Group Blog
 
All blogs
 

ระวังตาบอด เพราะคอนแทคเลนส์แฟชั่น

โดย: Olivier

"จักษุแพทย์เตือนอย่าทดลองใส่คอนแทคเลนส์ตามแฟชั่น ดูแลไม่ดีมีสิทธิติดเชื้อจนตาบอด"

คอนแทคเลนส์ เมื่อก่อนเป็นอุปกรณ์ที่ใช้ปรับสายตาสำหรับผู้มีปัญหาสายตาเท่านั้น แต่ปัจจุบันกลายเป็นแฟชั่นบนดวงตาที่นิยมกันมากในหมู่วัยรุ่น ไม่ว่าจะเป็น คอนแท็กต์เลนส์ที่ใส่แล้วปรับสีดวงตาเป็นสีต่างๆ ได้ดังใจ ไม่ว่าจะเป็นสีน้ำตาล เทา ฟ้า เขียว หรือคอนแท็กต์เลนต์บิ๊ก อายส์ ที่ใส่แล้วดวงตาจะกลมโต ดูแล้วคิกขุ อาโนเนะ

การซื้อหาคอนแทคเลนส์เหล่านี้ง่ายกว่าแต่ก่อนมาก ไม่ใช่มีเฉพาะร้านขายแว่นเท่านั้น สามารถพบเห็นได้ที่แผงลอยตามแหล่งแฟชั่น หรือสั่งซื้อตามอินเตอร์เน็ต ราคาก็มีให้เลือกตั้งแต่หลักร้อยจนถึงหลักพัน

อย่างไรก็ดี การซื้อคอนแท็กต์เลนส์มาใส่เองเป็นเรื่องที่อันตรายมาก แพทย์เตือนว่าคนสายตาปกติไม่ควรใส่คอนแท็กต์เลนส์ ไม่ว่าจะด้วยจุดประสงค์อะไรก็ตาม ควรคำนึงว่าคอนแท็กต์เลนส์เป็นสิ่งที่ต้องสัมผัสกับดวงตาของเราโดยตรง เพราะดวงตาองเราเป็นสิ่งที่บอบบางมาก อาจทำให้เกิดปัญหาเคืองตา คันตา ตาเป็นแผล และอาจติดเชื้อหากรักษาความสะอาดไม่ดีพอ

ทั้งนี้ นพ.วิชัย ประสาทฤทธา ภาควิชาจักษุวิทยา รพ.รามาธิบดี กล่าวว่า หากมีการดูแลรักษาความสะอาดของคอนแทคเลนส์ตามคำแนะนำอย่างถูกต้อง อันตรายต่างๆ ก็จะไม่มี แต่ในกรณีที่ผู้สวมใส่ไม่ได้ปฏิบัติตามคำแนะนำเรื่องการรักษาความสะอาด โดยเฉพาะการสวมใส่คอนแทคเลนส์ในเวลานอนหลับ ทำให้ดวงตาได้รับออกซิเจนน้อยลง และออกซิเจนจะไปเลี้ยงกระจกตาได้น้อยกว่าปกติ จึงเกิดการติดเชื้อขึ้น และเนื่องจากเป็นเลนส์สัมผัสทำให้อาการติดเชื้อมีความรุนแรงและลุกลามอย่างรวดเร็วจนถึงขั้นทำให้ตาบอด

การสวมใส่คอนแทคเลนส์ที่เหมาะสม

1.สามารถสวมใส่ได้ในระยะเวลา 8-12 ชั่วโมงติดต่อกัน

2.ดูแลทำความสะอาดโดยใช้น้ำยาล้างคอนแทคเลนส์ น้ำยาสลายคราบโปรตีน และน้ำยาแช่ฆ่าเชื้อ โดยการแช่ฆ่าเชื้อต้องทำไม่ต่ำกว่าวันละ 4 ชั่วโมง

อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันมีการโฆษณาว่าน้ำยาทำความสะอาดคอนแทคเลนส์บางชนิดมีคุณสมบัติเป็นทั้งน้ำยาล้างทำความสะอาด สลายคราบโปรตีน และแช่ฆ่าเชื้อ ซึ่งประสิทธิภาพของน้ำยาดังกล่าวจะไม่ดีเท่ากับการใช้น้ำยาแยกเฉพาะในการทำความสะอาดแต่ละขั้นตอน เป็นเพียงกลยุทธ์การโฆษณาทางการตลาดของผู้ประกอบการเท่านั้น จึงแนะนำให้แยกใช้น้ำยาทำความสะอาดแต่ละขั้นตอน เพื่อยืดอายุการใช้งานคอนแทคเลนส์ และป้องกันการติดเชื้อ

โดยคอนแทคเลนส์รายเดือนนั้นมีอายุการสวมใส่ 1- 1 เดือนครึ่งขึ้นอยู่กับการดูแลทำความสะอาด หากไม่รักษาความสะอาดให้ดีเพียงแค่ 2 สัปดาห์ก็อาจจะมีสิ่งสกปรกตกค้างจนต้องเปลี่ยนคู่ใหม่ แต่หากรักษาความสะอาดเป็นอย่างดีก็จะทำให้อายุการใช้งานนานขึ้นไปด้วย

สำหรับผู้ที่ใช้คอนแทคเลนส์เป็นประจำ หากมีอาการมองเห็นภาพพร่ามัว เคืองตา ตาแดง ให้เอาคอนแทคเลนส์ออกจากดวงตาและไปพบจักษุแพทย์ทันที เพราะอาจเกิดอาการติดเชื้อ และลุกลามจนถึงขั้นตาบอดได้

ข้อแนะนำสำหรับผู้ใส่คอนแทคเลนส์แฟชั่น

"สำหรับคอนแทคเลนส์แฟชั่นที่เป็นที่นิยมของวัยรุ่นในการสวมใส่นั้น แม้ตัวคอนแทคเลนส์จะไม่มีอันตรายใดๆ แต่ผู้สวมใส่ต้องดูแลให้ถูกต้อง และไม่ควรจะทดลองสวมใส่หากไม่มีความจำเป็น เพราะคอนแทคเลนส์ไม่เหมือนเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายที่จะทดลองสวมใส่เปลี่ยนไปตามแฟชั่น เนื่องจากเป็นสิ่งที่สัมผัสกับดวงตาหากดูแลไม่ดีอาจจะเกิดผลเสียต่อดวงตาตามมา ที่สำคัญห้ามผู้สวมใส่คอนแทคเลนส์ทุกชนิด ใส่คอนแทคเลนส์นอนหลับอย่างเด็ดขาด"

ที่มา momypedia.com




 

Create Date : 07 สิงหาคม 2552    
Last Update : 8 สิงหาคม 2552 16:17:35 น.
Counter : 426 Pageviews.  

ใช้สบู่เหลว ต้องระวัง

ฮือฮาน่าตกใจ สบู่เหลวที่เราใช้อยู่ในปัจจุบันไม่ใช่สบู่ แต่เป็นสารเคมีล้วนๆ เป็นแค่สารซักฟอกที่ใช้ในการผลิตน้ำยาล้างจาน ทำความสะอาดพื้น แถมถ้าใช้ร่วมกับสารประกอบตระกูลอามีนจะกลายเป็นสารก่อมะเร็งในที่สุด!!!

วารสารเกษตรกรรมธรรมชาติได้ตีพิมพ์บทความบทหนึ่ง เผยถึง เรื่องใกล้ตัวที่คนทั่วไปให้ความสนใจเป็นอย่างมาก โดยมีใจความระบุว่า เดี๋ยวนี้สบู่เหลวที่เราใช้กันอยู่ในปัจจุบันไม่ใช่สบู่ แต่เป็นสารเคมีล้วนๆ สบู่เหลวที่ดีจริงๆ จะ ต้องมีส่วนผสมของเนื้อสบู่อย่างน้อย 25% แล้วที่เหลือเป็นน้ำ แต่ความเป็นจริงแล้วไม่มีสบู่เหลวแบบนี้วางขายอยู่เลย เพราะผลิตภัณฑ์เกือบทุกชนิดที่วางขายอยู่นั้น เป็นแค่สารซักฟอกหรือดีเทอเจน ผสมกับสารเคมีสังเคราะห์อื่น แล้วทำให้อยู่ในรูปของเหลว

ซึ่งสารซักฟอก หรือดีเทอเจน ผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นจากการใช้สบู่เหลวคงจะไม่เกิดขึ้นฉับ พลันทันที แต่จะสะสมเป็นปัญหาในระยะยาวได้ เพราะสารเคมีเหล่านี้จะแทรกซึมลงไปในผิวหนัง อวัยวะภายใน และกระแสเลือดได้ทุกครั้งที่เราอาบน้ำ SLS หรือโซเดียมลอริลซัลเฟต เป็นตัวอย่างหนึ่งของสารเคมีหลักที่มักใช้ในสบู่ (คุณลองไปพลิกพวกผลิตภัณฑ์ซักล้างทุกอย่างดู จะเห็นส่วนผสมนี้จริงๆ บางทีใช้ชื่อว่าลอริล) และเป็นสารเคมีอันตราย"

ทั้งนี้ หลายประเทศในยุโรปและอเมริกามีกฎหมายห้ามใช้แล้ว และบางประเทศก็จำกัดให้มีการใช้น้อยลง แต่ในบ้านเรากลับใช้กันอย่างแพร่หลาย ทั้งๆ ที่เป็นสารเคมีที่ดูดซึมผ่านผิวหนังได้อย่างง่ายและรวดเร็ว สามารถสะสมอยู่ในดวงตา สมอง หัวใจ ตับ และก่อปัญหาในระยะยาว หากยิ่งมีการใช้ร่วมกับสารประกอบตระกูลอามีน ก็จะกลายเป็นสารก่อมะเร็งในที่สุด

เพราะฉะนั้นเราอาจต้องถามตัวเองดูใหม่ว่าจำเป็นแค่ไหนที่จะต้องใช้สบู่เหลว (ซึ่งจริงๆ แล้วคือสารเคมีล้วนๆ)

แต่ถ้ายังคงต้องการที่จะใช้ การใช้สบู่เหลวสำหรับเด็กก็จะดีกว่า (ไม่ได้หมายความว่าปลอดภัย เพียงแต่มีสารเคมีเจือจางกว่าเท่านั้น) แต่ถ้าจะให้ดีกลับไปใช้สบู่ก้อนจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด

ที่มา : ไทยโพสต์




 

Create Date : 28 กรกฎาคม 2552    
Last Update : 28 กรกฎาคม 2552 14:43:30 น.
Counter : 263 Pageviews.  

จุดเสี่ยงวัยรุ่นติดหวัด2009

เตือนสถานที่วัยรุ่นเสี่ยงติดหวัด 2009 จะมีที่ไหนบ้าง เตรียมระวัง!

ในช่วงที่ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 กำลังระบาด จนมีผู้ติดเชื้อหลายรายในขณะนี้ การระวังและป้องกันตนเองถือเป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะวัยรุ่นที่ต้องเดินทางไปเรียน บางครั้งต้องเกี่ยวข้องกับสถานที่ ที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อการแพร่เชื้อ ส่วนจะมีที่ใดบ้าง ‘Edutainment Zone’ มีมาฝาก

เริ่มจาก รถโดยสาร ที่ต้องพบกับความแออัด รวมทั้งราวจับบนรถเมล์ ซึ่งเป็นส่วนของการแพร่เชื้อทางมือที่สำคัญ เพราะเมื่อเกิดการไอ-จาม หลายคนอาจเผลอนำมือที่ป้องปากไปจับตามราวหรือขอบเก้าอี้ ซึ่งเชื้อโรคจะติดอยู่ตรงจุดนั้นได้นานหลายชั่วโมง ดังนั้น เมื่อถึงบ้านควรล้างมือด้วยสบู่ให้สะอาด

โรงเรียน สถานที่ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ป้องกันได้โดยเริ่มจากตัวเอง หากจะไอ-จามควรหาผ้ามาปิดปาก ป้องกันเชื้อโรคฟุ้งกระจายสู่ผู้อื่น รวมทั้งสังเกตอาการ เมื่อรู้สึกเป็นไข้ไม่สบาย ควรแจ้งอาจารย์ และไปพบแพทย์ นอกจากนี้ ในส่วนของลูกบิดประตูห้องน้ำ ก็ถือเป็นจุดเสี่ยงของแหล่งเชื้อโรคเช่นกัน ดังนั้น ระหว่างวันที่ต้องเข้าห้องน้ำ จึงควรล้างมือให้สะอาด

ร้านอินเตอร์เน็ต/ร้านเกม เนื่องจากแต่ละวันจะมีผู้มาใช้บริการค่อนข้างมาก โดยอุปกรณ์ที่ต้องสัมผัสอย่าง เมาท์ คีย์บอร์ด เสี่ยงที่จะเป็นแหล่งแพร่เชื้อได้ ดังนั้น ใครที่เป็นหวัดและจำเป็นต้องเข้าไปใช้ ควรหาอุปกรณ์ป้องกัน แต่ทางที่ดีควรงดใช้บริการในช่วงนั้น สำหรับทางร้านเองเพื่อสุขอนามัย และถือเป็นการเฝ้าระวัง ควรทำความสะอาดอุปกรณ์ที่ลูกค้าต้องสัมผัสทุกวัน

ห้างสรรพสินค้า นอกจากจะเป็นสถานที่มีผู้คนพลุกพล่านแล้ว สิ่งใกล้ตัวในห้างอย่างราวบันไดเลื่อน และที่จับรถเข็นในซูเปอร์มาร์เก็ต ก็อาจเป็นจุดเสี่ยงของแหล่งเชื้อโรคได้

โรงภาพยนตร์ สถานที่ติดแอร์ มีพื้นที่จำกัด เมื่อมีการไอ-จาม จึงอาจมีเชื้อโรคกระจายอยู่บริเวณนั้นได้ นอกจากนี้ ปุ่มลิฟต์ที่หลายคนต้องสัมผัส ก็ถือเป็นจุดเสี่ยงของแหล่งเชื้อโรคเช่นกัน

ข้างต้นเป็นเพียงสถานที่ที่อาจมีปัจจัยเสี่ยงต่อการแพร่เชื้อได้ ดังนั้น น้อง ๆ ควรหมั่นล้างมือให้สะอาด และอาจใส่หน้ากากอนามัย เมื่อต้องอยู่ในจุดเสี่ยง เพื่อเป็นการป้องกันทั้งตัวเองและผู้อื่น.



ที่มา sanook.com




 

Create Date : 20 กรกฎาคม 2552    
Last Update : 20 กรกฎาคม 2552 16:12:13 น.
Counter : 167 Pageviews.  

มะเร็งจิสต์ โรคใหม่ แต่เป็นภัยใกล้ตัว

ในปัจจุบันโรคมะเร็ง ถือเป็นโรคร้ายแรงที่คร่าชีวิตมนุษย์เป็นลำดับต้นๆ โดยโรคมะเร็งนั้นสามารถเป็นได้กับทุกส่วนของร่างกาย และด้วยวิวัฒนาการทางการแพทย์ที่ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ทำให้มีการค้นพบการเกิดมะเร็งของระบบทางเดินอาหารชนิดหนึ่งที่มีโอกาสพบได้ ไม่บ่อยนัก ที่เรียกว่า "มะเร็งของเนื้อเยื่อในระบบทางเดินอาหาร" (Gastrointestinal Stromal Tumor) หรือมะเร็งจิสต์ (GIST) ซึ่งมีสถิติพบในต่างประเทศประมาณ 0.5 เปอร์เซ็นต์ ของโรคมะเร็งในระบบทางเดินอาหารทั้งหมด โดยในประเทศสหรัฐอเมริกาพบประมาณ 2,000-5,000 รายต่อปี

ผศ.นพ.วิเชียร ศรีมุนินทร์นิมิต สาขาวิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล ได้ให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องโรคมะเร็งจิสต์ว่า "ในส่วนของประเทศไทยยังไม่มีสถิติที่แน่ชัด เนื่องจากโรคมะเร็งนี้ เพิ่งพบในประเทศไทยไม่นานนัก จึงถือเป็นโรคมะเร็งชนิดใหม่ที่ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดว่าเกิดขึ้นเพราะเหตุใด อีกทั้งในอดีตมักถูกวินิจฉัยผิดว่า เป็นมะเร็งชนิดที่เรียกว่ามะเร็งกล้ามเนื้อเรียบ แต่ต่อมาด้วยวิวัฒนาการทางการแพทย์ มีการวินิจฉัยโดยการย้อมพิเศษ ทำให้ทราบถึงกลไกการเกิดขึ้นของมะเร็งเนื้อเยื่อขึ้น โดยพบในส่วนของระบบทางเดินอาหารเป็นส่วนมาก

โดยสามารถพบมะเร็งจิสต์นี้ได้ตั้งแต่ระดับหลอดอาหารไปจนถึงลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย แต่ตำแหน่งที่พบบ่อยที่สุดคือ กระเพาะอาหาร ประมาณ 40-60 เปอร์เซ็นต์ รองลงมาคือ ลำไส้เล็ก ประมาณ 20-40 เปอร์เซ็นต์ มักพบในเพศชายและเพศหญิงในอัตราส่วนเท่าๆ กัน อายุเฉลี่ยที่พบประมาณ 60 ปี ส่วนอายุต่ำกว่า 40 ปี ค้นพบค่อนข้างน้อย"

จิสต์จึงจัดเป็นโรคมะเร็งชนิดหนึ่งที่ยากต่อการวนิจฉัยและการรักษา เนื่องจากในช่วงแรกจะตรวจพบเนื้องอกอยู่บริเวณใดบริเวณหนึ่งในช่องท้อง และมักจะไม่แสดงอาการให้เห็น เช่น ที่กระเพาะอาหาร ซึ่งจิสต์ที่ยังคงอยู่บริเวณเดิมนั้น เราเรียกว่าการเกิดเนื้องอกเฉพาะที่ (Local Tumor) และเมื่อจิสต์เกิดการลุกลามขึ้น จะเกิดการแพร่กระจายของโรคไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกาย จนกลายเป็นจิสต์ระยะแพร่กระจาย ซึ่งบ่อยครั้งที่จิสต์เจริญเติบโตจนมีขนาดใหญ่ ก่อนที่จะถูกตรวจพบและเกิดการแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่นๆ เช่น ตับ และเยื่อบุช่องท้อง

สาเหตุของการเกิดจิสต์ คุณหมอเล่าว่า "เกิดจากความผิดปกติของโปรตีนชนิดหนึ่งที่มีชื่อว่า Kit ที่อยู่บนผิวของเซลล์ ซึ่งโปรตีนที่ผิดปกตินี้จะส่งสัญญาณคงที่ต่อไปเรื่อยๆ จนทำให้เซลล์ปกติเกิดการเปลี่ยนแปลงจนกลายเป็นเซลล์มะเร็ง ซึ่งเซลล์มะเร็งจิสต์นี้จะมีชีวิตอยู่รอดได้ดี และเจริญเติบโตได้เร็วกว่า โดยมีชีวิตอยู่ได้นานกว่าเซลล์ปกติที่อยู่ล้อมรอบ ซึ่งหากเซลล์มะเร็งมีชีวิตที่ยืนยาวเท่าไร ก็จะยิ่งมีอันตรายมากขึ้นเท่านั้น และยังเป็นการเพิ่มโอกาสในการแพร่กระจายของโรค โดยที่ผู้ป่วยบางรายอาจไม่พบอาการแสดงใดๆ ให้ทราบเลย แต่มาพบโดยบังเอิญ หรือในกลุ่มที่มีอาการแสดงนั้น มีอาการที่พบบ่อย 3 ประการ คือ ปวดท้องในระดับรุนแรงมาก การคลำพบก้อนเนื้อบริเวณท้อง หรือมีเลือดออกในระบบทางเดินอาหาร โดยขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่เกิดก้อนเนื้อ เช่น ในตำแหน่งของกระเพาะอาหาร อาจจะมีอาการแสดง คืออาการอาเจียนเป็นเลือด ซีด เป็นต้น"

นอกจากนี้อาจจะพบอาการข้างเคียงอื่นๆ ได้ในระดับอ่อนถึงปานกลาง เช่น ภาวะน้ำคั่ง (Fluid Retention) หรือบวมน้ำที่บริเวณใต้ตา หนังตาบนหรือรอบดวงตา ท้องเสีย คลื่นไส้ อ่อนเพลีย ปวดเกร็งกล้ามเนื้อ ปวดท้อง ผื่นผิวหนังมีอาการคัน เป็นรอยปื้นแดงเล็กน้อย แต่โอกาสพบค่อนข้างน้อย ในอดีตที่ผ่านมาโอกาสรอดชีวิตของผู้ป่วยมะเร็งเนื้อเยื่อในระบบทางเดินอาหาร (GIST) ถือว่ามีน้อยมาก

เนื่องจากโรคนี้มีปฏิกิริยาตอบสนองต่อการรักษาด้วยเคมีบำบัดค่อนข้างน้อย รวมถึงการถูกวินิจฉัยผิดพลาด เนื่องจากเป็นโรคที่ถูกค้นพบไม่นาน ทำให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาที่ไม่ถูกต้อง แต่ด้วยวิวัฒนาการทางการแพทย์ปัจจุบัน การวินิจฉัยด้วยวิธีย้อมพิเศษ โดยการนำชิ้นเนื้อไปตรวจเพื่อดูผลว่าย้อมติด CD-117 หรือ C-Kit เป็นผลบวกหรือไม่ รวมถึงการมีโอกาสได้รับยาอิมมาตินิบในการรักษาได้ทันที ซึ่ง ณ ปัจจุบันจากผลการศึกษาทางคลินิกพบว่า จำนวนครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วยยาอิมมาตินิบสามารถมีชีวิตที่ยืนยาวมากกว่า 5 ปี ซึ่งการมีชีวิตที่ยืนยาวของผู้ป่วยนี้ถือเป็นคำตอบสุดท้ายที่ผู้ป่วยจิสต์ทุกคนปรารถนา

ที่มา ไทยโพสต์




 

Create Date : 17 กรกฎาคม 2552    
Last Update : 19 กรกฎาคม 2552 22:05:31 น.
Counter : 188 Pageviews.  

รู้ไว้ไม่เป็นหนี้...วิธีเซ็นชื่อรับรองสำเนาถูกต้อง

วิธีเซ็นชื่อรับรองสำเนาที่ถูกต้องเป็นเรื่องใกล้ตัวที่ประมาทไม่ได้เลยล่ะ เพราะหากเซ็นไม่ถูกวิธีแม้เพียงนิดเดียว คุณอาจตกเป็นหนี้โดยไม่รู้ตัวจากผู้ที่ไม่ประสงค์ดี
ที่นำเอาเอกสารสำเนาบัตรประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน หรือสำเนาเอกสารสำคัญอื่นๆ จากการเซ็นรับรองของเราไปทำประโยชน์ส่วนตน แต่สร้างหนี้ที่ไม่ได้ก่อให้กับเรา

ดังนั้นจึงขอแนะนำว่า...ทุกครั้งหากต้องเซ็นเอกสารรับรองสำเนา อย่าลืม ...จำ...และทำตามขั้นตอนต่อไปนี้...

ข้อหนึ่ง...
ทุกครั้งหลังจากเซ็นชื่อ และเขียนรับรองสำเนาถูกต้องแล้ว ต้องเขียนรายละเอียดกำกับไว้ด้วยว่า..เอกสารฉบับนั้นใช้สำหรับทำอะไร เช่น "ใช้เฉพาะสมัครงานเท่านั้น"

ข้อสอง...
นอกจากกำกับรายละเอียดการใช้แล้ว ยังต้องกำกับ วัน/เดือน/ปี เขียนลงบนสำเนาที่ใช้ด้วย ซึ่งนั่นจะช่วยกำหนดอายุการใช้งานสำเนาของเราได้

ข้อสาม...
ต้องเขียนข้อความทั้งหมดทับลงบนสำเนาส่วนที่เป็นบัตรประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้าน


ข้อมูลจาก Forward Mail




 

Create Date : 17 กรกฎาคม 2552    
Last Update : 17 กรกฎาคม 2552 15:58:19 น.
Counter : 191 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  

icy_cute
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]







CO.CC:Free Domain
Friends' blogs
[Add icy_cute's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.