A ........ Z
Group Blog
 
All blogs
 

Copy - App ฝากไฟล์ที่สวย แจ่ม ไซด์กระทัดแถมใจดีให้ฟรีทันที่ 20 GB



เพราะว่าดี ถึงได้กล้าแนะนำ
สำหรับโปรแกรม cloud storage ที่กลายเป็นวัตถุมงคล
ที่ทุกคนที่มีคอมพิวเตอร์ โน๊ตบุค ตลอดจนสมาร์ทโฟน ควรจะมี
ซึ่งปัจจุบัน ก็มีผู้ให้บริหารกันหลายเจ้า ทว่า..แต่ละเจ้าที่มาก่อนหน้า
ดูจะไม่แยแส่ ไม่แคร์สื่อ ถือว่าหน้าใหม่ใช้ฟรี ก็เอาไปจงน้อย
2GB , 5GB อันนี้ก็่ว่ากันไป ............





( เอาไปเห็นๆก่อนเลย 15 GB โอ้! แม่เจ้า )


แต่สำหรับ Copy ชื่อนี้ที่ดูไม่เหมือนที่จะเป็นโปรแกรม
ประเภทฝากไฟล์บนคราวล์เมฆ ถึงแม้จะเป็นบริการน้องใหม่
มาทีหลังคนอื่นเขา แต่จุดเด่น คือ เปิดตัวก็จัดหนักซะ
ให้ไปทันที่ 15GB ( หากมีการลงทะเบียนยืนยัน Certification
ผ่านทางอีเมล์ ก็รับไปกินอิ่มอีก 5GB ยังไม่นับการชี้ชวน )
หากโลภมากอยากได้เพิ่ม หรือมีความต้องการใช้ในสำนักงาน
หรือต้องการสนับสนุนบ.Barracuda (ผู้ผลิตเจ้า Copy ที่การันตีตัวเอง
ว่าเป็นบริษัทที่รับดูแลข้อมูลลูกค้ามามากกว่าแสนหน้าหมื่นบริษัท)
ก็สามารถสั่งซื้อได้ ในราคาสูงสุด 149 เหรียญ ต่อความจุ 500 GB ต่อปี
หรือ14.99 เหรียญ ต่อความจุ 500 GB ต่อเดือน
ส่วนพวกเราทุนน้อย หรือพวกแรกเริ่ม ผมก็จะสาธยายคุณงามความดี
ของเจ้าสิ่งนี้กัน ตามประสาพวกที่ชอบคลั่งของฟรี!





คุณสมบัติที่เป็นจุดขายของเจ้า Copy นี้ คือ

1> แชร์ได้เลิศกว่า (Better Sharing)

โดยทางเขา บอกว่าสามารถแชร์ไฟล์อัลบั้มภาพขนาดใหญ่จัมโบ้
ได้ง่ายกว่าเทียบเท่าไม่ต่างกับการส่งข้อมูลอักษร (text file)
และตัวคุณเอง ยังสามารถควบคุมการที่ให้คนอื่นsyncตัวcontent
ผ่านคอมพิวเตอร์ของพวกเขา หรือส่องมองผ่านออนไลน์


2> ป้องกันได้มากกว่า (More Secure)

ไมว่าจะเป็นการแชร์ลิงค์ให้เฉพาะเพื่อนสมาชิก
หรือการบริหารไฟล์เพื่อป้องกันพวกชอบสอดส่อง


3> เป็นมิตรกับเครือข่าย (Company Friendly)






- สามารถลากไฟล์เข้าหน้าเว็บได้ (Drop File) เลยสำหรับการใช้เดสทอปส์ทั่วไป -






- ภายในก็ออกแบบ IU เรียบง่าย สวยสดงดงาม ไม่ดูเป็นเด็กเอ๋อจนเกินไป -





- ส่วนภาค Action ไม่ต้องเยอะ Download , Upload , Share , Detail และ Delete ไม่ต้องเฟ้อปุ่ม -





- ชื่อ Copy แต่ดันใช้โลโก้นกพับมุราคามิ หากคลิกไปจะมีให้กลับไปหน้าหลักที่ Home
หากไฟล์เยอะจัดก็มี Browse ช่วยหา อยากกิกเยอะก็เข้า Price
ส่วน Support กับ About เป็นมาตราฐานหน้าเว็บที่ริผลิตควรมี -






- อยากจะกิกเยอะแบบรายเดือนที่ต้องเจียดทรัพย์ยามเลี้ยงชีพ
หรือป๋าจัดหนักเป็นรายปีก็มีให้เลือกตามอัธยาศัย และกำลังทรัพย์ -





- หวังสูงใช้งานระดับองค์กร ก็มี Copy with Company กรอกชือ่บริษัทเข้าไป
ที่นี้การแลกเปลี่ยน โอนย้าย ปุปปับฉับไว ข้ามได้ทุกdevice ทุกplatform
ไม่ว่าจะเป็น ios , android , window mobile และอื่นๆ สบายคุ้มแฮ่
แม้แต่มาตราฐานการป้องกัน ทางcopyเขาก็การันตีทุกหน้าเพจ ชนิดใส่จังจนรำคาญ -





- แล้วที่ดูสมชื่อ Copy หน่อยเห็นจะเป็น
Sync 2 external folder between 2 different PCs

(same copy accout) ก็ตามประโยค สองโฟลเดอร์ระหว่าง
คอมพิวเตอร์สองเครือ่ง
แม้จะใช้ชื่อแอคเคาท์เดียวกัน
อันนี้cloudเจ้าอื่น เท่าที่ทราบยังไม่เคยสักเห็นที -พลุ







- การทำงานprocess ก็เรียบง่าย สวยคม ไม่เยิ่นเยอ ไม่มีโฆษณามาแทรกให้กวนใจ -






- ที่เจ๋งจนอยากแชร์ ตรงมันสามารถเล่นมัลติมีเดียก่อนโหลดได้! แค่นี้น้ำตาก็จะไหล - __ -;


ดังนั้น ใครอยากจะ Fair Storage for All ตามสโลแกนของทางCopy
ก็คลิกเข้าได้ตาม ลิงค์ https://www.copy.com/home/

หรือหากจะมีความเมตตาแก่ผู้เขียน เพื่อมีโอกาสกระเตื้องได้ค่าแนะนำอีก 5 GB
สมัครผ่านใน https://copy.com?r=dP4ynEcopy.com/?r=dP4ynE ก็จะเป็นพระคุณ
แม้จะไม่รู้ว่า จะมีให้มันเยอะไปทำไม?



บอกลาด้วยคลิปประชาสัมพันธ์ของทาง Copy ที่ผู้ใช้ถูกใจในความถูกใจและถูกเป๋าสตางค์ .....

...









 

Create Date : 05 สิงหาคม 2556    
Last Update : 5 สิงหาคม 2556 12:57:34 น.  

อนุญาติพักบล็อกสักเดือน โดยมีเพื่อนSimsimiเป็นพยาน













 

Create Date : 31 มกราคม 2555    
Last Update : 31 มกราคม 2555 19:27:05 น.  

ปัจฉิมสุดท้ายของศาสดาแอปเปิล






"Stay Hungry. Stay Foolish"


แม้จะไม่ใช่การคิดค้นของศาสดาสตีฟ จอปส์ ผู้ลาจากโลกนี้
ด้วยมะเร็งตับอ่อน ที่เขาบอกว่า


"นี้เป็นเพื่อนที่ใกล้ชิดผมที่สุด"


Stay Hungry. Stay Foolish


คำที่เขาฝังใจ ชนิดต้องยกให้เป็นคัมภีร์ไบเบิลของคนรุ่นเขา
ที่เขายกให้เป็นกูเกิลในพ.ศ. นั้น
ด้านหลังของหนังสือ Whole Earth Catalog
เป็นคำที่เขาไม่ลืมเลือน แม้หลายคนจะมองไม่เห็นค่า
เหมือนกับ คอร์สสอนการคัดลายมือ (calligraphy)
ที่จอปส์เลือกเรียน หลังจากฝืนอิสระจากชีวิตมหาลัย
ด้วยการ "ลาออก" เพื่อจะได้เลือกเรียนในวิชาที่เขาอยากเรียนจริงๆ


และนั่น........ก็นำมาซึ่งการออกแบบดีไซด์ เป็น


"คอมพิวเตอร์ยี่ห้อแอปเปิล"


ย้อนกลับไปเมื่อเดือน มิ.ย. ๒๕๓๘
นักจอมพรีเซนต์ของโลก ได้รับเกียรติ์ให้ไปกล่าวสุนทรพจน์
ที่ ม.สแตนฟอร์ด ที่ๆเขากล่าวคล้ายจะถ่มตน
แต่มันเป็นความจริงที่ว่า



"เขาไม่ได้จบมหาวิทยาลัย"


จะเป็นเพราะปม ที่แม่บังเกิดกล้าวยกเขาให้กับพ่อแม่บุญธรรม
เพราะเงื่อนไขว่า ขอให้พ่อแม่คู่นั้น...........จบมหาลัย
หรือเพราะเงื่อนไขว่า มหาลัยไม่ได้ให้คำตอบในชีวิตเขา
หรือเพราะเขา มีเป้าหมายในใจอะไรบ้างอย่าง


เป้าหมายนั่น เกิดที่โรงจอดรถหลังบ้าน
เขากับเพื่อนเกลอ "วอลซ์" ครุ่นคิดงานอดิเรกสักชิ้น
ผ่านไปอีกสิบปี งานอดิเรกชิ้นนั้นทำเงินมากกว่า


"๒ พันล้านเหรียญ"


พร้อมกับพนักงานอีก "สี่พันชีวิต"

จากชายที่เคยเก็บขวดโค้กเป็นค่าขวด
เดินทางข้ามฝากเพื่อไปขอข้าววัดกิน









แมคอินทอชรุ่นแรก คือ ศิลปะอันเลอค่า
จนอดตั้งขอสงสัยไม่ได้ว่า ทำไมไมโครซอฟต์จึงคิดคล้ายกับเขา?
และความสำเร็จที่รวดเร็ว นำมาซึ่งอัตตาและความทะเยอทะยาน
สิงไม่คาดคิด ก็เกิดขึ้นกับเขา
เมื่อบริษัทน้ำพักน้ำแรงที่สร้างขึ้น รวมหัว "ถีบ" ตัวเขาออกมา
แต่นั่นเขากลับมองว่า เป็น "โชคดีของชีวิต" ที่ทำให้เขาเติบโตขึ้น
เฉกเช่น เมื่อตอนเขาถูกค้นพบว่าเป็นมะเร็ง


จอปส์อาจจะไม่ใช่นักบริหารที่ยิ่งใหญ่
แต่สำหรับความเป็น "นักคิด" หลายคนเปรียบเขาดั่งเอดิสัน



ตลอดชีวิตของเขา ห้าอุตสาหกรรมมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เสมอ



"เพลง" "โทรศัพท์" "PC" "Tablet" และ "อะนิเมชั่น"



โดยเฉพาะประการสุดท้าย เป็นเหตุให้เขาได้กลับมาที่แอปเปิลอีกครั้ง
Pixar หลังจากที่ดิสนีย์ซื้อหุ้นในกิจการ ก็เป็นสภาวะเดียวกัน
ที่แอปเปิลที่ไร้ "จอปส์" ประสบในปัญหา
ศาสดาก็ถูกนิมนต์ให้จำวัดกลับอีกครั้ง



"ไอพอด" ก็ทำให้แอปเปิลมีชีวิตชีวาอีกครั้ง
จากนั้นตระกูล "ไอ" ไม่ว่า ไอจูน ไอโฟน ไอเพค
ล้วนแต่เป็นสินค้า ต้องเข้าคิวซื้อ
ถูกสุนทราพจน์โปรโมทสินค้าใหม่ สื่อทุกแขนงต้องจับตามอง
แม้จะช่วงจำศีล บรรดา "ข่าวลือ" เวอร์ชั่นสินค้าใหม่ ไม่เคยขาดหาย



กฎเกณฑ์ไม่ใช่นาย เขาเลยไม่เคยต้องเป็นทาสของกฎเกณฑ์
แม้นักการตลาดจะยกย่องเขาเป็น "ผู้นำ" แค่ไหน
ผู้นำนวัตกรรมเทคโนโลยี เพื่อให้ผู้อื่นเดินตามเส้้นทางเขา
แต่ผู้นำในใจของจอปส์ เขายกให้

"ความตาย"

เป็น "ผู้นำ" เสมอ



เพราะมันเป็น "ผู้นำความเปลี่ยนแปลง" มันคือสัจธรรม
เขากำลังเป็นของเก่า ที่ธรรมชาติกำลังรอการกำจัด
เพื่อสอนเด็กจบใหม่ ที่กำลังฟังสุนทราพจน์เขาอยู่ว่า


"จงเดินตามสิ่งที่หัวใจและสัญชาตญาณเรียกร้อง
เพราะสองสิ่งนี้รู้อยู่แล้วว่าน้องๆ อยากเป็นอะไร"


อะไรที่เหลือจากนั้นก็เป็นเรื่องรอง.........แต่จงอย่าลืม


"Stay Hungry. Stay Foolish" ........




 

Create Date : 06 ตุลาคม 2554    
Last Update : 6 ตุลาคม 2554 22:58:09 น.  

ตระหนักในหน้าที่ หนทางที่ดีกว่าสแกนกรรมและลดความชีช้ำของหนูเรยา


ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เหมือนตัวผู้เขียนจะ "ติดกรรม"

แม้ "กรรม" ที่ว่าจะไม่ได้เกิดจาก ตัวเองเป็น ประธาน 'Subject'

ในฐานะเจ้าของกริยาเพื่อสนองเหตุแห่ง "กรรม"

แต่ด้วยกระแสข่าวหน้าสังคม ที่ปะปนทั้งเรื่อง แม่ชีชี้ทางแก้กรรม
(เสียดาย ที่แม่ท่านน่าจะมาเลือกชี้การสะเดาะห์เมื่อสักสิบปีก่อน ช่วงที่กำลังเอาะๆ)

และเรื่องของ นางสาวเรยา ตัวละครอุปโลกป์ ที่ดันเข้ากับทางโลก ได้ดีชะมัด
(จน รัฐมนตรีท่านบ้าจี้ จนถูกสะท้อน 'ก้อนอิฐ' ' แทนที่จะเป็นดอกไม้' จากแวดวงวิชาการ)




ในท่ามกลางถึงการชี้ปัญหา จากนานาทัศนะในหน้าสื่อ

ที่กางสักสิบหน้า ต้องเจอเรื่องเช่นนี้สักหน้านึง

จึงไม่แปลกที่จะขอเพิ่มสักหน้า ที่เป็นของตัวเอง เพียงแต่ว่า..........

มันไม่ได้เป็นทัศนะของผู้เขียน ที่ผุดขึ้นได้เองหรอก แต่เป็นบุคคลที่เชือ่ว่า

ผู้คนส่วนใหญ่ พร้อมจะอ้ารับฟัง และคิดตาม

จากถิ่นที่มีชื่อว่า "สวนโมกข์" ที่ไม่ต้องโบกรถไป 'ไชยา สุราษฏร์ธานี'

เพราะเดี๋ยวนี้.......เขาจำลองสวนโมกข์ ให้มาอยู่กรุงเทพตั้งนานแล้ว!





ศุกร์ ๑๓ ฝันหวาน ที่หลายผับหลายบาร์ เขาสวมงานเพื่อ "มายาการตลาด"

แต่ศุกร์ ๑๓ ที่สวนโมกข์กรุงเทพ ยามบ่าย .....เขามีหัวข้อเสวนา ที่น่าสนใจ

“สแกนกรรมสังคมไทย เจาะใจ...คุณเรยา - 5 ตำราที่ชาวพุทธควรอ่าน”

แค่หัวข้อ ก็เก็ทพอตัวแล้ว

ยิ่งวิทยากร ยิ่งซูเปอร์เก็ทมากขึ้นไปกว่าเดิม โดยผอ.สถาบันวิมุตตยาลัย

ผอ. ชื่ออะไร หลายคนคงไม่ทราบ แต่ถ้าบอกว่า เป็น "ท่านว.วชิรเมธี" แล้ว

อันนี้ไม่รู้ ก็....ไม่รู้ด้วยแล้ว





แน่นอนว่า กระบวนทางออกของความคิดก่อนหน้าที่รับทราบ

"เปิดอิสระทางความคิด" ดูจะเป็นสายหลักที่มุ่งเน้นในแวดวงวิชาการหน้านสพ.

อิฐหลายก้อนที่ว่า จะเป็น 'อย่าทำเป็นคุณพ่อรู้ดี' 'อย่าอำนาจนิยม' 'แทรกแซงสื่อ'

แต่กับทัศนะของท่านวอ แล้ว ท่านให้ตระหนักถึง "หน้าที่"

หน้าที่ ที่ไม่ได้หมายความว่า ให้ไปอ่านหน้าที่ที่เท่าไร
(ถึงแม้ในงานจะแนะนำหนังสือพุทธ "ห้าเล่ม" ที่คนไทยสมควรต้องอ่าน-เสริมผู้เขียน)



แต่ "หน้าที่" ที่ถ้าจับจุดได้ถูกหลักแล้ว

อย่างที่ท่านวอ ว่าไว้ "ดูละครให้เป็นจะเห็นธรรม"

ธรรมจึงไม่ได้บรรจุ อยู่แค่ในวิชาพุทธศาสนา อยู่ในวัด อยู่ในชั้นหนังสือหมวด
ศาสนา

แต่ ธรรมทุกธรรม อยู่โดยทั่วไป แม้แต่ตัวพระพุทธเจ้าเอง

ยังดำริเลยว่า "ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา"


เลยอดไม่ได้ว่า เราก็อาจจะเห็นพระพุทธเจ้าได้ ใน 'เรยา' ใน 'ดอกส้มสีทอง'

ท่านวอ เปรียบเทียบธรรมอันเกิดจาก "การทำหน้าที่" ในละคร

แทนที่จะมา "คัดพิษ" แบบที่นักวิพากษ์ทีวีทั่วไปเขามองกัน



-เจ้าสัวที่ไม่สำรวมในกามศีลข้อที่ 3 ทำให้คนภายในบ้านอยู่ไม่เป็นสุข นำมาซึ่งปัญหาต่างๆ

-ตัวแม่เรยาเอง ไม่ทำหน้าที่แม่ที่ดี ไม่เคยสั่งสอนลูกให้เคารพผู้ใหญ่ มีแต่ยอมลูก
ตลอดเวลา

-ส่วนตัวเรยา เมื่อวัยเด็กไม่ชอบเรียน พอโตขึ้นเลยไม่ได้นำความรู้ความสามารถมาใช้ ประกอบกับเป็นคนทะเยอทะยาน คิดสบายทางลัด ก็เป็นที่มาของปัญหาเช่นกัน




ดูละคร แล้วย้อนดูตัว

จะได้เห็นปัญญาเป็นตัวๆ มากกว่าการด่าตัวละคร

อันนี้ ผมคิดหลังจากพักเบรคโฆษณา แต่อดไม่ได้ว่าบางทีเรยา she ก็แร็งแรง

แบบไม่มีตรรกวิทยาให้ผุดได้คิด ปานประหนึ่งว่าsheเป็นมนุษย์ต่างดาว (แบบที่
อ.นิธิ คิด)





ไม่มีมนุษย์คนใด ที่เกิดมาไม่มีหน้าที่

แม้แต่ในพระไตรปิฎก ยังเอ่ยถึง "ทิศหก" ที่สังคมหกคะเมนเพราะไม่ได้ปฏิบัติ

และหน้าที่นี้แหละ ยังไม่สัมพันธ์กับ "ลัทธิแก้กรรม"

เพราะเชื่อว่า "แก้กรรม" ได้ ก็ต้องเชื่อในฐานที่ว่าคนทุกคนนั้น "รับกรรม"

รับๆ แก้ๆ โดยทีไม่ยอมลุกขึ้นมาสู้ชีวิตให้หลุดพ้นจากอุปสรรคทั้งหลาย

เพราะ "จน" แล้วรอการแก้กรรม

ไม่ทำมาหากิน ไม่ขยัน ไม่เก็บออม ใช้จ่ายสุรุยสุหร่าย

เรียกได้ว่า แก้จนไม่ถูกที่จน (ผู้เขียนคิดเอง) ด้วยจนไป'แก้'ที่'กรรม'

จึงต้อง'เวรกรรม'ที่ยัง'จน' อยู่ร่ำไป




อีกปัจจัยหนึ่ง ที่ท่านวอ วิเคราะห์สภาพสังคมส่วนมาก

คือ "มักเอาชีวิตไปพึ่งบุคคลอื่น" อัตตาหิจึงต้องโธะโธ่ เมื่อไรน้อจึงจะพึ่งตนเอง

สังคมไทย จึงกลายเป็นสังคม "นักรับจ้าง" (ผู้เขียนฟุ้งซ่านเองอีก)


-จ้างเทพเจ้าให้มาช่วย (เซ่นแฟนต้า ผูกผ้าแดง แก้ผ้ารำถวาย)

-จ้างมือปืนให้มายิงสส. (แม้สส.จะรู้ตัวว่าเป็นคนที่ตนเคยให้ความเคารพ)

-จ้างติดสินบนเพื่อเม็กกะโปรเจ็ค (ให้มาประมูลแข่ง ดันมารวมหัวประมูล)

-จ้างแม้แต่ผีให้มาโม่แป้ง (แม้แต่ผีก็ยังถูกจ้างได้)




สังคมที่น้อยคน จะหันจากการ "แก้กรรม" มาเป็น "แก้การกระทำ"

หากเคยทำสิ่งใดไม่ดีให้เลิก แล้วปรับปรุงตัวเองเป็นคนใหม่ แก้พฤติกรรมที่ไม่ดี

ใช้ชีวิตให้ถูกต้อง ดำรงชีวิตอยู่ด้วยสติปัญญา ไม่สยบยอมต่อปัญหาและอุปสรรค

ตนเองจึงสำคัญได้ ด้วยการกระทำ

เพราะจะนำมาซึ่งการลิขิตชีวิตของตัวเอง เชื่อมั่นในความเป็นมนุษย์

และที่สำคัญ เสียสตงสตางค์น้อยกว่าเห็นๆ





โดยปกติแล้ว ตัวผู้เขียนเชื่อในเรือ่งของ "บุญกรรม"
(ยิ่งในแง่ของการถูกทวงบุญคุณ ยิ่งตอกย้ำเรือ่งบุญกรรมมากขึ้นไปอีก)

บุญกรรม จึงไม่เหมือนกับระบบอัตราเงินกู้ ที่จะกำหนด 'ระยะเวลา' และ 'อัตรา
ดอกเบี้ย'

เชื่อในแง่ของพลวัตร ว่าแรงที่ถูกกระทำ ยอ่มต้องมีการสะท้อนกลับ

หรือไม่มีสสารใด ที่จะสลายสาปสูญ เพียงแต่ว่าได้ปรับเปลี่ยนสถานะเท่านั้น

และการ "แก้กรรม" ก็ไม่ได้เหมือนกับ "แก้ข้อสอบ"

คะแนนอาจจะได้เพิ่มแน่ แต่ "ความผิดในใจ" นี้มันติดตรึง

เพราะมันไม่ถูก "กติกา"

เสียบบอลข้างหลัง ยังมี "ใบเหลือง ใบแดง" ไว้ค่อยตักเตือน

ดังนั้น กับการ "แก้กรรม" ด้วยแล้ว ซึ่งดูจะผิดหลัก "กฎแห่งกรรม"

จะไม่เป็นการทำผิดธรรมชาติของกรรมด้วยรึเปล่า ถ้าโทษแบนในปรโลกมีจริงคง
ได้พักกันยาว ........






ฟังความข้างเดียวมาจาก....ว.วชิรเมธีชี้ทางแก้กรรมตามหลักพุทธศาสนาให้แก้ที่ตัวเอง โดย MCOT




 

Create Date : 15 พฤษภาคม 2554    
Last Update : 15 พฤษภาคม 2554 17:46:49 น.  

การตลาดแบบเนียนๆ



"เชิน-เหลย-คับ เลียน-พา-สา-อัง-กิด-ฟรี"

เป็นประโยคเชิญชวน ของเยาวชนต่างชาติ
ที่มายืมแจกโบชัวร์ตรงหน้าสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน
ที่ถอดรหัสภาษาแล้ว ถือว่าสำเหนียงเข้าขั้นถือว่าใช้ได้
แม้ประโยคที่ชัดเจน สะกดได้เด่นชัดที่สุด
จะไปหนักตรงคำว่า "ฟรี"
เนือ่งด้วยฟรี เข้าข่ายทำอะไรไปก็คุ้ม
วงเล็บ ถ้าไม่ใช่เราเป็นฝ่ายกระทำ


แน่นอน ..............ไม่ใช่แค่ผมเท่านั้น
ที่ยอมรับใบโฆษณาอย่างเต็มใจ
เพราะใครอีกหลายคน ต่างก็รู้สึกอยากตอบรับ
ซึ่งส่วนสำคัญ................เพราะเขาเป็นคน "ฝรั่ง"
อาจไม่ขั้นแก้แค้น ให้กับคนรุ่นปู่รุ่นทวด
ที่ฝรั่งเคยเอาเรือรบไปปิดปากอ่าว เป็นการเอาคืนชาติอาณานิคม
แถมยังใส่สูท ผูกไทสไตล์ไอ้หนุ่มวอลสตรีท
ที่ถัดฟุตบาท ไปสักสิบช่วงไม้ร้อยมาลัยก็เข้าวินมอเตอร์ไดซ์
แต่ทิ้งระยะละสายตา ไอ้พวกฝรั่งตาน้ำขาวแจกโบชัวร์
ผมก็ต้องผะหงะกับความ "เนี้ยน" ของชาวต่างชาติ
เพราะ "ฟรี" ที่ว่า
มันก็เกิดปิ๊งสงสัยตั้งแต่ก่อนที่จะมีโบชัวร์ไว้ในการครอบครอง
เพราะอย่างที่รู้ เรียนภาษา ถือเป็นการอัพเกรดไดรฟเวอร์สมอง
ยิ่งภาษาอังกฤษแล้ว ยิ่งต้องเพิ่มความอินเตอร์ไฮโซมากอีกระดับ
ไม่งั้น ละครตลกคงไม่กระแนะกระแหน่พวกลูกครึ่งพื้นบ้าน
ที่ "พูดไทยคำ-อังกฤษคำ" จนระคั่นจะกลายเป็นคนเซ็นต์สักถีบ(สองถีบ)
เหตุที่บอกว่า "เนียน" เพราะมีบ่งบอกสถาบันตัวเล็กจิ๋วมุมหลืบ
ว่าเป็นส่วนของหน่วยคริสตจักรแห่งหนึ่งที่เยื้องไปไม่ไกลหนัก
แต่ใช้หัวหลักปักใหญ่ในใบแจก ว่า

"มาร่วมเรียนอักฤษฟรีกัน ด้วยครูผู้สอนต่างชาติ"!!!



ถ้าถามว่า สิ่งที่กลุ่มฝรั่งเหล่านั้นทำจัดขึ้นแล้ว
"ผิดไหม"
โดยสามัญสำนึกส่วนตัว ย่อมรู้สึกว่าไม่ผิดหรอก
เพราะการตลาดบ้านเราเสียด้วยซ้ำ ที่เล่นเลยเทิดได้แรง
ตามยุทธวิธี "เราต้องพูดความจริง" เพียงแต่ "จริงได้ไม่หมด"
ซึ่งสูตรกระบวนการนี้ มีช่วงรุ่งเรืองแบบสุดๆ
ในยุทธ "โปรโมชั่นมือถือครองเมือง" และ "ตลาดหุ้นฟู่เฟือ่ง"
เพราะทั้งสองยุทธการตลาดนี้ ล้วนแล้วแต่
มีสัญลักษณ์ศักดิ์สิทธิ์ที่ปกป้องเหมือนกัน คือ "ดอกจัน"
และที่สำคัญที่จะเพิ่มความศักดิ์สิทธิ์เพิ่มขั้น
คือ ดอกจัน ต้องดอกใหญ่กว่าคำแนะนำหรือเงื่อนไข
ใช่แล้ว ฝรั่งสองคนนั้น จึงชักชวนตามหัวข้อที่แจกไว้ของโบชัวร์
ส่วนนัยยะ และเป้าหมายขององค์กรที่สนับสนุนนั้น
เป็นอีกเรือ่งหนึ่ง ที่คนไทยอยากจะเรียนเพราะมันฟรี
หรือความหน้าตาของฝรั่งของคนนี้ที่ชี้ชวน
อันนั้น ...........ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
แต่นั่น ไม่ได้กล่าวถึงเป้าประสงค์หลักในฐานะองค์กรสนับสนุน
ที่จะอดเคลือบแคลงไม่ได้ ยิ่งมาเจอะใบสอดแทรกว่าจะแจกพระคัมภีร์ให้
ยิ่งเป็นคำเคลือนแคลงที่สอดไส้คลาเมนแน่นเป็นสองชั้น



กระแส "การตลาดแบบเนียนๆ" จะกลายเป็นยุทธวิธีกระแสหลัก
สำหรับคนรุ่นต่อไป ที่คระหนักใน
"สิทธิความเป็นส่วนตัว" และ "กฎบัตรมนุษยชน"
ไอ้อย่างแรก ยังพอเข้าใจได้ แต่อย่างหลังฟังดูเท่ห์
ทว่าได้อ้างทางการเมืองแล้ว มันชวนให้ศักดิ์สิทธิ์
ผมเคยได้ฟังคุณดนัย จันท์เจ้าฉาย ซีอีโอบีเอ็มจีพับฯ
สัมภาษณ์ในรายการชีพจรโลก ถึงสูตรที่จะมีอนาคตในการทำการตลาด
ในโลกของทวิตเตอร์และเฟซบุค คุณดนัยกล่าวสะท้อนความจริงบางอย่างว่า
"หากจะทำการตลาดในโลกโซเชียลเน็ตเวริค ให้มันเวริค
การขายตรงๆ ถือเป็นการละเมิดสิทธิของเจ้าของบ้าน ซึ่งไม่เป็นสิ่งดีนัก
(เจ้าของบ้าน อาจปราณีตโดยแจ้งว่าท่านเป็นพวกสแปม
แต่ถ้าร้ายกว่านั่น นั้นคือ คิก(บล็อก)ท่านออก) แต่ถ้า
ทำให้เขารู้สึกว่า เราเป็นเพื่อนหรือบอกต่อจากเพื่อนสู่เพื่อน
หรือที่ทางการตลาดว่า Viral Maketing อย่างนั้นจะให้ผลที่ดีกว่า"
สรุปง่ายๆ เป็นการตลาด ที่มาขายโดยผู้ซื้อไม่รู้สึกว่ากำลังถูกให้ซื้อ
จึงเป็นความเนียนบนฐานของการช้อปปิ้ง
มีแต่ความรู้สึก "อยากจะได้" ส่วนขั้นตอนการจะ "ได้"
ก็ต้องผ่านวิธีการ"ซื้อ" โดยที่ผู้ขายทำหน้าที่เพียงการประชาสัมพันธ์
และเลือกกลุ่มของการเข้าถึง ตามแต่ละกลุ่มลูกค้าที่เป็นเป้าหมาย
อย่างลืมว่า 500 ล้านคนในเฟซบุค ที่แม้แต่ซีอีโอของเว็บยังบ่นตามใบปิดหนังว่า
เขาไม่มีเพื่อนสักราย แต่ความหมายของนักการตลาดแล้ว
มันคือ "โอกาส"
และอย่าลืมว่า ถ้าให้นับไล่เรียงลำดับประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลก
หนึ่ง คือ จีน สอง คือ สหรัฐ สาม คือ อินเดีย
เฟซบุค ก็เป็นประเทศจำลองที่มีประชากร เป็น "อันดับสี่" นับจากนั้น
ดังนั้น ใครที่เล่นเฟซบุค ก็เป็น "อภิสิทธิ์ตัวแทน" ที่ไม่ต้องมีวิซ่าเข้าประเทศ!!



แต่ความเนียน ใช่ว่าจะไม่มีอุปสรรค
เพราะโอกาสจะเนียนได้ มิใช่ด้วยมอยส์เจอไลเซอร์
ไม่ด้วยการประทินผิวแบบเบบี้เฟซ หรือกระบวนการโฟโต้ช้อปส์เบลอภาพ
เพราะกระบวนเนียน ต้องทำให้ความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งเกิดขึ้นอยู่ในใจ
เหมือนกับเพือนผู้เขียนท่านหนึ่งที่บอกว่า
"เป็นแฟนไม่ได้ ก็ขอเป็นเพื่อนเอาไว้ก่อนก็แล้วกัน"
ประมาณว่า ขอให้ลิงค์กันติดไว้ก่อน อนาคตข้างหน้า คอ่ยว่ากัน
จึงหนีไม่พ้น "เงือ่นเวลา" ที่จำต้องใช้มากกว่าปกติ
ซึ่งคงหายสงสัยว่า หน่วยขายประกันชีวิตส่วนใหญ่
ผู้สัมภาษณ์มักเลือก คนที่มีประวัติในเชิง"ครอบครัวขยาย" เป็นหลัก
มากกว่า "ครอบครัวเดีย่ว" เพราะมีโอกาสประกันได้ถึงหลานของพี่ของน้อง
และปัญหาในเรือ่งของประเด็น ก็มีผลตอ่ความรู้สึกโดยภาพรวมของผู้บริโภค
อย่างไรเสียผู้บริโภค ที่จะเลือกสินค้าตัวใดตัวหนึ่งแบบควักสตงสตางค์
นั่นหมายความว่า สินค้าตัวนั้นจะต้องส่งผลเร้าเชิงบวกต่อความรู้สึกทีดี
แม้แต่ "เหล้าหรือบุหรี่" ที่รู้ทั่วบ้านทั่วเมืองว่ามันไม่ดี
แต่กรณีเหล่านี้ ย่อมหนีไม่พ้น "ความรู้สึกของผู้บริโภค" เป็นใหญ่
อยู่เหนือในเงือ่นไขและตรรกะทางสังคม ยิ่งทำให้รู้สึกผู้บริโภคแลดูไม่ฉลาด
หรือเป็นการถูกเอาเปรียบหักหลัง นอกจากจะสร้างทัศนคติเชิงลบแล้ว
ยังอาจเป็นสิ่งเลวร้าย จากปากหนึ่ง ไปสู่อีกปากหนึ่ง
แล้วประทานโทษ ธรรมชาติของปากเดียว ยอ่มไม่สิ้นสุดเพียงแค่อีกปาก
แต่ถ้าเป็นฉากเลิฟซีน อันนี้เข้าข่ายที่ลับตาซึ่งพอควรอนุโลมได้บ้าง




หรือการสื่อสารเหลียบๆเคียงๆ ในเชิงรบ กว่าจะบุกตีศึกถึงยังพระนคร
ความไม่ชัดเจนในการสือ่สาร อันเป็นผลให้การเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย
มีการคาดเคลือ่นและได้ในกลุ่มที่ไม่ตรงกับวัตถุประสงค์ที่วางไว้
ไม่อยากยกกรณี สส.กรุงเทพท่านหนึ่ง ที่ไปสำรวจตะเข็บพื้นที่ชายแดน
ซึ่งถ้ามีความชัดเจนในหลักเขตแดนชัด และมีหน่วยพิทักษ์ไปเป็นโขยง
เพราะเชื่อได้ว่าเป็นฝั่งไทย สิ่งที่หลงเหลือกลับมาในประเทศ
คงไม่เหลือไว้เพียงแค่ "หนึ่งทวิตเตอร์กับบางคลิปในยูทูบ"
ซึ่งจุดฉลาดโดยส่วนใหญ่ การตลาดแบบเนียนๆมักถูกนำไปเป็น"ทางเลือก"
ให้กับผู้บริโภค ไม่ถึงกับสุ่มหาคู่แบบดูตัว แต่ตอบสนองคุณสมบัติของสินค้า
เข้ากับรสนิยมของกลุ่มเป้าหมาย ยิ่งเฟซบุคยิ่งต้องบอกว่าง่าย
เพราะตลาดสามารถเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้
แม้ไม่ทุกคน แต่ถ้าสักครึ่งหนึ่งก็ประมาณ 250 ล้านผู้ใช้
ต่อให้ซอยยิกซอยน้อยอย่างไร ในแง่ของการงบประชาสัมพันธ์
เมือ่ไปเทียบกับสือ่ประชาสัมพันธ์ในช่องทางอื่นๆ
ก็หลีกหนีมองไม่ได้ว่าคุ้มสุดคุ้ม




การตลาดแบบเนียนๆ จึงเป็นศาสตร์ที่ต้องประกอบไปด้วย
"ศิลปะ" และ "ยุทธวิธี"
ซึ่งทั้งสองกระบวนการ ย่อมไม่ถึงปฏิบัติในแง่ตายตัว
สามารถปรับเปลี่ยนไปตามกระแสความต้องการของตลาด
ยิ่งผู้บริโภค มีโอกาสรับข้อมูลข่าวสารได้อย่างถาโถม
และติดตามเทรนด์ใหม่ๆเฉพาะกลุ่ม นักการตลาดยิ่งต้องศึกษาตัวแปร
และประยุกต์ใช้ให้เข้ากับตัวสินค้าในจุดที่เหมาะสม
ไม่ใช่เอาตีนตบไปขายกับคนเสื้อเหลือง หรือเอาหนังสือลับ ลวง พรางไปขายผบ.ทบ.













 

Create Date : 04 มกราคม 2554    
Last Update : 4 มกราคม 2554 21:26:59 น.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  
Mr.Chanpanakrit
Location :
สงขลา Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 14 คน [?]




 
 

  Chan Krit

Create Your Badge  
 
 
    ㊀㊁㊂㊃㊄㊅㊆㊇㊈㊉ ผู้สัญจรที่ส่องมา☺☻ ㊀㊁㊂㊃㊄㊅㊆㊇㊈㊉     ...
Friends' blogs
[Add Mr.Chanpanakrit's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.