ช่ า ง ไ ม้ ' s


มาดูคู่สเก็ตน้ำแข็งที่ได้คะแนนสูงสุดในประวัติศาสตร์ที่โอลิมปิกฤดูหนาวที่ Turin 2006 กันไหม..

ช่วงนี้ผมชอบดูสเก็ตน้ำแข้งใน youtube ครับ
ก็ได้เห็นนักสเก็ตเก่ง ๆ ในปัจจุบันอย่าง Evgeny Plushenko , Michelle Kwan และก็นักสเก็ตคู่อย่าง Tatiana Totmianina และ Maxin Marinin

ก็เลยจะเอาสเก็ตคู่เหรียญทองอย่าง Tatiana Totmianina กับ Maxim Marinin มาให้ดูกัน คู่สเก็ตคู่นี้เป็นอันดับหนึงของโลกในปัจจุบันครับ ล่าสุดก็คือเหรียทองจากโอลิมปิกฤดูหนาวที่ Turin 2006 และที่ไม่ธรรมดาก็คือได้คะแนนสูงที่สุดในประวัติศาสตร์สเก็ตคู่ตั้งแต่ใช้ระบบคะแนนใหม่ในช่วงประมาณปี 2002 และนี่ก็เป็นคะแนนที่มากกว่า 200 คะแนน(short program+free program)เป็นครั้งแรกและเป็นคะแนนที่สูงที่สุดที่คู่นี้เคยได้ด้วยครับ

ระบบคะแนนเก่าให้คะแนนเต็มที่ 6.0 แต่ว่าระบบคะแนนใหม่จะไม่มีคะแนนเต็ม สามารถให้คะแนนได้สูงขึ้นตามความสามารถได้เรื่อย ๆ ครับ(จะคล้าย ๆ กับระบบคะแนนใหม่ของยิมนาสติก)


เวลาแข่งสเก็ตจะมี 2 ส่วนคือ short program และ free program (หรือ long program เพราะมันนานกว่า อิอิ) ส่วนที่เป็น short program มักจะแสดงถึงเทคนิคอย่างชัดเจน แต่ free program จะใช้เวลานานกว่าและใส่เรื่องราวเข้าไปในการสเก็ตได้มากกว่า ดังนั้นก็จะสวยกว่า (ในความรู้สึกผมนะ)

ลองดูกันนะ ว่าสเก็ตคู่ที่ได้คะแนนสูงสุดในประวัติศาสตร์เป็นยังไง





 

Create Date : 23 มกราคม 2550    
Last Update : 25 มกราคม 2550 16:34:10 น.
Counter : 349 Pageviews.  

. . . เมื่อ ผม โดน แท็ก . . . T_T

ผมเพิ่งกลับมาจากไปกินข้าวมา
พอเข้าmsnก็ปรากฎข้อความทักทายมาจากพต
แล้วก็บอกว่า ... ผมโดนแท็ก ... T_T

ใจหายแว้บเลย ฟังดูเหมือนโดน attack (ไปโน่นเลย หุหุ)
นึกว่าพตเอาไวรัสมาฝากเสียแล้ว
แต่ปรากฎว่าเป็นการบังคับให้เล่าเรื่องน่าขายหน้า เอ๊ยไม่ใช่
เรื่องของตัวเองที่คนอื่นยังไม่รู้ให้คนอื่นฟัง 5 อย่าง
ถือเป็นกิจกรรม blog สนุกสนานอีกอย่าง
แต่ผมจะเอาอะไรมาเล่าละเนี่ย เวรกรรม (พตใจร้าย T_T)

แต่ไหน ๆ ก็ไหน ๆ (ถ้าไม่เห็นเป็นพตไม่เขียนบล็อกนะเนี่ย)
บล็อกไม่ได้อัพมาหลายเดือนแล้ว เพิ่งมาอัพ 2 หนตอนหลัง
เล่าสักนิดนึงก็ได้ ขอเวลานึกนิดนึง หุหุ

เรื่องที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้เกี่ยวกับช่างไม้(มั้ง)

1. สมัยเอนทรานซ์ ด้วยความที่เป็นคนรักเพื่อนและไม่ค่อยมีสมองของตัวเอง มีเพื่อนอยู่คนนึงมันตั้งเป้าไว้ว่าจะเอ็นเข้าวิศวะจุฬาให้ได้ (สมัยนั้นโปรแกรม CW กำลังดัง เท่สุด ๆ อิอิ เวลาเปิดโปรแกรมขึ้นมาก็จะมีเสียงแต๊แนแต๊แหน่แต๊แนน.. เป็นเพลงมหาจุฬาฯ เพื่อนผมมันนั่งฟังจนจบ ไอ้เราก็หนวกหูจะตาย) ไป ๆ มา ๆ กลายเป็นเราตั้งใจจะมาเข้าวิศวะจุฬาด้วยได้งาย (ป๋มเป็นคนไม่ค่อยมีความคิดคร้าบ T_T)

2. เรื่องเอนทรานซ์ต่ออีกนิดนึง (หมดมุข อิอิ) มีบางคนจะรู้ว่าวีรกรรมวีรเวรของนายช่างไม้ตอนเอนทรานซ์น่าขายหน้าขนาดไหน T_T - คือว่าสมัยผมสอบเอ็นท์ เขายังมีสอบเทียบซึ่งผมก็ไปสอบกับเขาด้วยจบม.5 ก็เอนท์ได้ (ถึงโรงเรียนผมจะบ้านนอกแต่ก็เอนท์ได้ตอนม.5กันเยอะนะ พออยู่ม.6 ต้องยุบห้องกันเป็นประจำครับ) ทีนี้นายช่างไม้ก็ไปเอ็นท์ที่มอ.หาดใหญ่ แล้วก็บังเอิญไปอยู่ห้องพักห่างไกลเพื่อนฝูง และก็คืนวันก่อนสอบฟิสิกส์ก็ไปค้างกับพี่สาวที่สอบเอ็นท์เหมือนกัน(พี่อยู่ม.6 แต่ผมสอบเทียบ) ผมก็เข้าใจว่าฟิสิกส์สอบตอนบ่าย แต่เนื่องด้วยด้อยประสบการณ์ไม่ได้รู้เลยว่าวิชาคำนวณส่วนมากเขาสอบกันตอนเช้าเฟ้ย ดังนั้นเมื่อนายช่างไม้จรลีลงจากหอพักตอนเที่ยงเพื่อจะไปสอบฟิสิกส์ตอนบ่าย เจอเพื่อนที่โรงอาหารแล้วคุยไปคุยมา ถึงรู้ว่าฟิสิกส์เขาสอบกันไปตั้งแต่ตอนเช้าแล้ว T_______T นายช่างไม้พอรู้ความจริงก็เอ๋อรับประทานสิครับ เอ๋อขนาดไหนก็ขนาดไปเดินรอบอ่างเก็บน้ำที่มอ.หาดใหญ่ตอนเที่ยงแดดเปรี้ยง ๆ เดินไปได้รอบนึงก็สงบสติอารมณ์ได้ (อ่างเก็บน้ำมอ.ไม่ได้ขนาดเท่าสระน้ำจุฬาฯนะจ๊ะ รอบนึงประมาณ 2 กิโลได้ ) เป็นข่าวดังไปทั้งร.ร. กลับมาถึงโรงเรียนโดนอ.ด่าซะ (ครับ ผมโง่ครับจารย์ T_T) และปรากฎว่าเป็นข่าวดังข้ามจังหวัดด้วย พอมาอยู่มหาลัยก็เจอเพื่อนจากตรังที่ไม่ได้รู้จักผม แต่รู้เรื่องที่ผมไม่ได้สอบฟิสิกส์ด้วย ดีใจดีไหมเนี่ย T_T

3. แต่ตอนม.5 ถึงไม่ได้สอบฟิสิกส์ก็เอนท์ติดวิศวะคอมที่มอ.หาดใหญ่นะจ๊ะ ตอนที่ประกาศผลเอ็นท์ ดูผลเอ็นท์พร้อมกับพี่สาวที่เอ็นท์ด้วยกัน พ่อกับแม่มัวแต่ไปตื่นเต้นกับพี่สาวไม่ได้สนใจเลยว่าผมจะติดที่ไหน (บอกว่านึกว่าเขาตัดสิทธิ์ไปแล้ว เหอเหอ) แต่พอเอนท์ติดเล่นตัวไม่ยอมไปเรียนซะงั้น อยากจะไปเรียนจุฬาฯ ว่างั้น ทีนี้พอม.6ได้ไปจุฬาสมใจ ปรากฎว่าเซ็งมาก เพราะว่าจุฬาขึ้นค่าเทอมอีกเท่าตัวพอดี ถ้ามาตอนอยู่ม.5 จะเสียค่าเทอม 5 พัน แต่ผมมาตอนขึ้นค่าเทอมพอดีเสียค่าเทอมหมื่นนึง ใจร้าย T_T

4. เรื่องสมัยม.6 อีกสักเรื่องนึงแล้วกัน ไม่ค่อยมีใครรู้ว่าสมัยม.6 ผมเคยมาเป็นเด็กโอลิมปิกกะเขาเหมือนกัน เป็นเด็กฟิสิกส์โอลิมปิกครับ (ฟิสิกส์ที่ลืมสอบเอนท์นั่นแหละ ) วาสนาที่ได้มาเป็นเด็กโอฯกะเขาก็เพราะเพื่อนอีกเหมือนเคย เพื่อนผมมันอยากลองสอบดูก็เลยให้ผมมาสอบเป็นเพื่อน ผมก็แสนดีก็สอบตามเพื่อน แต่ปรากฎว่าวันสอบจริง ผมมาถึงห้องสอบ เพื่อนผมมันไม่ได้มาเพราะมันแฮงก์ (กินเหล้าไม่ดีครับ แต่เด็กม.6รร.ผมมันเหมือนมีสิทธิ์พิเศษ เถลไถล อ.ไม่ค่อยว่าเพราะความที่ส่วนมากเป็นเด็กเรียน) ปรากฎว่าผมก็ได้มาเป็นเด็กโอฯกะเขาด้วย ก็ติดรอบ 25 คนสุดท้าย แล้วก็ไปตกรอบที่เขาคัด 5 คนที่จะไปแข่งที่ออสเตรเลีย แต่ไม่ค่อยเสียดายเท่าไรนะ สนุกดี เหอเหอ

5. เรื่องสุดท้ายเรื่องอะไรดีหว่า เล่าเรื่องหนังสือแล้วกัน บางคนส่วนมากจะชอบอ่านการ์ตูนตอนเป็นเด็ก ชอบอ่านนิยายตอนโตขึ้น แต่ตอนมัธยมผมอ่านนิยาย แล้วมาอ่านการ์ตูนเป็นบ้าเป็นหลังตอนอยู่มหาลัย กลับกับคนอื่นซะงั้น ตอนมัธยมนี่ของป้าทมยันตีผมอ่านมาแล้วเกือบทุกเรื่องนะ แต่หลัง ๆ ก็เริ่มไปอ่านของว.วินิจฉัยกุลแทน และนิยายที่ผมชอบที่สุดของป้าทมคือ ในฝัน กับ ทางรัก(สายสัมพันธ์) - น่าแปลกที่เป็นแบบจดหมายทั้ง 2 เรื่อง - และของว.วินิจฉัยกุลคือ คุณชาย กับ มายา ส่วนการ์ตูนที่ผมชอบก็คือ สแลมดั๊งค์ สิงห์นักปั่น FMA อะดาจิ และที่ไม่ค่อยมีใครเหมือนก็คือ ยอดกุ๊กแดนมังกร อิอิ

เอ่อ เล่าไปเล่ามาชักรู้สึกว่ายังมีเรื่องที่ยังไม่ได้เล่าอีกเหมือนกันแฮะ แต่รู้สึกว่าบ้าน้ำลายมากเกินไปแล้ว หุหุ

ต่อไป งานหนักยิ่งกว่าเล่าเรื่องก็คือหาทายาทอสูรแท็กต่อไป
(ตอนที่พตมาแท็ก กลัวสุด ๆ คือไม่รู้จะแท็กใครต่อ ก็รู้จักใครอยู่ไม่กี่คน T_T

ดังนั้น ขอประกาศเหยื่อรายต่อไปตามรายนามดังนี้

1. ป้าจุ๊...พจ... (เหยื่อคนแรกที่นึกถึง T_T)
2. คุณนานานะจัง (สงสารคุณนา)
3. คุณวัช (ไม่หวังว่าท่านจะตอบสนองแต่อย่างใด ท่านอัพบล็อกครั้งหลังสุดเมื่อ พ.ย. 48 )
4. ปมทร ที่รัก
5. น้อง kannasan จ้า




 

Create Date : 08 มกราคม 2550    
Last Update : 23 มกราคม 2550 16:44:12 น.
Counter : 223 Pageviews.  

คืนวันเสาร์ 30.12.49 - คุณวัช ณ มุมมืด


ไปปีใหม่ที่กรุงเทพมาครับ ได้เลนส์ใหม่มาตัวนึง
ได้โอกาสลองของใหม่ซะด้วย

ถ่ายมาเมมเกือบเต็ม น่าจะได้ดีสุดก็รูปนี้ ^ ^"
(ถ่าย jpeg มาแก้ temp ยากมั่ก ๆ ทำไม่เป็นเลย T_T)




รูปที่เหลืออยู่นี่คร้าบ




 

Create Date : 04 มกราคม 2550    
Last Update : 23 มกราคม 2550 16:42:42 น.
Counter : 230 Pageviews.  

เรื่องของพระเจ้าองค์ใหม่ที่ชื่อ Mass












 

นิทเช่กล่าวว่า พระเจ้าตายไปแล้ว ใน Thus spake Zarathrustra (ซึ่งจริง ๆ แล้ว พระพุทธเจ้าเคยทำก่อนสมัยของนิทเช่นานแล้ว) และก็ในความเป็นจริงก็เป็นอย่างที่นิทเช่กล่าว ในปัจจุบันพระเจ้าองค์นั้นก็ได้เสมือนตายไปแล้วที่เหลืออยู่คือสัญลักษณ์ทางใจเท่านั้น ไม่ได้มีอำนาจอย่างเช่นในสมัยก่อน แต่การจากไปของพระเจ้าองค์นั้นก็คือการหลีกทางให้กับพระเจ้าองค์ใหม่ซึ่งกำลังเข้ามาแทนที่ ไม่ว่าคนเราจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม ในปัจจุบันนี้มีพระเจ้าองค์ใหม่ที่กำลังทรงอำนาจและทำตัวเสมือนพระเจ้าในสมัยโบราณทุกกระเบียดนิ้ว พระเจ้าองค์ใหม่นี้มีชื่อว่า "Mass" หรือ "มวลชน" (และในบางครั้งพระเจ้าองค์ใหม่นี้ก็งี่เง่าได้พอ ๆ กับพระเจ้าองค์ก่อนเช่นกัน)

เมื่อมีพระเจ้าก็ต้องมีศาสนา ศาสนาใหม่นี้มีชื่อว่า Democracy หรือ "ประชาธิปไตย"
และในศาสนาย่อมมีนักบวช นักบวชในศาสนาใหม่นี้มีชื่อว่า "Mass Media" หรือ "สื่อมวลชน" ตามชื่อของพระเจ้า

มันไม่ใช่เรื่องใหม่ที่กล่าวว่า มวลชนคือพระเจ้า หรืออะไรทำนองนี้ แต่เมื่อมองในความหมายองค์ประกอบของทั้ง 3 สิ่งคือ พระเจ้า(Mass) ศาสนา(ประชาธิปไตย) และ นักบวช (สื่อมวลชน) และหน้าที่ขององค์ประกอบทั้ง 3 ในสังคมปัจจุบันแล้วจะทำให้เห็นภาพสังคมยุคใหม่ดีขึ้น

เรื่องของ มวลชนคือพระเจ้า คงจะเป็นเรื่องเก่า แต่เรื่อง สื่อมวลชน เป็นนักบวชในศาสนาในพระเจ้าที่ชื่อ มวลชน นี่ยังไม่เคยได้ยินใครพูด ก็อาจจะมีคนคิดขึ้นมาก่อนก็ได้ แต่ที่ผมพูดผมก็คิดของผมเองนะ จริง ๆ อยากจะจดเป็นลิขสิทธิ์เผื่อใครจะเอาไปทำวิทยานิพนธ์ด้านนิเทศศาสตร์สาขา Neo-theology คณะ อสาระวิทยา กรั่กๆๆ
ทำไมสื่อมวลชนถึงเป็นนักบวช?
เนื่องจากอาจจะนึกภาพสื่อมวลชนในภาพนักบวชไม่ออกก็ขอเอามาพูดก่อน ลองนึกภาพว่าเป็นสังคมสมัยก่อนที่มีพระเจ้าประทับอยู่บนยอดเขา และมีนักบวชคอยปรนนิบัติเอาอกเอาใจ และนำเรื่องต่าง ๆ ไปกราบทูลเพื่อให้ตัดสินใจ จะเห็นภาพได้ชัดเจนว่า ปัจจุบันก็มีสภาพไม่ต่างกันโดยมี มวลชนเป็นพระเจ้า ส่วนสื่อมวลชนคือนักบวชที่คอยเล่าเรื่องต่าง ๆ ให้พระเจ้าฟัง

สื่อมวลชนมีอำนาจมากเพราะเป็นนักบวชในพระเจ้าองค์นี้ แต่ส่วนหนึ่งของนักบวชทุกศาสนาคือต้องมี ข้อห้าม (หรือ ศีล ในศาสนาพุทธ) เมื่อสื่อมวลชนเป็นนักบวชก็เช่นกัน เพียงแต่สื่อมวลชนถือศีลเพียงข้อเดียว คือ ต้องพูดความจริง และสิ่งสำคัญที่ ชาวบ้านทั่วไป ควรตระหนักไว้ว่า ความจริงของสื่อมวลชน ไม่เหมือนกับความจริงอย่างที่เราเข้าใจกัน (ถ้าใครเคยอ่าน The Wheel of Time ของ Robert Jordan จะคุ้นเคยกับ ความจริงของ Aes Sedai (นักบวชหญิงที่ถือคำสาบานว่าต้องพูดแต่ความจริง))

ความสำคัญของสื่อมวลชนคือ เป็นสื่อกลางระหว่าง คนธรรมดา(ประชาชน) กับ พระเจ้า (มวลชน) และไม่มีทางที่คนธรรมดาจะไปเล่าเรื่องถวายพระเจ้าโดยไม่ผ่านสื่อมวลชนได้ และพระเจ้าก็ไม่สามารถตรัสตอบประชาชนโดยไม่ผ่านสื่อมวลชนได้ จะเห็นได้ว่าสือมวลชนจึงมีอำนาจมากและเป็นเหตุผลที่สื่อมวลชนต้องถือข้อห้ามว่า "ต้องพูดแต่ความจริง" แต่แม้ว่าจะถือข้อห้ามนั้นไว้ สื่อมวลชนก็ยังมีอำนาจสูงสุดอยู่ดี

ซึ่งถ้าพิจารณาในสมัยโบราณ นี่ก็เป็นเหตุผลเช่นเดียวกันที่ทำให้นักบวชในศาสนาสมัยนั้นมีอำนาจสูงมาก เพราะคำพูดของนักบวชหมายถึงคำพูดของพระเจ้านั่นเอง
ประชาชน (individual) กับ มวลชน(Mass) ไม่เหมือนกัน
ไม่มีใครเคยเห็นพระเจ้า แต่ทุกคนรู้ว่าพระเจ้ามีจริง พระเจ้าองค์ใหม่ก็เช่นกัน ถึงแม้ไม่มีใครเคยเห็นแต่ทุกคนก็รู้ว่า มวลชน มีอยู่จริง และ สื่อมวลชนซึ่งเป็นนักบวชก็ตอกย้ำถึงความมีอยู่ของพระเจ้าที่ชื่อ มวลชน นี้อยู่เสมอ (อาจจะมีบ้างที่จะได้เห็นพระเจ้าก็คือ เวลาพระเจ้าพิโรธ แม้แต่การเลือกตั้งที่เป็นการแสดงถึงเสียงของมวลชน ก็ยังต้องผ่านนักบวชที่ชื่อ สื่อมวลชน อยู่ดี)

แต่ประชาชน(individual)ก็คือคน เป็นคนธรรมดา เป็นผู้ที่อยู่ใต้การปกครอง ไม่ได้มีอำนาจล้นฟ้าอย่างมวลชน

มวลชน ประกอบขึ้นจากประชาชนส่วนเล็ก ๆ เหมือนเซลล์ที่ประกอบขึ้นเป็นร่างกายมนุษย์ แต่ละเซลล์ก็ไม่ใช่มนุษย์แต่มันประกอบกันขึ้นเป็นมนุษย์ เช่นเดียวกัน ประชาชนประกอบกันขึ้นเป็นมวลชนซึ่งเป็นพระเจ้า แต่ประชาชนแต่ละคนนั้นก็ไม่ใช่มวลชน (หรือถ้าใครเคยอ่านสถาบันสถาปนาของไอแซค อาซิมอฟคงจะคุ้นกับคอนเซ็ปต์ของ Gaia ซึ่งเป็นดาวที่มีจิตใจเป็นหนึ่งเดียวเกิดจากการรวมจิตของคนทุกคนที่อยู่บนดาว)
ทำไมต้องมีพระเจ้า
เหตุผลเพียงอย่างเดียวสำหรับการมีอยู่ของพระเจ้า คือ เป็นที่มาของอำนาจทั้งปวง

นักปกครองไม่สามารถมีอำนาจปกครองคนอื่นได้ถ้าไม่มีที่มาของอำนาจ ดังนั้นจึงเป็นเรื่องจำเป็นที่นักปกครองจะต้องให้มีพระเจ้าเกิดขึ้น แต่เมื่อมีพระเจ้าจำเป็นต้องมีนักบวชคือสื่อมวลชนซึ่งมีอำนาจมากเช่นกัน ในเมื่ออำนาจจากพระเจ้าผ่านลงมาสู่ทั้งนักปกครองและสื่อมวล ดังนั้นจึงเกิดความขัดแย้งกันของผู้มีอำนาจทั้งอยู่เป็นเรื่องปกติ นั่นคือสาเหตุว่าทำไมนักปกครองจึงขัดแย้งกับสื่อมวลชนอยู่เสมอ เหตุผลก็คือเรื่องของผู้มีอำนาจ 2 ฝ่ายนั่นเอง
The Bottom Line
Democracy is just a new religion that the Ruler use to make their Power right. I would say that it's good enough. I'd even say that actually it's better than the old system. But it's religion. Do not stick to it too much. It only bases on some vague idea of Mass and, when you realize, it states that how small the individual's voice is really small and powerless. So do not stick to it too much. The best way is the Middle Way anyway.
Create Date : 04 มีนาคม 2549    
Last Update : 23 มกราคม 2550 16:43:07 น.
Counter : 236 Pageviews.  

♦ [Calvin and Hobbes] - 1

ช่วงนี้ชอบนายคนนี้...

Image hosted by Photobucket.com




 

Create Date : 01 พฤศจิกายน 2548    
Last Update : 25 มีนาคม 2550 10:24:30 น.
Counter : 246 Pageviews.  

1  2  3  4  

ช่างไม้
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




ก็เล่นพันทิบมานาน แต่ตอนนี้เบื่อพันทิบ อยากเล่นบล็อกมากกว่าเล่นพันทิบแล้วครับ
blog ใหม่ก็จะโพสต์ในหน้านี้แหละครับ พอเก่าแล้วถึงจะแยกเก็บเข้าตามกรุ๊ปบล็อก


Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add ช่างไม้'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.