A ........ Z
Group Blog
 
All blogs
 

My Boss My Hero สั่งเจ้าพ่อให้ไปเรียนหนังสือ


จำได้ว่าเมื่อปีที่แล้ว
ผู้เขียนมีโอกาสได้อ่านหนังสือความหนาระดับบางๆเล่มหนึ่ง
รวมบทความของ อ. อรรถจักร สัตยานุรักษ์ ที่ว่าด้วยเรื่องของ
ปัญหาช่างกลยกพวกตีกัน ว่าไม่ใช่แค่เรื่องของสามัญสำนึกระดับบุคคล
แต่ทว่าด้วยปัญหาการยอมรับทางชนชั้น เมื่อไปเปรียบเทียบกับชั้นอุดมศึกษา
ที่คงมีหลายคนตั้งคำถามว่า ทำไมกลุ่มนักศึกษาระดับนี้
ถึงไม่ค่อยที่จะมีเรื่องมีราว ที่เอะอะก็จะยกคณะไปรุมกระทืบ
เพียงเพราะเหตุจากการไปเขม่นกับเด็กต่างสถาบัน
จะว่าไปเรื่องแบบนี้มันก็ซับซ้อนอยู่ไม่หยอก เพราะเอาเข้าจริงๆ
ไอ้ประเภทเด็กหนุ่มอีกคณะ จะพยายามไปมีเรื่องกับเด็กหนุ่มอีกคณะหนึ่ง
เอาเข้าจริงๆแล้ว มันก็มีอยู่หรอก เพียง (แต่) เขาไม่เห็นกันอย่างโจ่งแจ้งนัก
เพราะสาวตัวเหตุแห่งความขัดแย้งจากอีกคณะ
เขามีที่ มีทาง และมีราง ในการสลับสับหลีกได้ทันท่วงที



จะว่าไป เรื่องของนักเรียน ที่ริจะเป็นนักเลง
ไม่เพียงแค่สมัยรุ่นของผู้เขียนเท่านั้น แม้แต่รุ่นพ่อของผู้เขียนเอง
ก็ได้ประสบพบเจออยู่ทนโท แม้กาลต่อมา เขาเหล่านั้นจะได้ดีก็มีเยอะ
หมดสภาพแบบเสียผู้เสียคนก็มีไม่น้อย สายตาที่มองสถาบัน
โดยเฉพาะสถาบันทางการศึกษาในฐานะแหล่งผลิตฟูมฟักบุคลากรผู้ใฝ่ดี
ด้วยมีความเชื่อที่ว่า การศึกษาจะเป็นเครื่องกล่อมเกลาพัฒนาตัวบุคคล
อาจจะเป็นเพียงแค่ส่วนประกอบหนึ่งทางสังคม ในขณะที่
ในมิติอีกหลายภาคส่วน ก็สมควรที่จะมีส่วนช่วยเติมเต็มลักษณะนิสัย
จนประกอบกันขึ้นเป็นบุคคลากรทางสังคม ไปด้วยพร้อมๆกัน
เพื่อให้ขอบเขตความรับผิดชอบของสถาบันการศึกษาอันจำกัด
มีส่วนช่วยจรรโลงกลุ่มเยาวชน อันเป็นอนาคตสำคัญของประเทศ
สมเจตนารมณ์ของเส้นทางที่มุ่งสอนคนให้เป็นคน มิให้บิดเบน
ไปในเส้นทางมิจฉาอาชีพ ของเหล่าบรรดาพวกนักเลงหัวไม้
อาชญากร ตลอดจนมาเฟียเจ้าพอ่ขาใหญ่ เป็นต้น




เอ๊! แล้วถ้าอยู่ๆ จะมีเจ้าพ่อขอเข้ามาเรียนด้วยละ
เออ .....อันนี้ก็คาดเดาเส้นทางแห่งหนตำบลหน้าไว้ไม่ถูกเหมือนกัน
เหมือนอย่างในซีรีย์ญีปุ่น My Boss My Hero
ที่ตั้งสมมติฐานบนความเจ็บแสบ ที่เรียกเสียงฮา เย้ยพรก.ฉุนเฉิน
และตัวเลขปรับประมาณการในไตรมาสที่สามของประเทศ
ที่อัตราส่วนของการระดมเงินฝาก ยังมีสภาพคล่องไม่เท่ากับ
การระดมเงินแทงจากเหล่าสิงห์พนันจากเทศกาลฟุตบอลโลก
ที่แม้จะไม่รู้ถึงอัตราขั้นต่ำในเงินเดิมพัน แต่ก็รู้แน่ๆจากหน้าสื่อทั้งหลายว่า
แค่วัยเพียงสิบขวบ เขาก็คลำสูตรอัตราต่อรองกันเป็น




My Boss My Hero เป็นซีรีย์ในหมวด Comedy School Drama
ที่บรรยากาศจากเล่าเรื่องพอสังเขป ก็ทำให้หลายคนพอเดาทางกันได้ว่า
น่าจะมาจากค่าย NTV ด้วยค่ายนี้เขามีพี่ใหญ่อย่าง Gokusen ไตรภาค
(ที่ว่าด้วยเรื่องของหลานสาวยากูซา ที่ปรารถนาจะเป็นครูไหวแต่ใจไม่ร้าย)
เล่นเอาสถานีมีชื่อเสียงและรายได้จากเหล่านักดู อย่างเป็นกอบเป็นกำ
คราวนี้จึงมาหันข้าง สับเปลี่ยนสถานะ
โดยให้ลูกศิษย์ มีปมหลังจากสายสกุลยากูซาขาโจ๋
ที่เอาตำแหน่งทายาทรุ่นต่อไปเป็นตัวล่อ เพื่อคงสถานะความขี้เท่อ
ของเจ้าลูกชายหัวปี ที่หัวขี้เลื่อยไม่เอาไหน
อุตสาห์ส่งให้ไปเป็นตัวแทนเจรจาการค้านอกรอบ
ก็ยังไปมีเรื่องกับคู่เจรจาเขาเสียอีกละเฮ้อ

If They go below 27 billion .Tell them "No"
Well,He's Hongkong's Number one of fifty rich over night mafia.
If we pressure him with our silence.He probably won't try to under
negotiate us.Listen Up Makio.Don't make a mistake.
(ถ้าพวกเขาให้ราคาต่ำกว่า 27 พันล้าน บอกพวกเขาไปว่า "ไม่โว้ย"
ฟังให้ดีนะ พวกมันเป็นหนึ่งในห้าสิบมหาเศรษฐีของฮ่องกง
ที่ร่ำรวยจากการเป็นมาเฟียตลาดมืด
ถ้าเราไปกดดันพวกมัน ด้วยการไม่พูดอะไรเลยสักคำ
พวกมันก็อาจจะไม่ยอมเจรจาการใดใดร่วมกับเรา ตั้งใจฟังนะมากิโอะ
อย่าทำการใดให้ต้องผิดพลาดเสียละ)

I Know boss.Don't worry
(เออ รู้แล้วหน๊าา อย่าได้เป็นกังวล)

แต่ผลของการเจรจา ด้วยการคาดเคลื่อนของฐานการคิดคำนวน
ด้วยสติปัญญาระดับอนุบาล แม้อายุอานามจะปาเข้าไปตั้ง 27
ผลครั้งนั้น ทำให้ยากูซาแห่งญี่ปุ่นกับมาเฟียแห่งฮ่องกง
ลงเอยด้วยการปะทะวิวาท จนการประชุมล่มไม่เป็นท่า
สร้างความเสียหายหลายแสน ไม่สิ!ต้องหลายพันล้าน
ด้วยการนับนิ้วมือเดียวซ้ำไปซ้ำมา ที่สิ่งอันควรได้ประโยชน์
แต่เมื่อตกกับมือและนิ้วของเจ้ามากิโอะเข้า
กลับมองเป็นว่า มันไม่เป็นไปตามแผนที่บอสได้จัดวางเอาไว้

Plus 5 More.
(เอาไปเลยอีกห้า)

No
(-นับนิ้วตาม- ม้ายยยยยยเด่)

What was that? I'm saying l'll give you 35 billion!
(อะไรหว่า? อั๊วะบอกว่าจะให้ลื้อเป็น 35 พันล้านเชียวนะเฟ้ย!)

Huh? It's no right ?
20 plus five ,plus five.plus five
It's small than 27. No bigger
(หือ ? มันไม่ถูกต้อง 20บวกอีก5
บวกอีกห้าๆๆ มันได้น้อยกว่า 27
ไม่ได้มากกว่าตรงไหนเลยนี่หว่า)




เหตุการณ์ครั้งนั้น สร้างความอับอายและเสื่อมเสียให้กับนายใหญ่
ในยากูซาสายตระกูลซาซากิ ที่มีอีกฐานะหนึ่งเป็นพ่อบังเกิดกล้าว
ผู้ซึ่งได้สูญเสียภรรยาไป ตั้งแต่ครั้นมากิโอะยังเยาว์วัย
มากิโอะผู้ซึ่งถูกยกย่องจากเหล่าบรรดาสมุนยากูซา
ให้มีชั้นอย่างไม่เป็นทางการว่า นายน้อย (Young Master)
และมีฉายาในวงการว่า ไอ้หนุ่มทอร์นาโด (Tornado)
ที่รอการสถาปนาอย่างเป็นทางการ
แต่ทว่า มากิโอะเองก็มีน้องชายอยู่อีกหนึ่งคนที่ชื่อ
ซาซากิ มิกิโอะ (รับบทโดย คิคาวาดะ มาสายะ ที่เห็นไปได้ดี
ในหนังตระกูลคาเมนไรเดอร์ และไปร้ายโหดๆใน Battle Royale2)
ที่มีลักษณะตรงกันข้ามกับคนพี่เกือบทุกประการ
จนมีความระหองระแหงกันในฐานะคู่แข่งผู้สืบทอดสายเลือด
ยากูซาในรุ่นต่อไป ดังนั้นลูกเทวดาของพ่อ อย่าง มากิโอะ
จึงถูกมาตราการปรองดองเฉียบขาด ด้วยการตั้งเงื่อนไขอันมหาหิน
หากเขาปรารถนาที่จะเป็นทายาทยากูซาคนต่อไปว่า
"ลื้อ ต้องไปโรงเรียน"

You're really idiot son .l was thnking of haveing
you take over.As the 3 head boss of this Kanto Eigekai
(แกมันไอ้ลูกโง่ ฉันอุตสาห์คิดว่าจะให้แกสืบทอดทายาท
ของหัวหน้ารุ่นที่สามแห่ง คันโต อิเอเกไก)

Makio.Right Now .Is not an era of strength .
It's an era of wits
(มากิโอะ ฟังให้ดี นี้มันไม่ใช่ยุคของผู้ที่แข็งแรงกว่า
แต่มันเป็นยุคของผู้มีสติปัญญา)

Are you serious about wanting to become the Boss?
(แกจริงจังมากไหม กับการจะได้เป็นหัวหน้าเขา)

Yes Yes.
(เยส เยส)

Okey then,l'll give you one last chance
Go to High school and get education.
(โอเค ถ้างั้น ฉันจะให้โอกาสแกครั้งสุดท้าย
ไปเรียน ม.ปลาย ซะ และตั้งใจเรียนด้วยละ)



เจอดอกนี้เข้าจากปากของผู้เป็นบอส (รับบทโดย อิชิมุระ มาสาอิชิ
สามีของชิโนฮาระ เรียวโกะ นางเอกจากเรื่อง Haken no Hinkaku)
ก็ทำท่าว่าจะไม่เชื่อสายตา ด้วยตลอดที่ผ่านมา
ต่อให้สั่งไปรบราฆ่าฟัน ถึงไหนถึงกันก็บ่ยันเสมอ
แต่ภารกิจครั้งสุดท้ายนี้มิใช่บ่ แต่เป็นมอ...ที่เป็นมอปลาย
ตั้งแต่ขวบแรกจนถึงวัย 27 ปีเศษ เคยถูกชะตากับการศึกษาสักทีไหน
ไอ้ตอนที่มีโอกาสเรียน ก็ดันกระโดดใส่เกรียวคู่หนีเรียนไปเสียเฉยๆ
ให้ผู้เป็นแม่ที่เคยดูใจ ด้วยร้องห่มร้องไห้
แต่ทำไงได้ ในเมื่อบัลลังก์ที่ค้ำหัวกองอยู่เบื้องหน้า
อีกทั้งยังมีเจ้าน้องชายแสนฉลาดตัวดี อยู่คอยเป็นเสี่ยนหนาม
จึงเป็นภารกิจจำยอมเพื่อความสมานฉันท์ในทุกฝ่าย
เป็นภารกิจที่เหล่าลูกหาบ บ่นเป็นเสียเดียวกันว่า
"โธ่ ลูกพี่เรา"



เราคงเคยเจอแต่ประเภท เด็กที่มีแนวโน้มของความรุนแรง
เมื่อถูกจับในฐานความผิด ก็จะถูกจับส่งเข้าสถานพินิจฯ
หรือไม่ก็บ้านเมตตา แต่ในซีรีย์เรื่องนี้กับสร้างจุดตาลปัตรเกินจริง
ด้วยเสมือนกับการลักลอบส่งบุตรชายยากูซา
มาเข้าร่วมเป็นนักเรียนเข้าใหม่ในปลายภาค ที่จำเป็นต้องปกปิดภูมิหลัง
จากความมีเส้นสายวงใน เมื่อ ผอ.ของโรงเรียน เคยเป็นเพื่อนกับบอสมากอ่น
(รับบทโดย อิวากิ โคอิชิ จาก Good Luck!! ที่หลังจาก my boss
ก็ดูจะยังไม่รับเล่นเรื่องไหนอีกเลย)
ในขณะเดียวกัน ตัวบอสก็ส่งลูกน้องสายสืบ
มาสืบข่าวคราวความคืบหน้าเพื่อมารายงานเป็นระยะ
อีกทั้งยังเป็นการส่งกำลังหนุนมาคอยช่วยเหลือเพื่อให้สถานการณ์
แลดูสงบและผ่านพ้นในแต่ละวันไปด้วยดี
ด้วยสถานะระหว่างพ่อกับลูกคู่นี้ ที่แลดูเหินห่างมาแต่ไหนแต่ไร



l respect my Dad as boss.
But as family.l've never thought much of him.
(ฉันเคารพพ่อก็ในฐานะของหัวหน้า
แต่ในส่วนของครอบครัวแล้ว ฉันไม่เคยคิดอะไรมากไปกว่านั้น)



เมื่อมากิโอะเข้าสู่เขตอภัยทานจากรั้วรอบขอบชิดของโรงเรียนยามใด
คราบของความเป็นยากูซา ก็ถูกนำไปกองไว้สู่ภายนอก
สิ่งที่เหลือไว้ จึงมีเพียงนักเรียนร่างใหญ่ อ้ำอึงและหัวอ่อน
มิหนำซ้ำ ยังถูกพวกนักเรียนเกเรมาไถตังค์อยู่รายวัน
(หัวหน้าตัวไถ่ รับบทโดย วาคาบะ เรียวยะ ที่เห็นจะถูกโฉลก
กับเครื่องแบบยูนิฟอร์ม จึงไปโผล่ซะเยอะใน Nobuta wo Produce
Gokusen3 และ Samurai High School)
ในเวลาที่มากิโอะได้โอกาสเผลอช่วงพักเรียนทีไร
พี่ท่านจำต้องรีบวิ่งแจ้นเพื่อคีบบุหรี่ที่ซ่อนไว้ในถุงเท้า
แอบขึ้นมาสูบปุ่ยๆ ห่างไกลสายตาเพื่อนในชั้นเรียนเดียวกัน
ด้วยสภาวะลงแดงเกินขนาน ยังไม่รวมภาระหนักๆ อ่ยางการ
แย่งชิงอย่างเอาเป็นเอาตาย เพื่อให้ได้มาซึ่งพุดดิ้งถ้วยโปรดที่จำหน่าย
เฉพาะช่วงเวลาพักเที่ยง ที่ถูกผลิตขึ้นอย่างจำกัดโดยไม่ดูปริมาณของกลุ่มผู้รับประทาน



ระหว่างหน้าฉากกับฉากลับหลัง ที่สถานะตัวตนจริงๆของมากิโอะ
จะมีก็เพียงผอ.ของโรงเรียน กับเพื่อนหน้าหวานแต่หัวดี อย่าง
ซากุราโคอิ จุน (รับบทโดย เทโกชิ ยูยะ เด็กจากค่ายจอห์นนี่
ที่ในชีวิตจริง ดูจะมุ่งเน้นกับการเรียนมหาลัยในวาเซดะเป็นสำคัญ)
มักชอบมาข้องแวะส่งเสียงวอแว และดูจะมีเซนต์
ให้พอสันนิษฐานได้ว่ามากิโอะคนนี้ น่าจะไม่ใช่นักเรียนม.ปลายธรรมดา
ที่คนดูอย่างเราๆ ก็พอดูออก ก็แหมรูปร่างและโครงหน้าของพี่ท่าน
ที่แม้ไม่จะแก่มาก แต่ก็ดูแปลกแยกจากกลุ่มเด็กมัธยมปลายในชั้น
จึงไม่ค่อยแปลกใจเท่าไร ที่ครูประจำชั้นหน้าตาย (Iron Mask)
อย่าง มินามิ ยูริโกะ (รับบทโดย คาชิอิ ยู จาก Tower Tower Series
และ Death Note Movie) จะแอบหัวใจเต้นตุบตั๊บแบบศิษย์มันเท่ห์
ก็เลยหลวมตัวไปสักหน่อย แม้แต่พ่อร่างทรงของมากิโอะเจ๊แกก็ยังไม่เว้น
นี้ขนาดเป็นลูกสาวของผู้อำนวยการของโรงเรียนเลยนะเนี่ย ไว้หน้าพ่อแกหน่อย)




พอพูดถึงตัวพ่อร่างทรง ตัวละครประเภทพวกสมุนลูกหาบ
ก็ถือเป็นสูตรบีบบังคับ ที่จำเป็นต้องมีไว้เพื่อสร้างสีสันและอรรถรสที่ชัดเจน
ถ้าไม่มีพวกเขา ่เข้าใจว่าความสนุกและการกระทบชิงต่อมลูกฮา
อาจลดทอนประสิทธิภาพไปครึ่งควบลูก
หรืออาจสูสีหน่อยที่ราคาป/ป สิบลบเก้า
การได้ตัวละครลูกน้องคนสนิทต่างวัย อย่าง เทรุยุกิ และคาซุยะ
(ที่รับบทโดย โอสุงิ เรน และโคคิแห่งวง Kat tun)
ที่แม้ความจัดจ้านอาจไม่เทียบเท่ากับ เท็ตซึกับมิโนรุ ใน Gokusen
แต่ถือเป็นส่วนผสมที่ลงตัว ท่ามกลางจังหวะของตัวละครและท้องเรื่อง
ที่ทำให้บทของความเป็นลูกน้อง ดูโดดเด่นเทียบเคียงกับหัวหน้าของพวกเขา
ได้ไม่มากก็มากนี้แหละ เอาเป็นว่าเยอะพอสมควรละกัน



เป็นความลงตัวอย่างสูงสุด คงหนีไม่พ้น
คุณน้องผูกผมแกละสองข้าง ที่ชื่อ ฮิคาริ (รับบทโดย อารากากิ ยูอิ
จาก Smile , Code Blue) ที่นอกจากจะกุ๊กกิ๊กวัยหวานซ้ำยังอะโนเนะ
เป็นเพื่อนสาวข้างโต๊ะของมากิโอะในห้อง 3A ที่สร้างความไหวหวั่น
จนหัวใจที่ไม่เฉพาะมากิโอะคนเดียว ที่เต้นไม่เป็นจังหวะเท่านั้น
แม้แต่คนดูชายหลายๆคน ไม่เว้นกระทั่งผู้เขียน
ที่ร้องว่าถูก ใช่เลย!! อย่างชี้นิ้วแล้วนอนเกลือกกลิ้งไปตามพื้น
ร้องไห้ตะโกนงอแง ให้เจ้าคุณแม่ช่วยทำการสู่ขอแต่โดยดี
ทั้งที่อุตสาห์มีเพื่อนคุณน้องในท้องเรื่อง เป็นนางเอกจากซีรีย์ดัง Rookie
อย่างน้อง ฮางิคาวา ซากิ ก็มิอาจโดดเด่นเทียบเท่ากับน้องยูอิ
ต่อให้เกณฑ์นักเรียนหญิงควบยกชั้นมาก็เหอะ แต่อัตราการสูบฉีด
ก็ไม่เท่ากับก้าวย่างและรอยยิ้มหวานๆของนอ้งยูอิอยู่ดี
ทั้งๆที่ ในตอนที่ได้ดูใน Smile ก็ประมาณหนึ่ง ส่วนใน Code Blue
อันนี้ไม่ต้องพูดถึง บึ้งจนเป็นกิจวัตรนิสัยด้วยบทประทานให้มา
สำหรับการได้รับบทเป็นฮิคาริ อาจไมได้โชว์ความสามารถทางการแสดง
สักเท่าไร ถือเสียว่าเป็นงานอินเวนท์โชว์ตัวเพื่อละลายหัวใจคุณหนุ่มๆ
ไม่ให้ขำฮาจนตกเก้าอี้จากพล็อกที่กระหนำสักไม่ยัง้
อย่างน้อยๆก็พอได้หุบปากด้วยประกายแห่งรอยอมยิ้ม
ไปพร้อมกับสายตาที่หยาดเยิ้มฝันหวาน ที่แม้ My Boss My Hero
จะไม่ใช่งานที่ดีที่สุดสำหรับคุณน้องยูอิ
แต่ก็ประทับใจสุดสำหรับคุณพี่ ที่ยังไม่พร้อมสำหรับการคาดหวัง
ในระดับฝีมือการแสดง มากไปกว่าหน้าตาที่พ่อแม่คุณน้องให้มา
แม้แต่ในหนังเรื่อง Sky of Love คุณพี่ก็ต้องขอสารภาพตามตรงว่า
ฉากที่คุณน้องวิ่งหนีพวกอันธพาลกำลังไล่รุมข่มขืนท่ามกลางหมู่แมกดอกแมกไม้
ยังนึกเอาว่า หนังบ้าอะไรฟะ จะจงใจทำให้เป็นโรแมนติกดรามาในเวลากลางวันแสกๆ



That bastard.When l gradute.l'm gonna killl him.
(อ้ายลูกหมา เมื่อไรที่อั๊วเรียนจบ อั๊วจะกลับมาฆ่าลื้อให้เฮี้ยนเลย)

โดยปกติและไม่ปกติ ซีรีย์ที่นำโดยพระเอกอย่าง
เจ้านางะเซะ โทโมยะ ไอ้หนุ่มมือกีต้าร์และลีดนำแห่งวง Tokio
ที่ฝากผลงานทางการแสดงอยู่ไว้มากมาย แต่โอกาสของการได้ชมและได้ดู
คล้ายว่าจะคลาดเคลื่อนด้วยอุบัติเหตุทั้งหลายแหล่
จะว่าด้วย แผ่นหาย ถูกเพื่อนยึด หรือมีปัญหากับฟอร์แมทที่ตกร่องจนสะดุด
จนดูท่าว่าคำสาปนั้นจะเริ่มจางหาย เมื่อได้มีโอกาสได้ชม My Boss My Hero
แบบจริงๆจังๆ (แม้จะนั่งเท้าคาง รอคอยการโผล่มาของน้องยูอิก็ตาม)
ถ้านับเอาในสมาชิกของวง Tokio ที่มีคุณูปาการต่อวงการซีรีย์จริงๆ
มักจะได้เห็นการแสดงจากเจ้ามือกลองของวง อย่าง
มาซาฮิโระ มัตซึโอกะ เสียมากกว่า แบบว่าดูไม่หล่อให้พอเชื่อได้ว่า
นางเอกที่ร่วมเล่นจะไม่คลอยโดยปันใจ ทุกวันนี้ในอัลบั้มรวมเพลงฮิต
ฟุตบอลโลก ยังปรากฎชื่อเพลงของวง Tokio ไว้ประดับหิ้งอยู่หนึ่งเพลง
ที่ชื่อ Get Your Dream เพื่อต้อนรับครั้งการได้เป็นเจ้าภาพร่วม
ระหว่างญีปุ่นกับเกาหลี ในช่วงปี 2006 ที่ผู้เขียนอยากจะฝากความปรารถนา
แก่เหล่านักพนันบอลทั้งหลายว่า อย่าริไปเล่นเลยเหอะ เจ็บมาเยอะ!



หากนับฝีมือทางการแสดงในบทนายน้อยยากูซา
ที่ต้องมาดัดสันดานอย่างเนียนๆ ผ่านสูตรสถานศึกษาอย่างเร่งรัด
ก็ต้องถือว่าทีมงานเลือกคนเล่นได้ถูกชะตากับบทอย่างยิ่ง
ถึงแม้ว่า จะไม่มีรางวี่รางวัลให้พอติดไม้ติดมือ
(จะมีผู้ได้นักแสดงสมทบ TDAA ครั้งที่ 50 ในสัดส่วนเดียวของ
นักแสดงสมทบชาย อย่างเจ้าโคคิ สมุนยากูซาลูกมือ
ที่อุตสาห์ยอมลำบากลำบนให้ลูกพี่จิกหัวใช้และปลอมเป็นภารโรงของรร.
ส่วนนักแสดงนำชาย ฤดูกาลนั้นตกเป็นของลุงอาเบะ จาก Kekkon Dekinai Otoko)
ซึ่งความสามารถขนาดนี้ ก็เป็นเรื่องที่น่าเสียดายอยู่ไม่หยอก
ก็ต้องปล่อยให้พี่นอนกอดรางวัลเก่าจากเรื่อง Tiger&Dragon ไปพลางๆก่อน
ทั้งๆที่ต้องแบกหน้าเสื่อตลอดทั้งเรือ่ง ไม่ต่างจากยัยทาคุมิจากเรื่อง Gokusen
เพราะที่ทั้งต้องฝากฝีมือในการแสดงบทตลกหน้าตายแล้ว
ยังต้องประกาศฝีมือในส่วนของแอ็คชั่นเตะต่อย ถีบและถุย
เพื่อให้สมกับความเป็นยากูซา ที่ซ่าไม่เลิก (แต่ต้องหลังเลิกเรียน)
ถึงเข้าใจแล้วละว่า ทำไมตัวละครอย่าง มากิโอะ ถึงติดอกติดใจ
และไม่ลืมเลือนไปจากใจ ทั้งเวลาช่วงเวลาที่ฉายก็ผ่านพ้นมาหลายปีดีดักนัก



Why Summer have hot?
Why are traffic signals.Red,Green,and Yellow?
(ทำไมน้อ พระอาทิตย์ถึงได้ร้อนเพียงนี้
ทำไมน้อ สัญญาณจราจร ถึงต้องมีสีแดง เขียวและเหลือง)

Even since l learned the world is full of things
l don't know.
(นับตั้งแต่ฉันได้รับศึกษา จึงได้รู้ว่า
โลกนี้น้อ ช่างมีหลายสิ่งที่ฉันไม่เคยเรียนรู้มากอ่น)



เสียดายที่การมาพบเจอระหว่างผู้เขียนกับ My Boss My Hero
ดูจะช้าไป อันเป็นเหตุให้ลดความน่าตื่นเต้นและกระตุ้นต่อมฮีทให้ลุกพล่าน
ทั้งหมดนี้ ว่าด้วยองค์ประกอบหลักอันเป็นอุปสรรคอยู่สองประการ
ประการแรก คือ ความที่ผู้เขียนได้ผ่านพ้นกับซีรีย์ในเครือเดียวกัน
ของค่าย NTV ที่Gokusen ไตรภาค ที่สูตรโครงสร้างหลักหลายส่วน
ถูกยกกะปิมาประทับ แล้วปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์ตัวละครนิดหน่อย
ไม่ว่าโครงสร้างตัวละคร การปกปิดความลับอันดำมืด
ที่กระจ่างเมื่อไร มีผลต่อการสิ้นสภาพในฐานะอาชีพทุกทีไป
การสร้างความแตกต่างระหว่างอัตลักษณ์ของบุคคล
ทีมงานเขาก็ใช้สูตรดัดแปลงภาพลักษณ์และเปลี่ยนวัตรปฏิบัตินิดหน่อย
โดยให้ช่วงที่เป็นยากูซา โดยบรรจงเีรียบผมและแต่งองค์ทักซิโด้
เกร็งมาดเท่ห์ๆ ขมิบก้นนิดหน่อยเพื่อการกระชับพื้นที่
แต่พอทีจะให้อยู่ในสภาพเด็กดี ก็หาเสื้อนักเรียนไซด์ XL
มาทับร่างที่สูง 180 กว่า ตามด้วยผมที่แสกกลางอย่างปกติวิสัย
ถือเป็นสูตรคลานตามกันมา แบบเดียวที่เห็นคล้ายว่าเคยเห็นใน Gokusen
ที่ยามต้องกลับมาจุติร่างเป็นลูกสาวยากูซา ก็แค่ถอดแว่นตามด้วยมัดจุกออก
ที่เหลือก็เป็นเพียงแค่การละเลงกับเหล่าพวกนักเลง ในฐานะที่ยึดถือตัวเอง
เป็นผู้ทรงคุณธรรม ขณะที่สูตรหลงลืมตัวตนโดยไม่คำนึงถึงเทศะ
หรือไม่ว่าอาการหลุดเฟรมสถุลลุนช่อง โดยลืมนึกไปว่าเป็นนักศึกษาอยู่
ถึงแม้สูตรที่ว่าจะดูจำเจ แต่ทว่าก็ยังเรียกเสียงฮาได้อยู่มิวางวาย
แต่โดยความเห็นส่วนตัวแล้ว ถือเป็นสูตรที่ดูดีไม่มีอาการยัดเยียด
แบบสร้างสถานการณ์ อย่างที่มีให้เห็นใน Gokusen ที่ตอ้งแบ่งช่วงท้ายของตอน
เพื่ออำนวยการเล่นลูกซึ้ง ระหว่างศิษย์กับครูในแง่การอบรมสั่งสอนนอกพื้นที่
แต่กับ My Boss My Hero แล้ว ดูเขาไม่แคร์กับสูตรนี้สักเท่าไร
มีลูกตลกแบบต๊อตเล็กต๊อตน้อยไปเรื่อย แบบที่ไม่คิดว่าจะได้เห็น
ก็ยังมีโผล่ปุยๆให้เห็น หรือกำลังเข้มข้นอยู่ดีก็มีจุดเบรกกระชากอารมณ์
ให้กลับมาขำอีกสักแล้ว ความจริงก็ไม่น่าเเปลกใจเท่าไรหรอก
เพราะได้มือนักเขียนบทหญิงสุดฮาแห่งวงการ ที่เห็นชื่อ โอโมริ มิกะ
เป็นต้องรีบไปสรรหาฮาเฮอยู่เป็นนิด เพราะเธอโชว์ของอย่างเห็นผลมาแล้ว
ใน Buzzer Beat และ Detroit Metal City มาแล้ว
จะว่าไป My Boss ฯ ถือว่าเป็นงานโปรเจ็คใหญ่พอสมควรที่ระดมทีมงาน
อย่างน้อยๆที่ไม่น้อย ก็ต้องมีโปรดิวเซอร์ถึงสี่คน แค่นั้นยังไม่พอ
ยังประกอบไปด้วยทีมผู้ช่วยโปรดิวเซอร์อีกสอง ซึ่งจะว่าไป
แค่โอนProduction Creditของเหล่าผู้สร้างใน Gokusen มาทั้งล็อด
เพียงแค่นี้ก็ขี้ขลาดจะฮารับประทานแล้ว ซึ่งก็เป็นไปตามคาด
เพราะมี่ปรากฎชื่อผู้กำกับสถาบัน Gokusen อย่าง ซาโต้ โทยะ
ที่ปลุกปั้นลูกสาวยากูซาขอเป็นครูมาตั้งแต่แรกเริ่ม



ส่วนองค์ประกอบประการที่สอง ท ี่ลดความตื่นตาลง
คงด้วย กอ่นหน้านี้หลายปีในช่วงที่กระแสภาพยนตร์เกาหลีต่อแถวลงโรง
ก็เคยได้เสียตังค์รับชม พล็อตสไตล์ยากูซามาขอเรียนด้วย
ที่ดารานำชายเกาหลีสุดนิยม อ่ยาง จุง จูน โฮ
ที่ก็โดนกลุ่มพากย์เสียงไทย อย่างพันธมิตร มาซ้ำเติมความฮา
ไอ้ตอนนี้ก็ช่างคิดละน้อว่า เออ!มันก็เข้าใจคิดดีเหมือนกัน
แต่จะหนักข้อตรงที่ ฉบับหนังเกาหลีเขาเอาพระเอกจากซีรีย์ IRIS
มาเข้าโรงเรียนมัธยมปลาย เมื่อพี่ท่านมีสิริอายุได้ 31 ขวบ
ขณะที่โทโมยะ แกถูกฟ้าส่งมาเรียนเมื่ออายุจริงที่ 28




เป็นงานที่สนุกอย่างมีสาระตามแบบฉบับ Yakusa back to School
ที่จะว่ากันจริงๆแล้ว มันก็สอนให้เรารู้ว่าไม่มีใครที่แก่เกินเรียน
ล่าสุดก็เพิ่งอ่านอัตชีวประวัติของปู่อลัน กรีนสแปน
อดีตนายธนาคารกลางสหรัฐฯ ในหนังสือที่ชื่อ Age of Turbulence
ที่กว่าปู่ท่านจะได้เรียนจนจบปริญญาเอกที่ NYU จริงๆ
ก่อนหน้าก็ผันชีวิตไปกับคณะวงดนตรีอยู่หลายปี
ถึงขนาดที่เก็บเอาไปฝันว่า หากถูกร่วมรับใช้ชาติจากการเป็นทหาร
ไปรบในสงครามโลก ก็ขอประจำการอยู่ในวงโยธาวาทิของกองทัพ
ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับเส้นอุปสงค์และอุปทานของฝ่ายเสนาธิการแต่อย่างใดใด
ยิ่งได้เห็นการค่อยๆเติบโตทางคุณวุฒิของมากิโอะ จากการกล่อมเกลาผ่านระบบการศึกษา
ทำให้นึกถึงหัวข้อรายงานเรื่องหนึ่ง ว่าด้วยเรื่อง Function Autonomy
ของกอร์ดอน แอลปอร์ต เพราะโดยมาตราฐานของบุคคลผู้มีวุฒิภาวะ
เขาจะหลีกเลี่ยงจากพึ่งพาจากทางบ้าน ไม่ขึ้นตรงกับกับความ่คาดหวังของบุพการี
นำไปสู่กฎที่สามารถดูแลตัวเองได้ (Self regulated rules) สู่การเชื่อมพัฒนาการ
ที่ถูกควบคุมโดยการดิ้นรนแบบไร้วุฒิภาวะกับแรงจูงใจที่มีวุฒิภาวะ
สรุปง่ายๆ คือ มนุษย์จะเข้าสู่หลักเกณฑ์ธรรมชาติทางชีววิทยา
ที่พยายามจะเข้าใจโลก เข้าใจตนเอง เข้าถึงบุคคลรอบข้าง
ค้นหาความหมายและจุดยืนของตนเองเพื่อแสวงหาเอกลักษณเฉพาะ
ในทุกๆความหมายของชีวิตล้วนแล้วเกิดจากการได้รับอิทธิพลและ
ถูกปรับโดยประสบการณ์ทั้งจากผู้อื่นและสิ่งแวดล้อม
และนั่น ก็เป็นสิ่งที่ได้เห็นและรับรู้ผ่านซีรีย์แนวหลุดโลก
ที่ผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่นของดินแดนสยาม อาจจะประสงค์การศึกษานั่นบ้าง
ก็มิได้เกิดการขัดเกลาทางสติปัญญา มากไปกว่าใบปริญญาที่การันตีว่า
จะสามารถดำรงตำแหน่งทางการเมืองผ่านใบคุณวุฒิ
ตามรัฐธรรมนูญปี 40 ที่ถูกแก้ใหม่ในฉบับปี 50 ว่าลิดรอนสิทธิทางพลเมือง



I'm angry about you lying.
But to believe that the times we had all spent together
were all a lie.l can't do that.And no matter what kind of clothing
you wear.Makky is still Makky to me.
(ยอมรับว่าโกรธนะที่นายโกหกพวกเรา
แต่เชื่อเถอะว่าในหลายช่วงเวลาที่เราได้ใช้ชีวิตร่วมกัน มันจะเป็นเรื่องโกหก
ก็เหอะ เป็นฉันจะไม่ทำอย่างนั้น และไม่สำคัญหรอกว่านายจะใส่เสื้อสีอะไร
มักกี้ (มาคิโอะ) ก็ยังคงมักกี้ของเราอยู่เสมอ)



แต่ความน่าเสียดายของโอกาสในความเป็นซีรีย์ภาคต่อ
ที่จะสืบเจตนารมณ์ตามเส้นทางตามแบบฉบับสถาบัน Gokusen
คงยากอยู่เสียหน่อย เพราะ My Boss ว่าด้วยเรื่องของประเด็นครอบครัว
มิตรภาพและคุณค่าของความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์
เมื่อผลที่สุดจนสุดท้ายปลายการศึกษา
พระเอกของเรื่องก็ต้องฝ่าฟันต่ออุปสรรคนานาประการ
แม้ความจริงที่แอบซ่อนจะถูกเปิดเผย แบบที่ตกม้าตายอย่างมีให้เห็นกันจังๆ
ที่ครรลองปฏิบัติของซีรีย์ Gokusen เขา
แต่ทว่าโอกาส ของยัยครูยากูซาอย่าง ทาคุมิ คงดีกว่าหน่อย
เพราะสามารถทำมาหากินต่างถิ่น ต่างสถาบัน
ในขณะที่นักเรียนเกือบเลยหนุ่มอย่าง มากิโอะ คงต้องเปลี่ยนบท
เป็นเด็กสอบตกซ้ำชั้น ซึ่งมันก็เลยจากตอนจบที่แฮปปี้เอ็นดิ้งไปด้วยดี
โดยมีประกาศเกียรติคุณเป็นรางวัลความสำเร็จ
ส่วนจะหวังให้ภาคต่อ ให้ไอ้หนุ่มมากิโอะสอบเข้าระดับมหาวิทยาลัย
คงเป็นเรื่องยากสักนิด เพราะซีรีย์โดยธรรมเนียมของญีปุ่น
เขาไม่นิยมการทำเล่น เมื่อเยาวชนเขาข้ามผ่านไประดับอุดมศึกษา
เกรงจะทำลายเส้นแบ่งคุณวุฒิวิทยาลัย ที่ถ้าจะทำซะก็เล่นให้มันแลดูจริงจัง
อย่างที่เห็นในซีรีย์ Orange Day กันไปเลย
ยกเว้นว่า อาจจะมีภาคสเปเชียลให้หายคิดถึง ซึ่งก็ข้ามปีฟุตบอลโลกมาอีกหน
ก็ทำท่าว่า คงต้องเอาของเก่ามาบูชาซ้ำ เพื่อบรรเทาให้หายคิดถึงกันเอาเองละกัน
ถือเป็นซีีรีย์ฟิวกู๊ดส์ ที่ต้องเต็มเอสท้ายหลายๆตัว งานนี้ค่ายNTV เขาทำได้เจ๋งจริง........






สามารถเปรียบความเหมือนที่แตกต่างได้จาก Gokusen ไตรภาค ได้
ที่นี้


อวยข้อมูลจาก...........
wikipedia ,wiki.d-addicts







 

Create Date : 13 มิถุนายน 2553    
Last Update : 13 มิถุนายน 2553 22:33:29 น.  

Bloody Monday2 :Hacker VS Nuclear Maker


ทันทีที่ศาลได้อนุมัติออกหมายจับให้อดีตนายกฯท่านหนึ่ง
ยกระดับชั้น จากเดิมที่เป็นเพียงนักโทษชาย ข้ามไปสู่ความเป็นผู้ก่อการร้ายเต็มตัว
ทำให้การก่อการร้าย ที่เคยเชื่อกันว่า
มีแต่เพียงเฉพาะเขตสามจังหวัดชายแดนภาคใต้เท่านั้น
ได้ถูกขยายวงขึ้น แต่เป็นคนละกลุ่มเพราะอยู่คนละชุดอุดมการณ์
แต่มีจุดร่วมในเชิงการยุทธ์ที่คล้ายกัน คือ อีกฝ่ายหนีออกไปยังประเทศเพื่อนบ้าน
ด้วยความที่มีเอกสิทธิ์ของการเป็นคนสองสัญชาติ
ขณะที่อีกฝ่าย หนีออกนอกทวีป และด้วยเส้นสนกลในทางธุรกิจ
เลยทำให้ได้รับการสถาปนาเพิ่มอีกหนึ่งสัญชาติ อันเป็นอภิสิทธิ์ที่หลายคนมองว่า
เป็นแพ็กแก็ตจากการซื้อโรงแรมหรูบนเกาะส่วนตัว
แต่นั่นก็ต้องพ่วงด้วย การเอาเงินมาถมประเทศเขาเชิงถูกบีบบังคับกลายๆ



พอพูดถึงการก่อการร้าย ทำให้นึกได้ว่า
ในรอบหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้มีโอกาสดูภาคต่อของซีรีย์ญี่ปุ่นเรื่องหนึ่ง
ที่ส่งผลร้ายๆต่อสุขภาพจิตผู้ดูเอง อันไม่ได้เกิดจากความสมจริง
ที่ประสงค์จะถ่ายทอดความโหดร้ายของปฎิบัติการการก่อการร้ายอื่นใด
แต่เกิดจากความไม่สมจริง ไม่เมกเซ็นต์และบทเนื้อหาที่วกวน
ขณะเดียวกันจุดเชื่อมต่อบางจุด แทบไม่ได้ไปปฏิสัมพันธ์อะไรกับ
ความเป็นซีรีย์ของภาคก่อนหน้าในหลายๆส่วน
แต่กระนั้นก็ขอภูมิใจที่จะนำเสนอ ด้วยพล็อตที่ว่าด้วยการก่อการร้าย
มันกำลังอินเทรนด์ และอย่างน้อยๆ มันก็ยังมีจุดดีอยู่บ้างในบางจุด
ที่การขายหน้าตาของนักแสดง มันส่งผลได้ล้ำเลิศกว่าซีรีย์อื่นใดที่เคยได้ดู



Bloody Monday ซีซั่น2 เป็นซีรีย์ภาคต่อของ bloody monday ภาคแรก
ที่มีคนชอบก็เยอะ คนชังก็ไม่น้อย แต่กระนั้นก็ถือว่า
มีความกล้าที่จะนำเสนอซีรีย์ ที่หลุดจากกรอบของเหล่าบรรดา
สัมมาอาชีพและmake dream come truth
ที่มีให้เห็นให้ชมกันซะเกลื่อนตา แน่นอนว่า ใน bloody ภาคแรก
ได้ทิ้งปมที่จบอย่างไม่ลงตัว เพราะยังคงทิ้งความต่อเนื่องอย่างค้างๆคาๆ
ตามประสาที่ทางสถานีให้โควต้าต่อเรื่องได้มากสุดไม่เกิน ๑๑ ตอน
และความเชื่อลึกๆส่วนตัว ก็ไม่อยากจะเชื่อเท่าไรนักว่า
ทางสถานี TBS จะให้โอกาสในการกลับมาสร้างภาคต่อ
ทั้งๆที่ เรตติ้งในส่วนของภาคแรกก็อยู่ในระดับที่ทรงตัวแบบเกือบล่าง
ขณะที่ทุนสร้างที่เพิ่มขึ้น ก็ดูจะส่งผลต่อการลดขนาดจำนวนตอนลงไป
ซึ่งก็เป็นสูตรธรรมดาของการบริหารต้นทุนต่อเรื่องนั่นเอง



เท้าความกันสักนิด จากเรื่องราวในภาคแรกกันสักเล็กน้อย
ที่แม้ว่าภาคที่กำลังจะเล่า ได้หันไปเล่นกับหายนะของประเทศที่เจ็บระนาวไม่แพ้กัน
แอบไปคัดสำนวนและกระบวนการแปลนอกสถานี ได้เรื่องประมาณว่า
ทางหน่วยรักษาความมั่นคงภายใน หรือที่ชื่อสั้นๆ ว่า THIRD-i
ได้ข่าววงในที่อยู่ไกลถึงวงนอก ว่าจะมีอาวุธทำลายทางชีวภาพได้ถูกนำเล็ดลอด
จากประเทศรัสเซีย ที่ชือ่ว่า Bloody X โดยหมายจะก่อการร้าย
เพื่อมาทำลายประชากรญีปุ่น ที่กลุ่มลัทธิความเชื่อของตน
มองว่าประเทศญี่ปุ่นมีสภาพสังคมที่ฟอนเฟะ
และต้องการการปฏิรูปครั้งใหญ่ โดยจำเป็นต้องสถาปนารัฐใหม่
ภายใต้การกวาดล้างโครงสร้างเก่าทั้งหมดทิ้งไป
งานนี้ THIRD-I จึงจำเป็นต้องใช้เด็กหนุ่มผู้มีอัจฉริยะในเรื่องแฮกเกอร์
ทาคางิ ฟุจิมารุ (ฮารุมะ มิอุระ) ผู้มีฉายาในวงการแฮกๆว่า "ฟอลคอน"
ผู้ซึ่งพ่อของเขามีส่วนพัวพันกับกลุ่มผู้กอ่การร้าย และเป็นอดีตเจ้าหน้าที่
ของTHIRD-I หลังจากที่ได้แบกรับกับภารกิจจนสามารถสกัดกลุ่มผู้ก่อการร้าย
และสังหารผู้นำกลุ่มเป็นที่เรียบร้อย เขาก็ล้างมือในอ่างหลังโต๊ะคอม
ใช้ชีวิตอย่างปกติแบบคนทั่วไป ที่เซียนคอมก็ใช่ว่าจะเอ็นท์ติด
อยู่หาเลี้ยงชีพด้วยการเป็นพนักงานในร้านสะดวกซื้อ
ที่วันๆ ไม่ข้องเกี่ยวกับแวดวงเรื่องคอมพวิเตอร์
มากกว่าถามประโยคแบบสุภาพว่า "รับขนมจีบ ทานซาลาเปาเพิ่มรึเปล่า"



A kind of bomb that attacked hiroshima island.Those temperatures have more than 3000 c. ,The Center point might be more temperatures about 1 million c.

(ชนิดของระเบิดที่ถล่มเกาะฮีโรชิมา มีอุณหภูมิความร้อนถึงสามพันองศา
ขณะที่คาดว่าตรงใจกลาง น่าจะมีอุณหภูมิถึงหนึ่งล้านองศาเลยทีเดียว)

จนกระทั่งสองปีผ่านไปไวเหมือนโกหก
(เพราะผู้เขียนเพิ่งมาดูภาคแรกสักเมื่อครึ่งปีที่แล้วเอง)
เจ้าฟูจิมารุคงได้ทำกรรมกับประเทศเมื่อชาติที่แล้ว เลยมาชาตินี้
ต้องมาแบกรับภารกิจต่อการมุ่งทำร้ายโจมตีจากเหล่าผู้ก่อการร้ายกลุ่มใหม่
ที่ขนามนามตนเองว่า กลุ่ม "Maskmen"
ที่ไปขุดผีด้วยอาวุธโลว์เทรดรุ่นพ่อรุ่นแม่ อย่าง อาวุธนิวเคลียร์
แต่อัพเกรดให้ทันสมัยหน่อย จากเดิมที่ลูกเท่าตัวฮิปโปโตเต็มวัย
ให้มามีขนาดเท่าลูกมะละกอที่พอทำส้มตำได้สักสามครก
แต่แน่นอนละ แหล่งผลิตยังคงอนุรักษ์ให้กับประเทศรัสเซีย
ที่ถ้าได้มีโอกาสจัดกีฬาระดับประเทศ การใช้ระเบิดนิวเคลียร์เป็นมาสคอต
ก็น่าจะไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรนักสำหรับสายตาชาวโลก
งานนี้ THIRD-I จึงต้องระดมทุกสรรพกำลังที่มีอยู่ ไม่เว้นแม้แต่กลุ่มก๊วน
ของฟูจิมารุที่ต้องประสบกับชะตากรรม ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนสุดหล่อ
ผู้ที่เป็นถึงหลานชายของท่านนายกฯคนปัจจุบัน อย่าง โคโจ โอโตยะ
(เล่นโดย ซาโต้ ทาเกรุ จากRookies ,รับเชิญใน Mr.Brain)
และน้องสาวสุดน่ารักของพระเอก ทากางิ ฮารุกะ (เล่นโดย คาวาชิมา อุมิกะ)
ที่ต้องมามีส่วนเกี่ยวพันกับขบวนการของกลุ่มผู้ก่อการร้าย (อีกแล้ว)
ที่แม้จะไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรง แต่ก็ไปสัมพันธ์(ได้)กับกลุ่มผู้กอ่การร้ายเดิม
ที่มีเจ๊ โอริฮาระ มายะ (คิจิเสะ มิจิโกะ) และ เจ (นาริมิยะ ฮิโรกิ)
ในฐานะผู้ล่วงรู้ข่าวสารแวดวงภายในของขบวนการผู้ก่อการร้ายด้วยอาวุธนิวเคลียร์
โดยเจ๊มายะได้มอบเมโมรีสติก ที่เก็บความลับของ "เขี้ยวจักรพรรดิ์"
ที่จะนำไปสู่ "จักรพรรดิ์ที่สาม" ให้กับโอโตยะ
(ก็เป็นการตั้งชื่อเท่ห์ๆ เหมือนกับที่ร้านอาหารตั้งชื่อลอกๆ เพื่อเรียกเเขกให้เสียค่าโง่)
ด้วยความสัมพันธ์เดิมที่เจ๊มายะกับโอโตยะ เคยเป็นครูกับลูกศิษย์กันมา
ขณะเดียวกัน โอโตยะ ก็มีความสัมพันธ์โดยตรงกับนายกฯคนปัจจุบัน
ในท่ามกลางสถานการณ์ที่ไม่อาจไว้วางไจผู้หนึ่งผู้ใดได้
ขณะที่กลุ่มขบวนการผู้ก่อการร้ายกลุ่มใหม่
ตามไล่ล่าในความลับส่วนดังกล่าวนี้ ไม่ให้ตกไปถึงมือนายกฯญี่ปุ่นได้ทันเวลา
แต่อุปสรรคไม่ได้มีแค่นั้น เพราะช่วงเวลาเดียวกัน
แฮกเกอร์เหยี่ยวฟอลคอนอย่างฟุจิมารุ ก็ต้องมาเผชิญหน้ากับ
แฮกเกอร์คู่แข่งจอมฉกาจ อย่าง ฮอร์เน็ต ที่ทำทุกวิถีทางตามประสาคนไม่ดี
โดยไม่กลัวเกรงว่าจะสร้างความเดือดร้อนให้กับใครๆ (แต่กับใส่เสื้อหลากสีอะ)
ขณะเดียวกัน ก็มีกลุ่มที่ประสานการใช้ความรุนแรง ผ่านอาวุธปืนที่เข้าถึงเยาวชนโดยตรง
ที่มีเงื่อนไขประหลาดว่า ต้องซื้อซีดีโอเปราของ Der Freschutz



Firstly ,Please buy a CD at that shop.It's neccessary in order for us
to die togerther,The Title is Der Freischutz .It's an Opera CD.

(อันดับแรก โปรดซื้อซีดีที่ร้านดังกล่าว มันมีัความจำเป็นมากสำหรับพวกเรา
ที่จะร่วมเป็นร่วมตายด้วยกัน ในอัลบั้มที่มีชื่อว่า Der Freischutz
ซึ่งเป็นซีดีแนวโอเปร่า)


ในด้านของกลุ่มความมั่นคง THIRD-I ก็มีความเคลื่อนไหว
ที่เป็นทั้งความวุ่นวายจากการคลาดเคลื่อนของสถานการณ์วงนอก
ที่ยากสุดแสนจะคาดเดา ขณะเดียวกันความโกลาหลจากไส้ศึกของวงใน
ก็สร้างสถานการณ์ที่ยุ่งยากขึ้นเช่นกัน ถ้าใครจำกันได้จากภาคก่อน
ที่ผู้อำนวยการคนใหม่ นาโอตาโระ (เล่นโดย ทากาชิมะ มาสาฮิโระ
ใครจำได้ไหมว่าเขาเล่นเป็นพ่อนางเอกใน futatsu no Spica)
อันเป็นสายตรง ที่ชอบทำตัวไม่กินเส้นกับเจ้าหน้าที่แผนกทุกฝ่าย
ภาคนี้ดูลดดีกรีลงไปเยอะ และยังคงคุมบังเหียนในอำนาจการตัดสินใจ
ไม่ไปขัดคอกับอดีตผู้รักษาการณ์ผอ.THIRD-i อย่าง คิริชิมา โกโระ
(รับบทโดย โยชิซาวะ ฮิสาชิ ที่ไปโผล่รับเชิญใน smile และJin)
อีกทั้งยังต้องอัญเชิญเจ้าหน้าที่ภาคสนามชุดเก่า
ให้มาเข้าร่วมรองรับกับสถานการณ์อันไม่ปกติ
ไม่ว่าจะเป็น ตำรวจขาโหดอิคุมะ (มาซึชิเกะ ยุกาตะ) และตำรวจนักบู๊ คาโอรุ
(อาชินะ เซอิ) ที่ปฎิบัติการดูจะไม่เป็นขั้นเป็นตอน
จากเบาไปหาหนัก (เพราะเดี๋ยวก็หนักเดี๋ยวก็เบาเอาใจยากชิบ) และที่สำคัญ
ไม่มีประชาสัมพันธ์ถึงการคืบหน้าเป็นระยะๆ ถ้าจะว่าไป
THIRD-I ควรที่จะมาดูงานหน่วยความมั่นคงในบ้านเราอย่าง ศอฉ.
เพียงแค่โฆษกฯ ก็รักกันทั้งบ้าน แม้จะมีชังในบางกลุ่มก็เหอะ
เห็นสื่อหลายฉบับ ขอสัมภาษณ์ชีวิตส่วนตัว
ถึงขั้นขอค้นกระเป๋าสตางค์ ที่คนไท่ยส่วนใหญ่ก็อยากจะดู
ผิดกับม็อบเถือ่นบางม็อบ ริทำตัวเป็นตำรวจ
ปิดถนน-ตั้งด่านตรวจเคลื่อนที่ แล้วทำตัวกรางไปขอค้นกระเป๋าชาวบ้าน
ซึ่งใครเขาจะให้แกดู (ฟะ)



เชื่อเลยว่า ใครที่พอดู bloody ภาคสองไปสักตอนสองตอน
คงรู้สึกเหมือนกันว่า ซีรีย์เรื่องนี้ได้รับอิทธิพลจัดๆของซีรีย์มะกันอย่าง
24 ในภาคสองค่อนข้างมาก ถ้ามองสายตาเชิงบวกหน่อย
ก็อาจจะเลียบเคียงได้ว่า เป็นทรัพยากรร่วมสำหรับพล็อตแนวสืบสวนสอบสวน
แต่ถ้ามองด้วยสายตาร้ายเสียหน่อย ก็อาจจะมองในแง่การโคลนนิ่งกันเห็นๆ
ไม่ว่าฉาก ความขัดแย้งในองค์กร ฉากทรมาน ฉากการหักหลัง
การตั้งโต๊ะรัฐมนตรี การเลื่อยเก้าอี้ผู้นำ การจัดรูปแบบองค์กร เป็นต้น
จนมีการเหน็บแหนมกันว่า นี้เป็น japanese 24 ที่โอนสัญชาติเป็นที่เรียบร้อย
ความขัดขืนจุดนี้ยังไม่เท่าไร มากไปกว่าการขัดตาและขัดใจ
กับการยกเอาผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีของแอปเปิ้ลกันทั้งกะปิ มาวางเกลื่อนเต็มโต๊ะ
ตั้งแต่โต๊ะกลมของคณะรัฐมนตรี จนมาถึงโต๊ะทำงานระดับความมั่นคง
อย่าง THIRD-I ไม่เว้นแม้แต่โต๊ะโกโรโกโสของฟอลคอน
ที่ปัจจุบันได้เล่าแล้วว่าทำงานเป็นเด็กในร้านสะดวกซื้ออยู่ โอ้!พระเจ้า
ค่าแรงที่เมืองยุ่นเขาคงได้ชั่วโมงละหลายตังค์ พอเอาไปผลาญกับคอมระดับไฮเอ็น
อย่าง แมคบุ๊คโปร และแมคบุ๊คแอร์ (ดีที่ไม่เอาไอโฟนกับไอแพคมาจิ้มตาท่านผู้ชมด้วย)
ทั้งที่ในภาคที่แล้วยังแบกเพียงแค่ คอมพิวเตอร์ ยี่ห้อ HP ก็เห็นว่าใช้ได้ดีไม่มีปัญหา
แต่ผ่านมาไม่กี่ปี อู้ฟู้ได้ขนาดนี้สงสัยจังเลยว่า เจ้าฟอนคอนคนนี้
อาจไปแฮกธนาคารใดธนาคารหนึ่ง จนอู้ฟู่ล่ำซำมีเงินใช้ไม่ขาดมือ
แต่ประทานโทษ พอตัดภาพไปดูคอมพิวเตอร์ผู้กอ่การร้าย
ดันสะเออะใช้เครื่องกระโหลกกะลา แทบไม่เห็นยี่ห้อครุภัณฑ์
กลายเป็นแฮกเกอร์ฝ่ายอธรรม ที่ไม่ติดแบนด์ไปสักได้
ในอีกด้าน ไอ้สิ่งร้ายๆที่เคยวิจารณ์ไว้ในภาคแรก
เมื่อนำกลับมาเปรียบเทียบกับภาคที่สองเข้าให้แล้ว
กลับทำให้ภาคเริ่มต้นของตระกูลสาย bloody monday ดูดีขึ้นอย่างผิดหูผิดตา
ทั้งความวกวนของพล็อตเรื่อง ความไม่สมเหตุสมผล
การดึงอารมณ์ร่วมกับคนดู และอื่นๆ จึงไม่แปลกอะไรที่ไปอ่านคำวิจารณ์
แม้แต่คนที่ชอบมากในภาคที่หนึ่ง ก็ยังคิดเห็นในแนวทางเดียวกันว่า
ภาคที่สอง ไม่อาจทำคะแนนความพึงพอใจได้ดีเท่ากับภาคที่แรก
แม้จะมีการอัพเกรดเทคโนโลยีและเอาซีจีเข้ามาระดมช่วยแล้วก็ตาม
ก็ไม่อาจทดแทนได้กับ เนื้อเรื่องที่ชวนเข้มข้นจนน่าติดตาม
ที่ยังคงเป็นสูตรอมตะตลอดกาลของการทำซีรีย์สักเรื่องนั่นเอง



หันไปดูเส้นระดับการไตร่ของเรตติ้งเมืองแม่ด้วยแล้ว
ยิ่งไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจเอาสักเลย
ในภาคแรก ได้รักษาระดับเรตติ้งอยู่ในระดับมาตราฐานความต่อเนื่อง
อยู่ในจุดที่น่าพอใจ ขณะเดียวกันบทจบในภาคแรกก็สร้างจุดกระเตื้องขึ้น
ในตอนที่สิบเอ็ด ตามประสาผู้ชมที่อยากจะรู้เจ้าลัทธิตัวจริงเสียงจริง
หลังจากที่ล่อหลอกให้หัวปั่นมาตลอดทุกตอน
แต่สูตรสำเร็จเช่นนี้ ไม่อาจหากินได้ตลอดกาลในภาคที่สอง
ที่นอกจากเรตติ้งที่ดีที่สุดเฉพาะตอนในภาคที่สอง
ยังไม่อาจเทียบได้กับเรตติ้งที่แย่ที่สุดในภาคที่หนึ่ง
ขณะเดียวกัน เส้นลำดับตอ่เนื่องของเรตติ้งดังกล่าว
ก็ลดลงอย่างต่อเนื่องและในบางครั้งก็รุนแรง แม้จะเข็นเพียงเก้าตอนแล้วก็ตาม
ไม่เว้นแม้แต่ตอนจบสุดท้ายของภาคที่สอง ที่เป็นจุดส่งแขกของบรรดาซีรีย์ทั้งหลาย
อันเป็นมารยาทโดยปกติ ที่ผู้ชมตั้งแต่ข้างสมควรจะรวมพลเพื่อการอำลา
ก็ยังทรงตัวอยู่ในแนวลด ที่นักปั่นหุ้นคนไหนเห็นเขาต่างก็ส่ายหัวจนรีบเทขายทิ้ง
ดังนั้นจึงไม่เห็นอนาคตของแผนการสร้างในภาคที่สาม
ว่าจะมีอนาคตที่สดใสพอ สำหรับเสนอให้ทางสถานีรับไว้ให้พิจารณา




เห็นวิจารณ์ในแง่ลบเช่นนี้ แต่ใช่ว่าจะไม่มีจุดดีเอาสักเลย
อย่างน้อยๆ สูตรสำเร็จทางด้านหน้าตาแบบอาร์เอสมาร์เก็ตติ้ง
สูตรนี้ก็ยังเป็นจุดแข็งของสายตระกูล bloody ที่ทำได้ดีเหนือกว่าเห็นๆ
อย่างน้อยๆ ก็ทำให้ผู้เขียนที่นิยมพล็อกเรือ่งเป็นอันดับต้นๆ ยอมละเลย
หรือแกล้งโง่ไปในจุดนี้ ด้วยหลงใหลในหน้าใสๆผิวขาวๆจากนักแสดงที่ไม่ค่อยคุ้นตา
จากสายสามัญทางซีรีย์ทั่วไป ประกอบกับการได้ทีมคอสตูม
ที่คัดสรรในเสื้อผ้าอาภรณ์ ได้แม็ทช์กับตัวละครในเรื่อง
รังสรรให้กลายเป็นตัวละครที่ หล่อเนียบ สวยเก๋ มีชาติตระกูล
ขณะยืนอยู่เฉยๆก็ยังเท่ห์ไม่หยอก แม้ว่าการดำเนินเรื่องจะเห่ยนักก็ตาม
(เสียดายที่จริงๆแล้ว โครงเรื่องนั่นดี จุดหักมุมนี้ใช้ได้ เทคโนโลยีนี้ไม่ต้องพูดถึง
แต่ติดปัญหาเรื่องการลำดับเรือ่งและการนำเสนอที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะ)
โดยหลักๆแล้ว ตัวละครที่จูงจมูกผู้เขียนให้ทนดูจนจบได้
ก็ต้องเป็นสองแม่นางจากภาคก่อน ก็คุณน้องของพระเอก
ฮารุกะ ที่ในส่วนของภาคนี้ที่บทเยอะขึ้นให้ดูอิ่มตา
มีให้โผล่ในทุกตอนแบบชนิดที่ไม่ห่วงน้องสาวกันเลยทีเดียว
โดยเฉพาะภาคนี้ ใส่มิติในเรื่องรักแบบใสๆเข้าไปด้วย
แม้ไอ้หนุ่มคนที่ว่าจะหน้าเห่ย แลดูขี้แย เสียจนหลายครั้งต้องทำตัวเป็นแม่มันก็ตามที
แต่อย่างน้อยๆ ภาคนี้ที่ไร้พ่อ ก็ทำให้คุณน้องต้องหยัดยืนในก้าวย่างของตัวเอง
ไม่ทำตัวเกาะแกะเป็นภาระให้กับคุณพี่ฟอนคอน ที่มีภาระอยู่หน้าคอมเกือบทั้งวัน
ภาคที่แล้วน่ารักเพียงใด ภาคนี้ยิ่งดูเด่นกว่าภาคที่แล้วเป็นไหนๆ
ส่วนหนึ่งเพราะ แม่นางอีกท่านที่ผู้เขียนปลื้ม
ถูกผู้วาดฉบับการ์ตูนใจร้าย ผสมกับผู้ดันแปลงบทมาช่วยซ้ำเติม
เลยทำให้น้อง อาซาดะ อาโออิ (ที่เล่นโดย ฟูจิอิ มิน่า) ต้องมาตาย
ก่อนกาลอันควรเสียตั้งแต่ตอนแรก เพื่อเป็นเงื่อนไขให้ฟอลคอน
ต้องหวนกลับมารับใช้ชาติในภารกิจผิดกฎหมายแต่ถูกคุณธรรม
ซึ่งก็เข้าใจต้นฉบับอยู่หรอก จะให้น้องนางเอกตายก็ใช่ที
แม้น้องเขายังเด็กไร้เดียงสาอยู่ ให้ไอ้หนุ่มโอโตยะตาย
ก็จะไม่มีใครใช้เป็นเงื่อนไขให้เข้าใกล้ถึงตัวนายกฯได้
(อีกทั้งแฟนคลับไอ้หมอนี้ก็มีไม่ใช่นอ้ย)
จะไปขุดเพื่อนจากภาคที่แล้ว ก็ลืมไปว่ามันได้ตายตั้งแต่ตอนปลายเรื่องที่แล้ว
จะให้พระเอกตายซะ แล้วให้น้องสาวแก้แค้น เออ!ก็ทำท่าว่าจะดี
แต่ก็ไม่เห็นว่าในภาคแรก น้องแกจะแตะจับคอมโชว์ความเป็นอัจฉริยะทางสายเลือดให้เห็น
อาโออิ จึงเป็นหวยที่ถูกล็อคเอาไว้เรียบร้อย ยากที่จะเปลี่ยนให้ผู้อื่นกลายเป็นศพไปได้
ที่ทำท่าว่า ผู้เขียนจะพาลให้เลิกดูเสียตั้งแต่ตอนแรก จนต้องสะกดในใจเพื่อยับยั้งว่า
"น้องพระเอกยังอยู่ น้องพระเอกยังอยู่"



Pandora Box.Catastrophe is a first when you open.The final rult of hopeless.

(กล่องแพนโดรา เมื่อคุณเปิดมันครั้งแรก มันคือ หายนะ
ผลสุดท้ายที่เหลือ ก็เป็นเพียง ความสิ้นหวัง)

แต่ประทานโทษ! เปิดแผ่นนี้มาก็ไม่ได้คาดหวัง
เพราะเคยเจ็บปวดพอสมควรจากภาคที่แล้ว
แต่ถ้าถามว่าเป็นความหายนะรึเปล่า? อืม ทำไมมาบอกกลางครึ่งเรื่องละ
กระนั้นก็ยังอยากเล่าในส่วนของดาราที่แฟนๆหมวดนี้น่าสนใจกันดีกว่า
หันมาดูฝ่ายดารานำชายกันบ้าง
ไอ้หนุ่มมิอุระ ตัวเอก-ตัวยืนและตัวเรียกแขกของเรื่อง
ภาคนี้ดูสุขุม ไม่เอะอะโวยวายเลอะเทอะแบบภาคที่แล้ว (ยกเว้นตอนเพื่อนตาย)
ดูมุ่งมั่นกับภารกิจรับใช้ชาติ อย่างไร้อารมณ์ขัน
ความจริงแล้วบทถูกวางให้โชว์ความฉลาดอย่างแยบยล แบบที่ผู้ใหญ่ในองค์กร
ยังคิดได้ไม่ทันเท่า โดยส่วนตัวคิดว่าเป็นบทที่ดูดีกว่าภาคก่อน
เสียดายองค์ประกอบโดยภาพรวมที่เหลือ ไม่เอื้อให้ bloody 2 ดูดีขึ้นแต่อย่างใด
ส่วนไอ้หนุ่มซาโต้ ผู้ที่มาพร้อมกับผมอันเรียบแปล้กว่าครั้งกอ่น
ภาคที่แล้วดูจะเป็นนักแสดงส่วนเสริม แต่กลับมาภาคนี้ต้องมารับบทตัวหลัก
เป็นตัวดำเนินเรื่องที่สำคัญ เสมือนกับเป็นแผนในการแยกกันตี
ถ้ามิอุระเป็นฝ่ายเสนาธิการปฏิบัติการ เจ้าซาโต้ก็ต้องเป็นยุทธการภาคสนาม
เลยถูกแดดเยอะหน่อย จนสีผิวคล้ำที่จริงๆแล้วไม่เกี่ยวกันหรอก
ที่สำคัญไม่ลืม คือ เป็นคนที่อยู่ใกล้ชิดกับน้องพระเอก
เสียยิ่งกว่าตัวพระเอกที่เป็นพี่เสียด้วยซ้ำ
ส่วนตัวละครที่เปลี่ยนไปมาก คือ อดีตผู้ก่อการร้าย อย่าง
เจ ที่เล่นโดย ไอ้หนุ่มฮิโรกิ
เรียกว่า กลายเป็นคนละคนกับภาคแรกก็ว่าได้
ทั้งการเปลี่ยนลุกส์ด้วยการกัดสีผมสักขาวโพลน
แถมภาคนี้ดันไปแตะโดนสารกัมภาพรังสี เลยสบายกว่าเพื่อน
ที่วันๆเข้าฉาก ไม่มากไปกว่านอน นอนและนอนบนเตียงผู้ป่วย
ที่เต็มไปด้วยเจ้าหน้าที่กระชับวงล้อม รอการอายัติตัวเพื่อดำเนินคดี
อุตสาห์ไปลากหัวมาได้จากประเทศรัสเซีย (ถ้าบิดปีกเครื่องบินไปทางซ้ายสักนิด
ก็จะมีเพื่อนผู้กอ่การร้ายจากประเทศไทยไปสิงสู่อยู่แถวนั้นพอดี)
ไม่มีทั้งน้ำหวานโซดาสีเขียว ไม่หลงเหลือความเฉลียวฉลาดจากความเป็นนักคณิตศาสตร์
แถมอยู่ๆก็ดันมารักพี่รักน้อง และยังรักสาวอย่างออกนอกหน้าให้เจ้าหน้าที่เขาจับติด
แถมยังริแอบใช้แม่นางท่านนั้นเพื่อเป็นนกต่อเค้นความลับสักอีก
เป็นเจที่ภาคนี้ มีแต่เสียกับเสีย คงพยายามทำเหมือนนักมวยปล้ำ
ที่เขียนสคริปต์ต่อถัดมา ให้มาอยู่กับฝ่ายธรรมะสักงั้น
ไม่ใช่แค่เจคนเดียวหรอก ไม่เว้นแม้แต่เจ๊มายะที่คราวนี้มาเป็นสายให้กับนายกฯโดยตรง
โอ้ย!เกิดอะไรกับ bloody ภาคนี้กันละเว้ย



ส่วนนักแสดงตัวร้าย ก็เหมือนจะเป็นการปลุกปั้น
โดยหาเวทีที่เล่นให้นักแสดงหน้าใหม่ โดยใช้ชื่อตัวละครแสนจดจำง่าย
อาทิ ladybird ,beast ,mosquito ,hataru,hornet เป็นต้น
แต่ประทานโทษ ความสามารถทางการแสดงเป็นอะไรที่ไม่น่าจดจำสักเท่าไร
ดูเป็นทีมนักแสดงที่ต้องรับบทต้วละครโดดๆ ไม่มีมิติความเป็นมนุษย์
ต่างกับภาคที่แล้ว ที่ยังพอเห็นเค้าของอุดมการณ์ความเชื่ออยู่เลาๆ
จะยกเว้นก็แต่ spider เพียงคนเดียว ที่มีโอกาสโชว์พลังได้มากกว่าตัวอื่นๆ
ส่วนดีอย่างไร บอกเล่ากันไม่ได้ และอาจเป็นของดีที่สุดที่ผู้กำกับ
ฮิราโนะ ชุนนิชิ พยายามบอกเล่าในลมหายใจสุดท้ายของเรื่อง
ที่แม้กระนั้น ก็ไม่อาจดึงดูดคนดูให้ติดหน้าจอกันเหมือนกันภาคแรกอยู่ดี
ถือว่าเป็นผู้กำกับฟอร์มตกพอสมควร ไม่เหมือนกับในสมัยที่เคยกำกับ
summer snow,golden bowl และ kurosagi




เออ พูดถึงการกอ่การร้ายแล้ว ความจริงแล้วมันก็นิยามคำหมายได้ยากเหมือนกันน้อ
เพราะถ้าให้ย้อนประวัติศาสตร์นี้ ต้องไปไกลถึงคริสต์ศตวรรษแรก
ในยุคจักรวรรดิ์โรมันกำลังรุ่งๆ แม้แต่ความหมายของ terrorism เริ่มต้นเดิมที
ก็ส่อไปทางความหมายการใช้กำลังความรุนแรงโดยผู้ครองอำนาจรัฐ
ตามยุคของ Reign of Terror ในยุคปฏิวัติของฝรั่งเศส สืบค้นใน
พจนานุกรม Oxford English Dictionary ปี 1795 ก็นิยามไว้ถึง
Government by intimidation โดยมี terrorists เป็นผู้กำหนดนโยบาย
แต่ไงความหมายของ terrorism จึงไปตกหวยให้กับกลุ่มผู้ปฏิบัติการนอกอำนาจรัฐไปได้
ยิ่งมาเห็นวิธีของกลุ่มผู้ก่อการร้ายที่ใช้ความรุนแรง เพื่อให้รัฐหันมาใช้ความรุนแรงโต้ตอบ
จนความรุนแรงที่ว่า เป็นการปฏิบัติที่ชอบธรรม แล้วผู้ก่อการร้ายก็เอา
ความรุนแรงโดยรัฐมาขยายผลความไม่เป็นธรรมต่างๆเพื่อหาแนวร่วม
แล้วนำเรื่องดังกล่าวเข้าสู่เวทีประชาคมโลก
เพื่อให้รัฐนั้นๆหมดความชอบธรรมในการบริหารประเทศ ที่ไม่เป็นไปตาม
หลักการบริหารโดยพื้นฐานแห่งรัฐ อืม!ก่อการร้ายมันเป็นงานมหภาค
ที่ไม่ใช่แค่เอาเรื่องความรุนแรงมา แล้วจะรุนแรงตอบกลับไป
มันเป็นเรื่องกลบปัญหาความอยุติธรรมเชิงโครงสร้าง
ที่เพลงชวนให้คนไทยรักกันไม่ถึงห้านาที อาจเป็นเรื่องประโลมโลกไป
ว่าแล้ว อาทิตย์หน้าว่าจะก่อการรักครั้งใหม่ ด้วยซีรีย์ในแนวปรองดองสมานฉันท์ดีกว่า



l just to do it .To protect the people important to me.
To do that.l'll fight all the terrorists out there.

(ผมจะสู้ เพื่อปกป้องคนที่ผมรัก ไม่ว่าจะเป็นผู้กอ่การร้ายหน้าไหนก็ตาม)

ความจริงซีรีย์เรื่องนี้ ยังมีจุดเล็กจุดน้อยที่โผล่พรวดเข้ามาอย่างต่อเนื่อง
ทั้งแบบปูทางไว้ก่อนแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการใช้ประโยชน์จากโครงสร้าง
ในภาคที่แล้ว กับสิ่งที่สร้างเอาไว้ในช่วงต้นของภาคที่สอง
ขณะเดียวกัน แบบชนิดที่โผล่พรวดเข้ามาเลยทันทีก็มีอยู่ไม่น้อย
ประเภทตัวร้ายฆ่าไม่ตาย สู้แบบไม่มีอะไรมารองรับในการกระทำ
ดูไปก็ขำตัวเองลงไปว่าดูให้จบตอนไปได้อย่างไร
ส่วนจุดที่คิดว่ามี bloody เม็ดเลือดนี้มีปัญหา น่าจะเกิดจาก
ปริมาณตอนต่อเรื่องที่น้อยกว่าปกติ มันสวนทางกับรายละเอียดที่มีมาก
ทั้งไม่ว่าเรื่องของ ความสัมพันธ์ของตัวละครที่พัฒนาให้ซับซ้อนขึ้น
ปูมหลังของตัวละครใหม่ๆ ช่องว่างของช่วงเวลาปฏิสัมพันธของตัวละครแต่ละตัว
จึงบีบรัดและตัดห้วน แทนที่จะค่อยๆไหลไปทีละประเด็น
ผลจากการรวบรัดและตัดความในเกือบจะทุกประเด็น ผลก็เลยทำให้ผู้ชม
ไม่น้อยหงายเก๋ง เหมือนถูกประธานสภาสั่งให้กระชับเนื้อหาในการประชุม
ขณะที่กองเชียร์ผู้อภิปรายที่กำลังจะตบมือเย้วๆ ที่เห็นผู้แทนที่ตนชอบ
จึงรู้สึกไม่สาแก่ใจในเนื้อหาว่าด้วยข้อจำกัดในการประชุมประมาณนั้น
การมาดูสถานการณ์ผู้ก่อการร้ายในบ้านเรา เลยเป็นความซับซ้อน
ในเงื่อนไขคดีที่แลดูเข้าใจยาก ที่ทุกวันนี้ไม่รู้ว่าร้ายเพราะการเมือง
หรือร้ายเพราะเข้าสู่นิยามความของการก่อการร้ายกันแน่
มาเจอะตำรวจมะเขือเทศเมืองไทยดูว่ายากแท้ แม้แต่ตำรวจอินเตอร์โปล
ก็ทำท่าว่าจะไม่เข้ามาก้าวก่าย ด้วยผลกระทบอันมีจำกัดเฉพาะแต่ในประเทศสักเนี่ย
แล้วยังจะมีหน้ามาพกอาวุธสงครามนานาชนิด มายิงระดมห้ำหั่นกันกลางใจเมือง
แบบไม่มีนิติรัฐ ไอ้ของอย่างนี้มันต้องแถวมันต้องตะวันออกกลาง อัฟริกาบางประเทศ
หรือไม่ก็บางประเทศในแถวๆนี้แล้วละ)



Bloody Monday จึงเพียงเหลือแต่ชื่อ
ที่ไม่สมควรมาสร้างภาคต่อ ตามความเห็นส่วนตัว
(แม้จะมีโค้ดคำโวหารเก๋ๆ จากนักคิด นักกวี ตลอดนักการเมืองการทหารชื่อดัง)
ซึ่งก็เป็นความเก๋ ที่ไม่อยากเอามาแปะไว้ในบล็อกกลัวจะเสียคุณค่าของรสกวี)
เพราะแม้แต่ชื่อเรื่องก็จำกัดความตนเองตามภารกิจของผู้กอ่การร้ายภาคที่แล้ว
ที่มีเจตนาจะระดมสาวกในแผนการใหญ่ ที่จะใช้อาวุธชีวภาพ bloody-x
ในช่วงเช้าของวันจันทร์ ในขณะที่ในส่วนของภาคนี้
ไปปลุกผีนิวเคลียร์ให้ตื่นฟื้นขึ้นมา อาจเป็นหายนะครั้งที่พันของโลกภาพยนตร์
แต่ในช่วงชีวิตนี้ผู้เขียนจะจำความได้ ถึงพิษสงของอิทธิฤทธิ์แห่งนิวเคลียร์
ก็เพียงโศกนาฎกรรมในฮิโรชิมากับนางาซากิ
และกากกัมมันตรังสีของการรั่วไหลในโรงงานเชอร์โนบิลเท่านั้น
ถ้าจะสร้างเป็นภาคใหม่ ก็ควรเปลี่ยนชื่อเรื่องให้เข้าใจตามเงื่อนไขที่ตรงกัน
ยกตัวอย่าง Nucleary Someday หรือ Nucleary a Day ดูจะเข้าสู่เนื้อหามากกว่า
แต่ก็ตั้งให้ขำเล่นๆ เพราะนี้คงเป็นงานสุดท้ายของดาราหลายๆคน
ที่ต่างก็เจ็บตัวจากเสียงวิจารณ์และความนิยมทั้งจากสาวกเก่า และใหม่
แต่ก็สุดจะเหลือเชื่อที่ว่า ทำให้ bloody mondayภาคแรก ดูสนุกขึ้นกว่าเก่าเป็นกองเลย


การดูซีรีย์ที่ไม่ปลื้ม บางทีก็เข้าข่ายว่าเป็นการก่อการร้ายทางจิตใจได้เหมือนกันอะน้อ ........





อวยข้อมูลจาก.......

dramawiki ,คำคิดคำคมในรัฐศาสตร์ร่วมสมัย


ครึ่งหนึ่งเคยระลึกถึง Bloody Monday ไว้ที่

Bloody Monday แฮกเกอร์ฮีโร่พันธ์ใหม่




 

Create Date : 30 พฤษภาคม 2553    
Last Update : 4 มิถุนายน 2553 0:04:12 น.  

Nobuta wa Produce ปฏิบัติการเปลี่ยนสาวเอ๋อให้เธอสวยปิ๊ง


เป็นอีกอาทิตย์ที่ผู้เขียนยังประสบกับเรื่องร้ายๆจากเหตุการณ์บ้านเมือง
ทั้งจากการประกาศ พรบ.ฉุกเฉินฯ , การห้ามออกจากเคหสถาน
การลอบวางเพลิง ,การก่อการร้าย, ความยากลำบากในการเดินทาง
และอีกนานา"การ" ที่อาจทำให้ ความศรัทธาต่อเพื่อนมนุษย์ในใจผู้เขียน
เริ่มมีอาการไขว้เขว์และเป๋ไป เนืองด้วยพฤติกรรมของคนบางกลุ่ม
ที่ส่งผลต่อภาวะโดยรวมทางความรู้สึก ที่อาจจะเอาเหตุผลบางเรื่องเป็นตัวจับ
และการรับฟังสื่อบางแขนงที่เอียงฝักเอียงฝ่าย
ที่ไม่สร้างสถานการณ์อะไรดีขึ้น มากไปกว่าความเกลียดชัง
ยิ่งการได้สนทนากับผู้ได้รับผลกระทบจากวิชาชีพเดียวกันด้วยแล้ว
เหมือนเป็นการระบายด้วยความรู้สึกคับแค้นในจิตใจที่สะสมในทุกๆ
ช่วงการประกาศของ ศอฉ. ที่แม้หน้าหล่อๆของพันเอกสรรเสริญ
ก็ช่วยลดทอนไปประมาณหนึ่ง ก่อนที่ผู้เขียนจะถลำเป็นดาร์กเวเดอร์สัญชาติไทย
จึงต้องมีปฏิบัติการบางอย่าง เพื่อชะล้างเรียกความเป็นมนุษย์ในใจ
หลังจากจดจ่อกับปฎิบัติของคืนพื้นที่มาทั้งอาทิตย์ ก็ขอต่อพรก.ส่วนตัว
ด้วยปฏิบัติการคืนความบันเทิง โดยการจับยัดใส่เครื่อง
กับซีรีย์ชุดที่เคยฉายมาแล้วทางไอทีวี ที่มีชื่อว่า
"ปฏิบัติการ โนบุตะ เปลี่ยนเธอให้สวยปิ๊ง ปิ๊ง ปิ๊ง"



"ปฏิบัติการ โนบุตะ เปลี่ยนเธอให้สวยปิ๊ง" หรือ Nobuta wa Produce
เป็นซีรีย์ที่อยู่เหนือแผนห้ามาตราการแห่งการปรองดองของรัฐบาล
แต่คิดเอาเองว่า คงเป็นหนึ่งในมาตราการเยี่ยวยาในใจตน
ตามประสาที่ต้องหาซีรีย์ญี่ป่นสักเรื่องเพื่อบอกเล่าเก้าสิบ
เดิมทีซีรีย์เรื่องนี้เป็นผลงานที่แทบจะไร้กลิ่นของค่าย NTV
ที่ฉายปลายปี ๒๐๐๕ แต่ทว่าเข้ามาฉายในไอทีวีเมืองไทย ค่อนข้างเร็ว
เมื่อกลางปี ๒๐๐๗ สิ่งหนึ่งที่พอคิดเอาเอง(อีกแล้ว) ได้ว่า
ด้วยหน้าตาและชื่อเสียงระดับแกนนำที่มีหมายจับหัวใจผู้ชมกลุ่มวัยรุ่น
ให้ได้กรี๊ดกร้าดเสมือนโดนแก็สน้ำตา อย่าง
ไอ้สองหนุ่มคาเมะกับยามะพีแล้ว ก็ยังมีสองสาวมากิกับเอริกะ
มาช่วยเรียกแขกให้อยู่ติดบ้าน โดยไม่ต้องประกาศเคอร์ฟิวส์
แถมด้วยเนื้อหาของพล็อต
ก็มีแนวโน้มสอดรับกับความเป็นสากลนิยม
แต่ทว่าพอเอาเข้าใจเนื้อหาไปกันคนละแบบกับที่ผู้เขียนคาดหวังไว้
ด้วยเจตนาเขาต้องการสื่อถึงมิตรภาพฉันท์เพื่อนและความงดงามจากจิตใจ
มากกว่ารูปร่างหน้าตาขาว-หมวย-สวย-เด้ง
แบบที่เราชาชินจากสื่อความบันเทิงจากแขนงอื่นๆ



"ปฏิบัติการ โนบุตะ เปลี่ยนเธอให้สวยปิ๊ง"

เป็นความเจตนาดีของสองหนุ่มป็อปทีน
ที่มีบุคลิกและโลกทัศน์วิสัยไปคนละขั้ว เริ่มต้นจาก ชุจิ คิริทานิ
(รับบทโดย คาซึยะ คาเมนาชิ) พ่อหนุ่มหน้าตาดีผู้มีนิสัยเก็บงำความรู้สึก
และไม่เปิดเผยตัวตนให้ใครๆได้รับรู้ สิ่งที่คนอื่นเห็นเป็นเพียงการเสแสร้ง
เพื่อให้เกิดความพึงพอใจของพวกผ่องและประคับประคองเรตติ้งส่วนตัว
ไม่ให้ตกหล่น ขณะเดียวกันก็คบหาดูใจกับเพื่อนสาวระดับดาวโรงเรียน
อย่าง มาริโกะ อุเอฮาระ (รับบทโดย เอริกะ โทดะ) ที่ลึกๆแล้ว
เขาเองก็ไม่ได้รู้สึกรู้สาอะไรมากมาย คบไปเพียงเพื่อทำให้ตน
รู้สึกดีในการได้รับเสียงชื่นชมและระคนอิจฉาจากเหล่าผู้น้อยบารมีเทียบเท่าตน

if l conduct myself well and keep myself in a good position.
(ถ้าผมได้ควบคุมตนเองอย่างดีและจัดวางตนเองในทำเลที่เหมาะสม)

l can get to the goal without being hurt
(ผมก็สามารถไปถึงเป้าหมายอย่างไร้ริ้วรอย)

But even a person as perfect as me.Has actual enemy.
(แต่ถ้าใครมันบังอาจมาทำตัวเฟอร์เฟ็คเทียบชั้นกับผม มันก็เท่ากับ
การประกาศตัวเป็นศัตรูในที่สุด)


ด้วยทรรศะหลงตัวเองอย่างสุดขั้วเช่นนี้
พระเจ้าเลยประทานความเป็นศัตรูให้เขาสมอยาก
ด้วยเพื่อนร่วมชั้นผู้เทียบเคียงบารมี ปรากฎเป็นเสือนอกถ้ำ
ที่ต้องอยู่ร่วมใต้หลังคาประจำชั้นเดียวกัน อย่าง อากิระ
(รับบทโดย โทโมฮิสะ ยามาชิตะ) เด็กหนุ่มผู้เริงร่าเกินปกติชน
เข้าข่ายอาการ Nerd ปน weird ติดลูก jerk ไม่นิด
ถอดความจากภาษาอินเตอร์มาเป็นไทย น่าจะหมายถึงไม่เต็มเตง
ที่ชอบมาข้องแวะแกะเกากับชูจิ แม้จะรู้ว่าอีกฝ่ายเขาไม่ปลื้มนัก
จะคิดเห็นทำการอะไรก็ไม่ค่อยจะแคร์สื่อ หรือถือเรตติ้งสักเท่าไร
แต่ฉากหลังเป็นลูกคนมีกะตังค์ กลับชอบไปซุกตัวทำจนกับลุงขายเต้าหู้
ถ้า ศอฉ. อยากตัดท่อน้ำเลี้ยงของปฎิบัติการโนบุตะ
ก็ต้องมีลิสต์รายชื่อของ อากิระ ในฐานะหัวโจกเป็นรายต้นๆเอาไว้ก่อน



แต่สุดท้ายกลายเป็นว่า ทั้งสองต้นร่วมหัวจมท้าย
ในปฎิบัติการโนบุตะ หรือ Nobuta Operation ด้วยทุกขเวทนา
ของเด็กใหม่หัวเน่าที่เพื่อนเขาไม่ปลื้ม อย่าง โนบูโกะ โคะทานิ
นักเรียนเข้าใหม่ ที่เสมือนมีร่างแต่เอาวิญญาณไปประทับไว้บนบ้าน
มีโลกส่วนตัวยังไม่พอ ยังชอบเอาผมปกใบหน้าแล้วเอาสายตามองพื้น
จึงไม่แปลกอะไร เพื่อนในห้องจะมองว่าเป็นเด็กป่วย
และมักถูกแก๊งค์นักเรียนหญิงเจ้าร้ายรุมกลั่นแกล้งอยู่เสมอ
เลยเป็นผลให้ชุนจิและอากิระ ต้องผันตัวเองมาเป็นสังคมสงเคราะห์เคลื่อนที่
กำหนดแผนปั้นดินให้เป็นดาว ขัดข้าวขาวให้เป็นข้าวสวย
เปลี่ยนหมูในอวยให้เป็นหมูนอกอวย เป็นหมูหน้าใส สไตล์หมูสาวโนบูตะ
ที่ผันชื่อโนบูโกะอันไพเราะ ให้เป็นโนบูตะ ที่มีจิตวิญญาณของความไม่หมูอู๊ดๆ
ท่ามกลางสภาพเงื่อนไขหลายสิ่งหลายอย่างที่ไม่อำนวย
ว่าคนอย่างโนบูโกะนี้เหรอ? จะเป็น Next popular girl คนต่อไปของโรงเรียน
ซึ่งสิ่งหนึ่งที่เป็นอุปสรรคประการแรก คือ
การเปิดใจรับต่อความเปลี่ยนแปลงของตนเอง



Why don't you act a little bit better?
(ทำไมเธอไม่ลองทำอะไรสักเล็กน้อยให้ตัวเองดีขึ้นบ้างละ)

Just by changing yourself a little bit.You could be quite different.
(ปรับเปลี่ยนลุกส์ตัวเองสักนิด อาจให้เห็นผลทันตานะเออ)

Even if l believe it and open my heart,l just feel miserable
(ถึงแม้ฉันจะเชื่อและเปิดใจยอมรับมัน มันก็จะทำให้ฉันรู้สึกแย่นะสิ)



จากนั้นที่เหลือ ก็เป็นการเผชิญต่อแผนปฎิบัติการรายตอน
ที่ประสงค์จะระดมสรรพกำลังและความคิด ในการที่จะให้โนบุกะ
เป็นที่ยอมรับของทุกคนในโรงเรียน โดยเริ่มต้นจากความเชื่อที่ว่า
จะเปลี่ยนแปลงต่อรูปลักษณ์ภายนอกเป็นประการสำคัญ
ถึงขั้นพาเข้าร้านหนังสือ ที่เจ้าของร้านตั้งกฎแปลกๆว่า
จะมีแต่คนสวนคนหล่อเท่านั้น ที่สามารถเดินเหินเข้าร้านนี้ได้อย่างสะดวก
หรือกระทั่ง ต้องยอมแต่งตัวเป็นหญิงเพื่อสร้างความเชื่อมั่น
ต่อการยอมเปลี่ยนแปลงทรงผมของตัวโนบุกะเอง
ขณะเดียวกัน ก็เอาวิกฤตที่โนบุโกะถูกแก็งค์เพื่อนสาวขาโหด
กลั่นแกล้งมาเป็นโอกาส อย่างกรณีที่เสื้อโนบุกะถูกเพนท์
เสียหมดสภาพ ไม่ต่างจากพวกเสื้อแดงฉีดสเปรย์ว่านายกไปทั่วเมือง
สองหนุ่มก็พลิกวิกฤต ด้วยออกแบบลายเสื้อนักเรียนสุดบรรเจิด
จนกลายเป็นแฟชั่นฮิตติดเทรนด์ของคนในโรงเรียน
แต่แม้ดูแล้วพล็อตจะอ่อน แต่เมื่อผู้กำกับไปเน้นในเรื่อง
การถักทอสายสัมพันธ์ทางมิตรภาพที่เป็นจุดแข็งแทน
ความอ่อนก็เลยกลายเป็นความสนุกแบบกลวงๆ ที่บิ้วอารมณ์หรรษา
ก่อนจะมาตบกับดรามาเฟรนด์รีซึ้งๆ ต่อภายหลัง
ที่บางตอนก็ซึ้งบ้าง แต่บางตอนก็เฉยๆ
โดยหารู้ไม่ว่า ด้วยความร่วมแรงร่วมใจในการปลุกผีโนบุโกะ
ให้สวยใสแบบไร้สไตล์เกาหลี ที่เป็นเหตุให้สองหนุ่มสุดขั้ว
อย่างชินจิและอากิระมาประสานเป็นขั้วเดียวกัน ต่างฝ่ายได้ค้นพบ
จุดที่ลงตัวในความเข้าใจร่วมกัน ที่คนนอกฝ่ายมิอาจสัมผัสถึงตัวตน
ลึกๆข้างใน ที่แม้เจ้าตัวจะโหยหามาเนินนาน เป็นการตอบโจทย์
นอกเหนือเงื่อนไขในโจทยข้างต้น ที่มีโนบุโกะเป็นภารกิจปฏิบัติ
ขณะเดียวกันโนบุโกะ ก็ช่วยประสานจุดห่างปฏิปักษ์ระหว่างสองหนุ่ม
ผู้มีพระคุณนี้ให้ใกล้ชิดขึ้น ถักทอจนกลายเป็นมิตรภาพร่วมกัน
สลายจุดต่าง-ประสานจุดดี ให้เกิดขึ้น
เปลี่ยนจากการแปลงโฉมที่มุ่งเฉพาะเพียงเปลือกนอก
ให้ลงลึกมาสู่มาใช้ความจริงใจและเชื่อใจ เป็นสิ่งผูกมัด
และปรับเปลี่ยนทัศนคติที่มองเพื่อนมนุษย์อย่างผิวเผิน
เป็นเพื่อนผู้ร่วมทุกข์ร่วมยาก แชร์ประสบการณ์ความเจ็บปวดทั้งหลาย
และมองกระเทาะเข้าไปในจิตใจ จนสุดท้ายโนบุโกะก็ได้รับการยอมรับ
เป็นส่วนหนึ่งของเพื่อนร่วมชั้น โดยไม่ต้องพึ่งพิงคนกลางหรือ
ผู้ชักใยในเบื้องหลัง สามารถกำหนดความเปลี่ยนแปลงของตัวเอง
อย่างเชื่อมั่น ตั้งใจและไม่รู้สึกแปลกแยกไปจากสังคม
เหมือนกับช่วงแรกอย่างที่เธอเคยเป็น และกล้าพอที่จะปล่อยให้
เพื่อนผู้มีพระคุณในการเปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์และอัตตา
กำหนดเกมชีวิตของตัวเอง ในฐานะผู้เล่นที่ไม่ใช่เป็นผู้กำหนดให้ผู้อื่นต้องเล่น
ค้นหาจากโจทย์ชีวิตของตนเอง ที่พวกเขาควรจะเลือกเล่นอย่างเหมาะสม
โดยไม่ต้องอิงในกฎเกณฑ์ของหน้าตาทางสังคมและผลความนิยม ที่มาตีกรอบ
จนละเลยต่อแรงปรารถนาลึกๆของตัวเอง ซึ่งถ้าเลยไปอีกนิด
อาจกลายเป็นรักแห่งสยามภาคญี่ปุ่นไปไม่รู้ตัว



Let go. l should be along alright .
(ไปเถอะ ฉันอยู่ตัวคนเดียวได้)

because shinji and akira.You're become one.
(เพราะว่า ชินจุและอากิระ เธอทั้งสองคนก็ไม่ต่างจากคนๆเดียวกัน)


คาดหมายในใจไว้กอ่นต้นเรื่อง
ว่าไอ้ประเภทเปลี่ยนสาวเอ๋อให้กลายมาเป็นดาวจรัสแสง
น่าจะโผล่มาไม่พ้นแนว she's all that ที่เอาสาวหุ่นเตี้ย
rachael leigh cook ถอดแว่นแล้วแต่งสวยเพียงไม่ถึงคืน
หรือ love on a diet ที่เเปลงโฉมป้าเจิ้งซิ่วเหวินที่สวยอยู่แล้ว
ให้กลายเป็นสาวอ้วน สุดท้ายไม่วายก็ต้องกลับมาผอมเพรียว
เพื่อให้พระเอกหลงรัก
เลยเป็นการยกกรอบที่ไม่พ้นมายาคติเรื่อง อคติทางรูปลักษณวิทยา
ที่เชื่อว่าคนงามเพราะแต่งและคนที่เล่นในเกณฑ์ที่สังคมขีดเส้นให้
เป็นหลักประกันให้พอนับหน้าพาไปวัดหรือเดินผ่านวินมอไซด์ น่าจะมีเสียงแซว
เพราะตราบใดที่การมองคน มีจุดเริ่มที่กรอบลักษณ์ภายนอก
เป็นเกณฑ์ตัดสินความเป็นมนุษย์ทั้งหมด
กรอบนี้น่าจะไม่แคล้วกับซีรีย์เรื่องนี้ ที่แม้เปิดตัวในตอนแรก
ก็ทำท่าว่าจะสร้าง extreaming contradiction ที่มีช่วงระยะห่าง
ในระดับที่เรียกว่า ฟ้ากับเหว หรือ นรกกับสวรรค์
กลับกลายเป็นว่า ซีรีย์เรื่องนี้กับชะล้างมายาคติดังกล่าว
แล้วลากจูงฝ่ายผู้วางแผนปฎิบัติ ให้หันมาย้อนมองตัวเอง
เกิดโพธิปัญญาญาณที่รู้แจ้งเห็นชาติในตน ที่นอกจากจะพา
สาวเจ้าอย่างโนบุโกะไปถึงฝั่ง แม้จะวางแผนสากลนิยมไปอีกทาง
ขณะเดียวกันผลปฎิบัติการ ก็ส่งผลย้อนต่อผู้ปฎิบัติ
ให้ประจักษ์แจ้งในข้อจำกัดตามกรอบที่ตัวเองได้วางเอาไว้อยู่
เป็นความสาว ใสแบบไร้ศัตรู เพราะสามารถนำศัตรูให้กลายเป็นมิตร
แบบไม่เปียกโชกด้วยน้ำแห่งการเกลียดชัง แต่เป็นพลุกระดาษจากความเกลียดชัง
ที่ถูกล้างจากน้ำจิตน้ำใจฉันท์มิตรที่หยิบยื่นให้




Once a heart is broken .
(ใจที่เคยแตกสลายมาแล้ว)

It's not gonna reover that easily
(มันยากที่จะกลับมาคืนดีดั่งเดิม)


อ.สุวินัย มองซีรีย์เรือ่งนี้ว่ามีความเป็นแอ็คติ้งฮีโร่ที่วางพล็อตแบบกึ่งแฟนตาซี
ที่ไปกำหนดตัวละครเสริม อย่าง เจ้าของร้านหนังสือที่ยึดปรัชญาเซน
หรือรองอาจารย์ใหญ่ที่คลั่งไคล้มนต์ดำ ให้มีความเป็นกึ่งคนกึ่งเทพ
เป็นการเมืองเชิงภาพลักษณ์ ที่เริ่มต้นไปในแนวทางจะไปแก้ปัญหาชีวิตชาวบ้าน
แต่พอกลางเรื่อง กลับกลายเป็นว่า คุณต้องหันมาแก้วิกฤตศรัทธาของตัวเอง
จากกรณีที่ถูกใส่ความด้วยความเข้าใจผิด โดยเหตุจากการทิ้งเพื่อนเพื่อจะเอาตัวรอด
เป็นผลให้ผู้คนที่เคยนิยมในตัวเขา ค่อยๆปลีกหนีไปทีละคน
จะเหลือก็เพียงโนบุโกะกับอากิระ ที่ยังคงให้กำลังใจ และ
คุณน้องมาริโกะที่เสมอต้นเสมอปลายในการทำข้าวกล่องให้ทุกมื้อเที่ยง
จนเป็นผลให้ตัวละครอย่างชินจิเติบโตขึ้น และเคารพความรู้สึกของตนเอง
อันเป็นเหตุให้เขาจนต้องไปเริ่มต้นในอัตลักษณ์ใหม่
ท่ามกลางบริบทแวดล้อมที่ไร้ความทรงจำเดิม
ขณะเดียวกัน ในแง่ความเป็นศาสนา
ก็ไม่เคยมีซีรีย์ไหนที่จะชี้ประเด็นนี้ได้เห็นอย่างเด่นชัด
แต่ในแง่ความเชื่อ ที่ถูกนำมาเป็นเครื่องมือเพื่อสร้างสถานการณ์
ในฐานะเครื่องพิสูจน์จิตใจในบางสิ่งบางอย่าง
เป็นความเชื่อหรือประเพณี ที่ไม่รู้ที่ฐานในแง่ความจริงได้มากน้อยแค่ไหน
เพราะเท่าที่ดูจากซีรีย์เรื่องอื่นๆ เขาก็มีใช้กับซ้ำมาซ้ำไป
แต่กับ nobuta เรื่องนี้แล้ว ไอ้ประเภท ซากมือสต๊าฟของลิง
ที่เอามาเขย่า ส่ายมาส่ายไปแล้วจะให้ผลอธิษฐานสามข้อ
หรือไอ้ประเพณี วันที่๔เดือน๑๑ แล้วให้นักเรียนหญิงสารภาพรัก
โดยมีเจ้าลูกโป่งน้ำหรือลูกโป่งพลุกระดาษ ก็ไม่รู้มีระดับจริงมากน้อยแคไหน
หรือเอามาใส่ให้ขำๆ เอาฮาๆ ชมไปก็บ่นว่าไร้สาระไป
แต่ทำไม ไอ้อุปกรณ์ประกอบเหล่านี้ กลับทำให้ซีรีย์เรื่องนี้
ฝังหัวเข้าไปมากกว่าเดิม ในฐานะเครื่องมือที่มีไม่กี่เรื่องนัก
ที่จะให้มุขประเภทนี้ แล้วประทับลึกลงไปในทรวง
ซึ่งถ้าเป็นเรื่องที่ไม่มีจริง ก็หมายความว่าซีรีย์เรื่องนี้
นายแน่มาก! ต้มเราสักเปื่อยเชียว



ความน่าสนใจของซีรีย์เรื่องนี้ มันมีดีเกินกว่าการขายหน้าตานักแสดงเป็นประกัน
แต่ยังตบท้ายปลายฤดูด้วยรางวี่รางวัล ก็ถือว่าระดับคับคั่งอยู่ไม่น้อย
กวาดรางวัล TDAA ครั้งที่ 47 แบบที่ผู้เขียนนึกว่าใส่มาผิด
ทั้งในส่วนของความเป็น ดราม่ายอดเยี่ยม ไม่เว้นแม้แต่ นักแสดงชาย คาเมะ
นักแสดงหญิง มากิ อันนี้ยังไม่รวมถึงฝ่ายเบื้องหลังที่ได้กันทั่วหน้า
ทั้งในส่วนการกำกับของ อิวาโมโตะ ฮิโตชิ ที่ตั้งแต่ปี ๒๐๐๐ ก็ย้ายฟากจาก
ฟูจิทีวี มาเป็น NTV เป็นการถาวร เคยฝากผลงานอย่าง Nurseman และ
last present มาแล้ว นอกจากนี้ก็สร้างชื่อให้มือเขียนบท อย่างคิซาระ อิซุมิ
และมือประพันธ์เพลง อย่าง อิเกะ โยชิฮิโระ ที่เคยฝากตัวโน๊ตไว้ในซีรีย์
ใน last present และ Godhand teru ที่ห้อยท้ายติดรางวัลตามโผมาด้วย
ขณะเดียวกัน ต้นฉบับของ Nobuta wo Produce
ก็เป็นเรื่องที่ไม่พูดไม่ได้ เพราะมาจากมือนักวาดการ์ตูนรางวัลโคดันฉะอวอร์ด
มาแล้ว อย่าง โนริฟูสะ มิตะ ที่เป็นคนเดียวกันกับคนที่วาดเรื่อง Dragon Zakura
ให้ยะมาพีขอเกาะบารมีของนักวาดคนนี้อีกรอบ ในคราวก่อนหน้านี้
ซึ่งบทของอากิระ ที่ยะมาพีรับเล่น
ถือเป็นบทที่หลุดจากกรอบมาตราฐานของความเป็นพระเอ๊กพระเอก
ที่ไม่จำเป็นต้องแบกความแมน ความเท่ห์ ก็ยังคงให้คนกล่าวขานได้ว่า
เขาเป็นหนึ่งในพระเอกร่วมของเรื่องนี้
ที่แม้จะทำตัวหลุดๆเพี้ยนๆ ให้เกิดการเปรียบเทียบกับพระเอกอีกฝ่าย
แต่ก็ยังดำรงไว้ซึ่งเจตนารมณ์ที่ดี
ที่อยากให้เพื่อนมนุษย์หลุดพ้นจากความทุกข์ มุ่งไปสู่การปรองดองร่วมกัน
ที่ไม่ใช่แค่การบรรเทา แต่เป็นลงลึกถึงการแก้ไขโครงสร้างหลักของบุคคล
แม้รูปแบบปฏิบัติ ยากจะให้ผลสัมฤทธิ์ไปตามเกมที่ตัวเองได้ขีดเส้นวางไว้
จนเกินการแตกคอ กับแกนนำในแผนปฏิบัติโนบุตะอยู่เป็นประจำ



ส่วนในด้านของไอ้หนุ่มคาเมะ ก็ยังคงดำรงไว้
ซึ่งความเป็นพระเอกมีมาดที่ยังขายความนิ่งเงียบสงบทุกการเคลื่อนไหว
ที่ดูจะไม่ต่างจากสิ่งที่เคยได้แสดงเอาไว้ใน Gokusen ภาคที่สอง
จนต้องใส่ลูกเฟี้ยว ลูกบ้าและแอ็คติ่งที่ดูไม่จำเป็น
เป็นชายผู้เปลี่ยวเหงา ที่สุดท้ายก็ได้เพื่อนแท้จากบุคคลที่ตั้งต้นว่า
จะไม่ขอนิยามว่าเป็นเพื่อน มากไปกว่าการปฏิบัติต่อบุคคลเหล่านี้
เป็นเพียงแค่องค์ประกอบของเกมส์ ที่มีเขากำหนดตัวเองให้เป็นผู้เล่น
โดยส่วนตัว ไม่ได้คิดว่าเป็นบทที่ดีจนน่าจะได้รับรางวัล
ที่แม้บทจะปูมให้เด่นกว่ายามะพีเห็นๆ แต่ก็ไม่ได้สร้างความตื่นตาอันใดที่ได้รับชม
ก็ยังคงขายมนเสน่ห์ส่วนตัวตามแบบฉบับคาเมะคุงต่อไปตามเคย
ส่วนหนูโฮนิคิตะ มากิ ต้องมารับบทสาวทื่อผู้ภักดีต่อการคงไว้ซึ่งตัวตนแบบตายซาก
เป็นบทที่ไม่ได้พิสูจน์ความสามารถทางการแสดงสักเท่าไร
(ในHana kimi ,kurosaki,innocent love เห็นท่วงทาได้ดีกว่านะ)
ถ้าไม่นับบทพูดและแสดง ที่ผู้เขียนบทวางแนวได้สอดคล้องสัมพันธ์กับพฤติกรรมส่วนตัว
ที่จะไปมีผลขยายกับสิ่งแวดล้อมที่ถูกปิดกั้น เนื่องด้วยการวางเงื่อนไขบีบรัดตัวเอง
อีกทั้งปฎิบัติสวยใส ในแง่ภาพลักษณ์ที่ไม่ได้มุ่งเน้นไปที่เปลือกนอกอย่างที่กล่าว
แต่จะได้พลังจากการสร้างมุมมองแบบคิดนอกกรอบ
ที่ผู้กำหนดแผบปฏิบัติ ทั้ง ชินจิและอากิระ เองก็ไม่เคยนึกถึงมากอ่น
ให้มีสติในการพิจารณา โดยปราศจากอคติส่วนตนได้ชัดขึ้น
เป็นความเข้มแข็งในความอ่อนแอของตัวละคร ภายใต้สังคมศาสตร์ที่กดทับพฤติกรรม
ให้ความรุนแรงถูกถ่ายทอดผ่านกระทำ ที่ปกปิดจากสภาพของการไม่ยอมรับความจริง
กรอบจุดนี้เลยทำให้ซีรีย์เรื่องนี้ดูเข้าท่า และเป็นจุดแข็งที่ดีในตลอดทุกตอน
ในการทำให้แต่ละตอนของ Nobuta หลุดจากซีรีย์หรรษาเบาปัญญา
ที่สมควรจะมีรางวัลติดไม่ติดมือไปบ้าง ในฐานะกลุ่มเยาวชนใฝ่ดี
ที่ควรจะได้ดีตามแบบเห็นผล ไม่ใช่ไปก่อวินาศกรรมเผาบ้านเผาเมือง
ด้วยความคึกคะนอง ไม่ต้องรับโทษแบบที่ผู้ใหญ่เผชิญ
แต่ที่ดูจะประทับใจในการแสดงเป็นที่สุด
ดูเหมือนจะเป็นน้องหนูโทดะ เอริกะ เพียงคนเดียวที่เล่นได้ธรรมชาติสมวัย
บอกไว้กอ่นว่า เอริกะสร้างความขัดเคืองในประสบการณ์ของผู้เขียน
ไว้หลายต่อหลายเรื่อง ทั้ง liar game ,Boss หรือ Hana Yori Dango 2
ไม่ใช่วาน้องเขาจะเล่นได้ไม่ดี หรือไม่ตั้งใจเล่น
เพียงทว่าบทที่น้องรับเล่น มักเป็นแนวทางที่คุณพี่รับดูอย่างต่อเนื่องไม่ค่อยจะได้
ส่วนใน Code Blue ยังเป็นการแสดงระดับกลางๆ
ที่ระดับการเล่นอาจฝากฝีมือไว้ แต่ยังไม่อาจฝากหัวอกหัวใจได้อย่างเต็มที่
แต่ในบทมาริโกะจาก nobuta อันนี้อย่าจะไม่ให้หลงรักโดยปริยาย
ต้องเรียกว่าสวยใสแบบใส่ครบสูตร ของความเป็นดาวระดับโรงเรียน
ดีพอที่จะให้เป็นตัวแทนประกวดนางนพมาศ หรือไม่ก็ดามเมเยอร์ไม้หนึ่ง
อาจเป็นความเพอร์เฟ็กซ์ที่ประกอบกันขึ้นเพื่อให้ชุนจิที่เป็นดาวป็อบสาขาฝ่ายชาย
รู้สึกว่า ไม่อาจตอบโจทย์ลึกๆในใจของตนเอง
ที่กำลังหลุดพ้นจากโลกธรรมของความเสื่อมในลาภ ยศ สรรเสริญและเกียรติ์
กับคำว่า"ใช่" ไม่ใช่เรื่องง่ายที่อธิบาย บอกได้เพียงแค่การรู้สึกได้
แล้วรู้สึกกับใครไม่รู้สึก มารู้สึกกับเจ้าชุนจิที่เก็บงำความรู้สึกระดับตู้เซฟเรียกพี่
งานนี้จึงต้องใช้สถานการณ์เป็นตัวอธิบายประกอบ รอให้หลุดจากปากโต้งๆ
เพื่อสร้างการกระชับพื้นที่ มีหวังได้รอช่วงน้ำหลากกลางปีหน้าเป็นแน่แท้

width='600' height='220' border=0>

เมือ่ซีรีย์จบ ผู้เขียนค้นพบข้อสังเกตุบางประการ
ระหว่างปฏิบัติโนบุตะกับปฎิบัติการก่อม็อบเข้าโดยบังเอิญ
เป็นความต่าง ที่มีจุดของความเหมือน
นั้นคือ เริ่มชุมนุม พวกแกนนำเป็นฝ่ายกำหนดเกมให้ม็อบเล่น
แต่เมื่อสถานการณ์ผ่านไปสักระยะ
ม็อบจะเป็นฝ่ายเดินเกม ให้แกนนำต้องเล่นไปตามเกม
จะผิดก็ตรง ในปฏิบัติการณ์ nobuta ทุกฝ่ายต่างหาจุดที่ลงตัว
นึกถึงปฎิบัติโนบุตะกับการเอาชนะการเลือกตั้ง ด้วยการซื้อใจ
ของประชาชน ไอ้คนรักมันเลือกข้างอยู่แล้ว คนเกลียดก็เกลียดกันไป
แต่ไอ้คนกลางๆ นี้แหละที่จะเทเสียง ที่จะเป็นตัวชี้วัดการจัดตั้งรัฐบาล
อันนี้ไม่ได้คิดเอง แต่เป็นการขายฝันของอ.ปริญญา เทวนฤมินกุลเขา
แต่ในสถานการณ์ของม็อบ กลับเป็นว่า แกนนำถูกจับ ส่วนม็อบบางส่วน
กลับเล่นเกมที่เผาบ้านเผาเมืองที่เป็นทางออกในทางดับแทน
ดูซีรีย์เรื่องนี้ทำให้นึกถึงเรื่องโจ๊กแต่จริง ที่ธนาคารโลก
ส่งเจ้าหน้าที่เพื่อหมายจะมาช่วยพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศพม่า
แต่กลับกลายเป็นว่า เจ้าหน้าที่ท่านนั้นกลับมาเขียนหนังสือ
ให้ทั่วโลกควรศึกษาแบบอย่างเศรษฐกิจพอเพียงแบบชนชาวพม่า
จนเป็นหนังสือที่ชื่อ small is beatiful



ซีรีย์เรื่องนี้ ถ้าไม่ได้องค์ประกอบทางแฟนตาซีนมาช่วย
มันก็สามารถเป็นดาร์กเชิงดรามาที่กึ่งหนักกึ่งเบา ที่ไปไม่สุดในทุกอารมณ์
จะเศร้าก็ไม่เศร้า จะขำสุดก็ไม่ขำ แต่จุดลึกและพึ่งพาการตีความหลายจุด
ที่ทุกวันนี้ก็ยังไม่กระจ่าง อันนี้อาจจะขัดใจผู้ชมที่ยังเสพความบันเทิงง่าย
ที่ไม่อยากตีความและปลดปล่อยล่องลอยทางอารมณ์ให้เคลิบผ่าน
แต่ถ้าอยากติดกับทางดารา ก็คงบอกได้คำเดียวว่าคุ้มค่า แต่จะคุ้มเวลารึไม่
อันนี้เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ถ้าจะหาซีรีย์เพื่อเป็นยาคุ้มให้กับชีวิตแล้ว
ดูปฏิบัติโนบุตะวันนี้ ไม่เพียงแค่เปลี่ยนสรีระทางรูปร่างหน้าตาให้ดูดีภายในสิบตอนเท่านั้น
แต่เราจะแถมหลักสูตรของขั้นพัฒนาจิตใจให้ฝ่ายคุณธรรมแบบไม่จำกัดกันเลยทีเดียว


if you don't live yourlife.you never know what's going to happen.
(ถ้าเธอคิดจะลาลับจากโลกนี้ไป เธอก็อดที่จะรู้อะไรดีๆที่จะเกิดขึ้นต่อไปนะสิ)........






 

Create Date : 23 พฤษภาคม 2553    
Last Update : 23 พฤษภาคม 2553 23:57:02 น.  

change นายกคนดี ที่หลายคนปรารถนา



"การเมืองเป็นสิ่งชั่วร้ายที่จำเป็น"
มีใครคนหนึ่งเคยบอกไว้ ซึ่งคนๆนั้น ปัจจุบันดูจะอินจัด
กับการสังกงสังกัดกลุ่มสีเสื้อทางการเมือง
จนระยะหลังๆ ผู้เขียนกับเขาต้องบอกตามประสาว่าเราเข้ากันไม่ได้
(แต่ไม่ได้หมายความว่า หนี้ที่ค้างเราจะต้องเลิกตามไปด้วย)
หลายคนจัดหมวดของการพูดคุยสัพเพเหระทางการเมือง
เป็นเรื่องต้องห้ามกลางวงเหล้า เพราะอาจทำให้รสชาติเหล้าดีๆในขวด
มีรสชาติที่หม่นลง และคนในวงที่ร้อยพ่อพันแม่
ต่างก็มีความคิดเห็นที่แตกต่างตามสภาพแวดล้อมและประสบการณ์
เรื่องอย่างนี้ ปานประหนึ่งเป็นเรื่องต้องห้าม อันมีวาระคล้ายคลึงกันกับ
ข้อต้องห้ามกลางวงเหล้า อย่าง ความเชื ่อ ศาสนา และบุพการี
ของอย่างนี้ มันพูดเล่นกันได้สักทีไหนละ


แม้แต่ห้องราชดำเนินในพันทิป ที่งดการให้บริการ
ด้วยเรตติ้งของการเข้าใช้บริการที่ดี แต่การปะทะสังสรรค์ที่เลว(ร้าย)
ขณะที่เหตุการณ์ทางการเมือง ในเรื่องของการสลายม็อบยังคงดำเนินอยู่
อย่างต่อเนื่อง รุนแรง และบานปลาย ขยายวงกว้างควบคู่กับการขยายวันหยุดยาว
ทำให้การเมืองอันเป็นเรื่องของรัฐสภา กลายเป็นสิ่งที่ประชาชนตาดำๆอย่างเรา
อยู่ได้ใกล้ เอื้อมก็ถึงและเผลอไปสัมผัสก็มีสิทธิ์ที่จะเจ็บตัวได้ง่าย
รวมถึงบางทีก็อาจจะตายโดยไม่รู้ตัว
ผู้เขียนยังเคยจดจำคำพูด ของอ.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ในงานสัมมนาแห่งหนึ่ง
ที่รู้จักชื่อเสียงของท่านดี ดีเสียยิ่งกว่าการมารับรู้อีกทีว่าเป็นลุงของน้องพลับเขา
ที่เคยบอกว่า "การเมือง เป็นเรื่องของการทำสิ่งที่ไม่น่าเป็นไปได้ให้เป็นไปได้"
ได้ยินที่แรก ออกฤทธิ์งงๆ ว่าจะชูจักกะเร้ถาม
จนกระทั่งมาเข้าใจพอสมพอควร จากการดูซ้ำในซีรีย์ญีปุ่นที่ชื่อว่า change
ที่มีเรียกชื่นชมหนาหู และเป็นจุดดึงดูดผู้คน ให้หันมาสนใจซีรีย์ญีปุ่นอยู่พอสมพอควร



change เป็นซีรีย์การเมืองสายคอเมดี้
ที่เป็นแนวถนัดนักแล ผ่านการอำนวยการสร้างของค่ายฟูจิทีวีเขา
เป็นภารกิจระดับชาติ ที่ดันมากลายเป็นภาระหนักระดับบุคคล
ของครูประถมผมหยิกหยอยในเขตนากาโนะ
ที่ชื่อ อาซากุระ เคตะ (เล่นโดย ทาคุยะ)
ที่ตกดึก ก็นั่งไล่นับดาวอันเป็นความสุขเล็กๆ ของส่วนตัว
แต่ดันไปมีพ่อ ที่เป็นนักการเมืองมีชื่อในเขตท้องที่ฟุกุโอกะ
ในกลุ่มก๊วนสังกัดของทางพรรคญีปุ่นก้าวหน้า
ที่เสียชีวิตจากการโดยสารเครืองบินเพื่อไปดูงานยังประเทศเวียดนาม
เป็นความสูญเสียที่ทางพรรคนั่น ไร้ทางเลือกและต้องรักษาเก้าอี้อย่างหมดหน้าตัก
จะส่งพี่ชายก็ดันมาตายพร้อมกับบิดาในการโดยสารเที่ยวบินเดียวกัน
เกือบทำท่าว่า จะส่งแม่ของเคตะเข้าประชัน นั้นเลยเป็นสาเหตุให้เคตะ
จำต้องยอมรับการเข้าเป็นสมาชิกพรรค เพื่อทำการลงแข่งขันในนามของพรรค
(อ.สุวินัย เคยเล่าว่าสายตระกูลทางการเมือง เป็นพันธกิจเพื่อส่วนรวม
ที่สังคมทางโน้น เขาให้การยอมรับนับถือและง่ายต่อการเข้าถึงในแง่การประชาสัมพันธ์)
ที่เขาเองก็ไม่ได้ปลื้ม เนื่องจากรับรู้เล่ห์กลอุบายของพ่อที่ไปพัวพันกับเรื่องใต้โต๊ะ
ส่วนทางพรรคเองก็ใจปล้ำ โดยทางเลขานุการพรรคโคบายาชิ โชอิชิ
(เล่นโดย เทราโอะ อากิระ) อุตสาห์ลงทุนส่งเลขานุการสาวส่วนตัว มิยามะ ริกะ
(เล่นโดย ฟุกาซึ เอริ) มาเกลี่ยกล่อมถึงหัวบันไดโรงเรียน
เพื่อให้คุณครูเคตะ ยอมรับความเป็นภารกิจทางสายเลือด
ที่จะมีผลถึงคะแนนนิยมในการเลือกตั้งท้องถิ่นที่กำลังจะมาถึง
ขณะเดียวกัน ก็จะเป็นย่างก้าวที่สำคัญสำหรับตัวริกะ
ในการที่จะได้รับการสนับสนุนจากทางพรรค เพื่อเป็นการปูทางในอนาคตสำหรับตัวเอง
ที่จะได้โลดแล่นในเวทีการเมือง อันเป็นความฝันอันสูงสุดสำหรับเธอ




ความที่เขาไม่เคยมีความใฝ่ฝันทางการเมืองเยี่ยงเดียวกันกับเธอ
การลงสมัครเลือกตั้งซ่อม จึงต้องได้นักการวางแผนยุทธศาสตร์มืออาชีพ
นิราซาวา คาซึโตชิ (เล่นโดย อาเบะ ฮิโรชิ) เป็นการว่าจ้าง
เพื่อรักษาเสถียรภาพในคะแนนเสียงของพรรคที่มีอยู่เดิม
ขณะที่นายกคนปัจจุบัน ก็ถูกกดดันจากทางพรรคร่วมให้ต้องชิงประกาศลาออก
เพื่อรักษาภาพพจน์โดยรวม ของความเป็นรัฐบาลพรรคร่วมในชุดปัจจุบัน
ที่มีคะแนนตกต่ำในสายตาของประชาชนและสื่อมวลชนลงไปทุกที
เลขานุการพรรคโคบายาชิ จึงมีแผนที่จะใช้ตัวเลือกอย่าง อาซากุระ เคตะ
ที่เพิ่งชนะการเลือกตั้งซ่อมอย่างฉิ่วเฉียว ให้ดำรงตำแหน่งนายกหุ่นเชิด
ด้วยความที่เป็นคนหนุ่ม หน่วยก้านดี มือสะอาดและไม่เท่าทันเล่ห์กลทางการเมือง
จึงได้ปรึกษากับหัวหน้าพรรคร่วมท่านอื่นๆ ในท่ามกลางสูญญากาศทางการเมือง
ที่รอการเลือกตั้งใหม่ มารวมคะแนนโหวตจากสมาชิกพรรคร่วม
จากการประชุมสภา เพื่อกำหนดวาระการคัดเลือกนายกฯฝ่ายบริหารคนใหม่
จึงเป็นการชูภาพคนหนุ่ม และลดแรงเสียดทานที่ตกวูบจากข่าวฉาวของนายกคนก่อน
เพื่อเปลี่ยนภาพลักษณ์ของพรรคร่วมและเรียกคะแนนเสียงจากกลุ่มคนหนุ่มสาวรุ่นใหม่
ที่เบื่อหน่ายกับการเลือกตั้งในทุกๆสมัย อันจะส่งผลดีให้กับทางพรรค
แล้วค่อยเขี่ยนายกฯรักษาการณ์ อย่างเคตะทิ้ง เมื่อถึงช่วงของการเลือกตั้งใหญ่
แต่กลับกลายเป็นว่า นายกฯเคตะได้กุมหัวใจของประชาชนชาวญีปุ่น
ด้วยการบริหารประเทศที่ข้ามผ่านผลประโยชน์ของพรรคมากไปกว่าผลประโยชน์
ของประชาชน เท่ากับเป็นการหักหน้าพรรคร่วมโดยเฉพาะเลขานุการโคบายาชิ
ผู้ที่ได้วางแผนชูเคตะเป็นนายกหุ่นเชิด จึงมีปฎิบัติการเอาคืน
โดยการสอยนายกเคตะผ่านสภา ด้วยการล็อปบี้กลุ่มสส.ไม่ให้ลงคะแนนเสียง
รับร่างแผนนโยบายสาธารณสุข ที่นายกฯเคตะพยายามปั้นมากับมือ
ถึงขั้นต้องไปก้มหัวขอคะแนนเสียงจากกลุ่มฝ่ายค้าน
ก่อนที่ในท้ายที่สุด นายกฯต้องใช้เครื่องมือที่เป็นอาญาสิทธิ์เฉพาะตำแหน่งนายก
ด้วยการประกาศยุบสภา โดยให้มีการเลือกตั้งทั่วไปใหม่
อันเป็นการมอบอำนาจคืนกลับให้แก่ประชาชน
ก็อย่างที่ซีรีย์เขาบอก

Election is a fight under legitimacy
(การเลือกตั้งเป็นการต่อสู้ที่ถูกต้องตามกฎหมาย)



เป็นซีรีย์ที่หวนกลับมาดูซ้ำอีกครั้ง
หาได้ด้วยความดีจากฝีมือการสร้างแต่เพียงประการเดียว
หากเพราะด้วยสถานการณ์บ้านเมืองของผู้เขียนมันพาไป
จึงมีเหตุให้ ผู้เขียนโหยหาผู้นำแบบอุดมคติอย่างนายกฯเคตะ
ที่แม้จะดีสักเพียงใด แต่ด้วยโครงสร้างของกลุ่มผลประโยชน์รวมกัน
โดยอาศัยอำนาจผ่านการเลือกตั้งด้วยคะแนนเสียงส่วนใหญ่
ระดับที่สามารถเปลี่ยนมนุษย์ปถุชนผู้ถูกเลือก ให้มีฉายาปานเสือ สิงห์ กระทิงแรด
ที่แม้นายกฯรูปหล่ออย่างเคตะ มาเจอะสถานการณ์ที่อ้างความเป็นผู้ก่อการร้าย
ในเมืองไทยเข้า แบบที่นายกมาร์คที่หล่อไม่แพ้กันกำลังเผชิญ
ก็พอเชื่อได้เลยว่า นายกฯเคตะก็เหอะ มีสิทธิ์ที่จะเดินไม่ออกไปไม่เป็น
เพราะความจริงใจในการแก้ปัญหาเพียงประการเดียว
ไม่อาจจะเป็นตัวแปร ในการแก้ปัญหาบ้านเมืองแบบไทยๆ
ที่จำต้องเกี่ยะเซียะกลุ่มนั้น จัดสรรโควต้ารมต.ด้วยสูตรคณิตศาสตร์รายหัวสส.
อีกทั้งการต่อรองเก้าอี้ระหว่างมุ้ง และสร้างภาวะถ่วงดุลทางอำนาจระหว่างก๊ก
ไหนจะต้องมุดเข้าบ้านที่มีเสาเยอะๆ เพื่อปรับโผโยกย้ายประจำปี
ต้องมาวิเคราะห์ข้อมูลจากพวกกลุ่มชะเลียแข้งชะเลียขา
มั่นอัพ facebook hi5 และ twitter ส่วนตัว เพื่อรักษาฐานแฟนคลับ
จัดสรรเงินงบประมาณประจำปี ที่เกินดุลก็เจ็บตัว ขาดดุลก็เสียหน้า
ดูอย่างนายกฯเคตะสิ ทำงานหนักจนเป็นลมล้มพับ
แต่พอมาเป็นนายกฯไทย กลับเสริมปฎิกิริยาเร่งให้หน้าเหี่ยวย่นและผมหงอกเร็ว
โอ๊ย!นายกไทยทำไมมันยุ่งยากช่างนี้น้อ



ถึงกระนั้น ต้องซูฮกต่อผู้เขียนบทอย่าง ฟูกูดะ ยาสุชิ
ว่าไอ้หมอนี้ ถ้าไม่เคยเป็นอาจารย์ทางรัฐศาสตร์หรือเลขาฯตามก้นนายกฯต๊อยๆ
ก็ต้องถือว่า เป็นบุคคลที่สามารถเอาทรัพยากรในโครงสร้างทางการเมือง
และกฎหมายรัฐธรรมนูญว่าด้วยหมวดทางรัฐสภาและระบบการเลือกตั้ง
มาปะติดปะต่อเชื่อมโยง ลดทอนในความซับซ้อนที่อาจหนักกระบาลว่าด้วย
ข้อบัญญัติของการเป็นสส.ในสมัยแรก อีกทั้งยัดใส่ความเป็นคอเมดี้
ที่ไม่น่าเชื่อว่าจะมีได้ สำหรับซีรีย์สูตรทีว่าด้วยเรื่องของการเมือง
ที่ใครพอได้ยินชื่อ ก็อาจมีสภาพพยาธิที่เหม็นเบื่อคลุกฟุ้งไปด้วย
ศึกการแย่งชิงอำนาจและเอาผลประโยชน์เข้าเฉพาะตน
ไปขุดไปคุ้ย ถึงพอรู้ว่าผู้เขียนบทคนนี้เป็นยอดฝีมือ
ที่เคยสร้างงานประทับใจบ้างและไม่บ้างสำหรับผู้เขียนเอง อย่าง
Hero และ Kyumei Byoto 24 Ji ทั้งสามภาค
และเคยดัดเเปลงบท อย่างกาลิเลโอทั้งซีรีย์และหนังใหญ่
ให้ผู้เขียนได้เคยคุยฟุ้งโขมงโฉงแฉง



ส่วนผู้กำกับโดยเฉพาะ ซาวาดะ เคนซากุ ที่กำกับร่วมเรื่องนี้
ความจริงเจ้าหมอนี้ติดตามฝีมือมาตั้งแต่ ซีรีย์เรื่อง Beach Boys
Pride ,Hero,Galileo การได้มากำกับในซีรีย์เรื่อง change
เท่ากับเป็นหลักประกันได้ประการหนึ่ง
ว่าอย่างน้อยๆ คงทำได้สนุกและประทับใจไม่แพ้กับเรื่องก่อนๆ
ที่เคยได้โชว์ฝีมือกันมาแล้ว พอๆกับที่เบาใจกับฝีมือ
ของผู้กำกับร่วมอีกท่านอย่าง ฮิโรโนะ ชิน ที่เคยฝากฝีมือร่วม
เป็นร่วมตายกับป๋ายะ ทั้งใน Engine ,Hero และล่าสุด Tsuki no Koibito
และด้วยทรัพยากรในเรื่องราวที่อุดมจนล้นเปี่ยม
ก็เป็นเหตุให้บางช่วงบางตอน มีความยาวมากกว่าค่าเฉลี่ยต่อตอน
เมื่อเทียบกับซีรีย์เรื่องทั่วๆไป แต่อย่างว่าพอเป็นซีรีย์ที่รู้สึกสนุกตาม
ความยาวของเรื่อง ก็กลายเป็นเรื่องที่ผกผันจนดูสั้นลง
อย่างที่คนดูอย่างผู้เขียนไม่ได้รู้สึก ผิดกับบางเรื่องที่แสนน่าเบื่อ
ที่แม้จะถูกหั่นจนสั้น ก็ยังรู้สึกยาวนานแบบแฝงความทรมานตามไปด้วย




ตัวละครโดยรวม ก็แสดงไปตามบทบาทที่ได้รับมอบหมาย
ตามลักษณะบุคลิกภาพ ตัวตนและขอบเขตความรับผิดชอบ
ที่นอกจากในฐานะตัวละครที่ต้องสวมวิญญาณทางตำแหน่งหน้าที่ระดับชาติแล้ว
การใส่ความชัดเจนในพฤติกรรมของตัวละครนั้น ก็เป็นเสน่ห์ที่ดึงดูด
ให้ผู้เขียนรู้สึกอยากติดตามและภาวนาให้เกิดการรวมกลุ่มรวมก๊วน
ที่เข้าสูตรสมาชิกทีไร เป็นต้องสร้างความอลหม่านชุลมุนครื้นเครง
เพราะซีรีย์เรื่องนี้เขาใช้ตัวละครคุ้มค่า เพราะตอนแรกนึกว่า
หลังจากที่นายเคตะชนะการเลือกตั้งซ่อมเสร็จแล้ว
เราจะไม่ได้เจอตัวละครอย่าง ลุงอาเบะในบทนักวางแผนคาซึโตชิ
หรือเด็กสาวคิดไม่ซื่อกับว่าที่นายก อย่าง ฮิคารุ ทีมงานฝ่ายรณรงค์หาเสียง
สุดท้ายเขาก็ลากให้ไปช่วยลดทอน อาการหนักๆจากความเหลี่ยมเล่ห์
ของพวกนักการเมืองระดับชาติ เพราะขืนแบกลากแบกถูโดยนายกเคตะท่านเดียว
แม้พี่ท่านจะเอาตัวรอดมาได้ แต่คนดูอย่างพวกผมจะตายเสียก่อน
เพราะต้องมาเจอปรมาจารย์เหล่านักแสดงที่อายุมีเลขหกเลขเจ็ดนำหน้า
ที่ต่อให้ปีกกล้า ก็ยังต้องเก็บอาการขาสั่น
ยกตัวอย่างแค่ ลุงอากิระที่แสดงเป็นเลขาฯจอมวางแผนโคบายาชิ
ลุงอัตซึโอะ หัวหน้าพรรคร่วมผู้กลับใจ
เพราะคนกลุ่มนี้ เขาไม่ต้องสำแดงอะไรกันมาก
ขอเพียงแค่เกร็งมาด ลับ-ลวง-พรางทางสายตาและคำพูด
และแบกสังขารให้ยืนระยะไปถึงสิบตอน เพราะความอาวุโสโดยส่วนตัว
ก็สร้างความยำเกรงให้กับผู้น้อยอย่างผู้เขียน ไม่กล้าเหน็บแหนมโดยปริยาย
เดี๋ยวเหามันจะกินหัว เสียดายก็ตรงน้าเอริ ที่บทดูจะไม่ต่างจากที่เคยเล่น
เป็นเจ๊ช่างพูดที่หาสถานีจอดป้ายหน้าไม่เจอ อย่างใน Slow Dance
ส่วนการแสดงของป๋ายะ ที่ถึงจะได้รางวัลนักแสดงนำชาย TDAA ครั้งที่ ๕๗
จากครูประถมต๊อกต๋อย ที่ไร้พิษสงในสภามาเป็นผู้คุมเกมทางการเมือง
ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอันใด เพราะบทมันมีช่วงเวลาให้เค้นอารมณ์กันสักมากมาย
ทั้งการประกาศหาเสียง หรือฉากลากยาวเป็นช็อตเดียวในการประกาศยุบสภา
คนญี่ปุ่นมาเจอฉากนี้เข้าก็ คงสุโค้ยย์เน่โอ้โห้เฮะ เรียกเรตติ้งมาได้ตั้งเยอะ
ว่าเขาคนนั้นทำได้อย่างไร ที่เล่นช็อตเดียวแบบไม่มีโฆษณาคั่น
แต่เมื่อปรากฎการณ์นี้มาเกิดขึ้นในเมืองไทย ก็ไม่น่าแปลกใจอะไร
เพราะในทุกเช้าของวันอาทิตย์ เราก็เห็นนายกฯไทยหน้าหลายทรง
พาเหรดกันขึ้นกล้องท่องสคริปต์จากอำนวยบทการผลิตจากสำนักนายกฯ
มานั่งสาธยายร่ายฝีมือทั้งหมดทั้งปวงภายในหนึ่งสัปดาห์
มันมีมาตั้งแต่นายกหน้าเหลี่ยม นายกพ่อครัว นายกหน้าเจื่อย
ยันมาจนนายกหน้าหล่อ ที่จ้อมาเป็นชั่วโมงแบบที่หลับมาหนึ่งตื่น
ก็ยังจ้อไม่เลิก จนต้องหันมาเปลี่ยนเป็นการ์ตูนจากสถานีต่างช่องแทน



ความชอบโดยส่วนตัว ทีมีให้ต่อซีรีย์เรื่องนี้
เพราะโดยปกติแล้ว ผู้เขียนมักจะไปเจอบรรดาเล่ห์เหลี่ยม ชิงไวชิงพริบ
จากหนังตะวันตกที่หนักไปทางแนวขึ้นโรงขึ้นศาล
หรือไม่ก็ความชั่วร้ายหลังฉากจากม่านทางการเมือง
ที่มีระบอบที่ประธานาธิบดีเขาเป็นผู้นำ เวลามาเจอสายสกุลเอเชียตะวันออก
อย่างประเทศญี่ปุ่น ที่ใช้ระบบการปกครองผ่านการเลือกตั้งแบบผสม
(Mixed Electoral System) ผู้เขียนว่าอย่างน้อยๆ ซีรีย์เรื่องนี้
ในการรับรู้ด้วยสายตาแบบคนไทย น่าจะซึมซาบได้ง่ายกว่าชาติไหนๆ
เพราะอย่างไรเสียก็เป็นระบบการเลือกตั้งที่พี่ไทยเราก็ร่วมหัวจมท้าย
ใช้มาในแบบใกล้เคียงกัน ที่มีการจัดสรรผู้สมัครในระบบเขตเลือกตั้ง
และระบบสัดส่วนจากบัญชีรายชื่อของพรรค แบ่งแยกคะแนนสองส่วน
อย่างอิสระเพื่อสะท้อนสัดส่วนของคะแนนที่แท้จริง
แต่จะต่างไปนิด ตรงที่ญีปุ่นเห็นเขาเรียกว่า "ทีมผู้สมัครหาเสียง"
แต่ไงมาเป็นแบบไทยๆ มันกลับกลายเป็น "หัวคะแนน"
แล้วประเภทอามิสสินจ้าง สัญญาว่าจะให้ และซื้อสงซื้อเสียง
ไม่ยักกะเห็นมันเล็ดลอดออกมาสักตอนหนึ่งเลย
ถึงกระนั้น กระบวนการทั้งหมดในความเป็นคู่ขัดแย้งทางการเมือง
เขาก็แก้กันในทางรัฐสภา จะซาวด์เสียง แก้ญัตติ โนโหวต
หรือวอล์กเอาท์ เล่นล็อบบี้กันอย่างไรก็สุดแท้แต่
ก็เป็นกระบวนการที่ทุกคนยอมรับและเป็นไปตามครรลอง
ของระเบียบวาระในที่ประชุม ไม่เห็นมีการตั้งม็อบ
ล้อมพื้นที่สาธารณะ แล้วมาขึงป้ายผ้ามาเป็นอารยะขัดขืน
ให้ขัดอกขัดใจประชาชนคนใช้ถนน ที่แม้สังเกตจากในซีรีย์
จะเห็นอาการเบื่อๆของคนประชาชีตาตี๋ดำๆ
แต่นั้นก็ล้วนแล้วแต่เกิดจากพฤติกรรมภาพรวมของนักการเมือง
ไม่เห็นเขาโทษระบบวิธีทางการปกครองที่ไม่เป็นประชาธิปไตยเอาเสียเลย





การเอามาโม้ซ้ำอีกครั้ง ในวาระหน้าสิ่วหน้าขวานของสยามประเทศ
ถือเป็นการชม ที่ต้องถอนหายใจยาวๆไปหลายช่วง
เพราะถึงแม้ในแง่อุดมการณ์ต่างความคิดและผลประโยชน์ระหว่างกลุ่ม
ที่ทำให้ นักการเมืองผู้ทรงเกียรติ์ในสภา
เมื่อได้สัมผัสกับอำนาจ ยศ ชื่อเสียงและเงินตรา
ก็ยิ่งสร้างระยะของการถอยห่างจากเจตนาแต่เริ่ม อันเป็นย่างก้าวแรกๆ
ตามความมุ่งประสงค์ของบุคคลที่เข้าทำงานทางการเมือง เวลาเห็นป๋ายะ
ในแง่ตัวบุคคลไปคัดง้างกับโครงสร้างกลุ่มผลประโยชน์ร่วมในสภา
แล้วสามารถโน้มน้าวตัวบุคคลหลัก ที่กุมกลุ่มอำนาจส่วนหนึ่งในสภาได้
ไอ้คนดูอย่างเราก็ดันยินดีปรีดี แต่พอถอดแผ่นแล้วเปลี่ยนช่องเท่านั้นแหละ
ถึงได้รับรู้ความเป็นมายาคติอีกด้าน ว่าประชาธิปไตยไทยมันต้องใช้เวลาอยู่พอสมควร
โดยเฉพาะผลประโยชน์ของชาติ ที่สะกดง่ายแต่ปฏิบัติยากชะมัดในสายตาเราๆ
เอ๊!นี้เรากำลังโม้ซีรีย์อยู่นะเนี่ย ไงเตลิดไปไกลนักแล
แต่อย่างไรเสีย นี้ไม่ใช่บทความที่เป็นปรปักษ์กับนักการเมือง
เพียงแต่ว่า เมื่อได้เห็นปณิธานอันแรงกล้าของนายกฯเคตะ
ที่ปฏิบัติหน้าที่ตามอุดมคติของผู้เลือกตั้ง ที่ปรารถนาจากบุคคลประเภทนี้
เข้ามาบริหารประเทศ จึงอยากชวนนายเคตะลองมาเปลี่ยนสัญชาติ
ฝึกปรือภาษาไทยเสียให้คล่อง สอนให้ท่องจำรัฐธรรมนูญปี ๕๐
ซึ่งถ้ากระบวนการทั้งหมดทั้งปวงยุ่งยากเช่นนี้แล้ว
สู้ให้คนไทยสักคน ปฏิบัติเียี่ยงนายเคตะ
แล้วเปิดโอกาสให้ได้ก้าวเท้าเข้าสู่เวทีการเมืองไทย ยังดูง่ายกว่าซะอีก



ความจริงสำหรับเรื่องนี้ ก็ได้แอบจดแอบแล็คเชอร์
เป็นการส่วนตัว ด้วยศัพท์แสงคำคมมันช่างพรั่งพรูเสียตั้งมากมาย
แต่ขอเอาประเภทที่คัดแบบโดนๆ ที่เหมือนว่าจะตบหน้าสำนึกทางประชาธิปไตย
แต่ทว่า เมื่อแอบไปพลิกหนังสือวิชาสปช.ของหลานๆ
มันก็ปรากฎจริงดั่งที่เป็นอยู่ ไม่ต่างกันประเทศซีรีย์เมืองยุ่นเขา
ไม่ใครก็ใครนี้แหละ ที่เป็นฝ่ายลอกเขามาอีกที
แต่ความเปลี่ยนแปลงของบ้านโน้น ของเขาถึงขั้นสลับขั้ว
ที่ฝ่ายแค้นตลอดพรรษา ได้กลับมาจัดตั้งเป็นรัฐบาลผสม
แต่บ้านเรา จากเดิมที่เคยเป็นฝ่ายค้าน แต่ก็ถูกครหา
ว่าจัดตั้งรัฐบาลที่ค่ายทหาร
เออ..บ้านนี้เมืองนี้ก็มีอะไรให้พอได้เทียบกับเขาได้เหมือนกันนะเออ




the principle of the sovereignty of people.
(หลักการพื้นฐานของอำนาจอธิปไตยจากปวงชน)

truth is,you might think that it's difficult.
(ความจริงก็คือ คุณอาจจะคิดว่ามันเป็นเรื่องที่เข้าใจยาก)

but it's on this grade school social studies book
(แต่จริงแล้วๆ มันถูกสอนอยู่ในหนังสือวิชาสังคมระดับประถม)

They often say Politics will change with your vote
(พวกเขากล่าวอยู่บ่อยครั้งว่า
"การเมืองจะเปลี่ยนแปลงได้ ขึ้นอยู่กับคะแนนเสียงของคุณ")

But l've never felt that politics has changed because of my vote
(แต่ผมก็ไม่เคยรู้สึกได้เลยว่า การเมืองจะเปลี่ยนแปลงได้
ด้วยการหย่อนบัตรลงคะแนนของผม(คิดเหมือนกันเลย ป๋าเอ้ย)) ........




อวยข้อมูลจาก

-dramawiki




 

Create Date : 17 พฤษภาคม 2553    
Last Update : 17 พฤษภาคม 2553 20:41:33 น.  

Jin หมอทะลุศตวรรษ


คาดเดาแบบไม่ต้องเข้าสมาธิทางใน ก็ฟันธงได้เลยว่า
จุดตกต่ำแบบสุดๆของพลพรรคเสื้อแดง คือ การที่อดีตสส ไทยรักไทย
อย่าง เฮีย พายัพ ปั้นเกตุได้พาย่อยยับสมชื่อ เมื่อนำกองกำลังฝ่ายเสื้อแดงเข้าไป
ตรวจค้นในเชิงคุกคามบุคลากรทางการแพทย์ และสร้างความหวาดกลัวแก่ผู้ป่วย
ที่รับการรักษาด้วยอาการหลอนขึ้นสมอง ว่าจะมีแหล่งกบดานของกลุ่มทหาร
ซึ่งอย่างที่หลายๆปากได้วิจารณ์ถึงความเหมาะสม แม้แต่ในสงคราม
ที่จรยุทธ์ทั้งสองฝ่ายอันเป็นคู่ความขัดแย้ง ยังต้องหลีกเลี่ยงกับการเผชิญ
ที่จะมีผลกระทบต่อหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ แต่ในอีกด้าน
ก็ได้เห็นถึงความกล้าหาญทางจริยธรรมของเจ้าที่หน้าที่การเเพทย์ ที่จะลุกขึ้นมา
แสดงความไม่เห็นด้วยและกำหนดข้อเรียกร้อง อันจะส่งผลต่อการปฏิบัติหน้าที่
จนมีสุ่มเสียงของการแสดงความเสียใจและขออภัยของกลุ่มแกนนำเสื้อแดง
ที่ผู้เขียนสลับสวมใส่เสื้อหลากสีแบบหลายวัน เพื่อแสดงความเป็นพลังเงียบ
รวมกับผู้ชุมนุมที่อยากเห็นบ้านเมืองกลับมาสงบอีกครั้ง
หาได้ใส่เพื่อแแสวงหาความมงคลเข้าตัว ก็ยังไม่เคยได้ยินเสียงสำนึกผิด
จากเหล่ากลุ่มแกนนำเสื้อแดง ในการริไตร่ตรองถึงการกระทำของตนเอง





เป็นการกระทบชิงกลุ่มก่อความไม่สงบตามสันติวิธี
และเชิดชูความกล้าหาญทางจริยแพทย์ ซึ่งจริยแพทย์ในจุดนี้ทำให้นึกถึง
ซีรีย์ญี่ปุ่นอีกหนึ่งเรื่อง ที่ใช้ความฉลาดในการโยงมิติทางประวัติศาสตร์เข้ากับศาสตร์วิธี
ทางการแพทย์ เพื่อค้นหาจุดมุ่งหมายตั้งต้นในภารกิจของหมอที่มีมิติ
มากกว่าความสำนึกในหน้าที่ระหว่างแพทย์กับคนไข้ แต่มันเตลิดไปไกล
ถึงขั้นการดำรงไว้ซึ่งการพัฒนาศาสตร์ในวงการแพทย์ที่มีต่อคุณูปาการต่อมนุษยชาติ
กันเลยทีเดียว ซึ่งถือว่าเป็นหลักการใหญ่ทั้งๆที่ต้นฉบับของพล็อกเรื่อง
ดันมาจากฉบับหนังสือการ์ตูนไก่กาอาราเล่นี้เอง







ผู้เขียนกำลังพูดถึงซีรีย์เรื่อง Jin ของค่าย TBS ที่เป็นขาใหญ่ในการประกาศรางวัล
TDAA ครั้งที่ ๖๓ ถือเป็นซีรีย์ฟอร์มใหญ่ ลงทุนเยอะและเจ็บตัวน้อย ด้วยกระแสตอบรับและคำชื่นชมที่อยู่ในเกณฑ์เฉลี่ยที่ดี จะมีข้อเสียที่เป็นที่วิพากย์วิจารณ์หนาหูก็ตรงที่
บทจบตอนสุดท้าย (ที่สิบเอ็ด) ที่ไม่ได้บอกในส่วนของความเป็นไปว่าคุณพี่จะเอาอย่างไรกัน
จะมีภาคสองหรือลงโรง หรือรอคำตอบจากการทำเป็นตอนสเปเชี่ยลอีกปีถึงสองปีข้างหน้า
หรือนี้จะเป็นแผนการตลาดแนวใหม่ ที่ตั้งคำถามระหว่างคนดูเพื่อให้เกิดกระแส
วิพากย์วิจารณ์เชิงสงสัย เหมือนที่สไตล์ครีเอทีฟโฆษณาบ้านเราที่มักเอาป้ายมาขึง
ด้วยประโยคสำนวนที่อล่างฉาง ที่กว่าจะเข้าใจ ก็ถึงบางอ้อ!
ว่าเป็นการขายหนังที่กำลังจะลงโรงในเร็ววันนี้นี่เอง




สิ่งที่ทำให้ซีรีย์เรื่อง Jin มีความแตกต่างจากซีรีย์แนวหมอร่วมก๊วนทั่วไป
ที่ส่วนใหญ่จะเป็นการหยิบยก "หมอหัตถ์เทวดา" ให้มาเผชิญในสถานการณ์ของพื้นที่
ที่ไม่หมออย่างที่คิด อย่างหมอโกโตะ ก็ยังลากสังขารตัวเองให้ไปเป็นหมอประจำเกาะ
ที่ห่างไกลจากเครื่องมือเเพทย์ในเมือง หรือหมออาซาดะจาก IRYU ก็ถูกนายใหญ่
เขาเล่นเสียจนต้องไปอยู่ในโรงพยาบาลต๊อกต๋อย ส่วนซีรีย์หมอ Jin ก็มาในทำนองที่
ต้องเผชิญความยากลำบากไม่แพ้กัน แม้จะร่วมอุดมการณ์ในการทำชีวิตให้ดีที่สุด
ในปัจจุบัน แต่ปัจจุบันของหมอจิน กับเป็นปัจจุบัน ที่อยู่ในช่วงอดีตของยุคเอโดะ
ที่มีซามูไรพกดาบเดินตุงเหร่งๆ มีเกอิชาสำนักนางโลมเรียงร่ายอยู่เป็นย่าน
และไม่ยักกะมีเครื่องหยอดเหรียญให้รกหูรกตาแต่อย่างใด





มูลเหตุที่ทำให้หมอจิน หรือที่ชื่อนามเต็มว่า "มินากาตะ จิน"
(แสดงนำโดย โอซาวะ ทากาโอะ) ย้อนยุคหลุดทะเลไปทะลุมิติโผล่ในยุคเอโดะ
ล้วนแล้วแต่เกิดจากความสัมพันธ์กับคนไข้ปริศนาหน้าเละคนหนึ่งที่ถูกส่งตัวเข้ายามดึก
อันเป็นช่วงเปลี่ยนผัดเวรโดยใช้โรงพยาบาลเป็นสถานหลับนอน แต่ใช่ว่า กอ่นหน้านี้
เขาจะรับการผ่าตัดในคนไข้ทุกรายไป แม้เจ้าหน้าที่ในหน่วยแพทย์ทุกคน
จะรับรู้ว่าเขาเป็นศัลยแพทย์ด้านสมองมือเยี่ยม และหนึ่งในนั้น
ก็มีคนไข้ในเคสต์ผ่าตัดสมอง ที่เขาเชื่อมั่นว่าหากได้รับการผ่าตัดจากเขา
จะต้องฟื้นหายกลับมาเป็นดั่ง คนๆนั้นมิใช่ใครอื่นเพราะเป็นคู่หมั้นของเขานั่นเอง
ที่ชื่อว่า โทโมนางะ มิกิ (เล่นโดย นากาตานิ มิกิ)
แต่หลังการผ่าตัด......คู่หมั้นของเขาต้องกลายมาเป็นเจ้าหญิงนิทราอันเป็นผลให้เขาต้อง
นิทราตัวเองจากศัลยแพทย์มือดี ผันตัวเองมาเป็นอาจารย์หมอที่ไม่ขอยุ่งเกี่ยวกับ
เครื่องมือผ่าตัดอีกต่อไป







Isn't that why you are called a sensei?

(นี้ไม่ใช่เหรอ ที่ทำไมคุณต้องถูกขนานนามว่าอาจารย์)


There's not anymore who isn't hurt by failure.

(ไม่มีใครหรอก ที่ไม่เคยเจ็บปวดกับความผิดหวัง)



เสียงปลุกเร้าจากลูกศิษย์ท่านหนึ่ง ทำให้เขาเกิดกำลังใจที่จะมุ่งมั่น
และช่วยปลุกจิตสำนึกของความเป็นแพทย์ ให้กลับมาโชติช่วงในตัวอีกครั้ง
(จิตสำนึกทางวิชาชีพนี้สำคัญเหมือนกันน้อ ทำให้ผู้ปฎิบัติงานไม่หลงลืม
ในเกียรติ์ยศทางอาชีพ เป็นการจัดสรรให้อยู่ในครรลองคลองธรรม
ไม่ต้องมากลางกฎหมายมาขู่ฟ่อๆ ไม่รู้จิตสำนึกในอาชีพแกนนำมันจะมีบ้างไหมหว่า?)
จนกระทั่งกลางดึกอย่างที่กล่าวข้างต้น ก็มีผู้บาดเจ็บปริศนาที่ถูกส่งเข้ามารักษาในโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วน




Gender male ,age unknown ,
his face been struch repeatedly and he has profuse internal bleeding.

(เพศชาย ,ไม่ทราบอายุ ใบหน้าเขา
มีรอยถูกฟันหลายแผล และมีเลือดตกในอยู่ในอาการสาหัส)




เคสต์ที่เจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาลว่ากันว่า ยาแต่ทุกอย่างกลับดูง่าย
ภายใต้ฝีมือการรักษาของหมอจินที่ทั้งเร็ว แม่นยำ และปราณีต ที่ตัดโน้น
กรีดนี้ เย็บนั้น ฉุบฉับๆ ที่สุดท้ายก็ดูคล้ายกับว่าการรักษาครั้งหนึ่งจะเสร็จสมบูรณ์
ไปด้วยดี ถึงกระนั้นทีมแพทย์ผ่าตัดก็ต้องมาชงักเข้าเมื่อการผ่าตัดดังกล่าว
ได้ค้นพบเจ้าก้อนเนื้องอกประหลาดที่มีรูปร่างคล้ายกับตัวอ่อน ขนาดเท่าก้ำปั้น
หมอจินเลยนำมาใส่ในภาชนะขวดโหลดอง พร้อมตั้งชื่อสุดเก๋ว่า "ฟอร์มาลีนคุง"
และเจ้าฟอร์มาลีนคุง ก็ดูเหมือนจะเป็นจุดเชื่อมโยงของการข้ามมิติ เมื่อคนไข้ปริศนา
ที่ได้รับการผ่าตัด แอบลักลอบขโมยเจ้าขวดโหลดังกล่าวในกลางดึก
ซึ่งทางหมอจินก็ได้ไล่กวดจนถึงทางบันไดหนีไฟมีการฉุดกระชากลากกันเล็กน้อย
จนเกิดอุบัติเหตุที่คุณหมอจินผลัดตกบันไดจำนวนขั้นไม่น้อยตาม
กาลผัน-เทศะตาลปัตร ฟื้นมาอีกที เจ้าตัวก็ดันมาอยู่กลางป่าเวลาสงัด
ขณะที่กำลังมีฝูงชนจำนวนหนึ่งไล่เอาดาบมาฆ่าฟันกัน ทีแรกก็นึกว่าหนัง
แต่พอเลือดสาดกระเซ่นเข้าใส่หน้า ตามประสาจรรยาแพทย์ก็พอรู้ว่า
เลือดนี้มีฮีโมลโกบินที่ไร้ส่วนผสมของเฮลบลูบอยด์รสสละจนซามูไร
ที่กำลังปกป้องหมอจิน นามทาจิบานะ เคียวทาโร่ (เคสุเกะ โคอิเดะ)
ได้รับบาดเจ็บจากสะเก็ดดาบปักเข้าสมอง จึงเป็นวีรกรรมบทแรกๆ
ที่หมอจินจะได้สำแดงพระเดชพระคุณทางวิชาแพทย์ ท่ามกลางอัตคัด
ทางเครื่องไม้เครื่องมือ และบุคลากรที่จะเป็นลูกมือที่พอจะไล่ตามทัน
กับวิทยาการทางการแพทย์ที่ล้ำสมัยเป็นศตวรรษ







แน่นอนว่า ทั้งด้วยอุปนิสัยและเครื่องแต่งกายสากลแบบหมอๆ
ยอ่มไม่สมสมัยกับความเป็นหมอๆของยุคเอโดะ ที่ไม่เน้นความเป็นสากล
มากกว่าการรักษาตามแบบพื้นบ้าน ขณะเดียวกันต้องไม่ลืมว่ายุคที่หมอจินได้ถูกย้อนเวลา
ยังอยู่ในช่วงของการปิดประเทศ มาตั้งแต่รัชสมัยของอิเอยาสุ โตกุกาวา
(ถ้านับเทียบเคียงกับประเทศไทย ก็ในช่วงของรัชกาลที่ ๔ ที่เริ่มเปิดรับ
ความเจริญจากต่างประเทศ เช่น การขุดคลอง ตัดถนน ใช้เหรียญกษาปณ์แทนเงินพดด้วง
และตั้งโรงพิมพ์ในวัง) การรักษาพยาบาลด้วยการผ่าตัดในกรณีเร่งด่วน
ผ่านเครื่องมือชุดผ่าตัดแบบปฐมพยาบาลที่มีติดตัวมา เเต่นั่นก็ไม่คณามือ
ด้วยความสามารถและพรสวรรค์ทางวิชาชีพที่เปี่ยมล้น อันเป็นวิชาหาเลี้ยงชีพ
สำหรับตนโดยแท้ ด้วยการณ์นี้ ทำให้การผ่าตัดฉุกเฉินแก่ทาจิบานา เคียวทาโระ
เป็นการทอดสายสัมพันธ์ให้กับครอบครัวตระกูลทาจิบานา ที่ประกอบด้วยแม่
ที่มีหัวอนุรักษ์จัด อย่าง ทาจิบามา อิเอะ (อาโซะ ยูมิ)และน้องสาวเคียวทาโระ
อย่าง ทาจิบาน่า ซากิ (ฮารุกะ อายาเซะ) ที่ตอนหลังจากที่หมอจินได้ช่วยพี่ชายของตน
ให้รอดชีวิตอย่างปาฏิหาริย์ ก็อาสาเป็นผู้ช่วยแพทย์ แต่ชาวบ้านสมัยใหม่รู้จักกัน
ในนาม "ลูกมือ" ของหมอจิน แบบที่ไม่ต้องเข้าโรงเรียนแพทย์ก็สามารถปลูกจิตวิญญาณ
ของความเป็นแพทย์อยู่ในตัว โดยผ่านการดูหมอจินเจือนเนื้อแบบสดๆสักสี่ห้าราย
ซึ่งในซีรีย์ก็เนรมิตภาพปลอมๆของการผ่าตัดให้ดูสมจริง หรือบางทีอาจจริง
แต่หลอกให้คนดูเชื่อว่าเป็นเรื่องแหกตาก็เป็นไปได้




ความสนุกของซีรีย์หมอจินเป็นอย่างที่ คุณต่อพงษ์ แห่งผอ.ซูเปอร์บันเทิง
เคยถูกอำนาจนิยมทางฝ่ายภรรยาประท้วงว่า "ไหนๆก็เปิดแผ่นหนึ่งแล้ว
ก็ดูต่อให้มันจบๆไปเลยสิ" ในแง่ชั้นเชิงของการผูกเรื่อง ถือว่าไหลไปตามน้ำ
โดยเชื่อมโยงความสัมพันธ์แบบแตกแขนงของตัวละครที่เป็นคนละมิติกับหมอจิน
ริ่มต้นจากซามูไรแห่งตระกูลทาจิบานา จากนั้นก็ไปจับคนนั้นมีคอนเนกชั่นกับคนนี้
โดยมีตัวละครใหม่ๆเกิดขึ้นในทุกๆตอน ซึ่งมาตราฐานของความเป็นมนุษย์
ที่ไม่ว่าจะเป็นยุคสมัยใหม่หรือโบราณกาลเพียงใด ล้วนแล้วแต่มีองค์ประกอบ
ที่สมณโคดมก่อนที่จะเสวยเป็นพระพุทธเจ้าก็ทอดพระเนตรเห็นในความเกิด แก่ เจ็บ ตาย
และไอ้ความเจ็บ นี้แหละที่เข้าแก๊บจนสร้างชื่อเสียงของหมอจินให้เลื่องลือ
เพราะทำแคสต์ของการเจ็บป่วยในระดับที่ยุคสมัยนั้นเรียกว่า ตายยังเขียด
มาเป็น เฉียดตาย ภายใต้การรักษาของหมอจินเขา โดยไม่เลือกที่รักมักที่ชัง
ว่าจะยากดีมีจน เป็นบุตรคหบดีหรือขายถั่วแหระอยู่หน้าตลาดสดก็ตามที




นอกจากตัวละครสมมติแล้ว ซีรีย์ยังทำให้บุคคลที่มีอยู่จริงในหน้า
ประวัติศาสตร์ของประเทศญี่ปุ่นในสมัยของซาโคคุ (หรือที่เรียกว่าช่วงปิดประเทศ
นับตั้งแต่มีนโยบายไม่ปลื้มชาวตะวันตกยาวนานกว่าสองร้อยปี (1641–1853)
ที่รัชสมัยโตกุกาวาริเริ่มจากความหวาดระแวงจากาการแทรกแซงของฝรั่งมั่งคา)
ตัวละครพวกนี้จะไปมีส่วนร่วมในจินตนาการคู่ขนานและที่สำคัญ มีบทบาทจนกลายเป็น
ตัวละครเด่นในเรื่อง ไม่ว่าจะป็น ปรมาจารย์แห่งวงการแพทย์ "โอกาตะ โคอัน"
ที่ชาวญี่ปุ่นยกให้เป็นปรมาจารย์ด้านการแพทย์แห่งยุคเอโดะ ระหว่างยุครานกาคุ
ในคริสตวรรษที่ ๑๘ ซึ่งเป็นผู้นำความรู้ทางด้านการแพทย์จากฝั่งตะวันตก
มาสถาปนาเป็นหลักเป็นฐานในประเทศญีปุ่น จนเปิดสำนักเทกิจูกู ที่ต่อมาพัฒนาเป็น
มหาวิทยาลัยโอซาก้าในปัจจุบัน (คนนี้เล่นโดยเท็ตซูยะ ทาเคดะจาก๑๐๑ตื้อรักนายกระจอก)
ที่ความชราทางใบหน้าน่าจะสอดรับกันได้ดี กับท่านผู้อาวุโสที่ได้รับการนับหน้าถือตา
ในความใจกว้างและเปิดรับความคิดที่แปลกใหม่จากภายนอก แต่เอ๊! เห็นภาพในรูปปั้น
ผมสั้นเรียบ ไงตัวละครผมยาวสลวยยักกะพรีเซนเตอร์ยาสระผมได้ละหว่า!)




หนึ่งในนั้นก็มี "เจ๊โนวาเซะซัง" นางโลมนัมเบอร์วันแห่งอาคาเซน
ที่พระเอกเชื่อว่า จะต้องเป็นบรรพบุรษของมิกิแฟนสาว เพราะใบหน้าถอดบล็อกเดียวกันเดะ
มีสไตล์เจ้าขุนมูลนายเสียเต็มรส ถ้าเล่นหูเล่นตากับชายๆอย่างผู้เขียนอาจจะหลงเสน่ห์เสียเต็มรัก
แต่พอเล่นกับหมอจินเข้าก็ดันไปวินิจฉัยได้ตรงเป๊กว่ามีอาการของโรคโลหิตจางซ่อนอยู่
การเล่นบทเป็นบุคคลสองยค สองรสชาติเช่นนี้ ไม่รู้ว่าตกลงได้กินค่าตัวไปอิ่มแปล้แค่ไหน
แต่กระนั้น ก็ต้องแลกกับการเเบกองค์ทรงเครื่องกันยกใหญ่ (ประวัติสำนักนางโลมนี้
มีมานานตั้งแต่ก่อนคศ. ๑๗ ทีถือเป็นการจัดโซนนิ่งให้นิ่งกันจริงๆ แถมนิ่งกันเป็นย่านๆ
โดยคำสั่งของโชกุนโตกุกาวาซึ่งในยุคนั้น ถ้าไม่มีปัญญาไปสำนักนางโลมโยชิวาราแห่งเอโดะ
ด้วยเหตุผลกลใด ก็ยังพอจะหาสถานที่ ที่ทดแทนกันได้จาก ชิมาบาราแห่งเกียวโต
หรือไม่ก็ชินมาชิแห่งโอซากะ แต่ก็อาจตามมาด้วยโรคกามโรค(Venereal Diseas)เป็นของแถม






นอกจากนี้ยังมี "ชินมอน ตาซึกุโกะ" ยอดนักดับเพลิงแห่งเอโดะ
(ที่แสดงโดยลุงนักการเมืองน้ำดีในchange นากามูระ อัตซึโอะ ที่รับเล่นเรื่องนี้แบบฉุกเฉิน
ทั้งๆที่จองบทให้ลุงอีกคนแต่สังขารดันไม่เที่ยง) วีรบุรุษผู้บรรเทาความวายวอดของอัคคีภัย
ครั้งใหญ่ในหน้าประวัติศาสตร์ครั้งหนึ่งของญี่ปุ่น ส่วนอีกคนที่เด่นจนเรียกว่าเป็นสหายคู่หู
ร่วมเป็นร่วมตายกับหมอจินก็ว่าได้ เพราะเขาคือ "ซากาโมโตะ เรียวมะ" ผู้เปลี่ยนแปลง
ฉมหน้าประวัติศาสตร์ครั้งใหญ่ ในการเปิดรับวิทยาการใหม่ๆจากโลกตะวันตก
ถึงขนาดอ. สุวินัย นิยามบุคคลคนนี้ว่า "มือหนึ่งถือปืน อีกมือหนึ่งถือกฎหมายตะวันตก"
ถือเป็นผู้นำกลุ่มในการเคลื่อนไหวต่อต้านนโยบายของโชกุนโตกุกาวา ในช่วงบากุมัตซึ
ที่ถือเป็นตอนปลายในยุคสมัยเอโดะก่อนจะเกิดสงครามล้มล้างระบอบโชกุน
เพื่อพัฒนารัฐบาลญีปุ่นไปสู่ความเป็นรัฐสมัยใหม่และมีอาณาธิปไตยเป็นของตนเอง
คนนี้เล่นโดย "อุชิโนะ มาสาอากิ" ที่เล่นได้โหด มัน และฮาอย่างหนำใจ
ดูจะผิดไปจากซากาโมโตะ เรียวมะ ในฉบับของซีรีย์รักษ์ชาติ ใน อัตซึฮิเมะไปนิดหน่อย
เพราะฉบับของหมอจิน เขามีลูกบ้าเป็นเชื้อเพลิงอยู่เต็มเปี่ยม เลยใส่มิติของความเป็นมนุษย์
ผู้หลุดโลกและทะลุกรอบมิติร่วมสมัย คล้ายๆจะไม่เต็มเตง พูดจ้อและคิดอะไรหลุจากกรอบ
จนหลายทีก็รู้สึกจะหลุดจนอยากฉีดมอร์ฟีนระงับสติ เพราะพี่ดูจะเป็นสุขนิยมจนเกินไป
แต่เเง่คุณธรรมและหลักการ ถือเป็นบุคคลที่มีภาพลักษณ์ที่ควรเอาเป็นแบบอย่าง
คิดการใหญ่และมุ่งมั่นในวิธีคิดของตนอย่างจริงใจ ซึ่งใครก็อยากจะร่วมงานด้วย
แม้จะมีการทดสอบเพื่อขอดูภาชนะ ที่เปรียบเปรยไปถึงหัวจิตหัวใจของตัวตนก็ตาม
ถึงจะมีเสน่ห์จนคนดูรัก แต่ท่ว่าไปจีบเกอิชาคนไหนสาวเจ้าเขาก็ไม่เหลี่ยวแล
อย่างว่า พีท่านเล่นคิดหลุดจากกรอบสมัยเอโดะไปหลายสิบปี สาวคนไหนจะตามพี่ได้ทัน
ซึ่งใครจะเชื่อว่า คนนี้ๆครั้งหนึ่งเคยเล่นเป็นพี่ชายทาคุยะ จากในซีรีย์Love Generation
ในบททนายจอมนิ่งที่เป็นแฟนใหม่ของแฟนเก่าที่แฟนของน้องชายในปัจจุบัน
ดันหึงหวงว่าจะไปคบหากับแฟนคนเดิม ช่างไม่แมนในเรื่องแฟนๆเอาสักเลยจ๊อส







จึงทำให้ความสัมพันธ์ส่วนตัวของหมอจินขยายกลายเป็นความสัมพันธ์ส่วนรวม
ถึงขั้นเปิดสำนักเพื่อนหมอจินที่มีเจตนารมณ์ส่งเสริมให้วงการแพทย์ญี่ปุ่น
ให้มีความก้าวหน้าในการรักษาโรคเพื่อช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ ขณะเดียวกันลึกๆอาจจะ
ส่งผลต่อการพัฒนาการผ่าตัดเนื้องอกที่ก้านสมองของมิกิแฟนสาวตอ่ไปในอนาคตข้างหน้า
ซีรีย์เรื่องนี้เล่นถึงกระทั่งการเปลี่ยนแปลงมิติทางหน้าประวัติศาสตร์หนักข้อกว่าเดิม
ด้วยการผลิตตัวยาเพนิซิลินโอทอปด้วยตนเองที่การผลิตแต่ละครั้ง ไม่ง่ายเหมือนทำต้มยำกุ้ง
ที่เอาตะไคร้ ใบมะกรูด บีบมะนาวแล้วโยนกุ้งลงหมอให้พอจำนวนคน แต่เพนิซิลินยุคโน้น
ให้ทุนมากต้องวิ่งหานายทุนเพื่อขายโปรเจ็คเป็นการพลิกหน้าความจริงจากเดิม
ที่ท่องจำแบบนกแก้วนกขุนทองกันมาว่าเฮียอเล็กซานเดอร์ เฟลมมิ่ง เป็นผู้ผลิตขึ้น
จากการสังเกตเชื้อราในขนมปัง เพราะถ้าใครขืนอินจัด จนหลงเชื่อว่าซีรีย์เรื่องนี้เป็นเรื่องจริง
ก็เท่ากับว่า หมอมินาคาตะ จิน ผลิตเพนิซินลินก่อนพี่เฟลมมิ่งไปตั้งห้าสิบปี!!
ชวนอึ้งยิ่งกว่าการที่เจิ้งหอเวียนเรือพบอเมริกาก่อนโคลัมบัสสักอีก





สำหรับบทของพ่อหมอแสนดี ที่ป๋าโอซามะเล่นเป็นพระเอกของเรื่อง
อาจจะไม่แสนดีเท่ากับที่เคยจำแลงเป็นหมอแสนดีย่านชนบท ใน Heaven Coin
แต่ความมีรสมีชาติ ลูกเล่นชั้นเชิงเเล้ว
ซีรีย์เรื่องJin กินขาดในทุกด้านๆ อย่างว่า ซีรีย์เรื่องโน้นมันกว่ายี่สิบปี
เแนวที่มีก็เป็นเชิงดราม่ารับใช้ยุคสมัย แถมในแง่ความเข้าใจในคุณค่า
ของการเป็นหมอไร้ที่พึ่ง จากอุปกรณ์เครื่องมือกลไกที่ล้ำสมัย
มาสู่ปรัชญาการแพทย์แบบพอเพียง ที่ไม่มุ่งความสำเร็จการงานวิจัย
มากไปกว่าการช่วยเหลือชีวิตผู้ป่วยและพัฒนาตัวยาใหม่ๆตามแบบชาวบ้าน
การมาเป็นคนที่แบกรับต่อจุดเปลี่ยนในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของหน้าประวัติศาสตร์
อาจเป็นงานที่แสนยากของคนที่คุ้นชินขนบธรรมเนียมแบบปิดรับประเทศ
ขณะเดียวกัน ก็เป็นการท้าทายขีดความสามารถส่วนบุคคลในสถานการณ์
อันหน้าสิ่วหน้าขวานที่มีชีวิตคนไข้เป็นเดิมพัน แต่จะเป็นงานยากยิ่งกว่า
สำหรับคนที่มีหัวสมัยใหม่ที่จะพยายามอธิบายความเข้าใจในการกระทำ
ว่าจะมีผลเปลี่ยนแปลงในสิ่งที่ดีให้กับพวกเขาต่อไปในอนาคตเช่นไร
ขณะเดียวกัน ก็ต้องปลดปล่อยมิกิสาวคนรักให้ล่องลอยไปตาม
สายลมแห่งกาลเวลา หลังจากที่เทียวยื้อเทียวแย่งอันเป็นอุปสรรค
ต่อการพัฒนาทางการแพทย์ที่สามารถช่วยเหลือผู้คนอีกนับไม่ถ้วน
หรือจะเพื่อประคองผลจากการกระทำที่อาจส่งผลต่อมิกิสาวคนรัก
ที่ไม่รู้ว่าเอาเข้าจริง จะช่วยให้เธอตื่นจากการเป็นเจ้าหญิงนิทราได้จริงรึเปล่า
เออ ดูไปดูมาก็มีกลิ่นแบบลีกิมฮวงผสมกับเจาะเวลาหาจิ๋นซี
ยิ่งเห็นแก ต้องผูกจุกทั้งๆที่รวบผมก็ได้แค่นั้น แต่ยังพยายามไม่รู้ว่าสายตาของคนเอโดะ
จะมองแกด้วยอาการฝืนๆอย่างเลียบๆเคียงๆ ให้เข้ายุคเข้าสมัยเอโดะได้แค่ไหนน้อ




ส่วนเจ๊มิกิ ที่นอกจากจะใช้ชื่อมิกิ ที่เหมือนชื่อตัวเองในบทตัวละครแล้ว
ในซีรีย์เรื่องจินนี้ ยังต้องแบกรับกับตัวละครสองตัว สองบุคลิก
ที่ต่างยุคต่างสมัย โดยเฉพาะในบทบาทของตัวละครเกอิชาชั้นครูโนคาเซะ
ที่ต้องเก็งหน้า เม้มปาก ร่ายท่วงท่าฉวัดเฉวี้ยงอย่างมีจริตจะก้าน เป็นลีลาที่ปกปิดอุปนิสัย
ใจคอลึกๆของตัวเอง ทำให้ผู้เขียนอ่านไม่ออกและมองไม่เห็น นอกจากกิริยาเปลือกนอก
ในอาภรณ์ของกิโนโมหลากสี ชนิดอยากชวนมาร่วมก๊วนเสื้อหลากสีเสียจริงๆ
แต่พอมาเป็นมิกิในโลกปัจจุบัน ที่ไม่ต้องแอ๊บเทรนด์หนักๆแบบเจ้ารั้วเจ้าวัง
อย่างมากสุดก็แค่ตอนแรกตอนเดียว อันเป็นความหลังครั้งเก่าที่สาวเจ้า
เขายังไม่เข้านิทราตลอดชีพ แต่ความหลังเก่าก็ยังไม่เท่าเก่าแสนเก่า
ที่พระเอกเขาไปตกยุคในสมัยเอโดะเข้า ถือเป็นบทที่อึดอัดในสายตา
แต่ทว่ามองในแง่ดี ก็ถือว่าเป็นการศึกษาศิลปะแขนงหนึ่ง แม้ไม่ค่อยจะเข้าใจแก่นแท้นัก
แต่ป้ามิกิเวลาที่สวมใส่กิโมโนสียเต็มยศ ก็มีเสน่ห์แบบแปลกๆ ที่อยากจะเดินห่างให้ไกล
หรือเอาเกลือโรยใส่ด้วยมองว่าหากเข้าประชิดตัว เกรงจะไม่มงคลเพราะปฎิบัติตัวลำบาก
จึงอยากเห็นเธอ กลับมารับบทเป็นพี่คนกลางแบบในซีรีย์Otousan อีกครั้ง
เพราะมันทำให้โลกมีชีวิตชีวาตามประสาแม่บ้านยอดกตัญญู ที่สามีต่างๆคงอยากมีไว้ประจำบ้าน



I wished to see Nokaze-san to confirm a hypothesis.

(ผมปรารถนาที่จะเห็นโนกาเซะซังเป็นไปตามข้อยืนยันตามหลักสันนิษฐาน)


Miki’s picture has changed many times now.

(ถึงแม้ภาพถ่ายของมิกิจะเปลี่ยนแปลงไปหลายครั้งก็ตามในตอนนี้)

I had a vague sense that what I have done may change the future of medicine.

(ผมรู้สึกคลุมเครือในยามที่จะต้องทำอะไร ที่ไปเปลี่ยนแปลง
อนาคตของวงกาเภสัชศาสตร์)


However, the change this time undermines Tomonaga Miki’s very existence.Is this an omen of the beginning of something?

(อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ มันกร่อนเซาะทุกสิ่งที่ไปเกี่ยวข้อง
ในทุกๆทางออกของโทโมนากะ มิกิ)


Perhaps Nokaze-san is Miki’s ancestor.I had come to think that
whatever I did would not affect the course of history.

(บางที โนคาเซะซัง อาจเป็นบรรพบุรุษของมิกิก็ได้ ผมคิดว่าจะมีทางไหนได้บ้าง
ที่ไม่ไปมีผลกระทบต่อช่วงเวลาในประวัติศาสตร์)

But … maybe not.Even a small flap of the butterfly’s wings
may be the start of a storm.

(แต่บางทีอาจจะไม่ก็ได้ เพราะแม้ปีกที่กระพือของผีเสื้อก็อาจจะเป็นจุดเริ่มของลมมรสุม)




ส่วนคุณน้องอายาเซะ ก็เล่นได้แอ้บแบ้วแบบไม่เจนโลก ด้วยโลกทัศน์ของยุคเอโดะ
ได้ครอบงำพฤติกรรมทุกส่วนให้คุณน้องต้องเจียมเนื้อเจียมตัว สงวนในอากัปกิริยา
กุลสตรีศรีเสาวภา รอเวลาออกสู่เหย้าเฝ้าบ้านสามี ตามแต่ที่บ้านจะจัดหาพาให้ดูตัว
ถึงได้เข้าใจแล้วว่า ใยคุณแม่ตระกูลทาจิบานาถึงไม่ปลื้มกับการปรากฎตัวของหมอจินเข้า
ก็เพราะไอ้เรื่องทัศนะต่างยุคต่างวัฒนธรรม ที่พยายามผลักไสว่าเป็นหมอฮอลันดา
แต่หน้าเจแป๊นเจแปน มันมีผลสืบเนื่องให้คุณน้องซากิที่อายาเสะแสดงพฤติกรรม
ที่มีอาการติดลูกกระด้างกระเดื่อง อยากจะกำหนดเข็มทิศชีวิตที่เป็นของตัวเอง
และโดนคลื่นออร่าของศัลยแพทย์ที่เปล่งมาจากหมอจินซึมซับทีละเล็กละน้อย
การมารับเล่นบทที่ต้องสวมชุดกิโมโนตลอดเรื่อง ทำให้หลายคนต้องกลับมาหลงรักเธออีกครั้ง ไม่เว้นแต่อ.สุวินัยที่ยังตกหลุมนั่นตามไปด้วย (ถ้าอยากทึ่งกว่านี้ แนะนำให้ดูเรื่อง
ichi ที่มีพระเอกหมอจินร่วมแสดงด้วย) นอกจากเธอจะสวย ใส และมอบความกล้าหาญ
อยู่เป็นระยะให้แก่หมอจิน ที่นอกจากเรื่องฝีมือทางการแพทย์แล้ว ส่วนเรื่องอย่างอื่น
ก็ไม่เป็นโล้เป็นพายอะไรอย่างชาวบ้านเขา จะสงสารน้องอายาเซะก็การรับเล่นซีรีย์
ในระยะหลังๆ ไม่ว่าจะเป็นMr.Brain รวมทั้งหมอจินเองก็ตามที หน้าตาคุณน้อง
ก็ไม่ได้ขี้ริ้วขี้เหร่ อีกทั้งแสดงอาการคิดไม่ซื่อกับพระเอกจนออกนอกหน้า
แต่ไม่รู้ว่าทำไมเป็นต้องอกหักรักคุด ชายเจ้าเขาไม่เหลี่ยวแล ถ้าเผลอมารับเล่นละครไทย
มีหวังคงได้เจอตบจูบและตุ๊ยท้อง ตื่นเช้ามาน้ำตาไหลริน แถมยังต้องสับรางให้ทัน
กับลูกคุณหนูอีกฝ่ายที่ตามตื้อตามราวีรักไม่เลิก แม้จะร่ำจะรวย แต่บทนางเอกสกุลไทย
เขาต้องส่งเสริมการมีรักแท้ แม้โลกของความเป็นจริงจะไปอีกอย่างก็ตาม







ส่วนตัวละครฝ่ายวัยรุ่นคนอื่นๆ ก็ถือว่าเล่นได้ตามสมควร
ไม่ถึงกับโดดเด่นนัก จนถึงขนาดหานักแสดงคนอื่นมาเล่นแทนไม่ได้
ดูอย่างหนูเอลินา จากซีรีย์ Koizora ก็เป็นเกอิชาตาหยี๋ที่ดันเกิดมาสายตาสั้น
ที่ปรับแต่งแปลงโฉมเสียเกือบจำไม่ได้ นอกจากรักยิ้มตรงมุมปาก
ส่วนคุณน้องไคสุเกะ แม้จะได้บทเด่นในเรื่องนี้
แต่ที่ผ่านมาทั้งซีรีย์ Rookies เอย Nodame เอย ผู้เขียนว่า
เขายังเล่นได้เด่นกว่า แต่ถ้าเทียบสีสันในซีรีย์หลงยุคอย่าง อัตซึฮิเมะ
ที่ต้องเล่นเป็นเซนไบด้วยแล้ว ในบทซามูไรเคียวทาโร่ดูน่าจะประทับใจกว่า
แต่ทว่า น่าจะได้ใจจากแม่ยกไปหลายขุม ด้วยลดเกียรติ์ของซามูไร
ไปอุปถัมภ์ขายสมบัติเก่าของท่านพ่อ ให้พอเป็นค่าตัดแว่นแก่น้องเกอิชาสุดรัก
ส่วนคนที่เหลือก็เล่นได้โบร๊าณโบราณดี ก็แน่ละ
ก็ซีรีย์เขามันย้อนยุคนี้หว่า แม้แต่หมอจินในตอนท้ายๆ ก็เริ่มจะมีมุมมอง
ยอมรับชะตากรรมของการเป็นคนร่วมสมัย โดยไม่ใส่ใจในการกระทำ
ที่ส่งผลต่อความเปลี่ยนแปลง อันมีผลสืบเนื่องต่อความเป็นไปในชิวิตคู่หมั้นของเขา





We've forgotten the darkness of the night,But what if there was a day,
(เราได้หลงลืมความมืดสนิทในยามราตรีกาล แต่มันเป็นอะไรที่ไม่ใช่ที่นี้ในวันนี้)

l wonder if you would be able to grasp the light that was there ?
By your own hands
(ผมสงสัยว่าถ้าเป็นคุณๆควรจะคว้าเจ้าแสงสว่าง ณ ที่แห่งนี้รึไม่
ด้วยทั้งมือสองข้างที่เรามี)





เป็นซีรีย์ที่สมอ้างดั่งที่ได้ยินเสียงชื่นชมในทุกทิศทุกทาง
ส่วนหนึ่ง คงเป็นด้วยอิทธิพลจากต้นฉบับการ์ตูน ที่แม้จะขัดใจท่านผู้อ่าน เพราะแนวทาง
ในหลายๆส่วนไม่อำนวยให้ แต่ในแง่อรรถรสแล้วประเคนให้อย่างต่อเนื่อง
จนถึงขั้นมีฤทธิ์เสพติดอย่างงอมแงม ผู้เขียนเองก็ต้องออกตัวก่อนว่า ไม่เคยได้อ่านหรอก
ไอ้เจ้าฉบับการ์ตูนของผู้เขียน "มูรากามิ โมโตกะ" แต่พอรู้มาว่าฉบับการ์ตูน
ก็ยังมีการเขียนอย่างตอ่เนื่อง ที่ยังหาจุดอวสานลงไม่ได้ แต่ถ้าฝีมือจากดัดแปลงบทของเจ๊
"โมริชิตะ โยชิโกะ" อันนี้ผ่านตาอยู่บ้างจากMr BrainและByakuyako เจ๊คงมีของดีอยู่กับตัว
เลยสะกดภวังค์ให้คนดูลุกออกจากหน้าจอได้ลำบาก ทำให้ซีรีย์ตอนที่หนึ่งไม่เคยเพียงพอ
ในความต้องการของคนดูที่อยากชมอย่างต่อเนื่อง แม้จะรู้วาจะมีผลต่อหน้าที่การงานรุ่งเช้าถัดไป
ส่วนผู้กำกับ ก็ยังเป็นสามเกลอหัวขวดที่ทางสถานีคัดสรรให้รับงานซีรีย์ฟอร์ยักษ์
จนกลายเป็นทีมผู้กำกับที่ผู้เขียนต้องติดตาม โดยไม่ต้องพึ่งพิงในการเอาแง่ดารา (สาว)
มาเป็นจุดขายอย่าง ผกก.ยูอิชิโระ ที่เคยกำกับ Good Luck ,Rookies , Mr.Brain
ผกก.ไดสุเกะ ที่เคยกำกับ Taiyo no Uta,Love Shuffle ,Mr.Brain
และ ผกก.ริวทาโระ ประวัติยังไม่แน่ชัด เอาไว้ว่า แปะไว้ก่อนละกัน ซึ่งเหตุที่
ยกทีมสร้างร่ายเป็นฉากๆก็เพราะทั้งหมดนี้ได้รับการการันตีจากTDAAครั้งที่ ๖๓
ไม่ว่าจะเป็น มือดัดแปลงบท ผู้กำกับ และเพลงประกอบ ส่วนดารา นี้ได้ทั้งนักแสดงชาย
-โอซาวา ตัวประกอบชาย-มาสาอากิ และตัวประกอบหญิง อย่างอายาเสะ
แต่ที่ข้องใจ คือ ทำไม ป้ามิกิของผู้เขียนถึงไม่ได้รางวัลในส่วนตรงนี้ (ส่วนหวยรางวัล
นักแสดงหญิงซีซันดังกล่าว ไปตกใส่กับเด็กน้อยหน้าใสชิดะ มิราอิจากซีรียเรื่อง Shokojo Seira
หรือที่ท่านMamLHCเคยรีวิวไว้ในซินเดอร์เรล่าฉบับญี่ปุ่น อันนี้ไม่เคยดู
เลยไม่กล้ายืนยันว่าดีไม่ดี) จะว่าด้วยการแต่งหน้าจัดเกินไป หรือฉากมะเร็งเต้านม
ที่ไม่ทุ่มทุนนำเสนอพอถึงไม่ได้รางวัล แต่ก็ได้ใจมหาชนจากผู้เขียนไปปาดน้ำตาพลางๆก่อนละกัน





มันจึงไม่ใช่ซีรีย์ที่ว่ากันด้วยเรื่องของการย้อนเวลา เพื่อเยี่ยมชมวิถีชีวิตของผู้คนในอดีตเท่านั้น
แต่ยังเป็นการช่วยย้อนรำลึกถึงความหมายของตัวตนที่มีคุณค่าต่อภารกิจหน้าที่
ที่ได้ขีดเส้นให้กับตัวเอง ความหมายของบุคคลที่มีให้แก่บุคคลอื่นรอบข้าง อีกทั้งยังเป็น
การช่วยเยี่ยวยาต่อความรู้สึกที่บกพร่องหรือไม่ได้ตระหนัก ในสิ่งที่มีข้อจำกัด
ในยุคปัจจุบัน แต่จะไปมีความหมายอันยิ่งใหญ่นักกับอีกหลายผู้คนในยุคสมัยหนึ่ง
เสมือนกับการที่ได้กลับมาเริ่มต้นชีวิตใหม่ของการเป็นแพทย์อีกครั้ง ดูไปทำให้นึกถึง
แพทย์ชนบทอยู่กลายๆ ประมาณว่า หมอหนึ่งคนในชนบท กับหมอหนึ่งคนในตัวเมือง
ในแง่ปริมาณที่มีต่อคุณค่า อย่างไหนจะมีคุณค่าต่อจิตใจโดยรวมมากกว่ากัน
ถ้าใครเป็นโรคคลั่งมิติด้านกาลเวลา ซีรีย์ช่วยสร้างการบ้านเสียหลายข้อ
ต่อการพิจารณาในแง่ความเป็นไปได้ที่คนหนึ่งๆ จะกระทำไปได้ด้วยผลสืบเนื่อง
ถึงความเปลี่ยนแปลงในอีกมิติเวลาหนึ่ง แค่กรณีบุคคลปริศนาหน้าเละที่ถูกย้อนเวลากลับไป
จนมีกรณีกระชากลากถูเจ้าฟอร์มาลีนคุง เป็นเหตุให้หมอจินถูกย้อนเวลาไปยุคสมัยเอโดะ
อันนี้ผู้เขียนคิดว่าน่าจะเป็นซากาโมโตะ เรียวมะ มากกว่าการจะเป็นหมอจินเสียเอง
สมมติว่าถ้าเป็นหมอจิน มันจะเข้าข่ายตามสูตร back to the future
ที่เป็นภาวะ paradox of time ที่บุคคลคนเดียวกันจากต่างช่วงมิติเวลา
เข้ามาอยู่ในสถานที่ๆเดียวกัน อันนี้มันไม่ใช่เเค่ปัญหาการเลื่อมซ้อนทางมิติเวลาเท่านั้น
แต่มันจะส่งผลต่อการล้มสลายของจักรวาล ตามทฤษฎีสิบมิติของไอน์สไตน์เชียว
ส่วนการมีฟอร์มาลีนคุง คงเป็นส่วนประกอบหนึ่งของปรากฎการณ์ phenomena
ที่เป็นเครือ่งมือหรือสื่อกลางในการเป็นตัวเร่งไทม์สปินให้ก่อเกิดอย่างฉับพลัน
แต่ขอบอกก่อนนะว่า ซีรีย์เรื่องนี้เขาตีตั๋วย้อนเวลาแบบไทม์สปินเพียงเที่ยวเดียว
ไปแล้วยังไม่รู้ว่าจะเจอตั๋วกลับรึเปล่า อันนี้เป็นคนละสูตรกับการ์ตูน ที่มามัวเข้ามัวออก
ผ่านลิ้นชักอันเป็นประตูข้ามผ่านมิติที่มีเครื่องไทม์แมนชีนของโดเรมอน ที่จะนึกจะย้อน
พศ.ใด คศ.ไหน ก็ใส่ตัวเลขจัดวางและออกสตาร์คเร็วทันใจ
ส่วนผลของการกระทำใดใดอดีต ที่อาจส่งผลกระทบต่อปัจจุบัน
สิ่งที่จะสามารถพิสูจน์ได้ มีเพียงรูปถ่ายกับคู่หมั้นชูนิ้วสู้ตายคะ ที่จะเข้มจะจาง
ล้วนแล้วแต่เกิดจากกระทำในการรักษา ที่อาจมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงในยุคสมัย
แต่ทุกการรักษา เรียกน้ำตาผู้คนชนิดแม้แต่ตัวผู้รักษาเองก็ยังกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่อยู่
จึงเป็นซีรีย์ที่ทรมานลูกนัยน์ตา ได้เห็นเลือด เห็นเนื้อจนต้องปิดตาปี๋แล้ว ยังต้องมารับการปิ๋ว
อารมณ์ในฉากซึ้งๆ นี้ยังไม่นับการดูแบบมาราธอนข้ามวันข้ามคืน อีกนะเออ
ช่างเป็นซีรีย์ที่อำนวยความเป็นอุปสรรคทั้งในแง่วิธีคิด มุมมองและในบางมุมที่อาจทรมาน
ทางสายตา มิน่าละซีรีย์เรื่องนี้ ถึงต้องย้ำประโยคแห่งความเป็นพระเจ้าบ่อยครั้งนักว่า



God only gives us challenges ,So we can overcome them

(พระเจ้าสร้างอุปสรรค เพื่อให้เราก้าวผ่านมันไปนั่นเอง)........




ข้อมูลมากมายจาก

MamLHC@bloggang
wikidrama
wikipedia
รายการชวนคิดชวนคุย
และhttp://jdramas.wordpress.com




 

Create Date : 09 พฤษภาคม 2553    
Last Update : 18 มกราคม 2556 19:58:41 น.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  
Mr.Chanpanakrit
Location :
สงขลา Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 9 คน [?]




-Brainyquote-

Chan Krit

Create Your Badge
㊀㊁㊂㊃㊄㊅㊆㊇㊈㊉ ผู้สัญจรที่ส่องมา☺☻ ㊀㊁㊂㊃㊄㊅㊆㊇㊈㊉   ...
Friends' blogs
[Add Mr.Chanpanakrit's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.