A ........ Z
Group Blog
 
All blogs
 

The Secret ลับ-ลวง-เดา


The Natural laws of the universe are so precise
We're all working with one power,one law
It's law of attration
is responding to your thought.



ขุดสารคดีเก่าขึ้นมาเล่าใหม่ เพราะอยากเล่าในสิ่งที่
ไม่ได้เกี่ยวข้องกับกฎเกณฑ์ประหลาดๆ จากสารคดีเรื่องนี้แต่อย่างใด
ถามว่าอ่านแล้ว เคยเข้าใจไหม ? ก็คิดว่าพอเข้าใจอยู่มั้งนะ
เห็นแล้วพอที่จะจินตภาพขึ้นได้รึเปล่า? อันนี้ยิ่งชัดเจน
แต่ถึงกระนั้นก็ยังไม่อยากจะเชื่อ ยังไม่จริงจังและยากที่จะศรัทธา
จากสิ่งที่ระดมสรรพวาจา ทั้งเหล่าบรรดานักมืออาชีพด้านต่างๆ
ที่แม้จะยังเคลือบแคลงในใจว่า เพราะเขาเชื่อในสิ่งที่เขาคิด
หรือเพราะเป็นการรับจ้างอย่างอาชีพ ที่ต้องเสริมสร้างในแง่หลักคิด-ทฤษฎี
โดยอาศัยสถานะอาชีพ เป็นเครื่องยึดโยงให้แลดูน่าเชื่อถือและหนักแน่นขึ้น
แต่ทว่าความเป็นแง่มุม ในส่วนของการย้ำประเด็น
ที่ไม่ได้มีผลการทดลองอะไรที่ชัดเจนมากไปกว่า ความคิด ความเชื่อและความรู้สึก
เมือ่ที่ผู้เขียนกำลังรู้สึกเป็นอยู่ตอนนี้ใน The Secret




The Secret ที่หลายคนอาจจะเคยอ่านและครอบครองเป็นสรณะ
ในรูปแบบฉบับหนังสือ โดยบรรณาธิการเจ้าลัทธิใหญ่ Rhonda Byarne
พร้อมกลุ่มสาวกหรือผู้คิดเชื่อ มีตั้งแต่นักคิด นักลงทุน นักปรัชญา นักเขียน
นักฟิสิกส์ นักองค์กรเอกชน มูลนิธิ และอีกหลายพหูนัก
ที่จะทำให้ฐานของกฎแห่งแรงดึงดูด ดูหนักแน่นจากเหล่าบรรดานักๆทั้งหลาย
ผู้เขียนก็เป็นคนหนึ่ง ในอีกหลายๆท่าน
ที่ได้ถูกรับการปลุกปั้น จากกระแสความนิยมจากหนังสือเล่มนี้
ทั้งต่อหน้าและลับหลัง โดยนับจากการพิมพ์ฉบับภาษาไทยเป็นตัวตั้ง
เพราะระคนความแปลกใจ เมื่อเห็นหนังสือ the secret ตั้งแท่นแผ่หล้า
ในอันดับที่หนึ่งของร้านหนังสือภาษาอังกฤษ เป็นเวลาหลายสัปดาห์ซ้อน
จนหลงนึกไปว่า พนักงานหน้าร้านเหล่านี้ช่างขี้เกียจจังน้อ
ที่ไม่ยอมเปลี่ยนอันดับหนังสือขายดีในแต่ละสัปดาห์
โดยไม่เคยกล่าวโทษตัวเองเลยเสียทีว่า ใยไม่ลองกวาดตาดูหมวดหนังสือขายดี
ในอันดับที่สอง สามและสี่ ตามลำดับ เพื่อไปเปรียบเทียบกับอันดับแรกดูเสียบ้าง
รวมถึงตั้งข้อสงสัยในบางเรื่อง ถึงการจัดวางหนังสือ the secret
โดยแยกแยะหมวดหมู่ของกลุ่มหนังสือ ที่ต่างร้าน
เขาก็ต่างจัดวางไปตามแต่ละนัยยะ บ้างก็เอาไปไว้ในชั้น หมวดพัฒนาตนเอง
บ้างก็หมวดจิตวิทยา หมวดธุรกิจบริหาร หมวดสารคดี
หมวดหนังสืออ่านเล่ม เป็นต้น ถึงขั้นบางทีไปเห็นอยู่ในหมวดนิตยสาร
(แต่เข้าใจว่า มีคนนำหยิบไปอ่าน แล้วเกียจคร้านที่จะนำไปเก็บทีเดิม)
แต่ทุกร้านในช่วงนั้น เมื่อสักสามสี่ปีก่อน
ก็จัดวางไว้ในหมวดหนังสือขายดีด้วยกันทั้งสิ้น
สงสัยจัดว่า จนถึงขั้นไตร่ถามถึงความนิยมชมชื่นของผู้บริโภค
โดยอาศัยประสบการณ์ทางอาชีพจากเหล่าพนักงานหน้าร้าน ที่น่ารู้ดีกว่า
ถึงได้พอทราบมาว่า มักเป็นหนังสือที่ผู้อ่านเหมาซื้อ เพื่อแจกแทนการ์ดคริสตมาส
หรือของชำรวยในวันขึ้นปีใหม่ ด้วยราคาที่พอสมควรว่า
เมื่อซื้อไปแล้วจะไม่ดูถูกคนแจก ว่าพยายามซื้อของถูกแบบเหมาโหล
อีกทั้งการออกแบบรูปเล่ม ก็ทำได้สวยงามอัดมันด้วยกระดาษสีสี่อย่างดีทั้งเล่ม
แถมคำโฆษณาโปรยท้าย ก็ดันไปใส่ว่าเป็นความลับโบราณกาล
ที่ปิดซ่อน ตกหล่นและสูญหาย รับรู้กันโดยเฉพาะคนสำคัญระดับโลก
อย่าง เพลโต กาลิเลโอ เบโธเฟน เอดิสัน ไม่เว้นแม้แต่ไอน์ไตน์
จึงเพิ่มความน่าติดตามมากขึ้นทวีคุณ




แต่สุดท้าย เมื่อได้แอบอ่านจากร้านหนังสือ
โดยอาศัยการยืนอ่านตัดตอนไปทีละอาทิตย์
และเมื่อสยามประเทศอ้าแขนรับการจัดพิมพ์ภาคภาษาไทย
โดยการแปลของนักแปลทำกินเป็นอาชีพ อย่าง จิระนันท์ พิตรปรีชา
ผ่านสำนักพิมพ์อัมรินทร์เลยได้มีโอกาสซื้อหามาเก็บ
แม้ใจจริง เท่าที่อ่านฉบับภาษาอังกฤษ
หาได้ค้นพบกับความเร้นลับที่เก็บซ่อนแต่อย่างใด
จนทำให้ภายในใจ นึกกล่าวโทษตัวเองอยู่พอสมควร
ว่าอาจเป็นเพราะ ด้วยการขาดการออกกำลังกายทางภาษาอิงลิช
เลยทำให้ภาษาอังกฤษมันไม่เเข็งแรง แต่เมื่อได้อ่านฉบับภาษาไทยอย่างละเอียด
ก็เข้าใจแล้วว่าการโฆษณาชวนเชื่อเกินจริง มันมีผลกระทบต่อสุขภาวะของผู้บริโภคเช่นไร
นอกจากจะทำให้ผู้อ่านอย่างผู้เขียน รู้สึกไม่ฉลาดขึ้นสมกับราคาหนังสือแล้ว
กลับกลายเป็นอาหารสมองที่ไม่ถูกปาก ผิดรสชาติและยังวาดฝันไปอีกแบบ
เพราะมันกลับกลายเป็นหนังสือที่ปลุกเร้า สิ่งที่เชื่อตามความคิด
และเจ้าความคิดจะนำพาสัมฤทธิ์ผล โดยไม่มีผลจากการกระทำเป็นเครือ่งรองรับ
ภาษาบ้านอาจเรียกว่า "เป็นบุญนำวาสนาส่ง"
แต่ในหนังสือ the secret แล้ว เขาเรียกด้วยศัพท์หรูๆว่า "Law of Attration"
ที่ฟังดูแล้ว ช่างเป็นเหตุเป็นผลที่สุดจะ ถ้าใครบางคนนึกฝันเป็นจริงตาม
ก็อาจจะมองได้ว่า เออ!มันก็มีความเป็นไปได้อยู่เหมือนกันนะ
ฟังสิ! มันมีการใช้ทฤษฎีแรงดึงดูดในการอธิบาย ที่แม้เราไม่เคยลอยเท้งในอวกาศ
แต่เราก็พอเชื่อได้ว่า ที่ยังคงเหยียบพื้นสะท้านพิภพได้ก็ด้วยแรงดึงดูดที่เราไม่เห็นตัว
แต่สำหรับผู้เขียนแล้ว ยังคงตั้งคำถามต่อปรากฎการณ์ในหลายช่วงหลายตอน




เลยมาตอกย้ำข้อสงสัยนี้อีกครั้ง ใน DVD ชื่อ the secret ฉบับออริจินัล
ที่มีใครบางคนหวังดี แต่ปรารถนาร้าย เพราะถ้าสหายท่านนี้
ได้อ่านรีวิวก่อนหน้า ที่ผู้เขียนเคยมีให้ไว้กับหนังสือ the secret
เขาก็น่าจะหาซีรีย์ หรือไม่สารคดีอื่น เป็นเครื่องกำนัลแก่ผู้เขียนมากกว่า
หรือมันจะเป็นการให้ เพื่อส่งสัญญาณให้ผู้เขียนหัดคิดอะไรในแง่ดี-แง่บวก
เพราะผลของความคิด เป็นเสมือนกับแม่เหล็กที่ชักนำให้ผลลัพธ์เป็นไปตามวิถีคิด
โดนกับตัวจะไม่ขนาดนี้ แต่ผลลัพธ์ที่ไม่ดีส่วนใหญ่ มักนำพาให้เราตายหมู่
กระทบกันทั้งองค์กร การจะสลายต้นตอผลร้ายเช่นนี้ได้
ถ้าไม่สะเดาะเคราห์ด้วยการเซ่นไหว้
ด้วยจริตของผู้เขียนเป็นคนงกในเรื่องของไหว้เจ้าและการบวงสรวง
แน่ละ กว่าจะไหว้ให้ธูปหมดดอก ของไหว้ก็เย็นเสียจนไม่น่ารับประทาน
หนทางที่ลัดที่สุด ก็น่าจะเป็นการทำลายต้นเค้าทางความคิดในเชิงลบ
เสมือนเป็นการโยนหินถามทาง ว่าหินก้อนนั้นนอกจากจะไปโดนหัวผู้เขียนรึไม่
และถ้าไม่โดน หินก้อนนั้นจะมีผลกระทบอะไรตามมาต่อความรู้สึก โดยเฉพาะ
จากหินที่โยนไปอย่างตั้งใจ เพียงแต่ไม่มั่นใจในผลลัพธ์ที่แน่นอนและตายตัว
อย่างที่ตั้งใจจะโยน เพราะถ้าคิดหวังผลจริงๆจังๆ มันคงเน้นปาให้โดนหัวเสียมากกว่า
ซึ่งผลลัพธ์ที่ผู้เขียนรู้สึกก็มีดังนี้ (เข้าเรื่องแล้วนะ เกริ่นเสียนาน)




สำหรับใครที่เคยมีฉบับหนังสือ the secret ไว้ในครอบครอง
ทั้งจากการที่ได้ซื้อเอง หรือยืมมาอ่านจนทุกวันนี้มีสภาพไม่ต่างจากของตัวเองด้วยเเล้ว
ดีวีดีแผ่นนี้ ก็แทบไร้ความจำเป็นใดใด ในการเก็บหาหรือตอ่ยอด เพื่อมีไว้ในครอบครอง
ในฉบับ"ความนำ" ของหนังสือ ก็ได้มีการกล่าวแบบประโยคต่อประโยคในฉบับวีดีทัศน์
ว่าเกิดขึ้นหลังจากที่ได้ถูกสร้างเป็นฉบับวีดีทัศน์ที่มีก่อนหน้า
จนหลายคนที่ไม่ได้รู้สึกทนดู ก็ส่งเสียงฮีอฮาจากผลลัพธ์ของความเชื่อที่ว่านี้
ด้วยผลสัมฤทธิ์ที่นำไปประยุกต์ใช้ได้นานาประการ
ทั้งเรื่องอาการป่วยไข้ อุบัติเหตุ ธุรกิจ ชีวิต ตำแหน่งหน้าที่
ซึ่งเข้าใจว่าเจ๊แกเมื่อเห็นผลตอบรับของกระแสที่ดีเสียจนล้น (เข้าทฤษฏีแกอีกแล้ว)
จึงขอเก็บเกี่ยวความสำเร็จในจุดนี้ พ่วงไปในหลายผลิตภัณฑ์
ที่นอกจากตัวหนังสือแล้ว ยังมีทั้งออดิโอบุ๊ค รับเชิญบรรยาย
และหนังสือแตกยอดจากความเป็น the sectret อีกหลายเล่ม
ในฉบับวีดีทัศน์ ได้ลำดับเรื่องบรรยายที่แทบจะเป็นการไล่อักษรตามตัวหนังสือ
แบบ เป๊กๆๆและก็เป๊กอีก โดยเฉพาะส่วนของหน้า Main Menu
ถือเป็นการจัดวางรูปแบบได้สวยงาม จนน่าปล่อยให้ค้างหน้าจออยู่อย่างนั้น
โดยไม่อยากจะไปข้องแวะกับเนื้อหาภายใน ทางฝ่ายศิลป์เรื่องนี้ก็อาร์ตสุดบรรยาย
สร้างกราฟฟิคให้มีแสงเทียนส่องแสงสลัวๆ พร้อมกับการตั้งวางปากกาและสมุดโบราณ
ในสมัยยุคเรเนซองส์ ที่กำลังปรี่บานในช่วงการแสวงหาประกายของความรู้ใหม่ๆ
นอกกรอบความคิดแบบตายตัวสไตล์รัฐคริสตจักร ส่วนถ้าใครอยากตรงเข้าสู่เนื้อหากันจริงๆ
เวลาเห็นดีวีดีอื่น เขาจะเข้าในหมวด play กัน แต่สารคดี the secret ทำได้เจ๋งกว่า
เพราะเขาตั้งชื่อมันว่า Reveal ที่แปลว่า "เปิดเผย" ซึ่งจริงๆ ก็คือตัว play นั้นเอง




ส่วนทางด้านของ Chapter ที่เรียกกันว่า "เลือกฉาก"
เขาก็แบ่งลำดับออกเป็นสิบตอน ซึ่งก็เป็นไปอย่างที่หนังสือแบ่งตามสารบัญ
ที่มีทั้งหมดสิบตอน โดยสี่ตอนแรกจะเป็นการอารัมภบทโดยกว้าง
อาทิ 1. the secrect revealed จะเป็นการเปิดเผยแรงจูงใจจากการศึกษาในศาสตร์นี้
โดยมีการข้องแวะกับอุบัติชีวิตที่เลวร้ายของตัวบรรณาธิการเอง
นำไปสู่การศึกษาหาทางออกของชีวิตตามลำพัง
ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากหนังสือเก่าอายุคราวปู่ที่เฮย์ลีย์ลูกสาวเป็นผู้มอบให้
จากนั้นก็ร้อยเรียงเรื่องราว โดยมุ่งศึกษาแรงบันดาลใจจากนักคิดโบราณ
สู่การตั้งโจทย์สมมติฐาน และสอบถามจากกลุ่มผู้เชี่ยวชาญเพื่อเสริมข้อยืนยันของตัวเอง
สารคดีค่อยๆ ไล่ความเป็นสมมติฐานจากโจทย์คำถามข้อเล็กๆ ในตอนที่สอง
the secter made simple ไปสู่กระบวนการใช้งานในตอนที่สาม
How to use the secret จนถึงการเก็บรายละเอียดจากสมมติฐานที่ถูกสถาปนา
ให้เป็นกฎข้อบังคับทางธรรมชาติ ในตอนที่สี่ Powerful Processes
จากนั้นที่เหลือ ก็เป็นการนำไปประยุกต์ใช้ตามวาระโอกาสต่างๆ ตามจริตทางสังคม
ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง การเงิน ความสัมพันธ์ สุขภาพ ความลับของโลก ตัวคุณเอง
และชีวิต ซึ่งถ้าใครรู้สึกศรัทธาจากสิ่งบอกเล่า ที่จะว่าไปก็น่าเชื่อถืออยู่เอาการ
ด้วยความพยายามอธิบายในแง่ความเป็นตรรกะ ใส่แรงจูงใจจากความปรารถนาดี
แบ่งปันประสบการณ์และใส่ความน่าจะเป็นในหลักการด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูเชื่อมั่นเอามากๆ
จากนั้นที่เหลือ ก็รอเพียงการ "ตกหลุม" ว่าจะเชื่อตามดีรึไม่?
ซึ่งถ้าไม่ เขาเหล่านั้นก็ไม่ได้เป็นเดือดเป็นร้อนอะไร ตราบใดที่ได้หลงซื้อ
ความเป็นผลิตภัณฑ์สักเล่ม สักแผ่น หรือสักคอร์ส
แม้ผลลัพธ์นั้น จะไม่น่าเป็นที่พอใจ เขาเหล่านั้นก็ไม่เห็นท่าทีแสดงความยินดี
ที่จะคืนเงินแต่อย่างใด




ส่วนใน special features อันนี้ดูเหมือนจะเป็นส่วนแถม
ที่ไม่มีปรากฎให้เห็นในเนือ้หาที่เป็นรูปเล่มของหนังสือ the secret
ไม่ว่าจะเป็น secret summary ,behind the seen ,deleted sequence
outtakes และ ะtrailers
ซึ่งในสิ่งที่ว่ามาทั้งหมดนี้ เป็นผลสืบเนื่องอันเกิดจากการกระบวนการการผลิต
ในรูปแบบของวีดีทัศน์สารคดี ที่โดยรวมๆแล้ว ว่าด้วยแรงจูงใจที่อยากจะให้เชื่อ
และประสงค์ที่จะเผยแพร่ เป็นการกล่าวประเด็นซ้ำๆ
ที่มีปรากฎอยู๋ในเนือ้หาของวีดีทัศน์เดิมอยู่แล้ว โดยเฉพาะเบื้องหลังการถ่ายทำ
อาจดูไม่ยิ่งใหญ่และอลังการเหมือนกับการที่ได้รับชมเบื้องหลังอย่างกับในแง่ของภาพยนตร์
ด้วยข้อจำกัดของงบประมาณและวิธีการผลิต
อย่างน้อยๆ เราก็เห็นเวลานักวิชาการท่องบทท่องสคริปต์กันผิดๆ ขนิดที่ว่า
โลกมายาทางการแสดงก็มีผลกระทบต่องานสารคดีไม่ต่างจากหนังดราม่าอยู่เช่นกัน
แล้วถ้าได้เข้าไปหมวด setting แล้ว ก็มีหมวดเลือกเสียงให้ได้รับฟังกัน
ผ่านระบบ dolby digital 5.1 ที่เน้นความเป็นเนื้อหาแบบเพรียวๆ
หรือดีกว่านั้น ด้วยการฟังเสียงสัมภาษณ์เสริมประกอบเนื้อหาและรูปภาพหลัก
จาก hearing impaired ที่จะทำให้คุณภาพของเสียงฟังดูลดลง
หรือฟังแบบ commentary ที่ได้ฟังเบื้องหลังสนุกๆ จากเหล่าทีมงานไม่ว่าทั้ง
ผู้กำกับ โปรดิวเซอร์ เจ้าหน้าที่กราฟฟิกและบรรณาธิการ ซึ่งก็เป็นอะไรที่นอกเหนือหลักการ
เอาเป็นฟังแบบเพลินๆ ที่ดูไม่จริงจัง แต่ก็ยังจริงใจอยู่พอสมควร
เสียดายที่ส่วนนี้ กลับไมมีซับไตเติ้ลรองรับเอาไว้




ถึงกระนั้น the secret ในแง่หลักการ
ก็ถือว่าเป็นงานขอ้เสนอใหม่ ในวิธีการบอกเล่าที่เก่า
ที่สอนให้เราศรัทธาในความเชื่อในแง่บวก และยึดมั่นในความสัมฤทธิ์ผลที่จะเป็นจริงขึ้นสักวัน
ในสารคดีพยายามให้เรานึกถึงกฎแห่งการดึงดูด ว่าเป็นหลักการคล้ายคลึงกับ
การที่แม่เหล็กสองแท่ง ดึงดูดซึ่งกันและกัน ซึ่งไม่ว่าคุณคิดเรื่องอะไร ดีหรือร้าย
สุดท้ายมันก็จะดึงดูดผลทางความคิด ย้อนกลับมาหาตัวคุณ
เป็นกฎทางธรรมชาติ ที่มีอยู่มาตั้งแต่โลกนี้หรือจักรวาลได้ก่อตัวขึ้น
ฟังแล้วจะไม่รู้สึกอะไรมาก ถ้าไม่ไปหยิบยกกรณีนักคิด นักประวัติศาสตร์ของโลก
แล้วติ๊งต่างเอาว่า เขาเหล่านั้นเป็นผู้ค้นพบความลับนี้ โดยไม่ได้เชื่อมโยงในงานหนังสือ
หรือผลงานวิจัยทีเขาเหล่านั้นได้พิสูจน์กันมา สารคดีเรื่องนี้มีแต่ "สิ่งที่น่าเชื่อว่า"
ซึ่งจะว่าไปจริงๆ ก็ไม่เข้ากับหลักวิทยาศาสตร์เท่าไรนัก ที่ว่า
สามารถทำลองซ้ำ (repeated) และให้ผลลัพธ์ (output) ที่เป็นจริงได้โดยตลอด
ไม่ต้องคิดอะไรมาก อย่างผู้เขียนส่งไปรษณีย์และกดsmsชิงรางวัลไปหลายสำนัก
ด้วยความฝันที่มีอยู่เต็มเปี่ยม จนปานี้ก็ยังไม่เคยได้รับรางวัลที่เป็นผลสะท้อนแรงจูงใจ
แต่อย่างใด มันคล้ายกับคนซื้อหวยที่ถ้าถูกสักงวด สองงวด แม้จะเลขท้ายสองตัวก็เหอะ
ก็พร้อมจะหลงลืมอีกหลายๆงวด ที่เสียตังค์เข้ารัฐ แต่ผลลัพธ์ที่พิสูจน์ได้
คือ ไม่ยักจะถูก ยิ่งหลักการพุทธศาสนา อย่างไตรสิกขา
ที่นอกจากคิดดี พูดดีแล้ว ผลแห่งการกระทำดี ก็ต้องสอดคล้องกับหลักการดังกล่าวด้วย
และมันไม่ใช่แค่ผลประโยชน์ที่ตอบรับแก่บุคคล แบบส่งเสริมอัตตา
อย่างที่มีให้เห็นใน สารคดี the secret เท่านั้น แต่มันยังเป็นหลักการเชิงปฏิบัติ
ที่มีผลต่อการควบคุมความประพฤติทางสังคมอีกด้วย
ซึ่งจะว่าไป การอธิบายเชิงพรรณนาโดยอาศัยธรรมชาติเป็นแก่นกลาง
the secret เป็นงานที่บอกเล่าสอดรับกับหลักอธิบายทางศาสนาพุทธอย่างมาก
แต่น่าเสียดาย ที่ the secret แทบไม่ได้หยิบยกหรือกล่าวในประเด็นพุทธศาสนาในเรื่อง
แต่อย่างใด ยังคงอธิบายตามแบบแผนของ self management ที่คุ้นสไตน์เป็นอย่างดี
ส่วนจะเชื่อรึไม่นั้น ตามใจคุณ แต่ไอ้ผลลัพธ์ที่ไม่ได้คาดคิดนี้สิ
คงต้องโทษด้วยชะตายถาชีวิตกันเอาเองละกัน........







 

Create Date : 18 กรกฎาคม 2553    
Last Update : 18 กรกฎาคม 2553 20:26:30 น.  

แอนโทนี วาเลเวนฮูค ลูกคนขายตะกร้าสู่บิดาแห่งMicroscope





การเขียนบันทึกนั่นทรงพลัง
ไม่จำเป็นต้องมีผลงานอ้างอิงด้วยฉบับหนังสือเป็นเล่มๆ
หรือทำต้วเบ่งโดยอ้างความเป็นสถาบันการศึกษาที่มีชื่อ
ขอเพียงมีฉันทะในการศึกษาและรู้จักบอกเล่าแก่โลกภายนอก
ไม่ต้องบ่อย ขอเพียงแค่สม่ำเสมอ
เพียงเท่านี้ ก็อาจทำให้คุณกลายเป็นอมตะที่ผู้คนเล่าขาน
แม้จะผ่านกาลเวลามาสี่ร้อยกว่าปี






เหมือนกับประวัติของ แอนโทนี วาเลเวนฮูค
(anthony van leeuwenhoek,1632-1723)
ลูกของคนขายตะกร้าชาวดัชต์ ผู้สร้างตำนาน
ว่าเป็นบิดาของวงการชีวโมเลกุล (the Father of Microbiology)
ที่ผลงานศึกษา หาได้มาจากสถาบันอันมีชือเสียง
หรือเป็นสมาชิกกิตติมาศักดิ์ใดใด
หากคุณเผลอเข้าห้องสมุด และปรรถนาจะหาหนังสืองานเขียน
ในนามปากกาของเขาสักเล่ม แม้จะเป็นห้องสมุดรัฐสภาสหรัฐ
ก็มีแต่เดินวนเป็นจิ้งหรีดที่พิการปลายหนวด
ด้วยพ่อหนุ่มดัชต์คนนี้ ไม่มีผลงานที่เป็นรูปเล่มใดใด
มากไปกว่าการเขียนบอกเล่ารายงานการวิจัย
ผ่านซองจดหมายที่ติดแสตมป์จ่าหน้าชัดเจน
จากการสังเกตด้วยกล้องขยายทำมือ
ที่มีกำลังขยาย 275 เท่า ที่ทำให้การส่องทางไกล
ไปยังห้องน้ำของตึกอีกด้าน กลายเป็นเรื่องเล็กๆ
ที่มีแต่พวกคนถ้ำมองว่างเวลา เขาทำกัน





ตามประวัติจากหนังสือ A Short History of Nearly Everything
โดย Bill Bryson เล่าว่าไอ้หมอนี้เป็นเพียงพ่อค้าผ้าลินินต๊อกต๋อย
ที่ไม่รู้หนังสือหนังหา (แต่ทว่าเขียนจดหมายได้?)
เป็นคนรู้น้อยแถมไร้พื้นเพด้านวิทยาศาสตร์
แต่ได้สร้างคุณูปาการอันยิ่งใหญ่ สำหรับวิทยาศาสตร์สาขาชีววิทยา
ที่ทำให้เรื่องของ แบตทิเรีย อสุจิ และหลอดเลือด
ไม่กลายเป็นสิ้นสูญหาย ที่โลกนี้ไม่มีปรากฎ
ด้วยความเป็นนักสังเกตที่ทุ่มเทและไวพริบปฎิภาณที่ล้นเปี่ยม




ด้วยแอนโทนีเกิดและเติบโตตามปกติสุขในแถบเมือง Delft
อันเป็นเมืองแห่งการค้าขายเชิงพาณิชย์ ที่ไม่น่าทำให้เขาเอาดี
ในทางวิทยาศาสตร์ มากไปกว่าการยังชีพด้วยอัตภาพดีดีจากการค้า
เป็นเด็กหนุ่มที่รับรู้ภาพจากความสูญเสียตั้งแต่ยังเล็ก
เล็กพอที่หกขวบ เขาต้องสูญเสียน้องสาวสองคนและพ่อบังเกิดกล้าว
เป็นของขวัญก่อนฉลองวัยหกขวบเต็ม พอย่างสิบหกตกฟาก
พ่อใหม่ที่เป็นอดีตผัวแม่อีกคน ก็ตายตาม
อันนี้ไม่รู้ว่าฝ่ายคุณแม่ จะเชื่อเรื่องความไม่มงคลจากบุตรชายคนนี้รึไม่
แต่ที่แน่ๆ เขาถูกส่งตัวออกจากอ้อมกอด ไปทำงานร้านหนังสือ
ที่อัมสเตอร์ดัม และที่นั่นก็ส่งเสริมให้เขาเกี่ยวข้องกับความรู้แรกเริ่มของ
กล้องจุลทรรศน์ที่ต้องนั่น อำนาจของการขยายก็เพื่อประโยชน์ในการส่องใยผ้า
ดังนั้นประโยชน์ที่ได้รับส่วนใหญ่ของเขา จึงไม่ได้มุ่งเน้นในเรื่องวิทยาศาสตร์ที่ไกลตัว
มากไปกว่าธุรกิจเครื่องนุ่งห่ม ที่พอจะทำให้เขาลืมตาอ้าปาก
กลับมาตั้งรกรากที่เมือง Delft บ้านเกิดอีกครั้ง
ได้มาแต่งงานกับสาวเจ้าที่เป็นบุตรีของพ่อค้าสิ่งทอในแวดวงเดียวกัน
และได้ไต่เต้าจากพ่อค้าเล็กๆ จนขึ้นฐานะสูงสุดเป็น Lord Regents of Delft
ไม่นานหนักภรรยาก็มาตาย ก่อนจะมาแต่งงานใหม่กับบุตรีรัฐมนตรี
ซึ่งภรรยาคนต่อมาก็ตายก่อนเขา ตามประสาคนดวงแข็ง
ที่ถูกส่งมาเกิด เพื่อเป็นแขกเครือในงานศพของชาวบ้านอยู่เป็นนิจ




แต่ความยิ่งใหญ่ในฐานะผู้มีส่วนรวมต่อจุดเริ่มต้นของวิชา microscopic
ไม่ได้เกิดจากความเป็นพ่อค้าสิ่งทอ มากไปกว่าความสนใจอย่างจริงๆจังๆ
ในการโยกวัตถุวิสัยการส่องจากเรื่องผ้าๆ
มาเป็นสิ่งที่มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น หรือเห็นก็ไม่นึกว่ามันจะมี
เขาได้พัฒนาเลนส์ขยายให้มีอำนาจในการทะลุทะลวง
ที่ตัวเขาเองก็คาดไม่ถึงเช่นกัน บุคคลหนึ่งที่เขาต้องกล่าวขอบคุณ
คือ ยาน เวอร์เมียร์ (Jan Vermeer) ศิลปินมีชื่อร่วมเมือง
ผู้ซึ่งสนใจในด้านแสงและทัศนมิติ ( perspective )
ทำให้เครื่องมือตั้งต้นที่ทำด้วยแกนไม้ที่มีเม็ดแก้วเล็กๆฝังอยู่ข้างใน
ที่คนภายนอกมองว่าเป็นแว่นขยายเสียมากกว่ากล้องจุลทรรศน์
ที่ยุคสมัยนั่นและข้อจำกัดทางสังคม ยังไม่คุ้นชิน
ว่ากันว่า สิ่งประดิษฐ์ทุกชิ้นของเขาเป็นความลับสุดยอด
พอๆกับต้นแบบผลิตภัณฑ์แอปเปิ้ลก่อนการประกาศของสตีฟ จ็อปส์เขา



ความที่เขาไม่เคยเข้ามหาวิทยาลัย
อีกทั้งความที่ไม่มีความรู้เรื่องภาษาลาติน อันเป็นภาษาทางวิชาการในสมัยนั่น
ตลอดระยะเวลาห้าสิบกว่าปี จึงไม่เคยมีหนังสือทางวิชาการใดใดในนามของเขา
ที่จะสะท้อนความสามารถและความทุ่มเทในความเป็นช่างสังเกต
มากไปกว่าจดหมายกึ่งรายงาน ที่มีมากกว่าสองร้อยชิ้นที่จ่าปลายทาง
ไปที่สมาคมนักวิชาการของอังกฤษ ด้วยภาษาดัชต์ท้องถิ่นอย่างง่ายๆ
ที่เต็มไปด้วยข้อเท็จจริง โดยปราศจากทฤษฎีและข้อสมมติฐานทางวิชาการสำรวจ
แต่กลับกลายเป็นกึ่งวิชาการว่าด้วยการสังเกต (a degree in surveying)
ล้วนแล้วเป็นสิ่งที่จับฉวยจากสิ่งใกล้มือแทบทั้งสิ้น
ไม่ว่าจะเป็น ราขนมปัง เหล็กไนผึ้ง เซลล์เลือด ฟัน ผม น้ำลาย
อุจจาระ ไม่เว้นแม้แต่อสุจิของเขา (ที่มีคำขอโทษแนบท้ายตามมาด้วย)
เป็นที่คนอื่นต่างเห็นอย่างชาชิน แต่ไม่เคยมีใครลงลึกไปในรายละเอียด
ที่เกินกว่าระดับสายตาปกติจะสังเกตได้
เหมือนกับครั้งที่เขาส่งรายงานการค้นพบสิ่งมีชีวิตประหลาด
ที่เขาขอตั้งชื่อการค้นพบว่า animalcules ในตัวอย่างทดลอง
จนภายหลังสมาชิกสมาคมนักวิชาการแห่งอังกฤษ
เลยได้ใช้เครื่องมือที่ดีที่สุดของสมาคม ถึงได้รู้ว่ามันคือ
โพวโทซัว ในถาดทดลองที่เป็นดั่งสระว่ายน้ำในสนามพริกไทยที่ผสมกับน้ำ
แม้เพียงหยดเดียว ก็มีเจ้าสิ่งมีชีวิตที่ว่า 8.2 ล้านกว่าตัว
มากกว่าประชากรของฮอลแลนด์ทั้งประเทศเสียอีกละเนี่ย
จากนั้นไม่นาน เลยเกิดกระแสความเห่อส่องกล้องจุลทรรศน์
ถึงขนาดที่บางคนก็ส่องไม่เจออะไร แต่อธิบายกันเป็นตุเป็นตะ





จนในที่สุด สมาคมวิชาการแห่งลอนดอน (Royal Society of London)
ก็ไม่อาจปล่อยปะละเลยคนนอกรั้วมหาวิทยาลัยและแวดวงวิชาการอย่างเขา
ในฐ่านะบุคคลสำคัญทางประวัติศาสตร์โลก ทางด้านจุลทรรศวิทยา
โดยกล่าวยกย่องและมอบสถานะความเป็นสมาชิก
และอวยเกียรติ์ในฐานะ Dutch Physician Reinier de Graaf.
ผลงานความช่างสังเกตของเขาถูกรวบรวบและเผยแพร่ใน
วารสาร the Royal Society in its journal: Philosophical Transactions
ที่แม้บั่นปลายที่สุดของชีวิตเขา จะต้องเจ็บป่วยทุกขโรคด้วยสภาวะ
ไม่สามารถควบคุมกล้ามเนื้อกระบังลมให้เป็นปกติ
ที่สุดท้ายภาวะโรคดังกล่าว ก็ถูกขนามนามอย่างให้เกียรติ์
ตามชื่อของเขาว่า Van Leeuwenhoek's disease
ที่แม้กระนั้นก็ยังอายุยืนพอที่จะไปร่วมงานศพคนรอบข้าง
ด้วยวัย เก้าสิบปีเศษ ที่ทุกวันนี้ผลงานต้นฉบับจากการทดลอง
ยังถูกสะสมไว้ หลังจากที่ได้ค้นพบโดยบังเอิญ ในปี 1981
ณ the collections of the Royal Society of London.
ที่อุปถัมภ์และเป็นแหล่งสื่อสารร่วมของเขามาตลอดชีวิตที่เหลืออยู่

ความช่างสังเกต นี้ ไม่จำเป็นต้องมีมงกุฎสถาบันใดใดเข้ามาครอบ
มากไปกว่าสายตาที่สอดรู้สอดเห็น ในสิ่งที่ไม่มีใครสอดเจอก็เป็นได้นะขอรับ ........






อ้างอิงข้อมูล จาก
wikipedia และ หนังสือประวัติย่อของเกือบทุกสิ่ง




 

Create Date : 06 มิถุนายน 2553    
Last Update : 6 มิถุนายน 2553 17:30:34 น.  

การเมืองของเสื้อแดง โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์



ดังที่เห็นกันอยู่แล้วว่า ขบวนการเสื้อแดงนั้นเป็นทรัพยากรการเมืองที่ใหญ่มาก
มีประโยชน์ทั้งต่อหีบบัตรเลือกตั้ง และการเคลื่อนไหวทางการเมืองในรูปแบบอื่นๆ
จึงไม่แปลกอะไรที่มีคนหลากหลายประเภท กระโดดเข้ามาใช้ประโยชน์
จากทรัพยากรการเมืองชิ้นนี้ ทั้งทางตรงและทางอ้อม


ในบัดนี้ ก็ยอมรับกันแล้วว่า
ขบวนการเสื้อแดงไม่ได้เป็น "เนื้อเดียวกัน" กล่าวคือ ประกอบด้วยคนที่มีความฝันทางการเมือง
, ความต้องการ, วัตถุประสงค์, ปูมหลัง ฯลฯ หลากหลาย การแบ่งกลุ่มที่ชัดเจนอาจต้องการการวิจัย
แต่อย่างน้อยก็น่าจะยอมรับได้ว่าขบวนการเสื้อแดงไม่ใช่ "เนื้อเดียวกัน"


นอกจากไม่ใช่ "เนื้อเดียวกัน" แล้ว
ขบวนการเสื้อแดงยังไม่ "สถิต" อีกด้วย หมายความว่ามีการเปลี่ยนแนวทาง
, เป้าหมาย, ขยายตัว, หดตัว, การจัดองค์กร, การนำ ฯลฯ อยู่ตลอดเวลา
ก็เหมือนขบวนการทางสังคมและการเมืองทั้งหลายในโลกนี้ ที่ไม่เคยหยุดนิ่ง
แต่ปรับเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ทั้งโดยเจตนาและไม่เจตนาของแกนนำ


เพราะขาดข้อมูลที่เก็บรวบรวมอย่างเป็นระบบ
ผมจึงไม่ต้องการจะชี้ว่า มีใครบ้างที่ประกอบกันขึ้นเป็นขบวนการเสื้อแดงใน พ.ศ.นี้
แต่ผมอยากเสนอแนะให้เห็นว่า มีใครบ้างที่เข้าไปใช้ประโยชน์ทางการเมือง
กับทรัพยากรการเมืองชิ้นนี้ เพราะนั่นพอจะมองเห็นได้ง่ายกว่า
ทั้งจากเวทีเสื้อแดง, อุบัติการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้น, และเวทีของฝ่ายรัฐบาล


1/ คุณทักษิณ ชินวัตร โดยเฉพาะในตอนเริ่มต้นหลังการรัฐประหาร
ก่อนที่คุณทักษิณจะมีโทษทางอาญาติดตัว การเคลื่อนไหวของขบวนการเสื้อแดง
ย่อมเป็นฐานคะแนนเสียงที่ดีของคุณทักษิณ จนกระทั่งปฏิปักษ์ของคุณทักษิณ
ย่อมเลือกจะประนีประนอมกับคุณทักษิณ มากกว่าหักกันจนพินาศไปข้างหนึ่ง
แต่หลังจากคุณทักษิณถูกพิพากษาให้จำคุกแล้ว ขบวนการเสื้อแดงจะเป็นประโยชน์
ทางการเมืองแก่คุณทักษิณได้ ขบวนการต้องนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองขนานใหญ่
พอที่จะเปิดช่องให้คุณทักษิณกลับมามีอำนาจทางการเมือง
เพราะจะนั่งรอให้มีการเลือกตั้งทั่วไปหลังการรัฐประหารไม่ได้เสียแล้ว


ที่เหนือกว่าเงินของคุณทักษิณ คือ
ความนิยมอย่างล้นเหลือที่คุณทักษิณได้รับจากประชาชนในชนบท
และด้วยเหตุดังนั้น ขบวนการเสื้อแดงจึงกลายเป็นบันไดสำหรับไต่เข้าสู่วงการเมืองที่ดี
โดยเฉพาะเมื่อผู้บริหารพรรค ทรท.ถูกสั่งห้ามเล่นการเมืองแล้ว จึงมีนักการเมืองหลายระดับ
เข้ามาร่วมกับคนเสื้อแดง เพื่อชูคุณทักษิณสำหรับการเลือกตั้ง


แต่ขบวนการเสื้อแดงขยายตัวอย่างรวดเร็ว
ดึงดูดเอาผู้คนเข้ามาร่วมอีกมากมาย รวมทั้งคนที่ไม่ใส่ใจว่าคุณทักษิณ
จะกลับมามีอำนาจหรือไม่ รวมแม้กระทั่งคนที่ไม่ได้ชื่นชอบคุณทักษิณเองด้วยและดังที่ผมเคยกล่าวไว้ในที่อื่นแล้วว่า คนเหล่านี้คือคนชั้นกลางระดับล่าง
ซึ่งเลิกเป็นเกษตรกรรายย่อยไปนานแล้ว ฐานการผลิตของเขาอยู่ในตลาดเต็มตัว
มีความจำเป็นต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายสาธารณะทุกระดับ
แต่มาพบตัวเองอยู่ในโครงสร้างการเมืองที่ไม่เปิดโอกาสให้ตัวได้เข้ามามีส่วน ร่วม
ทางการเมือง มากกว่าการเลือกตั้ง (ซึ่งก็ถูกทำให้เป็นหมันไปเสียอีก
เพราะการรัฐประหารหรือการจัดตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร)


ผมอยากเดาว่านี่คือกลุ่มคนที่ใหญ่สุดในขบวนการเสื้อแดง
ไม่ใช่ "คนจน" ดักดานที่เป็นแรงงานรับจ้างภาคการเกษตร
หรือแรงงานรับจ้างรายวันที่ไม่มีงานทำตลอดปี และไม่ใช่ซาเล้งที่ซุกตัวอยู่ตามสลัมในเมืองใหญ่


และด้วยเหตุดังนั้น ขบวนการเสื้อแดงจึงมีลักษณะ "ปฏิวัติ" มากขึ้น
จนกระทั่งหากคุณทักษิณเป็นนายกฯอยู่เอง ก็คงร้องไอ๊หยาเหมือนกัน
"ประชาธิปไตย" ที่เขาเรียกร้องจึงแตกต่างจาก "ประชาธิปไตย"
ของนักวิชาการและปัญญาชนสาธารณะเป็นส่วนใหญ่ และง่ายที่จะถูกกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์


ในขณะเดียวกัน ชื่อของ "ทักษิณ" ก็กลายความหมายจากคนหน้าเหลี่ยม
เป็นสัญลักษณ์ของรัฐที่อาทรต่อคนเล็กๆ มากขึ้น และไม่ใช่อาทรในลักษณะสังคมสงเคราะห์
แต่เป็นความอาทรในลักษณะรัฐสวัสดิการ กล่าวคือเป็นสิทธิ ไม่ใช่ความน่าสงสาร


2/ ในฐานะทรัพยากรการเมืองที่ใหญ่โตขนาดนี้
ไม่แปลกอะไรที่จะมีการช่วงชิงการนำกันอย่างอุตลุด
ความแตกร้าวระหว่างกลุ่ม "สามเกลอ" กับ "สายเหยี่ยว" เป็นที่รู้กันดี


ความสำเร็จในการนำการประท้วงในครั้งนี้ ทำให้ "สามเกลอ"
พ้นสภาพความเป็นเครื่องมือของใครทั้งสิ้น เขากลายเป็นพลังทางการเมืองในตัวของตัวเอง
ซ้ำยังมีมวลชนสนับสนุนจำนวนมาก นำความวิตกแก่คนอื่นที่ต้องการเข้ามาใช้ประโยชน์
จากทรัพยากรการเมืองชิ้นนี้ มากขึ้น แม้แต่คุณทักษิณ ชินวัตร
เองก็ต้องหมั่นโฟนอินเข้ามาบ่อยเกินความจำเป็น (และไม่เป็นผลดีต่อการประท้วงนัก)
เพราะคุณทักษิณเองก็เกรงว่าทรัพยากรการเมืองชิ้นนี้จะหลุดมือตนไปเหมือนกัน


กลุ่ม "สายเหยี่ยว" ซึ่งเคยปรามาสไว้ว่า "สันติวิธี"
จะไม่นำไปสู่ความสำเร็จใดๆ คงรู้สึกเหมือนกันว่า หากการประท้วงนำไปสู่การยุบสภาได้
ทรัพยากรการเมืองชิ้นนี้จะยิ่งหลุดจากมือของตนมากขึ้น จึงต้องพยายามหาบทบาทบางอย่างอยู่เบื้องหลัง


ในขณะเดียวกัน ความขาดเอกภาพในกองทัพและตำรวจ
ทำให้การปฏิบัติตามคำสั่งเป็นไปอย่างลังเล นับตั้งแต่การผ่อนปรนมากกว่าที่ผู้บังคับบัญชาต้องการ
ไปจนถึงอาจจะแทรกเข้ามาเป็น "มือที่สาม" ด้วย


3/ นักการเมืองฝ่ายค้าน ซึ่งเคยเกาะชื่อของคุณทักษิณอย่างเหนียวแน่น
คงมาพบด้วยความประหลาดใจว่า ชื่อคุณทักษิณมีความหมายน้อยลงในขบวนการเสื้อแดง
ที่ทำการประท้วงขณะนี้ จึงเรียงหน้ากันขึ้นเวทีเสื้อแดงอย่างหนาแน่นกว่าทุกครั้ง
ขบวนการเสื้อแดงเป็นทรัพยากรการเมืองที่สำคัญกว่าคุณทักษิณ ชินวัตร
เป็นอันมาก ฉะนั้น จึงจำเป็นต้องเกาะเกี่ยวเอาไว้ แต่ในขณะเดียวกันก็ดูจะอึกๆ อักๆ
ในการปราศรัย เพราะจับอารมณ์ของประชาชนผู้เข้าร่วมชุมนุมไม่ได้


เพราะไม่ใช่ภาพที่ตัวเข้าใจตลอดมา


4/ สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งก็คือ
ทุกฝ่ายแม้แต่ฝ่ายที่เป็นปฏิปักษ์กับขบวนการเสื้อแดง คงยอมรับว่าขบวนการเสื้อแดง
เป็นทรัพยากรการเมืองที่ใหญ่มหึมา อย่างที่ไม่เคยพบในประเทศไทยมาก่อน อย่านึกแต่จำนวนคนที่เดินทางมาร่วมชุมนุมในกรุงเทพฯ ต้องคิดถึงกองหลังนับตั้งแต่ลูกเมีย
(ผัว) ที่อยู่ข้างหลัง เงินและเสบียงกรังที่ส่งลงมาเสริมตลอดเวลา
ตลอดจนแรงสนับสนุนอย่างเข้มแข็งทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัดของคนอีกจำนวน มาก


แม้จะถูกสลายการชุมนุมลงได้ในที่สุด (ด้วยวิธีรุนแรงหรือวิธีไม่รุนแรงก็ตาม) ทรัพยากรการเมืองนี้ก็จะไม่สลายตัวลง


ปัญหาคือจะใช้ประโยชน์จากทรัพยากรนี้อย่างไร ไม่ว่าจะผ่านหีบบัตรเลือกตั้ง หรือผ่านการโบกธง


น่าประหลาดที่ชนชั้นนำไทยที่มีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นชนชั้นนำตามจารีต
หรือชนชั้นนำในระบบทุน มองไม่เห็นช่องทางที่จะใช้ประโยชน์ทางการเมืองกับทรัพยากรนี้เลย
กลับมุ่งแต่จะทำลายล้างลงด้วยทรัพยากรที่มีในมือ นับตั้งแต่การใช้สื่อ, การใช้อำนาจรัฐควบคุมสื่อ,
การปลุกม็อบขึ้นต่อต้าน, การอ้างอุดมการณ์เดิม (ชาติ, ศาสน์, กษัตริย์)
ซึ่งแม้ยังมีความศักดิ์สิทธิ์ แต่ก็อาจตีความไปได้หลายแง่หลายมุม
โดยไม่สำนึกว่าสังคมไทยในปัจจุบันนั้น แม้ยังยึดถืออุดมการณ์เดิม
แต่อยู่ในช่วงที่กำลังตีความอุดมการณ์ใหม่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เสียแล้ว


ว่าเฉพาะนักการเมืองทั้งในซีกฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลนั้น
เหมือนกันอยู่อย่างหนึ่งคือตามความเปลี่ยนแปลงทางสังคมไม่ทัน
และด้วยเหตุดังนั้นจึงคิดว่าขบวนการเสื้อแดงนั้นเป็น "เนื้อเดียวกัน"
และ "สถิต" เหมือนกัน ฝ่ายค้านเกาะชื่อทักษิณเพื่อนำไปสู่หีบบัตรเลือกตั้ง
ฝ่ายประชาธิปัตย์เกาะชื่อทักษิณ เพื่อเก็บความรังเกียจทักษิณเอาไว้เป็นคะแนนเสียงของตน


อันที่จริง หากมองขบวนการเสื้อแดงเป็นความเคลื่อนไหวทางการเมือง
ที่สลับซับซ้อน และเป็นผลมาจากความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ
ก็จะเห็นได้ว่าเราไม่อาจขจัดขบวนการนี้ลงไปได้ ไม่ว่าจะด้วยวิธีรุนแรงหรือวิธีอื่น
นอกจากต้องปรับเปลี่ยนระบบการเมืองเพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลงนี้


จริงอย่างที่นักสันติวิธีชอบพูดคือ เราต้องฟังกันให้มากขึ้น
แต่ไม่ใช่ฟังแกนนำ หากต้องฟังประชาชนผู้เข้าร่วมชุมนุม
ทั้งแดงและเหลือง เราก็จะสามารถจับสำนึกทางการเมืองใหม่ๆ ที่ผลักพวกเขาเข้าร่วมชุมนุม
ไม่ใช่สิ่งที่แกนนำปราศรัย เราก็จะเข้าใจความเปลี่ยนแปลงที่เกิดในสังคมไทยมากขึ้น
ซึ่งมีผลกระทบต่อคนต่างกลุ่มไม่เหมือนกัน
แล้วเราก็จะสามารถจัดระบบให้เกิดการต่อรองที่เท่าเทียมกัน ระหว่างความต้องการที่แตกต่างได้โดยสงบ........


จากมติชนออนไลน์




 

Create Date : 27 เมษายน 2553    
Last Update : 27 เมษายน 2553 0:28:35 น.  

นักสืบเศรษฐศาสตร์ (Undercover Economist)


ปีนี้คงเป็นปีที่ตั้งกติกาแบบหาเหาใส่หัวเพิ่มอีกหนึ่งอย่าง
ตามสไตล์คนที่ชอบสร้างสีสันส่วนตัวในโลกที่มีแต่ความจำเจ
ประมาณว่า จะไม่ขอโม้สา(ธยา)หนังสือเล่มหนึ่งเล่มใดเเบบขอไปที
หลังจากที่เข็ดหลาบ จากการทลายกองดอง
โดยไม่มองภารกิจอื่นอันเรื่องที่จำเป็นเพื่อการยังชีพ
ที่มีเพิ่มขึ้นแในแต่ละวันตามประสาผู้ใหญ่รัก (แต่ดันกลับบ้านแต่หัวเย็น)
ผลก็เลย ผ่านชีวิตมาหนึ่งไตรมาสของปีนี้
ก็ยังไม่มีเรื่องโม้ทนาเกี่ยวกับหนังสือเป็นการส่วนตัวสักเล่ม
อันนี้ ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับม็อบหรือสถานการณ์การเมืองอื่นใดเอาสักเลย
เผลอๆการเมืองเสียอีก ที่ยิ่งจะเป็นปฏิกิริยาตัวเร่งให้มาสนใจกับสิ่งนอกกระแส
และบังเอิญว่า ไปแตะหนังสือมาเล่มหนึ่ง ื แล้วอ่านสนุกฉิบหายเหวง
ขอแนะนำเลยว่า ถ้าใครอยากจะเรียนเศรษฐศาสตร์ทางลัด
ตามหลักสูตรรางวัลโนเบล ขอแนะนำหนังสือเล่มนี้เลย ที่มีชื่อว่า
"นักสืบเศรษฐศาสตร์" หรือชื่ออิมพอร์ตแบบไม่ปิดสนามบินว่า
Undercover Economist ของนักเขียนคลายปัญหาศาสตร์ๆ แห่ง
Financial Times นามอุโฆษว่า Tim Harford




ความจริงเพิ่งจะซื้อหนังสือเล่มนี้ ช่วงขากลับบ้าน อันเป็นช่วงที่
สถานีรถไฟดันอยู่ใกล้กับร้านหนังสือ และเป็นปกติที่จะต้องหาซื้อหนังสือ
ไม่เล่มใดก็เล่มหนึ่ง คอยเป็นเพื่อนแก้เหงา
ตามประสาเราดันไม่มีเพื่อนเก่าให้หลงเหลือไว้ที่บ้านเกิด เล่มนี้เอาเข้าจริงแล้ว
ได้เคยไปเปิดอ่านที่ร้านหนังสือตอนที่ยังไม่มีใครมาเเปลเป็นภาษาไทย
เหตุที่ฝืนอ่าน เพราะผู้เขียนอย่างที่บอก ขึ้นชื่อมาแต่ไหนแต่ไร
ตอนทำงานร้านหนังสือ ลูกค้าบางคนต้องรีบมาขอจอง Financial Time ฉบับ Weekend
ที่ทั้งหนาจนตราชั่งร้านขายของเก่าตาลุกวาว หลายคนติดใจกับการตอบยี้ยวนกวนได้ใจ
ของพี่ทิมคนนี้เป็นอันมาก เรียกได้ว่าเป็น Editor ท่านหนึ่งที่เรียกแขกได้ดีอย่างน่าพอใจ
ตอนแปลเป็นไทย มารู้ว่าคนที่เเปลเป็นอดีตทีมงานของ BBC ภาคภาษาไทย
ที่ชื่อ อรนุช อนุศักดิ์เสถียร ก็ต้องถือว่าเป็นคนวงในตามโครงข่ายบีบีซีเขา
แต่ก็ไม่รู้ทำไม จึงไม่ยอมซื้อตั้งแต่เห็นเปิดตัวในครั้งแรก
อาจเป็นไปได้ว่า ไปเทียบเคียงกับรสของ Freakonomic ในชื่อไทยว่า เศรษฐพิลึก
ว่าน่าจะมีรสชาติใกล้เคียงกัน อันนำมาสู่ความละเลย
ซึ่งความจริงเศรษฐพิลึกก็เปลี่ยนมุมมองความเชื่อที่ไม่น่าเชื่อ ในอุทาหรณ์ตัวอย่าง
ที่กล่าวอ้าง เพียงแต่ตอนนั้นยังไม่ก้านสมองที่ยังไม่เเข็งแรงพอที่จะรับฟัง
ก็สูตรสถิติและสมาการ มันมีน้อยสักที่ไหนละ แถมแต่ละตัวอย่าง
ก็ดันอธิบายตามตัวเลขที่รวบรวมในประเทศในของพวกท่าน
แต่มันเป็นประเทศนอกของผู้อ่านอย่างไทยๆเรา ผลก็เลย...เอาไว้ก่อนดีกว่า




ต้องขอบคุณ "ความหายาก" (Scarcity)
ที่มีอธิบายไว้ส่วนหนึ่งในหนังสือนักสืบเศรษฐศาสตร์ เพราะหนังสือเล่มนี้ที่เลือกซื้อ
โดยไม่ได้เกี่ยวอะไรกับการพิมพ์ครั้งที่ ๘ แต่อย่างใด แต่อย่างว่า
ร้านหนังสือต่างจังหวัดที่จะให้ออกรสเชิงวิชาการหน่อยๆ ให้เรียงขายเกลื่อน
จนตัดสินใจเป็นเล่มสุดท้ายแบบกรุงเทพนั้น คงยากหน่อย
แต่ผลของความหายากในหนังสือแนวนี้ หวยเลยไปลงล็อคกับนักสืบเศรษฐศาสตร์เข้า
เป็นการเข้าที่ดูจะไร้คู่แข่งและไร้หนทางเลือกเสียกระไร
เสน่ห์ของหนังสือเล่มนี้จะบอกว่าการพิมพ์ตั้งแต่ครั้งแรก
เมื่อ ตุลา ๕๑ จนมาถึงครั้งที่แปด ในเดือนกันยา ๕๒
จะบอกว่าไม่ใช่ตัวชี้วัดตัวหนึ่งก็กระไร ขนาดผู้แปลยังต้องตั้งคำถามในใจว่า
"ทำไมเขียนได้กวนขนาดนี้" ในหน้าคำนำ น่าจะเป็นตัวส่งสัญญาณที่บ่งชี้ว่า
เศรษฐศาสตร์ที่เป็นศาสตร์ยากๆ แล้วดันออกลูกกวนๆ ไปพร้อมกัน
น่าจะไม่ใช่งานเขียนที่นักเศรษฐศาสตร์คนไหน อยากสำแดงฝีมือลูกผสม
แล้วจะได้ปฏิกิริยาเคมีที่ลงตัวพร้อมกันได้ และเอาเข้าจริง
เพียงเกริ่นในหน้าคำแปลของตัวผู้เขียนเอง ก็กวนได้ทีเสียแล้ว
เพราะผู้เขียนเน้นย้ำพฤติกรรมติดตัวของตัวนักอ่าน ที่ยังเป็นนักดื่มของเหลว
ที่เรียกว่ากาแฟ ไว้ว่า "หากคุณมีนิสัยเหมือนผม คุณคงยังไม่ได้จ่ายสตางค์
เพียงแต่คว้าหนังสือเดินหายเข้าไปในซุ้มกาแฟ........กวาดสายตาอ่าน ว่าคุ้มค่าหรือไม่"
โอ้โหเฮะ สงสัยมีจิตวิญญาณนักสืบจริงๆด้วยเเหละ แค่อ่านคำนำก็เห็นภาพเลย
ที่สำคัญ ภาพนั่นเป็นหน้าตัวเองกำลังกระดืบๆ คว้าหนังสือไปซุ้มโต๊ะกาแฟ
ตามประสา นักดื่มที่ใช้ออปชั่นเสียคุ้มค่า บางทีมีหยอดน้ำกาแฟกระเด็นใส่
ต้องรีบเอานิ้วถูๆ เอาฝ่ามือรีดแผ่นหนังสือให้เรียบ แล้วรีบเอากลับไปตั้งคืนที่เดิม
โดยมองแง่ดีว่า ได้สร้างมูลค่าเพิ่มในส่วนต่างที่หนังสือก๊อปปี้เดียวกันไม่มีทางมีได้



ชอบที่พี่ทิมเขา เอาเครื่องดื่มสุดโปรดของพี่ท่าน ซึ่งก็คือกาแฟติดแบนด์
มาเป็นตัวศูนย์กลางตัวอย่าง มาอธิบายเศรษฐศาสตร์มหภาคโน่น นี้ นั่น
แม้จะติดปัญหาในแบนด์ที่ไม่คุ้นหู แต่ก็พอจะมองเห็นภาพได้
พี่ทิมเขาเชื่อมโยงไปถึง ทำเลที่มีผลต่อการกำหนดราคาต่อแก้ว
ค่าจ้างแรงงาน เขตการค้าเสรี รวมไปถึง CSR
ทั้งหมดนี้เพียงเพราะกาแฟแก้วเดียวที่แกสั่งเท่านั้น เป็นแก้วที่
ข้ามอาณาเขตของโต๊ะ โคจรไปรอบโลกเหนือพันธสัญญาของการเจรจารอบโดฮาเสียอีก
และเป็นความฉลาด ที่บทแรกก็หยิบยกในเรื่องเบาๆ โดยที่วกเข้ากับ
ทฤษฏีเศรษฐศาสตร์สถาบันอย่างไม่รู้ตัว อย่างสำนักของริคาโด สำนักไฟย์แมน
สำนักโนซิค สำนักเคนส์เชียน เป็นต้น
จากนั้นบทต่อๆมา กาแฟก็ค่อยๆจางหายไป ไม่ใช่เป็นหนังสือที่ว่าด้วย
กาแฟทั้งเล่มอย่างที่โฆษณาโปรยหัวสั้นๆเอาไว้
อย่างบทที่สอง ซูเปอร์มาเก็ตไม่อยากให้คุณรู้อะไร เหมือนจะเป็นงานคุณพ่อบ้าน
สังเกตการเลือกซื้อสินค้าโดยเปรียบเทียบราคาและการจัดวาง
บทนี้ทำให้นึกถึงหนังสือ ศาสตร์แห่งการช้อปปิ้ง ของ โคเอโฮ ของสำนักพิมพ์เดียวกัน
เมื่อหลายปีก่อน ตอนนี้ทำให้ผู้อ่านเริ่มตั้งข้อสงสัยที่คิดนึกในใจ
ว่าทำไมสินค้าบางตัวในโลตัสเอ็กเพลส บางตัวก็ถูกบางตัวก็แพงกว่าในเซเวนฯ
แสดงว่าสมมติฐานนี้เข้าเค้าเป็นจริง ตามหลักมาตราฐานสากลที่ถูกจัดวางเอาไว้
ส่วนบทที่สี่ถึงบทที่เจ็ด ทำให้นึกถึงกรอบทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์
ที่ ศ. ดร. รังสรร ธนะพรพันธ์ เคยเอามาหยิบใช้ในการอธิบายเศรษฐศาสตร์การเมือง
ในหนังสือไตรภาคจากสำนักพิมพ์เดียวกัน (อีกแล้ว) ที่ชื่อ เศรษฐศาสตร์รัฐธรรมนูญ
เพราะมีการกล่าวถึง อสมมาตรทางข่าวสารข้อมูล ตลาดสมบูรณ์
ความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบ ความขาดแคลนหายากและทฤษฎีเกม
เพียงแต่ ในนักสืบเศรษฐศาสตร์เขาอธิบายไม่ลึก หยิบเพียงแก่นของนิยาม
แล้วเล่าชวนหัวด้วยปรากฎการณ์ที่พบเจอกันทั่วไป อย่าง ตลาดไหนสมบูรณ์ไม่สมบูรณ์
พี่ทิมก็เอามาเทียบกับผลไม้ ถ้ามะนาวก็ไม่สมบูรณ์ ถ้าเป็นผลท้อก็สมบูรณ์สดใส
ทำไมเราซื้อรถมือสองดีๆไม่ได้สักคัน หนังสือเล่มนี้ก็อธิบายว่า
เพราะเราไม่มีข้อมูลสมมาตรที่จะรู้สิ่งที่เจ้าของเต้นรถรู้ แต่เราไม่รู้
หรือการเลี้ยงเหล้าในงานรับน้อง ทำให้นึกถึงการตลาดแบบหมูกะทะ
ที่คิดค่าหัวเป็นรายบุคคล ที่ดูจะไม่สมเหตุสมผลทางหลักเศรษฐศาสตร์สักเท่าไร
ก่อนที่ท้ายเล่มจะบานปลาย ไปถึงเรื่องมนุษยชาติ อย่าง ประเทศโลกที่สาม
กลุ่มตลาดเสรี สิ่งแวดล้อมและโลกาภิวัฒน์ไปโน้นแบบกู่ไม่กลับ
แต่ก็ไม่ลืมแว่นขยาย ที่ตอบสมมติฐานของปัญหาที่ชาวบ้านๆคิด
ให้ออกมาในรูปคำบอกเล่าแบบติดเศรษฐวิชานิดหน่อย
แม้บางเรื่อง เราอาจจะเห็นไม่คล้อยตามกันไปด้วยกับผู้เขียน
ด้วยพี่ทิมประกาศโต้งๆ ว่าหัวพี่ท่านโปรในสายตลาดเสรีสุดลิ่ม
ประชาธิปไตยสุดโต้ง และอัสดงคตานุวัตน์จ้าอยู่แล้วนิ


undercover economic ถือเป็นหนังสือขายดี
ตั้งแต่ที่ถูกวางจำหน่ายทันทีที่ได้ลงแผง ต้องเข้าใจว่าส่วนหนึ่ง
พี่ทิมเขาสะสมบารมีและอรรถวิธีการอธิบายทฤษฏีหลักสูตรเศรษฐศาสตร์ขั้นเทพ
ที่ต้องปีนกระไดเพื่อไปเทียบเคียงสติปัญญาระดับโนเบลไพร์ส
แต่พี่ทิมเขาทำให้ง่ายเข้าด้วยการอธิบายให้เห็นภาพจากเหตุการณ์รอบตัวในชีวิตประจำวัน
ผ่านเครื่องมือสื่อสารมวลชน ที่พี่ทิมท่านคร่ำหวอดนับจากสำเร็จการศึกษา
ทั้งระดับปริญญาตรีและโทจากมหาวิทยาลัยออฟฟอร์ด
(ยังคงดำรงชีพได้ดีกว่านายกฯบ้านเราที่จบสายวิชาและสถาบันเดียวกัน
เพราะปัจจุบัน พี่ทิมได้รับเกียรติ์เป็นคณะกรรมการบอร์ดแผนกฝ่ายบรรณาธิการของ
Financial Times อย่างเป็นทางการ )
พี่ท่านก็มุ่งสู่สายการเขียนคอลัมภ์แวดวงเศรษกิจ มาโด่งดังจากความชำนาญทาง
เศรษฐวิชาชีพ ที่พี่ทิมแกประกาศออกหน้าออกตาว่าภาคภูมิใจนัก ภาคภูมิใจหนา
ทั้งออกสัมภาษณ์ทาง BBC แต่คนส่วนใหญ่จากรู้จักพี่ทิมผ่านนามปากกา
ว่า Dear Economic นามแฝงหวานๆ ที่ทำให้วิชาเศรษฐศาสตร์มีรสชาติหวานๆ
อย่างที่ไม่เคยเป็นมากอ่น
เห็นงานแปลอีกเล่มของพี่ทิม ที่เพิ่งวางแผงไม่นานไล่เลี่ยพอๆกับต้นฉบับของ
Logic of Life ที่วางขายพิภพปี ๒๐๐๘ ดูท่าว่าจะถูกจริตนักอ่านคนไทยไม่น้อย
(อ่านรีวิวของท่าน ฝนตกแดดออก บอกว่า"อ่านแล้วเห็นภาพสุดๆ"ขอบอก)
จึงรีบเร่งในการแปลแบบไม่ทันตั้งตัว ล่าสุดปีกลายมีการต่อยอดภาคล่าสุด
ของ Undercover อีกครั้งคราวนี้แตะประเด็นรอบกายไปทั่วในชื่อ
Dear Undercover Economist: Priceless Advice on Money, Work, Sex,
Kids, and Life's Other Challenges.
เข้าใจเอาว่า เป็นการเอาของเก่าออกมาหาทำกิน
จากการตอบโจทย์ท่านผู้อ่านในสุดสัปดาห์ของ FT แน่แท้
ไม่รู้จริงดัง่ว่ารึเปล่ากะว่าจะสืบๆย่องๆเป็นนักสืบหนังสือที่รักนักสืบฯ
(Dear Undercover Economist) โดยอาศัยกาแฟบังหน้าอีกครั้ง
แต่ถ้าถอดรหัสแปลภาษายากเกินทำใจคงต้องรอสำนักพิมพ์มติชนค่ายนี้
เป็นตัวกรุณาอีกเช่นเคยละกัน ........





อวยข้อมูล

http://en.wikipedia.org/wiki/Tim_Harford
http://www.amazon.com/Tim-Harford




 

Create Date : 15 เมษายน 2553    
Last Update : 15 เมษายน 2553 1:57:48 น.  

ipad นวัตกรรมกระดานจิ้มๆดึงเงินในกระเป๋าตังค์โดยพี่จ๊อปส์อีกวาระหนึ่ง


หลังจากที่ได้ฟังสุนทราพจน์ที่แสนจะสุนท๊อนสุนทร ในหัวข้อตั้งชื่อดูจะเป็นภาคไฟน๊อลไฟนอล
แต่เอาเข้าจริง เป็นสุดท้ายที่ไม่เคยสิ้นสุดตราบที่สาวกยังมีกิเลสแบบเงินติดกระเป๋าอยู่
เป็นสุนทรพจน์แบบเสนอขายสินค้าซึ่งๆหน้า ที่ผู้ซื้อก็ตั้งใจที่จะมาฟังแบบข้ามน้ำข้ามทะเล
ในวันที่ ๒๗ มกราคม ที่ศูนย์ศิลปะในเมืองซานฟรานซิสโก
อันเป็นวาระประจำปีอีกเช่นเคย หลังจากที่ได้วางเว้นไปพักใหญ่สักครึ่งปี
เนื่องจากซีอีโอท่านนี้ แห่งสถาบันแอปเปิ้ล ผลไม้ที่แสนหอมขจี
ด้วยผลของกำไรสุทธิต่อหุ้นที่พุ่งกระฉูด เสียจนพี่สตีฟ จ๊อปส์ของผม
ออกป่าวประกาศแบบโต้งๆว่า มูลค่าโทรศัพท์มือถือของพี่แก
ทะยานแซงหน้าคู่แข่งทุกค่าย (mobile device companyด้วยมูลค่าหมื่นห้าพันล้าน)
ที่แม้ว่าคู่แข่งเหล่านั้น จะมั่นออกผลิตภัณฑ์ตัวใหม่ๆ
ชนิดที่เจ้าของแบนด์เอง อาจจะยังจดจำชื่อผลิตภัณฑ์เองของตัวได้ไม่ครบทุกรุ่น
แน่ละ! ไอโฟนของแก เป็นผลิตภัณฑ์ที่ต่อยอดนวัตกรรม
มากกว่าการสร้างรูปแบบผลิตภัณฑ์ตัวใหม่ๆ เริ่มจากไอโฟนที่ความจุน้อยๆเพียงสี่กิก
แกก็หักอกคนบ้าเห่อไปได้สักพัก ด้วยการเลิกขายความจุดังกล่าว
แล้วไปขายในความจุแปดกิกแทน ด้วยราคาเท่ากับสี่กิกดัง้เดิม
แล้วต่อจากนั้น วันเวลาผ่านไปสามจีเริ่มมีใช้ แอปเปิ้ลก็ทำให้สาวก
ต้องตีอกชกหัวตัวเอง ด้วยการเพิ่มชิบที่รอบรับระบบสามจี ชนิดที่ถ้ามาประเทศไทย
คงได้แต่โชว์แบนด์โปรดักส์ว่ารองรับนะไอ้สามจีนี้ แต่ทางกทช.ยังไม่ออกไลเซนท์ให้อยู่ดี
และช่างน่าขุ่นเคืองเสียยิ่งกว่า เมื่อไอพอดนาโนเดันทะลึ่งเสริมกล้องอัพราคา
ขนาดที่แฟนไอพอดทัช ที่ลอกต้นแบบไอโฟนเห็นๆ ยังไม่มีระบบกล้องแกล้วอะไรกับเขา
ล่าสุดในงาน พี่จ๊อบส์ยังพูดจ๋อถึงตัวเลขผลิตภัณฑ์สายตระกูลไอพอด
ที่มีผู้หลงใช้ไปกว่า ๒๕๐ ล้านเครื่อง เป็นตัวเลขกลมๆที่ไม่สมกับการตั้งราคา
ที่เลขท้าย ๙ เยอะๆ (แต่นั้นก็ไม่ถือสาเพราะผู้เขียนก็ดันไปเสริมยอดประมาณสอง
เครื่อง ให้มีพี่จ๊อบส์มีเงินถุงเงินถังเพื่อยืดชีวิตตัวแกได้อีกระยะ)
พี่จ๊อบส์ผมก็ฉลาด เสริมอัพความจุ และลดราคาด้วยกลยุทธแบบที่เคยตีกิน
เพื่อให้มูลค่าหุ้นที่ดูทรงๆ มีแรงกระเตื้องมาเล็กน้อย
มาปีนี้ พี่จ๊อบส์ของผมเดินออกโชว์ตัว ด้วยเสื้อผ้าสไตล์เดิม
จนผู้คนอาจตั้งข้อสงสัยว่า เคยซักบ้างไหมเพ่!
แต่นั้นก็อาจจะเป็นปริศนาที่ผู้คนตั้งคำถาม น้อยกว่าการที่แกมีรูปร่างที่ดูมีน้ำมีนวลขึ้น
หลังจากได้ปลูกถ่ายอวัยวะ ในส่วนของตับเทียมและเสริมยาโป้บมาเต็มขนาด
ถึงแม้สีเสื้อและกางเกงที่ออกไปโทนไว้ทุกข์ตามสภาพ
แต่เรื่องแบบนี้ แกไม่ค่อยจะถือสาอยู่แล้ว หากไม่ไปทำให้มูลค่าหุ้นต่อหน่วยของบริษัทแลลดลง
ตามประสาที่แกกินรายได้ของบริษัทเพียงไม่กี่ดอลล์ จนดูเหมือนเป็นพ่อพระ
กลับชาติมาเกิด แต่ประทานโทษ! สูตรนี้ แกใช้แบบสไตล์ฮอลิวู้ด
คือ รับค่าตัวน้อย แต่ไปหวังเอาจากำไรของสายหนังเสีย(ได้)มากกว่า
ซึ่งให้ผลตอบแทนดีกว่าเยอะ



มาปีนี้ ในเวทีงานของแอปเปิลเวริล์ฟอรัม ๒๐๑๐ ยังเต็มไปด้วยข่าวลือสารพัด
ถึงรูปแบบผลิตภัณฑ์ชนิดใหม่ของทางไฮโซแอปเปิ้ลเขา เป็นความใหม่
ที่ไม่ใช่แบบเพิ่มความจุ หรือเสริมออปชั่นแบบปีก่อนๆ เพื่อขยายตลาดกลุ่มใหม่
โดยไม่ใส่ใจผู้ซื้อระดับสาวกๆเดิม (แล้วสาวกเหล่านั้นก็ไม่เข็ดหลาบซะด้วย)
แต่เกิดจากการปะติดปะต่อ กระบวนการสั่งซื้อของทางซัพพรายเออร์
ที่มีข่าววงในเลิดลอดออกมาเป็นระยะ จนกลายเป็นข่าววงนอก
ประมาณว่า มีการสั่งซื้อชิบทัชกรีนเจ้าโน้น แผ่นพลาสติกเจ้านี้
แบตเตอรีก้อนที่ใหญ่ขึ้นกว่าไอพอดทัช แล้วทั้งหมดก็มารวบรวมเป็นข้อมูลกัน
จนได้ภาพว่า แอปเปิ้ลน่าจะมีโครงการสร้างกระดานยักษ์แบบจิ้มๆ
เป็นโคตรบิดาของไอพอดทัช แต่ประสิทธิ์ภาพก็น้องๆแมชอินทอชอย่างแมคบุ๊คเลยทีเดียว
มันเป็นกระดานเอนกประสงค์ ที่จะเขย่าวงการเทคโนโลยีแบบเปลี่ยนโลก
ปานประหนึ่งที่ ไอพอดทัชไปกระตุกหนวด ให้เกิดอัตราเร่งแก่พวกสมาร์ทโฟน
และมีกึ่งกลางความเป็นระหว่างสองสิ่งที่เเอปเปิ้ลเคยมี ชนิดที่ผู้เคยมีก็ถวิลจะได้
ส่วนผู้ไม่เคยได้ ก็ขนขวายที่จะมี งานนี้เลยทำให้คู่แข่งต้องรีบเขยิบขยับ พัฒนาเทคโนโลยีก้มๆจิ้มๆ แทนการกดๆแล้วตบก้อนแบตเตอรี
งานนี้ขืนช้าไม่ทันขบวน อาจจะตกรถด่วนไฮเทค เสียภาพลักษณ์ผลิตภัณฑ์
ที่สั่งสมมามิใช่น้อย



แน่นอนปีนี้พี่จ๊อปส์ ยังโมทนาสิ่งประดิษฐ์ไฮเทคผสมไฮโซของแก
โดยยังคงโยงกับไอ้นั้น (ผลิตภัณฑ์เก่า) แล้ววกกับไอ้นี้ (ภาพที่แกอยากจะเชมือบ)
และในทุกๆปี การขายเรตติ้งในหมวดสินค้าที่บริโภคเกินความจำเป็นในปัจจัยสี่
อย่างผลิตภัณฑ์ของแอปเปิ้ล มีส่วนไปครองตลาดตรงนั้นตรงนี้ แล้วยังไป
เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคตรงนั้นตรงนี้อีกเช่นกัน คนฟังที่อาจจะอยากเถียง
แน่นอนว่า พี่จ๊อปส์ของผมก็ไม่เคยเปิดโอกาสอีกเช่นเคย แกก็ยังคงชักแม่น้ำทั้งห้าไปเรื่อย
เดินไปสุดขอบตรงนั้นที ตรงนี้ที อย่างไม่รู้จักเหน็ดจะเหนื่อย โดยคงลืมสังขารว่า
แกเพิ่งป่วยเป็นมะเร็งระยะเริ่มต้นไปไม่นาน แต่ทำไงได้ จิตวิญญาณของเซลล์แมน
ดันเข้าสิง แถมชีวิตที่ผ่านมา ก็เคยโดยคณะกรรมการของบริษัทโหวตเสียงข้างมาก
อัญเชิญให้แกออกไปจากบริษัท เจ็บนี้ถ้าไม่จำ ก็ไม่รู้จะว่าอย่างไรแล้ว



เช่นเคย วาจาอันไร้มธุรสของแก ยังคงระคายเคืองเหล่าบรรดาแผงเทปถูกลิขสิทธิ์
และเหล่าบรรดานักธุรกิจหน้าใหม่ ที่เริ่มจับทำตลาดแบบแอ็ปสโตร์
เพราะแกจะแหลแบบอลังการว่า itune ของแกครองตลาดเพลงเป็นอันดับหนึ่งในทุกๆสาขา
โดยมีระบบสถิติทางการตลาดจากไหนก็ไม่รู้ เป็นตัวยืนยันยอดการใช้บริการ
(ลองมาบ้านอั๊วสิ เจอประเทืองเวอร์ชั่นแบบแจกบลูทูธส่งถึงกันและกัน วัดกันไม่ได้ แต่รู้สึกกันได้เห็นๆ)
ซึ่งก็ไม่รู้จะเถียงแกอย่างไร อย่างว่าแกไม่เคยพูดเปล่า ยังมีภาพกราฟฟิคประกอบ
ชนิดคนโง่สุดของประเทศ ยังแลเห็นภาพ (ถ้าตาไม่บอด) แน่นอนสาวกแอปเปิ้ลที่ได้ร่วมงาน
ก็เออออห่อหมกไปตามสภาพ ถ้าคลั่งหน่อยก็อาจจะมีอาการซี๊ดปาก ฟี๊วๆๆ
และแน่ละ ไฮไลต์ของงาน คือ สินค้าที่เก็บซ่อนเป็นความลับมานาน
ชนิดที่ว่า ลับ-ล้วง-พราง กันแบบสุดๆ แบบที่ว่า จดชื่อเพื่อหลอกสื่อ
จนสื่อคิดไปเองว่า มันต้องตั้งชื่อ iSlate เป็นแน่แท้ หรือสื่อเว็บบางค่าย ก็ตั้งราคานำจับ
ที่ถ้าใครเอาภาพพร้อมข้อมูล ก่อนงานปาฐกถาบนหัวบันไดของนายจ๊อบส์ในงานได้
เอาไปเลย เงินรางวัลอย่างสุดงาม
งานนี้ไม่รู้ทางแอปเปิ้ลสร้างภาพรึเปล่า? ซึ่งก็เหมือนกับทุกๆปี ที่ภาพก็ไม่เคยเล็ดลอดสักครั้ง
อีกทั้งข้อมูลก็ไปในทางผิดเสมอ ตามประสานั่งเทียนเขียนข่าวหรือคิดเอง-เออเอง
จนความจริงทุกอย่างได้เปิดเผย ในงานอย่างเป็นทางการของแอปเปิ้ลเวริล์เขา
อย่างว่า สินค้าแบบตาบอดคลำช้าง อย่างน้อยก็พอถูกทางในส่วนหนึ่ง
เพราะสินค้าชิ้นนี้ เป็นทัชสกรีนตัวพ่อของทางแอปเปิ้ลเขา หรือจะเรียกให้เห็นภาพ
ก็ละม้ายคล้ายไอพอดทัข ที่โดนไฟฉายย่อส่วนในกระเป๋าวิเศษของโดเรมอน
ทำให้มันมีขนาดที่ใหญ่ขึ้นนั้นเอง




ผลิตภัณฑ์ในสายแท็บแล็บ ที่เป็นไฮไลต์ของงานปีนี้มีชื่อว่า "ไอเพค" (iPad)
เป็นไอเพคที่ไม่ได้ไปเกี่ยวข้องของกลุ่มยังเพค (young-pad) ของกลุ่มการเมืองพันธมิตรเขา
เป็นกระดานทัชกรีนแบบนิ้วจิ้ม ที่มีขนาด ๙.๗ นิ้ว พอๆกับถาดเสริฟน้ำตามบริกรทั่วไป
(เขาว่ากันว่า เป็นส่วนเติมเต็มซึ่งกันและกันระหว่างสมาร์ทโฟนกับแลปท๊อปส์
คงกะกินตลาดกันทั้งสองกลุ่ม)
แต่เสริมความไฮเทคไฮโซ ด้วยจอในระดับดิจิตอล LCD ที่ใครเดินชั้น Powerbuy บ่อย
อาจรู้สึกถึงความธรรมดาจะตาย และด้วยชิฟเซตที่ชื่อคล้ายกับกระดาษเปล่าที่แจกตามสี่แยก
ว่า A4 เป็น A4 ที่อาจไปสร้างความเป็นคู่แข่งเจ้าตลาดเดิมอย่าง Nvidia Tegra Processor
ที่เป็นหน่วยประมวลผลหรือซีพียู มันมีผลต่อกราฟฟิคและการควบคุมส่วนวงจรอื่นๆ
(ส่วนความเป็นอโคจรในการใช้นั้น ขึ้นอยู่กับผู้ใช้เป็นหลัก) ใช่แล้วครับ!
พี่จ๊อบส์ยังคงสาธยายตามสูตร ว่านวัตกรรมจากผลิตภัณฑ์นี้จะเปลี่ยนแปลงโลกทั้งใบ
ในการท่องอินเตอร์เน็ต หรือเป็นสินค้าจากสรวงสวรรค์ก็ไม่ปาน
ซึ่งขอบอกไว้ก่อน ว่าผู้เขียนมิได้เป็นอริอะไรกับท่านจ๊อบส์เขา อย่างน้อยๆเราก็ชาวพุทธ
ที่แม้จะพูดกันคนละภาษา โอกาสที่จะทะเลาะเบาะแว้งอย่างเข้าใจ คงไม่มีทาง
และอย่างน้อยๆ ผู้เขียนท่านนี้ก็เสียสตางค์บางส่วนกับหลายผลิตภัณฑ์ของทางแอปเปิ้ล
ซึ่งก็มีรสหอมหวานปนอาเจียน ตามประสาคนบริโภคแล้วไม่เอิบอิ่ม
ไม่เอิบอิ่มเพราะอะไรนั้นเหรอ เพราะพี่จ๊อบส์ของผมเป็นคนพูดจริง-ทำจริงนะสิ
แต่ทว่า พี่จ๊อบส์ของผมดันพูดจริงแค่ครึ่งเดียว ทำให้ไอเพคชิ้นนี้กลายเป็นของ
ที่ไม่น่าบริโภคแบบกินไม่ต้องคิด แต่ยังคงขาดคุณสมบัตินั้นโน่นนี้
ซึ่งถ้าเป็นแบนด์ของจีนแดงเข้าแล้ว รับรองว่าได้รับอรรถประโยชน์แบบคุ้มสุดคุ้มละพี่น้อง



เหตุที่บกพร่อง ถ้าช่างสังเกตุอย่างถี่ยิบ ที่กะเอาให้คุ้มค่าในทุกบาททุกสตางค์ที่เสีย
อย่างแรกเลย เรียกเสียงตอบไม่รับอย่างอีออึ้ง ว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่ตอบสนองกลุ่มตลาดผู้สูงวัย
ประมาณว่า ใครใช้เขาก็หาว่าแก่ อันนี้ไม่ได้คิดเองนะ กระแสเว็บบอร์ดมาทางนี้จริงๆ
ส่วนในแง่ตลาดเพลง กับแอปพลิเคชั่น หากไม่คิดอะไรมาก สินค้าเดิมๆ
ก็ตอบสนองตลาดส่วนนี้อยู่แล้ว ส่วนหนังถ้าเน็ตไม่แรง ก็อืดอยู่เมือ่เดิม
ซึ่งตลาดจุดนี้ ผู้บริโภคไทยๆเขามีทางเลือก ส่วนเลือกแบบไหนนั้น
ผู้ท่านคงทราบกันดี ก็ยังเห็นทำกันอยู่นิ! แต่ตลาดหนังสือออนไลน์นี้สิ!
ที่พี่จ๊อบส์ฝันถึงตลาดอีบุ๊ค แต่ไงดันไปตั้่งชื่อว่า iBook เป็นไอบุ๊คที่ตลาดเมืองไทย
เห็นดัชนีถ้วนเฉลี่ยสี่บรรทัดต่อปีต่อคน คงไม่ยากถ้าพี่จ๊อบส์จะละตลาดประเทศนี้ไป
ไอเพคจึงถือว่าเป็นคู่แข่งระดับเบ่งๆ ต่อให้คินเดิ้ลที่เป็นเจ้าตลาดเดิมก็เหอะ
ยังต้องออกอาการร้อนๆหนาวๆ เพราะทางการตลาดแอปเปิ้ล
เขาแข่งกันในการตั้งราคาให้สูสีกับทางคิ้นเดิลของอเมซอน และอย่าลืมว่า
ของเขา (แอปเปิ้ล) นั่นจอสีสวยสด แถมยังมีลูกเล่นอื่นๆ ตามมาอีกเพียบ
งานนี้เขาคาดการณ์แบบฟันธงได้เลยว่า ทางอเมซอนจะต้องตัดราคาเพื่อหนีตลาด
ตัวเป้งๆอย่างแอปเปิ้ลแบบกระเสือกกระสนสุดตัว เท่าที่เห็นมีพันธมิตรของค่ายสิ่งพิมพ์ออนไลน์
ประสานมือเข้าหาทาง itune อยู่ไม่ใช่น้อย
ส่วนเรื่องค่ายเกมส์ ก็ไม่น่าไว้ใจ เพราะถึงแม้พฤติกรรมผู้บริโภคยังติดอยู่กับ
บรรดาพวกจอยสติกซ์ เกมความจุสูงๆ คอนโซลออปชั่นครบเซท
เพราะทุกวันนี้เกมทั้งหลายก็เข้าสายออนไลน์อินเตอร์เเอคทีฟกันหมดแล้ว
พูดอย่างนี้ ก็เข้าทางสายแอปเปิ้ลแอปฯเชาชัดๆ หลายเจ้าก็ร่ำรวยจากการขายเกมส์ฟูลออปชั่น
ในราคาไม่กี่ดอลล์ (แม้จะแจกฟรีในช่วงแรก) ไอเพคจึงต่อยอดจากเหล่าบรรดาสินค้าออนไลน์ก่อนหน้า
ที่มีอย่างหลากหลาย ดีไม่ดีต่อไป การประมูลป้ายทะเบียนงามๆ ก็ไม่อาจจะใช่เรื่องยาก
ของผู้มากบารมี ที่ป้ายสวยอย่างไร ถ้าเข้าสายเส้นสุขุมวิท เป็นต้องเสร็จทุกราย



ในขณะที่การรอบรับโลกไอที อย่าง ไฟล์เเฟลช์ ก็ยังเป็นจุดตาย
ที่ผลิตภัณฑ์แต่ละตัวของแอปเปิ้ล ยังแก้ไม่หาย เพราะไม่รองรับในระบบ
ซึ่งพูดง่ายกล่าวนั้น คือ ไม่ยอมเล่น แม้โปรแกรมนั้นยังมีอยู่จริงบนหน้า Interner Exporer
อีกทั้งไม่รองรับในหลายๆโปรแกรม ในเวลาเดียวกัน
เพราะไม่งั้นโปรแกรมมันจะตีกันตาย จึงคล้ายๆเครื่องเล่นแบบสมานฉันท์
ที่ยังคงไม่ตอบโจทย์ตามใจฉันอยู่เช่นเคย และทีหนักกว่านั้น
คือ ไม่มีช่องรองรับ USB และ เมมโมรีการ์ด (พระเจ้าช่วย! ถ้าเราประสงค์ต่อความ
ต้องการพื้นฐานเหล่านั้น นอกจากจะเสียตังค์ซื้อมันมา ยังเข้าทางแบบเข้ากระเป๋า
พี่จ๊อบส์ ด้วยการไปแยกซื้ออุปกรณ์เสริม ที่ราคาไม่ได้เสริมส่งกระเป๋าผู้จ่าย
เป็นมูลค่าเเห่งการเข้าถึง ที่ถ้าไปซื้อแท็บแล็บของจีนที่หึ่มๆว่าจะฟ้องร้อง
ว่าไปลอกของเขามา ก็จะอุดมสมบริบูรณ์)
เท่านั้นยังไม่พอ พี่จ๊อบส์ของผม ยังคงแยกชนชั้นต่อการเข้าถึง
โดยตั้งราคาที่แตกต่าง โดยใช้การรองรับระบบสามจีที่เริ่มมีบางค่ายในประเทศไทย
เลยมาปล่อย เป็นตัวชี้ชะตากำลังซื้อ โดยยังคงตั้งราคาที่แรกเริ่มตามเลขมงคล
๔๙๙ เร่เข้ามา แต่มีตังค์มิใช่ว่าจะได้เลย โน่น! อีกครึ่งปีโน่น
เขาลอกให้ชิมลาง ขยันเก็บเงินให้มากๆตั้งแต่ตอนนี้ แล้วค่อยต่อแถวจัดคิว
แบบสิ้นเนื้อประดาตัวในเวลาใกล้จะมาถึง ซึ่งก็มีทางเลือกแบบมักมากที่ ๖๔ กิก
ไปจนถึงคนมักน้อยแบบจำใจไว้ที่ ๑๖ กิก เป็นแท็บแล็บที่นวัติกรรมทางเทคโนโลยีในจุดนี้
เดิมที่ตั้งต้น มันถูกสร้างมาก็กว่าสิบกว่าปีเข้าให้
แต่แอปเปิ้ลค่ายนี้ เขาอาสามาปลุกให้ตื่น ซึ่งแน้วโน้มคงปลูกได้ไม่ยาก
เพราะมีตลาดลูกค้าที่ชัดเจน สาวกที่คอยสนับสนุนและตลาดสินค้าออนไลน์
อย่างitune ที่มีสินค้าให้เลือกหลากหลายประเภทและวัย
แต่ถ้าซื้อไปแล้วในช่วงดังกล่าวอาจต้องทำใจ เพราะจ๊อบส์ของผมยังมีแผน
กลไกราคาและปรับขนาดของความจุเป็นตัวเล่น
ที่เล่นเมื่อใด มีทั้งคนที่เจ็บช้ำและเเฟนใหม่ที่กระดี้กระด้ากทุกที่
(และแน่นอน เซลล์ในไอช้อปก็มีเรื่องให้ล่อหลอกลูกค้าอีกเช่นเคย)
ที่สำคัญกว่านั้น คือ เฟริม์แวร์ทุกชิ้นในทุกๆเวอร์ชั่น
ยังคงแบ่งขาย แบบไม่ให้เปล่าอยู่เหมือนเช่นเคย
ไอเพคชิ้นนี้ จึงเป็นผลิตภัณฑ์ที่แตะเอาความล้ำสมัย ก็ได้ใจเห็นๆ
แต่ที่ยังไม่เห็น คือ แนวตลาดที่ฆ่าให้ตาย ที่มักจะโละสินค้าเก่าๆที่เราครอบครอง
ด้วยมุ่งหวังความอินเทรนล้ำสมัย แต่ต้องเดินหัวส่ายเมื่อเข้าร้านแม็คฯแล้ว
สมเพชเวทนา ถึงความบ้าเห่อของตัวเอง ที่ต้องสรรหาอุปกรณ์บางสิ่ง
เพื่อให้เท่าเทียมกับสิ่งที่มีให้ฟรีๆ แต่เป็นสินค้าของต่างยี่ห้อ
ที่ไม่ต้องง้อให้ลูกค้าต้องเสียตังค์ เพื่อได้ใส่สิ่งนั้นหรือใช้สิ่งนี้
ที่มูลค่าของการเข้าถึง เอาไปซื้อไก่แม็คฯยัดทะนานได้อีกทั้งเป็นเล้า ........



ข้อมูล........................จาก
หลายแหล่งจากนสพ.เดลินิวส์ ประชาชาติธุรกิจและผู้จัดการ
ส่วนภาพ จาก ผู้จัดการที่เดียวเลย


แถมคลิปพากย์ไทยฉบับฮาๆของพี่จ๊อบส์ ที่แนะนำผลิตภัณฑ์ ipad
จากรายการ แบไต๋ไฮเทค จากทางเนชั่นทีวี








 

Create Date : 04 กุมภาพันธ์ 2553    
Last Update : 4 กุมภาพันธ์ 2553 21:43:59 น.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  
Mr.Chanpanakrit
Location :
สงขลา Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 15 คน [?]




 
 

  Chan Krit

Create Your Badge  
 
 
    ㊀㊁㊂㊃㊄㊅㊆㊇㊈㊉ ผู้สัญจรที่ส่องมา☺☻ ㊀㊁㊂㊃㊄㊅㊆㊇㊈㊉     ...
Friends' blogs
[Add Mr.Chanpanakrit's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.