Group Blog
 
All blogs
 

สัญญาณอันตราย 8 ข้อ ส่อมะเร็ง

นพ.สัญชัย ปิยะพงษ์กุล นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดอุดรธานี เปิดเผยว่า โรคมะเร็งเป็นโรคที่เกิดจากความผิดปกติของสารพันธุกรรมภายในเซลล์ ที่เรียกว่า ยีน ซึ่งมีสภาวะบางอย่างทำให้ "เซลล์" เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ผิดปกติ กลายเป็นเซลล์มะเร็ง

ซึ่งเซลล์มะเร็งสามารถส่งผ่านหรือถ่ายทอดทางพันธุกรรมหรือเกิดขึ้นภายหลัง จากผลกระทบของสารเคมีหรือการติดเชื้อบางชนิดการเกิดโรคมะเร็ง โดยจะสัมพันธ์กับตัวผู้ป่วย สารก่อมะเร็ง หรือเชื้อโรค และสภาพแวดล้อม

ฉะนั้น คนที่ประสบกับภาวะเครียดจัด สูญเสียรุนแรง อาจป่วยเป็นมะเร็งได้ เพราะขณะนั้นภูมิต้านทานร่างกายจะลดลง รวมถึงการได้รับมลพิษ ควันบุหรี่ อาหารปิ้งย่างที่ไหม้เกรียม ก็อาจทำให้เกิดมะเร็งส่วนต่างๆ ในร่างกายได้ นอกจากนี้ การมีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่วัยรุ่นหรืออายุน้อยๆ ก็เพิ่มโอกาสเกิดมะเร็งปากมดลูกได้เช่นกัน

ดังนั้น การตรวจหามะเร็งระยะเริ่มแรกนั้นมีประโยชน์มาก เพราะการรักษามะเร็งในระยะเริ่มแรก จะได้ผลการรักษาที่ดีมาก อีกทั้งเป็นการป้องกันไม่ให้ผู้ป่วยเข้าสู่โรคมะเร็งระยะลุกลาม ซึ่งจะเป็นอันตรายต่อชีวิต ฉะนั้นการสังเกตพบอาการผิดปกติในเบื้องต้น นับว่ามีความสำคัญยิ่ง

นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดอุดรธานี กล่าวอีกว่า สัญญาณอันตราย 8 ประการที่ควรทราบ เพื่อการมีสุขภาพดี คือ

1.มีการเปลี่ยนแปลงของระบบขับถ่ายอุจจาระและปัสสาวะ เช่น ถ่ายอุจจาระเป็นสีดำหรือปัสสาวะเป็นเลือด

2.กลืนอาหารลำบากหรือมีอาการเสียดแน่นท้องเป็นเวลานาน

3.มีอาการเสียงแหบและไอเรื้อรัง

4.มีเลือดหรือตกขาวที่ผิดปกติ เช่น มีกลิ่นเหม็น

5.แผลซึ่งรักษาแล้วไม่ยอมหาย

6.มีการเปลี่ยนแปลงของหูดหรือไฝตามร่างกาย

7.มีก้อนที่เต้านมหรือส่วนต่างๆ ของร่างกาย

8.หูอื้อหรือมีเลือดกำเดา

ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเกิดความสงสัยในสัญญาณข้อใด ขอให้รีบพบแพทย์เพื่อเข้ารับการรักษาโดยด่วน

ที่มา: หนังสือพิมพ์ข่าวสด




 

Create Date : 17 มีนาคม 2552    
Last Update : 17 มีนาคม 2552 9:48:44 น.
Counter : 265 Pageviews.  

ใช้ร้านเน็ตให้ปลอดภัย

มีใครที่ใช้งานอีเมล ต้องส่งงานทางอินเทอร์เน็ตแล้วไม่เคยเข้าร้านเน็ตบ้าง แม้คุณจะนำโน้ตบุ๊กส่วนตัว พร้อมโทรศัพท์เคลื่อนที่ไว้ต่ออินเทอร์เน็ต แต่ความเร็วที่ได้ก็ไม่เพียงพอต่อการส่งไฟล์งานขนาดใหญ่ และนี่คือความจำเป็นของการเข้าร้านอินเทอร์เน็ตสำหรับคนทำงานทุกคน แต่คุณรู้หรือไม่ว่าร้านอินเทอร์เน็ตที่ไม่ได้มาตรฐาน หรือมีเจ้าของร้านไร้จริยธรรมคุณจะต้องเจอกับอะไรบ้าง

เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้อาจจะมีโปรแกรมสปายแวร์ตรวจจับการทำงานอยู่ เครื่องคอมพ์ซึ่งอุดมไปด้วยไวรัสและมัลแวร์หลากหลายสายพันธุ์ เด็กเล่นเกมออนไลน์ส่งเสียงเย้วๆ ไม่เกรงใจคนข้างๆ สิ่งเหล่านี้ล้วนทำให้คุณไม่ปลอดภัยจากการใช้อินเทอร์เน็ตในร้านทั้งสิ้น วันนี้ผมมีคำแนะนำจากประสบการณ์ส่วนตัวมาเล่าสู่กันฟัง ว่าคุณจะใช้ร้านอินเทอร์เน็ตอย่างไรให้ปลอดภัย

ใช้แฟลชไดรฟ์ให้เป็นประโยชน์
เดี๋ยวนี้แฟลชไดรฟ์มีราคาถูกอย่างน่าใจหาย เมื่อ 3 ปีก่อน เราเคยซื้อแฟลชไดรฟ์ 128 MB ในราคา 1,200 บาท เวลานี้ ขนาด 1 GB มีราคาเพียง 190 บาทเท่านั้น เมื่อแฟลชไดรฟ์กลายเป็นสื่อบันทึกข้อมูลที่สามารถหาซื้อและพกพากันได้ทั่วไป เราจะประยุกต์ใช้ความสามารถจากแฟลชไดรฟ์มาช่วยป้องกันตัวจากโปรแกรมมัลแวร์ สปายแวร์ และไวรัส ตามร้านอินเทอร์เน็ตกันดีกว่า

เริ่มจากดาวน์โหลดโปรแกรมที่ชื่อ Avast ไวรัส คลีนเนอร์ ได้ที่ http://www.avast.com/eng/down_cleaner.html ความสามารถของโปรแกรมตัวนี้ก็คือ ทำงานได้ด้วยตัวของมันเองโดยไม่ต้องติดตั้งลงตัวเครื่อง สามารถตรวจจับไวรัสเวิรม์และมัลแวร์ในเครื่องที่เราใช้งานได้ วิธีการใช้งานก็ง่ายมาก เพียงแค่คลิกสตาร์ต โปรแกรมก็จะเริ่มสแกนเครื่องให้เราทั้งเครื่องทันที โดยใช้เวลาไม่นานนัก ขึ้นอยู่กับขนาดไฟล์ในฮาร์ดดิสก์ด้วย

ที่เราใช้โปรแกรมตัวนี้ก็คือ ช่วยสแกนหาไฟล์ไวรัสและโปรแกรมที่จะเป็นอันตรายต่อการใช้งานอินเทอร์เน็ต แล้วถ้าฆ่าไม่ได้ก็ไม่ต้องสนใจครับ ปล่อยเอาไว้อย่างนั้น เพราะเป็นเรื่องของร้าน แต่เวลาเรากลับบ้านต้องเอาแฟลชไดรฟ์มาสแกนไวรัสอีกที

โปรแกรมต่อมาก็คือ โปรแกรม cpe17 ผลงานของนักศึกษาลาดกระบัง ซึ่งช่วยในการกำจัดไวรัสพวกออโตรันได้เป็นอย่างดี หากเครื่องคุณมีอาการดับเบิลคลิกเปิดแฟลชไดรฟ์ หรือไดรฟ์ใดไดรฟ์หนึ่งไม่ได้ ต้องคลิกขวาเลือกโอเพนเท่านั้น หรือปรากฏไฟล์สคริปต์ประหลาดโผล่อยู่ทั่วเครื่อง โปรแกรมตัวนี้ช่วยคุณได้แน่นอน สามารถดาวน์โหลดได้ที่ http://www.thaiware.com/main/info.php?id=9307

2 โปรแกรมนี้ควรมีติดแฟลชไดรฟ์เอาไว้ครับ แถมให้อีกตัวก็คือ โปรแกรมแอนตีสปายแวร์ที่สามารถกำจัดสคริปต์ โหลดออปเจกต์ประหลาดในเครื่องของเราได้ แต่ต้องติดตั้งลงเครื่องเท่านั้นนะครับ ไม่สามารถรันได้ด้วยตัวเอง โหลดได้ที่ http://www.antispyware.com/download.php เผื่อบางร้านเขาไม่ได้ล็อกรหัสป้องกันการลงโปรแกรมเอาไว้

เปลี่ยนการบันทึกในเบราเซอร์

ร้านอินเทอร์เน็ตบางร้านจะตั้งค่าเบราเซอร์ให้จดจำรหัสผ่านเอาไว้ เราสามารถเข้าไปแก้ไขได้ที่ Tools>Internet Options>เลือก Tab-Contents ไปที่ Auto complete> จากนั้นให้ติ๊กช่อง Username and password on forms และช่อง Prompt me to save password ออก เท่านี้เครื่องก็จะไม่จำล็อกอินและพาสเวิรด์ของเราแล้ว เว้นแต่ว่าเครื่องนั้นจะลงโปรแกรมพวกคีย์ล็อกเกอร์ ซึ่งเราไม่สามารถตรวจจับได้ นอกจากลงโปรแกรมแอนตีสปายแวร์ ซึ่งทางร้านก็มักจะล็อกการลงโปรแกรมเอาไว้เพื่อป้องกันตัวของเขาเองอีกส่วนหนึ่ง เวลาใช้งานจึงต้องระวังข้อความที่เป็นส่วนตัวนิดนึงครับ

สิ่งที่ไม่ควรกรอกในร้านอินเทอร์เน็ต

หากเราไม่สามารถป้องกันโปรแกรมสปายแวร์ ควรจำไว้ว่าสิ่งต่อไปนี้อย่าพิมพ์ในร้านอินเทอร์เน็ตเป็นอันขาด

1.ล็อกอินและพาสเวิรด์อีเมล เราควรมีอีเมลปลอมสักหนึ่งเมลที่ไม่สำคัญต่อการใช้งาน เอาไว้ใช้ในร้านอินเทอร์เน็ต หรืองานบางอย่างที่เปิดเผยได้โดยไม่ซีเรียสมาก ใช้เมลปลอมในร้านเน็ต ถ้าไม่มีให้สมัครใหม่ทันที

2.อย่าเข้าใช้งานเว็บไซต์ด้านการเงินในร้านอินเทอร์เน็ต เว็บพวกเพย์พาล หรือเว็บไซต์ธนาคารไม่ควรใช้เด็ดขาด แต่ล็อกอินสมาชิกเว็บคอมมูนิตีต่างๆ ใช้งานได้ตามปกติ เพราะเว็บเหล่านี้ถึงร้านจะเอาไปใช้ก็ไม่ได้มีสาระสำคัญอะไรกับเรา ซึ่งเราสามารถเปลี่ยนพาสเวิร์ดได้ในเครื่องคอมพ์ที่บ้าน

3.โปรแกรมแชต ไม่ควรใช้โปรแกรมแชตเพราะเป็นโปรแกรมที่เป็นช่องทางในการส่งไวรัสและโทรจันชั้นยอดอย่างหนึ่ง แม้เราจะใช้อีเมลปลอมในการใช้งานคุยกับเพื่อน แต่เพื่อนเราจะซวยที่โดนไวรัสทางโปรแกรมแชตไม่รู้ตัว ถ้ารักเพื่อนก็อดใจไว้นิดนึง โทร.คุยหรือกลับไปล็อกอินที่บ้านก็ไม่ขาดจากความเป็นเพื่อนหรอกครับ

ทั้งหมดนี้คือคำแนะนำสั้นๆ ในการเข้าใช้งานร้านอินเทอร์เน็ต เดี๋ยวคราวหน้าเรามาดูกันว่าร้านเน็ตหน้าตาแบบไหนที่ไว้ใจได้หรือไม่ได้ นั่งตรงไหนปลอดภัยมากที่สุด และวิธีการแก้เผ็ดร้านที่เราจับได้ว่าลงโปรแกรมสปายแวร์เอาไว้




 

Create Date : 16 มีนาคม 2552    
Last Update : 16 มีนาคม 2552 22:41:42 น.
Counter : 166 Pageviews.  

รู้ทันแก๊งบัตรเครดิต ขโมยง่ายกว่า ATM

กระแสแก๊งโจรกรรมรหัสบัตรเอทีเอ็มยังไม่ซาไปจากสังคมดีนัก
สกู๊ปหน้า 1 อยากฝากให้ระวังภัยบัตรเครดิตเอาไว้ด้วย

ที่ผ่านมาการทุจริตผ่านบัตรเครดิต เป็นปัญหาที่ขยายวงกว้างขึ้นทั่วโลก วิธีที่พบบ่อยที่สุดในเมืองไทย คือ การปลอมบัตร การแอบอ้างเป็นผู้ถือบัตรจริง รวมถึงการคัดลอกข้อมูลจากบัตร หรือที่เรียกว่า สกิมมิ่ง (Skim ming) เช่นเดียวกับการโจรกรรมบัตรเอทีเอ็ม

ปัญหามีว่า...บัตรเครดิต ไม่จำเป็นต้องขโมยรหัสก็นำไปรูดใช้จ่ายได้อย่างอิสระ ความเสียหายจึงมีมากกว่าว่ากันตามกระบวนการ การโจรกรรมข้อมูลบัตรเครดิต...วิธีการซับซ้อนน้อยกว่า

การฉ้อโกงบัตรเครดิตทำได้หลายวิธี อาทิ การขโมยบัตร การปลอมทั้งใบ การแปลงข้อมูลจากบัตรจริง การปลอมบัตรพลาสติกสีขาว การปลอมเอกสารในการสมัครเป็นผู้ถือบัตร และผู้ถือบัตรเป็นผู้ทุจริตเอง

แหล่งบัตรเครดิตปลอม แหล่งใหญ่ที่สุดอยู่ที่ประเทศมาเลเซีย รองลงมา ฮ่องกง จีน ไต้หวัน

บัตรที่ปลอมเหมือนของจริงถึง 85 เปอร์เซ็นต์ แต่มีจุดสังเกต บัตรเครดิตปลอมจะบางกว่า ประเภทบัตรเครดิตปลอมที่พบมากที่สุด มีทั้งบัตรเครดิตที่เป็นอินเตอร์ วีซ่าต่างๆ รวมทั้ง บัตรโดเมสติก (Domestic หรือ Local) ที่ใช้ได้เฉพาะในประเทศ แต่มีการปลอมน้อย เพราะว่าทำแล้วไม่คุ้มที่จะถูกจับ

เว็บไซต์ http://www.creditthai.net/ แนะข้อปฏิบัติสำคัญ 10 ข้อในการเก็บรักษาบัตร และข้อมูลบัตรเครดิตทันทีที่ได้รับบัตรใหม่เอาไว้ว่า...

ข้อแรก...เซ็นชื่อลงบนแถบลายเซ็นทันที จดหมายเลขบัตรเครดิต หมายเลขโทรศัพท์สำหรับแจ้งบัตรหาย และเก็บไว้ในที่ที่ปลอดภัย หาง่ายยามฉุกเฉิน

ข้อต่อมา...ไม่ควรตั้งรหัสเอทีเอ็มโดยใช้ข้อมูลส่วนตัวซึ่งง่ายต่อการคาดเดา ไม่ว่าจะเป็นชื่อ หมายเลขโทรศัพท์ วันเดือนปีเกิด

ข้อที่สาม...จำรหัสเอทีเอ็มให้ได้ ถ้าจำเป็นต้องจดไว้ ไม่ควรเก็บไว้ในกระเป๋าสตางค์ กระเป๋าถือ หรือเก็บไว้ใกล้กับบัตร และไม่ควรบอกรหัสเอทีเอ็มให้บุคคลอื่นทราบ

ข้อที่สี่...เก็บรักษาบัตรของคุณเช่นเดียวกับที่คุณเก็บเงินสด หากเป็นไปได้ ไม่ควรปล่อยให้บัตรคลาดสายตาในระหว่างที่พนักงานนำบัตรของคุณไปรูด

ข้อที่ห้า...ตรวจสอบให้แน่ใจว่าได้รับบัตรของคุณคืนมาทุกครั้ง หลังชำระเงิน และก่อนเซ็นเซลล์สลิป ควรตรวจสอบจำนวนเงินว่าตรงกับราคาสินค้า บริการ เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้อื่นนำข้อมูลในเซลล์สลิปไปใช้ในทางที่มิชอบ และเก็บไว้เพื่อตรวจสอบความถูกต้องภายหลัง

ข้อที่หก...ตรวจสอบยอดค่าใช้จ่ายในใบแจ้งบัญชีบัตรเครดิต ประจำเดือนว่ามีจำนวนเงินตรงกับที่คุณใช้ไปหรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังกลับจากการเดินทางต่างประเทศ

ข้อที่เจ็ด...ไม่ควรบอกหมายเลขบัตรเครดิตของคุณแก่บุคคลอื่นทางโทรศัพท์ เว้นแต่คุณกำลังติดต่อกับองค์กรที่มีความน่าเชื่อถือ หรือคุณเป็นฝ่ายเริ่มการติดต่อด้วยตัวเอง

ข้อที่แปด...ตรวจสอบให้แน่ใจหากมีความจำเป็นต้องบอกหมายเลขบัตรเครดิตของคุณทางโทรศัพท์ และขอเอกสารยืนยันการซื้อขายที่เป็นลายลักษณ์อักษรจากพนักงานขายทางโทรศัพท์ทุกครั้ง

ข้อที่เก้า...อย่าไว้ใจพนักงานขายสินค้าทางโทรศัพท์ที่เร่งหรือกดดันให้คุณรีบซื้อสินค้า อย่าให้หมายเลขบัตรจนกว่าคุณตัดสินใจแน่แล้วว่าจะซื้อสินค้า

ข้อสุดท้าย...หากสมาชิกในครอบครัวคุณนำบัตรของคุณไปใช้ อาจโดยที่คุณทราบหรือไม่ทราบมาก่อน คุณจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบยอดการใช้จ่ายที่เกิดขึ้น

คนร้ายสามารถปลอมบัตรเครดิตขึ้นมา โดยบรรจุเอาข้อมูลเกี่ยวกับผู้ถือบัตรที่ได้มาอย่างผิดกฎหมายจากแหล่งต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น สลิปบัตร สแปมเมล์ หรือส่งอีเมล์สุ่ม เพื่อหวังข้อมูลบัตรเครดิตของผู้รับ หรือไม่อย่างนั้นก็ส่งโปรแกรมเฉพาะ ผ่านมาทางเว็บไซต์ผิดกฎหมาย โดยคนร้ายที่สามารถเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวผู้ถือบัตร อาจใช้ข้อมูลที่ขโมยมา นำไปซื้อสินค้าทางอินเตอร์เน็ตหรือทางโทรศัพท์อีกต่อหนึ่ง

ดังนั้น วิธีที่คุณจะป้องกันตนเองไม่ให้ตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมเหล่านี้ คล้ายคลึงกันกับสิ่งที่คุณพึงปฏิบัติเมื่อได้รับบัตรใหม่ หรือขณะที่คุณช็อปปิ้งทางอินเตอร์เน็ต

เป้าหมายหลัก คือ ปกป้องข้อมูลส่วนตัว...เริ่มจากตรวจสอบความถูกต้องของใบแจ้งยอดบัญชีบัตรเครดิตทันทีที่ได้รับ กรณีพบรายการใช้จ่ายน่าสงสัย ให้รีบแจ้งธนาคารทันที ต่อมาไม่ควรเปิดเผยข้อมูลบัตร และข้อมูลส่วนตัว เช่น หมายเลขบัตร รหัสเอทีเอ็ม วันเดือนปีเกิด หรือหมายเลขบัตรประชาชน ยกเว้นกรณีที่คุณเป็น ฝ่ายเริ่มการติดต่อ

เก็บรักษาบัตรประจำตัวประชาชน ใบขับขี่ และข้อมูลส่วนตัวอื่นๆ ไว้ในที่ที่ปลอดภัย จุดสำคัญ อย่าตอบอีเมล์แปลกๆที่ส่งมาเพื่อขอข้อมูลส่วนตัว

พยายามอย่าให้พนักงานแคชเชียร์ พนักงานเสิร์ฟ เด็กปั๊มนำบัตรเครดิตไปทำรายการในที่ที่มองไม่เห็น เพื่อช่วยป้องกันการสกิมมิ่ง...คัดลอกข้อมูลบัตร

"ใช้บัตรรูดเงินเรียบร้อยแล้ว ให้เก็บสำเนาสลิปบัตรเครดิตไว้ทุกครั้ง เพื่อใช้ตรวจสอบความถูกต้องกับใบแจ้งยอดบัญชี"

อีกข้อที่สำคัญ ถ้าจำเป็นจะต้องใช้บัตรกับตู้เอทีเอ็ม ให้หลีกเลี่ยงการใช้ตู้เอทีเอ็มที่ตั้งอยู่ในที่เปลี่ยว หรือมีลักษณะน่าสงสัย ตู้เหล่านี้จะเป็นเป้าหมายหลักของแก๊งโจรกรรม ลักลอบติดตั้งอุปกรณ์พิเศษเอาไว้ขโมยข้อมูลจากบัตรของคุณได้ง่ายๆ ลืมไม่ได้เลยว่าขณะใช้บริการเอทีเอ็ม อินเตอร์เน็ตสาธารณะ ควรมองสำรวจรอบๆ ตัว เพื่อสังเกตพฤติกรรมต้องสงสัย ผู้ที่ยืนต่อแถวด้านหลัง หรืออยู่ใกล้ๆ

กรณีทำธุรกรรมการเงินออนไลน์ผ่านอินเตอร์เน็ต ผู้ใช้ต้องติดตั้งระบบรักษาความปลอดภัยคอมพิวเตอร์ หรือไฟวอลล์ พร้อมสรรพด้วยซอฟต์แวร์ป้องกันไวรัสทั้งเครื่องที่บ้าน สำนักงาน เพื่อป้องกันการโจรกรรมข้อมูล

"คุณควรซื้อสินค้าบริการออนไลน์กับเว็บไซต์ที่มีชื่อเสียง ไว้ใจได้เท่านั้น ขณะเดียวกันก็ต้องระวังเว็บไซต์ปลอม ที่บรรดาแฮกเกอร์สร้างขึ้นมาเพื่อจารกรรมข้อมูลของคุณ"

ธุรกรรมในอินเตอร์เน็ต จับตาไปที่รหัสผ่าน...ในบริการการเงินให้ใช้รหัสผ่านที่ยาวๆ เพื่อคุ้มครองข้อมูลบัญชีธนาคาร และบัญชีซื้อสินค้าทางอินเตอร์เน็ต รหัสผ่านยิ่งยาวก็ยิ่งยากที่มิจฉาชีพจะถอดรหัสไปใช้ได้เท่านั้น

ปลายเดือนกุมภาพันธ์ปีนี้เอง ธนาคารกสิกรไทยแจ้งเตือนลูกค้าให้ระวัง โทรจันตัวใหม่ ชื่อว่า Pws.Sinowal.AU ไวรัสขโมยข้อมูลบัตรเครดิต รหัสเอทีเอ็ม ไวรัสตัวนี้เป็นโปรแกรมที่ฝังตัวในเครื่องคอมพิวเตอร์ นอกจากจะทำหน้าที่คัดลอกข้อมูลแล้ว ยังติดตามพฤติกรรมผู้ใช้งานทางอินเตอร์เน็ตได้ด้วย เมื่อพิมพ์คำว่า bank ที่ บราวเซอร์ อินเตอร์เน็ต จะมีป็อปอัพ...หน้าต่างพิเศษโชว์ขึ้นมาให้กรอกข้อมูลบัตรเครดิต รวมถึงรหัสเอทีเอ็ม โดยอ้างว่าเพื่อความปลอดภัย

"เห็นอย่างนี้อย่าได้กรอกรหัสธนาคารตอบกลับ หรือให้ข้อมูลใดๆเด็ดขาด ประเด็นสำคัญ...ตรวจสอบเว็บไซต์ให้แน่ชัดก่อนลงทะเบียนเข้าใช้งาน"

ที่ทำได้ให้คุณคลิกที่สัญลักษณ์รูปแม่กุญแจ ที่มุมขวาล่างของบราวเซอร์อินเตอร์เน็ต เพื่อตรวจสอบข้อมูลยืนยันให้แน่ใจว่าเป็นเว็บไซต์ของธนาคารจริง

รู้ถึงภัยอันน่ากลัวของแก๊งโจรกรรมบัตรเครดิตทั้งในสังคมทั่วไป สังคมอินเตอร์เน็ตกันไปแล้ว ก็รู้ต่อกันอีกหน่อยถึงบทลงโทษ

การปลอมบัตรเครดิต การใช้บัตรเครดิตโดยฉ้อโกงเอาบัตรเครดิตผู้อื่นไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต เข้าข่ายความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ฐานปลอมเอกสาร มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

กรณี เอาบัตรเครดิตไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต หากเป็นการขโมยมาเป็นความผิดฐานลักทรัพย์...กระทงหนึ่ง ถ้านำไปใช้ชำระเงิน โดยแสดงว่าเป็นเจ้าของถือว่าเป็นความผิดฐานฉ้อโกง...อีกกระทงหนึ่ง และถ้ามีการเซ็นชื่อปลอมในใบสลิป บัตรเครดิต จะมีความผิดฐานปลอมเอกสารอีกด้วย

สมมติว่าไม่ได้ขโมยเอาบัตรมา แต่ขโมยจำเลขบัตรเครดิต มาใช้ชำระเงินทางอินเตอร์เน็ต เป็นความผิดฐานฉ้อโกงอย่างเดียว บทลงโทษคือจำคุกไม่เกิน 3 ปี และปรับไม่เกิน 6,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

เทียบกับมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นแล้ว หลายคนบอกว่า... บทลงโทษเบาเหลือเกิน

ที่มา : ไทยรัฐ




 

Create Date : 15 มีนาคม 2552    
Last Update : 15 มีนาคม 2552 20:25:31 น.
Counter : 323 Pageviews.  

เสพกาแฟถี่ ระวังเกิดภาพหลอน!


นักวิทย์จากอังกฤษเผย ดื่มกาแฟจัดอาจทำให้เกิดภาพหลอนหรือได้ยินเสียงแปลกๆ

ผลการศึกษารายงานในวารสาร Personality and Individual Differences พบว่าผู้ที่ดื่มกาแฟจัดประมาณวันละ 7 แก้ว อาจเห็นภาพหลอนได้มากกว่าผู้ที่ดื่มกาแฟเพียงหนึ่งแก้วต่อวัน

จากการทำแบบสอบถามถึงการบริโภคคาเฟอีนในเด็กนักเรียน 200 คน โดยมิได้คำนึงปัจจัยในชีวิตประจำวันอื่นๆ ร่วมด้วย พบว่าการดื่มกาแฟจัดมิได้ส่งผลต่อจิตใจคือทำให้เกิดภาพหลอนเพียงอย่างเดียว เท่านั้นแต่ยังทำให้หูแว่วได้ยินเสียงแปลกๆ อีกด้วย ผลการศึกษาทำให้ทราบถึงความสัมพันธ์ระหว่างความเครียดกับการเกิดภาพหลอน โดย ดร.ไซมอน โจนส์ นักจิตวิทยาผู้นำทีมวิจัยเผยว่า งานนี้เป็นการศึกษาปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการเกิดภาพหลอนเบื้องต้นเท่านั้น

โจนส์ กล่าวว่า อาการป่วยทางจิตตั้งแต่วัยเด็กอาจเกี่ยวข้องกับการเกิดภาพหลอนได้ เมื่อเกิดความเครียดร่างกายจะปลดปล่อยฮอร์โมนที่มีชื่อว่า "คอร์ติซอล" ซึ่งจะปลดปล่อยออกมามากเช่นเดียวกันเมื่อเราดื่มกาแฟ ยิ่งมีคอร์ติซอลมากเท่าไหร่ก็ยิ่งเกิดภาพหลอนมากขึ้นเท่านั้นครับ ดังนั้นจึงเป็นเหตุผลว่าเหตุใดดร. โจนส์ จึงต้องออกแบบการทดลองเพื่อสำรวจความสัมพันธ์ระหว่างกาแฟและจิตใจ

นอกจากกาแฟแล้วอย่าลืมว่าเครื่องดื่มชนิดอื่นอย่าง ชา ช็อกโกแลต เป็ปซี่ และเครื่องดื่มชูกำลังประเภทต่างๆ ก็มีคาเฟอีน

นักเรียนบางคนตอบแบบสอบถามว่ามักจะเห็นสิ่งต่างๆ ที่ไม่น่าจะเห็น ได้ยินเสียงประหลาดหรือเห็นภาพวิญญาณ ทำให้ดร. โจนส์ คาดว่าจะทำการศึกษาเชิงลึกต่อไป

ส่วนใหญ่แล้วคนที่เครียดมักจะดื่มกาแฟ แต่กาแฟอาจไม่ใช่เหตุผลทั้งหมดที่ทำให้คนเกิดภาพหลอน อาจมีปัจจัยอื่นร่วมด้วย ขณะนี้ทีมวิจัยได้ออกแบบเพื่อสำรวจว่าการทานน้ำตาล หรืออาหารไขมันสูง เกี่ยวข้องกับการเกิดภาพหลอนหรือไม่

ดร.ยวน พอลล์ จากสมาพันธ์กาแฟอังกฤษ กล่าวว่า งานนี้ศึกษาเฉพาะกลุ่มผู้ดื่มกาแฟจัดเท่านั้นและไม่ได้สอบถามถึงอาหารชนิด อื่นๆ ที่อาสาสมัครบริโภค

รายงานวิจัยจำนวนนับพันที่ศึกษาเกี่ยวกับเรื่องนี้ รายงานว่า การดื่มกาแฟปานกลางประมาณ 400-500 มก. ต่อวันยังจัดว่าปลอดภัยอยู่และอาจมีประโยชน์ต่อร่างกาย

ที่มา : INN




 

Create Date : 13 มีนาคม 2552    
Last Update : 13 มีนาคม 2552 16:56:12 น.
Counter : 196 Pageviews.  

แนะผู้ใช้ เอทีเอ็ม เปลี่ยนรหัสบัตรป้องกันถูกดูดข้อมูล

ประธานชมรมธุรกิจเอทีเอ็น แนะผู้ใช้เอทีเอ็มเปลี่ยนรหัสบัตรบ่อยๆ ป้องกันการถูกดูดข้อมูล

(10มี.ค.) นายพล ธนโชติ ประธานชมรมธุรกิจเอทีเอ็ม กล่าวว่า การคัดลอกข้อมูลเอทีเอ็มพบมีการกระทำมา 2-3 ปีแล้ว ซึ่งเทคโลโนยีคัดลอกแม่เหล็กจะทำเฉพาะตัว โดยจะไปอยู่หน้าตู้เอทีเอ็ม แฝงเป็นผู้หวังดีถือบัตรผู้ใช้บริการและคัดลอกข้อมูลไป โดยแอบดูตอนกดบัตร หรือช่วยกดบัตรให้ ต่อมา 2 ปีที่แล้วเริ่มมีเครื่องสกิมมิ่งระบาดเข้ามาโดยแก๊งต่างชาติ และติดกล้องวงจรปิด สีสันเหมือนของจริง เมื่อลูกค้ามากดก็จะได้โค้ชรหัสไป

ซึ่งการกดรหัสบัตร ข้อมูลจะมี 2 ชุด อยู่ตรงแถบแม่เหล็ก ดังนั้น ลูกค้าที่ใช้บริการต้องระมัดระวัง และได้แจ้งขอความร่วมมือต้องระมัดระวังรหัส 4 ตัว เวลากดบัตรต้องใช้มือซ้ายบังเพื่อป้องกันการแอบดู หรือการแอบดูโดยกล้องวงจรปิด ถ้าเขาไม่รู้รหัสก็ทำอะไรไม่ได้ แต่ถ้าไม่แน่ใจว่ามีคนแอบดูหรือไม่ก็เปลี่ยนรหัสบ่อยๆ ได้ที่ตู้เอทีเอ็ม อย่างไรก็ตาม กลุ่มมิจฉาชีพยังมีการหลอกลวงทางโทรศัพท์ให้ไปกดเงินที่เอทีเอ็ม ซึ่งไม่มีใครสามารถสั่งให้เราทำการใดที่ตู้เอทีเอ็มได้ ธนาคารทุกธนาคารไม่มีนโยบายสั่งการให้ลูกค้าไปทำธุรกรรมใดๆที่ตู้เอทีเอ็ม

ส่วนการใช้ไม่จิ้มฟันเสียบที่ช่องเสียบบัตรนั้น เป็นสมัยเมื่อ 4-5 ปี เป็นความเสียหายเฉพาะตัว แต่ตอนนี้เพื่อให้มั่นใจทางชมรมได้ให้ทุกธนาคารติดตั้งเครื่องป้องกันการคัด ลอกแม่เหล็ก คาดว่าจะเสร็จเร็วๆ นี้ ช่วยให้มิจฉาชีพที่จะเอาตัวสกิมมิ่งมาครอบจะกระทำการไม่ได้ ทำให้การเสียบบัตรไม่สุดหากมีอะไรมาครอบ โดยจะติดอยู่ที่เสียบบัตร หากเครื่องใดติดเครื่องป้องกันแล้วก็จะมีข้อความติดเอาไว้ว่าเครื่องนี้ได้ ติดเครื่องป้องกันการคัดลอก

ซึ่งเครื่องนี้มีต้นทุน 7-8 พันบาท ส่วนสกิมมิ่งตนไม่ทราบว่าต้นทุนเท่าไหร่ แต่ทราบว่าผลิตไม่เยอะเฉพาะสี 4-5 เครื่อง มิจฉาชีพจะมีโมเดลของเขาว่ารุ่นนี้ใช้กับตู้รุ่นไหน ส่วนกล้องเล็กจะติดเหนือเครื่องเป็นรูเล็กๆ เท่าปลายเข็ม ถ้าเอามือบังก็จะมองไม่เห็น ทั้งนี้การคัดลอกข้อมูลจะมี 2 เทคนิค คือ ตอนเสียบเข้าไป ตอนแรกเสียบไม่ได้ แต่ถ้าตอนถอยออกมาด้วยความเร็วสม่ำเสมอทำให้คัดลอกได้ แต่รุ่นใหม่บัตรจะค่อยๆถอย ดึงออกมาช้าๆ ซึ่งทุกแบงก์มีประมาณ 3 หมื่นกว่าตู้

เมื่อวานมีการแถลงที่สมาคมธนาคารว่า ผู้ที่ใช้เอทีเอ็มให้ ระมัดระวังการใช้บัตร หากประมาทเลินเล่อ ธนาคารสามารถปฏิเสธการจ่ายเงินได้ แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตรวจสอบข้อมูลแล้วมีการติดเครื่องสกิมมิ่ง และมีการนำบัตรธนาคารอื่นไปใช้ ซึ่งเราสั่งอายัดบัตรทั้งหมดที่ไปใช้ช่วงนั้น ส่วนลูกค้าที่เสียหายธนาคารจะตรวจสอบข้อเท็จจริงและพิจารณาเป็นรายๆ ไป เฉพาะกรณีที่ไม่ได้เกิดจากความเลินเล่อของลูกค้า ส่วนที่มีการเสนอให้ติดเครื่องสัญญาณมือถือรอบตู้เอทีเอ็มนั้น เราก็กำลังพิจารณาอยู่ เพราะขณะนี้เราใช้ระบบจีพีอาร์เอสอยู่ และตอนนี้ก็มีระบบใหม่แทนที่เป็นรหัส ก็ใช้เป็นฟิงเกอร์โค้ชแทน

ที่มา : คม ชัด ลึก




 

Create Date : 11 มีนาคม 2552    
Last Update : 11 มีนาคม 2552 8:57:53 น.
Counter : 680 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  

icy_cute
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]







CO.CC:Free Domain
Friends' blogs
[Add icy_cute's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.