Group Blog
 
All blogs
 

^ . ^...ทริปที่ 2 ปี 54 งานแต่งงานรอบ 2 ของเรา ครั้งนี้เอามันส์ค่ะ...

lozocatlozocat


เรื่องราวเกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 13 ก.พ. 54 แล้วค่ะ ดองไว้ซะนานกว่าจะได้ฤกษ์นำรูปมาอวดกัน

เราแต่งงานกันมาปีนี้ก็เป็นปีที่ 7 แล้ว แต่ยังไม่ได้จดทะเบียนกันซะที เรื่องของเรื่องคืออยากจะให้พี่หมีเค้าขอแบบประมาณขออารมณ์โรแมนติคสักนิ๊ดนึง แต่รอมา 7 ปีนี่ก็แล้ว ไม่โรแมนติคซะที ปีนี้เราเลยจัดการเองซะเลย ไม่ชอบอะไรที่มันโรแมนติคใช่ไม๊ เอาแบบนี้เลยแล้วกัน



บ้านผางามเค้าจัดให้ค่ะ ที่เลือกที่นี่เพราะเคยดูข่าวไว้ตั้งแต่ปีที่แล้ว กับวิวาห์ใต้สมุทรที่ตรัง แต่พอโทรไปถามข้อมูล ทราบว่าที่นี่เค้าจัดให้ฟรีค่ะ อย่างงี้ก็ไม่ต้องเลือกแล้วค่ะ ตกลงเอาที่นี่เลย โทรไปจองตั้งแต่เดือนต.ค. ปีที่แล้ว โทรไปเป็นคู่แรกเลย เห่อซะ





เดินทางจากระยองไปจ.ปราจีน ด้วยเส้น 331 ตรงไปเรื่อย ๆ จนขึ้นเขาปัก กว่าจะถึงกว่าจะหลงเจอ ก็ถึงที่บ้านผางาม รีสอร์ท เกือบ 2 ทุ่ม คู่อื่น ๆ เค้ากินข้าวกันเรียบร้อยแล้ว พวกเราไปถึงก็โซ้ยกันเลยค่ะ มื้อเย็นนี้เป็นบุฟเฟ่ท์เค้าเก็บกันแล้ว แต่พอเราไปถึงเค้าก็ตักมาให้ใหม่อีก ใจดีจริง ๆ




กินอิ่มกันแล้วก็ได้เวลาดูโชว์กระบองไฟพอดี โชว์นี้เค้าจะมีทุกวันเสาร์ค่ะ



ที่นี่เค้าจะทำงานกันเป็นระบบครอบครัว เจ้าของกับลูก ๆ ก็จะลงมือกันทำแทบจะทุก ๆ อย่าง นี่คุณเอหรือคุณบีนี่แหละค่ะ เป็นลูกชายเจ้าของโชว์เองเลยด้วย เก่งกันจริง ๆ ทำได้ทุกอย่าง



แล้วคืนนี้พวกเราก็นอนหลับกันสบายเลยค่ะ ชอบจริง ๆ ถึงแม้ว่าจะฟรีแต่เค้าก็ให้บริการเราดีทุกๆ อย่างจริง ๆ ใครว่าของฟรีแล้วดีไม่มีในโลก ที่นี่แหละค่ะบ้านผางามเค้าจัดให้ประทับใจจริง ๆ ขนาดเราเอาน้องเป็นผู้ติดตาม ก็ไม่มีค่าใช้จ่ายอะไรเลย กินอยู่ฟรีทุกอย่าง (ให้น้องนอนเตียงเสริมค่ะ)

ที่พักที่นี่ค่ะ



ตื่นมาชมวิวสวย ๆ กันค่ะ



ตื่นมาทานข้าวเช้า แต่งหน้าแต่งตัวก็ออกไปลุยกันเลยค่ะ อือการแต่งงานครั้งที่ 2 ของเชอร์รี่คราวนี้โชคดีมากค่ะ คือได้ตัวน้องมาแต่งหน้าให้อีกค่ะ ครั้งที่แล้วน้องก็แต่งให้ คราวนี้โชคดีอีกเพราะน้องมาดูงานที่กรุงเทพฯพอดี เลยได้แต่งหน้าให้เชอร์รี่อีก



เรื่องทรงผมไม่รู้จะเอายังไงเลยปล่อยไปเฉย ๆ ทางสต๊าฟเค้าเลยถักเป็นเปียให้เพราะเค้าบอกว่าต้องทำผมทรงเปิดหน้า งานนี้เลยต้องเปิดหัวเหม่งกันเลย



เริ่มจากของกิจกรรมวันนี้ก็คือให้คู่บ่าว-สาว พิสูจน์รักแท้โดยการเล่นโล้ชิงช้าคู่เลยค่ะ อันนี้แหละค่ะมันส์สุด ๆ



ขึ้นไปเตรียมตัวค่ะ โดยการผูกเราติดกัน



แล้วเค้าก็ปล่อยเชือกเส้นนึง แล้วเราก็เหมือนกันตกวื๊บกันไปเลยค่ะ ขนาดได้เล่นเป็นคู่ที่ 3 แล้วระหว่างที่เค้าจะปล่อยเค้าก็นับ 1 2 3 แล้ว แต่มันตกใจแล้วก็เสียวมาก ๆ เลยค่ะ ใจหายแว๊บเลย

หลุดโลกกันไปเลย



ช่วงแรก ๆ รู้สึกว่าเข่าอ่อนไปเลย



ช่วงหลังสนุกค่ะ ทางทีมงานอยากให้เล่นอีกรอบเชอร์รี่อยากเล่นค่ะ แต่พี่หมีไม่ยอม กลัวล่ะซิ





ระหว่างรอเล่นฐานต่อไปค่ะ



คราวนี้ก็ถึงคราวฐานวิวาห์เหาะค่ะ









ใครไปทำอะไรบนยอดไม้หว่า



เสร็จจากฐานนี้ก็ไปจดทะเบียนกัน กับนายอำเภอ อ.นาดีค่ะ ตั้งแต่มาครั้งนี้มีค่าใช้จ่ายแค่อย่างเดียวคือ ค่าจดทะเบียนนอกสถานที่ 200 บาทค่ะ



ฐานสุดท้ายที่เป็นไฮไลท์ คือ บันทึกรักกลางภูผาค่ะ โดยการโรยตัวไปกลางหน้าผา และรับทะเบียนสมรสจากนายอำเภอที่โรยตัวตามมาแจกค่ะ









ขอรูปคู่เป็นที่ระทึกหน่อยค่ะ







ลากันด้วยรูปหมูอีกรูปค่ะ

ขอย้ำว่าทุกอย่างฟรีหมดจริง ๆ ห้องพัก 2 คืน (แต่ส่วนมากจะพักกันแค่คืนเดียว) อาหารทุกมื้อ รูปภาพทางรีสอร์ทยังไลท์ใส่ดีวีดีมาให้คนละ 2 แผ่นด้วยค่ะ ตอนแรกไอ้เราก็กลุ้มว่ารูปตอนทำกิจกรรมยัยเจ็กจะถ่ายให้ได้เยอะไม๊ แต่หายห่วงเลยค่ะ กล้องของรีสอร์ทเองก็ 3-4 ตัวแล้ว ส่วนกล้องของนักข่าวอีกหลายกล้องเราไม่ได้ค่ะ แต่แค่ของรีสอร์ทเองก็ได้เป็นร้อย ๆ แล้ว คุ้มจริง ๆ เลยค่ะ งานนี้



lozocatlozocat




 

Create Date : 06 พฤษภาคม 2554    
Last Update : 7 พฤศจิกายน 2554 14:32:26 น.
Counter : 728 Pageviews.  

...^ * ^... ทริปแรกของปี 54 ประเดิมกันแบบเหนื่อยสุด ๆ ที่ภูกระดึง

lozocatlozocat


ทริปนี้ไปกันตั้งแต่วันที่ 21-23 มกราคม แล้ว ดองไว้ซะเค็มเลยกว่าจะได้ฤกษ์เอามาลง

เริ่มต้นจากการพูดคุยกันไว้ของเรากับพี่ทัวร์ แล้วก็เล่าให้พ่อฟังว่าจะไป พ่อก็เลยขอไปเที่ยวด้วย เพราะพ่อบอกว่าอยากไปตั้งนานแล้วแต่ไม่มีโอกาสได้ไปซะที รอจนอายุ 68 นี่แหละ จะได้ทำตามความฝันซะที



เลยไปกัน 2 สาว กับ 2 หนุ่ม(น้อย) คือเพื่อนพ่ออีกคน

ถึงอุทยานกันตอนเช้าก็เริ่มออกเดินกันเลยประมาณ 7 โมงครึ่ง



ผ่านซำต่าง ๆ ที่เป็นทางชัน ๆ ระยะทางประมาณ 8 กิโลเมตร เราเดินรั้งท้ายเลย มีพ่อเดินรอเป็นเพื่อน หรือแอบเหนื่อยนี่แหละ



จนถึงหลังแป ก็แวะพักกัน คือครั้งนี้พักใหญ่ พักกลาง ๆ น่ะทุกซำ พักเล็ก ๆ อีกทุก 200-300 เมตร ถึงแล้วหาที่กางเต็นท์ได้ก็แผ่หรากันเลย



ถึงที่กางเต็นท์ประมาณ บ่าย ๆ ประมาณ 4 โมงเย็นก็อาบน้ำกัน ตั้งแต่ขึ้นภูมาก็อาบครั้งนี้แหละครั้งเดียว แล้วเรากับพี่ทัวร์ก็ออกไปดูพระอาทิตย์ตกดินกันที่ผาหมากดูก ระยะทางจากที่พักไปกลับก็ 4 กิโล



ส่วนพ่อกับเพื่อนพ่อบอกว่าเห็นมาเยอะแล้วพระอาทิตย์ตกดินสวย ๆ ไม่อยากดูแล้ว



คืนนี้ฝากท้องไว้ที่ร้านค้าฟากที่เป็นร้านใหญ่ ๆ ร้านที่ 2 จากด้านริม เค้าอัธยาศัยดี เลยฝากท้องไว้ที่ร้านนี้แทบทุกมื้อ จำได้ว่าสุกี้กับหมูกระทะเค้าอร่อย แต่ถ้าเป็นข้าว ข้าวแข็งมาก ๆ เลย

ตอนเช้าเรากับพี่ทัวร์อีกนั่นแหละตื่นกันตั้งแต่ตี 4 ครึ่งเพื่อเตรียมล้างหน้าไปสมทบกับเจ้าหน้าที่ที่จะพาไปดูพระอาทิตย์ขึ้นที่ผานกแอ่น ระยะทางไปกลับประมาณ 2 กิโล

รวมพลตีห้าครึ่ง



พ่อกับเพื่อนพ่อก็ตามเคยบอกว่าพ่อเคยเห็นมาเยอะแล้ว เค้าประมาณว่าขึ้นมาถึงภูนี่ก็เจ๋งพอแล้ว ไม่อยากจะเดินอีกแล้ว เพราะแต่ละจุดที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวจะไกลมาก







กลับมาก็มาหาน้ำเต้าหูกับปลาท่องโก๋ ขนมปังปิ้งร้อน ๆ กินกัน เค้าทำขายกันหลายร้านมาก ปลาท่องโก๋เค้าก็ทอดได้อร่อยมาก หน้าตาดีเกือบทุกร้าน ถึงจะอยู่สูง ขนของมายากลำบากแต่กับข้าวข้างบนก็อร่อยไม่ใช่ว่าจะทำกันแบบตามมีตามเกิดกันเลย



แล้วก็เดินไปดูมุมขายของที่ระลึก เก๋ดี เสียดายมากความจริงถ้าอยากจะซื้อเสื้อภูกระดึงควรจะซื้อซะตั้งแต่ที่ร้านข้างบน เพราะแบบจะเก๋กว่าร้านตามซำมาก ถึงราคาจะสูงกว่า

ตอนแรกเรากับพี่ทัวร์ตกลงกันแล้วว่าคงจะไม่ไปกันหรอก ผาหล่มสัก ถึงแม้ว่าใคร ๆ บอกว่าถ้าไม่ไปก็เหมือนกับมาไม่ถึงภูกระดึง แต่จะบ้าแล้วหรอไปกลับปาไปเกือบ 20 กิโล ใครจะบ้าเดินไป

แต่พอตอนเช้าหลังจากกลับจากไปดูพระอาทิตย์ขึ้น ก็ไม่รู้จะทำอะไรกัน ก็เลยอืมไปก็ไป แต่พอไปถึงก็เดินกลับเลยคงไม่อยู่รอดูพระอาทิตย์ตกแล้วเดินกลับมาถึง 2 - 3 ทุ่มหรอก หิวตาย

ก็เลยเปลี่ยนชุดไปกัน ส่วนพ่อกับเพื่อนพ่อก็ไม่รู้จะไปไหนเลยพากันเดินไปผานกแอ่น แล้วก็พระแก้ว แล้วก็พระพุทธเมตตา

มีแผนที่สถานที่ท่องเที่ยวบนภูกระดึงมาฝากด้วยค่ะ



ขาไปเราใช้เส้นทางพระพุทธเมตตา สระอโนดาต น้ำตกสอเหนือ ช่วงนี้น้ำน้อยเราเลยไม่เน้นเที่ยวน้ำตก



ความจริงพ่อเค้าอยากจะไปสระอโนดาต ตามเพลงอะไรของพ่อเค้าไม่รู้ แต่พอรู้ว่าต้องเดินไปกลับประมาณ 4 โลกว่าพ่อเลยบอกว่าเชอร์รี่ไปดูแทนพ่อด้วยแล้วกัน เราเลยต้องปฏิบัติภารกิจแทนโดยการไปถ่ายรูปมาฝาก

ออกเดินทางกันหลังจากกินข้าวเที่ยงกันแล้ว ข้าวเย็นกะว่าจะไปหากินเอาที่ผาอะไรสักผา มื้อนี้กินสุกี้ แต่ด้วยความหิวเลยลืมถ่ายรูปกันเกือบทุกมื้อเลย

อากาศหนาวแต่มีแดดแรงด้วย



ถึงแล้วสระอโนดาตของพ่อ



อยู่กันสักพักแล้วก็ออกเดินทางกันต่อ



ถึงแล้ว น้ำตกสอเหนือ แต่ช่วงนี้ไม่มีน้ำเลย ถ้ามาหน้าปลายฝนต้นหนาว หรือให้มีน้ำคงจะสวย เพราะงั้นมาเที่ยวคราวนี้เลยไม่เน้นเที่ยวน้ำตก แต่น้ำตกนี้เป็นทางผ่านอยู่แล้วก็เลยแวะสักหน่อย



ผ่านกุหลาบพันปีด้วย กำลังออกดอกเต็มต้นเลยอยู่ที่น้ำตกสอเหนือนี่แหละ



เดินอีกพักใหญ่ ๆ ก็มาถึงจุดหมายปลายทางสักที ผาหล่มสัก เป็นผาเล็ก ๆ ที่ใคร ๆ ก็อยากมาเก็บภาพ มุมนี้มุมเดียว

เป็นผาที่เล็กกว่าที่คิดไว้เยอะเลย

ช่วงที่เดินมาผาหล่มสักนี่ก็มีเรื่องราวประทับใจอยู่เรื่องนึง คือตอนที่เราเดิน ๆ ผ้าพันคอสีขาวที่แม่ซื้อมาฝากเกิดหล่นหายไปไม่รู้ตัวมารู้เอาตอนใกล้จะถึงผาหล่มสักนี่แหละ จะเดินกลับไปหาก็ขาจะลากแล้ว แอบคิดว่าน้องกลุ่มที่เราเดินแซงจะเจอรึเปล่า อาจจะเก็บไว้ให้ก็ได้ แล้วก็โชคดีจริง ๆ ด้วยน้องกลุ่มนั้นเก็บไว้ให้เราจริง ๆ ด้วย



แต่อยากจะพรีเซ็นต์ให้ร้านส้มตำร้านนึงหน่อย เป็นร้านที่ 2 จากริมซ้าย (หันหน้าเข้าหาทางร้านค้า) ตั้งแต่กินส้มตำบนภูกระดึงมา 3 ร้าน ร้านนี้แหละอร่อยที่สุด คราวนี้สั่งตำปูปลาร้า อร่อยมาก แต่เสียดายคงจะไม่มีโอกาสไปตามกินอีกแล้ว จะให้เดินไปผาหล่มสักอีกน่ะหรอ บ้าไปแล้ว

กินเสร็จร้านค้าคงจะทุกร้านแหละ เค้าก็ใจดีให้ยืมเสื่อไปปูนอนรอดูพระอาทิตย์ตกดินได้ นี่เราไปถึงประมาณ บ่าย 3 ก็เลยไปถ่ายรูปมุมยอดฮิตกันได้หลายแชะสมใจแล้ว นอนเล่นพักเหนื่อยสักพักก็ออกเดินทางกลับกันเลย คราวนี้ต้องเดินกลับทางผาต่าง ๆ กะว่าจะตัดเข้าทางเดิมช่วงผานาน้อย แต่มันเกินเวลา 6 โมงเย็นแล้วเค้าไม่ให้เดินทางนั้น ก็เลยได้แวะทุก ๆ ผาเลย












ใกล้จะมืดพระอาทิตย์จะตกดินแล้วยังเดินไม่ถึงไหนเลย ผาที่จะรอดูก็มุมไม่สวย เลยเดินต่อไปเรื่อย ๆ พระอาทิตย์ตกก็เก็บภาพเอาระหว่างทางนี่แหละ

สรุปว่าผาที่จะเห็นพระอาทิตย์ตกสวย ก็คงจะเป็นผาหล่มสัก กับผาเหยียบเมฆนั่นแหละ





วันนี้กลับถึงที่พักเกือบ 2 ทุ่ม ขนาดเดินกลับมาก่อนใคร ๆ นะเนี๊ยะ แถมตอนเดินกลับช่วงทางระหว่างผาหมากดูกถึงที่พัก มันมืดมาก ขนาดเตรียมไฟฉายมากันแล้ว ก็ช่วงนั้นเราเดินกัน 2 คนกับพี่ทัวร์ ทิ้งช่วงกลุ่มข้างหน้า กับข้างหลังแบบไกลมาก ๆ ไกลแบบตะโกนยังไม่ได้ยินน่ะ เดินไปเสียวหน้าเสียวหลังไป เพราะไอ้เราดันไปนึกถึงอาถรรพณ์เจ้าป่าภูกระดึง แต่เราก็ไม่กล้าพูดให้พี่ทัวร์รู้ว่าเรากลัว กลัวจะกลายเป็นยิ่งรู้ต่างคนต่างยิ่งกลัวกันเข้าไปใหญ่ ขนาดช่วงนึงเราเห็นอะไรวิ่งตัดหน้า (ระยะ 50 เมตร) เรายังไม่กล้าทักเลย ไม่รู้ตัวอะไรดำ ๆ เตี้ย ๆ กลม ๆ คล้ายกับลูกหมี แต่ตอนนั้นคิดว่าไม่ใช่คงจะไม่เจอหมีง่าย ๆ หรอก แต่นึงไม่ออกว่าตัวอะไร พี่ทัวร์ก็ไม่เห็น ตอนนี้มานั่งนึก ๆ ดูคงจะเป็นหมูป่า ตอนจะต้องเดินผ่านจุดนั้น เรางี้กลัวว่ามันจะแอบอยู่แล้วกระโจนเข้าหาซะที ตลกมาก ความจริงมันก็คงกลัวคนเหมือนกัน

คืนนั้นเราฉลองลาภูกระดึงกันด้วยหมูจุ่มชุดกลาง 4 คน ความจริงชุดเดียวน่ะกำลังดีแล้ว เพราะระหว่างรอเราพ่อกับเพื่อนก็นั่งกินต้มยำรอเรากันไปหม้อนึงแล้ว แต่ด้วยความกล่องข้าวน้อย สั่งอีกชุด ๆ เล็ก แต่เค้าแถมให้ปริมาณเท่าชุดกลาง โห กินกันพุงจะแตก ลืมถ่ายรูปเลย

เช้านี้ตื่นมาไม่ได้ไปดูพระอาทิตย์ขึ้นอีกแล้วตื่นมาก็เปลี่ยนชุด ออกไปหาอะไรกินกันเลย มื้อนี้เรากับพี่ทัวร์ไปหาโจ๊กกินกัน ที่ร้านปักษ์ใต้ อร่อยมาก กินกับหมูทุบที่ซื้อไว้



แล้วก็ออกเดินทางกลับกันเลย



เจอลูกหาบผู้หญิงด้วย ทึ่งเค้าจริง ๆ



เดินลงถึงซำอะไรแล้วจำไม่ได้ก็หาข้าวหาส้มตำกินกันเพิ่มพลัง ร้านนี้ส้มตำเค้าก็อร่อย แต่สู้เจ้าที่ผาหล่มสักไม่ได้ แต่อร่อยขนาดไหนก็คงจะไม่เดินไปกินอีกแล้ว

เรากินกับพี่ทัวร์ ข้าว 1 จาน กินด้วยกัน ส้มตำก็กินด้วยกัน เพราะเดี๋ยวจะจุกเกิน เราอยากกินผัดกระเพรา พี่ทัวร์อยากกินคะน้าหมูกรอบ เลยกลายเป็นผักกระเพราคะน้าหมูกรอบ



ระหว่างทางก็กินกระทกรกใส่เกลือ หรือไม่ก็แตงโมกันมาตลอดทาง แตงโมบางเจ้าเค้าแคะเม็ดออกให้ด้วย เดินเหนื่อย ๆ กินแล้วชื่นใจจริง ๆ



ลงมาถึงก็เลยไปหาซื้อประกาศนียบัตรให้พ่อกับเพื่อนไว้ติดข้างฝาอวดใคร ๆ เค้าว่า พึ่งจะได้ขึ้นภูกระดึงตอนอายุ 68 ปี นี่เอง ยังไหวอีกตังหาก

แล้วพ่อก็มาส่งขึ้นรถทัวร์ที่ร้านเจ๊กิม รู้สึกว่าจะได้เที่ยว 3 ทุ่มนี่แหละ ขากลับรถแบบสภาพแย่มาก น้ำแอร์ไหลติ๋ง ๆ จนทนไม่ไหวต้องาขอย้ายที่ แถมที่ที่ได้ดันเป็นที่หลังสุด นั่งเบาะยาวเบาะก็สั้นทรมานมากกว่าจะถึงกรุงเทพฯ ตอนแรกกะจะไปเดินช็อปกันอีก แต่พอถึงจริง ๆ ไม่ไหวแล้วแยกย้ายกันกลับบ้านดีกว่า

แถมพอถึงบ้านทำเอาเราเดี้ยงไป 3 วัน คือเท้าบวมเป่งเลย ตลกมาก เกิดมาไม่เคยเป็น ปวดเมื่อยช่วงต้นขาช่วงหลังเข่า แบบขับรถไปไหนไม่ได้ เดินกระย่องกระแย่ง กว่าจะกลับสู่สภาพปกติ ใช้เวลาตั้ง 5 วัน สะใจไปเลยชั้น

lozocatlozocat




















 

Create Date : 03 เมษายน 2554    
Last Update : 9 เมษายน 2554 17:45:48 น.
Counter : 807 Pageviews.  

^ * ^ ....ทริปส่งท้ายปี 53 แบ็คแพ็คไปลาวใต้คนเดียว (ปากเซ)

lozocatlozocat



วันที่ 9 ธ.ค. 53

เมื่อคืนนอนหลับสบายมาก แต่มารู้สึกตัวตอนที่คนญี่ปุ่นข้างห้องเดินไปห้องน้ำ ก็เลยเปิดมือถือดูเวลาเห็นว่าตี 5 แล้ว เลยตื่นมานั่งสักพักแล้วก็ไปเข้าห้องน้ำบ้าง และก็กลับมานอนเล่นที่เปลต่อ รอจนฟ้าเริ่มสว่าง ก็ออกไปเดินเล่นเลย วันนี้ก็ต้องกลับแล้ว นัดขึ้นเรือตอน 8 โมง หรือ 8 โมงครึ่งรึไงนี่แหละจำไม่ได้ค่ะ แต่คราวนี้ไม่สายไปถึงก่อนเวลา 5 นาที

ออกไปเดินเล่น คราวนี้เดินไปทางด้านดอนคอน เริ่มจากที่พักก็ชวนเจ้าตัวนี้ไปเป็นเพื่อนค่ะ



เดินไปเรื่อย ๆ (เรียบริมโขง) ก็เจอร้านที่ขายน้ำแบบเอาขวดมาเติมเองค่ะ เสียดายที่พึ่งเห็นเพราะตั้งแต่มานอนที่นี่ก็ต้องซื้อน้ำเองหลายขวดแล้ว แบบขวดพลาสติกขุ่นเค้าขาย 2 พันกีบ (8บาท) แต่ถ้าเอาขวดมาเติมเอง 1 พันกีบ (4บาท) ขวดใหญ่ก็คุ้มเข้าไปอีก แต่จำไม่ได้ว่าเท่าไหร่ค่ะ แต่ราคาขายปกติจะขวดละ 8 พันกีบ (32 บาท) ถ้าเอามาเติมเองก็ถูกลงตั้งเยอะ แต่ขวดใหญ่เค้าจะเก๋คือมีหูหิ้วด้วย

แล้วเวลาที่เราไปนั่งกินที่ร้านอาหาร สังเกตว่าทุกร้านจะไม่มีน้ำมาเสิร์ฟฟรีเลยค่ะ คือเราต้องสั่งซื้อน้ำตังหาก แต่มีที่ร้านซันเซ็ท เชอร์รี่เห็นมีคูลเลอร์น้ำอยู่ ก็เลยถามเค้าว่าน้ำนี่ฟรีรึเปล่าค่ะ เค้าบอกว่าฟรีก็เลยกดใส่ขวดน้ำขวดเล็ก ของเชอร์รี่เองซะครึ่งขวด (เกรงใจนะเนี๊ยะ) เวลาไปไหนต่อไหนที่นี่พกขวดน้ำไปด้วยก็ดีค่ะ จะได้ไม่ต้องไปหาซื้อให้เสียตังค์บ่อย ๆ

วันนี้เดินมาถึงเจ้าจ๋อเลย เค้าจะผูกเชือกเลี้ยงไว้หน้าที่พักค่ะ ใต้ต้นตะขบ เมื่อวานเห็นฝรั่งผู้หญิงเค้าจับตัวเจ้านี่ได้ด้วย เห็นนอนแผ่หรอให้เกาพุงให้อยู่ แต่เชอร์รี่ก็ไม่กล้าลองหรอกค่ะ
แต่เช้าวันนี้ก็ช่วยเก็บลูกตะขบสุก ๆ ที่ร่วงตามพื้นเลี้ยงเจ้านี่ซะเอียน กินไม่ลงอีกเลย เวลามันกินมันจะเอาเข้าปากกินแต่เนื้อข้างในแล้วก็คายเปือกออกมาค่ะ กินเหมือนคนเลย



คราวนี้ลองเดินกลับที่พักทางทุ่งนาบ้างค่ะ เดินตามคันนาบ้าง ตามถนนเล็ก ๆ บ้าง แล้วก็พึ่งจะรู้ค่ะว่าวิวพระอาทิตย์ขึ้นทางนี้ก็สวยได้อารมณ์ไปอีกแบบค่ะ
เจ้าตัวนี้เริงล่ามากค่ะ วิ่งเล่นไม่รู้จักเหนื่อย
วิ่งเข้าไปในทุ่งข้าวนู้นแน่ะค่ะ หนุกหนานจริงเชียว



เมนูสุดฮิตของพวกเชอร์รี่ค่ะ ตอนที่พวกดอน ตาล นิด อยู่ มีรู้สึกขำที่เออสั่งกันแต่ยำผัก ต้องกินกันทุกมื้อ แต่พอทีตัวเองบ้างล่ะ จะกลับแล้วขอตบท้ายอีกซะมื้อเหอะ ชอบจริง ๆ มื้อนี้สั่งยำผักจานเดียวค่ะ แล้วมื้อสุดท้ายนี่ก็ได้เยอะมาก คือยิ่งสั่งยิ่งเยอะน่ะค่ะ กินแทบไม่ไหว แต่ก็หมดค่ะ ร้านพี่หนิงเจ้าเดิม จานนี้ 20 พันกีบค่ะ (80 บาท)

อื้อเมื่อวานตอนหัวค่ำไม่รู้จะทำอะไร ก็เลยไปขอพี่เค้านั่งดูโทรทัศน์ด้วย ดูจนถึงละคร 2 ทุ่มครึ่งจะมาก็ง่วงนอน กลับซะก่อนค่ะ ความจริงวันนี้เรื่อง 365 วัน อวสานด้วย แต่พอดีไม่ได้ดูตั้งแต่แรกเลยไม่อยากดู มาเที่ยวที่นี่อย่างกับเด็กอนามัยเลยค่ะ นอนแต่หัวค่ำ ตื่นก็เช้ามาก ๆ

กลับถึงที่พัก 7 โมงครึ่งค่ะ นัดลงเรือ 8 โมง ทันถมเถค่ะ เพราะของก็เก็บไว้บ้างแล้ว แค่ล้างหน้าเปลี่ยนชุด (อีกแล้ว) วันนี้เลยไม่สายค่ะ

ถึงฝั่งแล้วยังต้องรอคนมาร่วมสมทบไปคอนพะเพ็งอีก เพราะถ้าเค้าพาเชอร์รี่ไปคนเดียวด้วยรถตู้จะไม่คุ้มค่ะ นั่งรอฝรั่งนั่งเรือมาจากดอนเดดอีก เกือบครึ่งชั่วโมง คือเค้าก็ซื้อทัวร์ไปคอนพะเพ็งเหมือนกัน แต่เค้าก็จะกลับไปนอนดอนเดดต่อ ตอนที่ถึงด่านที่ต้องจ่ายเงินค่าตั๋ว ก็มีปัญหานิดหน่อยค่ะ เพราะเค้าต้องซื้อตั๋วอีก (ค่าตั๋วไม่แน่ใจว่า 20 พันกีบรึเปล่า/80 บาท) เค้าคิดว่าราคารวมในทัวร์อยู่แล้ว ไม่รู้ว่าเค้าซื้อจากเจ้าไหนค่ะ สรุปว่าเวลาจะซื้อตั๋วเหมา ตั๋วทัวร์อะไรจะต้องคุยให้เคลียร์ค่ะ ว่าราคานี้รวมอะไรบ้าง

อย่างครั้งนี้ เชอร์รี่ซื้อตั๋ว 400 บาท จุดประสงค์ต้องการไปคอนพะเพ็ง แล้วก็ไปปากเซ ราคานี้ควรจะรวมค่าใช้จ่ายทั้งหมด คือ ค่าเรือข้ามไปฝั่ง ค่ารถเหมาไปน้ำตก ค่าเข้าน้ำตก และพามาส่งเราขึ้นรถไปปากเซ ค่ารถตู้ไปปากเซ และเราสามารถให้รถไปส่งเราในเมืองปากเซได้ด้วย ซึ่งส่วนมากเค้าจะพาเราไปส่งที่ท่ารถตรงตลาดดาวเฮือง ถ้าเราจะเข้าไปพัก ไปเที่ยวต่อในเมืองจะต้องเสียค่ารถไปอีก อย่างน้อย 20 บาทค่ะ

ตอนที่เค้าไปถึงปากเซแล้วเค้าก็ไปส่งผู้โดยสารคนอื่นที่ท่ารถ คนที่พาไปเค้าก็หันมาถามเชอร์รี่ว่าจะลงไหนเชอร์รี่บอกจะลงในเมือง คนขับรถมีการบอกว่าลงนี่แหละคือจุดศูนย์กลางแล้ว แต่เชอร์รี่จำได้ว่ามันคือท่ารถ ถ้าเราจะไปในเมืองต้องต่อรถอีก เลยย้ำเค้าว่าคุยกับพี่บุญแล้ว พี่บุญบอกว่ารถไปส่งในเมืองให้ได้ด้วย เค้าถึงไปส่งค่ะ



ถึงแล้วค่ะน้ำตกคอนพะเพ็ง เชอร์รี่ไปถึงประมาณ 9 โมง คนขับรถบอกว่าให้มาขึ้นรถพร้อมกันตอน 10 โมงครึ่งค่ะ เพื่อที่จะไปนากะสังรอรถเที่ยว 11 โมง ไปถึงห้องน้ำยังล็อคอยู่เลย เลยได้ประเดิมห้องน้ำหญิงเป็นคนแรกเลย ค่าเข้าห้องน้ำ 1 พันกีบค่ะ (4 บาท) ตอนแรกเดินไปร้านขายของก่อน ร้านขายอาหารยังไม่ค่อยเปิดกันเลย เปล่าค่ะยังไม่หิว พึ่งกินยำผักมาจานเบ้อเร่อ แต่อยากจะดูว่าเค้าขายอะไรกันบ้าง

แล้วก็เดินไปเจอแม่ค้าหาบของขายอยู่พอดีเลยค่ะ ถามเค้าว่าขายอะไร เค้าบอกว่าขนมจีน เชอร์รี่ก็เลยลองซะเลย เค้าพาเดินไปนั่งกินที่ร้านขายพวกสมุนไพร

น้ำยาเค้ามีแบบเดียว เป็นเหมือนน้ำยาป่า แต่ข้นเนื้อปลา แล้วก็มีเลือดไก่ด้วย แต่เชอร์รี่ไม่อยากกินเลือด เลยเอาแต่น้ำเปล่า ๆ ตอนแรกคิดว่าคงจะจืด ๆ เลยถามเค้าว่ามีพริกป่นรึเปล่า เค้าบอกว่ามีแต่แบบเม็ด คือเค้าพูดศัพท์เค้าค่ะ แต่ลืม แปลแล้วก็ประมาณนี้ คิดว่าคงต้องยอมกินพริกเป็นเม็ด ๆ แล้ว และก็บอกเค้าว่าขอน้ำเยอะ ๆ แต่เค้าบอกว่าเดี๋ยวจะเค็มเกินไป แล้วผักเค้าก็จะแบบซอย ๆ เด็ด ๆ เป็นใบ ๆ รวมกัน

จานนี้ 5 พันกีบค่ะ (20 บาท) อาหารราคานี้ถือว่าถูกเป็นประมาณราคาชาวบ้านแล้วค่ะ ถ้าราคานักท่องเที่ยวจะ 40 บาทขึ้นไป



หน้าตาดูเหมือนจะรสชาติอ่อน ๆ เค้าก็เลยให้ถุงพริกกับกะปิให้เราใส่เติม แต่พอชิม โอ้โหไม่น่าเชื่อ รสชาติแบบไม่ต้องเผ็ดกว่านี้อีกแล้ว แล้วก็ไม่ต้องใส่กะปิแล้ว คือเค็ม เผ็ด แล้วก็อร่อยแล้วค่ะ จำหน้าพี่เค้าไว้นะคะ เวลาเจอจะได้อุดหนุนกันถูก ตอนเจอเค้าพึ่งออกมาขายค่ะ แล้วเค้าก็จะขายอยู่แถว ๆ นี้แหละคะ แล้วที่ลาวเค้าก็ชอบใช้ตะเกียบกับเมนูเส้นจัง ขนมจีบก็ตะเกียบ ส้มตำเมื่อวานยังใช้ตะเกียบเลยค่ะ
กินเสร็จจนแม่ค้าขนมจีนไปแล้ว พอดีนั่งตรงนี้เย็นสบายดีด้วย ก็เลยถือโอกาสคุยกับแม่ค้าร้านสมุนไพรต่อไป (ทำเนียน) เพราะยังเหลือเวลาอีกตั้งครึ่งชั่วโมง ร้านนี้เค้าขายพวกสมุนไพร เขียดแห้ง น้ำตาลโตนดค่ะ

แล้วก็ได้เวลากลับค่ะ เค้าพาไปส่งที่นากะสัง แล้วก็นั่งรอรถออกอีกประมาณครึ่งชั่วโมง เป็นรถแบบไม่รู้เรียกว่ารถอะไรคือใหญ่กว่ารถตู้ นั่งได้ประมาณ 20คนค่ะ ขับไปได้ประมาณ 1 ชั่วโมง เค้าก็จอดให้เข้าห้องน้ำกินอะไรประมาณ 15 นาที รถทางไกลที่ผ่านจุดนี้คงจะจอดกันเกือบทุกคัน มีแม่ค้าขายไก่ย่าง ขนม มาขาย กันเต็มไปหมดค่ะ แต่เชอร์รี่ไม่ได้ลง นั่งอยู่บนรถ
ตอนแรกว่าจะไม่ซื้ออะไร ความจริงอยากลองไก่ย่างอยู่เหมือนกัน แต่กลัวว่าจะกินลำบาก แล้วก็เหลือบไปเห็นขนมเหมือนที่ขายบ้านเราเลยค่ะ แต่ลูกใหญ่กว่ามาก ใหญ่ประมาณลูกเทนนิสเลย เค้าขาย 3 ลูก 5 พันกีบ แต่เชอร์รี่อยากแค่ลองชิมลูกเดียว เค้าไม่ขายค่ะ แล้วเห็นขนมแบบคงมีแต่แป้งนั่นแหละแล้วก็คลุกน้ำตาล ก็ถามเค้าว่าเท่าไหร่เค้าก็บอกว่าถุงละ 2500 กีบ (10 บาท) มันมี 3 ก้อน ความจริงอยากจะลองลูกกลม ๆ 1 ก้อน ยาว ๆ 2 ก้อน ให้คิด 10 บาท เค้าคงงง ตกลงเลยให้แบบยาวๆ มา 1 ถุง แบบก้อน 2 ก้อน ทั้งหมด 5 พันกีบ (20 บาท)

ก็เลยกินแบบยาวไป 1 ชิ้น ก็อร่อยดีค่ะ เหมือนแป้งทอด ที่ขายกับปาท่องโก๋เคลือบน้ำตาลให้หวานอีก กินชิ้นนึงกำลังดีไม่เอียน



แต่พอนั่งรถไปได้อีกครึ่งชั่วโมงเชอร์รี่ก็กินแบบกลม ๆ อีก 1 ลูก อร่อยดีค่ะไส้เค้ารสชาติแบบขนมเทียนไส้เค็ม แต่กินเท่านี้กำลังดี กินมากกว่านี้จะเอียน


ทริปนี้มีการเปลี่ยนแผนเยอะเลยค่ะ เปลี่ยนตั้งแต่วันแรกที่เจอเพื่อนใหม่กันเลย จากเดิมที่คิดว่าจะนอนปากเซ 2 คืน ก็ได้นอนแค่คืนเดียว แล้วก็อดไปเที่ยวน้ำตกที่ปากซองด้วย

เพราะวันพฤหัส ที่ 9 ธ.ค. 53 กว่าจะเดินทางถึงปากเซก็บ่ายสามกว่าแล้ว ให้พี่ขับรถไปส่งในเมืองลงหน้าโรงแรมลานคำ ตอนแรกยังคิดว่าพรุ่งนี้จองรถอุบล-ระยองกลับเที่ยว 19.15 น. กะว่าจะเช่ารถจักรไปน้ำตกผาส้วม 1 ที่ก็ยังดี เพราะตั้งใจไว้ว่าอยากจะไปซื้อหนังสือของเจ้าของคนไทยที่ไปเป็นคนบุกเบิกจนปัจจุบันเป็นรีสอร์ทชื่อดังของปากซองที่นึง

แต่ตอนนี้เงินเหลือแบบฉิวเฉียดมากค่ะ เลยต้องยอมกดเอทีเอ็มที่ปากเซ ตอนกดก็ตายแล้วชั้น มันจะเหมือนที่บ้านเราไม๊เนี๊ยะ เค้าให้เลือกภาษาลาวกับอังกฤษ เชอร์รี่ก็เลยเลือกภาษาลาวซิค่ะ เผื่อมันขึ้นอะไรมาแปลก ๆ ยาว ๆ จะแปลไม่ออก เป็นภาษาลาวอาจจะอ่านง่ายกว่า (นี่ขนาดเรียนภาษาอังกฤษมาตั้งแต่ ป. 2 นะเนี๊ยะ ภาษาลาวพึ่งจะเคยเจอซะด้วยซ้ำ) ตกลงขั้นตอนการกด อะไร ถามอะไรก็เหมือนกับบ้านเราเลยค่ะ โล่งอกไม่โดนยึดบัตร

กดออกมาก็เป็นเงินกีบซิค่ะ กดมาแค่ 160 พันกีบ (หกร้อยบาท) รอดตายแล้วเรา

ตู้เอทีเอ็มจะมีอยู่เยื้อง ๆ กับโรงแรมแสงอรุณค่ะ
กดเงินเสร็จไปเล่นเน็ตต่อ ร้านจะอยู่เยื้อง ๆ กับโรงแรงลานคำ ชื่ออินเตอร์เน็ต คอฟฟี่รึไงนี่แหละ ลืมถ่ายหน้าร้านมาค่ะ ตอนนั้นเมมโมรี่การ์ดเต็มพอดี

เน็ตที่ปากเซถูกค่ะ ชั่วโมงละ 6 พันกีบเอง (24 บาท) แต่เชอร์รี่ต้องโหลดภาพในเมมกล้องด้วย ไม่ได้พก trumdrive ไปเลยต้องให้น้องเค้าไรท์ลงดีวีดี แผ่นละตั้ง 30 พันกีบ (120 บาท) นั่งออนเอ็มรายงานตัวกับเพื่อนไป เด็กผู้ชายที่ร้านก็นั่งสัมภาษณ์เราไป เค้าแปลกใจมากที่เห็นเรากล้ามาเที่ยวคนเดียว แล้วถามว่าจะไปพักที่ไหน เชอร์รี่ก็บอกว่าจะลองไปถามที่แสงอรุณดูเพราะเคยอ่านเจอว่ามีห้องพัดลมราคาถูกด้วย น้องเค้าก็อาสาไปส่ง ตอนแรกคิดว่าจะไปส่งแค่ที่แสงอรุณ (แต่ไม่ได้พักค่ะ ตอนนี้มีแต่ห้องแอร์ราคาเริ่มต้นที่ 700 รึไงนี่แหละ ลืมค่ะ) น้องเค้าชื่อยา ตกลงนายยาก็พาไปหาอีกที่บอกว่าถ้าเป็นเกทเฮ้าส์น่าจะถูกกว่า ที่นี่ก็มีราคาถูกสุด 400 อีก





เสียดายเงินค่ะ เพราะตอนนั้นก็ห้าโมงแล้ว นอนคนเดียวไม่คุ้ม อยากได้ถูกกว่านั้น ก็ถามนายยาว่าที่นี่เค้ามีโฮมสเตย์ไม๊ นายยาไม่รู้จักค่ะ ก็อธิบายฟัง นายยาบอกว่าไม่มีหรอกแบบนั้น ถ้ามีก็มีแต่โฮมสเตย์ยาน่ะไปไม๊ แหมไอ้นี่พูดจริงพูดเล่นฟ่ะ ก็เลยบอกว่าเออยาก็ลองทำดิ แค่มีที่ให้นอนมีอาหารให้กินแบบที่ทำกินกันเองนีแหละ มีใครอยู่บ้านบ้างล่ะ นายยาบอกก็อยู่กับพ่อแม่ น้องอีก 3 คน แต่ตอนนี้พ่อแม่ไม่รู้กลับรึยังไปทำทัวร์ แหม่แล้วพี่จะไปกล้านอนได้ยังไง

ตกลงเลยพาไปที่เกทเฮ้าส์นอกเมืองไป 2 กิโลกว่า ค่อยยังชั่วหน่อย

ที่นี่เค้าบอกราคาห้องพัดลมแค่ 240 บาทเองค่ะ ห้องแอร์เท่าไหร่ไม่รู้ไม่ได้จำค่ะ เพราะไม่คิดจะพัก แต่แพงกว่าหน่อยเดียวค่ะ เชอร์รี่ก็เลยต่อเค้าเหลือ 200 เค้าก็ให้ค่ะ ชื่อเฮือนพักพูนสุก ห้องใหม่ สะอาด ห้องน้ำก็สะอาดดีค่ะ มีโทรทัศน์ดูด้วย

เชอร์รี่เลือกนอนชั้นล่าง ห้องติดกับเคาน์เตอร์เช็คอินท์เลย คือถามลุงเค้าว่านอนที่ไหน ลุงแกบอกว่านอนหลังเคาน์เตอร์นี่แหละ เชอร์รี่ก็เลยเลือกห้องติดเคาน์เตอร์ซะเลย จ่ายแบงค์ 500 ไป เค้าไม่มีเงินไทยทอน ไปหาแลกข้าง ๆ ก็ไม่มีเลยได้เงินทอนเป็นเงินกีบมา 70 พันกีบ (280 บาท) ขาดทุนนิดหน่อยค่ะ

โฉมหน้าลุงรีเซฟชั่น



ภาพนี้บรรยากาศตอนเย็นถ่ายจากบนสะพานค่ะ

สะพานเค้าจะมีทางสำหรับให้คนเดินหรือถีบจักรยานสองด้านค่ะ ตรงกลางสำหรับรถใหญ่วิ่ง
วิวข้างแม่น้ำ



ตกลงคืนนั้นพอออกจากที่พักนายยาก็พาขับรถเที่ยวก่อนค่ะ ไปดูผับที่วัยรุ่นลาวนิยมไปกัน ไปดูโรงหนัง แต่ไม่ได้ดูหรอกค่ะ วันนั้นมีหนังเรื่องแฟนใหม่เข้า ไปดูเธค คือเชอร์รี่ก็พูดให้เค้าฟังว่าเชอร์รี่ไม่ชอบเที่ยวแบบนี้ ไม่ชอบกินเหล้าเบียร์ แต่อยากเห็นว่าที่ลาวเค้าเที่ยวกันยังไง

ขับผ่านร้านอาหารริมโขง จนเห็นว่าทุ่มกว่าแล้ว เลยชวนนายยากินปลาเผา ที่ร้านข้างบนแหละค่ะ ตอนแรกร้านทีหมายตาไว้คือร้านที่มีคนเยอะ ๆ แต่ละร้านก็ขายดีจนปลาหมด เลยต้องมาฝากท้องที่ร้านนี้







นายยาก็บอกว่ากินข้าวแล้ว พี่จะกินอะไรก็แล้วแต่พี่ เชอร์รี่ก็เลยสั่งเอง นึกว่าจะเหมือนแถวบ้านเรา คือจะมีอย่างละนิดละหน่อย ก็เลยสั่งซะอย่างกับมากินกัน 4 คน คือแค่ปลาเผา ก็เยอะแยะแล้ว คือจะมีผัก มีเครื่องเมี่ยง มีขนมจีน แต่เชอร์รี่เห็นปูนาตัวเล็กเค้าเอามาคั่ว ก็เลยสั่งส้มตำอีก เห็นไส้มีไข่อยู่ข้างใน คือไส้ยัดไข่น่ะค่ะเค้าให้ลองชิมอร่อยค่ะเลยสั่ง แล้วเค้าก็นำเสนอนมหมู่ย่างอีกเลยลองอีก รวม 4 อย่าง นายยาสั่งเบียร์ 1 ขวด มื้อนี้เชอร์รี่บอกยาไว้แล้วว่าเดี๋ยวพี่เลี้ยงเอง เพราะตอนเค้าไปรับเชอร์รี่จากที่พักเค้าจอดเติมน้ำมัน เชอร์รี่จะจ่ายแต่เค้าไม่ยอมให้จ่าย มื้อนี้เลยกินแพงสุด หมดไป 94 กีบค่ะ (376 บาท) แต่คืออาหารแต่ละอย่างเค้าเยอะมาก

สุดท้ายกินกันไม่หมดสักอย่าง เพราะปลาเผานายยาก็ไม่ชอบกิน เชอร์รี่เลยให้ทางร้านใส่ถุงให้หมดทุกอย่างเอาไปให้น้องยากินที่บ้าน นายยาคงงง (ไม่เคยเห็นคนงกมั๊ง) บอกไม่เอาๆ เชอร์รี่ก็เลยสั่งสอนไปซะ 1 ยก คือได้โอกาสทำตัวเป็นพี่สาวสอนน้องซะเลย
กินเสร็จก็กลับที่พักเลย ความจริงริมโขงมีร้านขายน้ำเต้าหู้ที่เด็กวัยรุ่นนิยมไปนั่งกินกันด้วย น้ำเต้าหู้เค้าจะใส่เครื่อง มีแบบเย็นด้วย ตอนแรกกะว่าจะต้องลองแวะกิน แต่พออิ่มจากอาหารพวกนั้นแล้ว ให้กินอีกคงไม่ไหว ก็เลยให้ยาไปส่งกลับที่พักเลย

ไปนอนกับเจ้านี่



ถึงที่พักประมาณ 3 ทุ่ม ก็เจอเจ้าตัวข้างบน พอดีเชอร์รี่จะเข้านอนแล้ว แวะเล่นกับมันอยู่แล้วคุยกับลุงที่พัก แกบอกว่าเจ้าตัวนี้ขี้อ้อนเวลานอนก็เข้ามานอนกับแกในมุ้งด้วย เชอร์รี่เลยขออนุญาตแกเอาเข้าไปนอนในห้องด้วย แกบอกเอาไปได้เลยไม่เป็นไร

เข้าห้องมาก็เลี้ยงด้วยปลาหวานที่ซื้อมาจากแม่ค้าเวียตนามที่ใส่ตะกร้ามาขายตอนนั่งกินที่ร้านริมโขง เป็นแผ่นกลม ๆ มีงาด้วย เสียบไม้ พอซื้อเค้าก็จะปิ้งให้ แต่เชอร์รี่กะวาจะเอากลับไปทอดที่บ้าน เพราะสั่งอาหารมาขนาดนั้นแล้ว เค้าขาย 5 แผ่น 20 บาทค่ะ ให้เจ้าเหมียวกิน ไป 2 แผ่นครึ่ง กับขนมปังท่อนยาวคลุกน้ำตาลที่ซื้อมาจากจุดพักรถมาปากเซนั่นแหละค่ะ

คืนนั้นนอนเกือบสี่ทุ่ม เพราะมัวแต่ดูละคร เรื่องมงกุฎดอกส้ม อยู่แต่ไม่ได้ดูจนจบ กลัวจะติดอีก
อิ่มแล้วก็โดดขึ้นเตียง นอนปลายเท้าเลย แล้วก็เป็นเพื่อนนอนที่ดีมากค่ะ คือหลับตลอดคืนไม่กวนเลย ตื่นอีกทีก็ตอนตี 5 มากินขนมปังที่ยังเหลืออยู่ เชอร์รี่ก็เลยตื่นมาฉีกปลาหวานให้อีก เช้านั้นก็ตื่นแต่เช้าแหละค่ะ แต่ก็มัวเล่นอยู่กับเจ้าเหมียวนี่

เช้านั้นเช็คเอาท์ตอน 7 โมงครึ่งแล้ว คิดว่าจะเดินเข้าเมืองไม่โบกรถแล้วล่ะ บรรยากาศตอนเช้าทางเดินเข้าเมืองค่ะ
ระหว่างทางก็เจอร้านกาแฟบ้าง ร้านขายเฝอบ้างเกือบจะอดใจไม่ไหวแล้ว หนักเป้ด้วยค่ะ ถ้าเดินตัวเปล่าเนี๊ยะพอไหว แต่แบกเป้ด้วยนี่โหดจริง ๆ

เดินจนถึงร้านเฝอเจ้าอร่อยที่นายยาแนะนำค่ะ นอกจากร้านข้างโรงแรมลานคำแล้วยังมีร้านนี้ที่เป็นที่นิยม เค้าขายแต่เช้าเลยค่ะ
เค้ามีให้เลือก 2 แบบ แบบเส้นสีเหลือง กับสีขาว คราวนี้เชอร์รี่ขอลองสีเหลืองก่อนนะค่ะ เพราะคิดว่าคงจะเหมือนบะหมี่ ปกติเวลากินก๋วยเตี๋ยวเชอร์รี่มักจะชอบกินบะหมี่อยู่แล้ว คราวหน้าจะไปลองเส้นสีขาวค่ะ คนขายเป็นคนเวียตนามค่ะ ชื่อแบ๋ ชื่อเหมือนน้องผู้หญิงที่ร้านเน็ตเลย



ชามใหญ่แล้วก็เยอะมาก นี่ยังไม่ได้ใส่ผักเลย ผักเค้าก็น่ากินมาก มีหอมแดงหั่นเป็นชิ้นใหญ่ ๆ ดองกับน้ำส้มสายชูผสมกับพริกสีอ่อนเป็นเม็ด ๆ เลย แต่เชอร์รี่ไม่ชอบค่ะ เลยไม่ได้ใส่ ถ้าพี่หมีมาคงจะชอบได้กินหอมเต็มปากเต็มคำแบบนี้ แต่ลองใส่พริกป่นเหมือนกับผัดกับน้ำมัน เผ็ดมาก แล้วก็ใส่กะปิด้วย รสชาติอร่อยมาก ๆ เลยค่ะ ร้านนี้เค้ามีหมู ไก่ ลูกชิ้นปลา ให้เลือก เชอร์รี่เลยเอาแบบใส่ไก่กับลูกชิ้น อร่อยจริง ๆ ค่ะ คือลูกชิ้นปลารสชาติจะอ่อน ๆ นุ่ม ไม่คาว ไก่ก็น่าจะเป็นไก่บ้าน หนึบ ๆ อร่อยจริง ๆ แต่คิดว่าน้ำซุปเค้าคงจะใส่ผงชูรสไปแล้ว แล้วเชอร์รี่ก็ถามเค้าว่าเค้าถ้าสั่งแบบของเด็ก คือน้อย ๆ จะได้ไม๊ เค้าบอกว่านี่ชามเล็กแล้ว ปกติคนไทยมามักจะสั่งชามใหญ่คือปริมาณเกือบเต็มชาม โอ้โห คือนี่เชอร์รี่ก็แบบอิ่มไปถึงบ่ายเลยค่ะ ใครว่ากินก๋วยเตี๋ยวไม่อยู่ท้อง

กว่าจะกินหมดโหแทบไม่ไหวเลยค่ะ ชามนี้ 12 พันกีบ (48 บาท)



วันนี้จะเน้นเดินค่ะ



พอถึงสะพานก็เซอร์ไพรส์มากค่ะ เชอร์รี่กำลังถ่ายรูป แล้วก็มองไปด้านตรงข้าม เพราะเห็นคนกำลังถ่ายรูปอยู่แว๊บ ๆ

ปรากฎว่าเจอ ตาล กับนิดค่ะ เพื่อนที่เชอร์รี่เที่ยวกับพวกเค้าที่จำปาสัก กับดอนเดด แล้วเค้ากลับกันไปก่อนไงค่ะ ความจริง 2 คนนี้จะค้างปากเซแค่ 1 คืน แต่ติดใจค้างต่ออีกคืน ส่วนดอนกลับไปไทยตั้งแต่ออกมาจากดอนเดดแล้วค่ะ เค้าโชคร้ายมากพ่อเค้าเสียพอดีเลย

ตะโกนคุยกันสักพักก็นัดไปเจอกันที่วัดหลวงค่ะ เชอร์รี่บอกว่าจะไปรอที่นั่น เพราะรู้ค่ะว่า 2 คนนี้จะต้องถ่ายรูปกันอีกนาน
วัดหลวงที่ปากเซ เป็นวัดเก่าแก่คู่บ้านคู่เมืองของปากเซเค้าค่ะ
สวยค่ะวัดนี้
เจอครอบครัวคนไทยที่มาเที่ยวกันด้วยค่ะ เลยวานให้เค้าช่วยถ่ายรูปให้



ถ่ายนู้นถ่ายนี่แล้ว 2 คนนั้นยังไม่มาอีก เลยเข้าโบสถ์กะจะไปไหว้พระ และนั่งพักด้วยค่ะ พอดีมีพระเข้ามาคุยด้วย เลยซักถามนู้นนี่ไปเรื่อย แต่เค้าเป็นพระที่พรรษาน้อยเลยให้ข้อมูลอะไรไม่ค่อยได้ เค้าก็แปลกใจค่ะที่เจอเรามาเที่ยวคนเดียว ตั้งแต่เกิดมาก็ครั้งนี้แหละค่ะที่คุยกับพระนานที่สุด ปกติจะไม่เคยคุยค่ะ เพราะกลัวจะใช้คำพูดไม่ถูก ไม่สำรวมโดยไม่รู้ตัว

อย่างครั้งนี้ก็เกือบไปแล้ว เกือบจะเดินขึ้นไปไหว้พระพทุธรูปใกล้ ๆ แล้ว พอถามพระถึงได้รู้ว่าเค้าไม่ให้ผู้หญิงขึ้นไป
จนมีพระเข้ามาบอกว่าผู้หญิงไทย 2 คนใช่เพื่อนโยมรึเปล่า ถึงได้รู้ว่า 2 คนนั้นมาถึงแล้ว เลยถวายขนมพระไปค่ะ พระเค้าก็ผูกข้อมือให้ด้วย



เห็นเจ้าเหมียวตัวนี้แล้วคิดถึงป้าเหมียวที่บ้านจัง

2 คนนั้นมาก็ถ่ายรูปในวัดกัน ตอนแรกว่าจะกลับบ้านพร้อม 2 คนนั้นแล้ว แต่เห็นว่าจะกลับรถปากเซ-อุบล เที่ยว บ่าย 3 ครึ่ง คิดไปคิดมาเลยกลับก่อนดีกว่า เพราะเผื่อจะได้มีเวลาไปหาก๋วยจั๊บอร่อย ๆ ที่อุบลกิน

เออลืมบอกไปว่าเช้านี้เชอร์รี่ก็ตัดใจได้ค่ะ ว่าคงจะไม่ได้เช่ารถจักรขับไปน้ำตกตาดผาส้วมแล้ว ไปเวลาน้อย ๆ รีบ ๆ จะไม่คุ้ม ไว้ค่อยมาใหม่คราวหน้าดีกว่า
แต่ครั้งนี้เชอร์รี่ยังเหลืออีกอย่างที่ยังไม่ได้กินคือ ข้าวจี่ หรือบาเกต ตาลเลยแนะนำร้านอร่อยให้ ตาลบอกว่าตาลกิน 2 ครั้งแล้ว พอดีเป็นทางผ่านที่จะไปร้านเน็ตอยู่แล้ว ก็เลยแวะซื้อค่ะ ตอนแรกกะว่าจะเอาไว้กินระหว่างทางเดินไปท่ารถ แต่คิดไปคิดมาเดี๋ยวไส้จะเลอะเทอะซะก่อน เลยหาร้านกาแฟใกล้ ๆ นั่งกิน เลยได้ชิมกาแฟลาวด้วยเลยค่ะ









ได้กินกาแฟลาวร้านนี้ค่อยยังชั่วค่ะ ค่อยกู้รสชาติจากร้านชาวบ้านที่จำปาสักได้หน่อย คือรสชาติก็จะขมเข้มข้นแหละค่ะ แต่ก็หวานพอดี

บาเกตราคา 5 พันกีบ (20 บาท) ไส้หมู ส่วนกาแฟแก้วนี้ 7 พันกีบ (28บาท)

มาต่อกันเลยดีกว่าค่ะเดี๋ยวจะไม่ถึงบ้านซะที คือจากที่เชอร์รี่กินเฝอชามเบ้อเร่อไปเมื่อเช้าประมาณ 8 โมง แวะคุยกับแม่ค้าขายขนมไข่เต่า แวะวัดหลวง แล้วมานั่งกินบาเกตอีกแล้ว กว่าจะไปถึงร้านเน็ตก็ปาไป 10 โมงกว่าแล้ว

เจอนายยา นายยางงเลยค่ะทำไมพี่สาวเดินนานจัง นี่ค่ะโฉมหน้านายยาเค้า หน้าตาไม่บอกยี่ห้อเลยว่าใจดี
ส่วนนี่ 2 สาวชาวเวียตนาม พนักงานที่ร้านเน็ตค่ะ ชื่อแบจาง กับแบดุ่ย ค่ะ
นั่งเล่นเน็ตได้ 1 ชั่วโมง 6 พันกีบ (24 บาท) ก็เตรียมตัวออกเดินทางแล้วค่ะ แต่กว่าจะล่ำลากัน ถ่ายรูปกันก็เที่ยงค่ะ บอกพวกนั้นว่าพี่จะเดินไปเอง ไม่นั่งรถ พี่จะเดินชมบ้านชมเมืองไปด้วย จะได้จำทางได้ ถ้านั่งรถก็คงจะ 20 บาทค่ะ แต่วันนี้ตั้งใจไว้แล้วค่ะว่าจะต้องเดิน มาแบ็คแพคสบายมากเดี๋ยวจะไม่ได้อารมณ์แบ็คแพคค่ะ ระยะทางก็ประมาณ 2 โลกว่า ๆ อีกนั่นแหละ



ช่วงนี้จะเป็นโซนตลาดสด คือเราสามารถเดินตัดไปจนถึงคิวรถตู้ปากเซ-ด่านวังเต่าได้
เห็นแม่ค้าเดินขายน้ำแปลก ๆ ดีค่ะ มีน้ำเต้าหู้เย็น น้ำหมาน้อย (ก้อนเขียวๆ) น้ำรากบัว เชอร์รี่เลยลองซื้อน้ำรากบัวมาค่ะ ถุงละ 2 พันกีบ(8 บาท)
ที่ผ่านตลาดสดนี่ก็น่าตื่นตาตื่นใจมากค่ะ (ตามประสาแม่บ้าน) แต่ก็ต้องเลือกของที่ไม่หนัก เลยได้ถั่วลิสงคั่วมา (ที่บ้านก็มีค่ะแต่ที่นี่ถูกกว่า) ได้สับปะรดกวน มะขามกวน ขนมปังบาเกต จนต้องล้นออกมานอกกระเป๋าแบบนี้ค่ะ
ดูซิค่ะ หมูยอยักษ์
ของมีเยอะแยะมากมายค่ะ ถ่ายรูปมาก็เยอะ แต่ขืนเอาลงอีกเดี๋ยวจะไม่ถึงบ้านซะทีค่ะ

เดินเตร็ดเตร่จนถึงคิวรถตู้ค่ะ ก็ต้องรออีกตามเคย รอเกือบชม. คือเค้ารอให้คนเต็มน่ะค่ะ ค่ารถตู้ 20 พันกีบ (80 บาท) เท่าเดิมกับขามา รอจนบ่ายโมงครึ่งแล้วก็ยังไม่ได้ออก (ออกจากร้านเน็ตตอนเที่ยง) ประมาณบ่าย 2 ถึงได้ฤกษ์ออก



ตอนที่นั่งรถมาก็นั่งข้างผู้หญิงคนนึง ชื่อน้องปุ้มค่ะ เลยคุยกันมาตลอดทาง เค้าเป็นคนไทยค่ะ มามีแฟนที่นี่ วันนี้จะไปด่านเพื่อไปกดเงินและทำธุระที่ฝั่งไทยค่ะ เราก็คุยกันถึงชีวิตความเป็นอยู่ในลาว เค้าเองก็บอกค่ะว่าคนลาวจริงใจ ถ้าเราดีกับเค้าเค้าจะดีกลับคืนมาเป็น 10 เท่าเลย คือรักเลย เกลียดเลยน่ะค่ะ



ระหว่างทางเดินไปตม. ก็จะมีแม่ค้าขายของข้างทางค่ะ เห็นเผือกแล้วอยากซื้อกลับไปทำแกงบวชเผือกกินจังเลย
กระติ๊บนี่ด้วย 55 บาทเอง แต่ไม่ไหวจะแบกแล้ว แต่นี้ก็ล้นแล้วค่ะกระติ๊บนี่ด้วย 55 บาทเอง แต่ไม่ไหวจะแบกแล้ว แต่นี้ก็ล้นแล้วค่ะ
กลับจริง ๆ แล้วค่ะ ทางเดินช่วงกั้นเขตไทย-ลาว แค่เนี๊ยะ แบ่งเป็นช่องเข้าลาว เข้าไทย
ถึงแล้วค่ะประเทศไทยบ้านเรา พึ่งเข้าใจความรู้สึกของคนไปใช้ชีวิตเมืองนอกค่ะ พอได้กลับมาเหยียบแผ่นดินไทยแล้วมันรู้สึกดีอย่างงี้นี่เอง นี่ไปแค่ 5 วันนะ ยังรู้สึกได้ แล้วคนที่เค้าจากบ้านไปเป็นสิบ ๆ ปี มันจะยิ่งใหญ่ขนาดไหน (เว่อร์ไปไม๊เนี๊ยะเรา)

ทีนี้ ก็จะสรุปค่าใช้จ่ายทั้งหมดตั้งแต่ค่ารถจากระยองขามาถึงขากลับ กับการท่องเที่ยวในลาวทั้งหมด 4 คืน 5 วัน (ไม่รวมนอนบนรถอีก 2 คืนค่ะ)

ค่าที่พัก 642 บาท

ค่ารถ 2,511 บาท

ค่ากิน 1,422 บาท

อื่น ๆ 974 บาท รวมเป็น 5,549 บาทค่ะ

สะบายดีค่ะ

lozocatlozocat







 

Create Date : 13 มีนาคม 2554    
Last Update : 13 มีนาคม 2554 17:18:06 น.
Counter : 2184 Pageviews.  

^ * ^ ....ทริปส่งท้ายปี 53 แบ็คแพ็คไปลาวใต้คนเดียว (ดอนเดด-ตาดคอนปลาสร้อย)

lozocatlozocat


วันพุธที่ 8 ธ.ค. 53

วันนี้ตื่นแต่เช้าอีกเช่นเคย แต่เมื่อคืนตอนนอนมีรู้สึกกลัวอยู่เหมือนกันตอนได้ยินเสียงคนเดิน แล้วเอ๊ะทำไมมันเหมือนอยู่หน้าห้องเรา แล้วก็เสียงเหมือนผ้าซวบ ๆ อะไรสักอย่าง หรือมาแอบเปิดผ้าม่านชั้น หรือแอบมานอนเปลเล่นหน้าห้องเรา แต่ก็ช่างเหอะล็อคประตูดีแล้ว เข้ามาไม่ได้หรอก ถ้าจะเปิดเสียงมันต้องดังกว่านี้ คิดไปคิดมาจนคิดว่าไม่มีอะไรน่ากลัวแล้วก็ลืมไปเลยหลับต่อค่ะ

พอตื่นเช้ามาถึงได้รู้ว่าดอนมานอนเปลหน้าห้องเรานี่เอง นอนทั้งคืนเลยค่ะไม่ได้นอนเล่น ๆ ไม่โดนยุงกัดด้วย ตอนแรกก็ได้ยินดอนพูดอยู่เหมือนกัน แต่คิดว่าพูดเล่น นอนจริง ๆ ได้ด้วยหรอ เก่งจัง รู้ตั้งแต่แรกจะได้ไม่คิดกลัวอยู่ตั้งพักใหญ่

เช้าวันนี้ตื่นมาก็ได้ถ่ายรูปบรรยากาศตอนเช้าอีกแล้ว



ถ่ายจากหน้าที่พักกันเลยค่ะ บอกแล้วว่าที่นี่เค้าวิวสวย ส่วนภาพที่ดอนกำลังเกี่ยวข้าวเค้ากำลังช่วยครอบครัวทำงานอยู่ค่ะ

วันนี้ ดอน ตาล นิด ก็จะไปปากเซกันแล้ว เชอร์รี่เองก็พึ่งตัดสินใจได้เมื่อวานตอนเย็นว่าจะอยู่ต่ออีกคืน เพราะชอบที่นี่จังเลยค่ะ ความจริงเชอร์รี่กะจะหาที่พักใหม่ ไปถามเฮือนสุขสันต์เอาไว้แล้วด้วย แต่คิดไปคิดมามันดูเงียบเกินไป ห้องละ 200 บาท แต่ห้องน้ำแยกเหมือนกัน กับอีกทีนึงห้องละ 200 มีห้องน้ำในตัวแต่ว่าเป็นหลัง ๆ ไม่ติดใคร หน้าห้องที่ว่างนั้นก็วิวไม่สวย คิดไปคิดมาอยากอยู่เป็นห้องแถวมีเพื่อนอยู่ข้าง ๆ ห้องดีกว่า สรุปพักที่เดิมมันนี่แหละ วิวก็สวยที่สุดแล้ว

ความจริงตอนเช้ายังลังเลเดินหาที่พักใหม่อยู่เลย แต่เห็นสภาพห้องแล้ว เดินกลับมาจะย้ายของแล้ว เจอบรรยากาศแบบสบายไม่ร้อน เพราะห้องเชอร์รี่อยู่ด้านใน นอนเล่นที่เปลอากาศก็ดีเลยสรุปพักที่เดิมดีกว่า

ออกมาเดินเล่นแต่เช้า ร้านยังปิดกันอยู่เลยค่ะ



นี่ค่ะร้านพี่หนิงที่พวกเราไปอุดหนุนกันทุกมื้อ

ร้านเน็ตที่ดอนเดดก็มีหลายร้านนะคะ แต่ราคายังแพงอยู่มาก ๆ เลยค่ะ นาทีละ 400 กลีบแน่ะ ก็เกือบ 2 บาท ช่วง 3 วันแรกเลยไม่ได้ติดต่อกับเพื่อน ๆ เลย แต่ก็มีรับโทรศัพท์จากพี่ชาย จากพ่อบ้าง
ความจริงมื้อเช้านี้เชอร์รี่กะจะหาของชาวบ้าน ๆ กินซะหน่อย แต่ไม่มีเลยค่ะ ส่วนมากเค้าจะทำกินกันเอง สำหรับนักท่องเที่ยวก็กินร้านอาหารไป เดินเล่นเข้าไปที่เก็ตเฮ้าส์นี้ ร้านอาหารน่านั่งมากเลยค่ะ มาคราวหน้าต้องไปลอง จะมีอยู่ 2 ร้านที่เชอร์รี่ติดค้างไว้ เป็นร้านริมโขงทั้งคู่

กินข้าวเช้ากันดีกว่า เจอดอนพอดี เลยชวนกินข้าว มื้อสุดท้ายของทริปนี้ที่จะได้กินข้าวร่วมกันค่ะ ค่าเสียหายมื้อนี้จ่ายเป็นเงินบาทค่ะ คนละ 48 บาท มีผักสด ๆ ที่เพื่อน ๆ ซื้อจากแม่ค้า แล้วให้พี่หนิงผัดให้ เค้าใจดีไม่คิดค่าผัดด้วยค่ะ พี่เค้าผัดอร่อยค่ะ แต่ผักคงไม่เหมาะกับเอามาผัดเพราะขมค่ะ

และแล้วก็ถึงเวลาที่เราต้องแยกจากกันแล้วค่ะ (เศร้าไม๊เนี๊ยะ)





แต่ดีใจมากค่ะที่กลับมาห้องแล้วมีเพื่อนมานอนข้างห้องแล้ว เป็นผู้ชายญี่ปุ่นมาคนเดียวเหมือนกัน

ยืนรอตั้งนานเพื่อได้บ๊ายบายเพื่อน ๆ แล้วก็ให้ได้ภาพนี้ค่ะ



เดินกลับที่พักด้วยความรู้สึกเหงาเข้ามาแว๊บๆ แต่ก็หายไปภายในพริบตาด้วยน้องเหมียวตัวนี้ค่ะ เล่นต้นคริสต์มาสตัวเดียวหนุกหนานเชียวนะ

และจากที่คิดกันไปกันมาเรื่อง การจะไปเที่ยวคอนพะเพ็ง และไปปากเซ โดยการซื้อตั๋วเหมา กับนั่งเรือเหมารถ ต่อรถไปกันเอง สรุปว่าซื้อตั๋วเหมาราคาถึงจะสูงกว่าหน่อย แต่ก็ไม่ต้องห่วงเรื่องกระเป๋าเวลาไปเที่ยวกับจะมีที่นั่งไม๊ จะได้ขึ้นรถเมื่อไหร่

เชอร์รี่ก็เลยซื้อซะเลยค่ะกับเจ้านี้ เพราะจากที่ถามหลาย ๆ เจ้าราคาที่ถูกที่สุดก็คือ 400 บาท คือมีค่าเรือ ค่ารถเหมาไปคอนพะเพ็ง ค่าเข้าคอนพะเพ็งแล้วรอรับเรากลับมาขึ้นรถทีนากะสังไปปากเซ ถึงปากเซแล้วถ้าเราจะให้ส่งในเมืองก็ได้ ต้องมาที่ท่าเรือตอน 8 โมงหรือ 8 โมงครึ่งนี่แหละลืมแล้ว
ลืมบอกว่าชื่อพี่บุญ เค้าก็ดีค่ะ ไม่ผิดคำพูด แต่เรื่องการรอรถนี่ต้องทำใจค่ะขนาดซื้อตั๋วเหมาแล้วก็ยังต้องรอ แต่ก็ยังดี ยังรอแบบมีจุดหมายค่ะ คุยกับเค้าอยู่ตั้งนาน เพราะเค้าบอกว่าเค้ามีพี่สาวมาทำงานที่ระยองแล้วหายไปไม่ติดต่อกลับบ้านเกือบ 10 ปีแล้ว



แล้วก็เดินไปดูห้องใหม่ที่นัดไว้ สภาพห้องก็พอกัน แต่เป็นหลังเดี่ยวไม่ติดใคร บอกเค้าว่าขอคิดดูก่อนถ้าย้ายก็จะขนของมาเลย พอกลับถึงห้องเจอเจ้าตัวนี้ (ตอนกลางคืนก็นอนแถวนี้) เจอบรรยากาศดี ๆ เย็นสบาย แดดไม่ส่อง ก็อยู่ที่เก่าแหละคะ นอนๆ อยู่มีฝรั่งมาดูห้อง ครั้งแรกมากัน 2 คนผู้ชาย แล้วก็ไป อีกครั้งเป็นฝรั่งผู้ชาย 1 คน มาดูห้องแล้วก็ไป จนอีกครั้งเป็นผู้ชายญี่ปุ่นมาดูแล้วก็ตัดสินใจอยู่เลย ค่อยยังชั่วหน่อย ไอ้เราก็แอบลุ้นซะ ว่าชั้นจะมีเพื่อนนอนข้าง ๆ ห้องไม๊

ตอนแรกคิดว่าอยู่คนเดียวคงจะเหงา คงจะได้อ่านหนังสือ ได้เขียนไดอารี่ ไปด้วยกินขนมไปด้วย อุตส่าห์ซื้อเรื่องปั่นจักรยานรอบโลกมาอ่านด้วย เพื่อเป็นแรงบันดาลใจเวลาที่เหงา ว่าที่เค้าไปมาโหดกว่าเราหลายร้อยเท่า แต่สุดท้าย ไม่เห็นจะมีเวลาเหงาเลยค่ะ นอนเปลได้สักพัก ก็เปลี่ยนชุดแล้วก็ออกเดินทางต่อเลยค่ะ ตั้งใจไว้อยู่แล้วว่าตอนเช้าขอไม่อาบน้ำ (จะบอกทำไมเนี๊ยะ)

เปลนี้แหละที่ดอนนอนทั้งคืน เก่งเนอะ



ความจริงยังไม่หายปวดก้นเลยค่ะ แต่ลองดูตามที่ลูกตาลบอก ลูกตาลบอกว่าต้องไปถอนถึงจะหาย ไปกันแบบปวด ๆ มันอย่างงี้แหละค่ะ คราวนี้ปั่นทางเรียบแม่น้ำจริง ๆ แล้ว ไม่ร้อนเลย ตั้งแต่วันนี้ก็หายปวดหัวแล้วค่ะ

อืมค่าเช่าจักรยาน 10 พันกีบ (40 บาท) วันนี้ได้จักรยานคันใหม่เชียว

ปั่นมาได้สักพัก ก็เจอร้านเบเกอรี่ ขอเข้าไปดูหน่อยซิเผื่อจะได้ลองเบเกอรี่เค้าบ้าง แต่ที่ไหนได้เค้าบอกว่าไม่ได้อบเลยค่ะ ไม่มีสักอย่าง แต่ที่นั่งดูน่าจะสบายดี เลยสั่งน้ำปั่นผลไม้รวม 1 แก้ว 10 พันกีบ (40 บาท)



รสชาติแปลก ๆ อร่อยดี ที่นี่เค้าจะใช้กล้วยน้ำว้า ไม่ใช่กล้วยหอม ถามสูตรน้องเค้าดู น้องเค้าก็ไล่ให้ฟัง มีหมากอะไร เป็นศัพท์ของเค้าจำไม่ได้ แต่เราแปลไปมั่ว ๆ เค้าก็ว่าใช่ ถ้าจำไม่ผิดมี กล้วย น้ำมะพร้าว มะละกอ แตงโม มะม่วง รึเปล่าไม่รู้ เพราะน้ำมันสีอ่อน ๆ



ร้านนี้เค้าเป็นร้านเบเกอรี่จริง ๆ นะ มีเตาอบด้วย แต่ไม่มีขนมอะไรเลย สงสัยคนอบไม่อยู่
ได้น้ำหมากรวมปั่นเพิ่มพลังแล้วก็ออกเดินทางต่อค่ะ แต่ปั่นไปได้สักพักก็เจออุปสรรคตัวเบ้อเร่อเลยค่ะ

ไอ้เราก็ใส่เสื้อแดงซะด้วยสิ ไม่กล้าปั่นค่ะ กลัวน้องเค้าตกใจ ลงเข็นค่ะ เดินกันตัวลีบเลย ก็ดูหน้าน้องเค้าซิไม่รู้อารมณ์ไหน ต่างตัวต่างคนไม่ไว้ใจค่ะ



และแล้วก็ผ่านพ้นมาด้วยดิค่ะ แน๊ยังหันมามองอีก

จุดพักรถที่ 2 ที่ วิวเค้าออกจะสวย



เห็นป่าว



เห็นขัวข้ามไปดอนคอนอยู่ลิบๆ



ตาดคอนปลาสร้อยก็อยู่ฝั่งดอนคอน แต่อยู่คนละฟากกับตาดหลี่ผี พอข้ามสะพานแล้วตาดหลี่ผีจะอยู่ทางขวา แต่คอนปลาสร้อยจะอยู่ทางซ้าย จะเจอเจ้าหน้าที่ขายตั๋วอีก เค้าจะขายเชอร์รี่ก็เลยบอกกับเค้าว่าไม่ต้องซื้ออีกไม่ได้หรอค่ะ เมื่อวานก็ซื้อไปหลี่ผีมาแล้ว เค้าบอกว่าซื้อตั๋วใบเดียวไปได้ 2 ตาด เชอร์รี่ก็เลยขอเค้าบอกว่าก็เมื่อวานซื้อแล้วค่ะ แต่ไม่ได้ไป ลุงเค้าก็ใจอ่อน เมื่อวานเป็นผู้ชายหนุ่มค่ะ ดีจังไม่ต้องเสียเบี้ยอีก

แล้วก็ถีบอ้อมเพื่อลอดใต้สะพานค่ะ หรือใครจะเข็นจักรยานลงบันไดก็ได้ แต่เชอร์รี่กลัวจะกลิ้งกันไปทั้งคนทั้งจักรยานเลยยอมปั่นอ้อมดีกว่า แต่คราวนี้ขอตัดทางหัวรถจักรนี่เลยละกัน เลยได้ภาพหัวรถจักรกันใกล้ ๆ เลยค่ะ



นี่เป็นร้านขายส้มตำค่ะ มีส้มตำด้วย ตั้งแต่มาลาวได้ 3 วัน ยังไม่ได้ลองส้มตำลาวเลย เลยต้องลองแล้วค่ะ ขอแวะเดี๋ยวเดียวนะคะ



เชอร์รี่สั่งเค้าว่าส้มตำจานนึงค่ะ ถามราคาเค้าบอกว่า 7 พันกีบ (28 บาท) แต่ด้วยความที่ยังอิ่มน้ำหมากรวมปั่นอยู่ ก็เลยถามเค้าว่าตำครึ่งราคาได้ไม๊ค่ะ คือเอาน้อย ๆ น่ะค่ะ อยากลองชิมแต่อิ่มอยู่ เค้าก็บอกว่ามีอีกราคา 5 พันกีบ เชอร์รี่ก็เลยให้เค้าตำ มีการให้ใส่พริก 2 เม็ด แต่ลืมไปว่าเม็ดใหญ่ ก็เลยเผ็ดซะ ไว้ไปทีหลังเอาเม็ดเดียวพอ

แต่อร่อยมากเลยค่ะ เห็นหน้าตาดูจืด ๆ แต่แซ่บหลายจริง ๆ หรือจะแซ่บผงชูรสก็ไม่รู้



เวลาปั่นจักรยานไปเที่ยวคอนปลาสร้อยนี่ต้องพยายามถามคนมาเรื่อย ๆ ค่ะ เพราะเชอร์รี่เห็นหลงกันมาเยอะแล้ว น้ำตกนี้ไม่ค่อยมีคนมากันด้วยช่วงแรก ๆ จะผ่านบ้านคน แล้วก็ผ่านทุ่งนา พอเจอบ้านคนก็ต้องรีบถามค่ะ ก่อนจะหลงซะก่อน ล่าสุดเชอร์รี่ก็ถามพี่ผู้ชายบ้านหลังสุดท้ายเค้าก็บอกทางได้ดีค่ะ ไม่หลง และพอขากลับเจอเค้าอีกเค้าก็ยังถามเลยค่ะว่าไปถูกไม๊ ชอบไม๊

อย่างตรงนี้ทางเข้าน้ำตกต้องเลี้ยวซ้าย ส่วนมากคนจะไม่สังเกตป้ายมักจะปั่นจักรยานเลยไปค่ะ (เพราะขากลับเชอร์รี่เห็นฝรั่งเค้าปั่นเลยกันแล้วกลับมาใหม่)
ปั่นตามทางนี้ไปอีกนิดค่ะ เริ่มจะได้ยินเสียงน้ำตกแล้ว
ที่นี่คนมาเที่ยวกันน้อยค่ะ มีร้านขายอาหารอยู่แค่ร้านเดียว ตอนแรกเชอร์รี่กะว่าจะมากินน้ำมะพร้าวซะเต็มที่เลย แต่เค้าไม่มีขายค่ะ
น้ำตกคอนปลาสร้อยจะมีสะพานแขวนด้วย



มาที่นี่เชอร์รี่ก็อยู่แค่ตรงสะพานนี่แหละค่ะ ลองข้ามไปก็เห็นมีทางเล็ก ๆ อยู่ 2 ทาง แล้วก็ไม่มีคนเลย ไม่รู้จะเป็นทางไหน กลัวด้วย ถ้าเจอฝรั่งกลุ่มอื่นมาเที่ยว ค่อยกล้าเดินไปหน่อย ก็เลยอยู่แค่ตรงสะพานค่ะ

น้ำไหลแรง เสียงดัง น่ากลัวมากเลย พื้นสะพานก็เป็นไม้ร่อง ๆ ยืนไปก็ตื่นเต้นไปค่ะ
เจออะไรแบบนี้ทีไร ทำไมเราชอบคิดว่าถ้าเราตกลงไปมันจะเป็นยังไงนะ ทุกทีเลย คิดไปเองให้เสียวเล่น ๆ ซะงั้น
ต้องถ่ายรูปไว้เป็นที่ระทึกก่อนคะว่ามาถึงแล้วจริง ๆ



มาที่คอนปลาสร้อยได้แค่นี้แหละค่ะ พอเจอคนก็ถามเค้าว่าถ้าข้ามสะพานไปมีทางเล็ก ๆ เดินไปจะมีอะไร เค้าบอกว่ามีที่หาปลา กับน้ำตกค่ะ อืม ถูกของเค้าแหละเนอะ

ผ่านโรงเรียนเด็กโตมีคนหลอกเด็กอยู่ค่ะ



เค้าเป็นคนญี่ปุ่น มาเที่ยวคนเดียวเหมือนกัน(รู้ได้จากยืนคนเดียว กับตอนกลับปากเซก็เห็นเค้าอยู่คนเดียวค่ะ) ไม่ได้คุยอะไรกันมากหรอก แค่รู้ว่าต่างคนต่างเป็นคนชาติอะไร แล้วเค้าก็ให้ถ่ายรูปให้เค้า หลังจากนั้นก็ยิ้มค่ะ ใบ้รับประทาน (เชอร์รี่เอง) เค้าเอาลูกกลม ๆ ใส ๆ มาเล่น แบบเหมือนกับว่ามันติดมือ ไม่หล่น ไม่รู้เค้าทำยังไงเหมือนกันค่ะ เด็ก ๆ รุม ชอบกันใหญ่เลย

ชมบรรยากาศระหว่างปั่นจักรยานกลับกันเลยนะคะ






มัวเถลไถล แต่ก็มาทันชมบรรยากาศตอนเย็นที่ร้านซันเซ็ทค่ะ



มื้อนี้สั่งข้าวราดแกงกระหรี่ผัก 10 พันกีบ (40 บาท) กับน้ำกล้วยปั่น 8 พันกีบ (32 บาท) ค่ะ เค้าใช้กล้วยน้ำว้ามาปั่นค่ะ สรุปว่าถ้าสั่งน้ำกล้วยปั่นที่เกาะนี้คงจะได้แต่กล้วยน้ำว้าแหละค่ะ แปลกดี กลับมาบ้านว่าจะลองทำเองดูบ้าง

ข้าวราดแกงกระหรี่ผักก็เยอะมาก รสชาติอร่อยแบบอ่อน ๆ แปลกดีค่ะ



สะพานที่เห็นนี่ตอนแรกเชอร์รี่ก็คิดว่าเค้าลืมทำที่กั้นรึยังไง คิดว่าเป็นจุดยืนชมวิว เพราะมันสูงจากพื้นน้ำมาก แล้วตอนนี้น้ำน้อยก็ยิ่งสูง แต่นั่งไปนั่งมาถึงได้รู้ว่าเป็นที่กระโดดน้ำของฝรั่งที่ชอบความท้าทาย เค้าวิ่งมาแต่ไกล เพื่อกระโดดให้ได้ไกล ๆ จะได้ถึงน้ำลึก ๆ เพราะถ้าไม่ไกลพอขาคงหักแน่ ๆ แล้วเค้าก็ว่ายไปถึงเกาะกลางน้ำกัน กล้าจริง ๆ



นั่งกินจนมืดเลยค่ะ ภาพสุดท้ายของวันนี้ลากันด้วยภาพนี้เลยนะคะ พรุ่งนี้จะต้องลาดอนเดดกันแล้วล่ะค่ะ



lozocatlozocat




 

Create Date : 13 มีนาคม 2554    
Last Update : 13 มีนาคม 2554 16:48:43 น.
Counter : 894 Pageviews.  

^ * ^ ....ทริปส่งท้ายปี 53 แบ็คแพ็คไปลาวใต้คนเดียว (ดอนเดด-ตาดหลี่ผี)

lozocatlozocat


วันที่ 1 วัดพู จำปาสัก

วันที่ 7 ธ.ค. 53

ตื่นเช้าเห็นว่ายังมืดอยู่ก็เข้าห้องน้ำซะนานเลย ออกมาไม่ทันพระอาทิตย์ขึ้นเลย เชอร์รี่ออกมาก็เจอพวกนั้นเก็บภาพกันไปหลายช็อตแล้ว ภาพเชอร์รี่ที่ได้ก็แค่นี้แหละคะ



ภาพนี้ฝีมือตาล



เช้านี้ออกไปเดินเล่นคนเดียว กะจะไปหาของที่ร้านค้าธรรมดา ๆ ที่ชาวบ้านทำขาย กินซะหน่อย บรรยากาศตอนเช้าช่วงพระกำลังบิณฑบาตรพอดี



เดินไปเดินมา มองเข้าไปในบริเวณบ้านคนพอดีเห็นมีแม่ค้าหาบของขายอยู่ เลยขออนุญาตเค้าเข้าไปดู เห็นว่าเป็นอะไรสักอย่างห่อใบตอง นึกว่าเป็นข้าวเหนียวสังขยาซะอีก ที่ไหนได้เป็นซุปขนุนหม้อนึง ซุปหน่อไม้หม้อนึง หน้าตาดูไม่น่าอร่อยพอดี เชอร์รี่เลยบอกเค้าว่าคงไม่เอาค่ะ เพราะไม่มีข้าวเหนียวขายด้วยใช่ไม๊ค่ะ

แต่ก็มีลุงใจดีเค้าบอกว่าเอาของที่นี่ไม๊ล่ะ เราก็เลยเอาค่ะ (ว่าจะไม่ได้ซื้อแล้วเชียวน๊า) ตอนแรกเค้าจะตักใส่ถุงให้ แต่เชอร์รี่ก็ขอใบตองแม่ค้าให้ลุงเค้าตักใส่ใบตอง พอเค้ายื่นให้เชอร์รี่ไม่แน่ใจเลยถามเค้าว่าเท่าไหร่ค่ะ เค้าบอกไม่คิดเงิน ให้เจ้าเอาไปกินให้ร่างกายแข็งแรง แล้วก็อะไรไม่รู้ฟังไม่ค่อยออกค่ะ เชอร์รี่ก็ยกมือไหว้พร้อมหน้าตาที่ซาบซึ้งมาก ซุปขนุนก็ได้แล้ว ราคา 3 พันกีบ ก็ถือจ้ำ ๆ เดินออกไปด้วยความดีใจที่ได้ข้าวเหนียวฟรีเยอะด้วย (เจอคนใจดีอีกแล้ว) ตอนแรกบอกเค้าว่าเอานิดเดียวนะเนี๊ยะ กะจะเอาไปให้พวกเพื่อนกินจะได้รับร่วมชะตากรรมเดียวกันว่ามันอร่อยหรือไม่อร่อย ดูปริมาณแล้วก็พอกินกันได้หอมปากหอมคอ ถ้าคนเดียวคงจะรับผิดชอบไม่ไหว

แต่ก็เดินยังไม่ถึงที่พัก เจอพระบิณฑบาตรกัน 4 รูปพอดี คิดไปคิดมาตักบาตรพระด้วยข้าวเหนียวเลยดีกว่าครึ่งนึง พวกนั้นไม่ต้องกินกันล่ะ ซุปขนุนเพราะดูแล้วไม่น่าอร่อย เดี๋ยวพวกนั้นจะเสียอารมณ์กัน เลยนิมนต์พระให้หยุด แล้วเชอร์รี่ก็จกข้าวเหนียวเป็น 4 คำเล็กๆ ใส่ค่ะ ส่วนซุปก็เก็บไว้กินเองซิค่ะ มีห่อเดียว พระ 4 รูป เดี๋ยวไม่เสมอภาค

เดินถือไปถึงร้านขายกาแฟตอนเช้า ความจริงร้านนี้มีก๋วยจั๊บด้วย แต่เค้ายังทำไม่เสร็จ เสร็จ 8 โมง แต่ตอนนั้นยังไม่ 7 โมงเลย เชอร์รี่ก็เลยสั่งกาแฟลาวร้อนมา 1 แก้ว ความจริงไม่ได้เป็นคอกาแฟกับเค้าหรอกค่ะ แต่อยากลอง กาแฟราคาแค่ 2 พันกีบ (8 บาท) เองค่ะ



เรื่องรสชาติที่สุดของความไม่อร่อยในทริปนี้ คือมันจืด มันไม่มีรสชาติอะไรที่โดดเด่นเลย ตัวซุปขนุนน่ะค่ะ อยากจะใส่น้ำปลา พริกป่น แค่นี้ก็คงจะช่วยได้เยอะ แต่เชอร์รี่ก็ฝืนกินค่ะ กินจนอิ่ม แต่ไม่หมดค่ะ ข้าวเหนียวเหลือครึ่งนึง ก็โยนเลี้ยงไก่ในร้านไปแต่ซุปขนุนเหลือครึ่งนึง จะให้ไก่ก็เดี๋ยวเลอะร้านเค้า เลยต้องจำใจทิ้งขยะไป ตอนแรกจะให้หมาที่ร้านกินแต่มันดม ๆ แล้วเมินค่ะ มันกินข้าวเหนียวเปล่า ๆ ค่ะ

ส่วนกาแฟ รสชาติแบบบรรยายไม่ถูก มันขมเค็ม กลิ่นแปลก ๆ สุดกล้ำกลืนฝืนทนเลยค่ะ แต่ก็กินจนหมดแก้ว เกรงใจแม่ค้าค่ะ เดี๋ยวเค้าจะน้อยใจ แต่ก็ไม่เข็ดค่ะ คิดว่ากาแฟลาวเจ้านี้เค้าอาจชงไม่อร่อย ไว้จะต้องไปหาชิมเจ้าอื่นซ่อมค่ะ



7 โมงครึ่ง มองไปที่ห้องเห็นนิดพึ่งออกมาหรือเข้าไปจำไม่ได้ เพราะฝากกุญแจห้องไว้ บอกให้พวกนั้นเข้าไปใช้ห้องน้ำได้ แล้วยังมีแก่ใจนั่งเอ้อระเหยที่ม้านั่งหน้าโรงแรมค่ะ เค้ามีม้านั่งวางไว้ มองดูเด็ก ๆ เดินไปโรงเรียน

มองไปมองมา เจอพี่น้องคู่นึงท่าจะเป็นฝาแฝด คนนึงร้องเพลงขวานฟ้าหน้าดำ อีกคนหัวเราะชอบใจไปตลอดทาง คนที่ร้องก็ร้องอยู่แค่ขวานฟ้าหน้าดำ แต่อีกคนก็หัวเราะอยู่นั่นแหละ ไอ้เราก็งงว่าเอออะไรมันจะตลกได้ขนาดนั้นเห็นแล้วก็ขำ แล้วก็เอ้อนึกขึ้นมาได้ว่าเราติดดินสอมาแจกเด็กแพคนึงนี่หว่า เลยรีบวิ่งไปที่ห้อง แล้วก็วิ่งตามไป ดีนะที่ 2 คนนี้หยุดเล่นลูกแก้วกันอยู่ ก็เลยให้ดินสอเค้าไปคนละแท่ง แล้วก็มีน้องผู้หญิงเดินมาพอดี เลยให้เค้าด้วย แต่ก็เหลืออยู่อีกเยอะ ( เตรียมไป 1 โหล ) จะเดินไปกลุ่มเด็กเยอะ ๆ ตรงนู้นก็แจกไม่พอ เลยแบ่งให้เด็กผู้ชายคนละเท่าๆ กัน แล้วบอกให้เอาไปแบ่งเพื่อน ๆ นะครับ เค้าก็มองงง ๆ ยิ้ม ๆ อาย ๆ (จะรู้เรื่องไม๊เนี๊ยะ)

แล้วเราก็ขอถ่ายรูปเค้า เราทำท่าให้เค้าทำท่าเก็กหล่อ เค้าก็ทำกันอย่างงั้นแหละค่ะ ท่าเค้า



กลับมานั่งต่อเจอรถประจำทาง สงสัยถ้านั่งจากปากเซมาคงเป็นรถแบบนี้แหละ

นึกขึ้นได้ว่ามีร้านนึงหน้าโรงแรมขายกล้วยน้ำว้าอยู่ เห็นพวกนั้นชอบกินกันเลยซื้อมาหวีนึงไปฝากพวกดอน ตาล นิด เป็นอาหารเช้า ราคา 3 พันกีบ (12 บาท) ที่ร้านส่วนมากจะเห็นเป็นหวีดำ ๆ นี่พยายามเลือกที่ดำน้อยทีสุดแล้ว แต่ตาลบอกว่าดำ ๆ แหละอร่อย แบบสุกคาต้น อ้าวลืมไปซะงั้น



พอประมาณ 8 โมงแล้วก็กลับเข้าห้องไปอาบน้ำ คิดว่าคงพอดี 8 โมงครึ่งที่นัดเรือไว้ อาบน้ำแต่งตัว เก็บข้าวของ ที่ไหนได้ตกลงเราช้าเป็นคนสุดท้ายเลย มีพวกฝรั่งนั่งรอกันเต็มเรือหมดแล้ว อายจัง นึกว่าจะมีแต่พวกเรา สายไป 5 นาที วันนี้จ่ายค่าห้องเป็นเงินกีบ ปลิวไปแล้ว 50 พันกีบ กับเหมาค่าปี้ (ตั๋ว) ไปดอนเดด ในนี้จะเป็นค่าเรือไปอีกฝั่ง กับค่ารถทัวร์นั่งไปถึงนากะสัง 60 พันกีบ ซึ่งพวกเราคิดกันไปคิดกันมาสรุปได้ว่าจองปี้กับทางโรงแรมก็แพงกว่านั่งรถไปเองหน่อยเดียว แต่สะดวกกว่า เพราะไหนจะค่าเรือ ค่าจ้างรถไปส่งที่ปากทาง แล้วรอรถโดยสารอีก ยังรักความสบายอยู่ว่างั้น

แล้วก็ถึงเวลาร่ำลาจำปาสัก เพื่อที่จะไปต่อกันที่ดอนเดด เพื่อไปเที่ยวน้ำตกหลี่ผี กับคอนพะเพ็งกันแล้วค่ะ

ภาพสวย ๆ นี้ฝีมือลูกตาลค่ะ ดูภาพนี้จะได้เห็นว่าบรรยากาศที่จำปาสักเค้าดีจริง ๆ



พอลงจากเรือก็เดินขึ้นไปนั่งรอรถทัวร์ที่จองไว้แล้วจากทางโรงแรมที่ร้านขายของชำค่ะ



ภาพนี้มองจากที่นั่งรอรถทางเดินไปท่าเรือข้ามไปจำปาสักค่ะ



อยู่บนรถกำลังจดค่าใช้จ่าย เวลาไปเที่ยวแล้วเตรียมสมุดจดบันทึกเล่มเล็ก ๆ ไว้จดค่าใช้จ่าย จดอะไรที่ประทับใจจะดีค่ะ มีอะไรทำแก้เซ็งดี เพราะบางครั้งก็นึกไม่ออกว่าอะไรราคาเท่าไหร่ ฝีมือตาลค่ะ



เริ่มกันที่นั่งรถจากจำปาสักไปนากะสัง ตอนแรกตั้งใจว่าจะไปเที่ยวตาดคอนพะเพ็งกันก่อน แต่คิดกันไปคิดกันมาเก็บไว้ไปวันกลับไปปากเซดีกว่า วันนี้จะได้ปั่นจักรยานไปเที่ยวตาดหลี่ผีกันเลย



จากจุดจอดรถก็เดินกันไปที่ท่าเรือเลยค่ะ ค่าเรือคนละ 15 พันกีบ (60บาท) คนเยอะมาก วันนี้วันอังคารที่ 7 ธ.ค. 53 ค่ะ มีแต่ชาวต่างชาติ ไม่รู้เค้าจัดคนยังไง กลุ่มเรารอกันตั้งนานไม่ได้ลงเรือซะที ก่อนไปเชอร์รี่ก็ทำการบ้านไว้พอสมควรค่ะ ว่าการไปเที่ยวครั้งนี้จะต้องมีแต่การรอคอย ซึ่งก็จริง ๆ ค่ะ เลยไม่ได้หงุดหงิดอะไรเลย เพราะเตรียมใจไว้แล้วน่ะ



จนมีพี่คนนึง รู้สึกว่าได้ว่าเค้าใจดีมาก คือเค้าเรียกให้ไปเรือลำเค้า แล้วพวกเราก็นั่งรอบนเรือมองไปมองมา ไม่เห็นมีใครมาลงเพิ่มซะที แล้วจะได้ออกเมื่อไหร่ เค้าคงเห็นเรารอนานเค้าก็เลยออกเรือมาส่งพวกเราก่อน ได้ใจดอนไปเต็ม ๆ เลยค่ะ ดอนให้ติ๊บไป 5 พันกีบ ไม่แน่ใจว่าเป็นคน ๆ เดียวกับที่พี่วุฒิพี่เคทชมไว้รึเปล่า



ถึงดอนเดด ก็หาที่พักกันก่อนค่ะ เลือกไปทางซ้าย จนถึงเฮือน Mr.Mo มีพี่ผู้หญิงเค้าพูดไทยชัดเชียว ชวนมาพักที่พักเค้า คืนละ 30 พันกีบ (120 บาท) พวกเราหูผึ่งเลยค่ะ ขอเค้าดูห้องพัก แล้วห้องก็เหลือ 2 ห้องพอดี อารมณ์แรกของเชอร์รี่โห ขนาดนี้เลยหรอ จะไหวหรอ ของจริงไม่ได้สวยเหมือนภาพนะคะ แล้วที่สำคัญห้องน้ำแยก เดินไกลด้วย





ภาพข้างบนห้องเชอร์รี่ค่ะ ผ้าม่านก็บาง ปิดแทบจะไม่มิด ยิ่งเวลาพัดลมพัด (บอกแล้วว่าชอบปิดม่านให้หมดค่ะ กลัวผีแอบดู) แถมเวลาเอามุ้งลงกางนะรูเพียบเลย มีผูกรอยขาดไว้อีก พื้นเป็นไม้ร่อง ๆ 3 คนนั้น ดูชอบแล้วก็บอกว่าอยู่ได้ ส่วนเชอร์รี่ขอไปหาเอาดาบหน้าก่อนค่ะ กะว่าอาจจะแยกพักกับ 3 คนนั้น

เดินแบกเป้ไปไกลเหมือนกันเกือบครึ่งกิโล ห้องที่เจอก็ว่างอยู่ไกลกันบ้าง เหลือห้องเดียวบ้าง ห้องน้ำอาการหนักกว่า Mr.Mo บ้าง สุดท้ายก็เอาห้องนั้นแหละ อย่างน้อยก็มีเพื่อนนอนอยู่ข้าง ๆ และคนที่ดูเรื่องมากที่สุดอย่างเชอร์รี่ก็ติดใจนอนต่อที่นี่อีกคืนค่ะ อย่างว่าสุดท้ายก็ตายรัง

ห้องพักที่นี่โซนบ้านไม้จะมี 4 ห้อง แบ่งเป็น 2 ด้าน ๆ ละ 2 ห้องค่ะ พื้นเป็นพื้นร่วมกันเวลาเดินจะรู้กันหมดเลยว่ามีใครไปใครมา



ภาพนี้ฝีมือตาลค่ะ ถ่ายห้องอีกด้าน เป็น ฝรั่งพัก ห้องนึงมีผู้ชายพักกัน 2 คน ส่วนอีกห้องริมสุดรู้สึกจะเป็นผู้หญิงไม่ค่อยอยู่ห้อง ได้ยินเสียงก็ตอนค่ำเลยตอนเค้ากลับมานอน ส่วนฝรั่งผู้ชายนอนตื่นสายมาก ไม่ค่อยได้เห็นหน้าเค้าหรอกค่ะตอนกลางวัน เจอแต่ตอนกลางคืน

เชอร์รี่ลืมถ่ายภาพห้องพักจากด้านนอกไว้ดู เคยถ่ายแต่เกือบค่ำแล้วภาพไม่ค่อยชัด ว่าจะถ่ายใหม่ตอนกลางวันก็ลืม ดีนะที่ตาลถ่ายไว้ ถ่ายออกมาซะสวยเลย ของจริง ต้องหาร 2 ค่ะ



ข้างในห้องก็มีเก้าอี้วางพัดลมพร้อมพัดลม 1 ตัว ที่นอนเตียงเดี่ยว หมอนนุ่นนิ่ม ๆ คาดว่าคงผ่านมาใช้งานมาอย่างสมบุกสมบัน ผ้าห่ม 2 ผืน เชอร์รี่ก็ให้ดอนเอาไปให้อีก 1 ผืน มุ้งที่ผ่านสมรภูมิมาอย่างโชกโชนเช่นกัน ภาพนี้เตียงในห้องตาลค่ะ ห้องเชอร์รี่หวานกว่า สีชมพูค่ะ

แล้วเราก็ออกไปหาข้าวมื้อเช้ากินกันค่ะ ประมาณเที่ยงเข้าไปแล้ว เดินไปจนถึงท่าเรือ และเดินกลับมาก็สรุปกันที่ร้านพี่หนิงค่ะ ตอนพวกดอน ตาล นิดอยู่เรากินกันทุกมื้อค่ะที่ร้านนี้



น้องหมา ร้านพี่หนิง



ซึ่งมื้อแรกของดอนเดดก็คือ ข้าวเหนียว ไข่เจียว ไก่ทอด ยำผักค่ะ ทุก ๆ คนติดใจกับยำผักมาก หลังจากมื้อนี้นางเอกของเราจะต้องเป็นยำผักค่ะ แต่มื้อต่อไปใส่ทูน่าด้วย อร่อยมากค่ะ ผักสดกรอบ น้ำยำก็ใช้ซอสพริกด้วยค่ะ ว่าจะลองกลับมาทำดูที่บ้านไม่รู้จะเหมือนเค้าทำรึเปล่า



มื้อนี้หารกันคนละ 13 พัน (52 บาท) กีบค่ะ เมื่อท้องอิ่มแล้วพวกเราก็หาจักรยานเช่าปั่นไปหลี่ผีกันเลยค่ะ คันละ 10 พันกีบ (40 บาท)



ทั้ง ๆ ที่ถามทางเค้าแล้ว เค้าบอกมี 2 ทาง ปั่นไปทางแม่น้ำของ (โขง) จะร่มกว่า พวกเราก็ปั่นทางที่เค้าบอก แต่พอถึงจุดที่มีรถเหมาไปน้ำตกจอดอยู่เยอะ ๆ พวกเราดันปั่นไปทางที่รถใหญ่วิ่ง ร้อนมากเลยค่ะ ขากลับถึงได้รู้ว่ามีทางเลียบแม่น้ำโขงไปตลอดไม่ร้อนจริง ๆ ด้วย แต่ช้าไปแล้วค่ะ ปั่นกันไปหัวดำหัวแดง จนเชอร์รี่ปวดหัวเพราะแดดร้อนซะ 2 วันเลย ส่วนมากตอนไม่มีร่มเชอร์รี่จะรีบปั่นไม่รอเพื่อน ๆ เลยค่ะ จะจอดรอก็ตอนเจอร่มไม้

แล้วทางก็ขรุขระมาก ขนาดเวลาลงหลุมพยายามยกก้นขึ้นแล้วกลับมางี้ระบมเลยค่ะ ไม่เคยปั่นโหดขนาดนี้มาก่อน ระยะทางประมาณ 4 กิโลครึ่ง ไม่รู้จะบรรยายยังไง อยากให้ไปลองดูค่ะ ว่ามันสะใจจริง ๆ



ส่วนตาลกับนิดก็ตามเคยค่ะ ไม่หวั่นแม้วันแดดร้อน เจอนู้นเจอนี่ก็จอดถ่ายค่ะ หมู หมา กา ไก่ ถ้าเจอเป็นโดนถ่าย

แล้วที่นี่เค้าก็เลี้ยงหมูกันหลายบ้านมากเลยค่ะ เลี้ยงแบบผูกคอไว้ เห็นแล้วก็สงสารดีนะมานี่เชอร์รี่ไม่ได้สั่งเมนูหมูเลย อืมแต่มีวันสุดท้ายที่ปากเซหลุดไปหน่อย



ตรงจุดนี้แหละค่ะ ที่เป็นคิวรถเหมาสำหรับไปเที่ยวน้ำตก ส่วนมากคนที่มากับบริษัททัวร์จะมาขึ้นเรือที่ตรงนี้แล้วก็มาขึ้นรถ ซึ่งรถก็จะขับไปทางที่พวกเชอร์รี่ปั่นจักรยานขาไปแหละค่ะ ทางร้อน ๆ น่ะ ร้อนจริง ๆ ขอบอก





ใกล้จะถึงแล้วค่ะ แต่จะต้องข้ามขัวนี้ก่อน (สะพาน)

เอ๊ ชักจะเหมือนรายการภาษาลาววันละคำไปซะแล้ว ที่จริงเชอร์รี่ก็จำได้ไม่กี่คำหรอกค่ะ



มาดูวิวสองข้างขัวกันดีกว่า







เห็นซุ้มไม้ไผ่อย่างงี้แสดงว่าใกล้จะถึงแล้วค่ะ



ข้ามสะพานนี้ก็เจอเลยค่ะ ร้านขายน้ำ ขายปลาปิ้ง เขียดปิ้ง กล้วยปิ้ง



ลำธารตรงสะพาน



เจอมะพร้าวแล้วไม่รอช้า 3 คนนั้นไม่กินค่ะ แต่เชอร์รี่ไม่ไหวขอโด๊ปด้วยน้ำมะพร้าวก่อนแล้วกัน ลูกละ 5 พันกีบ (20 บาทค่ะ) ลูกใหญ่มาก ลูกนึงกินได้ 2 คน อิ่มพอดี แต่คนเดียวอิ่มเกินค่ะ แต่เพราะร่างกายขาดน้ำไปมากระหว่างที่อยู่น้ำตกเชอร์รี่ไม่ได้อยากหาห้องน้ำเลย



ระหว่างที่รอนิดก็ถ่ายรูปน้องเค้าพลาง ๆ



มาดูกันค่ะว่าของที่เค้าขายหน้าตาน่ากินขนาดไหน ไม้ละ 10 บาทค่ะ



ตาลกับนิดอุดหนุนกล้วยปิ้งเค้าไปแล้ว แบบธรรมดา ความจริงมีแบบทากะปิด้วย ขากลับเชอร์รี่ว่าจะลองซะหน่อยแบบกะปิน่ะค่ะ แต่กลัวเสียของเลยลองซื้อปลาปิ้งตัวเล็ก ๆ มา 2 ไม้ 5 พันกีบ (20 บาท) เค้าปิ้งแห้ง ๆ นิดช่วยกินหน่อยนึง กว่าจะหมดไม้นึง มันแบบถ้าเป็นบ้านเราคงจะเอาปลานี้ไปปรุงเป็นเมนูอะไรซะอย่างอีกทีค่ะ แต่ไม่ต้องกลัวเสียของแบบซุปขนุนค่ะ เชอร์รี่เอาไปเลี้ยงน้องหมาแถวนั้นแล้ว ออกไปหาแถวที่พักแป๊บก็เจอ

ร้านที่นั่งกินน้ำมะพร้าวมีผ้าขายด้วย



อิ่มน้ำมะพร้าวแล้ว เดี๋ยวสาวเวียตนามจะพาไปชมตาดหลี่ผีกันนะคะ



ลืมบอกว่าค่าเข้าชมจะมีเจ้าหน้าที่นั่งคอยขายปี้ (ตั๋ว) ตั้งแต่ขัว รถไฟของฝรั่งเศสแล้วล่ะค่ะ คนละ 20 พันกีบ รึไงนี่แหละ อันนี้ลืมจดค่ะ

ส่วนประวัติศาสตร์ความเป็นมาของน้ำตกหลี่ผี ก็สืบเนื่องมาจากคราวที่ฝรั่งเศสเข้ายึดครองลาวตั้งแต่ปี 2436 ชาวบ้านได้ถูกบังคับเกณฑ์แรงงานไปสร้างถนน ทางรถไฟ สร้างขัว ท่าเรือ และอื่น ๆ อีกมากมาย เพื่อเป็นเส้นทางลำเลียงวัสดุก่อสร้าง อิฐ หิน ปูน อาวุธ เสบียงขึ้นมาให้เหล่าทหารและยังกอบโกยขนเอาทรัพยากรธรรมชาติบนแผ่นดินลาวล่องลำน้ำกลับไป ยุคนั้นฝรั่งเศสต้องการจะนำเรือยนต์ขนาด 70 วา ข้ามตาดคอนพะเพ็งและตาดหลี่ผี จึงเกณฑ์แรงงานชาวบ้านให้ทำการขุด เจาะ ทุบหินก้อนมหึมา ใครไม่ไปใช้แรงงานก็จะถูกปรับ หรือไม่จ่ายก็ถูกจับ และว่ามีชาวลาวมากมายที่ต้องเสียค่าปรับด้วยชีวิต เพราะอานุภาพของกระแสน้ำ มากกมายหลายชีวิต กว่าฝรั่งเศสจะยอมจำนนต่อธรรมชาติ เป็นเรื่องราวที่น่าเศร้ามาก น้ำตกหลี่ผีเองก็มีชีวิตที่ตายแล้วไหลมาติดมารวมกันอยู่ที่นี่เยอะมาก (ข้อมูลคัดลอกมาจากหนังสือจำปาขาว ลาวหอม ลาวใต้ค่ะ)

แต่ทางการลาวประกาศใช้ชื่อใหม่มาตั้งแต่ ปีพ.ศ. 2525 แล้วนะคะ คือชื่อ น้ำตกสมพะมิต ค่ะ แต่เราก็ยังเรียกหลี่ผีกันอยู่นั่นแหละ
เป็นเกาะแก่งมากมาย ไม่รู้ตรงไหนที่ว่าเค้าได้ลองขุดเจาะกันไปแล้วบ้าง มาเที่ยวน้ำตกหลี่ผี คอนปลาสร้อย กับคอนพะเพ็งไม่มีความรู้สึกเหมือนมาน้ำตกเลยค่ะ เหมือนแม่น้ำมากกว่า

เก็บมาฝากหลายภาพค่ะ















ป้ายเตือนค่ะ บอกว่าอันตราย



ขอรูปคู่กับหลี่ผีสักรูปนะคะ ฝีมือดอนค่ะ ที่ตรงนี้น้อยคนจะได้ถ่ายนะคะ (ต้องมุดรั้วเข้าไปค่ะ)

หลังจากนี้ผีชอปก็เข้าสิงพวกเราค่ะ 4 คน ได้ของฝากกันถ้วนหน้า เชอร์รี่เองก็ได้เสื้อมาฝากพี่หมี 2 ตัว (150 บาทเอง) เครื่องมือหาปลาสานชิ้นเล็ก ๆ 3 ชิ้น (20 พันกีบ / 80 บาท) ผ้าเช็ดหน้า 1 ผืน (5 พันกีบ / 20 บาท)





แล้วดอนก็ชวนเดินไปหาดทรายค่ะ ที่นี่มีหาดทรายด้วยนะคะ ทางเดินไปจะเจอซุ้มไม้ไผ่แบบนี้อีกแล้วค่ะ



ถึงแล้วค่ะหาดทราย



เห็นอะไรแว๊บ ๆ นะ ขอซูมดูหน่อยดิ๊



เคยเห็นแต่ที่ทะเล มาเห็นที่นี่แปลก ๆ ตายังไงไม่รู้ แล้วพวกเราก็มาสนใจเจ้านี่ค่ะ นิดบอกว่าน่าจะเป็นหมามุ่ย ไม่แน่ใจแต่ก็ไม่มีใครกล้าลองค่ะ



ขาเดินกลับดอนเค้าเจอต้นไม้ที่มีลูกที่เค้าเคยกินตอนเด็ก ๆ ด้วยค่ะ ชื่ออะไรไม่รู้ลืม เพราะเชอร์รี่ไม่เคยกิน พึ่งจะเคยได้ลองก็วันนี้แหละ

ชิมแล้วคาดว่าน่าจะได้รับวิตามินซีสูงมาก เพราะมันรสชาติเปรี้ยว ๆ ฝาด ๆ





เดินออกมาถึงโซนร้านขายของ คราวนี้ พวกดอน ตาล นิด ก็หิวน้ำขึ้นมาบ้างแล้ว เชอร์รี่เองก็กินกับเค้าด้วยค่ะ คราวนี้ได้น้ำมะพร้าวลูกใหญ่อีกแล้ว แบบอ่อน ๆ ด้วย



กินน้ำเสร็จก็ให้เค้าผ่าให้กินเนื้ออ่อน ๆ ต่อเลย





ก่อนจะกลับตาลกับนิดก็ถ่ายรูปเด็กคนนี้กันซะเพียบเลย น้องเค้าก็นิ่งมาก ให้ถ่ายนิ่ง ๆ เลย



ขากลับจะมีช่วงที่ต้องปั่นผ่านทุ่งนา เจอชาวลาวกำลังเกี่ยวข้าวกันพอดี ส่วนมากเค้าจะออกมาเกี่ยวตอนเช้า ๆ กับเย็น ๆ เลย ตอนแดดไม่ร้อนนั่นเอง



ตอนที่จูงจักรยานบนขัว เป็นช่วงเด็กกำลังเลิกเรียนพอดี เท่าที่เห็นส่วนมากพวกสถานที่ราชการ อนามัย โรงเรียน จะอยู่ฝั่งดอนคอนค่ะ น้องคนนี้ชื่อสม บ้านอยู่ทางนู้น (ดอนเดดค่ะ) กว่าจะถามแล้วรู้ว่าเรียนอยู่ชั้น ป. 3 ก็งงอยู่เหมือนกัน เค้ายืนรอใครรึเปล่าไม่รู้ แต่พอเชอร์รี่จูงจักรยานถึงเค้า ๆ ก็เดินค่ะ เวลาถามอะไรเค้าก็ตอบ แบบอาย ๆ ค่ะ เลยขอถ่ายมาซะเลย



พอลงสะพานแล้วดอนเลยพาปั่นจักรยานทางข้างแม่น้ำดูค่ะ แล้วก็ถึงบางอ้อว่าที่เค้าแนะนำให้ปั่นเลียบแม่น้ำก็คือทางนี้น่ะเอง คือเราต้องจูงจักรยานลงทางด้านขวามือน่ะค่ะ ไม่ใช่ตรงไป ถ้าตรงไปก็คือทางรถใหญ่วิ่ง แดดร้อนเปรี้ยงเลย หรือถ้ามาจากดอนเดดกำลังจะไปพอถึงตรงนี้น่ะคะ



เจอพระเอกแล้วค่ะ ไปทางที่น้องเค้าชี้นั่นแหละ ดูซิบอกให้ช่วยทำอะไรก็ทำน่ารักจริง ๆ



อาหารมื้อเย็นเราก็ฝากท้องกันที่ร้านพี่หนิงแหละคะ เมนูวันนี้ก็ มียำผักทูน่าด้วย ลาบไก่ที่เชอร์รี่สั่ง (เค้าใส่ถั่วฝักยาวด้วยค่ะ) ต้มยำไก่ แค่นี้หรือกับอะไรอีกอย่างดูซิจำไม่ได้แล้ว





กินเสร็จแล้วก็ชวนน้องศักดิ์ ดาราหน้ากล้องของตาลกับนิดเค้าไปเดินเล่นค่ะ



รูปนี้ถ่ายกันหน้าทางเข้าเฮือนพักคำฟองค่ะ



หมดไป 2 วันแล้วนะคะกับลาวใต้

วันต่อไปเชอร์รี่ต้องยอมตัดใจแยกทางกับเพื่อน ๆ แล้วล่ะค่ะ

lozocatlozocat






 

Create Date : 17 กุมภาพันธ์ 2554    
Last Update : 17 กุมภาพันธ์ 2554 18:16:57 น.
Counter : 1568 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  

ลูกสมอเรือ
Location :
ระยอง Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]






ชื่อเชอร์รี่ค่ะ เกิดที่สัตหีบ แต่เคยย้ายไปอยู่สงขลาเป็นระยะ ๆ เลยมีความรู้สึกว่าตัวเองเป็นทั้งคนสงขลาและสัตหีบ ตอนนี้ทำงานและใช้ชีวิตอยู่ที่จ.ระยองค่ะ



ลูกสมอเรือ ค่ะ

Create Your Badge




เพื่อนชอบทำกับข้าว
แม่สลิ่ม
wee_nong
ปูขาเก เซมารู
jjbd
กระเพราไก่ไข่ดาว
ผ้าไหมไทย
popang
narellan
Il Maze
ดวงใจพ่อแม่
ลักกี้


เพื่อนชอบทำขนม

Ab Psy ReinDEAR
กิน ๆ เที่ยว ๆ
Tiny Bakery



เพื่อนแจกของแต่งบล็อก
เนยสีฟ้า
kung
oranung_sri
lozocat
แพรวขวัญ
PS_PRINCESS
thattron

เพื่อนพาเที่ยว
chalawanman
แมวจอมกวน
thattron
baby bonus
ชานไม้ ชายเขา
ann
อยากเป็นไกด์
NuAeaw
คุยกันได้นะคะ



: Users Online

CursorsFree Cursors
New Comments
Friends' blogs
[Add ลูกสมอเรือ's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.