A ........ Z
Group Blog
 
All blogs
 
Spaceship Battle Yamato : ศึกมหาจักรวาลยานรบยามาโตะ


Space_Battleship_Yamato
ถือเป็นวรรณกรรมการ์ตูนสุดคลาสสิกโคตรเรือ่งหนึ่ง
ที่คนในร่วมยุคสมัยปี 70 ถึง 80 เป็นต้องรอ้งอ้อ อ๊าก อ้าว และเหรอ?
ทั้งเคยได้ยินมั้ง และไม่รู้จักมักคุ้น ตามประสาคนบ้างบ้านที่ยังไม่มีทีวี
ในฐานะที่ผู้เขียนเพิ่งจะเสียสตางค์เข้าหอเอ้ย......เข้าห้างลงโรง
จึงอยากจะเสนอ การจัดระเบียบทัศนาก่อนการรับชม
เพื่อไม่ให้เป็นการผิดใจกันไป ระหว่างตัวหนังกับท่านผู้ชมทั้งหลาย
ด้วยขออาศัยคำขวัญวันเด็กในสัปดาห์ที่ผ่านมา เป็นกรอบการวิจัยที่ว่า

"รอบคอบ-รู้คิด-มีจิตสาธารณะ"

เพราะไหนๆ เจ้าของค่ายเขาก็อุตสาห์หาเวลาลงโรง เพื่อกะหลอกกินตังค์เด็ก
แม้เมือ่เข้าไปแล้ว จะเจอะเจอคนรุ่นราวคราวเดียวแบบอุ่นใจ
ประมาณว่า เอาเข้าจริงดันกลับกลายเป็นสื่อฝืนความหลังครั้งเยาว์วัย
ซึ่งถ้าไม่เกี่ยวไปจากนี้ ก็เลยมาเป็นคนรุ่นพ่อของผู้เขียนไปเสีย
อย่างน้อยความรู้สึกๆดี ที่หนังเรือ่งนี้ทำให้ผู้เขียน
เป็นมาตราฐานผู้ชมคนดูที่วัยแลดูน้อยที่สุดและมีสมาธิโดยไร้เสียงวอกแวก
แม้กำลังอยู่ในช่วงเทศกาลวันเด็กก็ตาม (จนหนังเลิกต้องไปอ่านเกรดผู้ชม
ว่าจริงมันเป็นหนังสำหรับคนทุกเพศทุกวัย หรือคัดสรรแต่คนรุ่นใหญ่)




รอบคอบ

Space_Battleship_Yamato ดูจะเป็นหนังที่มีจุดขาย
โดยเฉพาะตลาดเมืองไทยหลักอยู่สองส่วน ตามความรู้สึกไปเอง
ส่วนแรก คือ จุดขายจากความเป็นกระทาชายนาย คิมูระ ทาคุยะ เจ้าพ่อพระเอกซีรีย์วัยไม่อ่อน
(โดยดูจากโปสเตอร์ที่ติดหล้าหน้าโรงจะเน้นเลือกใบปิดที่ขายคน มิได้ขายพาหนะตัวยานแต่อย่างใด)
ที่มีผลงานซีรีย์ชนิด ขอมีให้ปรากฎเหอะ ทางสถานีก็พร้อมจะที่ซื้อและหาเวลาออกฉาย
เป็นอย่างนี้มานานตั้งแต่สมัยไอทีวีเก่า อย่าง Love Generation ,engine,Good luck!!,Pride
ตลอดจนถึงช่องสัญญาณเดิมแต่เปลี่ยนชื่อไปเป็น ไทยพีบีเอส
ก็ไม่แคล้วมีให้ปรากฎสังเวยแฟนคลับอย่างต่อเนื่อง อาทิ Mr.Brain และ Change เป็นต้น
แต่ถ้าเป็นเกินเลยจากซีรีย์มาคาโรงอันนี้ ผู้เขียนก็ไม่กล้ารับประกันด้วยสิ ว่า
จะระดมค่าเงินบาทได้หนากว่าเงินเยน ได้รึเปล่า?
ด้วยหนังสุดท้าย ของเฮียทาคุยะไปเตะตาผู้เขียนในโรงภาพยนตร์ ก็เป็น
2046 ของผกก.หว่องกาไว่ เมื่อทศวรรษที่แล้วโน้น




ส่วนที่สอง ดูจะเป็นหนังกึ่งๆ Nogtagist ของคนร่วมสมัยปี 70
ซึ่งก็เคยมีสถานีโทรทัศน์ไทยช่องหนึ่ง (ขออภัยที่ไม่อยากจำ ด้วยความบอบช้ำเพราะวัย)
ที่นำมาออกอากาศ ในชื่อติดปากว่า "เรือรบยามาโตะ"
(มักจำสับสนกับกาแล็กซี99 ว่าเป็นเรือ่งเดียวกัน่อยู่เสมอ)
จนมีเด็กระแวกบ้านติดกันงอมแงม ไปหยิบขวดพลาสติกประหนึ่งว่าเป็นยานรบ ปรืนๆ
ตามประสาการ์ตูนอะไรมาฉายฟรี ก็พร้อมที่จะติดหน้าจอกันทั้งวัน
(แต่แปลก ถ้าไปฉายในอเมริกาเหนือจะเรียกว่า Star Blazers แต่ถ้านอกเขตพื้นที่ยุโรปอื่น
จะรู้จักกันดีในชื่อ Space Cruiser Yamato) โดยผู้อำนวยการสร้าง "โยชิโนบุ นิชิซากิ"
ที่ดัดแปลงมาจากฉบับการ์ตูนของ อาจากรย์ "เลย์จิ มัตซึโมโตะ"
โดยมีการประยุกต์กันระหว่างหนังเอพิโซดอย่างสตาร์วอร์สประสานกับ
เรือรบในตำนานสมัยสงครามมหาเอเชียบูรพา อย่างเรือยามาโตะ
เพียงแค่การฟ้องร้อง ว่าใครเป็นผู้ครอบครองกรรมสิทธิ์เรือ่งราวเจ้าเรือยานยามาโตะ
ก็รอพิจารณาตัดสินทางศาลจนปาไปต้นปี 2002
ให้ลิขสิทธิ์นั้นตกเป็นของปู่นิชิซากิ ในฐานะคนปลุกปั้นได้เด่นชัดกว่า
แต่สุดท้ายก็เป็นข่าวเศร้า เมือ่ล่าสุดปู่นิชิซากิในวัย 75ปี เพิ่งเสียชีวิตเมื่อปลายปีทีแล้ว
ด้วยอุบัติเหตุพลัดตกเรือจักรกลไอน้ำ ที่เขาตั้งชื่อว่า "ยามาโต้"




เรือรบอวกาศยามาโต้ เป็นโปรเจ็คเรือรบพื้นที่สุดท้ายของหน่วยงาน Earth Defense Forces
ในการหาหนทางกำจัดกากกัมมันตรังสี ที่ถูกจู่โจมจากมนุษย์ต่างดาวภายใต้ชื่อ
พวกกลุ่ม "กามิลาส" (Gamilas) ที่มนุษย์โลกแทบไม่รู้จักที่มาและวัตถุประสงค์ที่แท้จริง
ผลจากอุกกาบาตที่พุ่งดิ่งสู่โลก เป็นเหตุให้มนุษย์ต้องอพยพโยกย้ายลงสู่ชั้นใต้ดิน
ด้วยสารกัมมันตรังสีปนเปื้อนปกคลุม ไปทำลายสิ่งมีชีวิตทุกชนิดที่อยู่บนผืนโลก
จนกระทั่งปี 2199 ได้เกิดอุบัติว่า มีเถหะวัตถุขนาดเล็กจากนอกโลกปะทะในเขตพื้นที่
ที่ซึ่งมีพนักงานเก็บซากแร่ "สุสุมุ โคได" ผู้กำลังค้นหาแร่หายากตามปกติ
อุบัติเหตุครั้งนั้น ทำให้เขาสามารถหายใจในเขตปนเปื้อนโดยไร้เครือ่งออกซิเจน
เหตุการณ์อันอัศจรรย์ครั้งนี้ มีผลให้หน่วยงานความมั่นคงได้วิเคราะห์ว่า
อาจจะเป็น "สาสน์ลับ" ของสิ่งมีชีวิตอีกนอกพิภพ ที่ประสงค์จะยื่นมือให้ความช่วยเหลือ
ซึ่งนอกจากรหัสพันธุกรรมแผนที่ที่แนบมาแล้ว ยังประกอบไปด้วยวิทยาการทางการรบ
เทคนิควิธีในการข้ามพื้นที่เวลา (Wrapping) และที่สำคัญที่สุด
คือ จุดพื้นที่นัดหมายในเขตหมู่ดาวแมกแกเลียนในอีกหลายล้านปีแสง
ที่ๆชนชาวอีสคานดาร์ (iscandar) อาศัยอยู่ สิ่งมีชีวิตที่เชือ่ว่า
มีพัฒนาการและอารยธรรมสูงส่งกว่ามนุษย์ การที่โคไดยังมีชีวิตอยู่
เป็นเพียงสาสน์ชั้นต้นในการรับรองว่า นี้เป็นความหวังเดียวสุดท้าย
ที่จะทำให้มนุษย์กลับมาอยู่บนผืนดินอย่างอุดมสมบูรณ์เหมือนเมื่อในสี่ปีกอ่นที่จะเกิดเหตุ




ขบวนการคัดลูกเรือ เพื่อบรรจุให้เป็นสมาชิกบนยานเรือยามาโตะ
"โคได" ผู้รอดตายจากเถหะวัตถุประหลาดครั้งนั้น เป็นหนึ่งในผู้ขอรับการคัดเลือก
ซึ่งเขาก็ได้รับการเข้าบรรจุอย่างง่ายดาย ส่วนหนึ่งเพราะ
เขาเคยเป็นลูกเรือในกองทัพมากอ่น อีกส่วนหนึ่งเพราะเขาเป็นน้องชาย
ของอดีตกัปตันยานเรือรบอีกลำ "มาโมรุ ไคโตะ" กัปตันยานเรือยุกิกาเซะ
หน่วยทำลายทางภาคพื้นอากาศ ผู้ที่ได้อาสานำยานเรือเข้าขวาง
เพื่อให้กับตัน "จูโซ โอกิตะ" ได้รอดชีวิต (ดูจะเหมือนในฉบับการ์ตูนมากที่สุด)
ในศึกมหาสงคราม the Reflection Satellite Gun on Pluto
ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็นกัปตันเรืออาวุโสประจำการบนยานเรือยามาโตะ
เป็นเหตุให้ไคโตะรู้สึกโกรธแค้นป็นอย่างมาก ตลอดการเดินทาง
แทบจะเป็นไม้เบื่อไม้เมาและขัดคำสั่งผู้บังคับบัญชาอย่างกัปตันโอกิตะอยู่โดยตลอด
(แต่ในหนัง ทำให้สัดส่วนนี้ดูน้อยลง ทั้งๆที่ในฉบับอนิเมโคตรจะดื้อและอินดี้สุดๆ)
แต่ด้วยสภาพสังขารอันชราภาพของกัปตันโอกิตะที่ไม่เอื้ออำนวย
จึงเป็นผลให้ระหว่างการเดินทาง กัปตันโอกิตะจำต้องถ่ายโอนตำแหน่ง
รักษาการกัปตันยานเรือยามาโตะ ให้กับไอ้หนุ่มโคได
ด้วยมองเห็นในศักยภาพและภาวะผู้นำอะไรบางอย่าง ท่ามกลางความสงสัย
ของหมู่มวลสมาชิกในแต่ละแผนกบนยานเรือยามาโตะ
ส่วนรักษากัปตันยานเรือยามาโตะ จะทำได้ดีแค่ไหน
เผชิญกับอุปสรรคในฐานะเครือ่งพิสูจน์เช่นไร และจะนำลอ่งหมู่มวลรัฐนาวาได้แค่ไหน
คงต้องควักสตงค์สตางค์เงินบาท ร่วมกับมหากาพย์แห่งตำนานของการ์ตูนยานเรือนี้
ในโรงภาพยนตร์กันเอาเอง




รู้คิด

ถ้าเข้าใจเงือ่นไขทางข้อจำกัดทางภาพยนตร์ ที่ต้องใส่องค์ประกอบหลักทุกอย่าง
ลงไปใน Space_Battleship_Yamato ซึ่งกว่าฉบับอนิเมชั่นจะอวสานสมบูรณ์พูนสุขได้
ก็กินเวลาไปกว่าสิบปี (คือ 1974 ถึง1983) ซึ่งผู้กำกับและคนดัดแปลงบท
จงใจที่จะละเลยปูมหลังของตัวละคร ไม่ว่าจะเป็น
ศึกชิงมหาจักรวาลของจักรวรรดิ์กัลมาลกับกลุ่มสาธารณรัฐโบลาร์
ตัวราชีนีสตาร์ชาแห่งอิสคานดาร์ จักรวรรดิ์แบล็คเนบูล่า ความรักของลูกเรือเทเรซากับไดสุเกะ
ความข้ดแย้งข้ามหน่วยระหว่างโคดะกับไซโตะ ผู้เป็นหัวหน้าหน่วย space marine
นี้ยังไม่รวมถึงส่วนขยายของภาคสอง สามและสี่ ที่จะเพิ่มหน่วยพื้นที่ศัตรู ไม่ว่าจะเป็น
กลุ่ม White Comet Empire Gatlantis,Dark Star Cluster Empire,Bolar Federation
และ Great Urup United Star Systems
เรียกได้ว่า จงใจละทิ้งเพื่อสงวนท่าทีและเวลา ขนาดเดียวกันก็เปลี่ยนแปลงวิธีการจบ
ซึ่งศิษยานุศิษย์ยามาโตะโอเวอร์รีแอ็กซ์ด้วยกันเท่านั้น น่าจะจดจำกันได้อยู่
ขณะเดียวกัน จำต้องอนุรักษ์วิธีการเล่าเรื่องเชิงอวกาศแบบการ์ตูนยุคปี 70
ที่ไม่เน้นความซับซ้อนในโครงเรือ่ง มีอรรถาธิบายลักษณะเดียว
อีกทั้ง ข้อจำกัดในการแสดงอารมณ์ของลายเส้นฉบับอนิเมชั่นเดิม
ซึ่งต้องอาศัยจินตนาการประกอบกับหลักความเป็นไปได้ทางวิทยาศาสตร์
กรอบส่วนนี้ นิชิซากิเล่าว่าเขาได้รับอิทธิพลจาก starwars อยู่พอสมควร
เพราะเอาเข้าจริง ในฉบับยามาโตะลงโรง บิดเบือนให้ภาพของศัตรู
อย่าง พวกอิสคารัส เป็นมนุษย์ต่างดาวแปลกแยก ยิ่งโดยเฉพาะตอนต้นแล้ว
แทบจะไม่รู้จักที่มาที่ไปหรือลำเนาเผ่าพันธ์ ในขณะที่ฉบับอนิเมชั่น
มีความชัดเจน มีตัวมีตน และมีขั้วความขัดแย้งภายในหลายฝ่งหลายฝ่าย



ผู้กำกับเลือกใช้หนทางที่ถนัด และตอบสนองจุดขายของตลาด
โดยเลือกให้เรือรบยามาโตะ กลายเป็นหนังแอ็คชั่นกาแลคซี่ไซไฟ
(ซึ่งร้อยวันพันปี จะมีหนังแนวนี้นอกเหนือจากอนิเมชั่นวางเกลือ่นทั่วไป)
ตลอดจนถึง เมื่อเทคโนโลยีการผลิตเหนือโลกผ่านCGเอื้ออำนวย
ซึ่งใครที่พอติดตามผู้กำกับ "โนโบรุ อิชิกุโระ" คงพอจะทราบว่า
นอกจากการที่เขาเป็นผู้กำกับมือรางวัล ที่เคยสร้าง Always ทั้งสองภาคจนสุโค้ยย์
ความสามารถอันโดดเด่นส่วนหนึ่งของเขาคือ การเป็นสมาชิกของ "ชิโรกุมิสตูดิโอ"
ซึ่งเป็นทีมงานสร้าง visual effects (VFX) ชื่อดังของประเทศ
โดยทางหนังสือพิมพ์เดลีสปอร์ตสรายงานว่า น่าจะมีไม่น้อยกว่าแปดสิบเปอร์เซนต์
สำหรับหนังเรือ่งดังกล่าว ที่มีคอมพิวเตอร์กราฟฟิค (CGI) เข้ามาเกี่ยวข้อง
ด้วยงบลงทุนการสร้างไม่ต่ำกว่า 22 ล้านเหรียญยูเอส
โดยทาง TBS films เป็นหน้าเสื่อในสนับสนุนค่าใช้จ่ายมหาศาล
เพื่อให้เรือรบอวกาศยามาโตะในตำนาน ได้เหาะเหินเดินอากาศ
ทะยานลอยล่อง ไปทิ่มตาผู้ชมในโลกของจอภาพยนตร์
ซึ่งถ้านับในแง่ "เทคนิคพิเศษ" ที่เป็นจุดขาย Space_Battleship_Yamato
ก็เป็นจุดจำหน่ายขายหน้าตา ที่สร้างความฮือฮา
นับตั้งแต่ทีเซอร์ ซึ่งเป็นจุดเริ่มแรก ยันไปถึงตอนจบ
โดยเฉพาะฉากยิงมหาปืนใหญ่ Wave Motion ที่ปล่อยครั้งละได้ไม่บ่อย
แต่ทุกครั้งที่ยิงไป สร้างอลังการความคุ้มค่าทางสายตาแบบชนิดที่
ฉบับอนิเมชั่นเป็นเพียงน้ำหนึ่งขันในวันสงกรานต์ไปเลย
ที่ระดับการพัฒนา แม้ว่าจะติดลูกไม่เนียนในบางซีนเมื่อเผลอไปเทียบกับ
มาตราฐานของหนังฟอร์มยักษ์ในระดับฮอลีวู้ด แต่โดยภาพรวม
ก็ถือเป็นส่วนที่คุ้มค่าและตื่นตะลึง เกินหน้าในระดับมาตราฐานเอเชีย
โดยเฉพาะ สำหรับคนดูผู้ไม่ได้มีจุดประสงค์แรกเริ่มเดิมที
จากหนังหน้าของดารา และหน้าหนังของแฟนพันธ์แท้ยามาโต้




ไม่เข้าใจเหมือนกันว่า ทำไมผู้กำกับโนโบรุ
ถึงยังคงเลือกที่จะเล่าเจ้าเรือรบยามาโต้ ตามแบบฉบับอนิเมชั่น
เหมือนซึ่งครั้งหนึ่งที่เขาได้กำกับ Returnner ซึ่งเป็นหนังไซไฟผสมซีจีในโลกอนาคต
ที่มีพระเอกทาเคชิโร่ รับบทเป็นนักฆ่าโลกอนาคต อรรถรสที่ได้
จึงเต็มไปด้วยโลกแห่งจินตนาการพาฝันของผู้กำกับ ในขณะที่
อารมณ์ร่วมของคนดู แทบจะเป็นทักษะพื้นฐานที่ป้อนใส่ให้แก่ผู้บริโภค
ซึ่งกลายเป็นสิ่งที่ละเลยหรือไม่ก็ขาดแคลนอย่างหนัก
กลับกลายเป็นว่าในงานแก้มืออย่าง always คล้ายกับว่าผู้กำกับแกจับทางติด
วางแปลนเรือ่งอย่างเข้าอกเข้าใจ โดยไม่มุ่งเน้นความบ้าพลังทางกราฟฟิก
ที่มีพรรคพวกและพรสวรรค์มาค่อยเกื้อหนุนอยู่เต็มตัก
(แต่ก็บรรจงหยอดใส่เคหะร่วมสมัยเพื่อให้บรรยากาศเข้าเนื้อพอดีคำ
ปลุกภาพความทรงจำในวันวานให้หวนกลับคืนมาอีกครั้ง)
กรรมวิธีในการเล่าเรือ่งเรือ่งเดียวกัน จากสื่อความบันเทิงคนละลักษณะ
อาจจะไม่ได้เป็นปัญหาใหญ่ ดูอย่าง death note ของผู้กำกับ ชุนสุเกะ คาเนโกะ
ก็เล่าได้สะแด๋วแห้วไม่แพ้กับฉบับหนังสือ คิดเอาเองได้ว่า
อาจเนื่องด้วยความเป็นยุคสมัยของผู้บริโภคที่เป็นคนดูยุคปัจจุบัน คงไม่เหมาะ
หรือไม่คุ้นชินกับกระบวนทัศน์การเล่าเรือ่งตามแบบแผนหนังไซไฟ
ของผู้กำกับโนโบรุสักเท่าไร ผิดกับหนังพีเรียดย้อนยุคแบบร่วมสมัย
ที่ดูจะเป็นทางถนัดและไปได้สวยยิ่งกว่าของผู้กำกับท่านนี้





ถ้ากล่าวถึงระดับความสามารถของทีมนักแสดง
ก็ขอบอกว่า ทุกคนเล่นได้เต็มที่กับบทบาทที่ได้รับ ในฐานะที่
นานทีปีหน จะได้รับเกียรติ์ร่วมวงไพบูลย์เป็นหนึ่งสมาชิกต้นหนของมหากาพย์ยามาโตะ
โดยเฉพาะ ศุนย์กลางของการดำเนินเรือ่ง "คิมูระ ทาคุยะ"
ผู้รับบทเป็น "สาสามุ โคได" ตอนที่ได้ยินข่าวคราวครั้งแรกก็ค่อนข้างแปลกใจ
เพราะ "โคได" ในต้นฉบับอนิเมชั่น เป็นตัวละครวัยหนุ่มแบบสิงห์คะนองนา
ในขณะที่ ตัวทาคุยะเองก็มีอายุอานาม ที่ผู้เขียนเรียกสรรพนามล่วงเกินว่า "ป๋ายะ" อยู่บ่อยครั้ง
(เห็นอย่างนี้ สามสิบปลายๆแล้วละตัวเอง) แต่การแสดงกระชากวัยของป๋า
ไม่ได้สร้างความเขอะเขินในความรู้สึกแต่อย่างใด ยังคงลื่นไหลตะแหลงแกง
ที่นอ้ยคนจะทันสังเกต ป๋าแกก็ยังคงเค้นศักยภาพงานแสดงตามหน้าที่อย่างเต็มหน้าและเต็มตา
ไม่ต่างจากงานแสดงทางซีรีย์แต่ประการใด เพียงแต่ในแง่มิติของตัวละครของโคได
ดูจะผิดไปจากความตั้งใจเอาไว้ก่อนหน้าของแฟนการ์ตูนอยู่พอสมควร
แต่ก็บอกได้ไม่มากนักว่า มีความผิดเพี้ยนไปในส่วนใด
จะไปโทษป๋าแกก็ไม่ได้ สู้มาโทษผู้เขียนที่ฤทธิ์ของอัลไซเมอร์ขนาดย่อมตามมารบกวนเสียง่ายกว่า
ส่วนตัวละครสมาชิกภายในยาน ส่วนใหญ่ล้วนแล้วแต่เคยเลียบๆเคียงๆกับป๋ายะในงานซีรีย์
อาทิ "ซานาดะ" หน.แผนกวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (รับบทโดย ป๋าโตชิโระ
เพื่อนนายแบงค์จากซีรีย์ Karei naru Ichizoku ) "โมโมรุ โคได"
พี่ชายในสายเลือดของพระเอกโคได (รับบทโดย ป๋าชินนิจิ นายสจ๊วตจากซีรีย์ Good luck!!)
"ดร. ซาโด้" แพทย์ประจำยานเรือยามาโตะ (รับบทโดย ป้าเรอิโกะ หมอประจำตัวนายกฯ
จากซีรีย์เรือ่ง change) "โตกุกาวะ" หน.แผนกฝ่ายเครือ่งยนต์
(รับบทโดยลุงโตชิยุกิพ่อเขยพระเอกในซีรีย์ Karei naru Ichizoku)
"ซาเอโตะ" หน. หน่วยปฏิบัติจู่โจม (รับบทโดย ฮิโระยุกิ ตำรวจตัวร้าย จากซีรีย์ Mr.Brain)
เรียกได้ว่า งานนี้ทีมงานคัดนักแสดงที่เคย "เข้าขา" กับป๋ายะ
มาแบบยกกะปิ ชนิดเคยได้ปะทะฝีมือกันมาแล้วทั้งน่าน
และที่ขาดไปไม่ได้ ตัวนางเอกหน้าใหม่ "ยูกิ โมริ" ที่ผู้เขียนไม่ค่อยถนัดถนี่ทางสายตานัก
และอาจเป็นผลงานเรือ่งแรกที่ได้ร่วมงานกับพระเอกป๋ายะ
เรียกได้ว่า รังสีออตร้าไวโอเลตบนระบบสุริยะ แทบจะไม่ระคายผิวน้อง "คุโรกิ เมอิสะ"
จะเป็นเหตุให้เธอ ได้ทั้งความขาวและความใส เลยได้ใจคนหนุ่มวัยกลางคน
ตลอดไปจนถึงผู้คนวัยชรา ให้ได้ซี๊ดซาดสะท้านจักรวาล
ในเรือ่งนี้เธอต้องรับบทนักบินสาวหน่วยอากาศยานมือดี ซึ่งก็เล่นได้ดีและเป็นตัวแปรที่สำคัญ
ในการไขปริศนากอบกู้วิกฤติซากกัมมันตรังสี อ่านประวัติคร่าวๆทราบว่าเธอเคยเล่น
ใน "เรียกข้าว่าอีกา" หรือ Crow Zero ทั้งสองภาค แต่ให้ตายเหอะ
ทำไมไม่อาจสะกิดติ่งความทรงจำของผู้เขียนได้อยู่ดี



มีจิตสาธารณะ

แต่นั้นก็ไม่ได้หมายความว่า ทั้งหมดที่กล่าวมา
จะเป็นเครือ่งการันตีคุณภาพโดยภาพรวมของหนังตลอดทั้งเรือ่ง
(ด้วยความเป็นมหาepisode มันควรที่จะได้รับการบริหารเป็นหนังไตรภาคเสียด้วยซ้ำ)
แต่อย่างน้อย ใครที่เคยได้ติดตามซีรีย์ญี่ปุ่น อาจจะพอคุ้นกลิ่นและชินตา
กับวิธีการแสดงในภาคพื้นฐานทางละครทีวี ซึ่งนั้นอาจจะให้อารมณ์ผิดทิศผิดทาง
สำหรับคนดูหนังโรงอยู่ไม่น้อย ยิ่งเป็นแนวการแสดงแอ็กติ้งในหนังแอ็กชั่นด้วยแล้ว
กรรมวิธีการนำเสนอ แทบไม่ได้ผิดหลักการเงือ่นไขอย่างที่ควรเป็นไปแต่ประการใด
แม้จะผิดวิสัยความเข้าใจโดยพื้นฐานสำหรับตัวผู้เขียนเองว่า
Space_Battleship_Yamato ฉบับอนิเมชั่นเมื่อหลายสิบปีก่อน
ไมได้มีจุดขายหลักอยู่ตรงที่ ฉากอัศจรรย์อลังการตามวิสัยของห้วงท้องจักรวาล
(เพราะสตาร์วอร์สและสตาร์เทค แย่งซีนฉากอัศจรรย์นั้นไปเรียบร้อยแล้ว)
ตรงกันข้าม กับเป็นวิสัยของการบริหารรูปแบบองค์กรที่หลากหลาย (Muiti-Managed Organization)
บนเงื่อนไขของการลงเรือ(ยาน)ลำเดียวกัน การปะทะทางช่องว่างระหว่างเจเนเรชั่น
การประนีประนอมรอมชอมระหว่างหน่วยงาน มิตรภาพ ความเข้าอกเข้าใจ
การเสียสละประโยชน์สุขส่วนตัวเพื่อผลความอยู่รอดของคนส่วนใหญ่
ความกล้าหาญในสถานการณ์ที่หน้าสิ่วหน้าขวาน (themes of brave sacrifice)
การให้เกียรติ์ยกย่องแก่ศัตรู (honorable enemy)
และตลอดจนถึงการรำลึกถึงคุณงามความดีของผู้ที่จากไปในฐานะวีรบุรษ
(respect for heroes lost in the line of duty)
ซึ่งอุดมการณ์ที่ก้าวพ้นกลายไปเป็นอุดมคติของชนชาติชาวญีปุ่น
แทบจะถูกสะท้อนในทุกๆส่วนผสมของ Space_Battleship_Yamato
เพียงทว่าปรับเปลี่ยนรูปแบบยุทธการณ์และเสริมจินตนาการที่หลุดโลก (ซึ่งก็หลุดไปไกล)
ขณะที่การตระหนักภัยจากสิ่งแวดล้อม อาจเป็นเพียงผลกระทบจากภาวะหลังสงคราม (post war)
แต่ในฉบับหนัง ใส่ความเป็นภาวะรักษ์สิ่งแวดล้อมและตีค่ามุมมองอุดมการณ์ต่อการเปลี่ยน
แปลงโลกกันคนละชุด ในขณะที่มนุษย์เร่งหาทางรื้อฟื้นกลับคืนมาอย่างเก่า
แต่กลุ่มปรปักษ์กัลมิลาส เลือกที่จะทำลายแล้วค่อยสังคยานาเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่
โดยที่จะว่าไป รูปแบบทางจิตวิญญาณดั้งเดิมทางตะวันออก
ได้ถูกสอดแทรกจนปรากฎอย่างชัดเจน
ในขณะที่รูปแบบการผจญภัยบนกาแล็กซีทางช้างเผือกแทบจะเลือนลางไปตามกาลเวลา
ที่ไม่ได้เกิดขึ้นจากมิติของเวลา แต่ทว่าเป็นเรือ่งของเซลล์สมองที่ปรับรับการจูนให้ย้อนรำลึกได้ไม่ทันท่วงที........




อวยข้อมุล..........

wikipedia





Create Date : 12 มกราคม 2554
Last Update : 28 มกราคม 2555 8:52:04 น. 1 comments
Counter : Pageviews.

 
ไม่เห็นอัพซีรีย์ นึกว่าหายไปไหน แอบมารีวิวหนังอยู่นี่เอง

จะสตาร์วอร์ส หรือสตาร์เทค ก็ไม่ค่อยได้ดูเป็นชิ้นเป็นอันกับเขาน่ะสิ ปกติชอบย้อนยุค แต่ล้ำอนาคตก็ชอบ ดูทีไรก็ชอบทุกที ยกตัวอย่างเช่นมี คริส อีแวน กับเรื่อง Sunshine ตะลุยจักรวาลไปจุดระเบิดดวงอาทิตย์ เบน แอฟเฟล็ค ในอาร์มาเก็ดดอน หรือหนุ่มดำในดวงใจอย่าง Will Smith กับ Independence Day (ดูหลายรอบมาก) แต่ไหงไม่เคยดูสตาร์วอร์สหรือสตาร์เทคเป็นชิ้นเป็นอันก็ไม่รู้สินะ

อ่านแล้วป๋ายะคงจะกระชากวัยจริงๆ ด้วย ก็น่าจะสนุกอยู่นะคะ ไว้จะหาโอกาสหาแผ่นมาดูบ้าง งานของทาคุยะ คงหาไม่ยาก จะไปดูในภาพยนตร์ตอนนี้คงหมดสิทธิ์


โดย: prysang วันที่: 18 มกราคม 2554 เวลา:22:45:44 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ
Mr.Chanpanakrit
Location :
สงขลา Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 9 คน [?]




-Brainyquote-

Chan Krit

Create Your Badge
㊀㊁㊂㊃㊄㊅㊆㊇㊈㊉ ผู้สัญจรที่ส่องมา☺☻ ㊀㊁㊂㊃㊄㊅㊆㊇㊈㊉   ...
Friends' blogs
[Add Mr.Chanpanakrit's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.