Group Blog
 
All blogs
 

เห็นเพื่อนบอกว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องจริง

สวัสดีครับ วันนี้นำเรื่องๆนึงครับ ที่เพื่อนผมบอกว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องจริง เพราะเพื่อนผมได้รู้จักกับคนๆนึงที่อยู่ในเหตุการณ์ครับ อยากให้เพื่อนๆ ลองอ่านดูครับ น่ากลัว จิงๆๆ บรึ๋ย.......

แคมป์ทัวร์ขนหัวลุก

เรื่องนี้เล่าไปอาจจะไม่เชื่อ แต่ผมสามารถยืนยันได้ว่านี่คือเรื่องจริง มันเกิดมาเมื่อไม่นานมานี่เอง กับคณะทัวร์ของผมและเพื่อนๆ พวกเราเป็นพนักงานบริษัทแห่งหนึ่งในแถวนนทบุรี



หน้าหนาว บรรยากาศใดจะเหมาะเหม็งไปกว่าทางแถบภาคเหนือไม่มีแล้วครับ พวกเราเลยตกลงขึ้นเหนือ ไปแอ่วน้ำตกคลองลาน จ.กำแพงเพชร บ้านเกิดผมเอง เป็นน้ำตกที่ขึ้นชื่อเรื่องความสวยงาม ติดอันดับต้นๆ ของประเทศไทยเชียวแหละ ไม่ได้โม้ครับ ลองไปเที่ยวกันดูเองเดี๋ยวจะรู้

คณะทัวร์ในครั้งนี้ ก็มีกันอยู่หลายคนด้วยกัน ฝ่ายชายได้แก่ ผม อ้วน พี่เพชร ยิ่งยศ แอ๊ด พี่บอย และเล็ก ฝ่ายทางผู้หญิงก็ได้แก่ พี่เอ๋ พี่กานต์ ปลาทอง พี่ขวัญ เจี๊ยบ รวมแล้วโหลนึงพอดิบพอดี เนื่องจากเป็นคนพื้นที่ ผมเลยนอนไม่ได้ครับ ต้องเป็นคนนำทาง และต้องนั่งเบาะหน้า โดยมีโชเฟอร์เป็นนักขับหญิงมือหนึ่งของคณะ พี่เอ๋นั่นเอง แกเป็นนักท่องเที่ยวตัวยง เหนือ ใต้ ออก ตก ไปมาเกือบหมดแล้ว พี่แกนี่จะขาลุยหน่อย เห็นบอบบางอย่างนี้ก้อเถอะนะ Adventure น่าดู ยิ่งกว่าผู้ชายบางคนซะอีก... เราออกเดินทางออกจากบริษัทด้วยรถส่วนตัว ตั้งแต่หัวค่ำ หวังว่าจะถึงนั่นคงจะค่อนเช้าพอดี และได้ทำการติดต่อเจ้าหน้าที่ประจำอุทยานมาก่อนแล้วถึงความสะดวกของสถานที่ แน่ล่ะครับ ต้องเตรียมความพร้อมกันหน่อย คงไม่มีใครอยากไปเสียเที่ยวแน่นอน ไปแล้วสถานที่ท่องเที่ยวปิดชั่วคราวเนื่องจากถนนหนทางไม่สามารถให้บริการนักท่องเที่ยวได้ เคสนี้มีออกบ่อยไป แรกๆ ภายในรถบรรยากาศก็คึกคักดีอยู่หรอกนะ แต่พอดึกเข้า หลายๆ คนเริ่มทยอยกันนอนหลับไปทีละคน สองคน สุดท้าย เหลือผมกับพี่เอ๋ 2 คน ต้องนั่งถ่างตาขับกันต่อไปโดยไม่มีปริปากบ่น จะให้บ่นได้ยังงัยล่ะ บ่นไม่ทันแล้วครับ เพราะหลับกันหมดแล้ว บ่นไปก็ไม่ได้ยินหรอก... ผมจะหลับไปอีกคนก็ไม่ได้หรอกครับ เดี๋ยวไม่มีคนนั่งคุยเป็นเพื่อนพี่เขา ถ้าพี่เขาน้อยใจหลับมั่งล่ะก็ยุ่งสิงานนี้

ทุกคนตื่นขึ้นมาอีกทีเมื่อถึงปั๊มแห่งหนึ่ง ใจ จ.นครสวรรค์ และต้องจอดพักก่อน เนื่องจากเดินทางติดต่อกันมาเป็นระยะเวลานาน หลังจากเข้าห้องน้ำล้างหน้าล้างตา หาของกินกันจุใจแล้ว ตอนนั้นก็ประมาณตี 3 ครึ่ง ก็ออกเดินทางต่อ คราวนี้ทุกคนไม่นอนกันแล้วครับ เฮฮาตลอดทาง ทำให้โชเฟอร์เรามีกำลังใจเหยียบปรู๊ดดด เดียวถึงกำแพงเพชรอย่างรวดเร็ว ระหว่างทางเริ่มสว่างแล้วเพราะตอนนั้นเวลา 7 โมงเช้าพอดี คนกรุงตื่นเต้นกันใหญ่ที่ได้เห็นภูเขาไกล้ๆ เห็นแล้วตลกดีครับ.... เข้าสู่ อำเภอคลองลาน แถวนั้นมีหมู่บ้านแม้ว และชาวเขามากมาย เป็นช่วงเทศกาลปีใหม่พอดีเขาจะแต่งกายตามชุดประจำเผ่า เช่นเคย คนกรุงหยิบกล้องถ่ายรูปขึ้นมากดชัตเตอร์กันระนาวเช่นเดิม เขาบอกกันว่า เคยเห็นแต่ในทีวี.... ถึงที่หมายซะทีครับ กินเวลาไม่มากไม่น้อย ตอนนั้นเวลา 9 โมงนิดหน่อย พวกเราตระเตรียมสัมภาระทั้งหมดที่จำเป็นต้องใช้เพื่อออกเดินทางเข้าสูเขตอุทยาน หลังจากที่พี่เอ๋ทำการติดต่อทางเจ้าหน้าที่เพื่อทำการฝากรถแล้ว เราก็เริ่มออกเดินทางจริงๆ กันแล้วทีนี้...



ระยะทางตลอด 2 ฝั่งข้างทาง เป็นป่าดิบ มีต้นไม้สูงใหญ่ขึ้นเรียงรายไม่เปลี่ยนแปลงจากที่ผมเคยมาเลย รู้สึกเหมือนย้อนเวลากลับมาเที่ยวใหม่อีกครั้ง สมัยนั้นยังเรียนอยู่เลย นักท่องเที่ยวก็มีหนาตามากพอสมควรคงเป็นคนกรุงเทพอีกนั่นแหละ เพราะดูท่าหลายคนจะตื่นตากับชะนี และลิงค่างที่โหนกิ่งไม้ไปมาเหลือประดา หน้าหนาวไม่ต้องกลัวทากดูดเลือดหรอกครับ เพราะมันจะชุมเฉพาะตอนหน้าฝนเท่านั้น ระยะทางที่พวกเราเดินเข้าไปเริ่มชันขึ้นทีละน้อยตามลำดับความสูงที่เพิ่มขึ้น

“ทำไมอยากเห็นของดีต้องลำบากด้วยเนี่ย...” เสียงยิ่งยศเพื่อนซี้ผมแซวมาจากด้านหลัง

“ต้องแบบนี้นี่แหละ ถึงจะน่าจดจำเฟ้ย” ผมพูด

ผมกับยศไปไหนไปกัน เคยไปลุยกันถึงภูกระดึงมาแล้ว ขนาดตอนลงยังวิ่งแข่งกันลงมาจากภูเลย เหนื่อยแทบตาย

“อีกไกลหรือเปล่าปู... พี่ว่าเราพักกันก่อนดีมั้ย เริ่มเหนื่อยแล้วเนี่ย” คราวนี้พี่ขวัญโอดครวญมาจากทางด้านหลังบ้าง

“พักก่อนก็ได้พี่ ใครหิวอะไรก็กินก่อนแล้วกันนะ”

ตกลงเลยได้พักเหนื่อยครั้งแรก ใครหิวก็หยิบขนมขบเคี้ยวกินกันไปพลาง คุยกันไปพลาง ส่วนพี่บอยก็หยิบกล้องถ่ายรูปเดินสอดส่องหาถ่ายรูปสัตว์ต่างๆ ตามกิ่งไม้บ้าง ตัวบุ้งแกก็ถ่าย กิ้งกือภูเขาแกยังถ่ายเลยให้ตายสิ สปิริตช่างภาพสูงส่งซะจริง... หลังจากพักกันพอใจแล้วจึงออกเดินทางต่อ ไม่นานก็ถึงหน้าน้ำตกครับ ไม่ผิดหวังจริง ๆ ละอองน้ำจากม่านน้ำที่ตกกระทบหิน กระจายฟุ้งเหมือนหมอกที่รวมตัวกันหนาแน่น ยังให้บริเวณนั้นเต็มไปด้วยไอน้ำค้าง ตามยอดไม้ ยอดหญ้า และใบไม้ที่เต็มไปด้วยหยดน้ำสะท้อนกับแสงแดดระยิบระยับ สวยงามยิ่งนัก ท้าทายนักกล้องหลายๆ คนจริงๆ ทุกคนกดชัตเตอร์พร้อมกันเหมือนนัดหมาย เมื่อหนำใจแล้วหลายๆ คนแยกกระจายตัวกันไปจองวิวถ่ายรูปเพื่อเก็บไว้เป็นที่ระลึกกันใหญ่ หลายคนนั่งหย่อนขาหย่อนแขนกันตามแอ่งน้ำเล็กๆ วันนั้นเราได้เห็นวิญญาณนางแบบ นายแบบ วิญญาณตากล้อง กันแบบถึงกึ๋นเลยครับ ดูแล้วฮาดี...



“ข้างบนมีอะไรปู?” พี่เอ๋ถามผมขณะที่ผมกำลังนั่งจัดการข้าวเหนียวไก่ย่างอยู่

“ข้างบนก็มีน้ำสิพี่ ฮะๆๆๆ” พอพี่เอ๋กำลังจะขยับปากด่าเท่านั้นผมรีบพูดต่อทันที

“ข้างบนเป็นแอ่งน้ำใหญ่น่ะพี่ มีลานกว้างสำหรับกางเต็นท์ด้วย แต่ไม่ค่อยมีคนขึ้นไปหรอก เพราะว่ามันลำบากครับ”

“อยากเห็นแฮะ....” พี่เอ๋เปรย... ผมรู้สึกเสียวสันหลังวูบนิดนึง อย่าบอกนะว่าจะขึ้นไป

“สรุปงั้นคืนนี้เราจะกางเต็นท์นอนกันข้างบนนี้แหละ ตกลงตามนี้ ” นั่นไงครับ คิดแล้วไม่มีผิด นักผจญภัยตัวยงของเราแววตาลุกโชนด้วยความท้าทาย.... บอกตามตรง ผมยังไม่เคยขึ้นไปข้างบนมาก่อนเลย เพราะมันจะมีป้ายบอกว่า ให้ระวังทางขึ้นลาดชันอาจเกิดอันตรายได้ แต่กระนั้นทำไมเขาไม่ปิดทางไปซะเลยให้รู้แล้วรู้รอด นั่นเพราะเขามีไว้สำหรับคนที่ต้องการความท้าทายและคนที่ต้องการสัมผัสธรรมชาติที่จุดยอดสุดจริงๆ นั่นเอง น้อยคนนักที่จะบากบั่น ถ่อสังขารขึ้นไป แต่ก็เอาเถอะ ตามใจแกหน่อยครับ ถ้าไงเห็นว่าทางขึ้นลำบากคงขี้คร้านไปต่อ หันหางเสือวกกลับเองแหละเพราะอย่างน้อยพี่เขาก็เป็นผู้หญิง เห็นอะไรลำบากหน่อยคงถอดใจไปเอง....

ผมคิดผิดถนัดครับ ยิ่งยากยิ่งลุยครับท่าน เดินนำหน้าซะด้วย ผมล่ะเชื่อเค้าเลย แต่ผมก็ตื่นเต้นเหมือนกันที่จะได้ขึ้นไปยังจุดที่อยู่บนสุดของน้ำตก อยากเห็นว่ามันจะสวยขนาดไหน.... ไม่นานนัก พวกเราก็ผ่านความยากลำบากมาได้อย่างอึดอัด ถึงยอดสุดของน้ำตกซะที จะว่าโปรโมทให้แหล่งท่องเที่ยวจังหวัดของตัวเองก็ว่าเหอะครับ แต่มันสวยมากๆ จริง ๆ ลานกว้างๆ ที่มีไว้สำหรับตั้งแคมป์ของนักท่องเที่ยวดูสะอาดรื่นหูรื่นตาดีนัก แอ่งน้ำขนาดใหญ่ มีความลึกมากน้อยตามลำดับหลั่นของหิน น้ำใสเย็นเหลือเกิน บนนั้นไม่มีกลุ่มนักท่องเที่ยวกลุ่มอื่นเลย รู้สึกว่าสถานที่นี้เป็นส่วนตัวสำหรับเราจริงๆ พวกเราวางของสัมภาระกันได้แล้วรีบกุลีกุจอกันหามุม และวิวสวยๆ ที่จะเก็บภาพความน่าประทับใจนั้นไว้ทันที ฝ่ายชายแบ่งกันเป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรกคือ เล็ก พี่บอย และพี่เพชร ไปหาฟืนเพื่อจะนำมาก่อกองไฟสำหรับเริ่งเล่นสันทนาการด้วยกันค่ำคืนนี้ อีกกลุ่มหนึ่งกางเต็นท์ มีกันอยู่ทั้งหมด 3 เต็นท์ครับ ผม ยิ่งยศ แอ๊ด และอ้วน รับหน้าที่กางเต็นท์ เป็นเต็นท์สนามขนาดใหญ่ พอที่จะจุคนได้สูงสุดถึง 6 คนเลยทีเดียว ทางฝ่ายผู้หญิง ตระเตรียมปูผ้ายางสำหรับทำอาหารโดยปูไว้ตรงกลาง คั่นระหว่างเต็นท์หญิง และชาย หลังจากนั้นให้ทางฝ่ายหญิงตกลงกันว่าเมนูแรกสำหรับเย็นนี้คืออะไร หลังจากตกลงกันพอเป็นพิธี ก็เริ่มลงมือทำทันที เสียงสับไก่สับหมูคงจะดังลั่นลงไปถึงหน้าอุทยานเลยละมั้ง (ฮา...)

เรามีแก๊สสำหรับตั้งแค้มป์มากัน 2 ชุด ชุดหนึ่งไว้หุงข้าว อีกชุดหนึ่งไว้ทำอาหาร เล็กมีหน้าที่หุงข้าว ส่วนพี่บอยนั่งลุ้นครับสงสัยกลัวไม่ได้กินดี ส่วนยิ่งยศกับพี่เพชรตระเวณดูทำเลแหล่งอาบน้ำชาย พี่ขวัญกับปลาก็หาทำเลอาบน้ำผู้หญิง พี่เอ๋ พี่กานต์ และเจี๊ยบ เป็นแม่ครัวครับ ส่วนผมกับแอ๊ดเป็นลูกมือทำอาหาร วิ่งกันตักน้ำระวิงเชียว กว่าจะเสร็จเล่นเอาหอบตามๆ กัน

ทานอาหารอิ่มแล้ว ก็แยกย้ายกันไปอาบน้ำ หน้าหนาวนะครับ อาบน้ำตอนนั้นก็ประมาณ 5 โมงเย็นกว่าๆ ต้องรีบอาบหน่อย ดึกขึ้นมาแล้วลืมเรื่องอาบน้ำไปได้เลย หย่อนเท้าลงไปยังไม่กล้าเลย มันเย็นจนไม่อยากแตะเชียว หมอกเริ่มโรยตัวลงมา ได้เวลาสนุกอีกแล้ว สมาชิกแบ่งออกเป็นสองกลุ่มชาย-หญิง กลุ่มแรกผู้ชายที่รักการสังสรรค์ครับ (เรียกให้ดูดีไว้ก่อนดีกว่า อิอิ) ตั้งวงก๊งกันอย่างถูกคอ ดีดกีตาร์ร้องเพลงแข่งกับความหนาว อาศัยกองไฟให้ความอุ่น ส่วนเบียร์นั้นไม่ต้องหาน้ำแข็งที่ไหน ไปหาที่เหมาะแถวแอ่งน้ำ แล้วหย่อนเบียร์ลงไปแช่สักพัก แวะไปเอาก็เย็นเฉียบประหนึ่งเหมือนหยิบออกมาจากตู้เย็นแหละ (หน้าหนาวก็ดีอย่างนี้เอง) ภายในเต็นท์หญิง ดูเหมือนจะดุเดือดไม่แพ้ข้างนอก “ไพ่” เป็นการละเล่นอย่างหนึ่งที่ดูค่อนข้างจะเป็นอมตะสำหรับโอกาสแบบนี้ มีเสียงเล็ดลอดออกมาว่าป๊อกมั่งล่ะ เด้งมั่งล่ะ ดูท่าจะมันส์แฮะงานนี้ บรรยากาศตกดึกมากขึ้น หลายคนมุดเข้าเต็นท์ เพื่อสวมเสื้อกันหนาวเพิ่ม บ้างออกไปหยิบผ้าห่มออกมาคลุมโปงคุยกันทีเดียว ไม่ว่าบรรยากาศแห่งความหนาวเย็นจะมากเพียงใด แต่ดูเหมือนจะเป็นเรื่องเล็กน้อยสำหรับสหายพันจอกครับ แค่นี้ไม่หวั่น เรื่องสัพเพเหระหลายต่อหลายเรื่องถูกขุดคุ้ยมาคุยกัน



“พี่เคยเห็นผีกันหรือเปล่า?” เผี๊ยะ!... ไอ้แอ๊ดตบกบาลผมทันทีหลังที่ผมพูดจบ...

“นี่xxxไม่มีเรื่องอื่นคุยแล้วรึงัยวะ!?” มันชักสีหน้าประวิง ปนขุ่นเคืองนิดๆ

“ผมเชื่อ!” ได้ผลครับ กระทู้ที่ผมตั้งขึ้นไม่ได้หยุดเพียงเท่านั้น เพราะยิ่งยศสำทับขึ้นมาอย่างทันใด

“ผมก็เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง” พี่บอยพูดบ้าง

“แต่ผมก็ไม่เคยเห็นซักที” แกพูดต่อ

“พี่.... เขาไม่ให้พูดประโยคลักษณะนี้ ไม่งั้นมันจะเจอจริงๆ” ผมเตือนพี่บอย

“ไม่หรอกน่า ผมไม่มีดวงเห็นผีกับเขาหรอก ฮ่าๆๆ” แกไม่พูดเปล่า พลางหัวเราะไปด้วย ทำให้เราหลายๆ คนอดหัวเราะตามแกไม่ได้.... เป็นเหตุให้พวกเราเริ่มเล่าเรื่องผีแลกเปลี่ยนกันทันที



พี่เพชรปกติเป็นคนเงียบๆ แต่พอได้ครึ้มแล้ว พูดสนุกมากครับ เรื่องหลายๆ เรื่องจากปากของแกเป็นที่น่าสนใจจากสมาชิกหลายคนจริงๆ เนิ่นนานผ่านไป

“ผมไปเข้าห้องน้ำก่อนนะ” พี่บอยลุกขึ้น แล้ววิ่งหายเข้าไปในป่าไม่ไกลจากบริเวณนั้นมากเท่าไหร่...

“อย่าฉี่ใส่ในน้ำนะพี่” ไอ้เล็กแซว ทุกคนหัวเราะร่าพร้อมกัน

ในระหว่างที่ทุกคนกำลังสนทนากันอย่างออกรสชาดนั้น พี่บอยกลับมาจากปล่อยทุกข์ แต่ไม่มาแบบธรรมดาวิ่งหน้าตาตื่นมาแต่ไกล....!

“เป็นไรพี่?” ยิ่งยศถามทันที่หลังจากเห็นอาการแปลกๆ ของแก

แกเงียบ ทำหน้าตาเลิ่กลั่ก ทำให้ทุกคนแตกตื่นไปตามๆ กัน

“เป็นไรพี่บอย เล่นอะไรเนี่ยะ?!” เล็กถามย้ำขมวดคิ้วเข้าหากันด้วยความสงสัย

แกกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ ตอนนั้นอากาศก็หนาวเหน็บแท้ๆ แต่แกดันเหงื่อออกครับ เห็นจริงๆ ไม่ได้โกหก

“เปล่า ไม่มีอะไร” แกตอบ

“มีอะไรแล้วไม่ยอมบอกกันอีกล่ะสิ กลัวคนอื่นเป็นกังวลหรืองัย!?” พี่เพชรรู้นิสัยแกดีเพราะคบหากันมานาน

“เปล่า ไม่มีอะไรจริงๆ!” แกยืนยันด้วยสีหน้าที่พยายามทำให้เหมือนจริงจัง เห็นแกไม่ยอมบอก พวกเราเลยเลิกเซ้าซี้ ได้แต่เก็บความสงสัยไว้ในใจลึกๆ

“ผมว่าเราเข้านอนกันเถอะ...” พี่บอยอยู่ๆ ก็โพล่งขึ้นมาชวนเข้านอนซะงั้น ทั้งๆ ที่กลุ่มผู้หญิงเขายังไม่มีใครนอนสักคน

“ง่วงก็นอนก่อนเหอะพี่ พวกผมยังไหว” ผมพูด

แล้วแกก็มุดหายเข้าไปในเต็นท์เงียบกริบ พี่กานต์ พี่เอ๋ และปลา ออกมาจากเต็นท์แล้วเกาะกลุ่มกันไป สงสัยจะปวดเบา
หลังจากนั้นไม่นาน สาว 3 คนก็กลับมา ผมเลยลุกไปบ้าง ผมไม่ค่อยกลัวเรื่องแบบนี้เท่าไหร่หรอกครับ เพราะเขาว่ากันว่าคนวันศุกร์เห็นเรื่องแบบนี้ยาก เป็นวันแข็ง ผมเลยใจกล้าเดินไปคนเดียว มันมืดจริงๆ นั่นแหละ แต่พยายามไม่คิดมากระหว่างที่ผมกำลังฉี่อยู่ รู้สึกเหมือนมีคนมาเป่าหูครับ ตอนแรกตกใจนิดนึง แต่คิดว่าคงเป็นลม... คราวนี้ย้ายมาเป่าอีกข้างนึง โดนแล้วครับ ชัวร์เลยคราวนี้ ผมรีบกลับมาแล้วมุดเข้าเต็นท์ไปหาพี่บอยทันที เห็นแกยังไม่นอนหลับ ผมรีบยิงคำถามทันที

“พี่บอย เมื่อกี้พี่เจออะไรใช่มั้ย”

แกอ้ำอึ้งอยู่พักใหญ่ก่อนจะยอมเล่าให้ฟัง

“เมื่อกี้ตอนที่ผมไปฉี่ ผมก็นึกว่ามีใครคนนึงในกลุ่มลุกตามมาด้วย เพราะได้ยินเสียงคนเดินตามหลัง ตอนแรกผมคิดว่าเป็นรุ่งเพชร... แต่พอผมหันกลับไปไม่เห็นมีใครเลย...”

“แค่นั้นเองเหรอพี่” ผมเห็นแกหยุด เลยถามต่อ

“ยังไม่แค่นั้น ผมคิดว่าผมคงหูเพี้ยนที่คิดว่ามีคนเดินตาม แต่ยืนฉี่อยู่ดีๆ เหมือนมีคนมาสะกิดที่ไหล่ด้วยน่ะสิ ผมหันไปก็ไม่เห็นอะไรอีก แต่ตอนนั้นก็เริ่มรู้สึกไม่ค่อยดีแล้ว คิดจะรีบทำธุระให้เสร็จเร็วๆ แล้วพอผมหมุนตัวกลับ ผมเห็นผู้ชายคนนึง เดินสวนผ่านไปในระยะกระชั้นชิดมาก แทบจะชนผมเลย เสื้อสีขาวๆ ผมคิดว่ารุ่งเพชรซะอีก เพราะเขาก็สวมเสื้อขาวเหมือนกัน แต่เหลียวกลับไปอีกทีก็ไม่เจอใครแล้ว เลยรีบวิ่งมาเลยอย่างที่เห็น”

ผมฟังพี่บอยจบ ก็อึ้งไปสักพักนึง

“ผมก็โดนมาเหมือนกันพี่ แต่น้อยกว่าพี่นะ อย่าเล่าให้ใครฟังก็ดีนะครับ พรุ่งนี้เราก็กลับกันแล้ว เดี๋ยวตกใจกันไปกันใหญ่”

“ผมก็คิดว่าอย่างนั้น”



เมื่อเห็นว่าดึกมาก ทุกคนก็แยกย้ายกันประจำเต็นท์เพื่อเข้านอน ผม พี่เพชร แอ๊ด และยศ นอนเต็นท์เดียวกัน ส่วนอีกเต็นท์นึงก็ อ้วน พี่บอย และเล็ก ผมนอนหลับไม่รู้นานเท่าไร มารู้สึกตัวอีกทีตอนที่แอ๊ดมันสะกิด.... อย่าบอกนะว่าจะเหมือนกับครั้งที่บ้านดงxxxวอะไรนั่น... ยังเข็ดกันไม่หาย

“อะไรของมึงวะ” ผมถามมัน

“ใครไม่รู้อยู่ข้างนอก เดินวนรอบเต็นท์ตั้งนานแล้ว ฟังดีๆ”

ผมเลยเงี่ยหูฟังตามที่มันบอก ได้ยินจริงๆ ครับ เสียงใบไม้ดังสวบๆ บริเวณด้านหัวนอนพวกเราพอดี เสียงดังไม่ห่างมากเท่าไหร่ ผมนับดูสมาชิกในเต็นท์ ทุกคนอยู่ครบ ผมปลุกยศกับพี่เพชรขึ้นมาช่วยกันฟัง.... ได้ยินเสียงเช่นเดียวกัน ที่เต็นท์จะมีช่องหน้าต่างที่ทำด้วยพลาสติกใสเพื่อมองจากด้านใน ผมค่อยๆ รูดซิบออกช้าๆ แล้วค่อยๆ แง้มดูข้างนอก ไปตามเสียงนั่น..... ไม่อยากเชื่อครับ ถึงข้างนอกจะมืด แต่ผมคงไม่ตาฝาดแน่ ผมเห็นคน 2 คน กำลังคุ้ยเศษอาหารที่พวกเราทำแล้วทิ้งเศษกองไว้ เพื่อจะเตรียมเผาในวันรุ่งขึ้นก่อนจะกลับ อย่างหิวโหย สองมือตะกรุยตะกรายแย่งดึงเศษผักเศษกระดูกหมูกระดูกไก่กันพัลวัน... แต่ทันใดนั้นคนที่อยู่ข้างนอกเหมือนจะรู้ตัวว่าถูกแอบดู พวกนั้นนิ่ง แล้วปุบปับก็หันหน้ามาพร้อมๆ กัน ผมดูได้แค่นั้นจริงๆ ครับ ก่อนที่จะทันได้เห็นใบหน้าพวกนั้นผมชิงละสายตาออกแล้วหลบหน้าออกจากช่องนั้นก่อน ยิ่งยศอยู่ถัดจากผมเห็นไปเต็มๆ ครับ.... ยิ่งยศตกใจ ตาโต อ้าปากค้าง

“ลุกมาแล้ว!!” อยู่ดีๆ มันก็ตะโกนออกมา ทำเอาผม พี่เพชร และไอ้แอ๊ดแตกตื่นกันใหญ่

“อะไรลุกมาวะ!?” ไอ้แอ๊ดถามประโยคที่มันก็น่าจะรู้อยู่แก่ใจอยู่แล้ว แล้วจะถามทำไมฟะ...

“ปิดยศ ปิด!!” ผมบอกให้ยศปิดหน้าต่างนั่นเสีย เร็วยิ่งกว่าคำพูดจะพูดจบ ซิบถูกรูดปิดอย่างรวดเร็ว

“พี่เพชร... พระ!!” ยศหาที่พึ่งจากสิ่งที่เราๆ ศรัทธา พี่เพชรรีบถอดหลวงพ่อออกจากคอทันที แอ๊ดไม่รอช้า รีบถอดเอาหลวงพ่อเงินที่มักจะห้อยคอตอนเดินทางไกลออกมาทันที แล้วแขวนไว้หน้าประตูเต็นท์ ไม่รู้ว่าจะช่วยอะไรได้มากน้อยแค่ไหนหรือเปล่า แต่ก็มีเพียงวิธีนี้เท่านั้น พวกข้างนอกดูเหมือนว่าจะยังไม่ไปไหน... กำลังเดินวนรอบๆ เต็นท์ของพวกเรา!

มันเริ่มเดินไปยังเต็นท์นู้นเต็นท์นี้ พี่เพชรเปิดหน้าต่างภายในเต็นท์อีกข้างหนึ่งเพื่อดูเหตุการณ์ข้างนอก ทันใดนั้นโทรศัพท์ผมก็ดัง.... พี่เอ๋โทรมา?!

“ครับพี่...” น้ำเสียงผมยังตื่นเต้น

“...........” พี่แกเงียบเหมือนว่ากำลังรวบรวมประโยคคำพูดอะไรซักอย่าง

“ฮัลโหล!? พี่....?” ผมเช็คสัญญาณซ้ำ

“พวกพี่โดนผีหลอก!!” ผมอึ้งไปพักหนึ่ง

“มันดึงขาปลา.... แล้วก็เจี๊ยบ ทั้งคืนเลยแทบไม่ได้หลับได้นอน”

“พวกผมก็เพิ่งโดน ตอนนี้ก็ยังโดนอยู่ พวกมันอยู่ข้างนอก แล้วนี่ก็ไม่รู้ว่ากี่โมงแล้วเนี่ย”

“ตีสี่แล้ว” ยศดูนาฬิกาให้

“เนี่ยพี่ พวกมันยังเดินอยู่เลย” เหมือนพี่เอ๋จะได้ยินเสียงเดินวนจากข้างนอกนั่นเช่นกัน..... เพราะว่าผมได้ยินบทสวดชินบัญชรดังมาลอดเข้ามาในโทรศัพท์

“แอ๊ด เอาพระมานี่!!” ยศดึงพระจากหน้าประตูเต็นท์ออกมาคล้องที่คอ แล้วรูดซิบประตูเต็นท์ พลันมันก็พุ่งผลุงออกนอกเต็นท์ทันที... พวกเราตกใจในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่คิดว่ามันจะกล้า แต่นี่มันต้องอาศัยความบ้าด้วยแน่ๆ...

“ไอ้บ้าที่ไหนวะ!!” ยศคว้าท่อนไม้ขนาดเหมาะมือยาว 2 ศอกกว่าๆ ขึ้นมากระชับไว้แน่น

“แน่ก็มาสิโว้ย!!” ผมไม่กลัวอะไรอีกต่อไปแล้ว สงสัยผีบ้าจะเข้าสิงตาม ผมรีบถลันออกนอกประตูเต็นท์ไปด้านนอกทันที พี่เพชรกับแอ๊ด โดดตามออกมา อากาศตอนนั้นหนาวจับใจ เย็นเยือกไปจนถึงไขสันหลัง พวกเราเหลียวซ้าย แลขวามองหาอาคันตุกะมืดที่มาหลอนพวกเราแทบเสียขวัญเมื่อตะกี้ นานพอสมควรแล้วทุกอย่างก็กลับเป็นปกติ ไฟฉายในเต็นท์ทุกเต็นท์ถูกเปิดสว่าง ทำให้เห็นทัศนียภาพรอบๆ ด้านพอสลัวๆ อ้วนเปิดเต็นท์ออกมา

“โดนเหมือนกันนี่หว่า” โดนกันหมดแหละเฟ้ย... ไม่ต้องมาถามเลย

พี่ขวัญเปิดซิบเต็นท์แล้วโผล่หน้าออกมาเหลียวซ้ายแลขวา ก่อนจะผลุบหายเข้าไปแล้วพูดอะไรกันอารามยังตื่นเต้นไม่หาย

“ใครสนใจจะไปดูดวงอาทิตย์ขึ้นบ้างครับ?” ผมถามทำนองแซวๆ จากด้านนอก

“ดูกับผีน่ะสิ!” เสียงปลากับเจี๊ยบโวยวายขึ้นพร้อมกันเหมือนนัดกันไว้

“เราจะไปกัน” พี่เอ๋พูด ผมแทบไม่เชื่อหู... รักลุยเหลือเกิ๊นนนนน

“เฮ้ยพี่.... นี่ยังจะไปอีกเหรอเนี่ย !?” ยศถามย้ำเหมือนไม่เชื่อในสิ่งที่ได้ยิน

“ไปสิ อุตส่าห์มาแล้ว”

ทุกคนก็ดูเหมือนจะเห็นด้วยครับ อุตส่าห์มาแล้วทั้งที ต้องเก็บภาพความประทับใจไว้ให้มากที่สุด ประมาณตีห้า พวกเราหยิบไฟฉาย ใส่เสื้อกันหนาวตัวหนา ออกไปยังเหลี่ยมผา นั่นคือจุดที่จะมองพระอาทิตย์ขึ้นได้ดีที่สุด เพราะเมื่อเย็นเราได้สำรวจพื้นที่กันเอาไว้เรียบร้อยแล้วครับ ไม่ทำให้ผิดหวังจริงๆ ทะเลหมอกบางๆ จากด้านล่างตีนเขา ถึงจะไม่สวยงามเท่าทะเลหมอกที่ภูกระดึง แต่ก็สวยพอที่จะทำให้ช่างภาพของเราต้องถ่ายเก็บไว้เป็นที่ระลึก พอพระอาทิตย์ขึ้นสว่างแล้ว นายแบบ นางแบบ และช่างภาพก็ทำงานกันพัลวัลเช่นเคย ทุกคนยังยิ้มกันได้ ดูเหมือนว่าเรื่องราวเมื่อคืนนี้แทบไม่มีผลกระทบอะไรกับพวกเราเลยครับ สายๆ พวกเราทำอาหารทานกันมื้อเช้าเพื่อเอาแรงลงจากน้ำตก หลังจากเผาเศษขยะแล้ว พวกเราก็เก็บข้าวของสัมภาระลงจากเขาทันที เรื่องราวเมื่อคืนแทนที่จะทำให้ทุกคนเสียขวัญ แต่กลับกลายเป็นกระทู้สุดสนุก ตื่นเต้นและพูดคุยเฮฮากันไปตลอดตอนลงจากน้ำตกเพลินจนลืมถามเจ้าหน้าที่ว่าข้างบนเคยมีใครเจออะไรแบบนี้หรือเปล่า จนกระทั่งถึงกรุงเทพ..... และนี่คือความประทับใจปนความสยองขวัญของคณะทัวร์ของเรา ที่จะต้องจดจำไว้ในประสบการณ์กันอีกนาน พวกเราได้โอกาสทำบุญในวันพระ และได้อุทิศส่วนกุศลให้แก่วิญญาณเหล่านั้นด้วย “แด่วิญญาณ 2 ดวงที่ได้พบเจอ ขอให้ไปสู่สุขคติ...”






 

Create Date : 01 กรกฎาคม 2550    
Last Update : 1 กรกฎาคม 2550 18:28:08 น.
Counter : 126 Pageviews.  

เรื่องมันเกิดขึ้นในสมัย...เด็กๆ

ก่อนอื่นผมขอเกริ่นก่อน ในสมัยเด็กๆผมนอนอยู่กับพ่อแม่ ในสมัยนั้นอายุประมาณ 10 ขวบ เห็นจะได้ (กำลังซนเลย) บ้านผมลักษณะเป็นบ้านไม้กับบ้านปูนผสมกัน ซึ่งถือว่าน่ากลัวมากพอสมควร และมีอยู่คืนนึง ผมนอนอยู่ข้างๆแม่ ผมตืนขึ้นมากลางดึก... พอผมลืมตาขึ้นมาก็เจอเงาดำๆ ลักษณะเหมือนคนในสมัยก่อน เพราะรูปร่างใหญ่มาก ลักษณะเหมือนเป็นผู้ชาย ยืนอยู่ทางปลายเท้าแล้วจ้องมองมาที่ผม ตอนนั้นผมกลัวมาก... ไม่กล้าทำอะไรเลย ขยี้ตาแล้วขยี้ตาอีกเค้าก็ไม่หายไป. ผมค่อยๆเอื้อมมือไปสกิดแม่บอกแม่ว่า ผมเจอผีหลอก แต่...แม่กลับมองไม่เห็น สักพักพอแม่หายง่วง แม่ก็เปิดไฟ ลุกขึ้นมาสวดมนต์อะไรก็ไม่รู้ แล้วในคืนนั้นก็ไม่มีอะไร
พอคืนต่อมา ผมก็นอนเหมือนเดิมคือนอนกับแม่นั้นแหละ พอตกกลางดึกผมก็ตื่นขึ้นมาอีก แล้วก็เจอกับเงาดำๆ เหมือนเดิม แต่คราวนี้เงาดำๆนั้น ค่อยๆ เอื้อมมือมาเหมือนกับจะบีบคอผม ตอนนั้นทำอะไรไม่ค่อยถูกเลย ได้แต่ปลุกเรียกแม่ แล้วแม่ก็ตื่นมาเปิดไฟแล้วก็บอกเค้าว่าเดี๋ยวรุ่งเช้าจะทำบุญไปให้ พอตอนเช้าแม่ก็ใส่บาตรพระ หลังจากนั้นก็ไม่ค่อยเจออะไรที่หนักขนาดนั้นอีกแล้ว ซึ่งเหตุการณ์ในตอนนั้นทำให้ภาพมันติดตามาจนถึงทุกวันนี้.... ซึ่งหลายคนและรวมทั้งพ่อแม่ของผมชอบบอกว่าผมตาฝาด ซึ่งใครที่ไม่เจอกับตัวก็ไม่รู้หลอกว่ามันเป็นยังไง แล้วคุณละคิดว่าเรื่องนี้เป็นยังไง... (สาบานได้ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องจริง.......)




 

Create Date : 07 พฤษภาคม 2550    
Last Update : 7 พฤษภาคม 2550 18:05:02 น.
Counter : 93 Pageviews.  


chareonwong
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




...ถ้าสงสารลูกหมา ตัวดำๆ เอ้ย...ตาดำ ช่วยคอมเมนต์ด้วยนะครับ
จำนวนผู้มาเยี่ยมชม

1

Friends' blogs
[Add chareonwong's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.