chaiwatmsu
Location :
มหาสารคาม Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 12 คน [?]




สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.
๒๕๓๙ ห้ามผู้ใดละเมิด ลอกเลียน หรือนำส่วน
ใดส่วนหนื่งของข้อความใน Blog แห่งนี้ไปใช้
ทั้งโดยเผยแพร่และเพื่ออ้างอิงโดยไม่ได้รับ
อณุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากเจ้าของ
บล็อก จะถูกดำเนินคดีตามที่กฏหมายบัญญัติ
ไว้สูงสุด


New Comments
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add chaiwatmsu's blog to your web]
Links
 

 

บอมเบย์ อินเดีย

ไปบอมเบย์ แต่ไม่ถึงอินเดีย




ได้มีโอกาสตามคนไปทำธุระที่บอมเบย์ วันที่ 30 พฤศจิกายน ถึง 1 ธันวาคม 2550
นอนสองคืน ทำวีซ่าไม่ยากและวีซ่าที่ได้เป็น multiple แปลเป็นภาษาอีสานได้ว่า
"หลายเทือ"
ดังนั้นวีซ่านี้จึงใช้ได้อีกหากจะไปอีกในรอบ 6 เดือน และนี่เป็นครั้งแรกที่ใช้สนามบินสุวรรณภูมิ ก็ดี ชอบ
ปกติวิ่งเข้าวิ่งออกตามชายแดน



แสตมป์ของอินเดีย รูปเสือเบงกอล



พืชคล้าย ๆ หูกวางปลูกริมเขื่อนกั้นน้ำ แต่ดอกหน้าตาแปลก ๆ ไม่เหมือนกับที่เคยเห็น
จึงขอเรียกว่าหูเก้ง จบ


บอมเบย์อยู่ฝั่งตะวันตกของอินเดีย ริมทะเล เป็นเมืองท่าแต่โบราณ
เราไม่ได้ไปไหนนอกเมืองบอมเบย์ เนื่องจากไม่ใช่ทริปเที่ยว และก็ไม่ใช่แนวแสวงหาทางจิตวิญญาณ
ชื่อของเมืองนี้ในภาษาแขกคือ มุมไบ คงเคยได้ยินมาบ้างใช่ไหม
ตื่นนอนยามเช้า ใช้เวลาตอนเช้าก่อนอาหาร เดินคนเดียวแถว ๆ ที่พัก คือริมอ่าว
เฝ้ามองผู้คนแปลกหน้า เดินไปเดินมา เดินริมถนนคนเดียว
ก็ดี ได้ใช้เวลาคิดอะไรเรื่อยเปื่อย ใช้เวลาค้นหา ทบทวนตัวเองในบริบทแวดล้อมที่แตกต่าง


จองโรงแรมด้วยความสาหัสสากรรจ์กว่าจะได้ ราคาแพงกว่าเมืองไทยมาก คืนละ 8500 บาท
มาตรฐานสี่ดาว แต่ผมให้ 3 ดาวครึ่ง อีกครึ่งดาวยึดคืนเนื่องจากความเก่า และความคับแคบ
สภาพขนาดนี้ ถ้าเป็นบ้านเรา พันถึงสองพันบาทพักอย่างสบาย
จริง ๆ หากพักในเมืองไทยโรงแรมเล็ก ๆ ก็พักได้
แต่ถ้าต่างประเทศโดยเฉพาะประเทศอย่างนี้ควรเพิ่มเกรดให้ตัวเอง
จงพักให้ดีกว่าความเป็นจริงของชีวิต






อาหารในโรงแรมที่พัก สนนราคา fish & ship 350, tuna sanwishes 200, Chicken soup 145 รูปี
ทูน่าคุณพี่แกเอาคลุกกับพริกหั่นและหอมซอย แต่ถ้าเผ็ดก็เสียชื่อคนไทยแย่สิ




ดูสิว่าน้ำอัดลมที่เรารู้จักมียี่ห้อเดียว ในตู้เย็นของโรงแรม ราคาขวดละ 50 รูปี
เราว่าแพงเลยไม่ได้เปิดดื่มชิมดู


คนไทยที่ทำงานประจำที่บอมเบย์บอกว่าราคาค่าเช่าบ้านเช่าออฟฟิศแพงมาก
ขนาดตกลงให้คนเช่าแล้ว ยอมไล่ออกเพื่อทำสัญญาใหม่กับคนใหม่ที่รายได้ค่าเช่าแตกต่างกันมาก
จนยอมหน้าด้านยกเลิกสัญญา
เพราะเหมือนเมืองจะตัน ขยายไม่ได้แล้ว ราคาอสังหาริมทรัพย์จึงพุ่งขึ้นด้วยการนี้
ในเมืองบอมเบย์มีรถดี ๆ แล่นไปมา คนรวยที่นี่ก็น่าจะเยอะ



รถเมล์ในเมือง



ใครว่าคนอินเดียไร้ระเบียบวินัย



ซอยแออัด ซึ่งกำลังขุด
ถนนบางสายในบอมเบย์ข้าง ๆ ตึกจะมีท่อระบายน้ำลงมาจากตึกไหลลงมาหน้าฟุตบาทลงท่อ
เวลาเดินต้องระวังเหยียบและลื่น รวมทั้งระวังตกท่อแบบในภาพ


อ่านข้อมูลเกี่ยวกับการท่องเที่ยวในอินเดียแล้วล่วงหน้าก่อนเดินทาง เพื่อเตรียมพร้อมผจญศึก
บางอย่างก็เป็นดังเช่นบางคนกล่าวไว้ แต่บางอย่างก็ไม่ได้เลวร้ายขนาดนั้น
รวมทั้งความย่ำแย่บางประการก็เป็นสิ่งที่เคยชินมาแล้วจากการไปเที่ยวที่อื่น ๆ และขอย้ำว่าสิ่งเหล่านี้
ถ้าไม่อยากเห็นก็ไม่ต้องมาอินเดีย มาอินเดียไม่เจอกองขี้แสดงว่ามาไม่ถึงอินเดีย
ในทางตรงกันข้าม ความเลวร้ายบางประการที่ยังไม่ได้เจออาจเป็นสิ่งที่บ่งชี้ว่า
“ยังมาไม่ถึงอินเดีย”



คนขายถั่วและซองอะไรมากมายที่ดูไม่ออกว่าคืออะไรมั่ง

เมื่อพิจารณาใบหน้าชาวอินเดีย พยายามถอดรหัสทางพันธุกรรม จมูก ปาก ตา ผิว
หมอเสริมจมูกอยู่ที่นี่คงไม่รุ่ง พบว่าผู้คนทั่วไปเป็นแขกดำ แขกขาวพบน้อยมาก
แขกขาวที่พบเห็นจะเป็นแขกขายพรมและผ้าขนสัตว์พัชมีน่าซึ่งมาจากแคว้นกัศมีระ
หรือแคชเมียร์ในสายตาของฝรั่ง บางคนเพียงส่วนน้อยก็หน้าตาคล้าย ๆ คนบ้านเรา
อย่างร้านอาหารจีนที่ไปกินก็มีคนหน้าตี๋มาเสิร์ฟ ถามดูจึงรู้ว่ามาจากแคว้นสิกขิม



ริมอ่าวทำเขื่อนกั้นน้ำ ถัดไปเป็นฟุตบาทกว้างสำหรับเดินออกกำลังกาย และถัดเข้าไปเป็นถนน
นกนางนวลแถว ๆ นั้นช่วยเตือนว่านี่คือทะเลนะ เผิน ๆ ดูเหมือนไม่ใช่


แค่ 2 วันยังไม่พบเห็นปัญหาเรื่องวรรณะ
เนื่องจากยังมาไม่ถึงอินเดียจริง ๆ แล้วก็ไม่กล้าถามใครตรง ๆ ว่ายูเป็นคนวรรณะไหน
รวมทั้งอยากสวมหมวกที่เป็นสัญลักษณ์ของบางกลุ่มเดินชอบปิ้งทั่วเมือง
แต่ก็ไม่แน่ใจถึงความละเอียดอ่อนในเรื่องนี้ ดังนั้นอย่าเลยดีกว่า



หมาก การยังกินหมากอยู่แสดงให้เห็นวัฒนธรรมเดิมของอินเดียซึ่งแข็งแกร่ง
เราก็อยากกินแต่กลัวท้องเสีย เพราะที่บ้านก็กินหมากกัน แต่หมากแขกมีเครื่องเยอะ ช่างพิสดาร




ใบพลูเค้าตัดช่วงขั้วออกมากพอดู แถมยังมี option ให้เลือกใบเหลืองหรือใบเขียวอีกต่างหาก

เมื่อยกกล้องขึ้นถ่ายภาพบางคน เจ้าตัวยกมือห้ามไม่ให้ถ่ายเราก็ไม่ถ่าย เล่นไม่ยาก
จริง ๆ อยากถ่ายภาพขอทานแต่กลัวขอเงินแล้วเราควักให้
หลังจากนั้นจะมีขอทานวิ่งมาจากไหนไม่รู้รายล้อมดังที่มีกล่าวไว้ในเน็ต
แต่ขณะเดียวกันก็ไม่เห็นขอทานรุมล้อมนักท่องเที่ยวคนไหนให้เห็น
(ไม่ถึงอินเดียอีกแล้ว)



ผลไม้วางขายตามถนน มะละกอน่ากินดี
ที่นี่มีทับทิมซึ่งเม็ดสีแดงดีมาก ไม่รู้เอามาจากไหน


ผู้หญิงนิยมรักษาชุดประจำชาติมากกว่าเพศชาย
เราจะเห็นว่าผู้หญิงในหลาย ๆ ชาติมักรักษาชุดดั้งเดิมได้ดีกว่าผู้ชาย ซึ่งเป็นภาพที่สวยงาม
เป็นเอกลักษณ์ของอินเดีย ขนาดเดินจ็อกกิ้งตอนเช้าริมอ่าวยังใส่ชุดประจำชาติเดินจ็อกกิ้งเลย



แม้กระทั่งออกกำลังกายตอนเช้า คุณเธอยังไม่ทิ้งชุดประจำชาติ

มาเห็นคนนุ่งโจงผ้าสีขาวบางเบา แล้วให้นึกถึงศิลปเขมรแบบพนมดา
คนอินเดียมีจินตนาการทางการแต่งกาย “บรรเจิด” กว่าคนไทย
มาเห็นเสื้อผ้าที่ใส่แล้ว จึงพอเข้าใจว่าเสื้อผ้าที่ผลิตขายที่ประตูน้ำบางแบบที่เราไม่คิดว่ามันจะขายได้
น่าจะถูกส่งมาขายที่นี่จำนวนหนึ่งแน่ ๆ และเพศชายก็แต่งตัวมีดอกมีลายกันเป็นปกติ
อันนี้มาจากพื้นฐานความรุ่มรวยในอารยธรรมมาแต่อดีต
แขกขายผ้าในบ้านเราก็มาจากรากฐานตรงนี้




อีกาเมืองนี้มันเยอะจัง มีทุกที่และอยู่ใกล้เรามาก อยู่กรุงเทพฯ ไม่เคยเห็นอีกาใกล้ชิดขนาดนี้
เพิ่งเห็นว่าอีกาอินเดีย มีสีเทาที่คอ แต่บ้านเราดูจะดำไปทั้งตัว แสดงว่าคนละพันธุ์
สงสัยหนัง The Crow อาจจะได้รับแรงบันดาลใจจากเมืองอินเดีย
ที่นี่อีกาอยู่ใกล้ระยะเผาขน หากคนขอทานข้างถนนนอนหลับ โอกาสที่อีกาจะจิกลูกนัยน์ตาเอามีสูง



เงินรูปี 100 รูปี บุคคลในรูปคงรู้จักกันดีแล้ว

กินอาหารในโรงแรมเนื่องจากกลัวท้องเสีย และร้านอาหารจีนในเมือง
ซึ่งก็ทำออกมาได้น่าไว้วางใจกว่าอาหารแบบแขกและฝรั่งที่ไม่คุ้นชิน

มื้อแรกในร้านอาหารจีนสั่งผัดผักรวมมิตร ผัดออกมา “หน้าตา” และ “รสชาติ”
เหมือนกับที่เพื่อนลูกเสือผัดให้กินตอนออกค่ายพักแรมสมัยมัธยม
แต่อย่างอื่น ๆ ก็ใช้ได้ และก็แพงกว่าร้านของคนพื้นเมืองพอดู แต่จริตกริยาเด็กเสิร์ฟชวนรำคาญใจ
เรื่องการบริการไทยเราเป็นเลิศอยู่แล้ว และเราก็เคยชิน พอเห็นอะไรไม่เคยชินก็เลยหงุดหงิด
เราถามว่ามีเมนูที่มีรูปไหม เราจินตนาการอาหารแต่ละชนิดไม่ออก คุณกับตันก็บอกรอเดี๋ยว
ให้เด็กวิ่งไปเอามา พอมาถึงกลายเป็นว่าวิ่งไปหยิบปูทะเลดิ้นกระเด่ว ๆ มาให้ดู
โอ... เอามือกุมหัวเลย



อาหารเช้าบุพเฟต์ในโรงแรม อาหารอินเดียซึ่งไม่ทราบว่าเป็นอะไรถึงแม้จะกินจนหมดเกลี้ยง



ข้าวอินเดียเม็ดย๊าวยาว

ไม่ได้กินอาหารพื้นเมืองเท่าที่ใจอยากจะกิน คำเตือนอันหนาหูสกัดกั้นใจเอาไว้
น้ำผลไม้ข้างทางที่น่ากิน ก็ไม่ได้กินอีก ตามข้างถนนจะมีร้านขายน้ำสับปะรดคั้น
และจะมีเติมน้ำมะนาวเพื่อเพิ่มรสชาติ
ร้านขายน้ำอ้อยคั้นก็มีการเติมน้ำมะนาวเช่นกัน แต่ชาร้อนใส่นมนี่เป็นของดีควรชิม



ตึกสวยงามมีเป็นจำนวนมาก เสียดายบางตึกปล่อยให้โทรม

เวลาเดินซื้อของเข้าร้านที่ใช้ได้หน่อยเค้าจะถามว่าดื่มอะไรดี กาแฟไหม ชาไหม
จงรีบพยักหน้าแล้วขอบคุณเป็นวจนปฏิบัติศาสตร์ไปเลย อันมีความหมายตรง ๆ ว่า “กินสิ”
แล้วพอเราถามว่าชายี่ห้อนี้แพงไหม คนขายก็ตอบด้วยคำตอบที่ฝึกปรือมากับลูกค้านับพันรายมาแล้ว คือ

“แพงสำหรับฉัน แต่อาจไม่แพงสำหรับคุณ”

การกินน้ำชาใช่แค่เป็นเรื่องของวัฒนธรรมหรือรสนิยม ยังเกี่ยวกับสุขภาพอีกด้วย
เพราะน้ำชงชาเป็นน้ำต้มสุก ร้อน
การดื่มน้ำต้มสุกย่อมดีต่อสุขภาพ ยังไม่นับสารต้านอนุมูลอิสระในใบชาที่กำลังเห่อกัน
นมที่ใส่ในชาก็อุดมด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์ (แต่แถมไขมัน)
คนอินเดียทั่วไปมักหยุดพักหายใจพร้อม ๆ กับการดื่มชา
เราจะพบคนอินเดียยืนดื่มน้ำชาพักเหนื่อยตามถนนหนทาง และมักจะเป็นแก้วพลาสติกใบน้อย ๆ



อาหารที่ทำด้วยถั่วลิสงเป็นหลัก ทำขายริมถนนน่ากินมาก คนจ่อคิวรอซื้อหลายคน
และแน่นอน ผมทำได้แค่ขอถ่ายรูป ลองคลิ๊กดูวิดิโอข้างล่างดู






อวจนภาษา ท่าทางของชาวอินเดียชวนเวียนหัวและตีความลำบากว่าหมายถึงอะไร
แต่รู้สึกว่าใช้มือและคอแยะจัง
และบางทีการใกล้ชิดสนิทสนมดูจะเป็นสัญลักษณ์ของมิตรภาพและความไม่รังเกียจเดียดฉันท์
ดังนั้นคนขายอาจตีซี้กับคุณแบบถึงเนื้อถึงตัวเพื่อให้คุณไว้วางใจในสินค้าและบริการ
เว้นเสียแต่ว่าคุณเป็นคนละเพศกับคนขาย



ร้านขายผลไม้ปั่นน่ากินมาก เค้าจะแต่งผลส้มหน้าร้านสวยงาม

ภาษาอังกฤษที่นี่อย่างที่รู้กันว่าเป็นภาษาอังกฤษสายพันธุ์อินเดีย เล่นเอาเวียนหัวมาก
เพราะฟังออกมั่งไม่ออกมั่ง อย่างคำ “กะระเป๊ต” นี่อะไรรู้ไหม คือ carpet พรม นั่นเอง
แหม............... ฟังตั้งนาน
แล้วเค้าก็ช่างมั่นอกมั่นใจในภาษาอังกฤษของตนเองเสียเหลือเกิน
ร่ายยาวเป็นพรืดไม่หยุดหายใจกันมั่งเลย



ถึงแม้อินเดียจะตกเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษชั่วระยะเวลาหนึ่ง และเรียนภาษาอังกฤษกันตั้งแต่เด็ก
และเป็นที่ยอมรับกันว่าภาษาอังกฤษดี แต่ก็ยังพบว่ามีการเขียนป้ายเป็นภาษาอังกฤษที่ผิด


ตอนนี้เค้ากำลังฮิตเรื่องการเปิดใจกว้างและละเว้นอคติทางชาติพันธุ์
ประมาณว่าช่างแสนดียอมรับความแตกต่างท่ามกลางความหลากหลาย
ดังนั้นในพื้นที่สาธารณะผมจะไม่กล่าวอะไรมาก ขออินเทรนด์กับแนวนี้
รอเวลาร่ำสุราด้วยกันค่อยว่าไปอย่าง

ร้านค้าหลายร้านแพงก็จริงแต่ fixed price คือไม่ลด ป้ายอย่างไรว่าตามนั้น
ซึ่งก็ดีคือเราไม่ต้องต่อให้เวียนหัว เพื่อที่จะมาสงสัยทีหลังว่า เอ๊ะ นี่มันถูกจริงหรือไม่
แต่ตามถนนรนแคมคนขายมักบอกราคาผ่านแบบเดียวกับบ้านเรา ต่อรองไปเถอะ



คนรับจ้างขัดรองเท้าตามสถานีรถไฟ มีจำนวนประมาณ 20 คนได้

ขอรายงานสภาพอากาศ เราไม่รู้ว่าที่ไปนี่มันตรงกับหน้าไหน ฤดูไหนของบอมเบย์
แต่ตื่นขึ้นมา 7 โมงเช้ายังมีบรรยากาศเหมือน 6 โมงเช้า และไม่ได้ร้อนมากมาย ตามถนนก็มีต้นไม้ขึ้นร่มรื่นดี




แท๊กซี่ทรงมาตรฐานอินเดีย รุ่นป๋ายังซ่าส์ สภาพภายนอกและภายใน



ริมถนนแห่งชอบปิ้งยามหัวค่ำ ซื้อของต่อไม่เป็นถือว่าขาดคุณสมบัติสำคัญที่จะมาเดินแถวนี้

ไม่ได้ซื้ออะไรมาก เนื่องจากขอเช็คราคาก่อน กลัวโดนแขกหลอกแล้วเจ็บใจทีหลัง
(ความจริงซื้อของทีไรก็โดนหลอกทุกทีแหละ)
ราคาของที่นี่ถูกมาก ขายแพงเราก็ยังมองว่ายังถูกอยู่ดี และอีกทั้งตั้งเป้าว่าจะดูและถ่ายภาพอย่างเดียว



กำไลของเก่าเป็นงาช้าง ราคาศิริรวม 4200 บาท ซื้อมาแล้วมานั่งตรวจดู จำนวนหนึ่งเป็นงาช้างปลอม
คนอื่นเป็นคนซื้อ ไม่ใช่เรา


จริง ๆ แล้วยังมีอีกหลายที่มากที่ยังไม่รู้จัก นั่นเป็นเหตุที่เขียนจั่วหัวเอาไว้ว่า ไปบอมเบย์ แต่ไม่ถึงอินเดีย



ตึกเก่า ๆ ของดีที่มีเสน่ห์ ได้อารมณ์คลาสสิค

นั่งรถผ่านมหาวิทยาลัยบอมเบย์ซึ่งมีตึกสง่างามมากก็ไม่ได้เข้าไป พิพิธภัณฑสถานก็ไม่ได้เข้า
แค่ชะเง้อทัวร์

ชอบตึกรามบ้านช่องหลาย ๆ ที่มาก เพราะสร้างมานานแล้ว สวยงามแต่ไม่ค่อยบำรุงรักษา
ดูโทรม ๆ และเหมือนซอยแบ่งกันอยู่



หลักฐานว่าตึกหลาย ๆ แห่งเก่าจริง ดูจากปีที่สร้างข้างล่างสิ





นิทรรศการเกี่ยวกับโรคเอดส์แสดงที่สถานีรถไฟกลางเมือง



ขานั่งรถกลับ ซึ่งรู้ตัวแต่แรกแล้วว่ารถติด จึงออกเร็วกว่าปกติ แต่รถก็ติดตลอดทางเหมือนกัน
นั่งรถตั้งนานยังไม่สุดเมือง มีตึกรามบ้านช่องตลอดทาง นั่งรถ 3 ชั่วโมงได้ละมัง
แต่คนขับเก่งมากซิกแซกตลอด ซึ่งทำให้เราถึงสนามบินเร็วขึ้น รถติดสมคำร่ำลือ
พอดีมีเศษเงินแค่ 5 รูปีทิปคนขับ ซึ่งอาจน้อยไป แต่พอดีมีเศษติดกระเป๋าอยู่แค่นั้น
เอาติดตัวมาก็ไร้ประโยชน์



ขากลับเครื่องดีเลย์เกือบชั่วโมง ไม่รู้ว่าเกิดจากอะไรกันแน่ แต่ตอนเครื่องออกจากสุวรรณภูมิไม่ดีเลย์นะ



ภาพโฆษณาที่ดูมีสีสันดี แต่ก็ไม่ทราบว่าโฆษณาอะไร



ร้านหนังสือในสถานีรถไฟ



crystal ซึ่งบอกราคาตอนแรก 90 รูปี ต่อครั้งแรก 40 รูปี
คนขายฟังก็มีสีหน้ายิ้มกริ่ม ๆ แล้วแกล้งบอกว่า 60 รูปี
เราบอกไม่เอาจะเอา 40 รูปี แกก็ลดลงมาอีกเหลือ 50 รูปี
เราก็ใช้ทฤษฎี walk away theory แปลว่า ทำท่าเดินหนี
คนขายจึงเรียกและยอมขายในราคา 40 รูปี
จำเอาไว้เวลาต่อของในสถานที่ท่องเที่ยว ให้ยึดทฤษฎี walk away theory เข้าไว้
จริง ๆ รอยยิ้มตอนแรกก็บอกเอาไว้แล้วว่าเราตกหลุมพรางแขกเข้าให้แล้ว
เพราะราคาจริงอาจต่ำกว่า 40 รูปี




ผ้าพันคอไหมปลอม บางเบา มีให้เลือกหลายสี ราคาบอกตอนแรก 180 รูปี ต่อไปต่อมาเหลือ 125 รูปี
ซื้อตั้ง 6 ผืน ใครซื้อได้ถูกกว่านี้บอกกันด้วย (ใช้ทฤษฎี walk away theory แล้ว)


เสื้อยืดริมถนน คนขายแรกบอก 180 รูปี พอเดินหนี คนขายก็ลดราคาลงมาเอง 100 รูปี
ขี้เกียจต่ออีกกลัวต้องซื้อจริง ๆ คนขายของที่นี่มักเรียกลูกค้าว่า "my friend"
ซึ่งแตกต่างจากบ้านเราที่มักเรียกลูกค้าว่า "พี่" ทั้ง ๆ ที่หน้าแก่กว่าเราอีก
และคนขายที่นี่มักชอบโยนของ
ถึงแม้จะเป็นของที่ลูกค้ากำลังจะซื้อก็ตาม เค้าคงไม่ถือมั๊ง

ตอนหลังมาถึงเข้าใจว่าเป็นอิทธิพลของการถือวรรณะ
คือ การรับของ-ส่งของจากมือคนที่ต่างวรรณะเป็นเรื่องไม่สมควร



ผลโพทะเล พืชที่ชอบขึ้นริมทะเล



ดูรูปดีกว่า เขียนมากคนจะไม่อ่าน มีคำแนะนำจากบางคนบอกว่าอย่าเขียนเยอะ
เพราะคนส่วนใหญ่ทุกวันนี้ ไม่มีเวลาอ่านมาก
ให้ใส่รูปเยอะ ๆ แทน คำบรรยายแต่พองาม
หากเขียนเยอะ มีแต่ตัวอักษรเป็นพรืดจะไม่น่าสนใจ
คนที่เป็นผลผลิตของศตวรรษที่ 20 อย่างผมคงต้องปรับตัวให้เข้ากับสื่อในศตวรรษที่ 21


สุดท้ายนี้ ขอขอบคุณคุณอุ้มที่ช่วยแนะนำเรื่องการเขียนบล็อคให้ดูดี มีสกุลรุนชาติ




 

Create Date : 03 ธันวาคม 2550    
Last Update : 18 เมษายน 2552 6:33:00 น.  

Olympus SP-510UZ and me at โรงทอผ้าจันทร์โสมา สุรินทร์

โรงทอผ้าจันทร์โสมา สุรินทร์


วันที่ 10 พฤศจิกายน 2550 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี ฯ
เสด็จพระราชดำเนินนำคณะกรรมการตัดสินรางวัลเจ้าฟ้ามหิดล มาศึกษาศิลปวัฒนธรรมในอีสานใต้
และพระราชดำเนินมาทอดพระเนตรโรงทอผ้ากลุ่มจันทร์โสมา ตำบลท่าสว่าง จังหวัดสุรินทร์ด้วย



"ทรงสะพัก" หรือสไบชั้นนอกของเจ้านายสตรีชั้นสูง ผืนนี้ถักด้วยไหมทอง เรียกว่า "กรองทอง"
หากทอด้วยสีอื่น ๆ จะเรียก "กรองสี"




สีเขียวที่เห็นในภาพคือปีกแมลงทับ กรึงบนทรงสะพักที่ถักด้วยไหมทอง

ทางกลุ่มทอผ้าและทางจังหวัดจึงเตรียมจัดงาน แสดงนิทรรศการ เตรียมการถวายการต้อนรับ
ทีมจากกรุงเทพจึงต้องลงไปช่วยงาน
เราก็เป็นผู้ชื่นชอบเสือกเรื่องของชาวบ้านเป็นทุนเดิมอยู่แล้วจึงขอตามไปช่วยงานด้วย
ถือโอกาสกลับบ้านไปด้วย



การปักด้วยแล่งทอง พับให้นูนขึ้นมาเป็นแหลม ๆ ต่อเนื่อง แล้วตรึงด้วยไหม เรียกว่า "นมสาว"



แปรงโบราณลงมุกสวยงาม สำหรับแปรงเส้นยืนให้เรียบ ไม่พันกัน จะชุบด้วยน้ำข้าว
เพื่อให้แป้งเคลือบเส้นไหม แปรงนี้ไม่แน่ใจว่านำมาจากกัมพูชา หรือเป็นของเก่าที่ใช้ในสุรินทร์


โรงทอผ้าแห่งนี้ก่อตั้งขึ้นโดย อาจารย์วีรธรรม ตระกูลเงินไทย
คนหมู่บ้านท่าสว่างที่มาศึกษาศิลปะในกรุงเทพฯ
จนเฉียดฉิวเกือบจะได้ปริญญาโททางประวัติศาสตร์ศิลปะอยู่รอมร่อ
และเป็นอาจารย์ฝีมือดีของศิลปาชีพมาก่อน ก่อนจะไปศึกษาศิลปะแบบส่วนตัวที่เมืองเสียมเรียบ
ราชอาณาจักรกัมพูชา และเคยได้ทุนของมูลนิธิจิมส์ ทอมสัน สอนศิลปะให้เยาวชนที่นั่นระยะหนึ่ง
แล้วจึงกลับมาพัฒนางานทอผ้าในหมู่บ้านของตนเองให้เจริญยิ่งขึ้น



ผ้านี้เป็นผ้าเก่าของพื้นเมือง มัดหมี่ เดิมไทยเรียกว่า "ผ้าปูม"
รอยสีที่เห็นเป็นช่วง ๆ เปลาะ ๆ คือรอยที่เกิดจากการมัดเส้นพุ่งหนึ่งปม แล้วลงสี




ผ้านุ่งพื้นเมืองเก่า ตีนซิ่น ที่เสริมข้างล่างตัวซิ่น จะทอต่างหาก สีและลวดลายต่างกัน
เพื่อเสริมความยาว ถ่วงน้ำหนักซิ่น และเพื่อความสวยงามทางสายตา


อาจารย์เป็นคนหนุ่มที่รู้เรื่องเก่า ๆ เยอะดีจัง ทั้งเรื่องราวเกี่ยวกับเขมรและไทย เรื่องราวพื้นบ้าน
ความสนใจส่วนบุคคลเป็นกุญแจเบิกนำภูมิปัญญาเหล่านี้



การต่อตีนซื่นจะเชื่อมด้วยแถบเล็ก ๆ 2 สี สอยด้วยมือ

อาจารย์วีรธรรม ตะกูลเงินไทย มีทีมงานและลูกศิษย์ที่มีฝีมืออยู่หลายคน
เช่น อาจารย์ป้อมซึ่งจบปริญญาตรีจากม. ศิลปากร
อาจารย์วีรธรรมได้นำความรู้ที่ได้จากการศึกษาผ้าโบราณของราชสำนักสยามมาพัฒนางานทอผ้า
ของพื้นเมืองในสุรินทร์ที่มีชื่อเสียงอยู่แล้วให้เกิดงานใหม่ ๆ ที่งดงาม มีชื่อเสียงระดับประเทศ
และได้ผลิตผ้า (ผลิต ไม่ใช่แค่ทอ คือทั้งออกแบบลายผ้า ออกแบบการทอ ควมคุมการผลิตเส้นไหม
การย้อม ฯลฯ) เพื่อตัดเย็บเป็นเสื้อแจกผู้นำประเทศผู้เข้าประชุม APEC ปี 2003
และผ้าคลุมไหล่แจกภริยาผู้ติดตาม

บางท่านจึงน่าจะเคยได้ยินข่าวเรื่องนี้มาแล้วบ้าง



ผ้ายกโบราณจากกัมพูชา ทอโดยช่างจาม งานจามแปลกดีตรงที่ทอเชิงเป็นรูปปลา
ขณะที่ไม่พบลายปลาในไทยและเขมร




ผ้าเก่า ราชสำนักสยาม ดูเนื้อผ้า ลายไทยแต่สั่งทอจากจีน

ผ้าเอเปคทอยกเป็นลายพิเศษ นูนขึ้นด้านเดียว ด้านหลังเรียบเนียน นูนขึ้นเป็นลายดอกพุดตาน
สีเดียวกับสีพื้น และเสริมเส้นพุ่งพิเศษด้วยไหมสีทองให้เป็นรูปสัตว์หิมพานต์ 6 ชนิด
แต่หากผู้นำประเทศใดถืออิสลาม จะทอยกเสริมเป็นรูปดอกไม้แทน
เนื่องจากความเชื่อทางศาสนาไม่สวมเสื้อที่ทำจากขนสัตว์หรือมีลายสัตว์



ตาลปัตร

ตอนนี้กำลังทำผ้าชุดละครเพื่อเตรียมในงานแสดงโขนหน้าพระที่นั่ง ซึ่งมีทั้งงานปัก งานทอ
จึงระดมคนจากโรงเรียนอาชีวศึกษามาช่วยระดมปักกันยกใหญ่



การใช้ไหมปักที่ย้อมด้วยสีธรรมชาติและควบคุมเฉดสีทำให้สีไม่รุนแรงตัดกันจนเกินงามเหมือนสีเคมี
งานที่ได้จึงใกล้เคียงกับงานโบราณ


ผ้าอาจารย์วีรธรรมราคาแพงก็จริงในสายตาคนไทย แต่ชาวญี่ปุ่นที่มาดูผ้าที่นี่บอกกับอาจารย์ว่า
“ทำไมคุณขายถูกจัง”



เส้นพุ่งสีแดงคือเส้นพุ่งปกติ ส่วนเส้นสีทองคือเส้นพุ่งพิเศษ
ทอเฉพาะช่วงเพื่อให้เกิดลายฉลองครบรอบ 60 ปี


ด้วยว่าในงานมีนิทรรศการ จึงต้องอาศัยเพื่อนฝูงมิตร ทั้งศิษย์ในสังกัดและนอกสังกัดมาช่วยงาน
ซึ่งก็มาด้วยความเคารพนับถือในฝีมืออาจารย์วีรธรรมด้วยกันทั้งสิ้น
เป็นเหตุให้เราสามารถแฝงตัวมาด้วยอย่างกลมกลืน และได้พบกัลยาณมิตรที่หลากหลาย



กี่ทอผ้าที่ว่ามีกว่าพันสี่ร้อยตะกอ ซึ่งเป็นกี่ที่พัฒนาจากภูมิปัญญาพื้นเมือง
ซึ่งมีไม่กี่ตะกอให้กลายเป็นพันสีร้อยกว่าตะกอ จึงสามารถผลิตงานระดับประเทศได้




คนอีกคนที่อยู่ข้างล่าง ช่วยจัดตะกอ

ก็ไม่ได้ช่วยอะไรมาก เนื่องจากมือหนักตีนหนัก
ก็ช่วยตรวจทานแปลคำอธิบายในงานเป็นภาษาอังกฤษบ้างเล็กน้อย
และก็ช่วยทำให้ข้าวหมดหม้อ



สีทั้งหมดนี้ย้อมด้วยสีธรรมชาติทั้งสิ้น

นิทรรศการจัดแสดงผ้าในราชสำนักหลายประเภท
ทั้งผ้าที่สั่งทำจากประเทศจีน(ทอ) และอินเดีย(ทอและเขียน)
ผ้าที่นำมาจากกัมพูชา ผ้าเก่าและผ้าที่ทอขึ้นใหม่ ผ้าพื้นเมือง

และแสดงวิธีการออกแบบตั้งแต่ต้นจนจบมาเป็นผ้าหนึ่งผืน บางโรงนั้นหน่วยงานราชการก็รับผิดชอบไป

จริง ๆ มาทีไรก็ได้ความรู้กลับไปทุกที แถมยังจารกรรมถ่ายภาพด้วยความเมามัน
จึงขอบพระคุณอาจารย์วีรธรรมและทีมงานมา ณ ที่นี้



บรรดาลูกศิษย์สาวของอาจารย์ แต่งตัวสวยมาช่วยงานหน้าแฉล้ม เกือบทั้งหมดเป็นชาติพันธุ์เขมร

เยาวชนที่บ้านท่าสว่างนี้ช่างโชคดี ได้มีโอกาสทำงานสวยๆ เห็นของดีๆ
เป็นเด็กบ้านนอกที่ฝากฝีมือระดับประเทศ เยาวชนที่นี่จึงไม่ต้องขี่มอเตอร์ไซค์เสียงวี๊ดว๊าด
เพราะเค้าได้แสดงออกอย่างมีคุณค่าแล้ว ไม่ต้องไปมั่วสุมติดยา
เพราะไม่มีอะไรจะทำเหมือนเยาวชนบางบ้าน



พืชที่นำมาประกอบกระบวนการย้อมสี



ฝักคราม ต้นครามให้สีน้ำเงิน เขียว และฟ้า

ช่างทอที่บ้านนี้ก็มีชื่อเสียง พวกป้า ๆ ยาย ๆ ช่วยกันทอผ้าไม่หวาดไม่ไหว แทบไม่ต้องทำนา
เพราะงานเร่งมือ ช่วงเร่งนั้น ต้องทอกันกลางค่ำกลางคืน ตาเปียกตาแฉะ
ครอบครัวอาจารย์วีรธรรมก็มาช่วยงานกันอย่างอบอุ่น



งานปักที่ยังค้างสะดึง ลายตัวสัตว์จะนูนขึ้นมา เนื่องจากปักรอบแรกในผ้าอีกผืนก่อน
ปักได้เป็นตัวแล้วจึงตัดผ้านั้นมาปะกับผ้าผืนจริง แล้วยัดด้วยสำลีให้นูน


มีเสียงลือเสียงเล่าขานว่างานนี้มีพิรุธ คือว่าผู้หลักผู้ใหญ่ในจังหวัดหลาย ๆ คนมีเอี่ยวกับเรื่องช้าง
เนื่องจากทุกวันนี้ช้างในจังหวัดสุรินทร์นั้นเจ้าของตามกฎหมายเป็นคนจีนมีเงินในตัวเมือง
ชาวบ้านส่วยที่เลี้ยงช้างฐานะยากจน เมื่อมีช้างก็เอาช้างไปขายกับคนจีนในเมือง
ได้เงินมาก้อนหนึ่งใช้ตามความจำเป็น แล้วตัวเองกลับไปเช่าช้างที่เคยเป็นของตัวเองรายวันไปหากิน
เช่น พาเดินหากิน ขายอาหารช้าง ลากซุง ฯลฯ ชาวส่วยมีช้างหนึ่งตัวเสมือนมีที่ดินหนึ่งผืน
เอาไปขายได้ราดาดี แต่แล้วก็กลับมาเช่าที่ตนเองทำมาหากิน
ชาวบ้านเองจึงควรปกป้องผลประโยชน์ของตนด้วย อย่าได้เห็นเงินก้อนแล้วตาลุก
เมื่อมีศูนย์คชศาสตร์เจ้าของช้างทางกฎหมายจึงได้กับได้ ซึ่งแต่ละคนมีเอี่ยวกับทางจังหวัดทั้งสิ้น
จึงมีการผลักดันให้ศูนย์ช้างเป็นแหล่งท่องเที่ยวมากกว่าโรงทอผ้า
รวมทั้งอยากต้อนแขกบ้านแขกเมืองไปทางนั้นมากกว่าให้มาทางนี้

แต่แขกบ้านแขกเมืองแต่ละคนอยากจะมาดูที่นี่เอง จึงขัดไม่ได้



การเรียกชื่อส่วนประกอบของผ้านุ่ง ผ้าผืนนี้เป็นผ้าเก่า เขียนลายเอา
เรียกว่า "ผ้าลายอย่าง" ไทยสั่งซื้อมาจากอินเดีย


งานต้อนรับจึงชุลมุนวุ่นวาย นอกจากวุ่นวายกับแขกหลักแล้ว
เจ้าภาพยังวุ่นวายกับการต้อนรับคนที่มาช่วยงานอีกด้วย ซึ่งอาจารย์ก็ทำได้อย่างดี ไม่ขาดตกบกพร่อง



ชายไหว เครื่องละครที่ยังปักไม่เสร็จ

มีการเลี้ยงข้าว ซึ่งเป็นข้าวพื้นบ้าน มีสีตุ่น ๆ เจือแดง และบางมื้อมีสีแดง
ก็เลยได้กินข้าวพื้นเมืองเพื่อฟื้นฟูจิตวิญญาณ ชาวบ้านนิยมกินข้าวแบบนี้
ข้าวหอมมะลิปลูกเอาไว้ขาย กินแล้วไม่อิ่มท้อง ข้าวแบบนี้ชาวบ้านกินแล้วอิ่มท้อง
ชื่อพันธ์ข้าว “ล็องออง กซัจ” แปลว่า ละอองทราย ไพเราะไหม
ข้าวนี้กินแล้วแข็ง ๆ คนบางกอกอาจไม่คุ้นชิน แต่เราชอบ คือชอบในฐานะที่เป็นข้าวพื้นเมืองของที่นั่น
กินแล้วได้ความสุข ยิ่งได้ยินชื่อพันธุ์ข้าวแล้วยิ่งมีมูลค่าเพิ่มเข้าไปอีก ส้มตำก็ไม่กล้ากินมาก
ด้วยกลัวท้องไส้ปั่นป่วน เป็นคนธาตุอ่อน จึงกินแต่พองาม



ผ้าปักผืนนี้ ใช้ผ้าทอแบบพื้นเมืองที่เรียกว่า "อัมปรม" มาปักอีกทีหนึ่ง เป็นการสร้างมูลค่าเพิ่ม

โรงทอมีชื่อเสียง ที่ดินข้าง ๆ โรงทอจึงปลูกเป็นร้านขายผ้า บางช่วงขายดีมั่ง บางช่วงพอได้มั่ง
แม่ค้าบอก “กินอยู่บ้านเรา ไม่มีรายจ่ายอะไรมากมาย ขายได้ก็แบ่งให้คนทอ”
แสดงว่าคนขายอาจรับผ้ามาจากคนทอก่อน เมื่อขายได้จึงกลับไปแบ่งให้คนทอ
เป็นการไว้เนื้อเชื่อใจแบบชนบท



คุณลุงเสื้อน้ำเงินกำลังเป่าใบไม้ ตามทำนองดนตรี เป็น "เขมรเป่าใบไม้" ของจริง
เพลงไทยแต่โบราณมีเพลง "เขมรเป่าใบไม้"
ซึ่งคงได้แรงบันดาลใจจากชาวเขมรที่ชอบเป่าใบไม้เป็นเสียงเพลง


ที่ดินข้าง ๆ ขายกันเป็นล้าน ราคาเท่าในเมือง เพราะสามารถให้เช่าเปิดร้านขายผ้าไหมได้
หรือธุรกิจอื่น ๆ อันจะตามมาในอนาคต
จากที่ได้มาเยี่ยมหมู่บ้านท่าสว่างในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มีแต่ความเปลี่ยนแปลง เจริญขึ้น ๆ

หมู่บ้านนี้ยังมีที่เก่าที่เรียกกันว่า “ถนนโบราณ” ด้วย เดิมอาจเป็นร่องรอยถนนโบราณ
และเคยขุดเจอวัตถุโบราณหลายชิ้นมาก่อน



หญิงสาวในเครื่องแต่งกายที่แต่งตามแบบที่เชื่อกันว่าเป็นชุดของชาวส่วย เปียสีขาวบนศีรษะนั้นเรียกว่า
"เปียขวัญ"
เสื้อสีดำนี้หากเป็นของเก่าจะเย็บตัวเสื้อและแขนเสื้อต่อกันด้วยเทคนิคโบราณ
ไม่เอาผ้ามาทบกันแล้วเย็บให้ติดแบบสมัยใหม่ ดังนั้นระหว่างผ้า 2 ชิ้นจะมีช่องว่าง
และเห็นเส้นด้ายอีกสีหนึ่งเป็นตัวเชื่อมผ้าทั้งสองชิ้น (ใช้ศัพท์ไม่ถูกเหมือนกัน)


เสร็จงานจึงได้เดินซื้อผ้าในร้านแถว ๆ นั้น ได้ผ้าลายพริกไทย เป็นผ้า 5 ตะกอ
ซึ่งไม่ได้ทอแบน ๆ แต่ยกเส้นยืนขึ้นลงให้เกิดลาย (ลายเกิดจากการทอ แต่สีเดียวกัน)
และความที่ 5 ตะกอเนื้อผ้าจะทิ้งตัว ไม่แข็งเป็นแผ่น ซื้อเพื่อช่วยชาวบ้าน
สงสัยซื้อแล้วจะเอาไว้ดูเล่น



ผ้าลายพริกไทย ผ้าพื้นเมือง

ที่ซื้อเพราะเข้ามาในดงผ้าไหม ก็สังเกตดูคุณยายห่มสไบเนื้อผ้าทิ้งตัวดี มี texture ในตัวเอง
ถามเค้า ๆ ก็บอกว่า ผ้าสไบของผู้หญิงนิยมทอหลายตะกอ ยกดอกนูนขึ้นมา สีเดียวกับสีพื้น เรียกว่าลายลูกแก้ว ลายพริกไทย
รวมทั้งผ้าสไบบางผืนนั้นไม่มีการย้อมสีเลย เป็นสีของไหมจริง ๆ เลยประทับใจขอซื้อมั่ง

เคยถามคุณยายบางบ้านบอกว่า ผ้าแบบนี้ เมื่อใช้ไปจนเก่า มีรอยเปื้อนแล้วจึงได้ฤกษ์ย้อม
ย้อมดำง่ายที่สุด บางคนก็ย้อมเป็นสีอื่น




ขั้นตอนการออกแบบกว่าจะมาเป็นผืนผ้า




สำเร็จเสร็จสิ้นเป็นผืนผ้าแล้ว



"กระมม" สาว ๆ จากอาชีวะ มาช่วยงานของสถาบัน เข้าใจว่าสวมใส่เสื้อผ้าของชาวส่วย




 

Create Date : 13 พฤศจิกายน 2550    
Last Update : 23 เมษายน 2552 23:07:27 น.  

Olympus SP-510UZ and me at มหาชัย

มหาชัย


พอดีกำลังเรียนวิชา Literacy in Minority Languages และอาจารย์พาลงพื้นที่มหาชัย
มหาชัยเป็นแพปลาชื่อดังในจังหวัดสมุทรสาคร และขึ้นชื่อเรื่องอาหารทะเลมานมนาน
ยังมีเพลงอะไรนะที่ร้องว่าท่าฉลอมกับมหาชัย…. เพิ่งได้เห็นสถานที่จริงก็เพลานี้

เนื้อหาที่เรียนคือศึกษาเรื่องการให้การศึกษาแก่กลุ่มชาติพันธุ์โดยใช้ภาษาของพวกเขาเอง
สอนภาษาของพวกเขาเอง และเชื่อมโยงมาสู่ความรู้อื่น ๆ ที่คาดหวัง เช่น ภาษาราชการ
ความรู้และการแสวงหาความรู้ด้านอื่น ๆ ฟื้นฟูภาษาที่กำลังเข้าสู่ภาวะเสื่อมถอย ใกล้จะตาย
ผลักดันรณรงค์การรักษาภาษาและวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ ผลักดันเชิงนโยบายสู่ภาครัฐ
และสนับสนุนชาวบ้านให้ลุกขึ้นมารักษาภาษาและวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ ฯลฯ
เพื่อให้เขามีความมั่นคงในความเป็นมนุษย์ มีความสุขในการใช้ชีวิต
โดยยังรักษาภาษาและวัฒนธรรมดั้งเดิมของตนเองอยู่
โดยใช้กระบวนการทางภาษาศาสตร์เป็นกุญแจ



เด็กกลุ่มชาติพันธุ์ก็มีสิทธิที่จะได้รับการศึกษาเท่าเทียมกันและจัดให้อย่างเหมาะสม

และแล้วก็ลงพื้นที่เก็บข้อมูล คือ มหาชัย ที่ซึ่งอุดมไปด้วยกลุ่มชาติพันธุ์พม่า มอญ กะเหรี่ยง
ซึ่งกลุ่มมอญและกะเหรี่ยงมีทั้งที่เป็นประชาชนไทยที่อยู่อาศัยมาแต่เดิม
และเป็นแรงงานต่างด้าวเพิ่งอพยพมา
ส่วนพม่าโดยมากเป็นแรงงานต่างด้าว เข้ามาทำแพปลาเสียโดยมาก

ยกขบวนไปวันที่ 20 กันยายน 2550 ศิริรวมประมาณ 20 คน
นำทีมโดย ศ. ดร. สุวิไล เปรมศรีรัตน์ และอาจารย์มยุรี ถาวรพัฒน์ โดยแบ่งเป็น 4 กลุ่ม
กระจายกันออกไปหากบหาเขียด จริง ๆ คือออกเก็บข้อมูล คือ โรงพยาบาล มูลนิธิรักษ์ไทย
โรงเรียนศิริมงคล วัดบางหญ้าแพรก นอกจากนี้ ยังมีคุณองค์ บรรจุน นักเขียนเชื้อสายมอญ
และชาวมอญอพยพอีกคนหนึ่ง ความที่ชื่อแกเป็นภาษามอญไม่คุ้นหูเลยลืมชื่อเสียฉิบ
อาสาพานำทีมลงพื้นที่

พอไปถึงมหาชัย สรรพกลิ่น ตรลบอบอวน ทั่วทั้งเมือง คือกลิ่นทะเลและอาหารทะเล
บางทีโชยมาสุดจะทานทน

ที่ไปโรงพยาบาลเพราะมีคนต่างด้าวเข้าไปรับการรักษาพยาบาลจำนวนมาก
ขนาดเจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาลต้องลุกขึ้นมาเรียนภาษามอญและพม่ากันใหญ่
ทำคู่มือพูดภาษาแจกกัน แต่ผลที่ได้คือ พูดได้ แต่พอคนป่วยพูดตอบกลับ ก็ฟังไม่รู้เรื่อง
เลยจบข่าว



เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลบรรยาย



มูลนิธิรักษ์ไทยรับสอนเด็กนักเรียนกลุ่มชาติพันธุ์ ซึ่งไม่ได้เข้าโรงเรียนของรัฐบาลไทย
ก็เข้ามาเรียนในโรงเรียนแห่งนี้
และยังมีเจ้าหน้าที่ทำด้านเอดส์ โรคติดต่อ ฯลฯ อีกด้วย
ศิริรวมเจ้าหน้าที่นั้น ครู 2 คน อาสาสมัคร 1 คน
เจ้าหน้าที่ FO (ย่อมาจากอะไรไม่รู้ คนพม่า) 1 คน ไม่นับแม่บ้าน แม่ครัว

โรงเรียนศิริมงคลนี่เป็นโรงเรียนประถมในหมู่บ้านมอญดั้งเดิม (มอญเก่า)
สอนควบสองภาษาคือภาษามอญและภาษาไทย



ตำราสอนภาษา

เราถูกจัดให้ไปดูกลุ่มมูลนิธิรักษ์ไทย เนื่องจากว่าเราเคยผ่านงานที่ต้องพบเจอเอ็นจีโอมาบ้างประปราย
โดยทีมเรามี 4 คน มี ป เอก 3 และ ป โท 1

ดีที่อากาศไม่ร้อน เลยทำให้ไม่เหนื่อยมาก สภาพที่มูลนิธิคือ ห้องแถวหนึ่งห้อง 3 ชั้น
ประยุกต์เป็นห้องเรียนทั้งสามชั้น
โดยชั้นล่าง สอนอนุบาล ชั้นสองสอน ป 2 และชั้นสามสอน ป 1 นักเรียนชั้นอนุบาลมีช่วงอายุต่างกันมาก
จำนวนประมาณ 50 คนได้ ที่ว่าได้นั้นคือ นักเรียนมามั่งไม่มามั่ง ไม่ครบทุกวัน
แต่ทั้งโรงเรียนมีประมาณ 70 คน มีเด็กเขมร 2 คน นอกนั้นเป็นพม่าและมอญ
ซึ่งจำนวนไม่เคยแน่นอน จึงระบุไม่ได้แน่ชัด มีเด็กตั้งแต่ 3 ขวบถึง 12 ขวบ



กลุ่มเด็กในชั้นเรียนอนุบาล

ไปถึงเค้ากำลังทำอาหารเลี้ยงเด็ก คือทุกวันพฤหัสจะมีทำอาหารเลี้ยงเด็ก วันนี้ทำก๋วยเตี๋ยวหมู
เลยไปยืนชม แม่ครัวเป็นชาวพม่าหนึ่งคน อยู่เมืองไทยมา 10 กว่าปีแล้ว มีบัตรต่างด้าว
ไม่ค่อยได้กลับพม่า 2-3 ปีกลับที แต่ส่งตังค์ให้พ่อแม่และลูกตนที่บ้าน อีกสองคนเป็นคนไทย
แม่ครัวให้สัมภาษณ์ว่าพูดพม่าหรือมอญไม่ได้หรอก บอกว่าภาษาพม่า มอญ เรียนยาก
ลิ้นไม่ไปแล้ว
ส่วนแม่บ้านคนพม่าบอกว่าตอนมาแรก ๆ ภาษาไทยยากเหมือนกัน ตอนนี้พูดได้แล้ว
(แต่ฟังดูยังแปร่ง ๆ )

ครั้นถามว่าทำก๋วยเตี๋ยวแบบไทย พม่า หรือ มอญ คือตอบคือแบบไทย
แม่ครัวบอกว่าเด็กพวกนี้กินขมิ้นกันทุกคน ก็ดีออก
เพราะขมิ้นฆ่าเชื้อโรคดี

วันอื่น ๆ เด็ก จะเอากับข้าวมาเอง ใส่ปิ่นโตมา แต่มีบางคนที่ไม่มีข้าวห่อมา ก็จะมีข้าวให้กินด้วย
เด็กบางคนจะห่อข้าวมาตามมีตามเกิด แล้วแต่ฐานะครอบครัว ขโมยเปิดดูมีข้าว
ส่วนกับคือตับหมูเอาทำอะไรสักอย่างที่เราไม่เข้าใจ บางปิ่นโตมีข้าวและไข่หนึ่งใบ
กล่องข้าวเด็กน่ารักมาก เพราะขนาดเล็กอย่างไม่น่าเชื่อ เด็กกินไม่มากหรอก
บางครอบครัวพ่อแม่ออกไปทำงานแต่เช้า ไม่ได้ทิ้งข้าวไว้ในบ้าน ลูกรออยู่ที่บ้านก็ไม่มีข้าวกิน
จนกว่าพ่อแม่จะกลับมาตอนเย็น

คนแถวนี้บอกว่าที่นี่มีทั้ง พม่า ทวาย มอญ กะเหรี่ยง และเขมร
เข้ามาขายแรงงานเนืองแน่นกว่าที่คุณจะคิดออก
ผลที่ตามมาคือ บางคนเอาลูกเต้าหนีบติดจั๊กกะแร้มาด้วย บางคนมาคลอดที่เมืองไทย
เด็กเหล่านี้ไม่ใช่ประชาชนไทย ไม่ได้รับสิทธิเท่าประชาชนไทย
และสถานภาพทางการเงินก็คลอนแคลน หลาย ๆ คนไม่ได้เรียน
พอพ่อแม่ไปทำงานก็ทิ้งลูกวิ่งเล่นตามชุมชนแออัด บ้างโดนรถชนเฉี่ยว บ้างถูกล่วงเกินทางเพศ
หลาย ๆ คนช่วยตนเองไม่ได้ พัฒนาตนเองไม่ได้ จึงต้องเอาเข้าโรงเรียนเฉพาะกิจแบบนี้



สื่อการสอน ซึ่งไม่แน่ใจว่าเอามาจากพม่าหรือพิมพ์เองในเมืองไทย

จริงหากจะเอาเข้าโรงเรียนของรัฐก็ได้เนื่องจากโรงเรียนรัฐบาลรับ(บางที่ไม่รับ)
เนื่องจากมีนโยบายว่าเยาวชนทุกคนมีสิทธิได้รับการศึกษาโดยทั่วถึงกัน ไม่เว้นคนต่างด้าว
แต่พ่อแม่หลาย ๆ คนก็ยังไม่ได้ส่งลูกเต้าไปโรงเรียนของรัฐอยู่นั่นเอง
เนื่องจากการย้ายถิ่นฐานตลอดเวลา ความกลัว ความไม่รู้ข่าวสาร และความจน

ครูบอกว่าที่อยู่ในโรงเรียนของมูลนิธิเป็นเพียง 2-3 % ของทั้งหมด นอกนั้นไม่ได้เรียน
โต๋เต๋ ทำงานหนักขายแรงงาน ฯลฯ

มีรถกะบะรับส่งเด็ก 1 คัน เช้า-เย็น โดยจะออกไปรับเด็กตามจุดต่าง ๆ ตามเวลา เริ่มเวลา 3 โมง
ทำกิจกรรม 3 โมงครึ่งเริ่มเรียน ปล่อย 3 โมงเย็น

มีพนักงานของมูลนิธิคนเดียวที่นอนที่โรงเรียน นอกนั้นนอนบ้าน คือคุณครูวิชาญ
จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย เอกประถมศึกษา เป็นคนเหนือ
ที่นี่เค้าสอนแบบตามอัธยาศัย ไม่บังคับเด็ก หากเด็กไม่อยากเรียนวิชานี้ ก็ไปเรียนวิชาอื่นกับกลุ่มอื่น
หรือหากเด็กมอญไม่อยากเรียนภาษาพม่าก็ไม่บังคับ และเรียนแบบสมัยใหม่เสียด้วย คือบูรณาการ
ให้เด็กวาดรูปอาหาร ไข่ กุ้ง ปู และสอนเรื่องอาหารไปด้วยในตัวเลย

ที่ว่าเด็กมอญไม่อยากเรียนภาษาพม่านั้น เกี่ยวเนื่องกับชาติพันธุ์นิยม
เนื่องจากมอญในประเทศพม่าไม่ค่อยจะลงรอยกับพม่าเท่าใดนัก
พ่อแม่บางคนจึงไม่อยากให้เรียนภาษาพม่า และเนื่องจากในมูลนิธิมีเจ้าหน้าที่คนพม่าอยู่
บางทีจึงอาจเอนเอียงไปทางพม่าอยู่บ้าง ชาวมอญบางกระแสจึงไม่ชอบใจ แต่กระนั้นหากพิจารณาดู
ครูผู้ชายคนหนึ่งในมูลนิธิก็เป็นมอญ ดังนั้นจึงมีความหลากหลายในตัวอยู่แล้ว
และเป็นสิ่งที่ควรต้องยอมรับในความหลากหลายอันนี้
แต่โดยชาติพันธุ์ ภาษาแรกที่เด็กกลุ่มนี้ควรเรียนคือภาษาของชาติพันธุ์ตนเอง

ชาวมอญที่สัมผัสมีความเป็นชาตินิยมพอควร ซึ่งก็น่ายกย่องดี
เพราะถ้าไม่รักชาติพันธุ์ตนเองจะไปรักใครเล่า
แต่ลักษณะชาติพันธุ์นิยมนี้อาจเป็นกระจกที่สะท้อนอีกสิ่งหนึ่งคือปัญหาการไม่มีประเทศเป็นของตนเอง
และการถูกกดขี่จากกลุ่มชาติพันธุ์อื่น
ดังนั้นคนมอญที่พบเจอจะมองปัญหาภาคใต้ของไทยเราแตกต่างจากที่เรามอง
เค้าจะเห็นใจคนในสามจังหวัดภาคใต้มากกว่า และมองว่าอยู่ในชะตากรรมเดียวกัน
(แต่ไม่ใช่ว่าเราไม่เห็นใจคน 3 จังหวัดภาคใต้)

บางทีจะมีตำรวจมาขอดูหลักฐาน ว่าตั้ง รร. นี้มีเอกสารอะไรไหม แต่เอกสารมีแสดงครบ
ตำรวจก็ไม่ได้ทำอะไร
รร. นี้ไม่ได้ออกประกาศนียบัตร เพราะยังไม่ใช่โรงเรียนเต็มรูปแบบตามกฏหมาย
และข้อกำหนดของกระทรวง





บางทีดูเด็กต้องย้อนกลับไปดูพ่อแม่ เด็กส่วนใหญ่เกิดในพม่า ตามพ่อแม่เข้ามา
พ่อแม่เป็นกรรมกรโดยมาก ค่าแรงหากทำงานในบริษัทถูกต้องจะได้รับค่าแรงเท่ากับค่าแรงขึ้นต่ำ
คือประมาณ 170 บาท ซึ่งก็ไม่น้อย แต่ไม่มากหรอก หากมีครอบครัวต้องเลี้ยงดูก็จบกัน
คือยังไงก็ไม่พอ แต่ถ้าทำในที่ที่กดราคาค่าแรง ซึ่งมีจำนวนมากเงินก็จะไม่ได้เท่านี้
หากเป็นสถานประกอบการที่มั่นคง มักทำบัตรต่างด้าวให้ลูกจ้าง แต่หากเป็นสถานประกอบการที่ไม่มั่นคง
หรืองานระยะสั้นเช่นก่อสร้าง จะไม่ทำบัตรต่างด้าวให้ จ้างเป็นระยะสั้น ๆ
ดังนั้นเมื่อสถานภาพการจ้างงานคลอนแคลน
ชีวิตเด็กในครอบครัวนั้นก็ล่องลอย



ห้องแถวแห่งภูมิปัญญา

แรงงานชาวประมง บางคนป่วยบนเรือ
นายจ้างเอาคนป่วยมาทิ้งไว้ชายฝั่ง แล้วขับเรืออกไปหาปลาต่อ
แล้วยังมีเรือบางลำเอาแรงงานขึ้นเรือโดยไม่บอกสภาพงานล่วงหน้า จี้ขึ้นเรือไปเลย บังคับ
บางคนยอมว่ายน้ำกลับฝั่ง ซึ่งบางทีกระโดดลง 5-6 คน กลับถึงฝั่งเพียงคนเดียว
ที่เหลือคาดว่าจมน้ำตาย

ตำรวจยังคงเป็นไม้เบื่อไม้เมากับคนต่างด้าวที่นี่ หากลงพื้นที่จับกุม คนที่ไม่มีบัตรจะถูกเรียกเงิน
ประมาณ 1 พัน 2-3 พันก็มี บางทีมีเท่าไหร่ก็เอา
แล้วขับรถเอาไปปล่อยตรงไหนไม่รู้แล้วให้หาทางกลับที่พักเอง อันนี้ว่าตามคนให้สัมภาษณ์

เมื่อพิศดูหน้าตาเด็ก ๆ เหล่านี้
พบว่าเด็กเชื้อสายมอญหน้าตาดีกว่าคนพม่า อันนี้เป็นข้องสังเกตจากหลาย ๆ คน ไม่ใช่เราคนเดียว
ดูหน้าตาเด็ก ๆ ก็ใสซื่อดี แต่โดยปรกติไม่ค่อยเล่นกับเด็กเท่าไหร่
จึงปล่อยให้สาว ๆ ทำหน้าที่เป็นปุ๋ยรักเด็กไป
รู้สึกเด็ก ๆ ขาดโอกาสมาก ๆ และแววตาก็ไม่แตกต่างอะไรจากเด็กไทย

แต่การได้มาเข้าโรงเรียนนี่ก็ดีมากแล้ว ดีกว่าวิ่งเล่นตามแพปลา สถานที่ก่อสร้างซึ่งอาจมีอันตราย
หรือไม่ก็ต้องช่วยพ่อแม่ทำงานหนัก ซึ่งไม่ใช่วัยที่ถึงเวลาทำ
ครูวิชาญบอกว่าอย่างน้อยเด็กอ่านป้ายตามทางตามถนนรมแคมออก อ่านฉลากยาถูก
ไม่เอายาแดงกรอกปาก ไม่ถูกหลอกโดยง่าย ไม่หลงทาง ก็สามารถช่วยตนเองได้แล้ว
ความรู้ที่พอมีก็พอทำให้ช่วยตนเองได้ และไม่เป็นภาระกับผู้อื่น

แต่ภาษาไทยเป็นไพลท์บังคับ เด็กจะต้องเรียนเพื่อให้สามารถอยู่รอดได้ในสังคมไทย
ครูวิชาญจะพูดกับเด็กเป็นภาษาไทยเพื่อสอนภาษาไทย
บางทีเด็กก็ไม่เข้าใจ ต้องแสดงภาพให้ดู ทำให้ดู หรือหยิบสิ่งของให้ดู
เค้าเรียกว่า Learning by doing มั๊ง หรือไม่ก็ TPR
นอกจากนี้ยังมีเรียนภาษาอังกฤษด้วย



ชะโงกดูใบประกาศตั้งข้างฝา ปรากฏว่านายเแพทย์กระแส ชนะวงศ์ เป็นผู้ก่อตั้งมูลนิธินี้
จริง ๆ เคยได้ยินมูลนิธินี้มาก่อน เพราะเคยไปเป็นล่ามภาษาเขมรให้กลุ่มเอ็นจีโอ
ซึ่งมีกลุ่มนี้ร่วมงานอยู่ด้วย

เจ้าหน้าที่พม่าซึ่งเป็นผู้หญิงเองว่าไปก็เป็นคนชาติพันธุ์ chin ซึ่งคนละกลุ่มกับคะฉิ่นที่คุ้นหูพวกเรา
ดังนั้นเราทุกคนต่างเป็นคนผสมผสาน Multilingual กันทั้งนั้น
พบว่าเด็กเชื้อสายมอญหน้าตาดีกว่าคนพม่า อันนี้เป็นข้องสังเกตจากหลาย ๆ คน ไม่ใช่เราคนเดียว
เธอชื่อ Khin Mya Win

ครูบอกว่าคนพม่าและมอญชอบทำบุญทำกุศล มักแต่งตัวเข้าวัดไปทำบุญ
ขณะที่คนไทยแต่งตัวไปซูเปอร์มาร์เก็ต
ในห้องนอนจะมีพระพุทธรูปบูชา มักไปวัดใกล้บ้าน หรือวัดไหนที่มีพระชาติพันธุ์ของตนจำวัดอยู่
ที่วัดบางหญ้าแพรกก็มีคนชาติพันธุ์พม่ามอญไปทำบุญกันเยอะ
หลวงพ่อท่านตั้งศูนย์พัฒนาภูมิปัญญามอญที่นั่นด้วย

เด็กเมื่อพร้อมที่จะเข้าโรงเรียนของรัฐ พร้อมในที่นี้หมายถึง มีความประสงค์
ทางมูลนิธิสามารถส่งตัวไปยังโรงเรียนที่ใกล้ที่สุดได้ แต่ถ้าไม่พร้อมเด็ก ๆ สามารถเรียนที่นี่ต่อไป
แต่เด็กต่างชาตินั้นจะกลัว กลัวความแตกต่าง กลัวโดนรังแก โดนดูถูก
ดังนั้นมักไม่อยากไปเรียนโรงเรียนของรัฐ และตอนนี้มีบางโรงเรียนของรัฐ
พอผู้บกครองเห็นโรงเรียนรับเด็กต่างด้าวเข้ามาเรียนจำนวนมาก
ก็ย้ายบุตรหลานของตนเองหนีไปเรียนที่อื่นก็มี เนื่องจากทัศนคติบางประการ



แบบฟอร์มใบส่งตัวเข้าเรียนโรงเรียนของรัฐบาล

ครูเล่าว่ามีนักศึกษามหาลัยแห่งหนึ่งมาดูงาน แล้วนำภาพไปเผยแพร่
ต่อมามีบริษัทเอ็นเตอร์เทนเมนท์แห่งหนึ่งมาติดต่อนำเด็ก ๆ
ไปออกคอนเสิร์ตเพื่อระดมทุนที่สวนลุมพินี ก็ดี อนุโมทนาด้วย

สถาพในโรงเรียนที่บอกไปแล้วว่าเป็นห้องแถว ดังนั้นบอกเลยว่าไม่เหมาะสมที่จะเป็นโรงเรียน
สถานที่เดิมเป็นที่กว้าง มีที่วิ่งเล่น ที่ใหม่นี้ไม่มี แต่ที่เก่าเวลาฝนตกจะลำบาก เด็กก็วิ่งขึ้นวิ่งลงกระไดน่าเป็นห่วง เราสังเกตในโรงเรียนมียุงกลางวัน
ซึ่งเป็นพาหะของไข้เลือดออก หลอดไฟฟ้าขนาดเล็ก ไม่เหมาะสมสำหรับการอ่านหนังสือ
และเด็กนั่งเรียนกับพื้น แต่ทุกอย่างมาติดอยู่ที่เงิน เนื่องจากงบประมาณมีจำกัด
ส่วนเด็กก็คือเด็ก มีเกเรบ้าง ดื้อบ้าง เล่นบ้าง
แต่อย่างน้อยก็อยู่ในที่ ๆ ปลอดภัยกว่าไม่ได้เรียนอะไรเลย
ครูบอกว่าหากเป็นไปได้อยากหาที่ใหม่ที่เหมาะสมกว่านี้



ในห้องเรียนที่โรงเรียนข้างแพปลา

ครูบอกว่า อยากให้มาช่วยกันดูแล ทั้งภาครัฐและเอกชน ดังนั้นหากสนใจก็ไปช่วยบริจาค
สนับสนุนตามแต่ความสามารถและกำลังทรัพย์

ส่วนรัฐบาลพม่านั้นไม่ได้ให้ความช่วยเหลือ รับรู้ หรือประสานงาน ขอข้อมูล หรือให้ข้อมูลอะไรเลย

เพลงบางเพลงที่สอนในโรงเรียน สะท้อนว่าในสังคมมีการล่วงละเมิดทางเพศ
ทางเอ็นจีโอจึงสอนให้เด็กร้องเพลง ตัวฉัน
มีเนื้อร้องทำนองว่า ตัวฉัน ไม่มีใครมารังแกได้ ล่วงเกินไม่ได้ หากฉันไม่ยอม ฯลฯ อะไรทำนองนี้
เพื่อปลูกฝังให้เด็กป้องกันตัวเอง และรักษาสิทธิของตนเอง
เนื่องจากมีการล่วงละเมิดทางเพศโดยผู้ใหญ่ในชุมชนของตัวเอง



การมาเยือนเพียงวันเดียวนั้น เราอาจสนุกที่จะเล่นกับเด็ก ๆ แต่ถ้าเป็นงานประจำ จำเป็นต้องใช้ความอดทนสูง

จะมีการประชุมผู้ปกครองทุกเดือน ผู้ปกครองที่มาเข้าร่วมประชุมมักเป็นพวกที่มีบัตร
พวกไม่มีบัตรจะกลัวไม่กล้าไปไหนไกล
การประชุมนี้เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับตัวเด็ก พัฒนาการ และกิจกรรมที่ต้องแจ้งผู้ปกครอง
เห็นบางทีพาออกทัศนศึกษาอะไรด้วย
คือไปอ่าวมะนาว (ตรงไหนหว่า) แต่เวลาทัศนศึกษาจะพาไปแต่โตหน่อย เด็กเกินไปดูแลยาก



ทางมูลนิธิต้องการอาสาสมัครเพิ่ม อาสาสมัครแปลว่าไม่เอาเงิน เนื่องจากไม่มีงบจ้างนั่นเอง
จริง ๆ คนต่างด้าวที่นี่บางคนมีการศึกษาดีมาก ภาษาอังกฤษดี แต่เลือกงานไม่ได้ จึงต้องเป็นกรรมกร

ในแง่ภาษาศาสตร์ พบว่าทั้งครูและนักเรียนใช้ภาษาแก้ขัดกันอุตลุด เพื่อสื่อสารกัน
บางทีต้องให้เด็กด้วยกันช่วยอธิบาย หรือรุ่นพี่สอนรุ่นน้องแทน บางทีครูไม่อยู่
เด็กรุ่นพี่จะสอนหนังสือรุ่นน้อง ซึ่งน่ารักดี



แป้งที่ทาบนใบหน้า ทำให้เรารู้ว่าวัฒนธรรมดั้งเดิมยังคงรักษาไว้เหนียวแน่น
แม้ว่าจะอยู่ในเมืองไทย


สิ่งที่เราเรียนในห้องเรียนกลายเป็นปัญหาเพียงเล็กน้อย เมื่อเจอปัญหาองค์รวม
คือปัญหาปากท้องต้องมาก่อน ขอให้เด็กได้มีที่เรียนก็ดีพอแล้ว ไม่ต้องพูดถึงทฤษฎีการสอนภาษา
การถ่ายโอนภาษา การฟื้นฟูภาษาวิกฤต การแก้ไขบำบัดการออกเสียง ฯลฯ
เพราะปัญหาอื่นสำคัญกว่า
บางเรื่องเป็นการปฏิบัติเพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า มากกว่าปฏิบัติโดยมีทฤษฎีปูเป็นแนวทาง

บางทีกิจกรรมวัฒนธรรมที่เด็ก ๆ เข้าร่วมเป็นกิจกรรมในบริบทของวัฒนธรรมไทย
เช่น ลอยกระทง แต่งชุดไทยรำ โดยอิงแนวคิดที่ว่าเด็กต้องอยู่รอดได้ในสังคมไทย
ดังนั้นการเรียนรู้วัฒธรรมไทย จึงเป็นสิ่งจำเป็น แต่คุณจะเอาอะไรอีก
หากว่าเด็กสนุกกับกิจกรรมนั้น

และยังไม่เห็นว่ามีการนำเรื่องวัฒนธรรมเข้ามาสอนอย่างชัดเจน เช่น ปฏิทินวัฒนธรรม
แต่น่าจะมีเข้ามาบ้างไม่มากก็น้อย โดยผ่านเส้นทางอื่น ๆ ภาษาและวัฒนธรรมเกี่ยวเนื่องกันอยู่แล้ว



แต่ครูจะไม่สอนประวัติศาสตร์ เพื่อหลีกเลี่ยงที่จะพูดถึงอดีตบาดหมางที่เราไม่ได้มีส่วนร่วมด้วย
เนื่องจากเด็กมีหลากหลายชาติพันธุ์ แต่เด็กบางคนก็เป็นลูกผสม พม่า-มอญ พม่า-กะเหรี่ยง ซะอีก
บางทีก็ทะเลาะกัน เด็กพม่าทะเลาะกับเด็กมอญ แต่ก็ทะเลาะกันแบบเด็ก
แต่ถ้าผู้ปกครองลงมาเล่นด้วยก็จะบานปลาย พ่อแม่มอญบางคนเมื่อทราบว่าเรียนกับเด็กพม่า
ก็เอาลูกออกไปเรียนที่อื่นก็มี อันนี้มาจากเรื่องชาตินิยม
(ยิ่งกว่าชาติพันธุ์นิยม เพราะเค้าคิดว่ายังมีชาติรัฐมอญอยู่)

เจ้าหน้าที่ถามอย่างสุภาพว่าเรามีอะไรก็แนะนำได้นะครับ เราก็บอกว่าไม่มี เราเพียงมาหาข้อมูล
และนำไปคิดต่อไป ดีกว่าทำเก่งไปชั่วโมงเดียวทำแนะนำโน่นแนะนำนี่
ปัญหาใหญ่น่าจะเป็นเงินและอาสาสมัคร
ในอนาคตอาจส่งลูกศิษย์ฝึกงานแบบนี้ก็ได้แต่อาจเป็นชายแดนเขมร



ตารางสอนของอาจารย์ ติดข้างฝา

แล้วเรายังไปดูโรงเรียนของมูลนิธิอีกที่หนึ่ง ติดแพปลาเลย กลิ่นยิ่งกว่าเดิม โรงเรียนก็เป็นเช่นเดิม
คือ หนึ่งคูหา โรงเรียนดูสกปรก และมีความชื้น แถว ๆ นั้นยังมีศูนย์ของมูลนิธิสำหรับแจกถุงยาง
ให้ความรู้ข้อมูลด้านสาธารณสุข



โปสเตอร์ที่พิมพ์ข้อความเกี่ยวกับการป้องกันโรค ผลิตเป็นภาษาพม่าหรือมอญก็อ่านไม่ออก

จบงานจึงได้แวะตลาดมหาชัย เลยเพิ่งรู้ว่ามีรถไฟมาถึงที่นี่ด้วย ในตลาดของทะเลถูกมาก สดด้วย
น่าซื้อใส่ถังน้ำแข็งไปทำกินที่บ้าน (ถ้ามีครอบครัว และมีรถ)
แต่เราซื้อเพียงปลาหมึกทรงเครื่องถุงเล็ก ๆ ไว้กระแทกปากตอนดึก ๆ
เวลาหาอะไรกินไม่ได้ และขนมเปียะ น่ากินดี มีคนเตือนถึงราคาในร้านอาหารทะเลที่นี่ว่าแพงสุด ๆ
อย่าได้คิดว่าจะถูกกว่ากรุงเทพฯ ของถูกเชิญที่ตลาดสด



สินค้านำเข้าจากพม่าเพื่อตอบสนองความต้องการทางวัฒนธรรม "เมื่ยง" แต่ไม่แน่ใจว่าจะเป็นของมอญหรือของพม่า

แวะผ่านตลาดกุ้ง มีห้องเช่าจำนวนมากที่สภาพโทรมกว่าหอพักในกทม. แต่ราคาห้อง 4 พันบาทต่อเดือน
อยู่กันแออัดยัดเยียดหลายชนชาติ คนนุ่งโสร่งเดินไปมาราวกับว่าไม่ใช่เมืองไทย



คุณองค์ บรรจุน บรรยายเกี่ยวกับมอญเดิมที่อาศัยในพื้นที่สมุทรสาคร



มะพร้าวหมูสี

เราแวะที่บ้านพี่ชายคุณองค์ บรรจุน แวะดูสวนผลไม้ และได้ฝรั่งและพุทราเป็นของหิ้วกลับบ้าน
ทานอาหารริมคลองแห่งหนึ่ง สวยงามดี มีต้นแสมขึ้นสองฝั่งคลอง นั่งกินอาหารทะเลกัน 21 คน
จัด 4 ชุด เจ็ดพันกว่าบาท สรุปแล้วน่าจะแพงพอ ๆ กับกรุงเทพฯ ดีกว่าที่ความสดของอาหารเท่านั้น

กลับมาต้องมานั่งประมวลข้อมูล และผลพลอยได้คือภาษามอญสองสามคำ
และสุดท้ายก็คือบล็อคนี้นั่นเอง

หากท่านสนใจจะร่วมบริจาค ขอข้อมูล ให้ความช่วยเหลืออื่นใด เชิญติดต่อที่
คุณ รติกาล เนตรวัน, เจ้าหน้าที่การศึกษา มูลนิธิรักษ์ไทย สำนักงานสมุทรสาคร
โทรสาร 034434829, โทรศัพท์ 0810303266



ปูหลน อาหารค่ำซึ่งเป็นรางวัลของการทำงานมาทั้งวัน ปูตัวบักเอ้บสะใจดี




 

Create Date : 22 กันยายน 2550    
Last Update : 23 กันยายน 2552 13:49:31 น.  

Olympus SP-510UZ and me at เกาะเกร็ด


เกาะเกร็ด
วันที่ไปเยือน 28 เมษายน 2550 แต่ฝนครึ้มเชียว ก็ดีที่อากาศไม่ร้อน แต่จะถ่ายรูปไม่แจ่มเพราะไม่มีแดด

ผมเคยไปเกาะเกร็ดหลายครั้งแล้ว แต่ก็ยังติดใจไปอีก และมักจะชวนเพื่อน ๆ ที่ยังไม่เคยไปให้ไปดูสักที
เมื่อเพื่อนพอใจที่มาเที่ยวเราก็รู้สึกดีใจ เพราะไม่งั้นก็จะพากันไปเดินห้างซะทุกที

เราขึ้นเรือข้ามไปเกาะเกร็ดกันที่นี่ (ลืมชื่อวัด อัลไซเมอร์รับประทาน) ภาพที่เห็นนี้มองจากเกาะเกร็ด



สัญลักษณ์ของเกาะเกร็ดเขาแหละ เจดีย์เอียงกระเท่เร่
ภาพนี้เห็นเอามาพิมพ์เป็นเสื้อยืดขายด้วย สวยดีนะ แต่ก็ไม่ได้ซื้อกลับมา



บนเกาะที่มีคนเชื้อสายมอญอยู่จำนวนมากปะปนกับคนไทย
ผมคาดหวังว่าจะได้ยินคนคุยกันเป็นภาษามอญ แต่ผิดหวัง ทุกครั้งที่ไปก็ไม่เคยได้ยิน
แต่อย่างไรก็ตามพบเห็นหนังสือมอญในร้านบางร้าน และในป้ายติดประกาศ
ผู้คนส่วนใหญ่บนเกาะมีผิวคล้ำ ดำเนียน ใบหน้าเรียวยาว คงเป็นแบบฉบับของใบหน้าแบบมอญ



หลาย ๆ บ้านทำงานวันจันทร์ถึงศุกร์ ส่วนเสาร์อาทิตย์ก็เปิดบ้านขายของกัน
สภาพในเกาะหากเป็นช่วงชุมชนจะเป็นซอยเล็ก ๆ อย่างนี้ ดังนั้นจะเบียดเสียดกันบ้างในบางจุด
บ้านหลาย ๆ หลังเปิดบ้านเพื่อรับนักท่องเที่ยว ดังนั้นเราควรอยู่แต่ในพื้นที่ ๆ รับนักท่องเที่ยวเท่านั้น
อย่าเผลอเดินเข้าห้องนอนหรือเดินขึ้นบันไดไปหน้าตาเฉย



บริโภคสัญจรอีกตามเคย
แต่ของอร่อย ๆ ก็ควรค่าแก่การกินไม่ใช่หรือ ผมมีคำแนะนำสำหรับกระเพาะคุณ
คือไม่ควรทานอะไรมาก่อน มาทานอาหารเช้าและเที่ยงบนเกาะเลย เพราะอาหารอร่อย ๆ เยอะมาก
และอาหารมื้อเดียวไม่สามารถสนองลิ้นคุณได้หมด นอกจากสองมื้อข้างต้นแล้ว
คุณสามารถซื้อห่อหมก อาหาร ขนมหวาน และผลไม้ ฯลฯ กลับไปอร่อยต่อที่บ้านได้อีกด้วย




ในเกาะจะทำทางเดินซีเมนต์รอบเกาะ สูงพอที่น้ำจะไม่ท่วมถึง สำหรับทางเดินและรถมอเตอร์ไซค์
เมื่อเดินเข้าไปข้างใน ๆ เจอพ่อค้าขายกาแฟรถเข็นบอกว่า

"เกาะนี้จะจมหายไปภายในสิบปี"
จริงหรือไม่จริงไม่รู้ แต่ความเชื่อนี้ก็สะท้อนมาที่คุณป้าชาวสวนที่บอกกับเราว่า
“ซื้อที่ป้าไหม ป้าขาย”
ป้าแกบอกว่าสวนท้องร่องแกปีที่แล้วลงส้มโอ พอน้ำมาก็ฉิบหายหมด ปีนี้เลยลงกล้วยสลับทุเรียน
“อะไร ๆ ก็ดีหมด บนเกาะนี้ เสียแต่เบื่อหน้าน้ำ แต่ก่อนน้ำไม่เคยท่วมสูงเท่านี้”
ป้าแกบอกว่าน้ำจะสูงมาจนถึงทางเดินซีเมนต์รอบเกาะเลย
ส่วนทำนบคันดินที่กั้นรองท้องร่องนั้นก็มีระดับสูงมาก เพื่อกั้นน้ำมาจากภายนอก



ของขายบางอย่างไม่ได้เป็นผลิตผลบนเกาะทั้งหมด เครื่องปั้นดินเผาที่เป็นดินขาวมักนำมาจากลำปาง
เครื่องปั้นดินเผาของเกาะเกร็ดจะเป็นดินสีน้ำตาลแกมแดง เสื้อผ้ามักนำมาจากที่อื่น
แต่ถ้าชอบถูกใจก็ซื้อเถอะ ขอให้จำเริญ ๆ



เช่าจักรยานถีบรอบเกาะ เพราะจะเดินได้ไม่รอบเกาะ
นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มักไม่นิยมถีบจักรยานรอบเกาะ และจะนิยมเดินในชุมชนเท่านั้น
แต่เราชอบลุย เลยเช่าจักรยานเที่ยว

ขอแนะนำว่าให้เลือกจักรยานเจ้าที่นั่งแล้วไม่เจ็บตูด เพราะที่ผมเช่านั้นนั่งเล้วเจ็บตูดมาก อานแข็งโป้กเลย
มาเที่ยวครั้งก่อนนั้นเคยอาจหาญเดินรอบเกาะ แบบว่ากูเก่งอะไรอย่างนี้
ก็เดินจนเหนื่อยสมใจอยากจริง ๆ

หน้าวัดปรมัยยิกาวาส วัดนี้มีชื่อ มีพิพิธภัณฑ์ในวัด ควรชมอย่างยิ่ง หน้าวัดมีหนังสือแนะนำเกาะ
ควรซื้อมาศึกษาเพื่อประกอบการท่องเที่ยว อย่าขี้เหนียว



หน้าวัดมีอาหาร ขนมขาย ราคาไม่แพง เช่น ไก่โสร่ง ขนมหันตรา ทอดมันหน่อกะลา
ดอกไม้ชุบแป้งทอด ฯลฯ อร่อยตา อร่อยใจดี




บ้านช่องเขาอยู่ริมน้ำก็มี ริมคูก็มี คนที่มีบ้านริมคูเขาก็จะเอาครกมาทำเขื่อนกั้นน้ำ
หลาย ๆ บ้านปลูกไม้ดอกไม้ประดับสวยงาม ซึ่งบ่งชี้ถึงคุณภาพชีวิตที่ดีของครอบครัวนั้น ๆ ด้วย



เดิน ๆ ไปก็สะดุดของที่ระลึก เป็นเครื่องปั้นจิ๋ว สนนราคา 450 เราบอกจะเอาลงโฆษณาในบล็อคให้



ขี่จักรยานไปได้ไม่กี่นาที ก็เจอข้าวแช่ เอกลักษณ์ของชาวมอญ เลยชิมซะ ราคา 20 บาทเท่านั้นเอง
น้ำข้าวแช่หอมกรุ่นเชียว



เครื่องเขาก็มีกะปิผัด หมูฉีก กระเทียมดองผัดไข่ แล้วก็ไชโป้วหวานผัด น้ำยายไหย.....




หน่อกะลานั้น ตอนครั้งที่แล้วมาชิม "แกงส้มหน่อกะลา" รู้สึกว่ากินแล้วขื่น ๆ คอ คราวนี้เลยไม่ได้กินอีก
แต่ชิมทอดมันหน่อกะลาแล้วก็โอเคเลยนะ



ขากลับจะซื้อกล้วยกวนกลับไปกินก็ได้ บนเกาะกล้วยเยอะ ลูกอวบ ๆ เชียว เหลือก็เอามาแปรรูปทำกล้วยกวนขาย




บ้านหลังนี้ขายขนมหวาน เดินขึ้นไปกินบนบ้านเค้าเลย หน้าบ้านเค้าปลูกกระดังงาสงขลา
(กระดังงาธรรมดาเป็นไม้ยืนต้นสูง กระดังงาสงขลาเป็นไม้พุ่ม) เลยแชะ



ดอกไม้ดอกไร่บนเกาะ มีให้ชมเรื่อย ๆ จำเริญตา บางสวนจะทำเป็นศูนย์ท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์
มีทำอาหารให้ตักกินเอง กินแบบพอเพียง เพื่อสุขภาพ
ก็ควรเข้าไปเยี่ยมชมและให้กำลังใจกันหน่อย โดยการหยอดเงินบริจาคลงในกล่อง





แมว สัตว์เลี้ยงนั้นเป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของครอบครัวที่สมบูรณ์ ทั้งเกาะมีหมาแมวเยอะไปหมด
ดังนั้นควรระวัง อย่าเดินเหยียบเอาขี้หมาหรือหางแมว



บ้านคนอยู่ริมน้ำ ก็น่าจะสบายตาสบายใจดี แต่ก็ให้รู้สึกกลัวเวลาฝนตกหนัก น้ำหนุนสูงเช่นกัน





ภาพระเบียงบ้านแบบนี้ผมคุ้นตามาก สมัยเด็ก ๆ มีบ้านหลายหลังที่ทำระเบียงบ้านแบบนี้

บ้านริมคูบางหลังดัดแปลงเป็นร้านกาแฟ นั่งหย่อนขาลงข้างล่าง พักเหนื่อยหลังเดินรอบเกาะ
คุณป้าหน้าร้านกาแฟบอกว่า
"เมื่อคืนฝนตกหนักมาก ต้นไม้ล้มเลยค่ะ"
สิ่งพิเศษของที่นี่คือ ชาวบ้านชาวช่องพูดคุยกับเราได้อย่างสนิทใจ
ขณะที่หากคุณอยู่กรุงเทพฯ บางทีคุณอาจไม่ได้คุยกับเพื่อนบ้านได้สนิทใจเท่านี้
โอ.. เกิดอะไรขึ้น...ชาวกรุงเทพฯ



โบสถ์สมัยอยุธยา ฐานจะเป็นโค้งท้องสำเภา แวะหยุดทำบุญก่อนเนาะ ถ้าคุณนับถือศาสนาพุทธ



เตาเผาเก่า ๆ ที่เลิกใช้แล้ว เห็นว่าตะก่อนใช้เผาครก แต่ช่วงหลังมานิยมครกดินเผาจากอีสานมากกว่า
ครกเกาะเกร็ดจึงเลิกทำ



แวะกินขนมจีนก่อนกลับ อืม... อร่อยเหาะ มัวแต่กินเพลินจนลืมถ่ายรูป
กลับมาจึงคิดได้ว่าลืมกินไอติมร้าน ๆ หนึ่ง คือเหล่เอาไว้ว่าจะกินแต่ไม่ได้กิน

สิ่งที่ต้องระวังเมื่อมาเยือนบนเกาะนี้ : ขี้หมา, จักรยานอานแข็ง, การจราจรในซอยแคบ ๆ,
การตกน้ำตกท่าหรือตกคูเวลาขึ้นลงเรือหรือเดินชมอะไรไม่ดูตาม้าตาเรือ, เข้าห้องลูกสาวเขา,
หากเดินเข้าไปในสวนระวังงูเงี้ยวเขี้ยวขอ

แล้ววันหลังจะมาอัพใหม่นะครับ ไปนอนก่อน บางทีก็ไม่เข้าใจว่างานบางอย่างที่ควรจะเร่งทำก็ไม่ทำ
แต่ก็ดันมามีความสุขกับการอัพบล็อคอยู่นั่นแหละ




 

Create Date : 30 เมษายน 2550    
Last Update : 18 เมษายน 2552 6:18:40 น.  

Olympus SP-510UZ and me at ดอนหอยหลอด


สงกรานต์ วันหยุดหลายวัน กินทุเรียนชะนีเป็นอาหารเช้า แล้วนอนอืดดูหนัง
วันแรกยังมีแก่ใจไปทำบุญโลงศพที่วัดหัวลำโพง สงกรานต์นี้ ไม่โดนน้ำสักหยด
คือว่าไร้เสน่ห์โดยสิ้นเชิง
ไม่มีใครอยากรดน้ำ มูลค่าโดยรวมต่ำกว่ามูลค่าน้ำที่ราด เลยไม่มีใครตัดสินใจเลือกราดเรา
เราก็เลยแห้งสนิท วันที่ 13 รวบรวมหากลุ่มพวกที่โดนตัดหางปล่อยวัด
ประเภทเพื่อนคว่ำบาตร หมู่ญาติเมิน รวมตัวกันได้ 3 คน ก็พากันไปนอกเมืองดีกว่า
เราเสนอว่าอยากเห็นธรรมชาติ จริง ๆ แล้ว อยากลองกล้องตัวนี้ ขอสารภาพบาป
เพื่อนเลยเสนอเมกะโปรเจ็คท์เที่ยวดอนหอยหลอด
เมื่อไม่มีทางเลือกในชีวิตจึงต้องเซ็นต์อนุมัติ ด้วยประการฉะนี้

ระหว่างทางเห็นขายลิ้นจี่อัมพวาขายข้างถนน เห็นโฆษณานักหนาเลยแวะซื้อข้างถนน
ดันไปหยุดรถเอาร้านมุมสุด ลุงแกขายโลละ 70 ครั้นเราร้องว่าแพง แกก็บอกว่าของแกเกรดดี ลูกใหญ่
ก็เลยหลงสาลิกาลิ้นทองแก ซื้อ 1 โล บิกินระหว่างทาง ก็อร่อยดี เนื้อแห้ง สีแดงเข้มดี
ถ้าเป็นฮงฮวยของเชียงใหม่นั้น หากมีสีแดงเข้มแบบนี้คือเน่าแล้ว แต่ที่นี่ถือว่าสวย
พอขับมาถึง ดอนหอยหลอดเห็นวางขาย 3 โล 100 บาท แป่ว !



แต่พิศดูแล้วที่เราซื้อมานั้นสีแดงสวยทุกลูก แต่ในตลาดบางลูกสีแดง ๆ อมชมพูก็มี
แต่ไม่ได้ซื้อมาชิมเปรียบเทียบดูรสชาด

รถติดขาออกมาก เพราะทุกคนมุ่งจะออกจากเมือง กว่าจะถึง 3 ชั่วโมง

ทีแรกตั้งใจจะไปเที่ยวเชิงนิเวศน์ ไป ๆ มา ๆ กลายเป็นบริโภคสัญจรไปซะฉิบ ก็งี้แหละ
แนวรบทางตะวันตก ..... เหตุการณ์เดิมไม่เปลี่ยนแปลง

ดอนหอยหลอดเป็นที่ติดทะเล แต่ไม่ใช่ชายหาด เป็นป่าแสมชายเลน ดังภาพ



ไปนั่งกินในร้านอาหารริมทะเล จริง ๆ คือ ร้านอาหารที่รุกเข้าไปในป่าแสม (อ่านว่า สะแหม)
นั่งกินไปก็ดูทะเลไป แต่จริง ๆ แล้วหน้าหันไปหาของกินมากกว่าทะเล (ไม่น่าแปลก)



อันดับแรกที่สั่งคือหอยหลอดผัดฉ่า รสชาดพอดี ไม่เผ็ดเกินงาม



อันดับสอง คือ แกงส้มปลาดุกทะเลใส่หน่อไม้ดองและผักกาดเขียว รสชาดดี
แต่แนะนำว่าควรแกงเช้ากินเย็น หรือข้ามคืนก่อน รสจะดีกว่านี้
แกงนี้เวลาถ่ายต้องตักเอาเนื้อปลาขึ้นมาจากหม้อ วางบนสุด คนดูจะได้เห็นเนื้อชัดเจน



ไข่ปลาดุกทะเลก็ดูพิกล สุดท้ายเลยไม่มีใครแตะไข่ปลาดุก



อีกจานคือปลาหมึกย่าง เอาแบบสุก ๆ หน่อยเพราะเราท้องไม่ดี
หากกินสุก ๆ ดิบ ๆ น้ำจิ้มแรง ๆ แล้ว ไม่ถึงสิบนาทีลำไส้จะก่อม็อบ บางทีอาจรุนแรงถึงขึ้นก่อวินาศกรรม



สั่งมากินกันแค่นี้เพราะอีกสองคนกินข้าวยังกะแมวดม
เราจึงรับผิดชอบทำหน้าที่แบบเดียวกับปลาเทศบาล

กินเสร็จก็เดินทอดน่อง ทอดตั้งนานน่องก็ยังไม่สุกเสียที อันดับสำคัญ
(หลังจากสิ่งที่สำคัญที่สุดคือกินเสร็จสิ้นไปแล้ว) คือ ไหว้กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์
ริมทะเลข้าง ๆ ศาลขายของเต็มไปหมด



แกล้งทำเป็นรักธรรมชาติ ถ่ายปลาตีน แต่จริง ๆ ขณะถ่ายก็คิดว่าตัวเท่านี้ทำหมกห่อใบตองปิ้งคงจะดี



ปูก้ามดาบ(?) มีเป็นร้อย ๆ ตัว ขยับก้ามกรั๊บ ๆ ตลอดเวลา ตัวเล็กนิดเดียว
นี่ถ้าอยู่แถวบ้านตูได้จับดองน้ำปลาใส่ส้มตำไปแล้ว ดีที่แถวนี้คนเค้ามีของกินเพียบ ปูเหล่านี้เลยรอดตัว



ปูใบ้แกะก้ามขายต่างหากเป็น option พิเศษ ถามแม่ค้าว่าทำไมเรียกปูใบ้ (มีปูที่ไหนมั่งพูดได้เล่า เออ ! )
แกบอกว่ามันหนีบแล้วไม่ปล่อย ต้องหักก้ามทิ้งเลย ยืนถ่ายรูปแต่ไม่ได้ซื้อชิมดู
กลัวกินแล้วกัดเพื่อนไม่ปล่อย



ขายหอยประดิษฐ์ นี่ถ้าเป็นเด็กอยู่คงร้องให้แม่ซื้อให้ แต่นี่แก่แล้วร้องจะเอาคงน่าเกลียดพิลึก
และหากดันทุรังร้องเพื่อนคงไม่ซื้อให้ เลยไม่ร้องดีฝ่า



ถนนหนทางริมทะเล ตรงที่เที่ยว มีร้านอาหารเต็มไปหมด มีรถเล่นสงกรานต์ไม่กี่คัน
เนื่องจากนักท่องเที่ยวที่มาที่นี่มีใจตรงกัน คือ เน้นบริโภคสัญจร ไม่เน้นสาดน้ำ



โคตรปลาทูที่ปกติบ้านตูขายตัวละหกสิบบาท ที่นี่น่าจะถูกกว่า แต่มัวแต่ถ่ายรูปลืมถามราคาซะฉิบ



ผ่านร้านขายหอยหลอด นี่คือหอยหลอดตอนยังไม่ได้จับเปลือยกาย



แม่ค้านั่งแกะหอย (อย่าได้คิดลามก) และหอยหลอดที่แกะแล้วใส่แพ็ควางขาย



ถ่ายปลาตากแห้ง ได้สวยดี (ชมตัวเอง) แต่อย่าถามว่าปลาอะไร ราคาเท่าไหร่
กลับมานั่งดูแล้วงง ๆ ว่าทำไมสีออกมาแบบนี้ เข้าใจว่าคงมาจากสีของพลาสติกกันแดดที่มุงอยู่ข้างบน



หอยตลับ ราคาโลละ 20 สามโล 50 หากซื้อร้อยหนึ่ง เอาไปเลย 7 โล เลยซื้อมาผัดที่บ้านเพื่อน 3 โล
หอยสดมาก ยังพ่นน้ำปริ๊ด ๆ อยู่เลย



เมื่อผัดแล้วได้ผลลัพท์ออกมาแบบนี้



หอยนางรมแพ็คละ 35 บาทเอง



ขากลับแวะซื้อ ข้าวหลาม ส้มโอ ผลไม้ ขนมตรงปากทางเข้า ส้มโอก็น่ากินดี
น้ำแถวนี้เป็นน้ำกร่อยทำให้ผลไม้รสชาดดี



ติดใจ เลยกะกันว่าวันหลังจะไปเที่ยวอีก รอบหน้าอยากลุยดงจากถ่ายภาพมั่ง




 

Create Date : 18 เมษายน 2550    
Last Update : 17 เมษายน 2552 10:18:34 น.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.