Group Blog
 
All Blogs
 

Chapter 32 - Twilight at Grand Canyon

ในที่สุดผมก็ทำสำเร็จ มาถึงอุทยานแห่งชาติGrand Canyonจนได้ ผมแวะจอดรถแถวร้านขายของที่ระลึก เพื่อที่จะลงมายืดเส้นยืดสายหลังจากที่ขับรถมาเป็นระยะทางสุดแสนจะไกล
จากนั้นไม่รอช้าเพราะมันเริ่มที่จะเย็นมากแล้ว
ผมขับรถเข้าไปซื้อบัตรผ่านสำหรับที่จะเข้าไปในอุทยาน หลังจากได้บัตรแล้วก็สามารถขับรถเข้าไปได้เลย

ช่วงนั้นมันเป็นเวลาประมาณ5โมงกว่าๆเกือบจะ6โมงเย็นแล้ว ผมเคยได้ยินว่าGrand Canyonตอนกลางวันกับตอนเย็นจะให้ความรู้สึกกับผู้มาชมต่างกัน ผมก็คงจะได้เห็นมันในเวลาเย็นแบบนี้แหละ อยากจะรู้แล้วว่ามันจะสวยแค่ไหน

พอขับรถเข้าไปได้สักพักนึงก็จะมีที่ไว้ให้สำหรับจอดรถ ผมรีบหาที่จอดรถและลงไปชมสิ่งมหัสจรรย์ของโลกจากฝีมือธรรมชาติแห่งนี้ทันที

ภาพที่ผมมองเห็นจากจุดที่ผมยืนอยู่ มองลงไปยังแผ่นดินข้างล่างมันเหมือนกับไม่ใช่โลกมนุษย์ มันเหมือนกับพื้นผิวดวงดาวอะไรไม่รู้สักดวงในความรู้สึกของผมนะ
มันมหัสจรรย์มากโลกใบนี้มีสถานที่แบบนี้อยู่ด้วยหรือเนี่ย
ไม่เสียเลยที่ผมขับรถมาทั้งวันเพื่อที่จะได้มาเห็นมัน
Grand Canyonมันช่างสวยงามอะไรเช่นนี้หนอ
พร้อมๆกับความรู้สึกประทับใจในความสวยงาม ผมก็มีความรู้สึกอีกอย่างนึงกับมัน คือความน่ากลัวนั่นเอง
ผมรู้สึกว่าหุบเขาGrand Canyonนั้นมันสูงมากเรียงรายกันกินเนื้อที่กว้างใหญ่มหาศาล แต่ระหว่างร่องของมัน
มันลึกมาก ลึกขนาดว่าแดดอ่อนตอนเย็นส่องลงไปไม่ถึงพื้น ส่วนพื้นของมันจึงมืดดำสนิทไปหมดบวกกับมีแม่น้ำไหลผ่านด้วย มันจึงให้ความรู้สึกที่น่ากลัวแฝงอยู่กับความสวยงามและความมหัสจรรย์ด้วย

ผมเก็บภาพGrand Canyonที่ผมเห็นทั้งภาพนิ่ง และวีดีโอ แต่มันไม่สามารถที่ถ่ายทอดความรู้สึกเหมือนกับที่ผมเห็นของจริงได้เลย นั่นก็เป็นเพราะภาพนิ่งกับวีดีโอมันมีแค่2มิติ แต่ของจริงมันเป็น3มิตินะซิ

หลังจากชมGrand Canyonกันอย่างอิ่มหนำสำราญแล้ว ฟ้าก็มืดลงทันใด ผมและเพื่อนๆปรึกษากันกันว่าจะเอายังไงต่อ จะหาที่นอนที่นี่ในคืนนี้หรือว่าจะยิงยาวกลับLAเลย เพื่อนของผมไม่มีเวลามากนัก เพราะมันจะกลับเมืองไทยแล้วแต่ของผมกลับหลังมัน ก็เลยเป็นอันตกลงว่าคืนนี้พวกเราจะยิงยาวกลับLA กะเวลาแล้วคงจะไปถึงLAตอนเช้าตรู่พรุ่งนี้พอดี




 

Create Date : 25 กรกฎาคม 2550    
Last Update : 4 ตุลาคม 2550 11:25:06 น.
Counter : 199 Pageviews.  

Chapter 31 - The way to Grand Canyon 2

บ่ายแก่ๆกลางฤดูร้อนในปี2006 ผมกำลังขับรถอยู่บนถนนเล็กๆสายนึงเพื่อมุ่งหน้าไปยังGrand Canyon ทั้งๆที่นี่คือการมาอเมริกาครั้งแรกของผม ผมก็เปรี้ยวเช่ารถมาขับเล่นเองซะแล้ว
หลังจากโดนไอ้ลุงClintปล้นกันกลางวันแสกๆกลางทะเลทรายมาแล้ว ผมก็ขับรถต่อไปอย่างสบายใจ เพราะตอนนี้รถของผมมีน้ำมันอยู่ในถังอย่างน้อย1แกลลอน (ประมาณ4ลิตร) ผมมั่นใจว่ามันสามารถที่จะวิ่งไปได้อย่างน้อยๆ40-50ไมล์ แล้วตามที่ลุงClintบอก อีก30ไมล์ข้างหน้าจะมีเมืองและแน่นอนว่าต้องมีปั๊มน้ำมันอยู่

แล้วมันก็เป็นอย่างที่ลุงClintพูดจริงๆ 30ไมล์พอดีเป๊ะ ผมเจอเมืองเล็กๆเมืองนึงที่ชื่อว่าเมืองKingman เมืองบ้าอะไรชื่อตลกดี55 ไม่รอช้าผมแวะปั๊มน้ำมันแล้วจัดการอัดน้ำมันใส่ให้เต็มถังทันที แล้วก็แวะซื้อเสบียงเล็กน้อยก่อนที่จะเดินทางต่อ ผมสังเกตุว่าเมืองKingmanแห่งนี้มันเรียกได้ว่าบ้านนอกอย่างเต็มตัว เป็นเมืองเล็กๆตั้งอยู่กลางทะเลทราย
แต่ก็เงียบสงบดี หลังจากจัดแต่งทุกอย่างเสร็จแล้ว ผมจึงมุ่งหน้าไปต่อ

ผมรู้สึกว่ามันนานนะแต่ก็ขับไปเรื่อยๆตามภาษาคนชิวๆ
จนกระทั่งมาถึงสถานที่นึง รถติดมากวิ่งได้ค่อนข้างช้า ทีแรกผมไม่รู้หรอกว่ามันที่ไหน แต่ผมก็มารู้ตอนหลังว่าผมกำลังผ่านเข้าไปยังเขื่อนHoover หรือ Hoover Dam เร็วๆนี้ถ้าใครดูหนังเรื่องTranformers ก็คงจะได้เห็นเขื่อนแห่งนี้
เขื่อนแห่งนี้มันสูงมาก ตั้งกั้นแม่น้ำColorado นอกจากความสูงที่มองลงมาแล้วขาสั่นก็ยังมีความสวยงามอีกด้วย คิดดูสิเขื่อนแห่งนี้ตั้งอยู่กลางทะเลทรายนะคับ มหัสจรรย์ไหมล่ะ ตรงจุดที่ตั้งของเขื่อนHooverเป็นรอยแบ่งระหว่างมลรัฐNevadaกับArizona หมายความว่าถ้าผมขับไปอีกฝากยึงของเขื่อนผมก็จะเข้าArizonaแล้ว
ในหนังเรื่องTranformersจินตนาการว่าอดีตประธานาธิปดีHerbert Hooverสั่งให้สร้างขึ้นเพื่อเอาหุ่นยนต์จากต่างดาวมาซ่อนอำพรางไว้.... ก็ว่าไปนั่น
แต่จริงๆแล้วเอาไว้ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานน้ำต่างหาก

พอเข้าเขตArizonaฟ้าก็เปลี่ยนสีไปทันที มองเห็นกลุ่มเมฆฝนลอยอยู่บนฟ้า สักพักฝนก็ตกมาปลอยๆเหมือนแสดงการต้อนรับผมเข้าสู่รัฐแห่งหุบเขา
พอผมขับไปได้สักพักนึงฝนก็หยุดตก ฟ้าเปิดออกทุกอย่างดูสดชื่นขึ้นมา ทำให้ผมรู้สึกสบายขึ้นเยอะหลังจากที่ขับรถมาเป็นเวลานาน ผมสังเกตุสองข้างทางตอนนี้ภูมิประเทศได้เปลี่ยนไปแล้ว จากที่เจอแต่ทะเลทราย แต่ตอนนี้สองข้างทางมันกลายเป็นป่าสนไปแล้ว ป่าสนที่ขึ้นอยู่บนหุบเขา ผมขับรถเลาะหุบเขาไปเรื่อยๆอาศัยเกาะตามแผนที่ไป

ในที่สุดก็มาถึงเมืองที่มีชื่อว่าWilliam จากเมืองนี้ผมต้องตัดเข้าถนนอีกสายนึงเพื่อมุ่งหน้าเข้าสู่Grand Canyonจากบทเรียนที่ต้องซื้อน้ำมันราคา40เหรียญเมื่อครั้งก่อน ทำให้ผมไม่ยอมที่จะทำพลาดอีกแล้ว แน่นอนผมแวะอัดน้ำมันไปจนเต็มถังอีกครั้งที่เมืองWilliam พร้อมกับลงมายืดเส้นยืดสายในปั๊มน้ำมันสักพักก่อนที่จะลุยต่อ ซึ่งตอนนั้นเป็นเวลาเย็นโพ้เพล้แล้ว ผมจะต้องรีบไปให้ถึงGrand Canyonให้เร็วที่สุด

ตอนนี้แผนการที่เราตกลงกันในตอนแรกจากGrand Canyonแล้วจะมุ่งหน้าไปSan Franciscoกันต่อ ถูกยกเลิกลงแล้ว
เราตกลงกันใหม่ว่าจากGrand Canyonแล้วเราจะกลับไปที่LAเพื่อจากนั้นจะลงไปทางใต้แทน คือเราจะเปลี่ยนเป้าหมายไปที่เมืองSan Diegoที่อยู่ทางตอนใต้สุดของCalifornia เพื่อที่เราจะสามารถแวะเที่ยวDisney Landที่เมืองAnaheimได้
ผมแอบรู้สึกเสียดายเล็กน้อยที่ไม่ได้มีโอกาสไปเห็นสะพานGolden Gateอันเป็นสัญลักษณ์ของการพิชิตตะวันตกของอเมริกา แต่อีกมุมนึงก็ดีใจที่จะได้ไปเที่ยวDisney Landเมืองในฝันของเด็กๆทั่วโลก ถึงตอนนี้อายุของผมจะเลยความเป็นเด็กมาแล้วก็ตาม




 

Create Date : 25 กรกฎาคม 2550    
Last Update : 25 กรกฎาคม 2550 23:59:32 น.
Counter : 181 Pageviews.  

Chapter 30 - The way to Grand Canyon & $40 Lesson

หลังจากที่นอนไปซะเต็มอิ่มในนครเมกะแห่งการพนัน ผมตื่นเช้าขึ้นมาด้วยความสดชื่น(กว่าเมื่อวาน) ร่างกายและใจก็พร้อมที่จะลุยต่อ วันนี้พวกผมจะไปGrand Canyonกัน จากเวกัสก็ไม่รู้ว่าจะใช้เวลาสักกี่ชั่วโมง ผมจึงต้องรีบออกกันเร็วหน่อยไม่อยากให้สายมาก เผื่อจะต้องใช้เวลาเดินทางนาน ผมCheck outออกจากโรงแรมและได้ถามข้อมูลเส้นทางจากพนักงานในโรงแรม พนักงานบอกเส้นทางคร่าวๆซึ่งผมแน่ใจว่าน่าจะพอคลำๆไปถูก
หลังจากCheck outออกแล้วผมเพิ่งจะมารู้ว่าผมมีสิทธิ์เล่นBingoได้ฟรี2รอบ น่าเสียดายที่ไม่มีเวลาพอที่จะมานั่งเล่นแล้ว เลยอดไปตามระเบียบ

ผมขับรถออกมาจากโรงแรมและได้เห็นเมืองLas Vegasตอนกลางวันครั้งแรก ผมถึงรู้ว่าเมื่อคืนผมนอนอยู่กลางทะเลทรายดีๆนี่เอง มองไปทางไหนมันร้อนไปซะหมด เมืองที่เมื่อคืนเห็นสวยๆพอตอนกลางวันมันกลับไม่มีเสน่ห์หลงเหลืออยู่เลย แล้วผู้คนก็เหมือนกับว่าจะหายไปกันหมด คงจะนอนตอนกลางวันและออกมาเที่ยวกันตอนกลางคืน

ผมขับรถขึ้นทางยกระดับตามแผนที่ที่มีอยู่เพื่อมุ่งหน้าไปGrand Canyonทิ้งเมืองLas vegasไว้ข้างหลัง เมืองแห่งการพนันที่ทำให้คนหมดตัวได้เพียงชั่วข้ามคืน ไว้มีโอกาสผมจะกลับมาเที่ยวใหม่ คราวหน้าหวังว่าจะได้มีวาสนาไปนอนในโรงแรมหรู5ดาวบ้างนะ เ(มื่อคืนแอบปวดหลังที่ต้องนอนบนโซฟา)

บรรยากาศข้างทางมุ่งหน้าไปGrand Canyonก็เหมือนกับเมื่อวานนี้ที่ผมขับมาLas Vegasไม่มีผิด สองข้างทางมีแต่ทะเลทรายทุ่งหญ้า แล้วก็มีก้อนไม้อะไรกลมๆไม่รู้วิ่งอยู่บนทะเลทรายด้วย แปลกตาดี
ผมขับไปเรื่อยๆจนต้องออกจากถนนสายใหญ่เพื่อเข้าทางแยกที่จะมุ่งหน้าไปGrand Canyon ตอนนี้ผมฝากชีวิตไว้กับหนังสือแผนที่ทางหลวงของอเมริกาเล่มละ9เหรียญที่ซื้อมาจากร้าน7Elevenแล้ว ในแผนที่มันบอกให้ผมต้องเข้าเส้นทางนี้ผมก็เลี้ยวเข้าไปเลย ถ้ามันทำผมหลงผมจะไปฟ้องบริษัทมัน1ล้านเหรียญเป็นค่าเสียเวลาและน้ำมัน

ถนนสายเล็กๆสายนี้เป็นเส้นตรงยาวตลอดสองข้างทางไม่มีทีท่าว่าจะมีหมู่บ้านหรือจุดแวะพักให้เลยเลย แต่ยังพอที่จะมีเพื่อนร่วมทางอยู่บ้างนิดหน่อย
ผมขับไปสักพักนึงก็รู้สึกโดยสัญชาติญาณว่าผมทำผิดพลาดซะแล้ว ทั้งๆที่ผมกลัวเรื่องนี้มาตลอดในการขับรถที่นี่เลย ?!?
ผมลืมที่จะเติมน้ำมันให้เต็มถังก่อนออกมาจากLas Vegas
แล้วผมก็รู้แล้วว่าตอนนี้ผมกำลังโดนลงโทษจากความผิดพลาดนั้น

เข็มแสดงระดับน้ำมันแตะที่ตัวEแล้ว

แถวนี้มันที่ไหนวะเนี่ย ทำไมมันไม่มีปั๊มเลยวะ ไม่มีเลยจริงๆผมมองหามาเกือบจะร้อยไมล์แล้ว

ผมเข้าใจในบัดดลว่ารถญี่ปุ่นไม่เหมาะที่จะขับในอเมริกาเลยจริงๆถังน้ำมันเล็กนิดเดียวจุได้40ลิตร วิ่งไปไม่ถึงไหนก็หมดแล้ว อเมริกาเป็นประเทศที่กว้างใหญ่ ต้องหารถที่มันคันใหญ่ เครื่องใหญ่และถังน้ำมันจุได้มากกว่านี้
โธ...เวรกรรมไอ้โคโรล่าลูกพ่อ ช่างน่าสงสาร เครื่องก็เล็กนิดเดียวเสือกโดนใช้งานให้วิ่งข้าม3รัฐ

ผมปิดแอร์และเปิดหน้าต่างรถ คิดแบบโง่ๆว่ามันคงจะช่วยประหยัดน้ำมันได้เปาะนึง กะจะวิ่งให้ได้ไกลที่สุดเผื่อจะฟลุ๊คเจอปั๊มเข้าสักที่นึง
จนกระทั่งไฟเตือนน้ำมันหมดมันขึ้นมาแล้ว
ผมคงจะขับต่อไม่ได้แล้ว มองไปสองข้างทางก็ทะเลทรายทั้งนั้น ยังโชคดีที่เป็นตอนกลางวันและมากัน4คนถ้าเป็นตอนกลางคืนแล้วมาคนเดียวคงจะแย่แน่ๆ

แต่ดวงของผมยังไม่ซวยซะทีเดียว ผมมองไปเห็นบ้านคนหลังนึงแล้วหน้าบ้านมันก็มีเครื่องจ่ายน้ำมันตั้งอยู่ซะด้วย ผมไม่รอช้ารีบพุ่งรถเข้าไปหาทันที
แต่พอเข้าไปใกล้ๆเท่านั้นแหละ ผมแทบจะร้องไห้
ไอ้เครื่องจ่ายน้ำมันที่เห็นมาแต่ไกลมันไม่ได้ใช้งานมานานแล้ว พูดง่ายๆว่ามันเจ๊งแล้ว แล้วไอ้บ้านหลังนี้มันก็ดูไม่คล้ายบ้านสักนิดเลย มันดูคล้ายกับรังอะไรสักอย่างมีสุสานรถล้อมรอบอยู่ แล้วนี่กุจะไปหาน้ำมันที่ไหนวะเนี่ย ขับต่อไปอีกไม่ได้แล้ว
แต่ในทันทีที่ผมกำลังคิดหาทางออกอยู่ เจ้าของบ้านก็เดินออกมาจากบ้าน ไม่น่าเชื่อว่ามีคนอยู่ในนั้นได้ด้วย
เจ้าของบ้านเป็นลุงแก่รูปร่างสูง มองดูคล้ายๆกับClint Eastwoodแต่งตัวเป็นคาวบอย ใส่เสื้อเชิร์ตกับกางเกงยีนเหมือนในหนังพวกคาวบอยตะวันตกเลย
เขาเดินเข้ามาพร้อมกับพูดว่า "Howdy!!!"
ถึงผมจะไม่ได้หูดีอะไรมากมาย แต่สำเนียงนั้นมันบ่งบอกถึงความเป็นตะวันตก(บ้านนอก)อย่างชัดเจนที่สุด

เพราะฉะนั้นต่อไปนี้เพื่อความมันในการอ่านให้ทำเสียงตาลุงนั่นเป็นสำเนียงสุพรรณเด้อ

ลุง:ว่าอย่างรายล่าวอ้ายนู๋ มีอารายให้ลุงช่วยหมาย?

พวกผม:น้ำมันรถผมหมดคับ มีปั๊มน้ำมันแถวนี้บ้างไหม?

ลุง:อ๋อมีสิ พวกเองขับปายอีก30ไมล์ข้างหน้านะ ปะเดี๊ยวก็จะเจอเองแหละ พวกเอ็งปายด้ายหมายล่ะ?

พวกผม:โอย30ไมล์เลยเหรอ ไม่ได้หรอกอีก5ไมล์ยังไม่ได้เลย

ลุง:ถ้าอย๋างง้าน พวกเอ็งจาซื้อน้ำมันของข้าหมาย? ข้าจะขายให้พวกเอ็งก็ได้ แกลอนนึง40เหรียญ เอาหม๋ายเอา?

พวกผม:เอาสิลุง แหมดีจริงๆมีน้ำมันขายก็ไม่บอกแต่แรก
เอามาแกลอนนึงนะ
ราคา40เหรียญใช่ป่าวลุง?.... 40เหรียญ?!? 40เหรียญ???!!!!!!!!!!!
อ้ายยยยยยยเอี้ยยยยยยยยยยย แกลอนละ40เหรียญ พ่ออออเมิงงงงตายยย
ปั๊มทั่วไปมันขายแกลอนละ3เหรียญกว่าๆเท่านั้นเอง
อ้ายยยบ้า ไอ้Clint Eastwoodบ้า มาหักคอให้กุซื้อน้ำมันราคามหาโหดของมัน ไม่ซื้อตอนนั้นก็ไม่ได้ ต่อให้มันขาย100เหรียญก็ต้องซื้อ
ทันทีที่ผมDealกับมัน มันก็เอาถังน้ำมันยกมาบริการเติมให้ผมเสร็จสรรพ หลังจากนั้นผมก็ขอบคุณที่ขายน้ำมันพร้อมกับบริการเติมให้ด้วย แล้วผมเข้าไปนั่งในรถเตรียมตัวจะขับรถออก แต่ผมนึกขึ้นได้ว่าลืมให้ทิปลุง ที่ใจดีบริการเติมน้ำมันให้รถผม นึกขึ้นได้ผมเลยเดินลงจากรถเพื่อไปให้ทิปแก่ลุงClintทันที

จากนั้นผมก็ขับรถมุ่งหน้าไปยังGrand Canyondต่อ

เรื่องนี้ผมเก็บเอามาเล่าให้เพื่อนฟังเห็นประจำ มันเป็นประสบการณ์ที่บ้าๆดี ในการขับรถในอเมริกา ผมไม่เสียดายหรอกกับเงิน40เหรียญในการซื้อน้ำมัน1แกลลอน
ทั้งๆที่ราคาจริงๆมันแค่แกลลอลละ3เหรียญกว่าๆเอง
ถือว่าซื้อประสบการณ์และความทรงจำที่ลืมไม่ลง 55555
หวังว่าคงจะมีเหยื่อไปให้ลุงClintฟันอยู่บ่อยๆนะ ไม่งั้นลุงเขาเหงาแย่เลย




 

Create Date : 25 กรกฎาคม 2550    
Last Update : 26 กรกฎาคม 2550 0:02:20 น.
Counter : 190 Pageviews.  

Chapter 29 - One night in Las Vegas

ผมขับรถบนถนนStripไปเรื่อยๆ ชมความสวยงามของแสงสีเมืองลาสเวกัสพร้อมกับมองหาโรงแรมข้างทางไปด้วย
ทีแรกผมกะจะเข้าพักที่Cesar palaceแต่ด้วยความที่ชาติก่อนทำบุญมาไม่พอ จึงไม่มีวาสนาพอที่จะได้พักที่นั่น ผมเลยมองหาโรงแรมถูกๆข้างทางแทน ผมขับรถแวะดูอยู่2-3ที่ เลือกที่ราคามันถูกๆเอาไม่เกิน50เหรียญต่อคืน แต่สภาพห้องแต่ละที่รับไม่ได้ทั้งนั้น จริงๆผมนอนยังไงก็ได้ แต่เพื่อนๆผมนี่สิ มันกลัวกัน บอกผมว่าเหมือนกับห้องผีสิง
ผมจึงขับรถออกไปหาที่อื่นต่อ ผมขับรถตามถนนStripไปเรื่อยๆ ทุกคนก็รู้สึกตื้นเต้นกับบรรยากาศที่ได้เห็น คือเมืองLas Vegasแห่งนี้มันเต็มไปด้วยแสงไฟ ผู้คนเดินกันพลุกพล่าน ไม่เหมือนกับLAที่เวลานี้คนคงจะกลับเข้าบ้านนอนกันหมดแล้ว
ในที่สุดผมก็มาเจอกับโรงแรมแห่งนึง ชื่อว่าFrontierนอกจากจะเป็นโรงแรมแล้วยังเป็นคาสิโนอีกด้วย ทีแรกก็ไม่ได้คิดจะเข้าพักที่นี่หรอก เพราะเดากันว่ามันคงจะแพงหูฉี่เลย
ผมจะบอกว่าโรงแรมใหญ่ๆที่อยู่บนถนนStripน่ะ ไม่ได้อยู่ในความคิดเลย แล้วFrontierแห่งนี้มันก็เป็นโรงแรมดังอีกด้วย
แต่ปรากฏว่ามันขึ้นป้ายว่า49เหรียญต่อคืน!!!
ผมเลี้ยวรถเข้าไปจอดในโรงแรมนี้ทันที จากนั้นก็ไปถามReceptionว่า49เหรียญจริงเหรอ ได้รับคำตอบว่า"ไม่ได้โม้"คับ ผมจึงเข้าพักกันที่นี่ทันที โรงแรมนี้อย่างที่บอกว่ามันเป็นคาสิโนด้วย ผมจึงรีบขนกระเป๋าขึ้นห้องกะว่าจะลงมาเล่นพนันข้างล่างสักหน่อย ห้องที่ผมได้อยู่ชั้นบนของคาสิโน
ทันทีที่เปิดห้องไปผมตกใจมากกับภาพที่เห็น คือห้องที่ผมได้มันใหญ่มาก นอนกัน10คนได้สบาย แต่มันเสือกไม่มีเตียงให้คับ มันเอาโซฟามาต่อกันให้เป็นเตียงแล้วให้ผมนอน สำรวจห้องพักเสร็จผมจึงลงมาข้างล่างเพื่อมาเสี่ยงดวง แหม ไหนๆก็มาถึงLas Vegasแล้ว ต่อให้ใครที่เกลียดการพนันมาถึงที่นี่ก็คงจะต้องลองเล่นกันทุกคนแหละคับ แต่ผมไม่เกลียดนะ ผมชอบบบบบบบบ

คาสิโนที่นี่มันเล่นกันทุกอย่างคับไม่ว่าจะเป็นแบบตู้Slot ตู้เกมส์ไพ่ต่างๆ ถ้าไม่อยากเล่นกับตู้ก็มาเล่นกับเจ้ามือที่เป็นคนก็ได้ก็พวกพนักงานของที่นี่แหละ นอกจากนั้นบอลมันก็มีให้แทง ผมรู้มาอีกว่าเทนนิส เบสบอล อเมริกันฟุตบอล กอล์ฟ ตะกร้อแม่งมันมีให้แทงกันหมดทุกอย่าง แถมถ้าอยากจะแทงม้ามันก็มีโต๊ะม้าไม้เล็กๆให้แทงกันด้วย ม้าที่เป็นตุ๊กตาก็วิ่งมันอยู่อย่างนั้นแหละทั้งวันทั้งคืน พวกผีพนันที่นี่รู้สึกว่าจะไม่ยอมหลับยอมนอนกันเลยทีเดียว ผมก็ไม่ยอมน้อยหน้ารีบไปหาตู้Slotเพื่อโยกเล่นมั่ง เล่นไปเล่นมามันไม่มันส์คับ โยกแล้วลุ้นอย่างเดียว ผมจึงเปลี่ยนไปเล่นBLack Jackแทน มันก็เป็นที่แน่นอนอยู่แล้วว่าบ่อนต้องชนะนักพนันเสมอ ผมหมดไปหลายสิบเหรียญอยู่คืนนั้น
แต่ผมก็ไม่ได้คิดเสียดายหรอกนะ คิดเอาไว้แล้วว่าซื้อประสบการณ์ ผมยังดีที่หยุดได้แค่ไม่กี่สิบเหรียญ ไอ้บางคนที่นี่มันเล่นจนหมดตัวแล้วฆ่าตัวตายก็มีถมไปในLas Vegas เมืองแห่งนี้จึงเป็นเมืองที่มีคนฆ่าตัวตายอันดับต้นๆของอเมริกา ไม่รู้ไอ้ห้องที่ผมนอนคืนนี้มันเคยมีผีพนันมาฆ่าตัวตายหรือป่าวก็ไม่รู้ หยึยยยย

ผมเห็นเศรษฐกิจของLas Vegasแล้วก็รู้สึกชื่นชมอเมริกาในการเปลี่ยนผืนทะเลทรายให้กลายมาเป็นเมืองท่องเที่ยวระดับโลกได้ แถมยังเป็นเมืองที่มีเงินสะพัดมากที่สุดแห่งนึงของอเมริกาอีกด้วย ผมกลับมามองประเทศไทยของเรา เราเคยมีความคิดที่จะสร้างคาสิโนที่ถูกต้องตามกฏหมายอยู่ครั้งนึง ถ้าถามผมว่าเห็นด้วยไหมกับความคิดนี้ ผมอยากบอกว่ามันก็เหมือนกับดาบ2คมนะ ด้านดีเราก็จะได้เรื่องการท่องเที่ยว และรัฐบาลยังสามารถเก็บภาษีจากตรงนี้ได้ด้วย เงินจากคาสิโนนี่มันมหาศาลนะคับ คิดดูสิไม่ต้องลงทุนอะไรเลย รอให้คนเดินเอาเงินมาให้อย่างเดียว เรียกว่านอนกินกันเลย แต่อีกมุมนึง มันจะเป็นการทำลายสังคมไทยนะ คนไทยเรานิสัยฉาบฉวย คิดอะไรก็ต้องได้เดี๊ยวนั้น คิดจะรวยก็อยากจะรวยพรุ่งนี้วันนี้เลย ซื้อหวยนอนอยู่บ้านแล้วคิดว่าพรุ่งนี้กูรวยแล้ว ถ้ามีการพนันที่ถูกกฏหมายแบบนี้คนไทยไม่ทำอะไรมันแล้ว เล่นแม่งลูกเดียว
แต่ทุกอย่างมันต้องมีจุดร่วม ถ้าจะสร้างกันจริงๆก็ต้องหามาตราการที่จะคุมไม่ให้คนเข้าไปเล่นแบบยึดเป็นอาชีพ

กลับมาที่Las Vegasต่อ หลังจากที่โดนบ่อนแดกไปเรียบร้อยแล้ว ผมก็สามารถหักห้ามใจไม่ให้คิดที่จะเอาคืนได้ จึงคิดที่จะออกไปเดินชมเมืองเวกัสยามค่ำคืน

ผมเดินออกจากโรงแรมได้สักพักนึง ก็เกิดอาการหน้ามืดขึ้นมาเฉยๆ เหมือนกับว่ากำลังจะเป็นลมซะงั้น รู้สึกว่าร่างกายขาดน้ำอย่างรุนแรง ไม่มีแรงจะเดินแล้วจึงต้องไปนั่งหยุดพักซื้อน้ำมาดื่มสักขวดนึงก่อน ผมรู้ตัวเลยว่าแพ้อากาศที่นี่ อากาศมันแห้งมากๆเลย ก็มันเป็นทะเลทรายนี่หว่า
ผมเดินไปต่อเพื่อไปดูโชว์Treasure Islandจนจบการแสดงแล้วก็ไม่ไหวจริงๆ ผมอยู่บนรถมาทั้งวันแล้วมาเจออากาศแบบนี้อีก ขอยอมแพ้ทะเลทรายแล้วกันวันนี้ ผมจึงเดินกลับไปโรงแรมเพื่อไปเอารถมาขับชมเมืองแทนการเดินดีกว่า ว่าแล้วก็ขับแท็กซี่(โคโรล่า)ออกมาวิ่งบนถนนStrip ผมขับไปเรื่อยๆเห็นโรงแรมและคาสิโนชื่อดังมากมาย จนไปถึงสุดถนนStripใต้ มันไม่มีอะไรแล้วตรงนั้นมีมีแต่ถนนโล่งๆมีแต่ความมืด ผมรู้สึกอ้างว้างตอนที่ขับรถมาถึงจุดนี้ เมื่อกี้ผมเพิ่งจะผ่านเมืองแห่งแสงสีมาแป๊บเดียวเองไม่ถึง5นาที ตอนนี้สิ่งที่ผมเห็นมันมืดไปหมดแล้ว ผมเห็นแสงไฟจากหมูบ้านเล็กๆด้านซ้ายมือไกลออกไปมันช่างสวยงามเหลือเกิน ถ้าให้ผมเลือกระหว่างเมืองที่เต็มไปด้วยแสงสีแต่หาความสงบไม่ได้กับเมืองเล็กๆที่เงียบสงบ ผมขอเลือกอยู่แบบหลังดีกว่า

หลังจากที่ขับไปจนสุดถนนพบแต่ความมืดมิดแล้ว ผมก็เลี้ยวรถกลับเพื่อจะไปให้สุดของอีกฝั่งนึงของถนนStripคือฝั่งเหนือ อีกฝั่งนึงเขาเรียกว่าOld Townซึ่งความคึกคักสู้ฝั่งใต้ไม่ได้ ก็เหมือนเมื้อกี้แหละผมขับไปจนสุดถนนแล้วก็เลี้ยวรถกลับเข้าโรงแรมนอน

ผมชอบเวกัสนะ แต่ผมไม่ชอบความวุ่นวายของที่นั่น เหมือนกับกรุงเทพนี่แหละ จริงๆผมคิดว่ากรุงเทพมีความสวยงาม แต่มันช่างวุ่นวายเหลือเกิน






 

Create Date : 24 กรกฎาคม 2550    
Last Update : 25 กรกฎาคม 2550 18:17:38 น.
Counter : 377 Pageviews.  

Chapter 28 - Trip to Las vegas

หลังจากที่ได้รถแท็ซี่(โคโรล่า)สีขาวมาอยู่ในการครอบครองและได้แผนที่นำทางมาฉบับนึงเป็นที่เรียบร้อย ผมกับเพื่อนๆอีก3คนจึงเริ่มออกเดินทางจากแอลเอเพื่อที่จะไปยังจุดหมายนั่นก็คือเมืองLas Vegas นครเมกะแห่งการพนัน เมืองที่สามารถทำให้คนดวงเฮงรวยขึ้นมาได้ภายในคืนเดียว และยังสมารถทำให้คนดวงซวยหมดตูดคิดฆ่าตัวตายได้ภายในไม่กี่เกมส์เช่นเดียวกัน

ทีแรกนั้นพวกผมยังดูแผนที่กันไม่เป็น จึงขับหลงทางไปแถวๆเขตThousand Oaks ซึ่งมันเป็นคนละทิศเลยกับทางที่จะไปยังLas Vegas พอพวกผมรู้ตัวว่าหลงทิศกันแล้วก็เล่นไปซะไกลเหมือนกัน เสียดายน้ำมันที่ขับหลงทางไปซะไกล เอามาเปลี่ยนเป็นซูชิคงจะได้หลายคำอยู่

ผมเกาะถนนเส้น15ไปเรื่อยๆ ในแผนที่บอกว่าถนนเส้นนี้จะพาเราไปถึงLas Vegasเอง สำหรับพวกผมที่เพิ่งจะเคยขับรถในอเมริกาครั้งแรกนั้นไม่กล้าที่จะเปรี้ยวไปขับปรู้ดปร้าดเหมือนที่ขับบนถนนในเมืองไทยหรอก เพราะเราต้องขับเลนขวาซึ่งบางที่มันรู้สึกฝืนๆยังไงชอบกล และไม่ค่อยรู้กฏหมายจราจรบางอย่างที่แตกต่างจากบ้านเรา แต่ร้านเช่ารถบอกผมว่า ถ้าเราไม่ได้ทำอะไรผิด ตำรวจจะไม่มีสิทธ์เรียกให้เราหยุด แต่ถ้าดันซวยโดนเรียกขึ้นมาจริงๆก็ให้แสดงเอกสารที่ร้านออกให้กับเจ้าหน้าที่ดู ถ้าจะต้องเสียค่าปรับอะไรก็แล้วแต่ ให้กลับมาเสียที่ร้านเช่ารถ เราเลยเบาใจไปเปาะนึงที่อย่างน้อยถ้าเกิดมีปัญหาอะไรระหว่างเดินทางเรายังมีเจ้าของร้านเช่ารถมาเคลียร์ให้

ระหว่างทางบนถนนสาย15บรรยากาศข้างๆทางเป็นทุ่งหญ้ากึ่งทะเลทราย แบบที่พวกนักร้องเพลงร็อคเพลงป็อบทั้งหลายชอบมายืนกลางถนนแล้วก็ถ่ายMV ผมก็ชอบบบรยากาศแบบนี้นะ มันดูโล่งกว้างไกลไปหมด ไกลจนสุดลูกหูลูกตาเลย ผมอยากจะขับรถผ่านทะเลทรายแบบนี้มานานแล้ว เลยสมใจอยากไปเลย แต่มีอีกอย่างนึงที่ผมอยากจะทำก็คือ จอดรถแล้วลงไปฉี่ใส่ทะเลทราย แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ทำเพราะกลัวตำรวจจับ

พอขับมาได้สักระยะนึงพวกผมก็จอดรถลงไปหาซื้ออาหารขยะกินกันที่ร้านWendy บรรยากาศแถวนั้นมันโล่งไปซะหมด ภูมิประเทศที่ผมยืนอยู่ตอนนี้มันกว้างใหญ่ไพศาลเหลือเกิน โลกนี้มันสวยงามอย่างนี้นี่เอง ผมไม่เคยเห็นสถานที่ไหนเลยที่มันจะกว้างสุดลูกหูลูกตาแบบนี้ มองไปสุดสายตาก็มีแต่ทุ่งหญ้าที่เป็นทะเลทรายทั้งนั้น ผมถ่ายVDOกลับมาด้วย อยากให้ทุกคนได้เห็นเหลือเกิน
ผมอยากบอกกับเด็กๆหรือว่าหนุ่มสาวทุกคนว่าในชีวิตนี้ถ้าใครมีโอกาสได้เดินทางจงไปให้มันสุดขอบฟ้า สุดปลายน้ำเลย ตอนที่เรายังเป็นหนุ่มเป็นสาวอยู่นี่แหละ อย่ารอให้แก่จนไม่มีแรงแล้วค่อยคิดจะไป แล้วจะรู้ว่าจริงๆแล้วโลกใบนี้มันช่างสวยงามและหลากหลายเหลือเกิน ทุกๆที่ในโลกใบนี้มันกำลังรอให้เราไปเห็นมันอยู่

กลับมาที่รถต่อ การขับรถในอเมริกาว่าไปก็ไม่ยากเท่าไร แต่มีอยู่อย่างนึงที่สำคัญมากๆ นั่นก็คือป้ายสัญลักษณ์ต่างๆตามข้างทาง คนขับจะต้องคอยสังเกตุตลอด มันจะบอกเราว่าตอนนี้เราขับได้ด้วยความเร็วไม่เกินเท่าไร ต้องคอยสังเกตุตลอดจริงๆไม่ได้โม้ เพราะมันจะเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาตลอด บางที70 บางทีก็65 บางที60แล้วแต่ว่าเขตนั้นพื้นผิวถนนเป็นอย่างไรและมีหมู่บ้านหรือผู้คนอาศัยอยู่หรือไม่ ผมก็เกือบจะโดนเอาเหมือนกันบางทีเหยีบเพลินเห็นถนนโล่งๆ ไม่รู้ว่ามีตำรวจทางหลวงซุ่มอยู่ข้างทาง ตำรวจพวกนี้จะคอยดักเอาเลเซอร์จับความเร็วของรถที่วิ่งผ่าน ถ้าคันไหนวิ่งเกินละก็โดนแน่ๆ

ขับตามทางไปเรื่อยๆผมก็เจอเข้ากับLas Vegasเข้าให้แล้วข้างหน้านี่เอง อีกไม่กี่ร้อยเมตร ทุกคนในรถรู้สึกตื้นเต้นดีใจขึ้นมาทันทีที่ได้เห็นเมืองLas Vegasซะที หลังจากที่ขับฝ่าทะเลทรายมาเป็นชั่วโมงแล้ว
แต่พอขับเข้าไปใกล้ๆ อ้าว ทำไมLas Vegasมันเล็กจังวะ ไม่เห็นเหมือนในหนังเลย อ้าว...โธ่ ที่ไหนได้มันไม่ใช่Las Vegasว้อย มันเป็นCasinoธรรมดาที่สร้างเพื่อดักคนที่กำลังเดินทางไปLas Vegas ดีนะเนี่ยที่ไม่ได้เลี้ยวเข้าไปจอดรถ หลังจากนั้นแล้วพวกผมก็คิดว่าไอ้คาซิโนข้างทางที่ขับรถผ่านแบบนี้มันคือLas Vegasไปอีก2-3ครั้ง 555 ก็ไม่เคยมานี่หว่า

ในที่สุด... ในที่สุด ขับมาได้ประมาณ4ชั่วโมงก็มาถึงLas Vegasจริงๆ ตัวจริง เสียงจริงซะที ผมเห็นภาพแรกของLas Vegasระหว่างที่ขับรถอยู่บนทางด่วนลอยฟ้าทำให้เห็นLas Vegasจากมุมสูง โอ้วโหววว มันต้องแบบนี้สิ เมืองแห่งการพนันอันดับ1ของโลก ยิ่งใหญ่ อลังการจริงๆ ตึกรามบ้านช่องสว่างไสวไปด้วยหลอดไฟ ที่นี่เป็นเมืองแห่งสีสีนยามราตรีจริงๆด้วย เมืองที่ไม่มีวันหลับ สมคำล่ำลือ
ตอนที่ไปถึงมันเกือบจะมืดแล้ว ผมต้องรีบไปหาโรงแรมนอนก่อนเลยอันดับแรก พอขับรถลงจากทางด่วนลอยฟ้าได้ ก็ลงไปจอดหน้า7Elevenพอดีเพื่อที่จะซื้อเสบียงมาตุนเอาไว้ก่อน เริ่มหิวกันอีกแล้ว ผมเดินเข้าไปใน7Elevenทันใดนั้นก็ได้เห็นตู้Slot Machineเรียงรายอยู่ในนั้น ผมตกใจตามประสากระเหรี่ยง
อารายกานว้าเนี่ย....บ้านนี้เมืองนี้แม้แต่ใน7Elevenมันยังมีตู้สล็อตให้เล่นด้วยเหรอ สมกับเป็นเมืองผีพนันจริงๆ นอกจากนั้นผมยังตกใจอีกครั้งนึงทีได้เห็นพนักงานหญิงคนนึงของ7Elevenสูบบุหรี่ในร้านขณะกำลังคิดเงินให้ลูกค้าอยู่
เออเว้ย..แม่งบ้านนี้เมืองนี้อะไรของมันวะเนี่ย
ผมจ่ายเงินเสร็จแล้วจึงไปถามพนักงานในร้าน ก็ไอ้คนที่กำลังสูบบุหรี่พ่นควันใส่หน้าลูกค้าเนี่ยแหละ ถามว่า "เจ๊ถนนStripนี่มันอยู่ไหน รู้บ่ พวกข้อยซิหากันบ่เจอ"
เจ๊แกตอบมาว่า ก็ถนนหน้าร้านนี่แหละว้อยถนนStrip
ผมรีบวิ่งออกไปดู แต่ป้ายมันเขียนว่าLas Vegas Blvd
เฮ้ยไอ้เจ๊กวนตีนแล้ว ไหนบอกว่าStripไงวะ นี่มันถนนLas Vegasว้อยย ไอ้เจ๊ด่าว่า โท่อ้ายยยยกระเหรี่ยงงงงง เมิงงงมาจากหนาย อ้ายยยยบ้า stripนี่มันเป็นชื่อที่คนเขาเรียกกันว้อย ชื่อจริงมันคือLas Vegas Blvd

ขอบคุณอีหลีเด้อเจ๊ ขอให้เป็นมะเร็งปอดตายไวๆนะ

จากนั้นผมก็ขับรถเข้าไปยังถนนLas Vegas Blvd also know as Strip




 

Create Date : 24 กรกฎาคม 2550    
Last Update : 27 กันยายน 2550 23:44:11 น.
Counter : 262 Pageviews.  

1  2  3  4  

CAsky
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




PK worked as a retailler in Totally Toddler store
Six Flags Magic Mountain Valencia California by himself (one man standing) Since March 2006 - June 2006

"In Some Situation the funninest place turn to be the borriest place"

"I'm a working man
I don't understand why clockout
come so slow everytime
That's one line I stay right behind"


free music
Friends' blogs
[Add CAsky's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.