู่ แม้เราทำการไม่เหมือนโจโฉ เห็นการซึ่งคิดไว้จะลุล่วงตามแต่สติปัญญา เกลือกเราฉวยโอกาสดังนั้น คนทั้งปวงก็นินทาเราได้ แลการที่คิดกันอยู่เห็นจะเสียไปเป็นมั่นคง

บังทองจึงว่า บัดนี้บ้านเมืองเป็นจลาจลอยู่แล้ว ซึ่งจะมาทำตรงดังท่อนไม้ใหญ่ไม่ถูกเวลาฉะนี้ไม่ควร แลท่านเกรงความนินทาดังนี้ ก็ให้ได้เมืองเสฉวนมาแล้วค่อยเชื่อโองการพระเจ้าเหี้ยนเต้เมื่อปลายมือมิดีหรือ แต่โบราณคนทั้งปวงก็สรรเสริญผู้ทำการดังคำข้าทั้งนี้ทุกตัวคน

แม้ท่านเกรงคำผู้คน ก็ค่อยให้เล่าเจี้ยงเป็นที่ขุนนางพระยา คนทั้งปวงจะสำคัญว่าน้ำใจท่านสัตย์ซื่อก็เห็นจะไม่มีความนินทาตกถึงท่าน แลท่านมาลังเลใจอยู่ฉะนี้ เกลือกละไว้ช้ามีผู้ใดยกมาตีเอาเสฉวนก่อนจะเสียการ เล่าปี่จึงเห็นชอบด้วย ก็ให้ทำตามคำบังทองไม่ข้องขัดสิ่งใดอีก

เล่าปี่จึงให้ขงเบ้ง กวนอูเป็นต้นคอยรักษาเมืองเกงจิ๋ว แล้วตัวกับบังทอง หวดเจ้งเป็นต้น เกณฑ์คนหลายหมื่นยกไปเมืองเสฉวน

ฝ่ายซุนกวนแจ้งว่าทหารเล่าปี่ยกไปแล้ว ก็ให้ส่งเรือไปหาซุนฮูหยินผู้น้อง นางซุนฮูหยินแต่งกลจะพาเล่าเสี้ยนบุตรเล่าปี่เอาไปเป็นประกันในแดนเมืองกังตั๋ง เตียวหุย จูล่งจึงยกทัพไปขวางไว้ แก้เอาตัวเล่าเสี้ยนกลับมาเมืองเกงจิ๋วได้ แลตัวนางซุนฮูหยินนั้นกลับไปเมืองกังตั๋ง

ฝ่ายเล่าเจี้ยงเห็นเล่าปี่จะเข้ามาเมืองเสฉวน ก็ให้มีโองการไปถึงขุนนางใหญ่น้อยแลคนทั้งปวงในแดนเมืองเอ๊กจิ๋วให้ต้อนรับเล่าปี่ให้เอิกเกริกอื้ออึง ฝ่ายเล่าปี่เข้ามาเมืองเสฉวนแล้ว ก็มีใจยินดีเหมือนหนึ่งอยู่ในถิ่นของตัว คนทั้งปวงเห็นเล่าปี่มาก็ให้ของกำนัลล้ำค่าแลสินทรัพย์ศฤงคารเป็นอันมาก นับได้ถึงร้อยล้าน

ขณะเมื่อเล่าปี่ยกมาถึงเมือง Ba เงียมหงันเจ้าเมืองเข้าไปหาเล่าปี่ จับเอาหัตถ์เล่าปี่วางบนอกตัวแล้วว่า ตัวท่านอุปมาดังคนนั่งอยู่ในที่ดอน แลปล่อยเสือร้ายออกมาสำหรับคุ้มภัยแก่ตัวฉะนั้น

ฝ่ายเล่าปี่ยกมาถึง Fu ก็เห็นทัพเล่าเจี้ยงยกมารับ ทหารเล่าเจี้ยงมาก ชุดเกราะต้องแสงตะวันก็สะท้อนตาพร่าไปทั้งสิ้น

ฝ่ายเตียวสงคุยกับหวดเจ้งว่า เมื่อเล่าปี่ เล่าเจี้ยงเจอกัน ชอบแต่ท่านจะแนะให้เล่าปี่จับเอาเล่าเจี้ยงไว้ก็จะสมความคิดโดยง่าย เล่าปี่จึงว่า ซึ่งจะคิดการเร็วไปดังนั้นไม่ชอบ บังทองจึงว่า ท่านมาว่าดังนี้ไม่ควร ด้วยแม้ท่านคิดอ่านจับเล่าเจี้ยงได้ ก็จะไม่ต้องทำสงครามกันให้อาณาประชาราษฎรได้ความเดือดร้อน แลเมืองเสฉวนเท่านี้ก็จะได้มาโดยง่าย เล่าปี่จึงว่า อันเราเป็นเจ้าเมืองมาแต่เมืองเกงจิ๋ว ใจไพร่พลเมืองทั้งปวงยังหาเข้ากับเราไม่ ซึ่งจะทำการโดยวู่วามดังนั้นไม่ได้

ฝ่ายเล่าเจี้ยงให้เล่าปี่เป็นที่แม่ทัพใหญ่ มีจวนสำหรับตัวใหญ่โตโอ่โถงดังขุนศึกใหญ่ทั้งปวง ณ นครหลวงเวลานั้น เล่าปี่จึงแนะให้เล่าเจี้ยงตั้งตัวเป็นที่แม่ทัพนำสันติสู่แดนประจิม แลควบตำแหน่งเจ้าเมืองเสฉวนอีกตำแหน่งหนึ่งด้วย แลเมืองเสฉวนก็มีงานกินโต๊ะกันเอิกเกริกกว่าร้อยวัน

ฝ่ายเล่าเจี้ยงจึงกำนัลทหารแลข้าวปลาอาหารสำหรับทัพแก่เล่าปี่ แล้วจึงให้เล่าปี่นำทหารไปตีเมืองฮันต๋ง ให้คุมทัพที่ Boshui ทหารเล่าปี่อันมีประมาณสามหมื่นเศษ แลอาวุธโธปกรณ์เสบียงทัพบริบูรณ์ทั้งปวงก็ยกไปตามคำเล่าเจี้ยงว่า ฝ่ายเล่าเจี้ยงจึงกลับไปเมืองเฉิงตูเมืองเอกของเสฉวน

ฝ่ายเล่าปี่เมื่อจะยกไปนั้น ก็ทำตัวมีน้ำใจดีงามให้ปรากฏเป็นที่ลืออยู่กับคนทั้งปวง อาณาประชาราษฎรเมืองเสฉวนก็รักใคร่เล่าปี่เป็นอันมาก





 

Create Date : 09 กรกฎาคม 2551    
Last Update : 18 กรกฎาคม 2551 21:00:55 น.
Counter : 199 Pageviews.  

อำลาจิวยี่

ฝ่ายเล่าปี่ตั้งให้ขงเบ้งเป็นที่แม่ทัพสามัญชน แลเมืองเลงเหลง เมืองฮุยเอี๋ยงแลเมืองเตียงสาสามเมืองนั้นให้อยู่ในบังคับขงเบ้งเป็นสิทธิ์ขาด แลให้จูล่งเป็นเจ้าเมืองฮุยเอี๋ยงด้วย

ฝ่ายเล่าเจี้ยงเจ้าเมืองเสฉวน ได้ให้เตียวสงคนสนิทมาแสดงความเคารพโจโฉ ด้วยแจ้งความว่าโจโฉได้เมืองเกงจิ๋ว แลเตียวสงนั้นแม้ร่างเตี้ยเล็ก บุคลิกดูหลุกหลิก แต่แท้จริงมีปัญญากล้าหาญนัก

ฝ่ายโจโฉมีใจกำเริบ ด้วยตัวได้เมืองเกงจิ๋วแลเล่าปี่ก็แตกหนีไป ครั้นเห็นเตียวสงรูปร่างอัปลักษณ์ก็หาชอบไม่ แลต้อนรับเตียวสงอย่างขอไปที ฝ่ายเตียวสิ้วขุนนางโจโฉจึงแนะให้ตั้งเตียวสงเป็นที่ขุนนาง โจโฉก็ไม่เห็นชอบ แลมิได้ตั้งเตียวสงเป็นที่ขุนนาง

ฝ่ายเตียวสงเห็นโจโฉทำการกำเริบ มิได้เห็นแก่หน้าตนดังนั้น ก็คิดโกรธโจโฉเป็นอันมาก แลกลับไปเมืองเสฉวนแล้วจึงว่าแก่เล่าเจี้ยงให้ตัดไมตรีโจโฉเสีย แลเป็นพันธมิตรกันกับเล่าปี่ เล่าเจี้ยงก็เห็นชอบด้วย

ฝ่ายเฉาชงบุตรโจโฉป่วยหนักทนไม่ได้ก็ตายลง โจโฉโศกเศร้าโทมนัสเป็นอันมาก ถึงกับกล่าวขึ้นว่า ซึ่งเราให้ประหารหมอฮัวโต๋เสียแต่ก่อนนั้นผิดนักไม่ควรเลย หากหมอฮัวโต๋อยู่เห็นจะรักษาเฉาชงลูกเราได้เป็นแท้

ฝ่ายซุนกวนให้ He Qi ตีตันเอี๋ยงได้ด้วยการโจมตีโดยมิให้ข้าศึกทันตั้งตัว แลได้เมืองตันเอี๋ยง ซุนกวนจึงตั้ง He Qi เป็นที่เจ้าเมืองตันเอี๋ยง

ปีต่อมา (ศักราชเจี้ยนอันที่ 14 หรือ ค.ศ.209) ซุนกวนซึ่งล้อมเมืองหัปป๋านั้นก็ยังหักเอาเมืองมิได้ ซุนกวนจึงคิดว่า ควรที่จะนำทหารม้าเคลื่อนพลเป็นการเร็วรุกใส่ศัตรู เตียวเหียนจึงว่า ศาสตราวุธนั้นเป็นของเลวทราม แลศึกสงครามเป็นของอันตรายคู่กันอยู่ ซึ่งท่านจะทำเสี่ยงภัยดังทหารเลวนั้นไม่ควร ถึงท่านตัดเอาศีรษะนายทหารข้าศึกได้ คนทั้งปวงก็มีใจวิตกด้วยตัวท่านเป็นอันมาก เกรงตัวท่านเป็นอันตรายขึ้นการก็จะเสียไป ดังนี้ท่านจงทำตามอย่างมหากษัตริย์แต่โบราณเถิด อย่าเลียนเยี่ยงขุนศึกMeng Ben Xia Yu สองคนในครั้งโบราณนั้นเลย ซุนกวนเห็นชอบด้วย การซึ่งจะเตรียมทัพม้านั้นก็ให้เลิกเสีย

ฝ่ายจิวยี่ซึ่งตีกังเหลงมาประมาณปีกว่า ทหารโจหยินพ่ายศึกล้มตายเป็นอันมาก โจหยินก็ทิ้งเมืองหนีไป จิวยี่ก็ได้เมืองกังเหลง ฝ่ายซุนกวนจึงตั้งจิวยี่ให้ไปกินเมือง Nan แลกังเหลง ด้านเทียเภานั้นให้เป็นเจ้าเมืองกังแฮ ควบคุม Shaxian ลิห้อมให้เป็นเจ้าเมือง Pengze แลลิบอง ตั้งเป็นที่นายอำเภอ Xunyang

ไม่นานต่อมาเล่ากี๋ป่วยหนัก โรคกำเริบจัดขึ้นก็ตายลง ซุนกวนจึงให้เมืองเกงจิ๋วอยู่ในบังคับเล่าปี่สืบไป แลจิวยี่ก็ให้อาณาเขตลำน้ำแยงซีข้างทิศใต้ให้เป็นสิทธิ์ขาดแก่เล่าปี่

แลนางซุนฮูหยินน้องสาวซุนกวน ฤานามจริงว่าซุนซ่างเซียงนั้น ซุนกวนก็ยกให้เป็นภรรยาเล่าปี่ แลซุนฮูหยินนี้แม้เป็นสตรีแต่ก็องอาจกล้าหาญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าซุนกวนผู้พี่ แลคนใช้นางซุนฮูหยินกว่าร้อยนั้น ล้วนคาดกระบี่พกพาอาวุธทุกตัวคน แม้เล่าปี่ผู้สามีเองก็ยังหวาดหวั่นเมื่อไปพบกับนาง

ฝ่ายโจโฉชื่นชมปัญญาจิวยี่ จึงให้เจียวก้านแห่งโกกั๋งมาเกลี้ยกล่อมให้จิวยี่สามิภักดิ์เป็นการลับ แลเจียวก้านนั้นเป็นผู้มีปัญญาหาผู้เสมอมิได้ในเขตลำน้ำแยงซีและ Huai เจียวก้านแต่งกายด้วยผ้าหยาบแลหมวกลินินมาพบจิวยี่ ดั่งหนึ่งมาไต่ถามสารทุกข์สุกดิบกันธรรมดาฉะนั้น

ฝ่ายจิวยี่แจ้งว่าเจียวก้านมาก็ออกมาต้อนรับแล้วจึงว่า ถึงว่าท่านเป็นกระบอกเสียงส่งข่าวแห่งโจโฉก็ตามเถิด แต่ท่านเดินทางไกลมาฉะนี้เห็นจะเหนื่อยเกินแก่หน้าที่ไป แล้วจิวยี่จึงให้นำเจียวก้านไปดูค่ายทหาร ทั้งที่เก็บเสบียง คลังอาวุธทั้งปวงเจียวก้านก็แจ้งสิ้น แลจิวยี่จึงให้หาเจียวก้านมาเสพสุรากินโต๊ะกันเป็นที่สบาย

แล้วจิวยี่จึงว่า อันวีรชนนั้นถ้าได้พบหน้านายดีแล้ว ถึงว่าเบื้องหน้าประพฤตินอบน้อมเป็นนายบ่าวกันก็ดี แต่ภายในนั้นนับถือกันดังหนึ่งพี่น้องร่วมอุทรกัน แลซุนกวนนายเรานั้นมีปัญญา เราพูดสิ่งใดก็เห็นชอบ แลร่วมสุขร่วมทุกข์กันมาก็นานแล้ว ถึงซูฉินเมืองแต้แลเตียวหยีเมืองจิ๋นครั้งเลียดก๊กมา ก็ไม่อาจกล่อมเราให้เข้าด้วยโจโฉได้ดอก

ฝ่ายเจียวก้านได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะ แล้วจิวยี่ เจียวก้านก็กินโต๊ะกันสนุกสนาน กิจการบ้านเมืองนั้นก็มิได้เอ่ยถึงอีก

ครั้นเจียวก้านกลับถึงเมืองฮูโต๋ ก็ยกย่องน้ำใจจิวยี่ว่าน้ำใจเข้มแข็งภักดี หาผู้ใดเสมอเหมือนมิได้

ฝ่าย He Xia เห็นโจโฉเคร่งครัดให้ขุนนางสมถะก็ไม่เห็นชอบจึงว่า อันคนเรานี้แตกต่างกันอยู่ ซึ่งท่านชมชอบชีวิตสมถะนั้นอาจชอบอยู่กับตัวท่าน แลท่านมาบังคับให้ทุกผู้คนทำการดังใจท่านนี้หาเป็นยุติธรรมไม่ บัดนี้ขุนนางเพียงแต่กินดีอยู่ดีก็เป็นโทษแก่คนทั้งปวงว่าฉ้อราษฎร์บังหลวง แลขุนนางซึ่งซอมซ่อแต่งขนสัตว์นั้นก็คิดเอาว่าเป็นตงฉินสัตย์ซื่อ ดังนี้แลขุนนางทั้งปวงจึงทำตัวซอมซ่อเสีย อันเกวียนเสื้อผ้าแพรพรรณนั้นก็ซุกไว้ แลบางผู้ยังจะเอาอาหารที่บ้านมากินเสียอีก

อันธรรมเนียมนั้นชอบแต่จะเดินสายกลาง แลทำแต่การง่ายๆ อันท่านนั้นชอบให้ทำแต่การอันยาก แลจะให้คนทั้งปวงทำตามแต่ใจท่านนั้นควรอยู่หรือ เห็นขุนนางทั้งปวงจะเบื่อหน่ายเป็นแท้

ผู้มีปัญญาแต่โบราณก็สอนถึงธรรมชาติมนุษย์ทั้งปวงซึ่งเป็นของธรรมดา แลท่านมาถือธรรมเนียมเกินควรฉะนี้ เกลือกขุนนางทั้งปวงคิดไปว่าทำตามคำท่านแล้วอยู่รอดดี ก็จะหน้าไหว้หลังหลอกกันเป็นสันดานเป็นแน่

โจโฉฟังแล้วเห็นดีด้วยกับ He Xia

ในปีนี้ เกิดมีขบถขึ้นในหลายท้องที่ซึ่งอยู่ในบังคับโจโฉ โจโฉจึงให้เตียวเลี้ยว เตียวคับ งักจิ้น ซิหลง อิกิ๋มห้าคนนำทหารยกไปปราบกบฏให้อาณาประชาราษฎรได้ความสุข ห้าคนนี้นำทหารตีขบถแตกไปมีผลงานปรากฏไว้เป็นอันมาก แลผู้มีความชอบเป็นเอกกว่าขุนทัพนายทหารทั้งปวงนั้นคืออิกิ๋ม ซึ่งปราบอริราชศัตรู ณ เมืองตงไห่ได้ราบคาบเรียบร้อย ครั้นโจโฉแจ้งว่าอิกิ๋มมีผลงานกว่าคนทั้งปวงแล้ว จึงเลื่อนอิกิ๋มขึ้นเป็นที่หู่เวยเจียงกุ๋น(หู่เวยเจียงจวิน) แปลเป็นคำไทยว่านายพลพยัคฆ์เดช

ฤดูใบไม้ผลิปีถัดมา(ค.ศ.210) พระเจ้าเหี้ยนเต้ออกราชโองการว่า Meng Gongchuo นั้นมีปัญญามาก เห็นจะเป็นที่ขุนนางเมืองเตียว(รัฐจ้าว..Zhao) เมืองเว่ย(รัฐวุ่ย..Wei)ได้ แต่หากจะให้เป็นขุนนางใหญ่แผ่นดินTeng แล Xue นั้นเห็นขัดสนเกินกำลังไปนัก หากขุนนางใหญ่จำต้องมีความสัตย์เป็นที่ตั้งแล้ว ที่ไหนพระเจ้าเจ๋ฮวนก๋ง(ฉีหวนกง)จะเป็นใหญ่มีอำนาจในเมืองเจ๋(แคว้นฉี..Qi)ได้เล่า ขุนนางทั้งปวงจงช่วยเหลือเราเสาะหาผู้มีปัญญาซึ่งซ่อนเร้นตัวอยู่ให้มาทำราชการด้วยเราเถิด

ในคิมหันต์ฤดู โจโฉให้เกณฑ์คนมาสร้างปราสาทนกยูงทองแดงไว้ ณ เงียบกุ๋น ให้สำเร็จเรียบร้อยจงเร็ว

แล้วโจโฉจึงประกาศในเดือนสิบสอง วันที่ 1 มกราคม มีความว่า

เมื่อแรกนั้น เราก็มีชื่อเลื่องลืออยู่ว่าเป็นคนกตัญญูรู้คุณคน หากเรามิได้ลำพอง แลคิดเอาว่าตัวนั้นชื่อหาโด่งดังเสมอปราชญ์น้อยใหญ่ทั้งปวงในแผ่นดินไม่ เราก็เกรงอยู่ว่าคนทั้งปวงจะหมิ่นเราว่าเป็นแต่คนชั้นสามัญเอาได้ เราจึงตั้งใจทำราชการสนองคุณแผ่นดินจนถึงขนาด

ถึงเราจะสังหารแลขับคนถ่อยทรามทั้งปวงออกไปเสีย ณ จี้หนานนั้นแล้วก็ตามเถิด เราก็เชื่อเป็นมั่นเหมาะอยู่ว่าคนซึ่งเราตั้งให้มียศใหญ่โตได้ความสุขนั้นมีน้ำใจดีสมกันกับตราตั้งเราอยู่แล้ว หากเราเกิดเป็นอริกันขึ้นกับขันทีทั้งปวงซึ่งเป็นใหญ่อยู่ ณ เมืองลกเอี๋ยงนั้น เราจึงทำเป็นป่วยหาเหตุจะลาออกเสียจากราชการกลับไปบ้าน

ครั้งนั้นเรายังเยาว์นัก บ้านเราก็สวยงามอยู่เป็นสุข แลฤดูใบไม้ร่วงแลวสันตฤดูนั้นเราจักอ่านตำราหาความรู้ แลฤดูใบไม้ผลิ คิมหันตฤดูนั้นเราจักออกป่าล่าสัตว์เป็นที่สบาย เราก็คิดอยู่ว่าเราจักล่าสัตว์แลอ่านตำราสลับไปดังนี้อยู่ประมาณสักยี่สิบปี ให้ขันทีทั้งปวงสิ้นอำนาจลงก่อน ก็คงจะกลับไปทำราชการเหมือนแต่ก่อน

หากเราสำคัญผิดไป พระเจ้าเลนเต้ให้หาเราเข้ามาเป็นที่ขุนพลจัดการกองทัพ เราจึงคิดการจะให้เหลือชื่อเราไว้ในแผ่นดินสืบไปแทนที่จะเอกเขนกล่าสัตว์แลอ่านตำราเหมือนแต่ก่อน ครั้งนั้นเราคิดอยู่แต่ว่าจะทำราชการให้มีผลงานใหญ่โต ปราบปรามขบถแลหาความสำเร็จ แลเราหมายว่าเมื่อเราตายนั้น โกศเราจักจารึกลงไว้ว่า อดีตแม่ทัพผู้ปราบปรามทิศตะวันตก พระยาแซ่โจแห่งราชวงศ์ฮั่น

ครั้นตั๋งโต๊ะยึดตัวฮ่องเต้บัญชาการเหล่าขุนนาง เรามีใจเจ็บร้อนด้วยแผ่นดิน ให้ระดมเหล่าขุนนางซึ่งมีใจภักดีต่อพระมหากษัตริย์ เพื่อรบตั๋งโต๊ะช่วยเหลือพระเจ้าเหี้ยนเต้ การสืบมาจนเราได้เมือง(มณฑล)กุนจิ๋ว เราได้โจรโพกผ้าเหลืองทั้งปวงซึ่งเหลืออยู่แต่เตียวก๊กนั้นมาเข้าด้วยถึงสามสิบหมื่นเศษ อ้วนสุด อ้วนเสี้ยว แลเล่าเปียวขบถแผ่นดินทั้งสามคนนี้ก็ตายเสียสิ้นด้วยปัญญาความคิดเรา แลเราจึงได้เป็นใหญ่ในแผ่นดิน เกียรติยศซึ่งเราได้ในครั้งนี้นั้นมากเสียกว่าที่เราวาดฝันไว้ครั้งยังเป็นขุนนางผู้น้อยนัก

หากเราไม่มาช่วยพระเจ้าเหี้ยนเต้ทำราชการดังนี้แล้ว เห็นทีแผ่นดินจะเป็นจลาจลแลพระมหากษัตริย์จะเป็นอันตรายไป ด้วยคนมักใหญ่ใฝ่สูงจะเป็นขบถต่อเจ้าข้าวแดงนั้นมากนัก

แลบัดนี้เราได้เผยความในใจเรา ด้วยเราหวังจะให้คนซึ่งเห็นว่าอำนาจเรามาก แลสำคัญผิดไปว่าเราข่มเหงพระเจ้าเหี้ยนเต้แลหวังตั้งตัวขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์เสียเองนั้นแจ้งว่า ซึ่งเรามีอำนาจวาสนาทั้งนี้ด้วยเง็กเซียงฮ่องเต้แห่งสวรรค์นั้นเมตตาเรา

ซึ่งจะให้เราอำลาวงราชการ อำนาจนั้นยกคืนพระเจ้าเหี้ยนเต้ แลให้ไปพำนักที่ Wuping ให้จงสงบสันติมีความสุขนั้นเราเห็นไม่ได้ ด้วยแม้เราสละอำนาจเสียเวลาใด เห็นเราจะเป็นอันตรายด้วยศัตรูแผ่นดินทั้งปวงเวลานั้นเป็นแน่แท้ มิใช่เราประสงค์แต่จะให้ตัวปลอดภัยถ่ายเดียว เรายังจะให้บุตรหลานเราทั้งปวงได้ความสุขมิต้องผจญอันตรายทั้งปวงด้วย อันเรานี้ยังสมควรจะถูกสังหารดังหนึ่งเสี้ยนหนามแผ่นดินกระนั้นหรือ แลแผ่นดินก็ยังเป็นจลาจลนี้เราร้อนใจอยู่ ซึ่งจะตายไปโดยไร้ค่าให้ชื่อสิ้นเสียไม่ปรากฏให้เลื่องในแผ่นดินนั้นเราไม่เห็นด้วย

บัดนี้ศักดินาแลเบี้ยหวัดเราก็มาก ทั้งสี่ตำบลแลสามหมื่นครัวนั้นพออยู่แล้ว อันความดีเราซึ่งปรากฏอยู่นั้นเห็นหาสมกันกับบำเหน็จรางวัลซึ่งได้นี้ไม่ แลแผ่นดินข้างทิศทักษิณนั้นก็ยังไม่เป็นสุขทำสงครามกันวุ่นวายอยู่ ซึ่งเราจะอำลาราชการในบัดนี้นั้นไม่ได้ ถึงกระนั้นก็ตามเถิด เราก็จะถวายอาณาบริเวณอันเป็นสิทธิ์แก่เรานั้นคืนให้พระเจ้าเหี้ยนเต้ ทั้งYangxia Zhe และ Ku นั้นเราจักมอบคืนพระราชสำนักให้สิ้น ยั้งไว้แต่เบี้ยหวัดหมื่นครอบครัวที่ Wuping นั้นเรายังมิคืนขอเก็บเอาไว้ก่อน แลหน้าที่ราชการสิทธิ์ขาดบางหน้าที่นั้นเราจะเลิกเสีย คนทั้งปวงก็เห็นจะไม่นินทาเราได้

ขุนนางเมืองเกงจิ๋วแต่เดิมเข้าด้วยเล่าปี่เป็นอันมาก แลเล่าปี่คิดว่า หัวเมืองเราก็น้อยแต่เท่านี้ ซึ่งจะทำการใหญ่สืบไปเมื่อหน้านั้นเห็นขัดสนนัก จึงลงเรือไปเมืองเกงจิ๋ว เข้าไปหาซุนกวนแล้วว่า อันเมืองลำกุ๋นหัวเมืองเกงจิ๋วนั้นขอเรายืมไว้เสียก่อนเถิด

ฝ่ายจิวยี่ ลิห้อมแจ้งว่าเล่าปี่จะเอาเมืองลำกุ๋นดังนั้นก็ไม่เห็นชอบ แลจิวยี่จึงเขียนหนังสือส่งไปหาซุนกวน ณ เมืองกังตั๋ง ซุนกวนฉีกผนึกหนังสือออกอ่านได้ความว่า อันเล่าปี่นั้นเป็นศัตรูแผ่นดิน แลเจ้าอุบายความคิดมีเล่ห์ร้ายกาจนัก ทั้งขุนพลกวนอู เตียวหุยสองคนข้างกายนี้มีฝีมือเป็นเอกในแผ่นดินดังพยัคฆ์ในกลางป่า ซึ่งจะหาผู้เสมอขุนศึกสองคนนี้ได้นั้นเห็นขัดสนนัก อันเล่าปี่มีปัญญาแลผู้มีฝีมือไว้ช่วยทำราชการดังนี้แล้ว คงจะไม่ยอมอยู่ในอำนาจเมืองกังตั๋งไปได้นาน เห็นจะต้องรบกันขึ้นสักวันมิต้องสงสัยเลย

ชอบแต่จะกักเล่าปี่เอาไว้แต่ในเมืองกังตั๋ง แลให้สร้างที่อยู่เล่าปี่ใหญ่โตโอ่โถงดุจพระราชวังในราชธานี อันสนมกรมในแลทรัพย์สินสมบัตินั้นให้มอบแก่เล่าปี่จงมาก ให้ทรัพย์แลสนมนั้นปิดหูตาเล่าปี่เสียมิให้เห็นการภายนอก แลตั้งกวนอู เตียวหุยเป็นที่ขุนนางแยกไปจากเล่าปี่ อาศัยฝีมือทหารกวนอู เตียวหุยนี้เห็นการใหญ่เมื่อหน้าจะสมความคิดเป็นแน่แท้

แลท่านมาทำการประมาท ให้เล่าปี่ กวนอู เตียวหุยอยู่ร่วมด้วยกันทั้งนี้ เห็นสืบไปเมื่อหน้าปลาน้อยในบ่อจักกลายเป็นมังกรใหญ่ซึ่งได้กำลังมาแต่พระพิรุณบนชั้นฟ้า การก็จะเสียไปไม่ควรเลย

ฝ่ายโลซกแจ้งว่าจิวยี่เขียนหนังสือมาจะให้กำจัดเล่าปี่ดังนั้นจึงว่า ซึ่งจิวยี่เขียนเป็นหนังสือมานี้ไม่ชอบ ถึงท่านจะมีปัญญาปรากฏไปในแผ่นดินก็ตามเถิด แต่กำลังโจโฉนั้นมากนัก เราก็เพิ่งได้เมืองเกงจิ๋วแต่ยังมิได้น้ำใจไพร่บ้านพลเมือง แลโจโฉนั้นเห็นจะมาตีเอาเมืองเกงจิ๋วกลับไปไม่รอช้าอยู่เป็นแน่ ชอบแต่จะให้เมืองลำกุ๋นเล่าปี่ยืมเสีย เล่าปี่ก็จะบำรุงให้อาณาประชาราษฎรได้ความสุข แลเป็นหนามยอกอกโจโฉต่อไป ทั้งยังเป็นกำลังให้เมืองกังตั๋งเราอีกเล่า ซึ่งท่านจะกำจัดเล่าปี่เสียดังนั้นเห็นควรแล้วหรือ

ฝ่ายซุนกวนฟังคำโลซกแล้วเห็นชอบ จึงให้เล่าปี่ยืมเมืองลำกุ๋น

ฝ่ายโจโฉนั่งเขียนหนังสืออยู่ ณ เมืองฮูโต๋ พอดีคนใช้เข้ามาแจ้งความโจโฉว่า บัดนี้ซุนกวนให้เมืองลำกุ๋นเล่าปี่แต่ชั่วคราวแล้ว โจโฉแจ้งดังนั้นก็ตระหนกเป็นกำลัง มือซึ่งจับพู่กันอยู่นั้นอ่อน ปล่อยพู่กันตกพื้นไม่รู้ตัว

ฝ่ายจิวยี่ขึ้นเรือไปเมืองเกงจิ๋ว แล้วเข้าไปหาซุนกวนแลกล่าวขึ้นว่า อันโจโฉนั้นเพิ่งแตกไป จักต้องระแวงน้ำใจขุนนางข้างกายเป็นแท้ ซึ่งจะนำทหารยกมาตีเมืองกังตั๋งเรานั้นไม่ได้ ข้าขอนำทหารยกไปตีเอาเมืองเสฉวน เมืองฮันต๋งมาเป็นกำลังเมืองกังตั๋งเราจงได้ แลขอให้ Sun Yu เจ้าเมืองตันเอี๋ยงซึ่งเป็นบุตรซุนเจ้งนั้นไปทัพกับข้าด้วย ด้วยเมื่อได้เมืองเสฉวน เมืองฮันต๋งแล้ว ข้าจักให้ Sun Yu รักษาเมือง แลคิดการจะเป็นไมตรีกันกับม้าเฉียว ตัวข้านั้นจะมาหาท่านแลยกไปตีเมืองซงหยง กดดันโจโฉ หากสมความคิดดังนี้แล้วก็เห็นจะวางแผนทำศึกข้างทิศเหนือสืบไปได้

ซุนกวนเห็นชอบด้วย จึงให้จิวยี่ทำการไปตามคำนั้น

ฝ่ายจิวยี่จึงกลับมายังเมืองกังเหลง แลเตรียมทหารจะยกไปตีเอาเมืองจ๊ก หากจิวยี่เกิดเป็นไข้หนักขึ้น ก็อุตส่าห์เขียนหนังสือส่งไปหาซุนกวนมีความว่า อันชายชาติทหารเราเกิดมาแล้วจะตายเมื่อใดก็สุดแต่ฟ้าลิขิตไม่เปลี่ยนแปลงได้ ซึ่งข้าจะตายนั้นเสียใจก็แต่ปรารถนาของข้านั้นยังหาสมความคิดไม่ แลสืบไปเมื่อตายเห็นจะไม่ได้ฟังท่านแนะนำต่อไปแล้ว

บัดนี้โจโฉมีอำนาจเป็นใหญ่อยู่ข้างทิศเหนือ แผ่นดินก็ยังร้อนดังเพลิงเผาหาสงบสุขไม่ อันเล่าปี่ซึ่งเป็นไมตรีกับเรานั้นอยู่ด้วยก็ดังอยู่กันกับพยัคฆ์ร้าย เห็นได้ทีก็จะแว้งกัดเมืองกังตั๋งให้ได้ความเดือดร้อน การแผ่นดินจะเป็นไปเช่นไรนั้นข้าไม่แจ้ง ขุนนางทั้งปวงเห็นจะต้องห่วงใยกิจบ้านการเมืองก่อนตัวเองเสียแล้วในครั้งนี้

เห็นแต่โลซกสัตย์ซื่อเป็นยุติธรรม ควรที่จะสืบตำแหน่งแทนข้าต่อไปได้ หากมีโลซกเป็นใหญ่อยู่เมืองกังตั๋งสมคำข้าแล้ว ถึงสิ้นชีวิตไปข้าก็ตายอย่างสงบ ไม่ทุกข์ร้อนถึงดวงเมืองกังตั๋งเมื่อหน้าเลย

แลเมื่อส่งหนังสือไปแล้ว พอถึงเดือนสิบสอง จิวยี่ไข้หนักขึ้นทนไม่ได้ก็ถึงแก่กรรมลง ณ Baqiu

ฝ่ายซุนกวนฉีกหนังสือจิวยี่อ่านแล้วก็โทมนัสเป็นอันมากแล้วจึงว่า อันจิวยี่นั้นมีปัญญาควรที่จะทำการใหญ่ต่อไปได้ บัดนี้ก็มาตายแต่หนุ่มเสียแล้ว บัดนี้เราจะไว้ใจใครให้คิดการสืบไปได้เล่า แล้วซุนกวนจึงไปที่ Wuhu ร่วมงานศพจิวยี่ด้วย

ครั้นจิวยี่ถึงแก่กรรมแล้ว ปราสาทนกยูงทองแดงซึ่งโจโฉให้สร้างนั้นสำเร็จลง โจโฉก็มีความพอใจมาก

ฝ่ายซุนกวนจึงเลื่อนที่โลซกขึ้นเป็นขุนพลผู้มั่นคง ทหารสังกัดจิวยี่ให้เป็นสิทธิ์ขาดแก่โลซกจงสิ้น ส่วนเทียเภาให้ไปเป็นเจ้าเมือง Nan

โลซกนำทหารหนึ่งหมื่นเศษ ยกไปตั้งอยู่ ณ ลกเค้า

ฝ่ายบังทองเข้าไปหาเล่าปี่ เล่าปี่เห็นบังทองอัปลักษณ์ก็มีใจชัง จึงให้บังทองไปเป็นที่นายอำเภอเมืองลอยเอี๋ยง บังทองน้อยใจเมาสุราไม่ใส่ใจในราชการงานเมือง ราษฎรเมืองลอยเอี๋ยงได้ความเดือดร้อนเป็นอันมาก

ฝ่ายเล่าปี่แจ้งความดังนั้น จึงให้ขับบังทองไปเสีย

ฝ่ายโลซกแจ้งว่าเล่าปี่ให้ไล่บังทองดังนั้น จึงเขียนหนังสือส่งไปหาเล่าปี่มีความว่า บังทองนั้นเจ้าอุบายความคิดเป็นหนึ่งในแผ่นดิน ซึ่งจะให้มาเจ่าอยู่แต่ในอำเภอเล็กน้อยเท่านี้นั้นไม่ควร ชอบแต่จะตั้งขึ้นเป็นที่ขุนนางสนิทสนมกันกับท่าน เห็นบังทองจะตั้งใจทำราชการเป็นคุณแก่ท่านสืบไปภายหน้า และขงเบ้งนั้นก็คิดต้องกันกับคำโลซก

ฝ่ายเล่าปี่เห็นโลซก ขงเบ้งว่าดังนั้นจึงให้หาบังทองมาเสวนากัน แลเล่าปี่ได้ความคิดบังทองไปเป็นอันมาก จึงตั้งให้บังทองเป็นที่ขุนนางในที่ว่าการ แต่นั้นมาเล่าปี่ก็ปฏิบัติบังทองเป็นอันดี เป็นรองก็แต่ขงเบ้งผู้เดียว แลบังทอง ขงเบ้งสองคนนี้ก็ได้เป็นที่แม่ทัพสามัญชนควบคุมกองทัพ

ฝ่ายซุนกวนตั้งโปจิดเป็นผู้ตรวจราชการเมือง(มณฑล)เกียวจิ๋ว และShi Xie เข้าด้วยโปจิด ส่วนอาวสิ้วเพื่อนเล่าปี่นั้นเปลือกนอกเข้าเกลี้ยกล่อมด้วยโปจิด หากเนื้อแท้นั้นคิดการเอาใจออกหากโปจิดอยู่ฃ

ฝ่ายโปจิดรู้ว่าอาวสิ้วเป็นคนอาสัตย์ ก็ให้หาอาวสิ้วเข้ามาแล้วให้เอาไปตัดศีรษะเสีย อำนาจแลชื่อโปจิดก็ปรากฏเป็นที่ลือชาต่อคนทั้งปวง ณ เมืองเกียวจิ๋วนั้น

ฝ่าย Shi Xie เป็นที่ขุนพลซ้ายในบังคับซุนกวนแล้ว ก็ส่งบุตรมาไว้เป็นประกัน ซุนกวนก็เพิ่งได้ Nanling มาไว้เป็นสิทธิ์แก่ตัวในครานี้




 

Create Date : 27 มิถุนายน 2551    
Last Update : 9 กรกฎาคม 2551 8:20:10 น.
Counter : 136 Pageviews.  

ยุทธนาวีที่ผาแดง

ฝ่ายขงเบ้งครั้นมาด้วยโลซกจึงพบซุนกวนเจ้าเมืองกังตั๋ง ณ ชีสอง ขงเบ้งจึงว่า "บัดนี้ราชวงศ์ฮั่นระส่ำระสาย โจโฉได้ชัยอ้วนเสี้ยวแลปราบศัตรูทั้งหลายสิ้นไปแล้ว บัดนี้ก็มาได้เมืองเกงจิ๋วแลตั้งทัพอยู่ อำนาจบารมีโจโฉก็มีปรากฏเป็นอันมาก ฝ่ายเล่าปี่นายข้านั้นเป็นวิญญูชนเที่ยงธรรม ก็หามีแผ่นดินอยู่ไม่ บัดนี้ชอบแต่ท่านจะนำทหารร่วมกับเล่าปี่ตีโจโฉให้แตกพ่ายไป

ซึ่งท่านจะให้ชาวเมืองกังตั๋งรบโจโฉนั้นก็ให้ตัดทางไมตรีโจโฉเสีย แลหากท่านคิดว่าซึ่งจะรบโจโฉนั้นจะทำการไปไม่ตลอด ก็ให้ทหารทิ้งอาวุธ ก้มหัวเป็นข้ากับโจโฉเสียเถิด ซึ่งท่านจะให้สามิภักดิ์แต่เปลือกนอก ในใจยังโลเลอยู่นั้นไม่ควร กลัวจะเป็นอันตรายขึ้นในภายหน้าเป็นแท้"

ซุนกวนจึงว่า "ซึ่งท่านพูดนี้ก็ชอบอยู่ แต่ทำไมเล่าปี่จึงไม่เข้าด้วยโจโฉเสียเล่า"

ขงเบ้งจึงพูดเป็นทียุซุนกวนว่า "เมื่อครั้งเลียดก๊กนั้น ทหารเลวเมืองเจ๋เรียกว่าเตียนหอง แม้เป็นแต่ทหารผู้น้อยยังรักษาศักดิ์ตัวมิให้ถูกประณาม แลท่านเล่าปี่นั้นเป็นเชื้อวงศ์พระเจ้าฮั่นเกงเต้ เป็นคนมีปัญญาแลใจหาญกล้าองอาจ คนทั้งปวงก็นับถืออยู่ดุจหนึ่งสายชลไหลรวมสู่ผืนสมุทรกว้างใหญ่ ซึ่งจะให้ก้มหัวเป็นข้าโจโฉนั้นไม่ได้"

ซุนกวนฟังดังนั้นก็มีความโกรธจนหน้าเปลี่ยนสี แล้วจึงว่า "เมืองกังตั๋งเรานี้จะได้สร้างมาไว้ให้อ้ายโจรเฒ่าโจโฉนั้นหามิได้ ทหารแลชาวเมืองกังตั๋งกว่าสิบหมื่นนี้มีหรือที่เราจะให้ไปก้มหัวเป็นขี้ข้าโจรขบถ เราจะรบด้วยโจโฉให้ถึงขนาด แต่ท่านเล่าปี่แม้มีใจอาจหาญแต่ก็แตกหนีโจโฉมาฉะนี้ จะให้เรารบด้วยโจโฉได้กระไร"

ขงเบ้งจึงว่า "ทหารท่านเล่าปี่ที่แตกไปนั้น ก็กลับมาเข้าด้วยท่านเล่าปี่เป็นอันมากแล้ว กวนอูผู้น้องท่านเล่าปี่ก็นำทหารเรือนับได้หมื่นนายมาแต่เมืองกังแฮ เล่ากี๋ผู้บุตรเล่าเปียวนั้นมีทหารเป็นอันมากมิได้ด้อยไปกว่าหมื่นนายเป็นแท้ ข้างทหารโจโฉนั้นเล่าก็เดินทัพมาไกลอยู่เห็นจะอิดโรยกำลังไป

ซึ่งโจโฉให้ทหารม้าสามพันไล่ตามท่านเล่าปี่แต่ครั้งเนินเตียงปันนั้นเหมือนหนึ่งคำโบราณท่านว่าดุจยิงลูกเกาทัณฑ์ซึ่งปล่อยจากคันศรจนสุดล้าสิ้นกำลังเข้าที่ผ้าไหมจากเมืองล่อ(Lu)นั้น จะได้ระคายผ้าไหมก็หามิได้ ซึ่งโจโฉนำทหารยกมาทั้งนี้ผิดหลักกลศึกแต่โบราณ ถึงว่าจะเป็นขุนพลยิ่งใหญ่หากละเลยกลศึกอาจถึงจุดจบได้

และทหารข้างทิศอุดรนั้นมิได้เข้าใจในการรบข้างน้ำ ฝ่ายทหารเมือง(มณฑล)เกงจิ๋วเล่าถึงสามิภักดิ์โจโฉก็ด้วยพระเดชหาได้เข้าด้วยโดยสุจริตใจไม่

บัดนี้หากท่านส่งขุนพลองอาจนำทหารราวสองสามหมื่นนายร่วมใจด้วยท่านเล่าปี่ ย่อมรุกทหารโจโฉแตกพ่ายไปเป็นแน่ ถ้าโจโฉแตกหนีขึ้นเหนือแล้ว เห็นเมือง(มณฑล)เกงจิ๋วเมืองกังตั๋งก็จะมีอำนาจยิ่งไปกว่าเก่า แผ่นดินจีนก็แยกออกเกิดเป็นสามก๊กเหมือนหนึ่งกระถางอันมีสามขาสมดุลกันขึ้น การจะสำเร็จล้มเหลวประการใดก็ขึ้นกับท่านจะตัดสินใจประการใดเวลานี้แล้ว"

ฝ่ายซุนกวนฟังดังนั้นก็คิดว่า จะรบโจโฉนั้นหาเหลือบ่ากว่าแรงทหารเมืองกังตั๋งไม่ แล้วซุนกวนก็มีมานะขึ้นจะรบด้วยโจโฉ..

ขณะนั้นโจโฉเขียนหนังสือให้คนถือมาถึงซุนกวน ซุนกวนแจ้งว่าโจโฉมีหนังสือมาจึงฉีกผนึกออกอ่านได้ความว่า

"เราได้รับราชโองการพระเจ้าเหี้ยนเต้ให้คิดการปราบปรามทรชนทั้งหลาย แลหัวเมืองกังตั๋งนี้เราก็หมายตาอยู่ เราจึงยกไพร่พลมาประมาณสักแปดสิบหมื่นจะมารบเอาเมือง แลเล่าจ๋องเจ้าเมืองเกงจิ๋วก็คิดเป็นทางไมตรีด้วยเราแล้ว ท่านจะรบฤาจะคิดเอาเป็นทางสันติ ไปล่าสัตว์ด้วยเราในแดนเมืองกังตั๋งก็ขอจงตรองดูให้ดีเถิด"

ครั้นซุนกวนฉีกผนึกเอาหนังสือโจโฉอ่านได้ความดังนั้นแล้วจึงเอาหนังสือส่งให้ขุนนางทั้งปวงพิเคราะห์ดูในที่ว่าราชการ ขุนนางทั้งปวงแจ้งความในหนังสือต่างก็หวั่นเกรงสีหน้ากลับเป็นเผือกซีดทั้งสิ้น เตียวเจียวแลขุนนางจึงว่า "อันโจโฉเหมือนหนึ่งพยัคฆ์ร้าย ใช้อำนาจพระเจ้าเหี้ยนเต้ให้ดูเหมือนหนึ่งการที่ทำนั้นชอบแล้ว โจโฉก็อ้างได้ว่าการทั้งปวงทำด้วยรับสั่งพระเจ้าเหี้ยนเต้เป็นประมาณ ซึ่งท่านจะรบโจโฉบัดนี้ จะมิเหมือนขัดรับสั่งพระเจ้าเหี้ยนเต้ไปหรือ และลำน้ำแยงซีซึ่งเป็นกันชนเมืองต๋องง่อเรานี้เห็นหาทำประการใดโจโฉได้ไม่แล้ว ด้วยบัดนี้โจโฉยึดเอาเมือง(มณฑล)เกงจิ๋วอยู่ในอำนาจสิ้น เล่าเปียวซึ่งตายนั้นมีทหารชาญศึกเป็นอันมาก เรือสวมเกราะนับได้พันลำและเรืออื่นอีกเล่า เกลือกโจโฉจะล่องเรือผ่านลำน้ำแยงซีและใช้ทหารทางบกหนุนส่ง เห็นเมืองต๋องง่อจะอยู่ข้างเสียเปรียบ และถึงว่าเราจะมีปราการลำน้ำแยงซี ท่านเห็นว่าโจโฉจะไม่มีเช่นเราหรือ และทหารโจโฉก็มีกำลังมาก เห็นทหารเราจะทานกำลังมิได้ ข้าเห็นว่าชอบแต่จะสามิภักดิ์โจโฉ เมืองต๋องง่อจึงพ้นภัยในครานี้ได้" โลซกฟังดังนั้นก็มิได้ว่าประการใด แลที่นั้นยังแต่โลซกผู้เดียวมิได้ว่ากระไร ครั้นแล้วซุนกวนจึงเข้าไปที่สำหรับถ่าย โลซกเห็นดังนั้นก็เดินตามมา ณ ที่ ซุนกวนจึงคว้าเอามือโลซกแล้วว่า "เจ้ามีความในใจประการใดจะบอกแก่เราหรือ"

โลซกจึงว่า "ข้าได้ฟังขุนนางทั้งปวงกล่าวแก่ท่านเห็นว่าขุนนางทั้งปวงกล่าวหาชอบไม่ ซึ่งท่านจะทำการหญ่ด้วยขุนนางทั้งนั้นเมื่อหน้าเห็นขัดสน ตัวข้าจะสามิภักดิ์โจโฉก็จะได้ แต่ท่านจะสามิภักดิ์โจโฉเห็นขัดสนลำบากเป็นแท้ ซึ่งข้าจะสามิภักดิ์โจโฉนั้น โจโฉก็จะส่งข้าไปบ้านเกิด จัดตำแหน่งให้ข้าเป็นที่ขุนนาง ถึงประการใดข้าก็เป็นขุนนางผู้น้อย จะนั่งเกวียนเทียมโค มีทหารองครักษ์ แลอยู่ด้วยชนชั้นสูงก็จะได้ ถึงอย่างไรมิช้าข้าก็จักได้เลื่อนที่ขุนนาง คงจะได้ครองเมืองใหญ่(มณฑล) แลหากตัวท่านยอมสามภักดิ์เล่า จะเป็นประการใด ท่านพิเคราะห์ดูจงดีเถิด" ซุนกวนฟังโลซกว่าดังนั้นก็ทอดถอนใจด้วยโล่งอกเหมือนหนึ่งถอนหนามหลุดจากอกได้ แล้วซุนกวนจึงว่า "ขุนนางทั้งปวงทำเราผิดหวังนัก ยังแต่ท่านว่าการอันใหญ่ซึ่งเรามองหามาเป็นนาน"

ณ เวลานั้น จิวยี่ติดราชการอยู่ ณ กวนหยง อันเป็นปากน้ำเมืองเองฮอ โลซกจึงจะให้ซุนกวนหาจิวยี่มาเฝ้า จิวยี่ก็มาถึงเข้าคำนับซุนกวนแล้วว่า

"โดยว่าโจโฉทำดังหนึ่งซื่อสัตย์ต่อพระเจ้าเหี้ยนเต้ เนื้อแท้เป็นแต่ศัตรูแผ่นดินวงศ์พระเจ้าฮั่นโกโจเท่านั้นดอก ตัวท่านนั้นด้วยมีฝีมือความคิดมาก แลบุญเก่าบิดาและพี่ชายท่าน ก็ได้ทำการล่วงมาจนได้ลำน้ำแยงซีข้างทิศอุดรไว้ในอำนาจแล้ว ดินแดนนับได้เป็นหลายพันลี้ ทหารชาญศึกแลข้าวปลาอาหารก็มีไม่นับได้ คนทั้งหลายก็มีใจรักใคร่จะรับใช้ท่านอยู่ จำท่านจะนำทหารยกไปทำการเพื่อพระเจ้าเหี้ยนเต้จึงจะควร อันโจโฉมาดั่งนี้เห็นแต่ทางมรณะ เป็นไฉนท่านจะต้องสามิภักดิ์โจโฉเล่า

โจโฉยังปราบแผ่นดินฝ่ายเหนือหาราบคาบไม่ ม้าเฉียว หันซุยก็คุมทหารอยู่ ณ ด่านข้างประจิม คอยจะตีตลบหลังโจโฉอยู่ แลโจโฉกลับละอานม้ามาพายเรือรบด้วยเรา ณ กังตั๋งฉะนี้ บัดนี้ยามหนาวมาถึง เห็นทัพโจโฉจะขาดหญ้าเสบียงเลี้ยงม้าเป็นแท้ แลทหารโจโฉมิได้คุ้นด้วยหนองน้ำแถบกังตั๋งเห็นจะป่วยเจ็บล้มตายเป็นอันมาก เหตุทั้งปวงนี้เห็นจะเป็นสัญญาณอันตรายของการยุทธ์ แลโจโฉจะได้กริ่งใจหามิได้ กลับเคลื่อนทัพเร่งรีบดังคนหาเนตรไม่ การถึงป่านนี้แล้วเห็นจะกำจัดโจโฉได้เป็นแน่ ข้าขอเกณฑ์เอาทหารไปแต่สามหมื่นก็จะจับเอาโจโฉมาให้ท่านได้"

ซุนกวนจึงว่า "อ้ายโจรเฒ่าผู้นี้หวังทำการใหญ่ ล้มวงศ์พระเจ้าเหี้ยนเต้ลงแลตั้งตัวเป็นกษัตริย์จะเอาแผ่นดินไว้ในอำนาจ แลยังแต่เล่าเปียว อ้วนเสี้ยว อ้วนสุด ลิโป้แลเราเป็นขวากหนามอยู่ บัดนี้ขวากหนามทั้งปวงคือลิโป้ อ้วนสุด อ้วนเสี้ยว เล่าเปียวก็ถึงแก่กรรมสิ้น ยังแต่เราผู้เดียว มิเราก็อ้ายโจรเฒ่าต้องตายกันไปข้างหนึ่งเป็นแน่ คำท่านนี้เราก็คิดอยู่แล้ว นับว่าเทพยดาส่งตัวท่านมาเพื่อเราโดยแท้" แล้วซุนกวนก็ชักดาบสำหรับมือจากฝักฟันเอาโต๊ะใหญ่หักแล้วจึงว่า "หากยังมีผู้ใดขอให้เราสามิภักดิ์อ้ายโจรโจโฉอีกจักต้องเป็นเหมือนดั่งโต๊ะนี้" ขุนนางทั้งหลายก็นิ่งอยู่ ซุนกวนจึงให้เลิกประชุมแต่เท่านั้น

เพลาดึกคืนนั้นจิวยี่จึงว่าแก่ซุนกวนว่า "ขุนนางทั้งหลายครั้นเห็นหนังสือโจโฉแจ้งว่ามีทหารแปดสิบหมื่นก็มีใจขลาดแนะแต่จะให้ท่านสามิภักดิ์ อันคำขุนนางทั้งปวงนี้หาพิเคราะห์มิได้

บัดนี้ข้าเห็นทหารโจโฉซึ่งยกมาแต่ภาคกลางนั้นประมาณได้สิบห้าสิบหกหมื่น แลทหารทั้งนี้เป็นทหารเก่าแก่มานมนานแล้ว แลโจโฉยกมาใต้ได้ทหารเมืองเกงจิ๋วมาประมาณเจ็ดแปดหมื่น แลทหารเจ็ดแปดหมื่นนี้จะได้จงรักต่อโจโฉโดยสุจริตนั้นหามิได้ โจโฉใช้ทหารอ่อนล้ามาคุมทัพศึกดังนี้ถึงทหารมากตัวก็หาต้องร้อนรุ่มใจไปไม่ แต่ทหารห้าหมื่นก็จะเอาชัยได้โดยง่าย ท่านอย่าวิตกเลย"

ซุนกวนครั้นได้ยินดังนั้นจึงเอามือตบหลังจิวยี่แล้วว่า "กงจิ้น ท่านนี้จัดการสิ่งทั้งหลายดังใจเรา อันเตียวเจียวและขุนนางทั้งปวงนั้นทำเราผิดหวังนัก ด้วยขุนนางทั้งหลายคิดแต่ให้บุตรภรรยาตัวได้รอดไป ยังแต่ท่านหนึ่ง โลซกหนึ่งมีใจรักเราเห็นชอบด้วยเรา นับว่าเทพยดามอบท่านมาช่วยเหลือเรา แม้ทหารห้าหมื่นจักรวมได้ยาก แต่บัดนี้เราได้เกณฑ์ทหารไว้สามหมื่นพร้อมข้าวปลาอาหารบริบูรณ์ ท่าน โลซก เทียเภาจงเป็นทัพหน้าไปเถิด เราจะส่งทหารแลข้าวปลาเพิ่มไปในภายหน้า หากท่านจัดการอ้ายโจรเฒ่าแตกไปได้ การทั้งหลายก็ขึ้นต่อเรา แลหากท่านทานกำลังอ้ายโจรเฒ่ามิได้ก็ถอยกลับมาหาเราเถิด เราจะนำทหารเมืองกังตั๋งรบด้วยอ้ายโจรให้สิ้นฝีมือสักครั้ง" แลซุนกวนตั้งให้จิวยี่ เทียเภาเป็นที่ขุนนางผู้ควบคุมกองทัพซ้าย เป็นไมตรีกับเล่าปี่รบพุ่งโจโฉ และโลซกให้เป็นขุนพลช่วยเหลือกองทัพ ช่วยในการวางกลอุบายศึก

ฝ่ายเล่าปี่อยู่ ณ ฟั่นโข่ว(Fankou)นั้นได้ส่งม้าใช้ไปสอดแนมดูทหารซุนกวนอยู่มิได้ขาด ครั้นม้าใช้เห็นทหารจิวยี่ยกมาก็รีบไปรายงานเล่าปี่ เล่าปี่แจ้งดังนั้นก็มีความยินดีจึงให้คนไปหาจิวยี่เข้ามา ฝ่ายจิวยี่แจ้งแล้วจึงว่า อันเราก็เป็นทหาร ซึ่งจะทิ้งภาระทัพเสียแล้วไปหาเล่าปี่ก็จะเสียการ เล่าปี่ก็มีใจอารีอยู่ ซึ่งจะให้มาหาเราเสียเองที่ค่ายนั้น คงไม่เป็นอย่างไรดอกกระมัง ฝ่ายม้าใช้ฟังดังนั้นจึงกลับไปหาเล่าปี่ เล่าปี่แจ้งแล้วจึงลงเรือมาหาจิวยี่ ณ ค่าย

เล่าปี่ครั้นมาถึงค่ายแล้ว ก็เข้าไปหาจิวยี่แล้วว่า ซึ่งท่านคิดจะรบด้วยโจโฉนั้นชอบแล้ว แลทหารเมืองกังตั๋งนี้ประมาณได้สักเท่าใด จิวยี่จึงว่า เรานำทหารเมืองกังตั๋งมาครั้งนี้ประมาณสักสามหมื่นเศษ เล่าปี่จึงว่า อันทหารสามหมื่นนั้นน้อยตัวนัก เกลือกจะไม่พอรบด้วยโจโฉก็จะเสียการ จิวยี่จึงว่า ท่านจงคอยดูเถิด ด้วยปัญญาเรานี้ ทหารแต่สามหมื่นนายก็จะได้ชัยโจโฉได้

ฝ่ายเล่าปี่จะเอาโลซกไปหารือด้วยการศึก จิวยี่จึงว่า อันทหารทำการรบนั้น จะละหน้าที่เสียไม่ควร ซึ่งท่านจะหารือโลซกก็จงมาหาโลซกเสียที่นี้เถิด เล่าปี่ก็เคืองใจนัก แต่ก็ชื่นชมน้ำใจจิวยี่เป็นอันมาก

ฝ่ายโจโฉตั้งค่ายอยู่ ณ เมืองกังเหลงซึ่งยึดได้ ฝ่ายเล่าปี่ ซุนกวนก็แล่นเรือทวนลำน้ำขึ้นไปตั้งอยู่ ณ ผาแดง จะรบด้วยโจโฉ แลหทารโจโฉนั้นมีประมาณสิบห้าหมื่น ฝ่ายเล่าปี่ ซุนกวนมีประมาณห้าหมื่น

โจโฉนำทัพรบกับเล่าปี่ ซุนกวน แลทหารโจโฉนั้นมีโรคระบาดขึ้นก็อ่อนเพลียกันไปสิ้น รบกันยังไม่ทันแพ้ชนะก็ถอนทัพไปตั้งอยู่ข้างทิศเหนือของลำน้ำแยงซี ฝ่ายเล่าปี่ ซุนกวนก็ตั้งมั่นอยู่ข้างทิศใต้ คุมเชิงกันอยู่

ฝ่ายทหารโจโฉนั้นเดิมเป็นทหารราบแลพลม้าทั้งสิ้น โจโฉก็ให้เปลี่ยนเสียเป็นทหารเรือทุกตัวคน ด้วยโจโฉนั้นมีใจกำเริบว่าได้ชนะเผ่าวูหวนด้วยทหารมากมาแล้ว สำคัญว่าศึกรบเล่าปี่ ซุนกวนหนนี้ ก็จะชนะด้วยทหารมากได้

แลทหารโจโฉไม่คุ้นลมฟ้าอากาศแลการรบทางเรือ ก็เกิดเมาเรือขึ้น แลโรคระบาดนั้นก็หาได้ลดลงไม่ โจโฉแจ้งแล้วจึงให้เอาโซ่ล่ามเรือเข้าไว้ด้วยกันเสียให้สิ้น แลหลังจากนั้นสองสามวันทหารโจโฉก็ไม่สู้จะเมาเรือนัก โจโฉก็มีความยินดี

แลโจโฉนั้นมีใจประมาทว่า ลมขณะนั้นมีก็แต่จากเหนือไปใต้ ซึ่งเล่าปี่ ซุนกวนจะใช้อัคคีเอาชัยนั้นเป็นไม่ได้

ฝ่ายอุยกายทหารจิวยี่จึงว่า ทหารโจโฉนั้นมีมาก ทหารเราน้อยตัวนัก ซึ่งจะรบยื้อไปฉะนี้ทหารเราจะเสียเปรียบไป บัดนี้ทหารโจโฉก็รวมกันอยู่แล้ว ถ้าเผาเสียให้สิ้นก็จะได้ชัยโดยง่าย แลทหารโจโฉถ้าตายกันสิ้นแล้ว โจโฉจักต้องถอนทัพกลับไปเมืองฮูโต๋เป็นแน่ เมืองกังตั๋งเราก็จะได้ชัยโจโฉ ฝ่ายจิวยี่ก็เห็นชอบด้วย

ฝ่ายอุยกายจึงแสร้งส่งหนังสือไปขอเข้าด้วยกับโจโฉ แลเตรียมเรือซึ่งมีเชื้อไฟแลน้ำมันบรรทุกไว้ ผูกเสียที่หลังเรือเร็ว เตรียมจะเผาทหารโจโฉให้สิ้น

แลขณะนั้นลมเปลี่ยนทิศ โจโฉก็มีความวิตก ด้วยจะนำทัพลงใต้ไม่ได้เพราะลมใต้ขวางอยู่ ซึ่งจะล่องเรือผ่านพายุแรงนั้นไม่ควร โจโฉจึงให้ถอยทัพเสีย แต่โดยเหตุว่าโจโฉให้ล่ามเรือทั้งปวงติดกัน เรือทั้งปวงก็ถอยล่าช้า สุดท้ายก็ติดอยู่กลางลำน้ำแยงซี จะขยับไปข้างไหนก็ไม่ได้

ขณะนั้นลมจากข้างตะวันออกเฉียงใต้พัดมา ฝ่ายอุยกายจึงนำกองหน้าพายเรือมาสิบลำ โดยเรืออื่นก็แล่นตามมา ฝ่ายทหารโจโฉก็สำคัญว่าอุยกายมาสามิภักดิ์ ฝ่ายอุยกายเห็นทหารโจโฉสำคัญผิดก็ดีใจ แล่นเรือเข้ามาจนอยู่ห่างค่ายโจโฉประมาณสองลี้ อุยกายเห็นได้ช่องก็จุดไฟขึ้น เฟลวอัคคีโชติช่วงน่ากลัวแลพายุแรงก็พัดขึ้น เรือไฟทั้งนั้นก็พุ่งเข้าหาทหารโจโฉประดุลเกาฑัณฑ์หลุดจากแล่ง ไฟลุกเผาเรือแลค่ายโจโฉเสียทั้งสิ้น ทหารเรือแลทหารม้าทหารราบโจโฉถูกเผาตายเสียเป็นอันมาก ที่ไม่ถูกเผาไปจมน้ำตายเสียก็มี

ฝ่ายจิวยี่เห็นอุยกายทำกลอุบายสมประสงค์แล้ว จึงนำทหารโจมตีอย่างรวดเร็ว ทหารโจโฉล้มตายเป็นอันมาก ฝ่ายโจโฉเห็นเสียการ จึงให้ทหารมารบทัพเล่าปี่ ซุนกวน แต่ด้วยพายุกรรโชกหนัก ทหารโจโฉจึงไม่อาจฆ่าทหารเล่าปี่ ซุนกวนได้ แลทหารซุนกวนจากตอนใต้ของลำน้ำก็ข้ามน้ำเข้ามารบโจโฉอีก ฝ่ายเล่าปี่ก็รุกกระหนาบมาทาง Wulin ไล่รุกทัพโจโฉ

ฝ่ายโจโฉเห็นเสียการเกินแก้แล้ว ก็เผาเรือทั้งปวงเสียสิ้น แล้วนำทหารถอยทัพหนีไปทางฮัวหยง ก็เจอโคลนตมจนทหารผ่านไปไม่ได้ แล้วก็เกิดลมพัดแรงขึ้น ทหารโจโฉที่เจ็บอยู่นั้นพากันเอาหญ้ารองโคลนเสียจะให้ม้าผ่านไปได้ แลทหารทั้งนั้นก็ถูกทหารอื่นเหยียบเอาจนจมลงไปในโคลน ทหารโจโฉทั้งนั้นก็ล้มตายเป็นอันมาก

ฝ่ายทหารเล่าปี่ ซุนกวนนำทัพโจมตีโจโฉมาถึงเมือง Nan ทหารโจโฉเหนื่อยล้าแลหิวโหย ฝ่ายเตียวเลี้ยว เคาทูแจ้งความแล้ว ก็นำทหารมาแก้โจโฉกลับไปเมืองกังเหลงได้ ฝ่ายโจโฉจึงให้โจหยิน ซิหลงอยู่เมืองกังเหลง หมันทองนั้นให้อยู่เมืองตันเอี๋ยง แลงักจิ้นให้อยู่เมืองซงหยง ให้ขุนพลทั้งนั้นรักษาเมืองทั้งปวงให้จงดี แล้วโจโฉจึงให้ทหารถอยทัพกลับเมืองฮูโต๋

ฝ่ายจิวยี่ เทียเภามีทหารราวสามหมื่น แต่ไม่อาจตีเมืองกังเหลงได้ ด้วยมีแม่น้ำกั้นอยู่ กำเหลงจึงนำทหารอ้อมไปยึดอิเหลงได้

ฝ่ายโจหยินจึงให้ทหารไปล้อมทัพกำเหลงไว้ กำเหลงจึงส่งหนังสือไปขอให้จิวยี่นำทหารมาแก้ตัวออกไปเสียจากที่ล้อม ขุนนางทั้งปวงจึงว่า ทหารเมืองกังตั๋งเวลานี้น้อยตัว ซึ่งจะให้แยกไปช่วยกำเหลงอีกนั้นไม่ควร ฝ่ายลิบองจึงว่า ซึ่งจะให้กำเหลงตายในการศึกเห็นไม่ควร เราท่านควรนำทหารไปช่วยแก้กำเหลงออกมาจึงจะชอบ ด้วยจะแก้กำเหลงนั้นไม่สู้ยาก จะแก้ก็จะแก้ได้โดยเร็ว อันเมืองกังเหลงแต่น้อยเท่านี้ ขอแต่เล่งทองอยู่ผู้เดียวก็จะทานศึกได้ถึงสิบวัน ถึงป่านนั้นเราก็แก้กำเหลงได้แลกลับมา ณ เมืองกังเหลงแล้ว

ฝ่ายจิวยี่เห็นชอบด้วย จึงนำทหารไปอิเหลง รบจนทัพโจหยินแตกหนีไป แก้กำเหลงออกมาได้ แลจิวยี่จึงนำทหารข้ามลำน้ำแยงซีมาตั้งประจัญกับทหารโจหยิน

เดือนสิบสอง ซุนกวนนำทัพบุกโจมตีเมืองหัปป๋าเอง แลซุนกวนให้ทหารล้อมหัปป๋าไว้

ฝ่ายเล่ากี๋ได้เป็นที่ผู้ตรวจการเมืองเกงจิ๋ว เล่าปี่จึงนำทหารยึดเมืองในเกงจิ๋วได้สี่เมือง ทั้งกิมสวนเจ้าเมืองบุเหลง ฮันเหียนเจ้าเมืองเตียงสา เตียวหอมเจ้าเมืองฮุยเอี๋ยง แลเล่าเตาเจ้าเมืองเลงเหลงล้วนสามิภักดิ์เล่าปี่สิ้น ฝ่ายลุยฉีหัวหน้าทหารโลกั๋งนำทหารสองสามหมื่นเข้าด้วยกับเล่าปี่ ทหารเล่าปี่นั้นก็มีมากขึ้น

หลังจากนั้นจิวยี่ได้เมืองกังเหลง แลเล่าปี่ได้เมืองเกงจิ๋วตอนใต้ ฝ่ายโจโฉพ่ายศึก ถอนทัพกลับเมืองฮูโต๋ ฝ่ายซุนกวนซึ่งล้อมเมืองหัปป๋านั้น กำลังจะทำสงครามอันเป็นมหาจรยุทธ์ครั้งใหญ่ถัดจากศึกเซ็กเพ็ก สงครามที่ยอดขุนพลเตียวเลี้ยวแห่งวุย และกำเหลงแห่งง่อ สร้างวีรกรรมที่เป็นหนึ่งในวีรกรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของสามก๊ก ซึ่งก็คือ..ศึกหัปป๋า ที่มาของประโยค "โจโฉมีเตียวเลี้ยว ข้ามีกำเหลง"



...




 

Create Date : 02 พฤศจิกายน 2549    
Last Update : 2 กรกฎาคม 2551 21:30:39 น.
Counter : 202 Pageviews.  

1  2  

Chineseman
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add Chineseman's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.