A ........ Z
Group Blog
 
All blogs
 

พ่อขุนรามคำแหงในสายตาตำนานชาวเหนือ




หลังจากที่ไปหลงระเริงกับสิ่งที่เป็นวัฒนธรรมญี่ปุ่นไปสัก
พัก จนรู้สึกว่าตัวเองก็ไม่เคยไปเด็ดซากุระถึงประเทศญี่ปุ่นสักครั้ง
แต่ทำไมรู้สึกรับรู้อย่างซึมลึกเกี่ยวกับประเทศญี่ปุ่นเหลือเกิน
สิ่งเหล่านี้คงด้วย"อิทธิพลทางวัฒนธรรม"( Authorized Culture)
ที่ทำให้ช่องว่างทางอุปสรรคระหว่างพื้นที่ที่แตกต่างดูแคบลงถนัดตา
และไอ้เจ้าวัฒนธรรมนี้กระมังที่แต่ละชาติพยายามแทรกซึมข้าม
พรมแดนอธิปไตยอันส่งผลต่อข้อได้เปรียบในมิติต่างๆอีกหลากหลายประการ

วกกับมาคุยในเรื่องที่ตัวเองสนใจต่อดีกว่า ก็จะมีอะไรมากไปกว่าเรื่องราว
ในสมัยสุโขทัย เพราะยังมีเรื่องที่ซ่อนเร้นอีกมากมายให้ท้าทายจึงทำให้
สุโขทัยเป็นยุคที่มีเสน่ห์ในสายตานักศึกษามิติทางประวัติศาสตร์อีกหลายๆคน
อย่างเรื่องพ่อขุนรามคำแหง เชื่อว่ามิติมุมมองในสายตาคนยุคปัจจุบันคือ ผู้ที่ปรีชาสามารถทางการศึกษา แต่น้อยคนจะรับรู้ในแง่ความเป็นมนุษย์ผู้รู้ผิดชอบชั่วดี
ด้วยส่วนใหญ่ในจิตสำนึกของการศึกษาเน้นความเป็นผู้ปกครองเชิงอุดมคติ แต่อย่างน้อยก็มีเรื่องราวที่เขียนถึงพ่อขุนรามคำแหงในแง่ความเป็นมนุษย์ที่เราสามารถ
สัมผัสได้ผ่านงานเขียนในแง่ตำนานที่สัมพันธ์กับบุคคลสำคัญทางประวัติศาสตร์ทางภาคเหนือ

ต้องเท้าความก่อนว่า ในแง่ของตำนาน นักประวัติศาสตร์ให้ความสำคัญ
ค่อนข้างน้อยในแง่หลักฐานที่เชื่อถือได้ เพราะด้วยเรื่องราวอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์และการเล่าสู่ผ่านบุคคลหลายช่วงเวลา จึงเป็นงานที่นักประวัติ
ศาสตร์รุ่นเดอะตัดทิ้งในการอ้างอิงออกไป แต่ยุคหลังตำนานถูกกลับมา
ให้ความสำคัญในแง่นัยยะแฝงเร้นที่ซ่อนรหัสนัยบางอย่างถือเป็นส่วนเติม
เต็มให้ภาพอดีตดูชัดเจนมากยิ่งขึ้น ในเอกสารล้านนาอย่างชินกาลมาลีปกรณ์และพงศาวดารโยนก ผูกเรื่องให้พระยามังราย (กษัตริย์เมืองเชียงใหม่) กับพระยางำเมือง (กษัตริย์เมืองพะเยา) ประสูติมาไล่เลี่ยกันช่วงปี พ.ศ.๑๗๘๑-๑๗๘๒ ด้วยความที่
พระยางำเมืองเป็นศิษย์ร่วมสำนัก พระสุกทันตฤาษี ที่เขาสมอคอนเมือง
ละโว้ จึงทำให้สนิทสนมกับ พ่อขุนรามคำแหง แต่ปัญหาคือในเอกสารล้านนาบอกเพียงว่า "พระยาร่วง" ซึ่งอาจเป็นกษัตริย์วงศ์พระร่วงองค์ใดก็ได้ (เรื่องนี้ศ.ดร.ประเสริฐ ณ นครก็เชื่อเช่นนั้น)

แต่สุดท้ายสหายรักก็ขัดใจกันเองว่าด้วยเรื่องของความสนิทสนมไปมาหาสู่กัน
บ่อยครั้ง โดยยกจากพงศาวดารโยนกตอนหนึ่งที่ว่า
“อยู่มาครั้งหนึ่งสมเด็จพระร่วงเสด็จมาสู่หาพระยางำเมือง เจ้าเมืองพะเยา ได้เห็นนางอั้งเชียงแสนราชเทวีของพระยางำเมืองมีรูปโฉมอันงาม ก็เกิดความกำหนัดในนางๆนั้น ก็มีจิตปฏิพัทธ์ต่อพระร่วง จึงลองลักสมัครสังวาส
พระยางำเมืองทราบเหตุก็กุมตัวเอาพระร่วงไว้””
เรื่องนี้แม้แต่ในพระราชประวัติ พ่อขุนเม็งรายมหาราช ก็กล่าวไว้ใกล้เคียงกัน
ว่า”ในปีพ.ศ. ๑๘๓๐ ได้เกิดเรื่องชู้สาวระหว่างพญาร่วง (พ่อขุนรามคำแหง) กับ
นางอั้งเชียงแสนราชเทวีของพระยางำเมือง ทรงทราบเหตุก็กุมเอาพญาร่วงไว้ แล้ว
ส่งสารไปเชิญพญามังรายให้มาตัดสินคดีความ”
ส่วนเหตุการณ์จะจบลงตรงที่ พญามังรายตัดสินคดีความให้พญาร่วง
ทำพิธีขอขมาต่อพญางำเมือง และกษัตริย์ทั้งสามทำสัตย์ปฏิญาณ
ว่าจักซื่อสัตย์ต่อกันไม่เบียดเบียนจนตลอดชีวิต แต่ละพระองค์แทง
โลหิต (ยิ่งกว่าสามก๊ก ในฉากสาบานของเล่าปี้ ก๋วนอู่ เตี่ยวหุยเสียอีก)
ที่นิ้งพระหัตถ์มารวมเป็นอันหนึ่งเดียวกัน ณ ริมฝั่งแม่น้ำขุนภู (คือแม่น้ำ
อิงในปัจจุบัน)
แต่เรื่องนี้ในชินมาลีปกรณ์ที่บันทึกเป็นภาษาบาลี ตีความไปถึงขั้นว่า ที่พระร่วงไป
ทำชู้ที่เมืองพะเยาเป็นแผนชุมนุมทางการเมืองของสามกษัตริย์เพื่อทำสงครามกับ
ทางหริภุญชัย เพราะสองปีต่อมาพระเจ้ามังรายส่งเจ้าอ้ายเป็นไส้ศึกในหริภุญชัย
จนชนะสงครามสร้างเมืองเชียงใหม่ในเวลาต่อมา
ดังนั้นเรื่องของตำนานมีคุณค่าในแง่การใช้ทรัพยากรแวดล้อมของท้องถิ่นมาประสานกับ
คติความเชื่อที่สัมพันธ์กับบุคคลสำคัญในแต่ละยุคสมัย โดยสร้างระดับการบอกเล่า
ที่ลดเงื่อนไขสถานะของผู้ถูกเล่าลงให้เป็นสิ่งที่ดูสัมพันธ์แวดล้อมกับเงื่อนไข
ทางสังคม ดังนั้นจึงน่ามีฐานบางอย่างเป็นแกนในการเล่าเรื่องที่รู้สึกผูกใจแต่ละท้อง
ถิ่นนั้น ส่วนความเป็นจริงไปได้หรือไม่ ไม่มีคำตอบตายตัวแน่ชัด เพียงแต่ความ
รับรู้ในเรื่องราวเหล่านี้มันอยู่ในใจของคนในท้องถิ่นไปเรียบร้อยแล้ว

ขอบคุณการตีความของท่านสุจิตต์ วงศ์เทศ
งานพงศาวดารโยนกและชินมาลีปกรณ์
และไฟล์ข้อมูลจากwww.chiengrai.ru.thเรื่องประวัิติพ่อขุนเม็งราย




 

Create Date : 08 พฤษภาคม 2551    
Last Update : 10 พฤษภาคม 2551 15:22:57 น.  

เริ่มแรกทำไมก็ต้อง"สุโขทัย"ก่อน

คิดว่าหลายคนคงเคยคิดกันอยู่เช่นกัน ว่า ถ้าหากจะเริ่มนับหนึ่งในการเรียนประวัติศาสตร์
ชาติไทย สิ่งที่ต้องเริ่มต้นกัน คือ การศึกษายุคสมัยสุโขทัย แล้วทำไมต้องเป็นสุโขทัยด้วย?
ทำไมไม่เริ่มที่อยุธยา ทำไมไม่ศึกษาก่อนหน้ายุคสุโขทัย?
ทั้งหมดนี้เชื่อว่า การเริ่มต้นในการศึกษา"ประวัติศาสตร์ชาติ"นั่น ศูนย์รวมจิตใจ ความเชื่อ
ความศรัทธา จากความหลากหลายของทางวัฒนธรรมในปัจจุบัน ปัจจัยจากยุคสุโขทัย
สอดรับความเป็นสังคมอุดมคติบางอย่างที่คนยุคปัจจุบันโหยหาต้องการที่ไม่อาจเป็นจริงได้
ไม่ว่าจะจากปัจจุบันและอนาคต





ทั้งที่จริงแล้ว การเริ่มต้นนับสุโขทัยเป็นราชธานีแรก (แต่จริงรึเปล่า) เพิ่งเกิดขึ้นอย่างจริงๆจังๆ
ก็ช่วงในสมัยรัชกาลที่๕ อันเป็นยุคสมัยของการร่วมชาติ จากต่างกลุ่มหัวเมืองทั้งทางแถบอีสาน
หัวเมืองเหนือ ตลอดจนหัวเมืองมลายู หลังจากที่ขุนนางตระกูลบุนนาคหมดอำนาจเชิงบริหารส่วน
กลางลง แผนบริหารแบบร่วมศูนย์ครั้งใหญ่ (นับแต่ที่สมัยพระบรมไตรโลกนารถ) การฟื้นฟู่ประวัติ
ศาสตร์ชาติให้เหนือกว่าประวัติศาสตร์ท้องถิ่นจึงมีความสำคัญ ในแง่การสร้างสำนึกร่วมในความ
เป็นชาติ เป็นประวัติศาสตร์ที่มีความสมบูรณ์ในแง่อุดมคติเกือบทุกด้าน ไม่ว่า การเป็นเอกราชจาก
การยึดครองของขอม การปกครองแบบครอบครัวเชิงอุปถัมภ์(พ่อปกครองลูก) เศรษฐกิจที่รุดหน้า
กว่าชาติตะวันตก (การค้าเสรี) ภาษาเชิงอารย (มีอักษรใช้เป็นของชาติเอง) และอื่นๆ

แม้ว่า ถ้าให้นับกันจริงๆแล้ว กลุ่มอำนาจสุโขทัยแทบจะเป็นปฏิปักษ์กับกลุ่มละโว้อยุธยาโดยสิ้นเชิง
แต่การเขียนประวัติศาสตร์ก็สอดรับกับยุคสมัยไปด้วยดีแทบจะไม่มีปัญหา อีกทั้งยังไม่รวมเนื้อหา
ในศิลาจารึกที่มีข้อน่าสงสัยหลายส่วนที่ไม่สอดรับกับสภาพภูมิศาสตร์ในสมัยนั่นและยังขัดแย้งกับ
ความเป็นจริงกับหลักฐานชิ้นอื่น อย่างเช่น เมืองสุโขทัยไม่ใช่เมืองที่อุดมสมบูรณ์ที่ทำนาพอเลี้ยงคน
ในเมืองสุโขทัยได้ หรือ พระเดชานุภาพสมัยพ่อขุนรามที่กระจรกระจายไปถึงหัวเมืองมลายู (ซึ่งจะอธิบายในภายหลัง) แง่รูปแบบสถาปัตยกรรมอย่างมีเอกลักษณ์ ก็มีรูปแบบที่เป็นลักษณะเฉพาะ
ชัดเจนโดยปรับประยุกต์ให้สอดคล้องเชิงพุทธศาสนา เช่น เจดีย์ประธานทรงดอกบัวพุ่มข้าบิณฑ์
การประดิษฐานพระศรีศักยมุนี พระพุทธสีหิงค์ อันเป็นสัญลักษณ์เชิงศาสนาพุทธ การจัดสรรชลประ
ทานทางน้ำแบบคูเมืองล้อมรอบ ทั้งหมดนี้เป็นเทคนิควิทยาการที่บ่งบอกความสำนึกบางประการอีก
เช่นกันถึงการเป็นกลุ่มชนที่มีการพัฒนาการด้วยตนเองหาใช่รับแต่รับวัฒนธรรมส่งนอกแบบที่ตะวันตกวิทยาเคยคิดกัน

แต่ถึงอย่างไร ยุคสุโขทัย ก็พออธิบายอุดมคติและวิธีคิดแบบไทยๆ ได้เป็นอย่างดี ทั้งในแง่ ความรักสงบ
การคิดเชิงผู้ใหญ่ที่มีต่อผู้น้อย สังคมแบบเกษตรกรรม (อันเป็นภาพที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยชอบนำมาเสนอขายแพ็คเกตท่องเที่ยวเสมอมา) ยังไม่รวมพิธีกรรมเชิงวัฒนธรรมอีกหลายๆด้านที่
ถูกทำให้เป็นสัญลักษณ๋แห่งชาติ ไม่ว่าวรรณกรรมเล่มแรกของไทย อย่างไตรภูมิพระร่วง การลอยกระทงมีขึ้นสมัยสุโขทัย นางนพมาศ (ซึ่งก็ไม่ได้เกิดขึ้นจริงในสมัยสูโขทัยแต่อย่างใด) ยิ่งเขตแดน
ทางอำนาจของกรุงสุโขทัยในอดีตก็ไม่เหมือนกับสุโขทัยในแง่ที่เป็นจังหวัดในปัจจุบัน จึงทำให้ประวัติ
ศาสตร์ในแง่การต่อเนื่องในการรับรู้ของประชาชนมีปัญหา เรื่องสุโขทัยจึงเป็นเสมือนเครื่องสร้างสำนึก
ประเภทหนึ่งทางการเมือง (แต่ก็ไม่ปฏิเสธในแง่คุณค่าไม่งั้นผมคงไม่บ้าสนใจพอสมควร) แต่เพราะ
การปักหลักเลือกสุโขทัยแบบเรียนตั้งต้น จึงทำให้ละเลยประวัติศาสตร์ก่อนหน้าอื่นๆไปไม่น้อย
ไม่ว่า ศรีเทพ ทวารวดี ล้านนาล้านช้าง ศรีสัตนาคนหุต ลังการสุกะ เป็นต้น และนี้อาจทำให้ผมคิดไป
เองว่า วิธีแบบรวมศูนย์ทางการเมือง มันจึงทำให้คนไทยมีความคิด ความเชื่อที่ไม่อยู่บนฐานความจริง
ของท้องถิ่นที่ตนอยู่เพราะไม่มีสิ่งเชื่อมตัวตนที่เป็นกับประวัติศาตร์ที่ปลูกฝังกันมา แนวประวัติศาตร์
เช่นนี้มันจึงเหมาะกับคนในเมืองที่ไม่ผูกพันกับถิ่นที่ตนอยู่กระมัง?




 

Create Date : 27 เมษายน 2551    
Last Update : 27 เมษายน 2551 15:16:41 น.  

คนสุโขทัยเขากินข้าวพันธุ์อะไรกันหว่า?

ติดตามบทความของคุณgorbhong ผู้เชี่ยวชาญเรื่องข้าวอย่างสนุกสนาน
๑๐กว่าตอน ถ้าเทียบเป็นนาข้าวคงถือว่าได้มาหลายไร่โข อาจเป็นบทความ
ภาคต่อที่ยาวที่สุดในMblogขนาดนี้กระมัง เรียกได้ว่าเข้ากับสภาพวิกฤตอาหาร
ในยามปัจจุบัน จนหลายคนจำต้องปรับการทานข้าวมากกว่าสองชามในหนึ่งมื้อ
ไม่ก็เลียข้าวหมดชามได้ก็ต้องทำ

"ข้าว" จึงเป็นอะไรมากกว่า สิ่งที่อยู่บนจาน แต่เป็นมรดกพันธาหารของชาติก็ว่าได้
กล้าบอกได้ว่าเราก็เป็นประเทศหนึ่งที่สามารถแปรรูปผลิตภัณฑ์ข้าวได้หลากหลาย
ไม่แพ้ชาติใดในโลก ไม่ว่า จะเป็นข้าวตอก ข้าวต้มมัด ข้าวเหนียวถั่วดำ ข้าวพอก
และอีกจิปาถะ

ในงานข้าวไพร่ข้าวเจ้าของชาวสยาม ที่ สุจิตต์ วงษ์เทศ เป็น บก. บอกว่า
สมัยสุโขทัยการใช้พื้นที่ทำนาถือเป็นพื้นที่ส่วนสำคัญที่จำเป็น (แม้ภูมิศาสตร์จะไม่เหมาะสม)
แม้แต่กษัตริย์จำต้องมีนาส่วนตัวที่เรียกว่า "นาหลวง" อยู่ในการควบคุมของรัฐ เพราะใน
สภาพความผันแปรทุกรูปแบบที่เกิดขึ้นในยุคสุโขทัย ทั้งสงครามหรือฝนตกไม่ทั่วฟ้า
คงสงสัยสิว่าแล้วนาหลวงหลวงต่างจากนาทั่วไปอย่างไร ก็ต้องถือว่ามีเรื่องของชนชั้น
อยู่พอสมควร อย่างแรก พันธุ์ข้าวย่อมจะดีกว่าเพราะมีหน่วยงานในเขตหลวงที่มีระบบการ
ทดน้ำและระบายน้ำได้เป็นอย่างดี (ที่หลวงพระบางก็มีนาหลวงที่ปลูกข้าวเจ้าโดยเฉพาะ)

สันนิษฐานจากโบราณคดีคาดว่า นาหลวงจะอยู่
บริเวณด้านตะวันออกนอกเมืองสุโขทัยอย่างเขตวัดพระพายหลวง (วัดนี้ก็แปลกแรกเริ่มเป็นพุทธแบบมหายานแต่สุดท้ายก็ถูกกลืนปรับแต่งจนเป็นแบบเถรวาทแบบลังกาแบบไม่รู้ตัว)ที่มีแนวคันดินล้อมรอบรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าติดลำน้ำไหลเลียบทางทิศใต้ สิ่งที่เห็นได้ชัดอีกอย่างคือ ระบบการจัดสรร
น้ำแบบชลประทานที่ถือว่าสุดยอดในยุคนั้นไม่แพ้เมืองนครธมในยุคเดียวกัน แม้จะไม่เหมือนกับ
"บาราย" ที่กัมพูชาด้วยการปรับใช้ที่มีเอกลัษณ์เฉพาะ อาทิเช่น แนวคันดินขอบสระไม่ต่อเนื่องกัน
มีการชักน้ำจาก มีที่ลุ่มที่ดอนสลับกัน ไม่ได้ขุดและปรับเพื่อใช้เป็นอ่างเก็บน้ำ (งานวิจัยพื้นที่
ปี ๒๕๓๐ ของอ.ศรีศักดิ์ วัลลิโภดม)ห้วยแม่โจนที่เป็นคูเมืองวัดพระพายหลวง ถ้าน้ำมีปริมาณมากเกินก็ระบายทิ้งลงลำน้ำแม่ลำพัน ถ้าขาดแคลนก็ชักกลับขึ้นมาจึงรักษาความสมดุลของปริมาณน้ำส่วนกลาง (เท่ากับว่าสุโขทัยมีปัญหาเรื่องน้ำไม่มีปลา นาไม่พอข้าวซึ่งค่อยเล่าครั้งนา)

อีกอย่างที่นาหลวงดูเหนือกว่านาทั่วไป คือการมี เนินศาสนสถานประจำนาหลวงและสระ
ตระพังช้างเผือก เรียกได้ว่าทุกกิจกรรมของหลวงมีการพึ่งพากับเทพประจำพื้นที่ เท่ากับเป็น
การป้องกันการรุกล้ำพื้นที่และแบ่งพื้นที่ปกครองโดยใช้สิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นเครื่องกันขวางอยู่

ส่วนบรรพบุรุษเราเขากินข้าวพันธุ์อะไรในยุคสุโขทัย งานนี้ไม่มีลายลักษณ์อักษรให้ปรากฎเอา
ไว้ จึงต้องอาศัยรายวานการขุดค้นทางโบราณคดีเมืองสุโขทัย โดยนายบวรเวท รุ่งรุจี ที่พิมพ์
ในหนังสือพระบรมราชานุสาวรีย์พ่อขุนรามคำแหงมหาราชและร่วมเรื่องเมืองสุโขทัย ที่พิมพ์ปี
พ.ศ. ๒๕๒๖ ว่า มีการขุดพบ "ข้าวเหนียวพันธุ์พื้นเมือง" (wild rice) แม้พันธุ์จะไม่ดีนัก
แต่ก็พบในปริมาณพอสมควร ก่อนจะมีสุโขทัยเสียอีก
(งานนี้ไม่พบซากไก่ย่างหรือข้าวเหนียวแต่อย่างใด) จึงคะเนได้ว่าคนก่อนยุคสุโขทัยมีระบบการ
เกษตรแบบลงหลักปักฐาน บางทีเราเองอาจไม่ได้มาจากเขตจีนตอนใต้อะไรแต่อย่างใด แต่แท้จริง
เรามีวิทยาการเพียงพอไม่ต้องเร่ร่อนเหมือนกลุ่มชนอื่นๆ

ดังนั้นข้าวเมืองไทย จึงมีวัฒนธรรมที่เหนือกว่าเจ้าพิซซ่า เบอร์เกอร์ ไก่ทอดมันฝรั่ง ที่เพิ่งมีมาไม่กี่
ร้อยปี แม้จะแพงขึ้นทุกทีแต่อย่างน้อยก็ถูกว่าอาหารตะวันตกที่สร้างไขมันอุดตันและเอามาคลุก
พริกน้ำปลาก็ไม่ได้รสชาติเท่ากับข้าวไทยแน่นอน




 

Create Date : 27 เมษายน 2551    
Last Update : 27 เมษายน 2551 15:12:16 น.  

สุโขทัยสังคมแบบCore 2 Duo




งานชิ้นนี้ตอบสนองคำถามของคุณsatan10ล้วนๆ
และยังปั่นงานอีกชิ้นที่จะอธิบายว่าสุโขทัยที่ก่อนเป็นกรุงสุโขทัย
ว่าสุโขทัยคืออะไรที่เป็นสุโขทัย? (เขียนชักงงเอง)


"นักเรียน!วันนี้เราจะมาเรียนประวัติศาสตร์เริ่มต้นจากราชธานีแรกของไทย

นั้นคือ  กรุงสุโขทัย



ถ้าหากย้อนเวลาอีกสิบปีข้างก็อยากตอบครูท่านนั้นออกไปว่า
"ครูครับ!สุโขทัยแท้จริง
ไม่ใช่ราชธานีของไทยนะครับ"
โดยยกเหตุผลข้างต้นขึ้นมากล่าว.......
สุโขทัยไม่ได้เกิดจากกระบอกไม้ไผ่
ที่อยู่ๆก็โผล่ขึ้นมาประวัติศาสตร์ไทย ภายใต้แคว้นต่างๆ

มากมายที่ล้อมรอบ อย่างน้อยศรีสัชนาลัยก็เป็นเมืองคู่ในข้างเคียงมาโดยตลอด
ยุคนั้นมีลักษณะการปกครองแบบพิเศษเฉพาะ คือ การนิยมจัดตั้งเมืองแฝด
เป็นบ้านพี่เมือง
น้องเดียวกัน มีระบบการเชื้อดองเครือญาติกันและกัน
(การที่ลูกพี่ลูกน้องแต่งงานเพื่อ
รักษาสายเลือดบริสุทธิ์ในการสืบราชสมบัติ)
ถ้าจะเรียกระบบการปกครองเมืองคู่
นั้นก็หมายความว่ามันมีราชธานีที่มีสองเมือง
ร่วมสมัยอยู่ด้วยกับสุโขทัยด้วยกัน
อยู่หลายเมือง




ในหนังสือ"รัฐโบราณ ของ ธิดา สาระยา"สาธยายว่า
สุโขทัยศรีสัชนาลัย
มีเมืองคู่แข่งทางอำนาจในฝั่งเขตพื้นที่ตอนกลาง
ที่เรียกว่ากระพริบแทบไม่ได้เลย เช่น
สระหลวงสองแคว
รู้จักกันในนามปัจจุบัน คือ พิษณุโลก อยู่ฝั่งตะวันออกของแม่น้ำน่าน

เป็นคูเมืองด้านตะวันตก สมัยพระยาลิไทก็ทรงประทับถึง๗ปี
สุพรรณบุรีแพรก
ศรีราชา เมืองนี้มีความสำคัญไม่น้อย
สมัยพระยาลิไทพยายามแผ่อำนาจ
ผ่านสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม อย่าง
เจดีย์ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ กล่าวเมืองคู่นี้จะสลายอำนาจ
ลง
กว่าจะเข้าสู่ยุคอยุธยาตอนต้น
ละโว้อโยธยาเป็นเมืองที่กินพื้นที่ส่วนกลางตอนใต้
ทั้งแม่น้ำลพบุรี ป่าสัก จนถึงเจ้าพระยา
ตอนล่าง สืบอำนาจมาตั้งแต่ทวารวดี
ศิลปกรรมรูปแบบมีความชัดเจนอย่างมากและเป็นศูนย์
กลางความเศรษฐกิจ
การค้ามากกว่าสุโขทัยศรีสัชนาลัยเสียอีก
คาดกันว่าลักษณะการ”แยกครัว”
(คือ การแต่งคนวงใน) เป็นพัฒนาการให้
เกิดรูปแบบของระบบเมืองคู่
ที่มีสายสัมพันธ์ทางเครือญาติระหว่างกันเป็นสิ่งที่เชื่อมยึด
เมืองเอกเทศต่างๆ
ให้กลายเป็นเมืองคู่อันเป็นปึกแผ่นอยู่พอสมควร




่วนนี้ไม่ได้ร่วมถึงรัฐเดียวที่ตั้งต้นเป็นเอกเทศอยู่ต่างหาก
เพราะขาดความชัดเจนในรูปแบบ
การปกครองและงานศิลป์ปะติมากรรม
ด้วยยุคเห็นการพัฒนาการซึ่งต้องใช้เวลา อย่างล้านช้าง
ล้านนา หริภุชชัย
ลังกาสุกะ เป็นต้น เนื่องด้วยองค์ประกอบปัจจัยบางอย่าง
ตอบสนองความบริบูรณ์
ของความเป็นอาณาจักรที่ไม่ชัดเจนเท่ากับกรุงสุโขทัย



การสร้างบ้านแปลงเมืองโดยทั่วไปในสมัยสุโขทัย
ต่างก็เริ่มต้นจากกลุ่มชนเผ่า ขยาย
สู่ความเป็นหมู่บ้าน ในที่สุดก็เป็นเมือง
การสร้างเมืองคู่เพื่อประสิทธิภาพในการปกครองตัวเอง
และขยายอิทธิพล
ไปยังกลุ่มเมืองต่างๆ ทั้งหมดนี้เข้าใจว่าหลักฐานข้อมูลในยุคสุโขทัย
มี
ความชัดเจนกว่าเมืองคู่อื่นๆที่รวมสมัยเดียวกัน
และมีเอกลักษณ์พื้นฐานบางอย่างที่สอดรับ
กับการรูปแบบทางการเมือง
เชิงประวัติศาสตร์พอสมควร ผมเองไม่อยากตั้งต้นกับหลักฐาน
อย่างศิลาจารึก
ที่เป็นดั่งฐานตั้งต้นในการศึกษางานประวัติศาสตร์ อย่างงานแคว้นสุโขทัย

โดยสุจิตต์ วงษ์เทศอธิบายว่าเมืองทั้งหลายที่ผมกล่าวถึงเจริญรุ่งเรือง
ก็ยิ่งหนุนเมืองสุโขทัยให้โดดเด่นขึ้น
บรรดาเมืองละแวก"ลุ่มน้ำสี่แคว"
(ปิง วัง ยม น่าน) ก็ต่างยกย่องสุโขทัยเป็นเมืองศูนย์กลาง
หรือ"ราชธานี"
ของแคว้น (แต่ผมไม่รู้คุณสุจิตต์ได้อ่านชิ้นไหนที่บางทีอาจไม่เคยผ่านตาผมมาก่อน)

แต่บางทีก็เอะใจว่า

"แล้วทำไมเมืองราชธานีแรก มันจึงไม่ใช่เมืองศรีสัชนาลัยแทนที่จะเป็น
สุโขทัย
คราวหน้าค่อยมาเฉลยกันต่อ"







 

Create Date : 24 เมษายน 2551    
Last Update : 19 ธันวาคม 2555 20:18:41 น.  

จิ๊กโก๋ปากซอย


นอกเรื่องโบราณนานกาลสักนิด เนื่องด้วยผมเคยเกริ่นในบทความเมื่อวานนี้
จนผมเองไม่กล้าที่จะไปแจ้งความไปยืนปีนกระไดยังถึงท้องที่ส.น. จึงขอโอกาสนี้
ใช้ช่องทางผ่านบล็อกสู่การรับรู้สาธารณะ (Public Perception) นึก
เสียว่าผมเป็นโจทยยื่น์ฟ้อง โดยที่ทุกท่านที่อ่านเป็นลูกขุนในชั้นศาล โปรดให้ความ
ยุติธรรมแก่โจทย์น้อยๆในการให้การในครั้งนี้ด้วย

"ครับ เรื่องมีอยู่ว่าเมื่อเช้าเวลา๘นาฬิกากว่า ในวันที่๑๓เมษายนที่ผ่านมา
ผมได้เดินออกสู่นอกบ้านเช้ากว่าทุกวันที่ผ่านมา เนื่องด้วยว่าวันนี้เป็นวันที่
ประชาชนโดยรอบจะสนุกสนานกับการเล่นน้ำวันสงกรานต์(ซึ่งผมไม่สนุก
อะไรกับเขาด้วย)จึงจำเป็นต้องออกไปซื้อข้าวของมากักตุนให้เพียงพอตลอด
หนึ่งวัน โดยไม่คิดจะออกไปเผชิญมหาวิบากสาดซัดจากวันสงกรานต์ในครั้งนี้
ยิ่งพ่อเมือง(ไม่ขอบอกจังหวัด)กระตุ้นให้ผู้คนในท้องที่ต่างฮึกเหิม(จนเหิมเกริม)
เอาจริงเอาจังกับวันสงกรานต์ในครั้งนี้เพราะความที่เป็นหน้าเป็นต่างของภูมิภาค
ทีสื่อทุกช่องจำเป็นต้องหันไล่เวียนตามภูมิภาค จึงค่อนข้างมั่นใจว่าสงกรานต์
ที่บ้านเกิดผมในครั้งนี้คงดุเดือดถึงขั้นสูบแท้งค์กันเต็มพิกัด ยิ่งธรรมเนียมเล่นกัน
เพียงแค่วันเดียวยิ่งเป็นการตีกรอบให้สัญชาติญาณดิบของผู้คนพวยพุ่ง
เป็นทวีคูณ แต่การออกแต่เช้าของผมใช่ว่าปลอดภัยเพราะสายตาเบื้องหน้า
เหลือบเห็นเด็กสองพี่น้องอายุราว๗ขวบกับ๔ขวบ ยืนสง่าเลยเวลาเคารพธง
ชาติมานานหลายสิบนาที กำลังถือสายยางที่มีสายน้ำหล่อเลี้ยงท่อมิให้เหือดแห้ง
ไอ้น้อง๔ขวบ สะกิดคนพี่โดยทำหน้าที่เป็นยามแจ้งเหตุ ว่าในไม่ช้าจะมีเหยื่อ
หน้าทื่อๆ ประเดิมฤกษ์ชัยก่อนเทศกาลจริง ที่กำลังเริ่มขึ้น จนผมเองจำต้องรีบ
เจรจาสาธยาเพื่อเอาตัวรอดขึ้นก่อนโดยพลัน
ข้าพเจ้า : เดี๋ยวกำลังทำอะไรกันนะ?
เด็กแหว๋น : กำลังเล่นชงกานนะสิ
ข้าพเจ้า : เฮ้ย!มันยังเช้าอยู่เลย ใครที่ไหนมันเล่นกันตอนนี้ (ผมเข้าเตือนก่อนที่พวกมันจะstart)
เด็กแหว๋น : ไม่รู้แหละ ก้อแม่ให้เล่นแล้วนิ (มันเริ่มอ้างฉันทานุมัติจากแม่ของมันอย่างไม่เกรงกลัว)
ข้าพเจ้า : ถึงแม่ให้เล่น แต่คนไม่พร้อมจะเปียกจะให้ทำอย่างไรละ? (ผมท้าพวกมันโดยอ้างสิทธิของผู้บริโภค)
เด็กแหว๋น : ถ้าเพ่ ไม่อยากเปียก เพ่ก้ออย่าเดินผ่านทางนี้สิ....
ข้าพเจ้า : อ้าว! ถ้าพี่ไม่เดินทางนี้พี่ก็ออกไปซื้อข้าวไม่ได้นะสิ หิวนะเนี่ยรู้ไหม?
เด็กแหว๋น : เพ่ก้อค่อยมากินตอนเที่ยงก้อได้นิ? (มันย้อนกลับมาอย่างรวดเร็ว)
ข้าพเจ้า : โอ๊ย! ไม่เอาหรอก ตอนนั้นคนมาเล่นกันเยอะ ข้าวพี่ก็เปียกหมดหรอก
เด็กแหว๋น : งั้นเพ่ก้อไม่ต้องกินสิ (เด็กแหว๋นเริ่มตอบอะไรชุ่ยๆแบบเด็กๆออกมาแล้ว)
ข้าพเจ้า : แล้วนี้ไม่กินข้าวกันรึไง? (ผมเริ่มย้อนถาม เผื่อพวกมันอาจจะยังไม่กิน)
เด็กแหว๋น : กินแย้ว แม่ทำให้กินแต่เช้า
ข้าพเจ้า : ........................................!!....................
ข้าพเจ้า : งั้นเอางี้ ให้พี่ซื้อข้าวกินให้เสร็จก่อนแล้วเดี๋ยวพี่เดินมาให้สาดละกัน (หลอกมันก่อน ใครจะยอมออกมาให้สาด..ฮาๆ)
เด็กแหว๋น : ม้ายเอาหรอก เดี๋ยวเพ่ไม่ออกมา เห็นชอบยู๋แต่ในบ้าน
ข้าพเจ้า : (ไอ้-า! ยังบังอาจรู้พฤติกรรมของเราเสียอีก แสดงว่ามันทำการบ้านมานาน)
ข้าพเจ้า : นี้ไม่รู้เหรอ! เล่นสงกรานต์ตอนเช้าตำรวจจับเอาน่า (เริ่มเอากฏหมายมาอ้างขู่มันแล้ว)
เด็กแหว๋น : ตำรวจ ตำรวจ ไม่จับหรอก เพราะเล่นวันจงกราน
ข้าพเจ้า : แต่ไม่เห็นเหรอว่า ไม่มีใครในซอยมาเล่นตอนเช้ากันเลย (กฏหมายไม่ได้ ก็เอาทัศนียภาพมาอ้างละหว๋า)
เด็กแหว๋น : ก้อพวกนี้ ยังไม่ตื่นกันนิมีเพ่นั้นแหละ(อ้าว! ตกลง ตูซวยที่ดันตื่นเช้ามาซื้อข้าวเหรอเนี่ย ไอ้เด็กเวร)
ในที่สุดผมแทบจะจนใจที่ยืนสนทนากับเด็กเกือบสิบนาที เสมือนคนที่ทำ
อะไรผิดสักอย่างและกำลังรอความเมตตาจากศาล จนผมแทบจะจนใจอยากเอา
น้องอายุ๔ขวบของมัน มาเป็นตัวประกันรักษาความบริสุทธิ์จากความแห้งกร้านที่มีอยู่
แต่สุดท้ายมานึกได้อยู่เรื่องนึงในหัว เลยยิงมุขนี้ออกไป
ข้าพเจ้า : อ้าว! วันนี้มีโดเรมอนตอนพิเศษ ฉายที่ช่อง๙ ไม่ดูกันเหรอ? (ตีหน้าตกใจให้แนบเนียน)
เด็กแหว๋น : ไม่เชื่อหรอก วันนี้ไม่มีฉาย (ไอ้เด็ก๗ขวบหันไปคุยกับน้องของมัน ที่อมนิ้วยืนบื้อมาโดยตลอด)
ข้าพเจ้า : เฮ้ย! มีจริงดิ เมื่อกี้ยังดูอยู่เลย กำลังหนุกด้วย (ผมพยายามเซ้าซี้ให้เด็กคล้อยตาม..ช่างเป็น
กรรมแต่เช้าของผมจริงๆ)
สีหน้าเด็กเริ่มสงสัยและไม่แน่ใจในตนเอง แต่ในมือก็ยังไม่พร้อมปล่อยอาวุธร้าย นั้นคือ
สายยางที่ยังมีน้ำเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงโดยตลอด จนสักพักไอ้เด็ก๗ขวบหันไปตะโกนถามคนในบ้านมันว่า
เด็กแหว๋น : "แม่! ทีวีมีฉายโดเรมอนอะปล่าว?" เสียงที่เปล่งดูเหมือนจะไม่มีคำตอบตะโกนกลับแต่
อย่างใด ไม่ต่างจากแม่ที่ทอดทิ้งลูกเผชิญวิบากกรรมอยู่แต่เบื้องหน้านอกบ้าน ดูแม่คนนี้คงอ่อนใจกับการ
ต้องมารับรู้ปัญหาจากน้ำมือของลูกตัวเอง บังเอิญที่ผมมันดันซวยเพราะใจที่หวังกักตุนโดยไม่ได้มอง
เห็นความมานะ กระตือรือล้นของเด็กบางคนที่วันสงกรานต์มันดันมีความหมายที่ลึกซึ้งในแง่
ความรู้สึกผูกพันต่อสิ่งแวดล้อมรอบข้าง และสามารถทำให้คนแปลกหน้ากลายเป็นสิ่งที่ตั้งหน้ารอ
คอยสำหรับพวกเขา เส้นแบ่งความเป็นแตกแยกดูจะถูกทลายลงเพราะทุกคนมีน้ำเป็นสายใยเชื่อม
แฝงไปด้วยสนทนาที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มและความสนุกสนานซ่อนอยู่ภายใน (แต่มันไม่ใช่กับผมเป็นแน่...)
หลังจากเด็กสิ้นหวังจากการที่จะได้คำตอบจากมารดาผู้บังเกิดเกล้า สายยางในกำมือ
ถูกจงใจให้หล่นอยู่กับพื้น เจ้าเด็กน้อยวัย๗ขวบ วิ่งกรูดเข้าบ้านด้วยใจมุ่งหวังคำตอบมากกว่า
กิจกรรมที่ตั้งใจจะทำมาตลอดทั้งวัน สายยางเส้นยาวไร้ค่าความสำคัญพอๆกับน้องวัย๔ขวบที่ยัง
ยืนซือบื้อดูดนิ้วจนเป็นแบนด์ส่วนตัว ตาแป้วตลอดที่เราเจอกัน ไม่แสดงความเป็นมิตรและศัตรูให้ผม
พอจะยิ่งประโยคใดให้รู้สึกคุ้มค่าที่จะเอ่ย.............สุดท้ายผมก็บรรลุซึ่งอาหารการกินและเสบียงหยิบมือที่พอ
ให้ตนเองได้กบดานตลอดหนึ่งวัน อย่างน้อยรายการพิเศษทางโทรทัศน์๕-๖ช่อง คงพอสร้าง
ความรู้อิ่มเอมไม่น่าเบื่อหน่าย โดยเริ่มจากการ์ตูนโดเรมอนทางช่อง๙ ที่ความจริงเริ่มฉายเวลา
๙ นาฬิกา หาใช่เวลาจริงที่ผมหลอกเด็กเพื่อเอาตัวรอดไปหนึ่งวัน (ฮาๆๆๆชั่วร้ายสักไม่มีเลยเรา)

ขากลับของผมช่างปลอดภัยและไม่น่าหวาดกลัวเหมือนเมื่อตอนขามา ไร้เด็กเวรตะไล้
สองตัวประจำการอยู่หน้าบ้าน มีเพียงสายยางที่พร้อมจะทำงานโดยดูจากน้ำยังคงไหล
รินไม่ขาดสาย กะละมังสีเขียวที่หม่นจากแดดแต่ยังพอใช้การ และไม่มีน้องชายซือบื้อของมันคอยรัก
ษาศูนย์บัญชาการ จนผมต้องมาสะดุดหยุดคิดได้ในใจเอาว่า

ข้าพเจ้า : ชิบหายแล้ว! รึว่าโดเรมอนมันจะฉายเอาตอน๘โมง จริงๆ...แง๊


ธมฺโมหเว รกฺติ ธมฺมจารี = ธรรมย่อมคุ้มครองผู้ประพฤติธรรม




 

Create Date : 16 เมษายน 2551    
Last Update : 16 เมษายน 2551 9:23:14 น.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  
Mr.Chanpanakrit
Location :
สงขลา Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 9 คน [?]




-Brainyquote-

Chan Krit

Create Your Badge
㊀㊁㊂㊃㊄㊅㊆㊇㊈㊉ ผู้สัญจรที่ส่องมา☺☻ ㊀㊁㊂㊃㊄㊅㊆㊇㊈㊉   ...
Friends' blogs
[Add Mr.Chanpanakrit's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.