เป็นเศรษฐีร้อยล้านได้ จากการลงทุนปีละ 14,000 บาท (ภาคจบ)
“..... การเก็บเงินปีละ 14,000 บาท จะได้เป็นเศรษฐีร้อยล้านน่าสนใจมาก แต่ถ้าทำตามวิธีการของคุณ ต้องรอถึง 40 ปี ทำให้ใจห่อเหี่ยว .....”

“..... ต้องรอถึง 40 ปีค่อยเป็นมหาเศรษฐี ดีไม่ดีตายกลายเป็นผีไปแล้ว คุณมีเคล็ดลับช่วยให้ร่ำรวยเร็วขึ้นมั้ย ? .....”

การสร้างความร่ำรวยต้องใช้เวลา ภายในเวลาอันสั้นจะไม่เห็นผล คนส่วนหนึ่งรู้คำตอบแล้วว่า ถ้าเก็บเงินลงทุนแบบนี้ 40 ปี จะได้เงินร้อยกว่าล้าน จึงทายว่า 10 ปีน่าจะได้สัก 5 ล้าน บางคนทายว่าประมาณ 1 ล้าน แต่ว่าคำตอบที่คำนวณได้น่าแปลกใจเหมือนกันคือได้แค่ 360,000 บาท เมื่อเทียบกับลงทุน 40 ปี ได้ร้อยกว่าล้าน แตกต่างกันถึง 300 กว่าเท่า

ยังดีที่มีคนตั้งคำถามแบบนี้ ไม่อย่างนั้นมีผู้ทำตามวิธีการนี้ เก็บเงินไปลงทุนปีละ 14,000 บาท นำไปลงทุนให้ได้ผลตอบแทนปีละ 20% นึกว่านานเข้าคงร่ำรวยเป็นเศรษฐี คิดไม่ถึงว่าแค่สิบปีมีเงินสะสมแค่สามแสนหก คงเข้าใจว่าถูกหลอกซะแล้ว

ต้องเข้าใจว่านี่เป็นการ “วิ่งมาราธอน” ไม่ใช่ “วิ่งร้อยเมตร” สิ่งที่ต้องเผชิญคือน้ำอดน้ำทน ไม่ใช่แรงฮึดแค่อึดใจเดียว การลงทุนสร้างเนื้อสร้างตัว เงื่อนไขข้อแรกอยู่ที่เวลา คุณต้องผ่านการรอคอยจึงจะเห็นผล เรามาดูยอดเงินสะสมจากการลงทุนปีละ 14,000 บาท โดยได้รับผลตอบแทนปีละ 20% ทบต้นไปเรื่อย ๆ ในปีต่าง ๆ
- ปีที่ 5 ยอดเงินสะสม = 100,000 บาท
- ปีที่ 10 ยอดเงินสะสม = 360,000 บาท
- ปีที่ 15 ยอดเงินสะสม = 1,010,000 บาท
- ปีที่ 20 ยอดเงินสะสม = 2,610,000 บาท
- ปีที่ 25 ยอดเงินสะสม = 6,610,000 บาท
- ปีที่ 30 ยอดเงินสะสม = 16,550,000 บาท
- ปีที่ 35 ยอดเงินสะสม = 41,280,000 บาท
- ปีที่ 40 ยอดเงินสะสม = 102,810,000 บาท
นี่เป็นข้อสังเกตที่ว่าทำไมหาเงินเพิ่มอีก 10 ล้านบาท ยังง่ายกว่าหาเงิน 1 ล้านบาทแรกมากนัก

สำหรับคนที่ก่อร่างสร้างตัวด้วยมือเปล่า คงมีประสบการณ์อย่างนี้มาแล้ว หมื่นแสนเรื่องราวตอนเริ่มต้นนั้นลำบากที่สุด ตอนแรกเริ่มกว่าจะหาเงินได้ช่างลำบากเลือดตาแทบกระเด็น ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมเงินทองหายากหาเย็นถึงเพียงนี้ แต่หลังจากประสบความสำเร็จ เงินทองก็ไหลมาเทมา เรียกว่าอยากจะหยุดยั้ง ก็ยั้งไว้ไม่อยู่ ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมเงินทองกลายเป็นหาง่ายเพียงนี้

ทุกคนอยากจะหยิบเงินล้านที่สอง หรือหยิบเงินสิบล้านแบบง่าย ๆ ไม่อย่างนั้นก็ภาวนาให้เงินไหลมาเทมา ปัญหาอยู่ที่ก่อนจะหยิบเงินล้านที่สอง ต้องมีเงินล้านแรกก่อน ทำอย่างไรจึงจะได้เงินล้านแรก ?

เศรษฐีส่วนใหญ่สร้างเนื้อสร้างตัวจากเงินก้อนเล็ก ๆ ผ่านวันเวลาอันยาวนาน ค่อย ๆ เก็บสะสม ตอนแรกเป็นเงินก้อนเล็ก ๆ แทบไม่น่าเชื่อ แต่ความสำเร็จเรียงร้อยจากความสำเร็จเล็ก ๆ ทั้งหลาย สะสมพอกพูนเป็นสมบัติกองโต

แสดงให้เห็นว่า “เวลา” มีความสำคัญต่อการลงทุนสร้างฐานะ ความ “อดทน” เป็นเงื่อนไขที่จำเป็นต้องมี และไม่ใช่อดทนไม่กี่เดือนหรือไม่กี่ปี ยิ่งอดทนยี่สิบสามสิบปี หรือสี่สิบห้าสิบปี พลังที่จะสร้างความร่ำรวยก็ยิ่งใหญ่โตมโหฬาร

แต่ทุกวันนี้พวกเราตกอยู่ภายใต้กระแสของ “อาหารจานด่วน” ทุกเรื่องเน้นที่ความรวดเร็วและประสิทธิผล เวลาทานอาหารก็รับประทานอาหารแบบฟาสต์ฟู้ด ส่งจดหมายก็ใช้บริการด่วนพิเศษ ขับรถก็ต้องขึ้นทางด่วน แม้แต่การศึกษาก็ยังใช้วิธีเรียนลัด ผู้คนยิ่งมายิ่งหวังผลทันตาเห็น กลายเป็นรีบร้อนเร่งด่วน ขาดซึ่งความอดทน แม้แต่การลงทุนสร้างฐานะก็ไม่มีข้อยกเว้น

ถ้าเป็นกิจกรรมอย่างอื่น อาจเร่งความเร็วได้ แต่การลงทุนสร้างฐานะเร่งเร็วไม่ได้ เพราะ “เวลา” เป็นเงื่อนไขที่จำเป็นสำหรับการสร้างตัว ยิ่งเร่งเร็วยิ่งไม่บรรลุเป้าหมาย ซึ่งส่วนมากจะ “เลิกล้มกลางคัน” เมื่อเจอกับเงื่อเวลา ก็เกิดความท้อถอย พาลขายหุ้น ขายอสังหาริมทรัพย์ เดินออกจากตลาดหุ้น หารู้ไม่ว่าการขาดความอดทนและความตั้งใจ ยากจะพบกับความสำเร็จได้

การลงทุนสร้างฐานะต้องใช้เวลา ถ้าหากไม่ทำความเข้าใจอย่างถูกต้อง ก็จะเกิดความร้อนใจ พอร้อนใจก็ทำเรื่องเสี่ยง ๆ ฉะนั้นแทนที่จะพบกับความสำเร็จ กลับกลายเป็นล้มเหลว ไม่ว่าการสร้างสมความร่ำรวยก็ดี การสั่งสมประสบการณ์ก็ดี ไม่สามารถบรรลุได้ในเวลาชั่วข้ามคืน หากแต่ต้องใช้เวลาเข้าแลกมา คนที่อยากรวยทางลัด ได้แต่ใช้วิธีสุ่มเสี่ยงหรือว่าเล่นพนัน หรือทำธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูง ๆ แต่ผลของมันคือสิ้นเนื้อประดาตัว จะช้าหรือเร็วเท่านั้น

คนที่อยากรวยเร็วไม่เหมาะกับการลงทุนสร้างฐานะ เพราะการลงทุนแบบช้าหน่อยแต่ชัวร์แน่นอน พลังที่สร้างฐานะจะใหญ่โตกว่าที่พวกเราคาดคิดไว้ ขณะเดียวกันก็ต้องใช้เวลานานกว่าที่พวกเรานึกเอาไว้ด้วยเช่นกัน ลองนึกดูว่าคุณแม่ต้องผ่านการอุ้มท้องกว่าสิบเดือน ชาวนาปลูกข้าวก็ต้องรอน้ำรอฝน ต้นข้าวจึงจะออกรวงได้ การพอกพูนของเงินทองก็เหมือนกับการเติบโตของชีวิต ผ่านวันผ่านเดือนผ่านปี ได้รับดอกเบี้ยทบต้น ไม่ใช่ถึงเป้าที่วางไว้ในเวลาแค่ชั่วข้ามคืน นักลงทุนบางคนทำกำไรมหาศาลในชั่วข้ามคืน แต่ก็สิ้นเนื้อประดาตัวเพียงชั่วข้ามคืนได้เช่นกัน

-----------------------------------------------------------

เป็นบทความดี ๆ อีกบทความนึงจากหนังสือขายดีมาก ๆ (พิมพ์ซ้ำกว่า 250 ครั้ง) ที่ไต้หวัน ซึ่งหมีพูได้อ่านมาตั้งแต่ก่อนเกิดวิกฤตเศรษฐกิจปี พ.ศ. 2540 ที่ช่วยจุดประกายการลงทุนให้หมีพูในเวลาต่อมา

-----------------------------------------------------------
คุณสามารถติดตามบทความดี ๆ ที่น่าสนใจเหล่านี้ได้ โดยคลิก MyBlog ของหมีพู ซึ่งอยู่หลังอมยิ้มครับ




Create Date : 30 กันยายน 2550
Last Update : 30 กันยายน 2550 20:54:25 น.
Counter : 3417 Pageviews.

0 comment
มีเงินน้อยก็ลงทุนได้
มีคนบางคนเห็นว่า การลงทุนเป็นลิขสิทธิ์เฉพาะของคนรวยหรือผู้มีรายได้สูง จริงอยู่ การลงทุนคือการใช้เงินต่อเงิน ไม่ใช่อยู่ดี ๆ ก็เนรมิตก้อนหินเป็นทองคำขึ้นมา ฉะนั้นต้องมีเงินจึงลงทุนได้

แต่บางท่านยังไม่รู้ว่า ปัจจัยที่มีผลต่อความร่ำรวยในอนาคต อยู่ที่การลงทุนให้ได้ผลตอบแทนที่สูงหรือต่ำ บวกกับระยะเวลาการลงทุนยาวหรือสั้น หาใช่ขึ้นอยู่กับจำนวนเงินมากน้อยไม่

บนเส้นทางการลงทุน ต่อให้เป็นเงินจำนวนน้อย ขอเพียงลงทุนอย่างถูกต้อง วันข้างหน้าสามารถสร้างความร่ำรวยได้ ดังตัวอย่างที่ว่าปีนึงลงทุนแค่ 14,000 บาท 40 ปีให้หลังได้เป็นเศรษฐีร้อยล้าน (คราวหน้าจะยกบทความนี้มาให้อ่านกันแบบเจาะลึกนะครับ)

บางทีคุณเคยคิดจะลงทุน แต่ติดขัดที่จำนวนเงินน้อยเกินไป จึงเลิกล้มความคิดลงทุน เท่ากับคุณพลาดโอกาสในการเรียนรู้เทคนิคของการลงทุนไปอย่างน่าเสียดาย

จุดสำคัญของการลงทุน ไม่ใช่ดูที่ “กำไรเงินมากน้อยแค่ไหน” หากแต่ดูที่ “ผลตอบแทนการลงทุน” ยกตัวอย่างเงินลงทุน 100,000 บาท ปีนึงกำไร 5,000 บาท กับเงินลงทุน 10,000 บาท ปีนึงกำไรแค่ 2,000 บาท เมื่อเปรียบเทียบกัน แบบแรกกำไรมากกว่าแบบหลัง แต่ได้ผลตอบแทนแค่ 5% ส่วนแบบหลังให้ผลตอบแทนถึง 20%

ถ้าหากเป็นอย่างนี้ต่อไป วันข้างหน้าแบบหลังจะทำกำไรมากกว่าแบบแรก เพราะฉะนั้นยิ่งเรียนรู้หลักการลงทุน ยิ่งช่วยให้ได้ประโยชน์จากดอกเบี้ยทบต้น ทำกำไรจนน่าแปลกใจ

อาจมีคนสงสัยว่า มีเงินไม่กี่พันหรือไม่กี่หมื่น จะลงทุนอย่างไร ? ความจริงตลาดหุ้นมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง เงินหลักพันหรือหลักหมื่นก็สามารถซื้อหุ้น หรือซื้อกองทุนหุ้นทั้งแบบเปิดและปิดได้

ถึงแม้เป็นคนที่ไม่มีเงินเหลือติดกระเป๋า หรือผู้ที่ไม่แน่ใจว่า ในอนาคตจะมีรายได้เพิ่มขึ้น ก็อย่าได้น้อยใจ หรือเลิกล้มความคิดลงทุน คนรวยหรือผู้มีรายได้สูง แม้ว่าอยู่จุดสตาร์ทซึ่งเอื้อต่อการลงทุน แต่คนที่ทุนไม่หนาหรือรายได้ไม่สู้ดี ยิ่งควรที่จะเรียนรู้หนทางการลงทุนและสร้างเนื้อสร้างตัว เพื่อชดเชยกับความขาดแคลนเงินทอง ช่วยให้ฐานะการเงินของตัวเองดีขึ้น

อีกอย่างหนึ่ง คนที่เกิดมาจน มีรายได้น้อย ถ้าสามารถลงทุนสร้างฐานะจนร่ำรวย ชีวิตนี้ค่อยมีความรู้สึกว่าประสบความสำเร็จ เหมือนกับฝรั่งมีสุภาษิตบทหนึ่งว่า “คนที่ถือไพ่ดีเล่นไพ่ได้ดี ไม่มีอะไรน่าภูมิใจ คนที่ถือไพ่แย่แต่เล่นไพ่ได้ดี จึงควรแก่การเลื่อมใส”

ถ้าหากคุณไม่มีเงินจริง ๆ ก็ต้องหาทางประหยัดค่าใช้จ่าย เก็บออมเงินสำหรับลงทุน โดยเฉพาะคนหนุ่มสาว ไม่ใช่นึกแต่เสพสุขอย่างเดียว เพราะแนวความคิดที่ถูกต้องคือ การลงทุนสร้างฐานะเป็นงานของคนหนุ่มสาว ส่วนงานของคนแก่เฒ่าคือจะใช้ทรัพย์สินเงินทองอย่างไร

คนหนุ่มสาวในยุคปัจจุบันมีค่านิยมอย่างหนึ่งนั่นคือ เมื่อยังหนุ่มแน่นขอหาความสุขให้เต็มที่ รอจนแก่ตัวลงค่อยคิดลงทุนสร้างฐานะก็ยังไม่สาย นี่เป็นแนวความคิดการลงทุนที่ผิดพลาด คนหนุ่มสาวส่วนใหญ่เห็นว่ายังอีกนานกว่าจะเกษียณอายุ เงินเก็บออมมีไม่มาก ไม่นึกถึงการลงทุนสร้างฐานะ เป็นเหตุให้พลาดโอกาสสร้างความร่ำรวยแต่เนิ่น ๆ ในความเป็นจริง ถ้ารอจนแก่ตัวลง ถึงแม้จะมีเงินเหลือเก็บ แต่เวลาที่เหลือของชีวิตก็ไม่เอื้ออำนวยให้แล้ว

โปรดจำไว้ว่ามีเงินเล็กน้อยก็ต้องเริ่มลงทุนสร้างฐานะ ช่วงแรกเงินน้อยหน่อย หนทางสู่ความร่ำรวยค่อนข้างยาวนานและยากลำบาก แต่ผลที่สุดยังบรรลุเป้าหมาย ทั้งยังเป็นระยะเวลาแห่งการต่อสู้ที่มีค่าเป็นพิเศษ

วอร์เรน บัฟเฟตต์ เป็นเจ้าพ่อตลาดหุ้นวอลสตรีทตัวจริง ความร่ำรวยของเขามาจากการเล่นหุ้นอย่างเดียว เขาเข้าตลาดหุ้นตั้งแต่อายุสิบเจ็ด ใช้เวลากว่าหกสิบปีสร้างฐานะตัวเองเป็นมหาเศรษฐีของโลก

คนหนุ่นสาวมีต้นทุนสำคัญในการลงทุนสร้างฐานะ นั่นคือ “เวลา” คนหนุ่มสาวจึงเหมาะกับการประกอบการที่มีความเสี่ยงสูง ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่า เวลานี้ไม่ต้องรับภาระทางครอบครัวมากนัก จึงควรมีความกล้าพอที่จะเสี่ยง เพราะต้นทุนของความล้มเหลวค่อนข้างต่ำ ต่อให้ล้มลงก็ลุกขึ้นใหม่ได้

อีกอย่างนึงช่วงหนุ่มสาวมีเงินทุนจำกัด ถึงแม้ว่าเสียหาย ก็เสียหายไม่เท่าไหร่ ควรฉวยโอกาสที่ยังหนุ่มแน่น ใช้เงินก้อนเล็กบ่มเพาะสร้างประสบการณ์การลงทุน ประการสำคัญคือคนหนุ่มสาวมีเวลามากพอที่จะใช้ประโยชน์ของดอกเบี้ยทบต้นได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย

คนเราก่อนที่จะมีอายุถึง 50 ปี เวลาที่ลงทุนไม่ควรยึดหลัก “ตั้งรับ” มากเกินไป จังหวะที่เหมาะกับการฝึกลงทุน ยิ่งหนุ่มแน่นยิ่งดี เพราะการกำหนดแผนลงทุนที่ถูกทางมาจากประสบการณ์ และประสบการณ์ต้องผ่านการคำนวณที่ผิดพลาดเป็นครั้งคราว ทำไมไม่คว้าโอกาสที่ยังหนุ่มแน่นมีเงินลงทุนไม่มาก ผ่านเหตุการณ์ที่คำนวณผิดเสียก่อน

เมื่อรู้ว่าการลงทุนให้ได้ผล ต้องผ่านกรรมวิธีของดอกเบี้ยทบต้นเป็นเวลานาน ประการสำคัญควรเริ่มลงทุนทันที คนหนุ่มสาวอย่าเอาแต่ใช้เงิน หากแต่ความตระหนักถึงความสำคัญของการเก็บออม เมื่อมีเงินเหลือเก็บ ให้เริ่มมองหาช่องทางการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูง ถึงแม้จะมีความเสี่ยงอยู่บ้างก็ตาม

บางคนเห็นว่าตัวเองผ่านวัยหนุ่มสาวมาแล้ว เวลานี้รายได้ก็ไม่มาก ไม่มีเงินเหลือให้ลงทุน จริงอยู่ คนที่อายุมากขึ้น ไม่มีโอกาสหาประโยชน์จากดอกเบี้ยทบต้นที่ผ่านระยะเวลาอันยาวนาน แต่ก็ไม่ต้องท้อใจ เงินทองสามารถแทนที่เวลา ถ้าพบว่ายังมีโอกาสก็บริการเงินตามหลักการลงทุน คุณจะได้ผลลัพธ์อย่างคาดไม่ถึง

แต่ถ้าคุณย่างเข้าวัยชรา ก็ลองช่วยเหลือลูกหลานคุณ ให้พวกเขาเรียนรู้แนวความคิดพื้นฐานของการลงทุน จะได้ไม่เกิดความผิดพลาด การทิ้งเงินทองไว้ให้แก่คนรุ่นหลัง สู้ให้ความรู้การลงทุนทำกำไรแก่พวกเขาจะดีกว่า

-----------------------------------------------------------

เป็นบทความดี ๆ อีกบทความนึงจากหนังสือขายดีมาก ๆ (พิมพ์ซ้ำกว่า 250 ครั้ง) ที่ไต้หวัน ซึ่งหมีพูได้อ่านมาตั้งแต่ก่อนเกิดวิกฤตเศรษฐกิจปี พ.ศ. 2540 ที่ช่วยจุดประกายการลงทุนให้หมีพูในเวลาต่อมา

ครั้งต่อไปเราจะมาดูกันว่า ถ้าหากคุณเก็บเงินปีละ 14,000 บาท เป็นเวลา 40 ปีติดต่อกัน ไปลงทุนในตลาดหุ้นหรืออสังหาริมทรัพย์ ที่ให้ผลตอบแทนโดยเฉลี่ยปีละ 20% ผ่านไป 40 ปีให้หลัง คุณจะมีทรัพย์สินในวัยหลังเกษียณทั้งสิ้นเท่าไหร่ ?

อย่าแปลกใจว่าลงทุนในอะไร ถึงจะได้ผลตอบแทนเฉลี่ยถึงปีละ 20% ถ้าติดตามกระทู้ในสินธร จะพบคำตอบอยู่มากมายครับ ลองค้นหาขุมทรัพย์ล้ำค่านี้ดูสิครับ

-----------------------------------------------------------
คุณสามารถติดตามบทความดี ๆ ที่น่าสนใจเหล่านี้ได้ โดยคลิก MyBlog ของหมีพู ซึ่งอยู่หลังอมยิ้มครับ




Create Date : 30 กันยายน 2550
Last Update : 30 กันยายน 2550 17:49:33 น.
Counter : 638 Pageviews.

1 comment
แง่คิดจากกองทุนโนเบล
คุณ ๆ คงเคยได้ยินชื่อ อัลเฟรด เบิร์นฮาร์ด โนเบล มาแล้ว เขาเกิดในปี พ.ศ. 2376 และถึงแก่กรรมในปี พ.ศ. 2439 เขาเป็นนักวิทยาศาสตร์ชาวสวีเดน เป็นผู้คิดค้นทำดินระเบิดจนมั่งคั่ง จึงนำเงินที่ได้มาทั้งหมดตั้งเป็นกองทุนให้รางวัล ชื่อว่ารางวัลโนเบล

เดือนตุลาคมของทุกปี คณะกรรมการตัดสินรางวัลโนเบลจะประกาศรายชื่อบุคคลที่ทำคุณประโยชน์แก่เพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ซึ่งมีอยู่หลายสาขาด้วยกันเช่น สาขาฟิสิกส์ เคมี การแพทย์ อักษรศาสตร์ รวมทั้งรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ สำหรับผู้ที่นำสันติสุขมาสู่โลกมนุษย์ในรอบปี

ผู้ที่ได้รางวัลโนเบล ถือเป็นเกียรติยศสูงสุดของชีวิต ทุกคนไม่เพียงแต่ได้รับใบประกาศเกียรติคุณ ยังจะได้รับเงินรางวัล 1,000,000 ดอลล่าร์สหรัฐอีกด้วย

แต่ละปีคณะกรรมการตัดสินรางวัลโนเบล จะประกาศให้รางวัลรวม 5 สาขาด้วยกัน หมายความว่าทุกปีต้องจ่ายเงินรางวัล 5 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ จึงมีคนอดถามไม่ได้ว่า กองทุนรางวัลโนเบลมีจำนวนเงินมากน้อยแค่ไหน จึงแบกรับภาระจ่ายเงินรางวัลจำนวนมหาศาลได้ทุกปี

อันที่จริงความสำเร็จของกองทุนรางวัลโนเบล นอกจากเงินทุนของ อัลเฟรด เบิร์นฮาร์ด โนเบลแล้ว ต้องยกประโยชน์ให้แก่คณะกรรมการรางวัลโนเบลที่ลงทุนอย่างถูกทาง

กองทุนรางวัลโนเบลก่อตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2439 ด้วยเงินบริจาคจาก อัลเฟรด เบิร์นฮาร์ด โนเบล จำนวน 9,800,000 ดอลล่าร์สหรัฐ เนื่องจากวัตถุประสงค์ในการจัดตั้งกองทุน เพื่อจ่ายเงินรางวัลให้แก่ผู้ได้รับรางวัลโนเบล ฉะนั้นการบริหารเงินกองทุนจะเกิดข้อผิดพลาดไม่ได้เด็ดขาด

เพราะเหตุนี้ตอนแรกจัดตั้งกองทุน ในระเบียบข้อบังคับระบุไว้อย่างชัดเจน ให้ลงทุนในกิจการที่มั่นคง ได้รับผลตอบแทนที่แน่นอน เช่นฝากเงินกับธนาคารและซื้อพันธบัตร ไม่สมควรลงทุนในหุ้นหรือธุรกิจที่ดินซึ่งมีความเสี่ยงสูง

นี่เป็นวิธีการลงทุนที่ปลอดภัย แต่ผลจากการยอมสละผลตอบแทนสูง ซึ่งมีความเสี่ยงสูง ปรากฏว่า 50 ปีให้หลัง เงินรางวัลที่จ่ายออกไป บวกกับค่าใช้จ่ายในกิจกรรมของกองทุน เงินทุนของกองทุนรางวัลโนเบลหดหายไปถึงสองในสาม และเมื่อถึงปี พ.ศ. 2496 เงินกองทุนก็ลดลงเหลือเพียง 3,000,000 ดอลล่าร์สหรัฐเท่านั้น

คณะกรรมการบริหารกองทุนรางวัลโนเบล พอเห็นเงินกองทุนร่อยหรอลง ค่อยตระหนักถึงความสำคัญของการลงทุนให้ได้รับผลตอบแทนอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย เมื่อปี พ.ศ. 2496 จึงแก้ไขข้อบังคับกองทุน จากเดิมซึ่งอนุญาตให้ฝากเงินธนาคารกับซื้อพันธบัตร เปลี่ยนเป็นลงทุนในตลาดหุ้นและอสังหาริมทรัพย์เป็นหลัก

ผลจากการเปลี่ยนแนวความคิดในการลงทุน ช่วยพลิกสถานะทางการเงินของกองทุนรางวัลโนเบล หลังจากนั้นเป็นต้นมาสามารถจ่ายเงินรางวัลโนเบลตามเดิมติดต่อกัน 40 ปี เมื่อถึง พ.ศ. 2536 ทางกองทุนไม่เพียงทำกำไรในส่วนที่ขาดทุนไปกลับคืนมา สินทรัพย์สุทธิของกองทุนรางวัลโนเบลยังสุงถึง 270 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ

ถ้าหากไม่เปลี่ยนแนวความคิดในการลงทุน ยังคงฝากเงินไว้กับธนาคารเป็นหลัก ทุกวันนี้คงไม่มีปัญญาจ่ายเงินรางวัล และคงจะล้มหายตายจากโลกไปแล้ว

จากบทเรียนของกองทุนรางวัลโนเบล ทำให้กองทุนของสหรัฐอเมริกาจำนวนมากเปลี่ยนแปลงวิธีการลงทุน แทนที่จะฝากเงินกับธนาคารหรือซื้อพันธบัตร จึงพากันหันไปซื้อหุ้นและถือครองอสังหาริมทรัพย์แทน

คุณ ๆ อยากให้เงินทองที่หามาด้วยความยากลำบากผ่านไปอีกหลายสิบปี กลับหดตัวเหมือนกับกองทุนโนเบลในระยะแรก หรือเติบโตแบบก้าวกระโดดในภายหลัง ?
ปัญหาอยู่ที่คุณลงทุนในรูปแบบอะไร ถ้าหากยังฝากเงินไว้กับธนาคาร รู้ตัวตอนนี้ยังไม่สาย กองทุนรางวัลโนเบลเพียงปรับเปลี่ยนแนวความคิดในการลงทุน ทุกอย่างก็พลิกฟื้นดีขึ้น และอยู่รอดปลอดภัยจนถึงทุกวันนี้

-----------------------------------------------------------

เป็นบทความดี ๆ อีกบทความนึงจากหนังสือขายดีมาก ๆ (พิมพ์ซ้ำกว่า 250 ครั้ง) ที่ไต้หวัน ซึ่งหมีพูได้อ่านมาตั้งแต่ก่อนเกิดวิกฤตเศรษฐกิตปี พ.ศ. 2540 ที่ช่วยจุดประกายการลงทุนให้หมีพูในเวลาต่อมา (คงจะตอบคำถามหลายคนได้นะครับ ที่เคยสงสัยกันว่าทำไมหมีพูถึงรับความเสี่ยงได้สูงมากๆ เพราะชอบแนะนำให้ลงทุนในหุ้น/กองทุนหุ้น)

แสดงให้เห็นว่าการลงทุนสร้างฐานะไม่ต้องมีเทคนิคพิเศษอะไรซับซ้อน นอกจากขยัน ซื่อสัตย์ ประหยัดและอดออมแล้ว ยังอยู่ที่การปรับเปลี่ยนแนวความคิดในการลงทุนให้ถูกต้องด้วยครับ

-----------------------------------------------------------
คุณสามารถติดตามบทความดี ๆ ที่น่าสนใจเหล่านี้ได้ โดยคลิก MyBlog ของหมีพู ซึ่งอยู่หลังอมยิ้มครับ




Create Date : 30 กันยายน 2550
Last Update : 30 กันยายน 2550 17:48:31 น.
Counter : 779 Pageviews.

0 comment
ซื้อประกันชีวิตทำไม... มีประโยชน์อะไร... เอาไปทำอย่างอื่นจะคุ้มกว่ามั้ย...
เทียบไม่ได้อยู่แล้วครับ ยังไงการฝากแบงก์หรือลงทุนในวิธีอื่น ๆ ก็ย่อมได้ผลตอบแทนเป็นตัวเงินที่สูงกว่า แต่ถ้าพูดถึงในเรื่องความคุ้มครองนั้นไม่มีอะไรมาสู้กับประกันได้ครับ

คิดดูสิครับซื้อรถซื้อบ้านราคาหลายล้าน เรายังซื้อประกันรถ ประกันบ้าน แบบไม่เกี่ยงงอนเลยครับ แต่ตัวเราเองเป็นคนที่ต้องทำงาน เพื่อหาเงินมาจ่ายค่ารถ ค่าบ้าน สารพัดค่าใช้จ่ายจิปาถะ แต่พอจะทำประกันชีวิตให้ตัวเองแต่ละที คิดแล้วคิดอีก คิดอยู่นั่นแหละ ตัวแทนเขามีไว้ให้เป็นที่ปรึกษาส่วนตัว ก็ปรึกษาเข้าไปสิครับ ไม่ใช่ให้ไว้เพื่อลดค่าคอมนะจ๊ะ แต่พอจะทำก็ทำแค่จิ๊ดเดียว เหมือนดูถูกคุณค่าการหารายได้ของตัวเองยังไงก็ไม่รู้แฮะ

ตัวเรานั้นเป็นเหมือนเครื่องพิมพ์แบงก์ แต่หลายคนกลับไม่คิดจะประกันเครื่องพิมพ์แบงก์ หารู้ไม่ว่าถ้าวันใดวันนึงที่เครื่องพิมพ์แบงก์นี้ไม่สามารถพิมพ์แบงก์ออกมาได้อีกเป็นการชั่วคราวหรือตลอดไป แล้วมันจะมีความหมายอะไรล่ะครับ เปรียบเช่นเรามีชีวิตอยู่ หนึ่งสมองและสองมือของเราตลอดชีวิต จะทำเงินให้เราเท่าไหร่ คำนวณได้แบบนับไม่ถ้วนเลยใช่มั้ยครับ แต่กลับทำประกันคุ้มครองรายได้ให้ตัวเองแค่หยิบมือนึงเท่านั้นเอง

ดังนั้นแบบประกันที่เน้นสะสมทรัพย์ระยะสั้นโดยส่งเบี้ยสูง ๆ จึงไม่ค่อยถูกชะตากับหมีพูเท่าไหร่นัก และไม่นำเสนอลูกค้าด้วย เพราะเมื่อเทียบกับผลตอบแทนที่แท้จริง (IRR) และหักเงินเฟ้อแล้ว พูดง่าย ๆ ว่าติดลบเหมือนฝากออมทรัพย์ธนาคารเลย หมีพูจะเสนอก็ต่อเมื่อลูกค้าเป็นฝ่ายเรียกร้องมาก่อนเท่านั้น แล้วจึงทำข้อเสนอให้ลูกค้าตัดสินใจด้วยตนเอง

หากคิดจะสะสมทรัพย์กับประกันชีวิต หมีพูชอบให้ซื้อประกันสะสมทรัพย์แบบฝากเบี้ยให้พอสมควรกับความคุ้มครองที่ควรได้รับ ไม่ใช่ฝากเบี้ยเป็นหมื่น ๆ แต่ได้ความคุ้มครองหลักแสน อันนี้นี่หมีพูเป็นตัวแทนเองก็ยังไม่เอาครับ ขอบ้ายบาย แต่ถ้าฝากเบี้ยแค่หลักพันต้น ๆ แต่ได้ความคุ้มครองหลักแสน อย่างนี้ค่อยน่าคุยด้วย จริงมั้ยครับ และยิ่งถ้าเป็นแบบคุ้มครองตลอดชีพนี่ยิ่งดีใหญ่เลย เพราะฝากส่งเบี้ยแค่หมื่นนิด ๆ ไม่กี่สิบปีเอง แต่ได้ความคุ้มครองหลักล้านไปตลอดชีวิต ซึ่งตรงจุดนี้ฝากเงินแบงก์ให้ไม่ได้เลยครับ

หมีพูคงไม่อรรถาธิบายว่าประกันมีประโยชน์อย่างไรในปัจจุบัน เพราะทุกวันนี้ตามเวปไซต์ที่กล่าวถึงประโยชน์ของประกันมีมากมาย นอกจากนี้แต่ละท่านย่อมมีความคิดเห็นเกี่ยวกับประโยชน์ของประกันแตกต่างกันไป หมีพูเคารพในความคิดเห็นของทุกคนครับ

แต่จะสรุปให้เข้าใจง้ายง่าย นั่นก็คือ "การประกันเป็นวิธีที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้นมา เพื่อประโยชน์ในการเก็บรักษาความมั่งคั่งของเรา ให้คงอยู่ให้มากที่สุดและนานที่สุด ในทุกสถานการณ์ของชีวิตครับ"

พูดแบบชาวบ้าน ๆ มีประกันก็เหมือนมีร่มกันฝนอยู่ในมือครับ วันที่อากาศดีก็รำคาญเหลือเกิน เกะกะชมัด หนักมือเปล่า อยากจะโยนทิ้งซะให้ไกล ๆ แต่พอวันที่ฝนตกจึงเห็นความสำคัญของร่ม เริ่มรู้สึกว่าร่มไม่ได้เกะกะมือเราแต่อย่างใด แถมยังคิดอยากเปลี่ยนร่มกันฝน ให้มันสวยเก๋กว่านี้ ให้เหมาะกับตัวเรามากขึ้นอีกต่างหาก จริงมั้ยครับ




Create Date : 23 เมษายน 2550
Last Update : 11 มิถุนายน 2550 18:00:44 น.
Counter : 406 Pageviews.

0 comment
ถ้าเป็นเจ้าหน้าที่รัฐวิสาหกิจ มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพและสวัสดิการดีแล้ว จะทำแบบไหนดี ขอส่งถูก ๆ นะ
ซื้อประกันชีวิตแบบ "ออมทรัพย์ถึงครบกำหนดเกษียณอายุ 55 หรือ 60" ก็ได้ครับ เพื่อการันตีชัวร์ ๆ ว่า เมื่อคุณเกษียณแล้วจะมีเงินจากประกันอีกก้อนนึงแน่ ๆ

แบบประกันชนิดนี้เป็นการสะสม และเบี้ยประกันถูกกว่าแบบอื่น ๆ เยอะเลยครับ ทำให้คุณเลือกทุนประกันได้สูงกว่าปกติด้วยครับ

แต่ลูกค้าส่วนมากแล้วจะติว่าส่งยาวเกินไป จริง ๆ แล้วลองเอาอายุปัจจุบันลบด้วย 60 หรือ 55 ก็จะเท่ากับจำนวนปีที่คุณต้องทำงานถึงเกษียณ แล้วทำไมถึงไม่เก็บเงินเพื่อเกษียณแบบสบาย ๆ ล่ะครับ แถมยังได้ลดหย่อนภาษีมีเงินคืนมาอีกด้วยนะ บางบริษัทยังใจดีจ่ายเงินปันผลระหว่างทางให้อีกนิดหน่อย พอเป็นเงินตกเบิกได้บ้าง

เมื่อเลือกประกันชีวิตแล้ว คราวนี้ก็มาเลือกสวัสดิการเสริมบ้างเล็กน้อยนะครับ จากการที่ทำงานรัฐวิสาหกิจซึ่งคิดว่าคงจะเบิกค่าใช้จ่ายได้เต็มเกือบหมด หมีพูเลยขอแนะนำให้เลือกซื้อสัญญาเพิ่มเติม

- "ชดเชยรายได้เวลาพิการสิ้นเชิงถาวร" ซึ่งจะชดเชยรายได้ให้ทันทีตามทุนประกันที่เราเลือกไว้ คิดดูสิครับว่า คนเราถ้าพิการทำงานไม่ได้ แต่ก็ยังต้องมีค่าใช้จ่ายประจำวันเช่นกัน แล้วเราจะไปหารายได้มาจากไหนล่ะครับ ต้องให้เวลาในการปรับตัวสักระยะนึงใช่มั้ยครับ ดังนั้นเงินที่ชดเชยออกมาให้นี้ สามารถนำไปบรรเทาและยังชีพได้สักระยะเวลานึงได้ครับ ระหว่างนี้ก็ค่อยมองหาทางออกของชีวิตกันต่อไป เบี้ยประกันของสัญญานี้ถูกมาก ๆ เลยครับ จำเป็นต้องมีครับสำหรับยุคปัจจุบันนี้

- "ชดเชยรายได้เป็นรายวันจากการเข้านอนค้างรักษาตัวในโรงพยาบาล"
เลือกเอาเลยว่าถ้าเกิดต้องไปนอนในโรงพยาบาลแล้ว คุณต้องการให้เขาชดเชยรายได้วันละเท่าไหร่ เลือกได้ตั้งแต่วันละ 100 - 5000 บาท (ขึ้นอยู่กับทุนประกันชีวิตด้วยครับ) เบี้ยประกันส่วนนี้มีราคาถูกมาก ๆ โดยเป็นเบี้ยทิ้งเปล่า ๆ ไม่มีการสะสม (เหมือนซื้ออประกันรถ ถ้าไปชนหรือโดนชน จึงได้เงินเคลม) แต่ก็นำไปลดหย่อนภาษีได้เช่นกัน

อีกตัวนึงที่อยากจะแนะนำ แต่จะซื้อหรือไม่ซื้อก็ได้ เพราะเบี้ยประกันเป็นเบี้ยทิ้งเปล่า และมีราคาถูกมากเช่นกัน คือ สัญญาส่วนควบ

"ประกันอุบัติเหตุแบบมีเงินค่าทำขวัญและชดเชย"
ถ้าได้รับบาดเจ็บสาหัสหรือไม่สาหัส ก็จะได้ค่าทำขวัญเป็นรายสัปดาห์ ถ้าไม่ถึงสัปดาห์เขาก็จะจ่ายเฉลี่ยเป็นรายวันออกมาให้ หรือถ้าสูญเสียแขนขาตาหรือเสียชีวิต ก็จะได้เงินชดเชยเพิ่มขึ้นจากที่รัฐวิสาหกิจช่วยเหลืออีกด้วย

ส่วนควบทั้งสองที่กล่าวมาข้างต้นนั้น เวลาเคลมใช้แค่ "สำเนา" ใบเสร็จก็ได้ ไม่ยุ่งยากสำหรับคนที่เบิกต้นสังกัดด้วยครับ

อย่าสงสัยว่าทำไมแนะนำได้ ก็หมีพูเป็นตัวแทนคุณภาพดีเด่นแห่งชาติ (TNQA) และตัวแทนคุณภาพดีเด่นนานาชาติ (IQA) ไงล่ะครับ...อิอิ




Create Date : 22 เมษายน 2550
Last Update : 11 มิถุนายน 2550 18:00:18 น.
Counter : 496 Pageviews.

0 comment
1  2  3  4  

หมีพูหมูพี
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed

 ผู้ติดตามบล็อก : 17 คน [?]



บริการแผนประกันที่คุ้มค่า

ติดต่อ : CHAIJIT@hotmail.com
โทร. : 086-3914220
Web : http://CHAIJIT.blogspot.com
All Blog