ลิงอุ้มลูกกินแตง ที่เขาสามมุก


วันก่อนหลังจากที่กินอาหารกลางวันที่ร้านอาหารบริเวณเขาสามมุกเสร็จ ผมก็เดินดุ่ม ๆ มาแถวศาลเจ้า

แล้วก็พบเพื่อนผองน้องพี่ที่น่ารักเหล่านี้

"คนขายแตง" ชักชวนให้ผมซื้อ "แตง" ของพวกเขา เพื่อจะ ป้อนผองลิงที่วิ่งไปวิ่งมาริมชายทะเล



ฝ่ายพี่ลิงก็ดีใจกันใหญ่ ที่ ได้ "แตง" มากิน มาอุ้มเล่นกับเขาเสียที

แต่ภาพที่ประทับใจที่สุด ไม่ใช่ภาพลิงกินแตง หากแต่เป็น ภาพแม่ลิงอุ้มลูก แล้ว ป้อนแตงให้ลูก

เราเลยเกิดภาพที่น่ารัก น่ารัก อย่าง "ลิงป้อนแตง" ขึ้นมา



ดูกันอีกครั้งกับความรักของแม่ลิงที่มีต่อลูกลิงโดยอาศัยแตงเป็นสื่อ



ส่วนตัวนี้ ไม่ป้อนแตงใคร

แต่กินแตงเอง อย่างตะกละตะกราม



และนี่
คือบุรุษผู้ขายแตงให้เราเลี้ยงลิง



Create Date : 26 ธันวาคม 2552
Last Update : 26 ธันวาคม 2552 21:43:54 น.
Counter : 904 Pageviews.

21 comment
เสน่ห์ Central World เดือนธันวา


เย็นวันหนึ่งขณะที่ผมกำลังติดตามข่าวการเมือง เรื่องการก่อวินาศกรรมอยู่
มีคู่สนทนาผมคนหนึ่งเคยถามผมว่า
"ทำไมคุณต้องสนใจตามข่าวพรรค์นี้ด้วยครับ ฟังแล้วรกสมอง ฟังแล้วไม่สบายใจ ผมก็เลือกที่จะข้ามข่าวพวกน้ไป"

ผมได้ยินคำชี้แนะจากคู่สนทนาผู้นั้นแล้วก็ได้แต่นึกในใจ
ว่าบางที ข่าวคราวทะเลาะเบาะแว้งในบ้านเมืองเรา ในรอบสามสี่ปีที่ผ่านมานี้ มันคงจะมีเยอะ และเข้มข้นมากขึ้น จนการตามข่าว "การเมือง" เป้นเรื่องน่าเบื่อสำหรับใครหลายคน

แต่กระนั้นผมก็อดคิดไม่ได้ว่า ถ้า ข่าวเหล่านั้นมันมีผลต่อ "ชีวิตและสวัสดิการ" ของเรา ๆ ท่าน ก็น่าจะสอดส่องหาข่าวไว้บ้างก็ดีเหมือนกัน
คือ ไม่ใช่พอมีกลิ่นข่าวไม่ดี แล้วจะ "ตระหนก" จนเกินเลย ถึงขนาดไม่เป็นอันมีความสุขกับการเที่ยว
แต่เราก็ควร "ตระหนัก" เอาไว้บ้าง ว่ามันมีเหตุปัจจัย หรือสถานที่เสี่ยง หรือวิธีปฏิบัติตัวที่เหมาะสม





แต่ก็อย่างว่า บางที มันก็ต้องเข้าใจว่า ข่าวเบื่อ ๆ เครียด ๆ ก็คงไม่มีใครอยากเสพย์กันสักเท่าไหร่

นอกเสียจากว่าภัยมันจะมาถึงตัว คือ มีอะไรที่เกิดผลกระทบโดยตรงกับเราเท่านั้น เราถึงจะเริ่มสนใจมัน

ผมเดินไปเดินมาแถวนี้ก็หลายปี ตั้งแต่ยังเป็นเวิร์ลเทรดเซ็นเตอร์
แต่ช่วงที่มีการประดับประดาอะไรสวย ๆ กลางเดือนธันวาคม อะไรแบบนี้ เพิ่งได้เห็นและชื่นชมความงามของมันก็เดือนนี้แหละครับ



วันที่อากาศเย็นสบายที่ผมถ่ายรปนี้ บรรยากาศของลานเซ้นทรัลเวิร์ลด ก้คึกคัก เหมือนช่วงเทศกาลหลายๆ ปีที่ผ่านมา คือแม้ผมจะไม่ได้มาเอง แต่ที่รู้ว่ามันคึกคัก เพราะฟังคนเขาเล่ามาอีกที

ผมก็ไม่เห็นวี่แววเหตุร้ายอะไร

ยกเว้น ฉากแอ็คชั่นเล็ก ๆน้อย ๆ ที่ยามวิ่งไล่กวด คนวิ่งราวสองคน

คนหนึ่งหนีไปได้
แต่อีกคนหนึ่งโดนรวบ และซ้อมอีกเล็กน้อย



ฉากแอ็คชั่นนี่เป็นจุดสนใจให้คนเดินผ่านไปผ่านมาได้พอสมควร ก่อนทุกอย่างจะคืนสู่ภาวะปกติ


เซ้นทรัลเวิร์ลด กับแยกราชประสงค์วันนี้ก็ยังดูงดงาม ประดับประดาไปด้วยไฟ สวย ๆ เหมือนทุกปี

แม้ว่า เมื่อวันสองวันก่อน จะมีข่าวออกทาง โทรทัศน์หลายช่อง ว่ามี ข่าวแพรม ๆ รั่ว ว่า สถานที่หลายจุด เป็นเป้าหมายของการก่อเรื่องไม่ดีจากกลุ่มผู้ไม่หวังดีในช่วงปีใหม่


อย่างที่บอกเรื่องพวกนี้ ฟัง ๆ ไว้ แล้วก็อยาตระหนกจนเที่ยวไม่สนุก
แต่ตระหนักเอาไว้ก็ไม่เสียหลาย

เพราะอย่างไรเสีย ผมยังมั่นใจว่าเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง คงจัดการอยู่ ประชาชน คนไทยก็คงช่วยเป็นหูเป็นตา

เหตุร้ายใด ๆ ก็คงไม่เกิดขึ้น




Create Date : 26 ธันวาคม 2552
Last Update : 26 ธันวาคม 2552 19:28:46 น.
Counter : 336 Pageviews.

2 comment
พระบรมรูปทรงม้ายามต้องแสงไฟ


วันก่อนไปลานพระบรมรูปทรงม้า ในช่วงงานเฉลิมฉลองสัปดาห์แห่งความสุขของคนไทย
พระบรมราชานุสาวรีย์และบริเวณลานมีการประดับประดาแสงไฟสวยงามดี

ตอนที่หยิบกล้องขึ้นมาถ่ายภาพพระบรมรูปทรงม้านั้นเป็นเวลาเกือบจะเที่ยงคืนของวันที่ 9 ซึิ่งเริ่มจะมีการเก็บกวาดถนน พลุหมด ผู้คนบริเวณราชดำเนินก็เริ่มทยอยกลับแล้ว
แต่ตรงลานพระรูป ยังเนืองแน่นไปด้วยผู้คนที่แม้จะอยู่ในอิริยาบถแตกต่างกัน คือ นั่ง ยืน ประนมมือ ด้วยมือเปล่าบ้าง ดอกไม้ธูปเทียนบ้าง



Create Date : 19 ธันวาคม 2552
Last Update : 19 ธันวาคม 2552 9:20:45 น.
Counter : 656 Pageviews.

0 comment
พระบรมรูปทรงม้าวันฟ้าหม่น


สมัยตอนอายุได้ สี่ซ้าห้าขวบ
เวลานั่งรถออกจากสวนสัตว์เขาดิน แล้วผ่านบริเวณพระบรมรูปทรงม้า
พ่อกับแม่ก็จะบอกว่า "ธุสิลูก ธุรัชกาลที่ห้าก่อน"

แม้ว่าตอนนั้น ผมจะยังไม่ทราบสาเหตุว่าทำไมต้อง "ธุ" หรือยกมือไหว้ แต่ก็พอปะติดปะต่อได้ เมื่อเวลาที่ไปโรงเรียนในชั้นอนุบาล คุณครูอนุบาลก็เริ่มสอนแล้ว ว่าถ้าไม่มี รัชกาลที่ 5 ประเทศไทย ก็คงไม่ได้มีการเลิกทาส ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีรถไฟ ไม่มีโทรเลข ไม่มีโรงเรีนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า ไม่มีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยต่าง ๆ นานา ที่หล่อหลอมเลือดเนื้อเชื้อไขของใครหลายๆ คนขึ้นจนเป็นคนทุกวันนี้

ยิ่งโตขึ้นมาอีกในชั้นประถม แล้วเวลาที่เรียนประวัติศาสตร์ ในช่วงรัชสมัยพระบาทสมเด้จพระจุลจอมเกล้าฯ แล้วต้องทำ กระดาษโปสเตอร์เรื่อง "พระราชกรณียกิจ รัชกาลที่ห้า" เอามาติด ๆ สมุดส่งครูเนื่องในวันปิยมหาราช

ประกอบกับตอนนั้น มีละครเรื่องสี่แผ่นดิน เวอร์ชั่น จินตหรา สุขพัฒน์ ที่เล่นทางช่องสาม ช่วงปี พ.ศ. 2534
แล้วก็ละครเรื่องนางทาส เวอร์ชั่น มลฤดี ยมาภัยทางช่องเจ็ด ช่วงพ.ศ. 2536 หรือ 2535 เนี่ยแหละไม่แน่ใจ
ก็ยิ่งซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณมากยิ่งขึ้น



พอโตขึ้นมาในระดับมัธยม ก็มี "เรื่องเล่า" เกี่ยวกับบริเวณลานพระบรมรูปทรงม้ามากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบแรงบันดาลใจ หรือความ คล้าย ของผังถนน ที่เคยมีคนให้ความเห็นไว้ว่า คล้ายชองเซลิเซ่ในปารีส หรือไม่ว่าจะเป็นทรงตึกพระที่นั่งเอง ว่าเป็นหินมาจากไหนอย่างไร คนออกแบบเป็นใครมาจากไหนใส่รายละเอียดเข้าไปถึงขนาดนั้น จนผมจำไม่หวาดไม่ไหว

บางปีก็เขียนบทประพันธ์ส่งประกวดเนื่องในวันปิยมหาราช

๑) เรียงวัจน์อภิวาท
ปิยราชพรหมินทร์
ยรรยงค์ผจงจินต์
มธุรสจรดจาร

๒) ปัญจฉัตรบวรชัย
สุรไกรสิรีกาล
แซ่ซ้องพสกศาน-
ตถวายพระพรศรี

๓) ครองราชย์ธำรงรัฐ
ธ ขจัด วิบัติกลี
ไพร่ฟ้าประชาชี
ทุรทาสเป็นไท

๔) จักรินทราชา
พระจุฬาวิชาลัย
นามานิรามัย
นฤมิตรพิจิตรพร

๕) กรณียกิจจา
กรุณา ธ อาทร
ปัญหาประชากร
ธ บำบัดขจัดภัย

๖) ปกหล้าประชาราษฏร์
นฤนาทนำผองไทย
เป็นชาติภูมิชัย-
ยะขจรอมรคุณ

๗) ทราบซึ้งพระปรีชา
และมหาธิการุณย์
เสกศรีวิสุทธิ์สุน-
ทรทิพยจินตา

๘) ศัพท์ศรีวจีสรร
อภิวันทราชา
มงคลสยามมา-
นุรำลึก นิรันดรฯ

ตอนนั้นหัดแต่งโคลงฉันท์กาพย์กลอนอยู่ มันหลายปีมาแล้ว พอมาย้อนดู ก็นึกขำ แต่งเป็นอินทรวิเชียรฉันท์ เห็นคำลหุ ครุ อะไร ก็รีบคว้ามาไว้ก่อน ฉันท์พาไปจริง ๆ

ยิ่งได้ร่ำเรียนมากขึ้น ก็ยิ่งได้ยินได้ฟังเรื่องพระราชกรณียกิจ ว่าที่จริงแล้วเป็นการดำเนินราชกุศโลบายในการต่อสู้ กับลัทธิล่าอาณานิคมในช่วงนั้น จึงต้องมีการรวบอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลาง

ว่ากันว่าประเทศไทย(สยาม) เป็นรัฐสมัยใหม่แบบตะวันตกจริงๆ ก็ในช่วงรัชกาลที่ 5 นี่แหละ
คือมีการทำทางรถไฟ ไปยังหัวเมืองประเทศราชต่าง ๆ
อย่างภาคอีสาน เขาว่ากันว่าแต่ก่อนเป็นพื้นที่ของลาว (ฟังจากภาษาที่พูด)
จังหวัดนครราชสีมาถือว่าเป็นจังหวัดชายแดนหรือหัวเมืองแล้ว
คือ ราช แปลว่า ราชา
สีมา แปลว่า เขต หรือแดน
นคร แปลว่า เมือง
รวมความ "นครราชสีมา" ก็น่าจะแปลว่า เขตแดนเขตเมืองของพระราชอาณาจักร คือ อาณาจักรของพระราชา

แล้วทางรถไฟ ก็สร้างผ่าน นครราชสีมา เลยไปถึงหัวเมืองสุดกับอาณานิคมฝรั่งเศส ที่จังหวัดอุบลราชธานี โน่น

หรือแม้แต่คำว่าหัวเมืองเหนือ แต่ก่อนเหนือสุด เนี่ยไปได้ ก็ประมาณ พิษณุโลก หรือนครสวรรค์ ถ้าจะดูกันตามเส้นทางการเดินเรือ

ส่วนล้านนา เนี่ย เขาเรียกกันว่า "ลาวเฉียง" เพราะแม่น้ำปิงวังยงน่าน มันเป็นทิศเฉียง ออกซ้าย ถ้าเทียบกับทิศที่มาจากกรุงเทพ

คำว่าหัวเมืองเหนือ ที่ใช้เรียก เชียงใหม่เพิ่งมาเปลี่ยนตอนมี รางรถไฟเนี่ยแหละ

เขาว่ากันมาอย่างนั้นนะ



จริง ๆ รูปเซ็ทนี้ถ่ายมาได้สองสามเดือนแล้ว
วันนั้นก็ไปเดินเล่นงานกาชาดสวนอัมพร แล้วพอดีมีเวลาว่างก็เลยลองถ่ายรูปมาดู

ระหว่างถ่ายไปถ่ายมา ก็อดย้อน นึกถึงเรื่องราว เรื่องเล่าที่เกี่ยวข้องกับสถานที่แห่งนี้ที่ผมนั่งรถผ่านมาตั้งแต่เป็นเด็กเล็ก ๆ ไม่ได้

ว่าสถานที่เดียวที่เดิมแท้ ๆ แต่คน เล่าก็ช่างเล่าได้หลากหลายเรื่องรูปแบบและวิธีการ เนื้อความก็มีความแตกต่างกัน มันอยู่ที่ว่า เราฟังเรื่อง ๆ นั้นจากมุมมองและวิธีคิดแบบไหนของใคร



Create Date : 19 ธันวาคม 2552
Last Update : 19 ธันวาคม 2552 9:12:15 น.
Counter : 467 Pageviews.

4 comment
สี่แยกปทุมวันยามค่ำคืน


แม้ว่าผมจะไม่ได้เป็นคนกรุงโดยกำเนิด แต่ก็มีโอกาสได้มาแวะเวียนแถว ๆ ปทุมวัน ตั้งแต่เด็ก

จำได้ว่าเมื่อสี่ซ้าหาขวบ ผมรู้จัก มาบุญครองเป้นครั้งแรก
เวลาที่ แม่กับพ่อพามาเยี่ยมบ้านปู่ย่าที่กรุงเทพทีไร อา ๆ ก็จะพามาเที่ยว ที่ตรงแถว ๆ ปทุมวัน (ซึ่งตอนนั้นผมก็ไม่รู้เรื่องหรอกว่า เขาเรียกว่าอะไร)

สถานที่ ๆมาบ่อย ก็คงเป็นมาบุญครอง
ตอนนั้นจำได้ว่า เกมส์กดฮิตมาก

เดินแถวชั้นสองชั้นสามจะมีเกมส์กดวางขาย

นอกจากเกมส์กด แล้วก็จะมี "วีดีโอเกมส์" ถ้าจำไม่ผิด น่าจะเป็นชนิด ก่อนที่จะมีเครื่องนินเทนโดนะ

แบบ เป็นเกมแพกแมน หรือไม่ก็เป็นเกม ที่มียานอวากาศ แล้วยิงๆ กัน

ทุกครั้งที่เห็น ผมก็จะร้องให้แม่พาไปเล่น
แม่ก็จะพาไปเล่น แล้วจ่ายตังค์ค่าเกมไว้ แล้วก็ไปช้อปปิ้งตามประสาแม่ ปล่อย ให้ผมเล่นเกมไปตามเรื่องของผมไป

พอโตขึ้นมาหน่อย
ความทรงจำที่จำได้เวลาที่มากรุงเทพ ก็คือภาพของ "สยามสแควร์" เวลาอาๆ พามาเดินเที่ยว ก็จะพามาเดินแถวโรงหนังสกาลาร์
จากนั้น ก็จะพาไป กินน้ำที่ "เอแอนด์ดับบลิว" แต่ตอนนี้ เดินไปเดินมาแถวนั้น พยายาม ย้อนความทรงจำ ก็จำไม่ได้ว่า "เอแอนด์ดับบลิว" ที่เห็นปัจจุบันมันใช้ร้านเดียวกับที่กินตอนเด็กรึเปล่า

ช่วงที่เข้ามากรุงเทพชุก ๆ นั้นจำได้ว่าน่าจะเป็น 8-9 ขวบ
ผมจำได้วาตอนนั้น แพ้กลิ้งค์เข้ามาเมืองไทยใหม่ ๆ คุณอา ๆพกกันเต็มไปหมดถ้าจำไม่ผิด รู้สึกว่า มีวันนึง ที่มีรายงานผลฟุตบอลโลก ปี 90 เข้ามาแพ็กลิ้งค์ด้วย

รู้สึกว่าวันนั้นเป็นวันที่อังกฤษชนะแคเมอรูน 3-2 รึเปล่าไม่แน่ใจ

จากนั้นทิ้งช่วงไปอีกห้าหกปี ผมก็แทบไม่ได้เข้ามากรุงเทพ อีกเลย
กว่าจะได้เข้ามา บริเวณสี่แยกปทุมวัน ก็เปลี่ยนไป ในระดับหนึ่ง

คือเริ่มมีร่องรอย "ตอหม้อ" ของรถไฟลอยฟ้าที่เป็นความหวังใหม่ของชาวกรุงเทพมหานครในการแก้ไขปัญหารถติด

หรือไม่ก็ภาพสยามดิสคัฟเวอรี่ที่เพิ่งเปิดให้บริการ
ผมก็เข้าไปเดินเล่นในนั้น และก้ตื่นเต้นมากที่ได้เห้นร้าน เอเชียบุ๊ค

ตามประสาเด็กศิลป์ฝรั่งเศสที่มาจากโรงเรียนต่างจังหวดัสุดขอบสยามประเทศ
การได้มาเดินร้านหนงสืออย่างเอเชียบุ๊ค แล้วพบเห็น Phrasebook ภาษาฝรั่งเศส เป็นเรื่องตื่นเต้นมาก ผมยืนอ่านอยู่นานสองนาน จนแม่อดรนทนไม่ได้ ต้องซื้อให้ ไม่งั้นไม่เดินออกไปพร้อมแม่ว่างั้นเหอะ

ในยุคที่เมืองไทยต้องประสบสภาวะวิกฤตจากพิษ "ต้มยำกุ้งไครสิส" ห้างสยามดิสคัฟเวอรี่ไม่ใช่ที่เดียวที่ผมตื่นเต้นเมื่อมาเห็น

นอกจากนี้ ถัดจากแยกปทุมวันไปหนึ่งแยก ก็ยังมี "เวิร์ลดเทรดเซ็นเตอร์" ที่ ๆ ผมทึ่งในความกว้าง แบบว่าเดินทั้งวันยังไม่หมด

นอกจากนี้ยังมีร้านดี ๆ อยู่ข้างในหลายร้านผมมักจะใช้เวลาอยู่ใน
ร้านอมาเดอุส ที่ขายโน้ตเปียโนมากมาย ที่ตอนนี้หายไปไหนแล้วก็ไม่รู้

ตอนนั้นรู้สึก ว่าเวิร์ลดเทรดเซ้นเตอร์เป็นห้างสรรพสินค้าที่แปลกสำหรับผม เพราะคนญี่ปุ่นเดินเยอะแยะยั้วเยี้ยไปหมด
ในความคิดของเด็กม.ปลายคนหนึ่งที่ไม่ค่อยได้เจออะไรแบบนี้ คิดยังไง ก็คิดไม่เข้าใจว่า จะมีห้างร้านที่ทำมาเพื่อคนญี่ปุ่นเยอะขนาดนี้

ปลายปี 42 ผมก็มีโอกาสได้กลับมาเดินสยามสแควร์อีก
คราวนี้รถไฟฟ้าเปิดให้บริการแล้วแฮะ
ตอนนี้เริ่มมองอะไรเข้าใจมากขึ้น

พอได้เข้ามาเรียนมหาลัยในกรุงเทพจริง ๆ จัง ๆ ก็ยิ่งเดินผ่านแถวนี้มากขึ้น
เริ่มรู้จักตรอกซอกซอยมากขึ้น

เวิร์ลดเทรดเซ็นเตอร์ ก็เปลี่ยนชื่อเป็นเซ้นทรัลเวิร์ลด
จำได้ว่าตอนมีเหตุการณ์ 9/11 ที่มีข่าวบอกว่า "เครื่องบินของผู้ก่อการร้ายบินชนตึกเวิร์ลดเทรด"ผมนึกว่า มันมาชนแถว ๆ ราชประสงค์นะ

ตอนนั้นเวลารอรถไฟฟ้าจากสยามไปหมอชิต ก็จะยืน ให้ลมพัด แล้วมองออกไปยัง สยามเซ็นเตอร์ ติดกับสยามเซ็นเตอร์มีโรงแรมสักแห่งหนึ่งจำชื่อไม่ได้

ซึ่งหลังจากผมเรียนจบเขาก็ทุบโรงแรมนี้ทิ้ง
แล้วสร้างใหม่เป็นสยามพาราก้อน

ทุกสิ่งทุกอย่างเหลือเป็นแค่ความทรงจำสีจาง ๆ

มีแต่ปัจจุบันและอนาคตที่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้า









Create Date : 11 สิงหาคม 2552
Last Update : 11 สิงหาคม 2552 15:06:06 น.
Counter : 572 Pageviews.

7 comment
1  2  3  4  5  6  

เชษฐภัทร
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]



New Comments
All Blog
MY VIP Friend