เด็ก ๆ ทะเลาะกัน
เด็กชาย ก. ซึ่งเป็นนักเรียน ชั้นม. 1 เป็นแฟนกับ เด็กหญิง ข. ซึ่งเป็นนักเรียน ชั้น ม. 3

เด็กชาย ก. เป็นเด็กนักเรียนธรรมดาคนหนึ่งซึ่ง เพิ่งได้สัมผัสกับการเรียนการสอนในระดับมัธยมศึกษาของโรงเรียนประจำจังหวัดแห่งหนึ่ง

แม้ว่าจะเป็นคนที่ไม่สุงสิงกับใคร แต่เด็กชายก. ก็มีความสามารถพิเศษ คือ ส่งกลอนประกวดได้รางวัลชนะเลิศกลอนวันไหว้ครูในระดับม.ต้นของโรงเรียน ซึ่งเป็นงานกิจกรรมเพียงไม่กี่งานที่เขาเข้าร่วม จนทำให้รู้จักกับเด็กหญิง ข.

เด็กหญิง ข. ซึ่งกำลังจะได้เปลี่ยนคำนำหน้า จาก "เด็กหญิง" เป็น "นางสาว" ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า เป็นนักเรียนที่ทำกิจกรรมมากมาย เป็นประธานชมรมอนุรักษ์ธรรมชาติ แล้วก็มีเพื่อนฝูง ในและนอกชมรมเป็นโขยง

พลันที่ เพื่อนสนิทของ เด็กหญิง ข. ซึ่งเป็นประธานชมรมดูตัวกิ้งกือ และประธานชมรมพุทธศาสนา รู้ว่า เด็กหญิง ข. เป็นแฟนกับ เด็กชาย ก. ซึ่งอยู่ชั้น ม.1 เข้า เพื่อน ๆ สองคน ซึ่งเป็นระดับหัวหน้าชมรมของเด็กหญิง ข. ก็ไม่ชอบใจกันใหญ่

แล้วยิ่งไปเจอ บุคลิกของ "คนบ้ากลอน" ของเด็กชาย ก. เข้าให้ เพื่อน ๆ ยิ่งรู้สึกแอนตี้ แฟนของ เด็กหญิง ข. คนนี้ หลาย ๆ ครั้ง ที่เจอ แฟนเพื่อน พวกเขาก็จะแอบคิดออกแนว แบบอารมณ์ว่าหมั่นไส้ ว่า

"ไอ้น้อง ก. !!! เมิงจะมา บ้ากวี อะไรแถวนี้หวะ กูเบื่อหว่ะ" (ไม้เว้นกระทั่งประธานชมรมพุทธศาสนาก็ยังคิดแบบนี้)

แต่ก็ไม่มีใครกล้าปริปากบ่นอะไร

สาเหตุข้อที่หนึ่งคงเป็นเพราะเกรงใจเพื่อน
สาเหตุข้อที่สองคงเป็นเพราะ เด็กชาย ก. ก็ไม่ได้ทำอะไรผิดร้ายแรง ไม่ได้ทำอะไรออกนอกลู่นอกทาง อาจจะแค่บุคลิกและดูติ๊ด ๆ ไม่ถูกจริต กับพวกตัว จะให้คนระดับประธานชมรม ลุกไปด่า มันก็ไม่ใช่ที่ เดี๋ยวจะโดนร้องเรียนไปยังห้องปกครองเอาได้

กระนั้น พวกเพื่อนรักระดับประธานชมรมทั้งสองของเด็กหญิง ข. ก็ยัง(แอบ) หมั่นไส้เด็กชั้นม. 1 คนนั้นอยู่ดี

เด็กชาย ก. พอจะรู้สึกได้บ้าง ว่า ประธานชมรมชมกิ้งกือ คงจะไม่ค่อยชอบขี้หน้าเขาเท่าไหร่
แต่สำหรับประธานชมรมพุทธศาสนา เนี่ย เด็กชาย ก. ไม่เคยระแวงสงสัยเลย ด้วยเข้าใจว่าธรรมะ จะช่วย ลบอคติ โลภ โกรธ โหลง ออกจากใจคนที่อยู่ใกล้คำสั่งสอนขององค์สัมมาสัมพุทธเจ้า อย่างประธานชมรมพุทธศาสนา เขาจึงวางใจ และยกไว้ในฐานะ รุ่นพี่ที่เคารพคนหนึ่ง

--------------

หลังจากคบกันมาได้แปดเดือน อยู่มาวันหนึ่ง เด็กหญิง ข. บอกเลิกกับเด็กชาย ก.

เด็กชาย ก. ร้องไห้และตามตอแย เด็กหญิง ข. เพราะไม่อยากโดนบอกเลิก

พวกเพื่อนๆ เด็กหญิง ข. อันมี ประธานชมรมชมกิ้งกือ และประธานชมรมพุทธศาสนา เป็นต้นได้วางแผนกันที่ร้าน "เป็ดพะโล้แม่ใหญ่แดง" ในโรงอาหารโรงเรียน ด้วยตอนนี้ โอกาสที่จะได้ปลดเปลื้องความหมั่นไส้ที่มีต่อ เด็กชาย ก. ที่พวกเขาอัดอั้นอยู่บั้นท้ายมานาน ก็ได้มาถึงแล้ว

หลังวางแผนเสร็จ เยาวชนทั้งคู่ ก็ป่าวประกาศ บอกเพือ่น ๆ ในชมรมทุกชมรม ว่า "เด็กชาย ก. มันมาตอแยเด็กหญิง ข. เพือ่นเราหว่ะ เราต้องจัดการไอ้น้องก. ให้มันสำนึก" (แต่ไม่ได้บอกว่า ใครบอกเลิกใคร เพราะ เด็กหญิง ข. เป็นคนบอกเลิกนั่นเป็นเพื่อนประธานชมรมชมกิ้งกือ กับประธานชมรมพุทธศาสนา)

พูดเสร็จ ประธานชมรมทั้งสอง ก็เป็นจัดแจงการรุมกระทืบ

โดยประธานพุทธศาสนาเป็นคนดูต้นทาง และจัดแจงนำเสนอข้อมูลว่าเด็กชาย ก. โวยวายเด็กหญิง ข. ว่าอะไรบ้าง เพื่อเป็นเรียก ลูกชมรมพุทธศาสนา และเพื่อนต่างชมรม ที่รู้จัก เด็กหญิง ข. และพร้อมจะช่วยเด็กหญิง ข. (แต่ พวกลูกชมรม เหล่านี้ไม่เคยรู้จักเด็กชาย ก. และไม่เคยมีความบาดหมางใด ๆ มาก่อน)

ฝ่ายประธานชมรมดูกิ้งกือ ก็เป็นคนนำ "ลูกชมรม" ไปกระทืบเด็กชาย ก. ที่หน้ารถเข็นขายลูกชิ้นนึ่งหลังโรงเรียน ตอนห้าโมงเย็นด้วยตัวของเขาเอง

เด็กชาย ก. ที่กำลังโดนรุมทำร้ายรู้สึกมึนงงมาก เพราะว่า ตีนทั้งหลาย ที่รุมกระทืบ เขานั้นเป็นตีนของคนที่เขาไม่รู้จัก ไม่เคยมีความบาดหมางใด ๆ มาก่อน

เด็กชาย ก. ได้ยินเสียงคนที่มารุมกระทืบ โหวกเหวกว่า "ไอ้นี้ มันมาตอแย ประธานชมรม อนุรักษ์ธรรมชาตเพื่อนเรา ต้องเหยียบมันให้ตายไปเลย" ได้ยินแบบนี้ เขาก็คิดว่า พวกนี้คงมาช่วยเพื่อน เพราะรักเพื่อนเขา แต่ก็อดนึกด่า ในใจไม่ได้ว่า "กูจะเลิกกับใคร มันไปหนักหัวพวกมึงรึไง ทำไมต้องเป็นเดือดเป็นแค้นแทนผู้หญิงคนหนึ่งขนาดนี้"

แต่....

อนิจจัง

พอเห็นหน้าประธานชมรมชมกิ้งกือ เด็กชาย ก. ก็เริ่มสงสัยว่า คนพวกนี้ มาเพื่อช่วยเพื่อนของตัวเอง คือ เด็กหญิง ข. จริงหรือ

หรือว่าสุดท้าย แล้ว ก็เป็นแค่ความเหม็นขี้หน้าที่ ประธานชมรมชมกิ้งกือกับ ประธานชมรมพระพุทธศาสนาไม่ชอบเขา แต่ไม่รู้จะจัดการเขายังไง เลย ยกเรื่อง ที่เขาเลิกกับ เด็กหญิง ข. มาเป็น ข้ออ้าง ในการระดมพลคนที่ชื่นชม เด็กหญิง ข. เพื่อมาใช้จัดการกับเขา

การช่วยเหลือเด็กหญิง ข.เป็นแค่ข้ออ้าง(จะจริงไม่จริงเป็นอีกเรื่อง) ที่สามารถใช้แล้วระดมคนได้มากมาย

และทุกอย่างทำไปเพื่อสนองตัณหาของคนเพียงไม่กี่คนเท่านั้น!!!!

แม้วิธีการระดมพลแบบนี้ มีมาตั้งแต่วัยเด็ก
แต่ไม่ใช่แค่เด็กที่นำมาใช้กัน

หลายครั้งหลายหน เราเห็นผู้ใหญ่ที่จบระดับปริญญาเอก นำมาใช้ทำลายคนที่ตนไม่ชอบ ทั้งในชีวิตจริงและในโลกไซเบอร์

หลายครั้งหลายหน ที่ผู้ก่อการร้าย ก็นำยุทธวิธีแบบนี้ มาใช้เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่ตนต้องการ

หลายครั้งหลายหนที่เราเห็นนักการเมืองนำมาใช้ทำลายศัตรูทางการเมืองของตน

จริง ๆ พฤติกรรมมนุษย์ ก็ไม่เคยเปลี่ยนแปลงไปเลย ไม่ว่าเขาจะอ้าง ว่าได้รับการศึกษามามากมายแค่ไหนก็ตาม

เด็กชาย ก. โชคดี ที่ได้พบเห็นพฤติกรรม การทำลายล้างกันของมนุษย์ในลักษณะแบบนี้ตั้งแต่อยู่ม. 1 ถ้าเขาเจ็บและจำ ศึกษาเรียนรู้ข้อผิดพลาดสิ่งที่เกิดขึ้น จะต้องเติบโต และจัดการแก้ทางยุทธวิธีแบบนี้ได้สักวัน




Create Date : 08 ตุลาคม 2552
Last Update : 8 ตุลาคม 2552 19:02:06 น.
Counter : 177 Pageviews.

1 comment
แก่น
แม้ว่า แก่น จะเป็นลูกชายข้าราชการทหารชั้นผู้ใหญ่ระดับผู้บัญชาการทหารบก
แต่แก่นก็ยังใช้ชีวิต เรียบง่ายในแต่ละวัน

ตื่นเช้ามา แก่น จะกินข้าวอาบน้ำแต่งตัวไปมหาลัย
โดยเขาจะมอเตอร์ไซค์รับจ้าง จากวินมอเตอร์ไซค์ใต้ต้นมะขามเยื้องตึกแถวเล็ก ที่คุณพ่อเขาซื้อไว้ให้เขาพัก

ราคาค่ามอเตอร์ไซค์ช่วงปี 2544 จากเยื้องบ้านไปปากซอย ก็ 5 บาท

แก่น ต่อรถเมล์บางวันก็สาย 117 บางวัน ก็ 97 ที่ปากซอย ไปยังสถานีรถไฟฟ้าสะพานควาย อีก 4 บาท 50 สตังค์

แล้วขึ้นรถไฟฟ้าด้วยบัตรรายเดือนของนักเรียนนักศึกษา ไปที่มหาวิทยาลัย คณะอักษรศาสตร์

แก่นไม่ชอบขึ้นรถป็อบรถเวียนรับส่งนิสิตจากมหาวิทยาลัยมารถไฟฟ้า เพราะ มันมาช้าไม่ทันใจและอึดอัด

เขาจึงเลือกที่จะเดินไปบนฟุทบาธ ของถนนอังรีดูนังต์แทน


แก่นใช้ชีวิตเป็นอย่างนี้ จนเป็นที่ฉงนของคนอื่นแถวนั้น

โดยทั่วไป ลูกข้าราชการทหาร ระดับยศนายพลคนอื่น ๆ แม้ว่าจะไม่ได้มีตำแหน่งที่สำคัญในกองทัพ แต่มี ยศ พลตรี พลโท เขาก็มีรถขับ แต่งตัวโก้แฟชั่นตามสมัย มีเงินซื้อดอกกุหลาบ ซื้อของขวัญซื้อใจสาว ๆ ตามเทศกาลได้สบาย ๆ

อันที่จริง ตอนแรก ไม่มีใครเชื่อด้วยซ้ำว่า แก่นเป็นลูกชายแท้ ๆ ของผู้บัญชาการทหารบก แม้จะรู้ว่าเขานามสกุล "ฉลองขจรเกียรติ" แต่ ผู้คนก็คิดว่า "พลเอก เปลว ฉลองขจรเกียรติ" เป็นลุง หรือญาติห่าง ๆ ของไอ้แก่น ที่มักจะขึ้นรถเมล์ ต่อรถไฟฟ้ามาเรียนเสียมากกว่า

--------------------------

แต่ด้วยความที่แก่นเป็นคนเรียบง่าย ชีวิตเขาก็มีเสน่ห์ ดึงสาว ๆ ที่มีรสนิยม หรือถูกจริตในความเรียบง่ายของเขา โดยที่ไมได้รักเขาที่ เรื่องเงิน หรือสิ่งของนอกกาย ตามลักษณาการที่หนุ่มในอุดมคติสมัยใหม่ ใช้กลยุทธ รุกเข้าจีบ สาว ๆ ในยุคทุนนิยม ดิจิตัลแบบที่ว่านี้

อร นิสิตคณะบัญชี ตกลงปลงใจเป้นแฟน กับแก่น
เธอรักแก่น เพราะแม้หน้าตาไม่หล่อ แต่ก็ไม่ถึงกับขี้ริ้วขี้เหร่ แถมยังมีเสน่ห์ มีความน่ารักอยู่ในตัว

แต่แรกเริ่มเดิมที เธอ ไม่เคยรู้หรอก ว่าแก่นเป็นลูกใคร แม้นามสกุล แก่นมันจะฟังคุ้นหู ด้วยเธอ อาจได้ยินผ่าน ๆ จากเสียงทีวี หรือ วิทยุ แต่เธอก็ไม่เคยใส่ใจ ว่าตำแหน่งทางทหารมันคืออะไร ด้วยไม่เคยคิดจะสนใจเหตุบ้านการเมืองนัก

และก็มารู้ว่า แก่นมีพ่อเป็นผู้บัญชาการทหารบก เอาก็ต่อนเมื่อ รู้จักเป็นเพื่อนกับแก่นได้ระยะหนึ่งแล้ว

--------------------------

อรขับรถมามหาวิทยาลัยทุกวัน
ขณะที่แก่น ยังคงใช้รถไฟฟ้า และรถเมล์เป็นพาหนะหลัก

แต่ทั้งคู่ก็ยังรักกัน เพราะ อร ก็ยืนยันหนักหนากับเพื่อนของเธอว่า "แก่น น่ารักดีอะ น่ารักมากเลย" จนไม่ได้ใส่ใจ ประเด็นปัจจัยภายนอกอื่น ๆ

ทุกอย่างดูสวยงามไปหมด

ก็ยังว่า รักมันยังอยู่ในช่วงโปรโมชั่น

ด้วยเหตุนี้จึงไม่ใช่เรื่องแปลก ที่เราจะเห็น อร กับ แก่น ไปเที่ยวกันแถวมาบุญครอง สยามดิสคัฟเวอรี่ หรือ เวิร์,ดเทรเดเซนเตอร์ โดย นั่งรถอรไป แล้วอร ขับรถ แล้วแก่นนั่งข้าง ๆ

ที่นั่งข้าง ๆ ไม่ใช่ว่าแก่นขับรถไม่เป็น หากแต่คุณพ่อสั่งไว้ว่า "เวลาไปนั่งรถเพื่อน ๆ เนี่ยอย่าไปขับรถของเขานะลูก เดี๋ยวชนขึ้นมาแล้วมันจะยุ่ง"

ปกติ เวลาแก่นไปไหนมาไหนกับคุณแม่ แก่นจะอาสาขับรถให้คุณแม่เสมอ แต่นั่นมันก็รถของคุณแม่ ซึ่งคุณแม่ต้องใช้ขับไปทำงานสอนหนังสือที่มหาวิทยาลัยที่อยู่ชานเมืองกรุงเทพ

กล่าวโดยสรุป คือเวลาไปไหนมาไหน กับคุณพ่อคุณแม่ แก่นมักทำหน้าที่ขับรถเสมอ แต่แก่นก็ไม่เคยมีรถเป็นของตัวเอง

แก่นเคยสงสัย ว่า ทำไม คุณพ่อ ไม่ซื้อรถให้เขาสักคัน แบบ นายพลคนอื่น ๆ ที่ซื้อรถหรู ให้ลูกชาย ขับไปรับไปส่งสาว ๆ

แต่เขาก็ไม่กล้าพูดอะไรมาก เพราะ รู้สึกว่า ขี่รถเมล์ รถไฟฟ้า ก็สะดวกดีอยู่แล้ว

-----------------------------------

อรกับแก่นคบกันเป็นแฟนมาได้สักแปดเดือนเห็นจะได้
จนอร เพิ่งเริ่มคิดได้ว่า แก่น ไม่ใช่ผู้ชาย ที่เธอต้องการเป็นแฟน อีกต่อไป

แก่นถามอรว่า "ทำไมเธอเปลี่ยนไป ไหนบอกว่ารักฉันเพราะฉันเป็นฉันไง"
อรตอบแก่นว่า "เธอเนี่ยช่างไม่เข้าใจความจริงของชีวิตมนุษย์เลยนะ ว่ามนุษย์เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา"

อรบอกเลิก แก่นด้วยเหตุผลต่าง ๆ นานา ด้วยข้ออ้าง ที่อร ไม่เคยจะมองเห็นว่าเป็นอุปสรรค เมื่อตอนเริ่มคบกันใหม่ ๆ

อร บอกว่า แก่นไม่เป็นสุภาพบุรุษ ไม่เคยมีรถมารับมาส่งอร แถมเวลานั่งรถอร ยังปล่อยให้อร ขับรถให้อีกตางหาก

อร นำความที่เลิกกันกับแก่น พร้อมเหตุผล ที่บอกเลิกกับแก่นที่เพิ่งคิดได้ ตะกี้นี้หลังบอกเลิกหมาด ๆ ไปเล่าให้เพื่อนฟัง

เพื่อนอร ก็รุมด่า แก่น อย่างกับ นายว่าขี้ข้าพลอย

"สงสัยมันจะขับรถไม่เป็นหวะ" เพื่อนผู้ชายของอรคนหนึ่งพูด
"แยจริง ถ้าจะเป็นแฟนเขา แล้วยัง ไปรับไปส่งผู้หญิงไม่ได้ แบบนี้อย่าเป็นแฟนดีกว่า" เพื่อนผู้หญิงของอรพูด

ไอ้แก่นได้ฟังแล้วเป็นงงยิ่งนัก
หรือว่า การใช้ชีวิตอย่างสันโดษ พอเพียง ไม่ฟุ้งเฟ้อมันอาจจะเป็นความผิดในบริบท บริโภคนิยมเช่นนี้
ทั้งที่ก่อนคบกัน ฝ่ายหญิง รับได้ในเงื่อนไขของฝ่ายชายทุกอย่าง
แต่พอเลิกกันเท่านั้น หละ ไอ้สิ่งที่รับได้ เนี่ยกลับกลายมาเป็นอาวุธที่ฝ่ายหญิงหยิบยื่นให้ "คนนอก" มา ทิ่มแทงตัวและใจของเขา

แต่จะอย่างไร ก็ช่าง ความผิดหวังเสียใจในครั้งนี้ มันไม่ได้ทำให้แก่น คิดจะเปลี่ยนวิธีการใช้ชีวิตของเขา

เขาก้ยังเป็นเขา
ยังคงขึ้นมอเตอร์ไซค์ เยื้องบ้าน ราคา 5 ไปหน้าปากซอย แล้วต่อรถเมล์ สาย 117 บางวัน ก็ 97 อีก 4 บาท 50 สตังค์ ไปขึ้นรถไฟฟ้าที่สถานีสะพานควาย ด้วยบัตรรายเดือนของนักศึกษา ไปที่สถานีสยาม แล้วลงเดินเท้าต่อไปยังคณะอักษรศาสตร์

แก่นไม่ชอบขึ้นรถป็อบรถเวียนรับส่งนิสิตมาสถานีรถไฟฟ้า เพราะมันมาช้าและอึดอัด
เขาจึงเลือกที่จะเดินไปบนฟุตบาทของถนนอังรีดูนังต์แทน

แก่นก็ยังคงใช้ชีวิตอยู่อย่างนั้น และก็ยังคงเป้นที่ฉงนของทุกคนแถวนั้น




Create Date : 22 กรกฎาคม 2552
Last Update : 22 กรกฎาคม 2552 9:36:05 น.
Counter : 164 Pageviews.

0 comment
เรียกร้องมากเกินไป
ณ สนามเต้นยาง โรงเรียนอนุบาลแบ๊วแว้ว

หลิน นุ่น จือ เก๋ ก้อย ฝ้าย แอน เง็ก เป็นเพื่อนเล่นเต้นยางด้วยกัน

ต่อมา หลิน ทะเลาะ กับ นุ่น

ด้วยความที่นุ่น สนิท กับ จือ และ เก๋ และก้อย มากกว่า

นุ่น จึงบอก กับจือ และ เก๋ และก้อยว่า "ต่อไปนี้อย่าไปเต้นยางกับหลินนะ"

ทั้ง ๆ ที่ จือ และเก๋ และ ก้อย ก็ไม่ได้เคยมีเรื่องบาดหมางใด ๆ กับ หลิน เลยแม้แต่น้อย แต่ทั้ง แต่ทั้งสาม คน ก็เลือกที่จะเชื่อ นุ่น เพราะว่า นุ่น เคยแบ่งขนมคำคำให้กินคนละหนึ่งชิ้น เมื่อสองเดือนก่อน

แต่หลินเนี่ยสิ ไม่เคยแบ่งอะไรให้ตัวเองกิน เลย

หลิน เสียเพื่อนเต้นยางไปสี่ คน คือ นุ่น จือ เก๋ และก้อย

แต่หลินก็ยังเหลือ แอน และเง็ก มาเต้นเป็นเพื่อนก้ได้

ทว่า อนิจจัง แอน และ เง็ก ก็ ตัดสินใจ ไม่เต้นยาง กับหลิน เพราะนุ่นมาบอกว่า "อย่าไปเล่นกับมันนะ"

แอนและเง็ก เชื่อนุ่น ทั้ง ๆ ที่ไม่เคย มีเรื่องบาดหมางกับหลินเลยแม้แต่น้อย ที่เชื่อนี่เป็นเพราะ นุ่น เคยให้ขนมคำคำ มาคนละชิ้นเมื่อสองเดือนที่แล้ว

หลินได้ แต่รำพึงรำพังว่า "ทำไมคนอื่นเขาไม่เล่นกับเรา เพียงเพราะ นุ่น คนที่เราทะเลาะด้วย บอกเขาว่า ไม่ต้องมาเล่นด้วย แต่พวกเขาก็เชื่อนะ"



---------------------------

ณ โลกไดอารี่ไซเบอร์แห่งหนึ่ง

แทน ติ๊ก ท็อป โบ๊ต อั้ม อ้อน เกมส์ เจษฏ์ เขียนไดอารี่ออนไลน์อยู่ที่เดียวกัน

แทน กับ ติ๊ก เป็นแฟนกัน ทั้งคู่พบกันเพราะโลกไซเบอร์บันดาลชักพา

วันหนึ่ง แทน กับ ติ๊ก เลิกกัน

ติ๊ก ไปบอก ท็อป โบ๊ต อั้ม อ้อน เกมส์ เจษฏ์ ว่า "ให้เกลียดแทน แล้วต้องไปรุมด่าแทนด้วยนะ แทนมันชั่วมากมายมหาศาลไม่เป็นสุภาพบุรุษเลย"
ทุกคน ก็เชื่อติ๊ก ทั้ง ๆ ที่ไม่เคยมีเรื่องบาดหมางใด ๆ กับแทนมาก่อน เลย

ย้ำ

ว่าไม่เคยมีเรื่องบาดหมางใด ๆ มาก่อนเลย

แต่ที่เชื่อติ๊กเนี่ยเป็น เพราะคนเหล่านี้เคยไปมีตติ้ง กับติ๊ก บ่อยครั้งกว่า ที่มีแทนไปด้วย แล้วก็รู้จักติ๊ก มาก่อนแทน

ทุกคนทำอย่างที่ติ๊กว่า
แม้ เกมส์ กับ เจษฏ์ จะลังเลบ้างว่า "เราไม่เคยเกลียดไม่เคยมีเรื่อง กับแทนหนิ ทำไมเราต้องด่าเขาเพียงเพราะติ๊กบอกให้ด่าซึ่งเป็นความข้างเดียวด้วย"

แต่ท้ายที่สุด เกมส์กับ เจษฏ์ ก็เออ ออ ตาม ติ๊กไป เพราะไม่อยากขัดใจ ท็อป กับ โบ๊ต ซึ่งจัด ได้ว่าเป็นหน่วยฮาร์ดคอร์ในการรุมด่า แทน ทั้ง ๆ ที่โบ๊ต กับ ท็อปไม่เคย มีเรื่องบาดหมางอะไรกับ แทนเลย


ยกเว้นอ้อน ซึ่งเริ่มตั้งคำถามกับทุกคนว่า
"เราไม่เคยมีอะไรบาดหมาง กับแทนมาก่อน ทำไมเราต้องไปด่า ไปว่า เขา เพียงเพราะเขา เลิกกับติ๊กด้วยเล่า นี่มันเรื่องของคนสองคนไม่ใช่หรือ เราไปเสีอกอะไรหล่ะ"

แต่อนิจจา

การที่ อ้อนแสดงความกล้าหาญทางจริยธรรมเช่นนี้ เป็นผลให้เธอโดนทั้งกลุ่มไม่พูดด้วย เลิกชวนไปมีตติ้งสารพัดสารเพ และยกเลิกปฏิสัมพันธ์กับเธอทั้งโลกแห่งความเป็นจริงและโลกไซเบอร์



-------------------------------

ณ หมู่บ้านแห่งหนึ่ง

เมื่อชาวไทยพุทธ ถูกฆ่าตัดคอ แล้วเผาร่าง ขณะจะเดินทางไปตลาด

ข่าวนี้ เป็นข่าวใหญ่ไปทั่วประเทศ ทุกคนจากทุกภูมิภาค ตั้งคำถามว่า

"คนในหมู่บ้านที่เกิดเหตุ ไม่รู้สึกรู้สมอะไรเลยหรือ ทำไมปล่อยให้เหตุการณ์ร้าย ๆ แบบนี้เกิดขึ้น"

อิสมาแอ เป็นคนในหมู่บ้านคนหนึ่ง
เขาเป็นเพื่อนกับทั้งคนไทยพุทธและมุสลิมในหมู่บ้าน

และเพื่อนที่สนิทของเขาก็คือ สมพงษ์ และ บูคอรี ยูสโซฟ ซูกรี ก็เป็นทั้งไทยพุทธ และมุสลิม

เขารู้ดีว่า ในหมู่บ้านนี้ มีใครเป็นแนวร่วมกับฝ่ายปฏิบัติการก่อความไม่สงบบ้าง

แม้ว่าเขาจะไม่เคยเห็นด้วยกับความรุนแรงในทุกกรณี แต่เขาก็เลือกที่จะไม่ปริปากให้ข้อมุลใด ๆ กับเจ้าหน้าที่รัฐ โดยบอกว่า

"อยู่เฉยๆ สบาย ๆ อย่าหาเรือ่งใส่ตัวดีกว่า"

อยู่มาวันนึง สมพงษ์ เพื่อนรักคนหนึ่งของเขาถูกฆ่าตัดคอ ตาย

พอเหตุการณ์นี้เกิดขึ้น อิสมาแอเลือกที่จะให้การกับเจ้าหน้าที่ ถึงที่มาที่ไปเบาะแสต่าง ๆ ทันที ทั้งที่รู้ว่า ไอ้กลุ่มคนฆ่า สมพงษ์ มันก็เป็นกลุ่ม ซูกรี ยูโซฟ และบูคอรีนั่นแหละ

เมื่อเจ้าหน้าที่ นำกำลังเข้าตรวจค้นหมู่บ้านต้องสงสัย
ซูกรี ถูกจับ ยูโซฟ ถูกวิสามัญ แต่บูคอรี หนีไปได้

แต่ภายในคืนนั้นเอง

อิสมาแอ ก็โดน กลุ่มก่อความไม่สงบ ฆ่าปิดปาก โทษฐานให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่รัฐ และโทษฐานเป้นคนทรยศ

เมื่อเหตุการณ์เป็นเช่นนี้ และเมื่อ ใครสักคนจะมีความกล้าหาญทางจริยธรรมบ้างในบางเวลา ยังต้องตกในชะตากรรมแบบนี้
ยังจะมีใคร กล้า เรียกร้องให้คนเรามีความกล้าหาญกันอยู่รึเปล่า

การเรียกร้องให้ใครสักคน "กล้าหาญทางจริยธรรมบ้าง" มันเป็นการเรียกร้องที่มากไปรึเปล่า




Create Date : 14 กรกฎาคม 2552
Last Update : 14 กรกฎาคม 2552 9:38:47 น.
Counter : 143 Pageviews.

2 comment
แน่ใจนะว่าชาติที่แล้ว
มีเด็กวัยรุ่นที่ทำงานเป็นเด็กเสิร์ฟ ร้านก๋วยเตี๋ยวในตลาดใหญ่ อยู่คนหนึ่ง เขาเป็นแฟน มีความรักกับเด็กเสิร์ฟสาว ร้านเดียวกัน

ทีแรก ทั้งสองก็รักกันดี

แต่พอเวลาผ่านไป เด็กเสิร์ฟสาว บอกเลิกกับเด็กเสิร์ฟชายคนนั้น

เด็กเสิร์ฟชาย เสียใจมาก ร้องไห้โฮ บ่นบ้า โอดครวญ ตามประสา คนใจร้อนที่ไม่เคยมีแฟน และเพิ่งเคยโดน "บอกเลิก" เป็นครั้งแรกในชีวิต

ในบรรทัดฐานทางสังคม เวลาอกหัก ผู้ชายต้อง "เงียบ" ห้ามร้องไห้โวยวายอะไรทั้งสิ้น

ไม่น่าประหลาดใจเลยที่เจ้าของร้านก๋วยเตี๋ยว และ เพื่อน เด็กเสิร์ฟ (แม้จะวัยย่างใกล้สามสิบแล้ว) คนอื่นๆ จะเข้าข้างฝ่ายหญิง

เมื่อผู้ชายพูดมาก เจ้าของร้านจึงร่วมใจกับเด็กเสิร์ฟ คนอื่น ๆ ในร้านลงโทษ เด็กเสิร์ฟ ผู้ชายด้วยการ ติดป้ายด่าพ่อด่าแม่ เด็กเสิร์ฟ คนนั้นทั่วร้าน แถม ยังไปเกณฑ์ แม่ค้าขายส้มตำข้างร้าน มาร่วมวงไพบูลย์ ด่า เด็กเสิร์ฟคนนั้นอยู่นานกว่า หกสิบวัน ติดต่อกันแบบนอนสต็อป

ทั้งหมดทั้งมวลที่ทางร้านและพวกผอง ทุ่มทุนสร้าง ลงมือกระทำไปนี้ เกิดจากสาเหตุที่ว่า ไอ้เด็กเสิร์ฟ คนนี้มันอกหัก แล้วไม่รู้จัก "เก็บอารมณ์"

------------------------

ด้วยความที่ร้านก๋วยเตี๋ยวร้านนี้มีอยู่ร้านเดียวในตลาด คนทุกคนจึงมักจะมาบริโภค อาหารภายในร้าน
ไม่นานนักไอ้เด็กเสิร์ฟผู้ชาย ก็ถูกประจาน สาวไส้ ไปทั้งตลาด

(อดีต) เด็กเสิร์ฟผู้ชายเสียใจมาก เหมือนเคราะห์ซ้ำกรรมซัด แค่อกหัก มันก็ ทำใจลำบากแล้ว ยังมาโดนนายจ้าง กับเพื่อนคนอื่น ๆ รุมเหยียบอีก

มันจึงจากร้านก๋วยเตี๋ยว พร้อมกับทิ้งจดหมาย ขู่นายจ้างไว้ ว่า วันนึงมันจะกลับมาแก้แค้น ฆาตรกรรมวิปริตพิศดาร ยิ่งกว่า hannibal rising ก็ไม่ปาน

------------------------

หกเดือนผ่านไป เด็กลูกจ้างในร้านที่เคยเป็นเพื่อนร่วมงาน ถูก "เก็บ" ไปทีละคนสองคน

ไม่มีใครล่วงรู้ว่า พวกเขาเหล่านั้นเป็นตายร้ายดีอย่างไร

ตำรวจก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะเจ้าของร้านไม่มีงบ จ่ายค่าลิโพตำรวจ

เหตุการณ์เยี่ยงนี้ ยังความกลุ้มใจให้กลับเจ้าของร้านยิ่งนัก

นับวัน ความวิตกกังวลยิ่งสุมอก

เจ้าของร้านก็เลยตัดสินใจ "ยกพรรคยักพล" ที่ยังจะพอเหลือหลงชีวิตอยู่ ผู้เคยร่วมสังฆกรรมด่า อดีตเด็กเสิร์ฟของตนไปทำบุญ ที่วัดข้างตลาด ด้วยหวังว่า จะสบายใจขึ้นมาบ้าง

----------------------

พอไปถึงวัด

หลังจากทำบุญ รับพร กรวดน้ำ แล้ว

เจ้าของร้านก๋วยเตี๋ยว จึงได้ ปรับทุกข์กับเจ้าอาวาส

"พระคุณเจ้าคะ เกิดมาตั้งแต่จำความได้ อิชั้นไม่เคยนึกเกลียดใครเลยเจ้าคะ มีแต่อ้ายนี่ อิชั้น คิดถึงน้ำหน้ามันทีไร จิตใจก็ตกต่ำ ไม่เป็นอันสงบ ต่อไปนี้ ถ้ามันจะ พยาบาทเบียดเบียน จองเวร กับอิชั้นก็เชิญเถอะเจ้าคะ อิชั้นขี้คร้านจะถกเถียงกับมันให้มากความ"

หลวงพ่อจึงพูดว่า

"แล้วโยมจะทำยังไงต่อไป"

เจ้าของร้านก๋วยเตี๋ยวจึงตอบกลับ

"อิชั้นก็คงจะทำได้แค่เพียง ทำบุญกรวดน้ำให้มันเท่าที่จะนึกได้ กระมังคะ ชาติก่อน อิชั้น คงทำร้ายมันไว้มากมายหลายขนาด ชาตินี้ มันถึงได้จองเวรกับอิชั้นขนาดนี้"

หลวงพ่อ นั่งนึก อมยิ้ม แล้วตอบว่า

"โยมแน่ใจนะ ว่าที่โยมไปทำร้ายเขานะ เป็นชาติที่แล้ว"

เจ๊เจ้าของร้านนิ่งอึ้งหยุดคิด
หลวงพ่อจึงพูดต่อไปอีกว่า

"คิดดูให้ดี ว่าไม่ใช่เมื่อหกเดือนที่แล้วหรอกหรือ "



Create Date : 20 มกราคม 2551
Last Update : 20 มกราคม 2551 16:14:51 น.
Counter : 158 Pageviews.

1 comment
สุภาพบุรุษผู้ชูหางศ์
แม้ว่าผมจะมีนิสัยประหลาดที่ชอบเฝ้าสังเกตอากัปกิริยาของสรรพสัตว์โดยทั่ว

แต่ ผมก็ต้องสารภาพเลยว่า สัตว์ประเภทที่ผมชอบ มอง ชอบสังเกตที่สุดก็เห็นจะหนีไม่พ้นสุนัข

----------------



บ้านผมไม่เคยถึงกับซื้อสุนัขมาเลี้ยง

แต่กระนั้น ก็ยังคงมี สุนัขมากมายนับสิบมาอาศัยอยู่บริเวณบ้าน



อาจจะเป็นเพราะว่า ที่บ้านผมมีอาหารเหลือที่เลี้ยง คนงานทหาร อยู่เยอะ

สุนัขเหล่านั้นก็เลยถือวิสาสะ มาร่วมรับประทาน รวมกิน ร่วมเจ็บร่วมตาย กับสมาชิกในบ้านของผม แม้จะไม่ได้รับ เชิญ แต่ทุกคนก็เต็มใจให้ที่พักพิงแก่ เพื่อนร่วมโลกที่มีสี่ขากับอีกหนึ่งหางเหล่านั้น โดยไม่รังเกียจเดียดฉันท์แต่ประการใด



ในหมู่ฝูงสุนัขทั้งหมดนั้น
มีสุนัขพันธุ์ไทยจรจัดอยู่ตัวหนึ่ง ที่ท่าทีกวน ๆ ของมันมาเตะตาผมเสียได้

หูมันตั้ง หางมันดาบ ได้ลักษณะดี อย่างหมาพันธุ์ไทยแท้ ดูกรวนตรีนสิ้นดี



ผมเลยจัดแจงแต่งชื่อให้มันว่า ไอ้ "ชูหางศ์"



หลายคน คง จะสงสัยว่า ทำไม "ชูหางศ์" ต้องมี "ศ.ศาลาการันต์"

คำตอบที่ผมพอจะมีให้ได้ก็คงจะเป็นประมาณว่า

"ไม่รู้สิ หน้าตาท่าทางมันเหมือนคนดีมั้ง ดีไม่ดี มันอาจจะโดนเพื่อนหมา ด่ามันเวลาโกรธว่า "ไอ้ชาติคน" เหมือนอย่างที่เราด่าคนอื่นว่า "ไอ้ชาติหมา" เวลาโกรธก็ได้ ดังนั้นผมเลยอยากตั้งชื่อให้มันคล้ายมนุษย์ โดยการเติมการันต์ เข้าไปท้ายชื่อมัน"



ไอ้ชูหางศ์ มีนิสัยดีมาก ๆ เป็นสุภาพบุรุษ คอยดูแลเทคแคร์ เหล่าสุนัขตัวเมีย ในบ้านผมอยู่เสมอทุกตัว จน ผมว่า สุนัขตัวเมีย สาวแก่แม่หม้ายหลายตัว คงหลงเสน่ห์ไอ่ชูหางศ์เป็นแถบ ๆ

ผมว่านะ ถ้ามันเป็นคน มันคงได้ฉายาว่า "ยอดสุภาพบุรุษ" ไปแล้ว

แต่นี่มันไม่ใช่คน เป็นแค่สุนัข ดังนั้น เพื่อน ๆ สุนัข ก็คงจะแต่งตั้งให้มันเป็น "สุภาพบุรุษชูหางศ์" แน่ ๆ

------------

อยู่มาวันนึง มีสุนัขเพศผู้จากบ้านหลังข้าง ๆ มาติดพัน กับสุนัขตัวเมียตัวหนึ่งในกลุ่ม ที่ไอ้ชูหางศ์ มีอิทธิพลอยู่

แต่อนิจจัง(ไร) สุนัขเพศเมีย เด็กในคอนโทรลไอ้ชูหางส์ตัวนั้นดันไม่เล่นด้วย แต่ถ้าจะไม่เล่นเดียวอย่างเดียว แล้วอยู่เฉย ๆ ก็ไม่มีใครว่าอะไรหรอก



แต่นี่ เจ๊แก เล่นพาพวก (ก็ลูกน้องในคอนโทรลไอ้ชูหางศ์อีกนั่นแหละ) มารุม ขบ รุมกัดไอ้สุนัขตัวผู้ต่างถิ่นนั้น สุนัขตัวผู้ที่มาจากข้างบ้าน ก็เลยเสียอก เสียใจ ร้องไห้ระงม เห่าหอน โหยหวนอยู่ข้างบ้านให้เป้นที่น่าเวทนาอนาถใจยิ่งนัก



ญาติพี่น้องของไอ้สุนัขข้างบ้าน ซึ่งเป็นสุนัขเพศเมีย (ที่อยู่ข้างบ้านเช่นกัน) ก็อดสงสารเพื่อนตัวไม่ได้ สุนัขเพศเมียที่อยู่ข้างบ้านตัวนั้น ก็เลย ลอดรั้ว เข้ามา เห่า "ปราม" และ "ตักเตือน" สุนัขเพศเมีย รวมถึงลูกน้องเด็กในคอนโทรลไอ้ชูหางศ์เป็นการใหญ่



ไอ้ชูหางศ์ เห็นสุนัขเพศเมีย ที่มาจากข้างบ้าน มาเห่าสุนัขเพศเมียเด็กในคอนโทรลของตัวเอง แล้วถึงกับทนไม่ได้

เกิดต่อม "สุภาพบุรุษชาติหมา" อยากทำงานขึ้นมาทันที

เลยต้อง ลุกขึ้นมาเห่า และกัด สุนัขเพศเมีย ที่มาจากข้างบ้านนั้น เสียเสียรูปเสียโฉมร้องไห้ กลับไปครางหงิง ๆ อยู่ข้างบ้าน



คุณผู้อ่าน อ่านถึงตอนนี้แล้วรู้สึกประหลาด ๆ ไหมครับ



ไอ้ชูหางศ์ อยากเป็น "สุภาพบุรุษ" ด้วยการปกป้องสุนัขเพศเมียในคอนโทรลของตัวเอง แต่ขณะเดียวกัน มันกลับใช้ข้ออ้างของการเป็น "สุภาพบุรุษ" นั้น ไปทำร้าย สุนัขตัวเมีย ที่มาจากข้างบ้าน



เอาหล่ะ



มาถึงตรงนี้แล้วผมให้สงสัยนัก

เมือ่เหตุการณ์เป็นเช่นนี้
ไอ้ชูหางศ์ ยังจะมีหน้าเรียกตัวเองได้ว่า "สุภาพบุรุษชาติหมา" ได้อีกไหม



Create Date : 03 พฤษภาคม 2550
Last Update : 3 พฤษภาคม 2550 1:57:09 น.
Counter : 147 Pageviews.

2 comment
1  2  

เชษฐภัทร
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]



New Comments
MY VIP Friend