Group Blog
 
All blogs
 

เที่ยวนอกบ้าน อย่าไว้ใจ "ห้องน้ำสาธารณะ"!

ขึ้นชื่อว่า "ห้องน้ำสาธารณะ" ไม่ว่าใครก็สามารถใช้ได้ จึงเป็นแหล่งเพาะเชื้อโรคต่างๆ ได้เป็นอย่างดี สะท้อนได้จากผลสำรวจของกรมอนามัยเมื่อปี 2547 และ 2549 ได้ผลตรงกันว่า จุดอันตรายที่มีการปนเปื้อนของเชื้อโคลิฟอร์ม ต้นเหตุโรคอุจจาระร่วง อันดับ 1 คือ

บริเวณที่จับสายฉีดชำระ พบร้อยละ 85.3 จุดที่ 2 คือ บริเวณพื้นห้องส้วม พบร้อยละ 50 จุดที่ 3 คือ ที่รองนั่งส้วมแบบนั่งราบ หรือโถนั่งชักโครก พบร้อยละ 31 ซึ่งเชื้อโรคที่พบ เป็นการปนเปื้อนจากอุจจาระ นอกจากนี้ยังมีจุดเสี่ยงต่อการปนเปื้อนเชื้อโรคอีก 4 จุด คือ ที่กดน้ำทำความสะอาดในห้องส้วม ก๊อกน้ำ ลูกบิดประตู และอ่างล้างมือ

เพื่อให้ทุกครอบครัวที่ไปเที่ยวนอกบ้าน และจำเป็นต้องใช้ห้องน้ำสาธารณะ โดยเฉพาะในช่วงปิดเทอมย่อยในครั้งนี้ ได้ระวัง และรู้วิธีป้องกันอย่างรู้เท่าทัน ทีมงาน Life and Family จึงขอนำความรู้เรื่องการใช้ห้องน้ำสาธารณะมาฝากให้อ่านกันครับ

ความชัดเจนในประเด็นนี้ ทีมงานได้ความรู้จาก "นพ.เชิดพงษ์ ชินวุฒิ" สูติ-นรีแพทย์ โรงพยาบาลบีเอ็นเอช สาทร-คอนแวนต์ว่า ห้องน้ำสาธารณะ เป็นสถานที่รวมเชื้อแบคทีเรีย และเชื้อไวรัสปนเปื้อนจำนวนมาก เพราะเป็นที่ขับถ่ายสิ่งปฏิกูล และมีผู้ใช้ต่างหน้า และต่างถิ่นหลายคนมาใช้รวมกัน ซึ่งอาจไม่ทราบมาก่อนว่า ผู้ใช้บริการก่อนหน้านี้ มีเชื้อโรคอยู่ในร่างกายมากน้อยแค่ไหน โดยเชื้อโรคที่ว่านี้ แบ่งได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ

เชื้อในกลุ่มโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เช่น เชื้อหนองใน เชื้อเริม เป็นต้น และเชื้อที่ทำให้เกิดโรคระบบทางเดินอาหาร เช่น เชื้ออุจจาระร่วง เชื้อไวรัสตับอักเสบชนิด เอ เป็นต้น ซึ่งเชื้อพวกนี้อาจแฝงอยู่ตามจุดต่างๆ ของห้องน้ำ เช่น ชักโครก อ่างล้างมือ หรือแม้กระทั่งลูกบิดประตู แต่โอกาสที่จะติดเชื้อพวกนี้จนทำให้เกิดโรค หรือเป็นอันตรายได้นั้น ขึ้นอยู่กับว่ ได้สัมผัสกับเชื้อดังกล่าวในปริมาณที่มากพอหรือไม่ ถ้ามากพอ อาจทำให้เกิดโรคได้ โดยซึมผ่านเข้าสู่ร่างกายทางผิวหนังที่มีแผล หรือรับเข้าทางปาก

อย่างไรก็ดี “น.พ.เชิดพงษ์” ได้แนะนำวิธีปฏิบัติตัวแบบง่ายๆ เพื่อป้องกันการรับเชื้อโรคจากการเข้าห้องน้ำสาธารณะ ให้ฟังดังนี้

1. ใช้เวลากับการทำกิจธุระในห้องน้ำสาธารณะให้สั้นที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

2. ถ้าจำเป็นต้องใช้ชักโครก เลือกที่ดูสะอาด (ถ้ามีให้เลือก) ทำความสะอาดที่รองนั่งด้วยกระดาษทิชชูสักหน่อย แล้วจึงใช้งาน ไม่ต้องถึงกับใช้น้ำยาฆ่าเชื้อ เพราะมันอาจจะดูลำบากไปหน่อย

3. เมื่อเสร็จกิจธุระแล้วต้องล้างมือทุกครั้ง เพื่อไม่ให้มีเชื้อโรคติดมากับมือของเรา ซึ่งบางคนอาจจะละเลย เนื่องจากรีบ หรือด้วยสาเหตุอื่นๆ

ถึงกระนั้น เพื่อป้องกัน และระวังให้มากขึ้น การปลูกฝังลูก ให้ใช้ห้องน้ำสาธารณะอย่างปลอดภัยนั้น ควรเริ่มสอนลูกตั้งแต่ การเปิดปิดประตู ซึ่งวิธีที่จะสัมผัสได้น้อยที่สุด คือการใช้ข้อศอก หรือใช้สันหลังผลักเข้าไป ซึ่งบางห้อง ประตูอาจไม่ได้ปิดแน่น หรือปิดสนิท

จากนั้นเมื่อถึงขั้นตอนในการเข้าใช้ ให้ทำความสะอาดโถส้วมเบื้องต้น ด้วยน้ำ หรือทิชชูก่อน รวมทั้งบอกลูกว่า ไม่ควรขึ้นไปเหยียบโถส้วม (ส้วมที่เป็นชักโครก) โดยอธิบายให้ลูกฟังว่า ถ้าขึ้นไปเหยียบบนโถส้วม เวลาคนใช้หลังจากเรา อาจติดเชื้อที่มาจากรองเท้าของเรา หรืออาจทำให้ชักโครกหัก จนเกิดอันตรายได้

ส่วนของการชำระล้าง ซึ่งในส่วนของปัสสาวะนั้น เด็กผู้ชายคงไม่มีปัญหา แต่ถ้าเป็นเด็กผู้หญิง ที่ต้องใช้น้ำในการทำความสะอาด อาจต้องระวังเป็นพิเศษ กล่าวคือ ถ้าเป็นสายฉีดไม่ควรให้หัวฉีด เข้ามาใกล้ส่วนที่จะทำความสะอาดให้มากนัก ควรอยู่ในระยะห่างที่พอดี

แต่ถ้าเป็นน้ำในลักษณะตักใช้ ไม่แนะนำให้ตักน้ำในส่วนที่มีอยู่ในถังเดิม แต่ควรให้รองจากก๊อกโดยตรง เพื่อป้องกันเชื้อโรคที่อาจสะสมอยู่ในถังน้ำได้ เนื่องจากคนบางคนมีนิสัยมักง่าย ชอบล้างมือ หรือเอาสิ่งของไปจุ่มทำความสะอาด จากนั้นหลังเสร็จภารกิจ ให้ราด หรือทำความสะอาดด้วยทุกครั้ง และอย่างที่คุณหมอได้บอกไปข้างต้นเวลาออกจากห้องน้ำทุกครั้ง ควรล้างมือให้สะอาด โดยใช้สบู่เหลว (ถ้ามี) ทุกครั้ง

“ห้องน้ำสาธารณะ” ถือเป็นสถานที่จำเป็น สำหรับบางครอบครัวที่ต้องออกเดินทางไกล หรือชอบเดินเที่ยวตามศูนย์การค้า ดังนั้นจึงต้องระมัดระวัง และใส่ใจในการใช้ห้องน้ำประเภทนี้เป็นพิเศษ โดยเฉพาะเจ้าตัวน้อย ที่คุณพ่อคุณแม่ต้องสอนให้ลูกรู้จักวิธีการใช้ห้องน้ำให้ถูก และปลอดภัย ทั้งนี้เพื่อสร้างสุขลักษณะนิสัยในการใช้ห้องน้ำสาธารณะ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ทั้งต่อตัวเขา และผู้ใช้คนอื่นๆ ที่ใช้ห้องน้ำต่อไป

ที่มา ผู้จัดการออนไลน์




 

Create Date : 14 ตุลาคม 2552    
Last Update : 14 ตุลาคม 2552 16:33:06 น.
Counter : 218 Pageviews.  

กลูตาไธโอน ทางลัดอันตรายสู่ผิวขาว

สารกลูตาไธโอน เป็นโปรตีนที่ร่างกายเราสังเคราะห์ได้เอง ทำหน้าที่ปกป้องเนื้อเยื่อของอวัยวะทุกส่วนโดยการต่อต้านอนุมูลอิสระที่สะสมอยู่ตามส่วนต่างๆ และกระตุ้นภูมิคุ้มกันของร่างกาย ช่วยตับขจัดสารพิษ โดยเฉพาะตัวยาหรือสารพิษที่ไม่ละลายน้ำ เช่น โลหะหนัก สารฆ่าแมลง เมื่อรวมตัวกับสารกลูตาไธโอนจะช่วยให้ละลายน้ำได้และถูกกำจัดออกจากร่างกาย ช่วยปกป้องดีเอ็นเอของเซลล์ไม่ให้ถูกทำลาย ซึ่งเป็นการป้องกันการเกิดมะเร็งนั่นเอง

นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยพบว่า ผู้ที่อายุยืนยาวและมีสุขภาพแข็งแรง มักจะตรวจพบสารกลูตาไธโอนปริมาณสูงในกระแสเลือด ต่อมาวงการแพทย์ได้นำสารกลูตาไธโอนมาใช้เป็นยารักษาโรคเกี่ยวกับระบบเส้นประสาทบกพร่อง เช่น โรคตับ โรคไต พาร์กินสัน อัลไซเมอร์หรือโรคสมองเสื่อม โรคปลายเส้นประสาทอักเสบ มะเร็งกระเพาะ และมะเร็งต่อมลูกหมาก มานานกว่า 30 ปี โดยฉีดเข้าเส้นเลือดหรือกล้ามเนื้อ

เนื่องจากร่างกายเราสร้างกลูตาไธโอนได้เอง เมื่อต้องเสริมกลูตาไธโอนในปริมาณมากเพื่อมุ่งรักษาโรค จึงมีผลข้างเคียงโดยกลูตาไธโอนมีฤทธิ์ไปยับยั้งเอนไซม์ไทโรซิเนส ซึ่งทำให้เม็ดสีของผิวหนังเปลี่ยนจากสีน้ำตาลดำเป็นเม็ดสีชมพูขาว ทำให้ผิวขาวขึ้นในเวลาอันสั้น จึงเกิดการแตกตื่นและนำกลูตาไธโอนมาเเป็นอาหารเสริมเพื่อชะลอวัย และหวังผลให้ผิวขาวใสหรือผิวขาวอมชมพู

กิน-ฉีดให้ขาว อันตรายถึงชีวิต

ในความเป็นจริงยาเม็ดที่เป็นอาหารเสริมไม่มีผลให้ผิวขาว เพราะสารชนิดนี้ไม่สามารถดูดซึม และจะถูกขจัดออกจากร่างกายในที่สุด จึงได้มีการดัดแปลงนำมาผสมกับวิตามินซีแล้วฉีดเข้าเส้นเลือดหรือกล้ามเนื้อครั้งละ 600 มิลลิลิตร สัปดาห์ละครั้ง ราคา 4,000-5,000 บาท ติดต่อกัน 3-5 สัปดาห์ ผิวจะเริ่มขาวขึ้นหลังฉีดครั้งแรกประมาณ 1 เดือน หลังจากนั้น 2 เดือนผิวจะกลับมาเป็นสีเดิมจึงต้องฉีดซ้ำอยู่เป็นระยะ

ต่อมาองค์การอาหารและยาได้ประกาศห้ามใช้กลูตาไธโอนเพื่อช่วยผิวขาวแล้ว เนื่องจาก กลูตาไธโอนทั้งชนิดเม็ดและชนิดฉีดเพื่อมุ่งผิวขาวมีกลูตาไธโอนสูงถึง 500-1,000 มิลลิกรัม ซึ่งมากกว่าปริมาณที่แพทย์อนุญาตให้ผู้ป่วยใช้ คือ ไม่เกิน 250 มิลลิกรัมต่อวัน และอาจทำให้แพ้ยาจนช็อกถึงขึ้นเสียชีวิตเฉียบพลัน หรือส่งผลในระยะยาว เช่น สะสมในร่างกายส่งผลเสียต่อตับและไตได้ และทำให้เกิดโรคมะเร็งผิวหนังเนื่องจากผิวไวต่อแสงแดดเพราะเม็ดสีผิวถูกทำลาย เสริมกลูตาไธโอนด้วยการกิน

แม้การบริโภคกลูตาไธโอนในปริมาณมากจะส่งผลเสียต่อร่างกาย แต่เมื่ออายุมากขึ้นหรือมีโรคแทรกซ้อน อาจทำให้ปริมาณกลูตาไธโอนที่ร่างกายผลิตได้ลดลง ทำให้ร่างกายขาดสารต้านอนุมูลอิสระ ผิวแห้งเหี่ยวเร็ว ไม่เปล่งปลั่ง แนะนำให้ปรึกษาแพทย์ (ในกรณีที่ป่วย) หรือเลือกกินอาหารที่ช่วยกระตุ้นร่างกายให้สร้างกลูตาไธโอนได้ดีขึ้น ได้แก่ ปลา เนื้อหมู เนื้อวัว นม ไข่ หน่อไม้ฝรั่ง ผักโขม มะเขือเทศ และผลไม้ เช่น แตงโม สตรอว์เบอร์รี่ องุ่น อะโวคาโด


ที่มา Health & Cuisine




 

Create Date : 08 กันยายน 2552    
Last Update : 14 กันยายน 2552 16:10:12 น.
Counter : 268 Pageviews.  

เลือกรับประทานซูชิให้ปลอดภัย

นักวิจัยทางด้านอาหารกล่าวว่า ซูชิที่ถูกจัดเตรียมอย่างเหมาะสมและมีกรรมวิธีการประกอบอาหารตามหลักขององค์การอาหารและยา จะทำให้คนชอบรับประทานซูชิไม่จำเป็นต้องกังวลเกี่ยวกับเนื้อปลาดิบที่นำมาทำซูชิว่า จะมีพยาธิปนเปื้อนอยู่หรือไม่ หรือปลาดิบที่รับประทานนั้นสะอาดแค่ไหน

การเตรียมซูชิ จำเป็นต้องมีกรรมวิธีที่จะดูแลกระบวนการความสะอาดพิเศษ ทั้งเนื้อปลาดิบและ ข้าว เพราะถ้าความเย็นไม่เพียงพอ เนื้อปลาดิบอาจเกิดแบคทีเรียที่สามารถเจริญเติบโตได้ในเนื้อปลาที่ไม่สด และสามารถสร้างสารเคมีในร่างกายที่จะกระตุ้นน้ำย่อยในกระเพาะอาหาร

สารเคมีที่สร้างขึ้นมานี้อาจจะกลายเป็นสารพิษที่ส่งผลต่อระบบประสาทได้ ดังนั้นควรเลือกร้านขายที่มีการแช่เนื้อปลาที่ช่องแช่แข็งที่อุณหภูมิ -4 องศาฟาเรนไฮต์ (-20 องศาเซลเซียส) อยู่ตลอดเวลา เพื่อไม่เสี่ยงต่อการเกิดพยาธิในร่างกายเรา และถ้าอยากให้มั่นใจถึงประโยชน์ของการรับประทานมากกว่านี้ ก็แนะนำว่าควรรับประทานอาหารที่สุกแล้วจะดีกว่า

ที่มา Twenty-Four Seven City Magazine




 

Create Date : 07 กันยายน 2552    
Last Update : 12 กันยายน 2552 10:13:27 น.
Counter : 189 Pageviews.  

ไฮโปไกลซีเมีย โรคอ่อนเพลียเรื้อรัง

โรคนักบริหาร เมื่องานทำให้คุณป่วย !!!

โรคนักบริหารนี้ ไม่ได้เกิดจากเชื้อโรคใดๆ แต่เป็นโรคเพราะพฤติกรรมในการดำเนินชีวิตที่ผิดๆ อาจเรียกได้ว่าเป็นโรคร่วมสมัยที่เรียกว่า โรคอ่อนเพลียเรื้อรัง หรือ Chronic Fatigue Syndrome (CFS) ซึ่งดร.สาทิส อินทรกำแหง อธิบายว่าเป็นอาการที่เกิดหลังจากร่างกายเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ หรือไฮโปไกลซีเมีย (Hypoglycemia)
สาเหตุสำคัญมาจากพฤติกรรมการบริโภคที่นิยมน้ำตาลและของหวานมากเกินไป เมื่อกินอาหารเหล่านี้เข้าไป ระดับน้ำตาลในเลือดขึ้นสูง ตับอ่อนก็จะผลิตอินซูลินออกมาเพื่อควบคุมระดับน้ำตาลให้ลดต่ำลง อีกครู่หนึ่งเราก็กินอาหารที่มีน้ำตาลมากเข้าไปอีก น้ำตาลในเลือดก็สูงขึ้น อินซูลินต้องถูกส่งมาลดน้ำตาลอีก เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นแล้วลงต่ำสลับกันไปตลอดเวลา หมายถึงตับอ่อนต้องทำงานตลอดเวลาด้วยเช่นกัน
เมื่อรวมกับพฤติกรรมในชีวิตที่ผิดเพี้ยนไป ทำงานมากเกิน พักผ่อนไม่เพียงพอ และมีความเครียดเป็นพื้นฐาน ก็กลายเป็นตัวซ้ำเติมที่ทำให้อาการเจ็บป่วยธรรมดากลายเป็นหนักขึ้น

ผู้ที่โดนไฮโปไกลซีเมียเล่นงานจะมีอาการผิดปกติดังนี้

1.อ่อนเพลีย ไม่มีแรง
2.รู้สึกเบื่อหน่าย ซึมเศร้า
3.นอนไม่หลับ
4.มีอาการทางประสาท
5.เวียนหัว ปวดหัว
6.เหงื่อแตกบ่อยๆ
7.มือสั่น
8.หัวใจเต้นผิดปกติ
9.ปวดกล้ามเนื้อ ปวดหลัง
10.เบื่ออาหาร
11.จิตใจฟุ้งซ่าน ขาดสมาธิ
12.เนื้อตัวชาเป็นบางครั้ง
13.ท้องอืด ท้องขึ้น
14.มือเย็น เท้าเย็น
15.รู้สึกสับสนปั่นป่วน
16.เป็นตะคริวบ่อย
17.เบื่อการพบปะผู้คน
18.อ้วน น้ำหนักเกิน
19.การทรงตัวไม่ดี
20.อยากฆ่าตัวตาย
21.เกิดการชักกระตุก
22.เป็นลมบ่อยๆ
23.ความจำเสื่อม
24.วิตกกังวลง่าย
25.หิวอย่างรุนแรงก่อนถึงเวลา
26.ลังเล ตัดสินใจไม่ได้
27.อยากกินของหวานๆ
28.กามตายด้าน
29.มีอาการภูมิแพ้
30.การประสานงานส่วนต่างๆ ของร่างกายเลวลง
31.คันตามผิวหนัง
32.หายใจไม่ออกบ่อยๆ
33.ฝันร้ายบ่อยๆ
34.ปากแห้ง-คอแห้ง
35.ลมหายใจและปากมีกลิ่นแปลกๆ
36.โมโหร้าย
37.ถ่ายอุจจาระผิดปกติ
38.ถ่ายปัสสาวะผิดปกติ
39.หน้าร้อนผ่าวบ่อยๆ
40.ทนเสียงอึกทึก แสงจ้าๆ ไม่ได้

อาการเหล่านี้อาจเกิดขึ้นไม่พร้อมกัน อาจเกิดขึ้นแล้วหายไปแล้วก็กลับมาเป็นอีก แต่อาการสำคัญคือ เหนื่อยเพลีย ไม่มีแรง นอนไม่หลับ สมองมึนซึม ปวดเนื้อปวดตัวเรื้อรัง และระบบขับถ่ายมีปัญหาอยู่ตลอดเวลา จะเป็นอยู่ตลอดเวลา

หากคุณมีอาการดังนี้ไม่ควรนิ่งนอนใจ ต้องรีบปรับปรุงแก้ไขพฤติกรรมการกินโดยด่วนด้วยการงดเติมน้ำตาลในอาหาร เลี่ยงอาหารที่มีน้ำตาลมาก รวมทั้งฟาสต์ฟู้ดที่มีไขมันและโปรตีนมากเกินไป

ปรับเปลี่ยนเรื่องอาหารแล้วต้องดูแลอารมณ์ด้วย งานของนักบริหารมักมาพร้อมความเครียด แต่เมื่อใดที่คุณเครียด ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนอะดรีนาลีน ซึ่งจะกระตุ้นให้ผนังลำไส้ขับกรดออกมามากกว่าปกติ เป็นสาเหตุให้เกิดแผลในกระเพาะอาหารและลำไส้ ความดันโลหิตสูง หัวใจทำงานหนักขึ้น ประสาทถูกกระตุ้นให้ตื่นตัว จึงนอนไม่หลับ พักผ่อนไม่เพียงพอ ร่างกายจึงขาดโอกาสซ่อมแซมตัวเอง สมาธิสับสน ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายตกต่ำลง จนอาจติดเชื้อต่างๆ ได้อีก

อย่าลืมเพิ่มความยืดหยุ่นให้เงื่อนไขในการทำงานของคุณด้วย ทีนี้จะได้ทำงานอย่างสนุกและมีสุขภาพดีไปพร้อมๆ กัน


ที่มา Health&Cuisine




 

Create Date : 06 กันยายน 2552    
Last Update : 8 กันยายน 2552 14:58:08 น.
Counter : 1050 Pageviews.  

เมินอาหารเส้นใยระวังมะเร็งถามหา

ร.พ.รามาธิบดี - ดร.สุภัจฉรา นพจินดา สำนักงานวิจัยคณะแพทยศาสตร์ ร.พ.รามาธิบดี เผยถึงการกินอาหารที่ไม่มีเส้นใย เช่น กินนม เนย เนื้อสัตว์ อาหารที่มีไขมันล้นเกิน แป้งขัดขาว แต่ไม่กินเส้นใย เช่น ผักสด ผลไม้สด ข้าวกล้อง ข้าวโพด โอกาสที่จะเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่สูง เนื่องจากอาหารประเภทเนื้อสัตว์และไขมันเมื่อถูกขับกับน้ำย่อยแล้วจะเหนียวหนึบเป็นยางมะตอยติดอยู่กับผนังลำไส้ใหญ่ มิหนำซ้ำยังมีกรดน้ำดีอยู่ด้วย พอมันติดหนึบเป็นตะกรันอยู่ในตัวเราไม่ถูกถ่ายทิ้ง แบคทีเรียในลำไส้ใหญ่ก็กินกรดน้ำดีต่อทำให้เกิดสารก่อมะเร็ง เกิดเป็นมะเร็งของลำไส้ใหญ่ในที่สุด

ตรงกันข้ามหากเรากินอาหารที่มีเส้นใยจากผัก ผลไม้ ข้าวกล้อง ฯลฯ เส้นใยเหล่านี้จะไปทำให้กรดน้ำดีในอุจจาระเจือจางลง ป้องกันการเกิดตะกรันที่ติดหนึบเป็นหมากฝรั่ง และเกิดการถ่ายทิ้งออกนอกร่างกายทุกวัน แบคทีเรียจึงไม่ทันย่อยกรดน้ำดี และไม่เกิดสารก่อมะเร็ง จะเห็นว่ามะเร็งลำไส้ใหญ่ป้องกันได้เพียงแต่กินอาหารประเภทผัก ผลไม้วันละมากๆ หันมากินข้าวกล้องแทนข้าวขาว ปัญหาท้องผูกก็จะหมดไป อย่าลืมว่าเมื่อใดลำไส้ใหญ่สกปรกมะเร็งจะถามหา

ดร.สุภัจฉรากล่าวอีกว่า มีผู้ตระหนักถึงภัยมะเร็งตื่นตัวและหันมากินผัก ประเภทแครอต บร็อกโคลี่ ลูกพรุน ส่วนมากต้องนำเข้ามาจากต่างประเทศทำให้ราคาแพง และหายาก แต่หากหันมากินผักในประเทศซึ่งมีหลายประเภทและมีเบต้าแคโรทีนไม่น้อยไปกว่ากัน เช่น ยอดมะยม มีเบต้าแคโรทีนสูง ผักโขมที่หาง่ายในเมืองไทย ตำลึง มีแคลเซี่ยมและเบต้าแคโรทีนสูง กระถิน ยอดแคที่ใช้ลวกจิ้มน้ำพริก นอกจากนี้ยังมีชะพลู

"ยังมีอาหารที่มีวิตามินซีสูง เช่น ผัก ผลไม้ต่างๆ เพื่อป้องกันมะเร็งหลอดอาหาร กระเพาะอาหาร ควบคุมน้ำหนักตัว โรคอ้วนมีความสัมพันธ์กับโรคมะเร็งมดลูก ถุงน้ำดี เต้านม และลำไส้ใหญ่ การออกกำลังกายและลดรับประทานอาหารที่ให้พลังงานสูงจะช่วยป้องกันมะเร็งเหล่านี้ได้"

สำหรับปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดมะเร็ง เกิดจากปัจจัยภายนอกร่างกาย เช่น รับสารพิษจากเชื้อราที่มาพร้อมกับอาหารที่เรากิน เช่น ถั่วลิสง ถั่วคั่วป่น ข้าวโพด พริกแห้ง ข้าวฟ่าง การปิ้ง ย่าง เผารมควัน ทอดเนื้อสัตว์ อาหารที่มีเกลือไนเตรต เช่น ไส้กรอก เบคอน แหนม ส่วนปัจจัยภายในร่างกาย เช่น พันธุกรรม ระบบภูมิคุ้มกันบกพร่องขาดสารอาหารบางอย่าง เช่น ขาดวิตามินเอเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งระบบทางเดินหายใจได้"

ที่มา - http://www.aksorn.com/article/article_detail.php?content_id=770




 

Create Date : 03 กันยายน 2552    
Last Update : 10 กันยายน 2552 19:27:10 น.
Counter : 158 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  

icy_cute
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]







CO.CC:Free Domain
Friends' blogs
[Add icy_cute's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.