They're all here to Heat You Up! & Melt You Down
Group Blog
 
All blogs
 

Heath Ledger



ชื่อจริง: Heathcliff Andrew Ledger
ชื่อเล่น: Heathy
วันเกิด: 4 เมษายน ปี 1979
สถานที่เกิด: เพิร์ธ, เวสเทิร์น ออสเตรเลีย
ส่วนสูง: 6 ฟุต 1 นิ้ว
ครอบครัว: พ่อ: Kim Ledger วิศวกรเหมืองแร่ แม่: Sally Bell พี่สาว: Catherine Kate Ledger น้องสาวต่างแม่: Oliver Ledger น้องสาวต่างพ่อ: Ashleigh Bell พ่อเลี้ยง: Roger Bell แม่เลี้ยง: Emma Brown
การศึกษา: Guliford Grammar School
ความสัมพันธ์: เลิกรากับ Michelle Williams นักแสดงสาวที่อยู่กินกันช่วงแสดง Brokeback Montain ไปแล้ว พวกเขามีลูกสาวด้วยกัน 1 คน Matilda



Heath said : “ผมชอบการแสดงครับ ให้ตายเถอะ ผมชอบมันจริงๆ แต่ไอ้ชื่อเสียงและการได้รับความสนใจที่ตามมานี่สิ…ผมไม่ได้มีพลังวิเศษอะไร ผมไม่ได้ทำอะไรเป็นพิเศษที่คู่ควรกับสถานะแบบนั้นเลย มันเกิดขึ้นทุกสองสามปี และมันก็เคยเกิดขึ้นกับคนเป็นร้อยๆ คนก่อนหน้าผมมาแล้วด้วย”




Heath said “ที่ผมแสดงก็เพราะผมสนุก วันไหนที่ผมหมดสนุก ผมก็จะเลิก ผมรู้สึกว่าการแสดงหนังวัยรุ่นคงไม่สนุกอีกแล้ว…ผมไม่ได้อยากจะเล่นหนังวัยรุ่นไปตลอดชีวิตหรอกครับ…และผมก็ไม่อยากจะใช้เวลาช่วงวัยหนุ่มทั้งหมดของผมไปกับการแสดงหนังวัยรุ่น เพราะมันยังมีอะไรอีกมากที่ผมอยากจะค้นหา”


แม้ว่าเขามักจะชอบพูดถึงตัวเองอย่างถ่อมเนื้อถ่อมตัว ความจริงก็คือ Heath มีคุณสมบัติที่ยิ่งกว่าพิเศษสุด ด้วยความเป็นมิตรและความมีเสน่ห์ในหน้าจอ หนุ่มล่ำชาวออสซีคนนี้ทำให้ผู้ชมแทบทุกคนที่ได้เห็นเขาหลงใหลในเสน่ห์ของเขาอย่างถอนตัวไม่ขึ้น


Heathcliff Andrew Ledger ผู้ได้รับการตั้งชื่อตาม Heathcliff ตัวเอกอารมณ์ขุ่นมัวจากนิยายเรื่อง Wuthering Heights เกิดในเพิร์ธ ประเทศออสเตรเลีย เมื่อวันที่ 4 เมษายนื ปี 1979 จากคุณพ่อ Kim ที่เป็นวิศวกรเหมืองและ Sally พ่อแม่ของเขาหย่าร้างกันเมื่อเขาอายุ 10 ปี แต่เขาก็ดูจะไม่ได้รับความกระทบกระเทือนใดๆ จากการหย่าร้างนั้นเลย “สิ่งที่ผมคิดได้หลังจากการหย่าร้างของพ่อแม่ผม” เขาเล่า “ก็คือพวกท่านก็เป็นมนุษย์ปุถุชนเหมือนกัน”


จุดเริ่มต้นสนใจการแสดงของ Heath นั้นไม่ได้เกิดขึ้นจากแรงบันดาลใจยิ่งใหญ่เหมือนนักแสดงหลายๆ คน มันออกจะเป็นเรื่องราวที่น่าขันด้วยซ้ำ คือตอน Heath เรียนชั้นมัธยมปลาย เขาจำเป็นจะต้องเลือกเรียนวิชาเลือกหนึ่งในสองวิชา ระหว่างคหกรรมกับการละคร และด้วยความที่ว่าตัว Heath เองคิดภาพตัวเองในชั้นเรียนคหกรรมไม่ออก เขาก็เลยลงเรียนการแสดงแทน นอกจากนั้นแล้ว Kate พี่สาวเขาซึ่งได้ชื่อจากนิยายของพี่น้อง Bronte เช่นกัน ก็ยังสนับสนุนให้เขาไปฝึกฝนการแสดงกับ The Globe Shakespeare ในเพิร์ธ ที่ซึ่งเขาได้ร่วมแสดงละครเวทีเรื่อง Peter Pan อีกด้วย






อย่างไรก็ดี ความสามารถของเขาไม่ได้จำกัดอยู่แค่การแสดงเท่านั้น เขายังเป็นนักกีฬาและนักเต้นพรสวรรค์อีกด้วย ครั้งหนึ่งเขาเคยเกลี้ยกล่อมให้เพื่อนร่วมโรงเรียนสมัครเข้าแข่งขันการประกวดเต้นระดับชาติ และเขาก็นำทีมสู่ชัยชนะในฐานะกลุ่มแดนเซอร์ชายล้วนกลุ่มแรกที่ชนะการแข่งขัน


แม้ว่าพรสวรรค์อันโดดเด่นของ Heath จะเริ่มเจิดจรัสตั้งแต่ตอนนั้น เพื่อนร่วมชั้นส่วนใหญ่กลับไม่สนใจพรสวรรค์ของเขาเลย และเมื่อเขาอายุ 17 เขาก็ตัดสินใจว่าเขาจะเอาดีทางด้านการแสดงให้ได้ เขากับเพื่อนสมัยเด็กคนหนึ่งที่ชื่อ Trevor Di Carlo ก็เลยชวนกันเดินทางดั้นด้นไปซิดนีย์เพื่อแสวงโชคและชื่อเสียง เพราะ Heath เชื่อว่า ซิดนีย์เป็นสถานที่ที่ความฝันจะกลายเป็นจริงได้ หรืออย่างน้อยก็เป็นสถานที่ที่นักแสดงจะโด่งดังขึ้นมาได้ และเมื่อ Heath มาถึงซิดนีย์โดยมีเพียงเงิน 69 เซ็นต์และชื่อของตัวเองติดตัวมา เขาก็พยายามทุกวิถีทางที่จะสร้างชื่อในฐานะนักแสดงคนหนึ่ง






ผลงานการแสดงเรื่องแรกของเขาคือหนังทุนต่ำเรื่อง Blackrock ซึ่งเป็นหนังเกี่ยวกับความทุกข์ใจของวัยรุ่นคนหนึ่งที่ได้รู้ว่า เพื่อนสนิทเขาข่มขืนเด็กหญิงคนหนึ่ง แต่นั่นก็ไม่ใช่บทใหญ่อะไรนัก จริงๆ แล้ว คุณอาจไม่ทันสังเกตเห็นเขาก่อนเขาโดนชกคว่ำไปด้วยซ้ำ หลังจากนั้น Heath ก็เข้ารับการออดิชันสำหรับรายการทีวีชื่อ Sweat ซึ่งเกี่ยวกับกลุ่มนักกีฬาที่ใฝ่ฝันจะไปแข่งโอลิมปิค เขาได้รับการเสนอบทสองบท บทแรกคือนักว่ายน้ำและอีกบทคือนักขี่จักรยานเกย์ Heath ตัดสินใจเลือกบทหลังเพราะเขารู้สึกว่า หากเขาต้องการที่จะเป็นนักแสดงที่โดดเด่นจริงๆ แล้วล่ะก็ เขาจะต้องรับบทที่โดดเด่นกว่าบทอื่นๆ แม้ว่าบทบาทดังกล่าวจะทำให้เขาได้รับความสนใจในระดับหนึ่งก็จริง แต่รายการนั้นกลับถูกยกเลิกอย่างรวดเร็ว





แม้ว่า Heath จะออกมายอมรับว่า เขาคิดว่าตัวเองเล่น “ไม่ได้เรื่อง” เลยใน Sweat แต่โชคดีที่ผู้กำกับฝ่ายคัดเลือกนักแสดงไม่คิดเช่นนั้น ข้อเสนอต่างๆ เข้ามาหาเขามากมาย รวมถึงละครน้ำเน่าชื่อดังของออสเตรเลีย Home and Away ซึ่งเขารับบทเป็นนักเซิร์ฟที่ตกหลุมรักสาวจากซัมเมอร์เบย์คนหนึ่ง ก่อนที่เขาจะมีบทเล็กๆ ใน Paws หนังที่สร้างขึ้นเพื่อขายนักกีตาร์พรสวรรค์ Nathan Cavaleri ที่ตอนนั้นฮ็อตสุดๆ ในออสเตรเลีย


หลังจากนั้น นักแสดงหนุ่มผมกระเซิงคนนี้ก็ตัดสินใจลองไปเสี่ยงโชคในอเมริกา ที่ซึ่งเขาได้รับบทในละครโทรทัศน์คัลท์เรื่อง Roar บทเจ้าชายเคลท์ผู้องอาจทำให้เขาได้ฐานแฟนหนังสาวๆ มากมาย และบทนำของเขาใน Two Hands ซึ่งเป็นหนังทริลเลอร์อาชญากรรมของผู้กำกับ Gregor Jordan ก็ส่งให้เขาได้รับบทนำใน 10 Things I Hate About You ที่ทำให้สาวน้อยสาวใหญ่สนใจในตัวหนุ่มร้ายคนนี้มากขึ้นไปอีก





แม้ว่า 10 Things I Hate About You จะทำให้ Heath เข้าใกล้สถานะความเป็นดาราดังมากขึ้น แต่มันก็เป็นเหมือนดาบสองคม เพราะหลังจากนั้น เขาก็ได้รับข้อเสนอหนังวัยรุ่นแบบเดิมๆ มากมาย แต่เขาก็ไม่อยากที่จะผูกตัวเองอยู่กับบทบาทและเรื่องราวแบบเดิมๆ “ในปีนั้น ผมได้แต่ยืนกรานกระต่ายขาเดียวปฏิเสธที่จะเล่นหนังวัยรุ่นหรือรับบทแบบเดียวกับใน 10 Things ช่วงนั้น ผมยังชีพได้ด้วยบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปกับน้ำเปล่าโดยแท้ เพราะผมยังยึดมั่นตามความตั้งใจเดิมของตัวเอง แต่มันก็ยากมากนะครับเพราะพวกเขาเสนอเงินให้ผมสูงทีเดียว”



หลังจากต้องทนกับข้อเสนอเย้ายวนมากมาย ในที่สุด เขาก็ได้รับบทจริงจังในภาพยนตร์สงครามที่นำแสดงโดย Mel Gibson เรื่อง The Patriot สายสัมพันธ์ลึกซึ้งระหว่างพ่อลูกที่เราได้เห็นในหนังเกือบจะไม่เกิดขึ้นเพราะดาราหนุ่มได้ตัดสินใจเดินออกจากการออดิชันไปหลังจากพูดบทผิด โชคดีที่ผู้กำกับฝ่ายคัดเลือกนักแสดงถูกใจเขาและเรียกเขากลับมาออดิชันรอบสอง และเขาก็ได้รับความสนใจมากพอควรจากผลงานเรื่องนี้



สิ่งที่ตามมาก็คือข้อเสนอบทบาทที่หลากหลาย และ Heath ก็รับเล่นบทสมทบแทบทุกบทเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกจัดประเภท และหนึ่งในบทบาทที่โดดเด่นที่สุดของเขาในสหัสวรรษใหม่นี้ก็คือ A Knight’s Tale ที่เขารับบทเป็นผู้รับใช้อัศวินผู้ต้อยต่ำที่ได้กลายเป็นอัศวินจำเป็น ด้วยการผสมผสานศัพท์แสลงยุคปัจจุบันและดนตรีร็อคเข้ากับเรื่องราวคลาสสิกของการดวลระหว่างอัศวิน A Knight’s Tale ได้ส่งให้ Heath กลายเป็นดาราหนุ่มที่ได้รับความนิยมสูงสุดคนหนึ่ง นอกจากนั้น เขายังได้รับเสียงชื่นชมจากบทพนักงานในคุกผู้หดหู่ในภาพยนตร์รางวัลออสการ์อย่าง Monster’s Ball อีกด้วย


ส่วน The Four Feathers แม้ว่าจะไม่ประสบความสำเร็จทั้งในเชิงคำวิจารณ์และรายได้ในบ็อกซ์ออฟฟิศ แต่ Heath ก็พิสูจน์ตัวเองแล้วว่า เป็นนักแสดงที่มีความสามารถรอบด้านในบทนายทหารขี้ขลาดที่ลาออกจากกองทัพอังกฤษไม่นานก่อนที่จะถูกส่งไปซูดาน คล้ายคลึงกัน และแม้ว่า The Order ผลงานเรื่องถัดมาของเขา จะถูกนักวิจารณ์สับเละ Heath ก็ยังได้รับเสียงชมเชยจากการแสดงที่จริงจังในบทนักบวชผู้ค้นหาความจริงอยู่นั่นเอง


หลังจากที่เขาหายหน้าหายตาไปถึงสองปี ในปี 2005 นี้เราคงจะได้เห็นหน้าตาคมเข้มของนักแสดงหนุ่มคนนี้จนเบื่อเพราะเขามีผลงานลงโรงถึงสี่เรื่อง ซึ่งก็คือ Lords of Dogtown ที่เกี่ยวกับเทรนด์การเล่นสเก็ตบอร์ด, Brokeback Mountain ที่เกี่ยวกับความรักระหว่างสองคาวบอยหนุ่ม, Casanova ที่เกี่ยวกับหนุ่มมากรักที่อยากจะค้นพบความหมายของคำว่ารักแท้และ The Brothers Grimm เรื่องราวตำนานของสองพี่น้องตระกูล Grimm นักเล่านิทานลือชื่อ


เล็กๆ น้อยๆ เกี่ยวกับ Heath

Heath ชอบดูหนังขาวดำและหนังมิวสิคัล และเขาก็ชื่นชอบการเดินท่ามกลางสายฝนด้วย เลยไม่น่าแปลกใจเลยที่นักแสดงคนโปรดของเขาคือ Gene Kelly

Heath เคยโม้ในการออดิชันว่าเขาขี่ม้าได้ และเมื่อเขาได้รับบทจริงๆ เขาก็เลยต้องรีบเรียนขี่ม้าเป็นการด่วน

ชื่อของเขาและพี่สาวได้มาจากพระเอกและนางเอกในนิยายเรื่อง Wuthering Heights (Heathcliff กับ Katherine)





Heath และ Michelle ในงานประกาศผลรางวัลออสการ์ 2007 ที่ไม่ว่าใครก็อดไม่ได้ที่จะอิจฉาเธอในคืนนั้น เพราะนอกจากจะเป็นนางพญาพรมแดงของค่ำคืนอสการ์ด้วยชุดสีเหลืองนกคานารีและริมฝีปากสีแดงแอ้ปเปิลอันโดดเด่นแล้ว เครื่องประดับข้างกายคือหนุ่มหล่อ Heath ที่สายตาบ่งบอกอยู่ทุกวินาทีว่า จะมองแต่เธอเพียงคนเดียว





ความเป็นน้ำหนึ่งในเดียวกันของสองสามีภรรยา Heath และ Michelle พร้อมใจกันชูนิ้วกลางใส่นักข่าว พร้อมป้ายเขียนว่า 'ไสหัวไปให้พ้น' ตอนนั้นทั้งสองเป็นคู่รักที่ดังมากและถูกปาปาราซชีตามไม่ลดละ เรียกว่ายิ่งอยากอยู่กันตามลำพังแค่ไหน นักข่าวยิ่งไล่ล่า ตอนนี้ Michelle เพิ่งคลอด Matilda และ Heath กำลังเห่อบทบาทความเป็นคุณพ่อมาก




แต่แล้วรักกลางกองถ่ายก็จบลงอย่างรวดเร็วพอๆ กับตอนที่มันเกิด แม้ลูกน้อยน่ารักก็ไม่อาจรั้งคุณพ่อคุณแม่ให้อยู่ด้วยกันได้ ตอนนี้ภาพคุ้นตาจึงกลายเป็นป๊ะป๋า Heath กับลูกสาวที่นักข่าวเรียกว่าเป็น His mini me เพราะหน้าเหมือนพ่อมาก กระเตงกันไปไหนต่อไหนในวันหยุดแทนที่จะได้เห็นกัน 3 คนพ่อแม่ลูกเหมือนแต่ก่อน




 

Create Date : 04 ธันวาคม 2550    
Last Update : 5 ธันวาคม 2550 11:11:12 น.
Counter : 582 Pageviews.  

Cillian Murphy



ชื่อจริง: Cillian Murphy
ชื่อเล่น: Cilly
วันเกิด: 25 พฤษภาคม 1976
สถานที่เกิด: ดักกลาส, คอร์ก ประเทศไอร์แลนด์
ส่วนสูง: 5 ฟุต 9 นิ้ว
ครอบครัว: พ่อ: ผู้ตรวจสอบโรงเรียน แม่: ครูสอนฝรั่งเศส น้องสาว: Sile และ Orla น้องชาย: Paidi
การศึกษา: มหาวิทยาลัยพรีเซ็นเทชัน บราเธอร์ส
ความสัมพันธ์: ภรรยา: Yvone Murphy แต่งงานกันเมื่อปี 2004




Cillian said “คุณเป็นนักแสดงที่เป็นคนไอริช ไม่ใช่นักแสดงชาวไอริชครับ และคุณก็ไม่ควรจะถูกจำกัดเพียงเพราะด้วยเชื้อสายของคุณด้วย”






Cillian Murphy เกิดในดักกลาส, คอร์ก ประเทศไอร์แลนด์ เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม ปี 1976 จากพ่อผู้เป็นผู้ตรวจสอบโรงเรียนและแม่ผู้เป็นครูสอนภาษาฝรั่งเศส Cillian ผู้เป็นนักรักบี้ตัวยง เข้าศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยพรีเซ็นเทชัน บราเธอร์สในเมืองคอร์กด้วยความตั้งใจที่จะประกอบอาชีพเกี่ยวกับกฎหมาย แต่เนื่องด้วยพรสวรรค์ด้านการแสดงออกที่ติดตัวมาแต่กำเนิด Cillian ก็เลยทดลองการแสดงดู และหลังจากที่เขาได้ลองแสดงละครเรื่อง Observe The Sons of Ulster Marching Towards The Somme โปรดักชันของสมาคมการละครยูซีซี เขาก็ติดใจการแสดงจนถึงขั้นสมัครเข้าเวิร์คช็อปการแสดงกับ Pat Tierman แห่งโรงละครคองคอร์เดีย เขาได้เริ่มสร้างชื่อให้ตัวเองในแวดวงละครเวทีเมื่อเขาได้รับเลือกให้แสดงในละครเวทีออริจินอลของ Enda Walsh เรื่อง Disco Pigs ซึ่งการแสดงของเขาได้รับเสียงชื่นชมอย่างท่วม หลังจากนั้นเองที่ Cillian เริ่มขาดเรียนเพื่อร่วมเดินทางกับคณะละครไปแสดงตามเมืองใหญ่ๆ อย่างลอนดอนและเอดินเบระ





แม้ว่าในตอนเริ่มแรก การแสดงสำหรับเขาเป็นเพียงงานอดิเรกและกิจกรรมฆ่าเวลาในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ แต่ในไม่ช้า มันก็เริ่มมีความสำคัญต่อชีวิตเขามากขึ้นเรื่อยๆ และความใฝ่ฝันที่จะประกอบอาชีพเกี่ยวกับกฎหมายก็เริ่มเลือนหายไป แม้ว่าเขาพยายามจะเรียนต่อทางด้านกฎหมาย แต่เขาก็ค้นพบอย่างรวดเร็วว่า หัวใจเขาไม่ได้อยู่กับมันอีกต่อไปแล้ว




Murphy ได้แสดงภาพยนตร์เรื่องแรกในปี 1997 คือเรื่อง Quando และจากนั้น เขาก็ได้เล่นเรื่อง The Tale of Sweety Barrett ตามมาด้วยคอเมดีเกี่ยวกับช่วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อของวัยรุ่นใน Sunburn แม้ว่าบทบาทต่างๆ ที่ถูกหยิบยื่นให้เขาอย่างไม่ขาดสายจะเป็นเครื่องพิสูจน์ได้อย่างดีว่า ความสามารถในการแสดงละครของเขาก็ถ่ายทอดออกมาในภาพยนตร์ได้ไม่แพ้กัน Cillian ก็ยังคงเชื่อว่า ความรู้สึกตื่นเต้นของการได้ยืนอยู่บนเวทีนั้นเป็นสิ่งที่การแสดงภาพยนตร์เทียบไม่ได้เลยแม้แต่น้อย


ในปี 2000 ปัญหาเกี่ยวกับอัตราการฆ่าตัวตายและสุขภาพจิตเสื่อมโทรมในหมู่วัยรุ่นชายผลักดันให้ Cillian รับเล่นภาพยนตร์ดรามาเรื่อง On the Edge ในบทผู้ป่วยโรคจิตที่คิดฆ่าตัวตาย โดยการแสดงของเขาในเรื่องนี้ได้รับเสียงชื่นชมอย่างท่วมท้น Cillian ได้รับความสนใจมากยิ่งขึ้นไปอีกเมื่อเขากลับมารับบท Pig อีกครั้งในภาพยนตร์ที่สร้างขึ้นจากละครเวทีเรื่อง Disco Pigs ซึ่งส่งให้เขาได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลจากสถาบันภาพยนตร์และโทรทัศน์ไอริชในสาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยมจากภาพยนตร์




แม้ว่าฝีมือการแสดงของ Cillian จะเป็นที่เลื่องลือในเกาะอังกฤษ แต่ผู้ชมอเมริกาน้อยคนนักที่จะรู้จักหน้าตาของดาราดาวรุ่งหนุ่มคนนี้ อย่างไรก็ดี หลังจาก 28 Days Later ลงโรง ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป Cillian กลายเป็นที่สนใจของผู้ชมทั่วโลกในบท Jim ชายหนุ่มที่หนีการไล่ล่าของซอมบีในทริลเลอร์ฝีมือ Danny Boyle





ในปี 2003 นักแสดงหนุ่มก็ยังคงยุ่งอยู่กับการแสดงภาพยนตร์ด้วยการแสดงฝีมือในภาพยนตร์เรื่อง Zonad ของ John Carney, Intermission ของ John Crowley, Girl with a Pearl Earring ของ Peter Webber ที่ร่วมแสดงโดย Scarlett Johansson และ Cold Mountain ของผู้กำกับ Anthony Minghella ที่นำแสดงโดย Jude Law และ Nicole Kidman



แม้ว่าตอนแรกเขาจะออดิชันสำหรับบท Batman ที่ภายหลังตกเป็นของ Christian Bale ผู้กำกับ Christopher Nolan ก็เลือกให้เขารับบท Jonathan Crane/Scarecrow ตัวร้ายของเรื่องซึ่งเป็นศัตรูคู่อาฆาตของ Batman และล่าสุด เขาก็จะได้แสดงประกบสาวสวย Rachel McAdams ในภาพยนตร์ทริลเลอร์เรื่อง Red Eye ของผู้กำกับ Wes Craven ในบทคนร้ายหนุ่มที่บีบบังคับนางเอกของเราให้ร่วมมือกับเขาในการลอบสังหารบุคคลสำคัญของรัฐบาล เชื่อแน่ว่าบทบาทที่ดูโรคจิตหน่อยๆ ของเขาในเรื่องนี้คงทำให้ฐานแฟนหนังของเขาเพิ่มขึ้นอีกอย่างแน่นอน




เล็กๆ น้อยๆ--

ชื่อของเขาอ่านว่า คิล-เลียน

แม้ว่าเขาจะเป็นมังสวิรัติ แต่เขาก็เรียนการสับเนื้อเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับบทคนขายเนื้อของเขาในเรื่อง Girl with a Pearl Earring

เขาเข้ารับการออดิชันสำหรับบท Batman ใน Batman Begins ซึ่งตกเป็นของ Christian Bale ในที่สุด แต่ถึงอย่างไร ผู้กำกับ Christopher Nolan ก็ชื่นชอบการแสดงของเขามากจนเขามอบบท Jonathan Crane/Scarecrow ศัตรูคู่อาฆาตของ Batman ให้เขา



หลายคนอาจจะคิดว่า Cillian หน้าตาออกจะโรคจิต เจ้าของ blog ชอบเข้าไปได้ไง แต่เรากลับคิดว่าเขาเป็นผู้ชายที่มีโครงหน้าสวย เหมาะกับการถ่ายรูปหรือถ่ายโฆษณาอะไรสักอย่างเป็นที่สุด โดยเฉพาะดวงตากับ jaw line ที่โดดเด่นมาก ดูมีเสน่ห์แบบหนุ่มไอริชดีค่ะ




 

Create Date : 29 พฤศจิกายน 2550    
Last Update : 29 พฤศจิกายน 2550 18:14:10 น.
Counter : 904 Pageviews.  

Mark Ruffalo



ชื่อจริง: Mark Alan Ruffalo
วันเกิด: 22 พฤศจิกายน ปี 1967
สถานที่เกิด: เคโนชา, วิสเคาน์ซิน อเมริกา
ส่วนสูง: 5 ฟุต 9 นิ้ว
ครอบครัว: พ่อ: Frank Ruffalo ช่างทาสี แม่: Marie Ruffalo ช่างทำผม พี่น้อง: Tania, Nicole และ Scott
การศึกษา: สถาบันเวอร์จิเนีย สเตลลา แอดเลอร์ คอนเซอร์เวโทรีในแอลเอ
ความสัมพันธ์: เขาแต่งงานกับ Sunrise Coigney ในปี 2000 ปัจจุบัน ทั้งคู่มีลูกชายหนึ่งคนชื่อ Keen (เกิดปี 2001) และลูกสาวหนึ่งคนชื่อ Bella (เกิดปี 2005)




Ralph said: “แน่นอนครับว่ามันเป็นเรื่องง่ายที่จะหลงเสน่ห์เงินทอง แต่ถ้าคุณจะตัดสินใจทุกเรื่องโดยพิจารณาจากเรื่องเงินล่ะก็ อาชีพของคุณคงดิ่งลงเหวแน่ๆ”





นักแสดงละครเวทีผู้โด่งดัง Mark Ruffalo ต้องผ่านความยากลำบากและความล้มเหลวด้านภาพยนตร์จอเงินมาหลายต่อหลายครั้งกว่าที่เขาจะได้กลายเป็นนักแสดงผู้ทรงคุณค่าในโลกของภาพยนตร์อินดี


Mark Alan Ruffalo เกิดเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน ปี 1967 ในวิสเคาน์ซิน แต่หลังจากนั้นไม่นาน เขาและครอบครัวก็ย้ายไปอยู่เวอร์จิเนียร์ บีชจวบจนเขาเข้าสู่ช่วงวัยรุ่น และพอเขาอายุ 18 ครอบครัวเขาก็ย้ายไปอยู่ซานดิเอโกก่อนที่จะอพยพไปทางเหนือเรื่อยๆ จนมาตั้งถิ่นฐานกันในลอสแองเจลิส ที่ซึ่งเขาได้เข้าเรียนการแสดงที่สถาบันสเตลลา แอดเลอร์ คอนเซอร์เวโทรี ท้ายที่สุด เขาก็ได้ร่วมก่อตั้งบริษัทออร์เฟอุส เธียเตอร์ คัมปะนี ที่ซึ่งเขาทำงานทุกอย่างตั้งแต่แสดง เขียนบท กำกับ อำนวยการสร้าง และสร้างฉาก โดยหนุ่มหล่อหน้าเข้มที่มีดวงตาคมกริบคนนี้ได้เปิดตัวในโลกละครเวทีในปี 1990 ด้วยบทในละครเรื่อง Avenue A ของ David Steen สามปีให้หลัง งานของเขาในละครเรื่อง Betrayal by Everyone ของ Kenneth Lonergan เทศกาลละครองก์เดียวในลอสแองเจลิสก็ทำให้เขาได้รับเสียงชื่นชมอย่างล้นหลาม


Mark ได้กลับมาร่วมงานกับ Lonergan อีกครั้งหนึ่งในปี 1996 ด้วยการรับบท Warren Straub ในละครเรื่อง This Is Our Youth โปรดักชันของนิวกรุ๊ป ที่บอกเล่าเรื่องราวของเด็กๆ ด้อยโอกาสที่ต้องทนทุกข์กับการเติบใหญ่ เขาได้รับการยกย่องและได้รับรางวัลเธียเตอร์ เวิลด์ อวอร์ดปี 1997 จากการแสดงของเขา และเขายังได้กลับมารับบทเดิมนี้อีกในละครออฟบรอดเวย์ปี 1998 ที่ร่วมแสดงโดย Mark Rosenthal และ Missy Yager


แม้ว่าชื่อเสียงของเขาในแวดวงละครเวทีจะเริ่มขจรขจายไปไกล แต่ Mark กลับไม่ประสบความสำเร็จนักในการแสดงละครโทรทัศน์ของเขา ซึ่งรวมถึงหลายๆ เอพิโซดในซีรีส์อายุสั้นปี 1992 เรื่อง Arresting Behavior ทางเอบีซี และ Middle Ages ทางซีบีเอส ในปี 1994 เขาได้เป็นดารารับเชิญในเอพิโซดที่น่าจดจำของซีรีส์ทางซีบีเอสเรื่อง Due South โดยเขาได้รับบทคุณพ่อยังหนุ่มที่พบกับวิกฤตศรัทธา และเขายังได้แสดงในภาพยนตร์ที่ส่งตรงเป็นวิดีโอเรื่อง The Dentist อีกด้วย ในปี 1997 เขาได้แสดงประกบ Mary Stuart Masterson ในภาพยนตร์ที่แพร่ภาพทางเครือข่ายไลฟ์ไทม์เรื่อง On the 2nd Day of Christmas และได้รับบท Theo ในภาพยนตร์อัตชีวประวัติของทีเอ็นทีเรื่อง Houdini ในปีถัดไป





ส่วนในแวดวงภาพนตร์จอเงินนั้น ก่อนที่เขาจะมีชื่อเสียงในฐานะพระเอกหนุ่มอย่างทุกวันนี้ได้ Mark ก็ต้องพบกับการเริ่มต้นที่คว่ำไม่เป็นท่าหลายครั้ง ซึ่งก็รวมถึงภาพยนตร์สยองขวัญซีเควลเรื่อง Mirror, Mirror 2: The Raven (1994) และ Mirror, Mirror III (1996) ด้วย ผลงานของเขาในภาพยนตร์ที่น่าลืมเลือนเหล่านี้และการแสดงในภาพยนตร์ที่เข้าฉายแบบจำกัดโรงเรื่อง A Gift from Heaven และ There Goes My Baby ไม่ได้ทำให้นักแสดงหนุ่มได้รับความสนใจอย่างที่ควรจะเป็นเลย ในปี 1995 The Destiny of Marty Fine เปิดตัวในตลาดภาพยนตร์อินดี ภาพยนตร์เรื่องนี้ที่ร่วมเขียน อำนวยการสร้างและแสดงโดย Mark ได้เข้าประกวดในงานเทศกาลภาพยนตร์สแลมแดนซ์ปี 1996 จากนั้น เขาก็ได้แสดงในภาพยนตร์ของ Dan Zukovic เรื่อง The Last Big Thing ก่อนที่เขาจะได้แสดงในภาพยนตร์อินดีคอเมดียอดนิยมเรื่อง Safe Men ที่ทำให้ผู้ชมได้ทำความรู้จักกับเขาในวงที่กว้างขึ้น


แม้ว่าในตอนนี้ ใบหน้าของ Mark Ruffalo จะเริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้นแล้ว แต่ผลงานที่ทำให้เขา “เกิด” จริงๆ นั้นคือ You Can Count on Me หลังจากที่เขาประสบความสำเร็จจากละครเวทีเรื่อง This Is Our Youth ของ Lonergan ผู้กำกับก็ตัดสินใจเลือกเขามารับบทนำในภาพยนตร์เรื่อง You Can Count on Me ของเขาที่เกี่ยวกับชีวิตแม่ม่ายยังสาวคนหนึ่งที่เปลี่ยนแปลงไปเมื่อญาติเพียงคนเดียวที่ห่างหายไปกลับมาในชีวิตเธออีกครั้งหนึ่ง ได้รับความสนใจจากนักวิจารณ์อย่างท่วมท้นและการแสดงของ Mark ก็โดดเด่นมากจนนักวิจารณ์บางคนถึงขั้นเปรียบเทียบเขากับ Marlon Brando ยุคแรกๆ ด้วยซ้ำ แต่แม้ว่าเขาจะเริ่มโด่งดังขึ้นมากแล้ว แต่เขาก็ยังไม่ละทิ้งบริษัทละครเล็กๆ ของเขาในแอลเอ โดยเขาแบ่งเวลาระหว่างการกำกับละครและการแสดงในภาพยนตร์ฟอร์มใหญ่ที่เริ่มมาทางเขามากขึ้นเรื่อยๆ


ความสำเร็จของ You Can Count On Me ทำให้เขาได้รับบทที่ท้าทายน้อยกว่าในภาพยนตร์ฟอร์มใหญ่กว่าหลายเรื่อง โดยเขาได้แสดงประกบ Robert Redford และ James Gandolfini ในภาพยนตร์เรื่อง The Last Castle ของผู้กำกับ Rod Lurie และรับบทพลทหาร Nicolas Pappas ในภาพยนตร์สงครามของ John Woo เรื่อง Windtalker


ในปีถัดไป เขาได้นำแสดงในภาพยนตร์เรื่อง XX/XY เกี่ยวกับสองชายหนึ่งหญิงในความสัมพันธ์ทางเพศ ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงในเทศกาลภาพยนตร์ซันแดนซ์ นอกจาก Mark จะได้รับคำวิจารณ์ยกย่องอย่างสูงว่าเป็นแรงผลักดันที่ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้ประสบความสำเร็จ ในปีเดียวกันนั้นเอง เขายังได้รับคำชื่นชมอย่างมากจากผลงานอีกสองเรื่อง ซึ่งได้แก่ My Life Without Me ที่เขารับบทผู้ชายที่ถูกล่อลวงให้มีสัมพันธ์สวาทกับผู้หญิงที่แต่งงานแล้ว หลังจากที่ชีวิตเธอพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือเมื่อเธอได้รับคำวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็ง และ In the Cut ที่เขารับบทเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจที่มีความสัมพันธ์กับเหยื่ออาชญากรรม (Meg Ryan)


ในปี 2004 เขาได้แสดงความสามารถอันโดดเด่นในการรักษาสมดุลย์ระหว่างภาพยนตร์ตลกร้ายและดรามาใน Eternal Sunshine of the Spotless Mind ในบทช่างเทคนิคที่ถูกว่าจ้างให้ลบความทรงจำเลวร้ายเกี่ยวกับความรักอันขมขื่นในใจชายผู้หัวใจสลาย (Jim Carrey) ก่อนที่เขาจะกลับไปรับบทบาทเบาๆ ด้วยการรับบทเป็นชายในดวงใจของ Jennifer Garner ที่รับบทเด็กหญิงวัย 13 ที่เติบโตเป็นหญิงสาววัย 30 ในเวลาชั่วข้ามคืนใน 13 Going on 30


ในซัมเมอร์ปีเดียวกันนั้นเอง Mark ได้มีผลงานภาพยนตร์สองเรื่องลงโรงพร้อมกัน เรื่องหนึ่งคือภาพยนตร์ของผู้กำกับ Michael Mann เรื่อง Collateral ที่เขารับบทเจ้าหน้าที่ตำรวจนอกเครื่องแบบที่ต้องการจะช่วยชีวิตคนขับแท็กซี (Jamie Foxx) จากมือปืนโฉด (Tom Cruise) ให้ได้ และอีกเรื่องหนึ่งคือภาพยนตร์ดรามาอินดีเรื่องเยี่ยม We Don't Live Here Anymore โดย Mark รับบทเป็นสามีที่นอกใจภรรยากับภรรยาคนอื่น ล่าสุดนี้ เขาได้แสดงถึงแง่มุมที่มีเสน่ห์ชวนหลงใหลของเขาในฐานะพระเอกหนังโรแมนติกในภาพยนตร์เมนสตรีมเรื่อง Just Like Heaven ที่เขาได้แสดงประกบนางเอกสาวผมบลอนด์ Reese Witherspoon โดยในเรื่องนี้ เขาจะรับบทเป็นพ่อม่ายยังหนุ่มที่พบว่า อพาร์ทเมนต์หลังใหม่ของเขาถูกสิงสู่ด้วยวิญญาณของเจ้าของคนก่อนที่เป็นหมอบ้างาน ก่อนที่เขาจะตกหลุมรักวิญญาณสาวเข้าอย่างจังในที่สุด




เล็กๆ น้อยๆ เกี่ยวกับ Ralph

เขาทำอาชีพบาร์เทนเดอร์เป็นอาชีพเสริมเกือบสิบปีขณะที่พยายามจะ “เกิด” ในวงการบันเทิง

เขาเคยบอกว่า เขาต้องผ่านการออดิชันกว่า 800 ครั้งถึงจะกลายเป็นดาราที่โด่งดังอย่างทุกวันนี้ได้

เขาถูกวางตัวให้แสดงในเรื่อง Signs แต่ก็ต้องถอนตัวเมื่อเขาพบว่าตัวเองมีเนื้องอกในสมอง และบทของเขาก็ตกเป็นของ Joaquin Phoenix ในที่สุด



ความจริง Mark Ruffalo ไม่ใช่ผู้ชายหล่อในสายตาหลายๆ คน แต่เวลาดูหนังที่เค้าแสดงแล้ว มีความรู้สึกว่าผู้ชายคนนี้น่ามองจัง (แต่อย่ามองนานนะ จะรู้ว่าไม่หล่อจริงๆ ด้วย) อีกอย่างที่ชอบ เพราะหนุ่มคนนี้ช่างประชดประชันฮอลลีวูดดี อย่างตอนที่รับเป็นพระเอกหนังเรื่อง Just Like Heaven กับ Reese Witherspoon นั้น เพราะว่ามีคนบอกว่า หน้าอย่าง Mark เป็นพระเอกหนังโรแมนติกคอเมดีไม่ได้หรอก พี่แกเลยเล่นประชดให้ซะเลย ฮ่า ฮ่า




 

Create Date : 29 พฤศจิกายน 2550    
Last Update : 30 พฤศจิกายน 2550 9:24:29 น.
Counter : 1272 Pageviews.  

Ashton Kutcher





ชื่อจริง: Christopher Ashton Kutcher
ชื่อเล่น: Ash, Kutch
วันเกิด: 7 กุมภาพันธ์ ปี 1978
สถานที่เกิด: ซีดาร์ แรพิดส์, ไอโอวา
ส่วนสูง: 6 ฟุต 3 นิ้ว
ครอบครัว: พ่อ: Larry Kutcher (พนักงานโรงงานเจเนอรัล มิลส์) แม่: Diane Portwood (สาวโรงงาน) พี่สาว: Tausha Kutcher (เกิดปี 1975) น้องชายฝาแฝด: Michael Kutcher พ่อเลี้ยง: Mark Portwood
การศึกษา: มหาวิทยาลัยไอโอวา (เอกวิศวกรรมชีวะเคมี)
ความสัมพันธ์: เขาแต่งงานกับ Demi Moore นักแสดงหญิงรุ่นพี่ที่อายุมากกว่าเขาถึง 16ปี เมื่อวันที่ 24 กันยายน ปี 2005 หลังจากที่เดทกันมาตั้งแต่ปี 2003





Ashton said: “ผมไม่เชื่อในคำพูดน้ำเน่าที่บอกว่า สิ่งดีๆ มักมาหาคนที่เฝ้ารอหรอกครับ เพราะผมคิดว่า สิ่งดีๆ จะมาหาคนที่ต้องการบางสิ่งบางอย่างมากเสียจนพวกเขาอยู่นิ่งๆ ไม่ได้มากกว่า”




Ashton เกิดเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ ปี 1978 ในซีดาร์ แรพิดส์, ไอโอวา ก่อนหน้า Michael น้องชายฝาแฝดของเขาห้านาที ในครอบครัวของ Larry และ Diane Kutcher ซึ่งเป็นคนงานในโรงงาน พอเขาอายุได้ 13 ปี พ่อแม่ของเขาก็หย่าร้างกัน และในช่วงเวลาเดียวกันนี้เอง Michael น้องชายฝาแฝดของเขาก็ต้องเข้ารับการผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจ ซึ่งแม้ว่ามันจะผ่านไปได้อย่างเรียบร้อย แต่มันก็ส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อชีวิตของ Ashton ด้วยการเป็นแรงบันดาลใจให้เขาเข้าเรียนวิศวกรรมชีวะเคมีที่มหาวิทยาลัยไอโอวา ด้วยความหวังที่อยากจะหาวิธีรักษาผู้ป่วยที่ป่วยเป็นโรคเดียวกับน้องชายเขา


เมื่อ Ashton อายุได้สิบห้าปี แม่ของเขาก็ย้ายครอบครัวไปอยู่ที่โฮมสเตด, ไอโอวา เมืองเกษตรกรรมเล็กๆ ที่มีประชากรประมาณ 100 คน เมื่อ Ashton เข้าเรียนไฮสคูลที่โรงเรียนเคลียร์ ครี้ก แอมานา เขาก็แสดงความสามารถอย่างโดดเด่นด้านกีฬา อย่างฟุตบอลและมวยปล้ำ แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็แสดงความสนใจในการแสดงด้วยเช่นกัน โดยเขาได้แสดงละครเวทีและละครมิวสิคัลหลายเรื่อง และในปีซีเนียร์ เขาก็ได้รับบทที่ใหญ่ที่สุด ซึ่งก็คือ Daddy Warbucks ในละครมิวสิคัลเรื่อง Annie หากแต่การกระทำโดยขาดความยั้งคิดของเขาที่เขาร่วมกับเพื่อนบุกรุกเข้าไปในโรงเรียนเพื่อพยายามขโมยเงินจากเครื่องขายของอัตโนมัติ ก็ทำให้เขาถูกตัดสิทธิการทำกิจกรรม ซึ่งรวมถึงการแสดงละครไปอย่างน่าเสียดาย





อย่างไรก็ดี ในตอนนั้นการแสดงเป็นเพียงงานอดิเรกของเขา เพราะเขาตั้งหน้าตั้งตาเรียนด้วยความหวังที่จะเข้าเรียนคณะวิศวกรรมชีวะเคมีของมหาวิทยาลัยไอโอวาเพียงเท่านั้น แต่หลังจากที่เขาเรียนมหาวิทยาลัยได้ซักพักหนึ่ง แมวมองก็ค้นพบตัวเขาในปี 1997 ขณะที่เขาอยู่ในร้านอาหารแห่งหนึ่ง แมวมองคนหนึ่งก็เข้าทาบทามเขาและแนะนำให้เขาลงประกวดในการประกวด Fresh Faces of Iowa ท้ายที่สุดแล้ว Ashton ก็ชนะการประกวดและเขาก็ได้รับรางวัลเป็นการได้เข้าร่วมการประกวดนายแบบ International Model and Talent Agency ที่นิวยอร์ก


แม้ว่าเขาจะไม่ได้รับรางวัลใดๆ ในการประกวดครั้งนั้น Ashton ก็ตัดสินใจอยู่ที่นิวยอร์กต่อไป และเขาก็ได้เซ็นสัญญากับเอเจนซี โมเดลลิงที่ชื่อ Next Agency ซึ่งตัดสินใจตัดชื่อ Christopher ออกจากชื่อเขา เพราะพวกเขามีนายแบบที่มีชื่อแรกว่า Christopher หลายคนแล้ว หลังจากนั้นเอง Ashton ก็ได้เดินทางไปทั่วโลกเพื่อถ่ายแบบและเดินแบบในแฟชัน โชว์ชั้นนำต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นที่ปารีส หรือมิลาน และเขาก็ได้ถ่ายแบบกับแบรนด์เนมชื่อดังอย่างเคลวิน ไคลน์, ทอมมี ฮิลฟิเกอร์และเวอร์ซาเช แต่แม้เขาจะประสบความสำเร็จในนิวยอร์กมากแค่ไหน สายตาของเขากลับจับจ้องไปยังอีกเมืองหนึ่ง นั่นคือแอลเอ


ในปี 1998 เขาได้เข้าออดิชันซีรีส์โทรทัศน์สองเรื่อง Wind on Water และ That '70s Show และปรากฏว่า เขาได้รับการหยิบยื่นบทนำจากทั้งสองซีรีส์ และในที่สุดเขาก็ตัดสินใจเลือก That ‘70s Show ซึ่งนับว่าเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องทีเดียว เพราะในขณะที่ That ‘70s Show ดำเนินยาวนานอยู่หลายซีซัน Wind on Water กลับถูกแคนเซิลจากแพร่ภาพได้ไม่นาน เขาเล่าประสบการณ์ครั้งนั้นว่า “ผมเข้าไปอ่านบท แล้วก็รู้ทีหลังว่า ผมได้เล่นซีรีส์เรื่องนั้น [Wind on Water] แต่ผมก็บอกพวกเขาว่า ผมต้องอ่านสคริปต์ก่อน พออ่านสคริปต์เสร็จ ผมก็คิดว่าผมไม่อยากจะเป็นนักเซิร์ฟคาวบาว ตอนนั้นเอง เอเจนท์ผมก็บอกผมเรื่องซีรีส์ That ‘70s Show ผมก็เลยเข้าไปอ่านบท แล้วบอกพวกเขาว่าผมต้องรู้ว่าจะได้บทหรือไม่ได้บทตอน 3:45 เพราะผมต้องให้คำตอบว่าจะเล่น Wind on Water รึเปล่าตอนสี่โมงเย็น ซึ่งโชคดีมากที่ผมได้แสดงในซีรีส์นี้เพราะ Wind on Water ถูกแคนเซิลหลังจากออกอากาศได้แค่สองเอพิโซดเท่านั้นเองครับ”


ในขณะที่เขากลายเป็นดาราดาวรุ่งที่น่าจับตามองในแวดวงโทรทัศน์ Ashton ก็เริ่มมีบทบาทเล็กๆ ในจอเงิน Reindeer Games แอ๊กชันที่นำแสดงโดย Ben Affleck, Down to You ภาพยนตร์โรแมนติกเกี่ยวกับความหวั่นไหวของหนุ่มสาวในห้วงความรักที่นำแสดงโดย Freddy Prinze Jr. และ Julia Stiles และ Texas Rangers เวสเทิร์นสมัยใหม่ที่นำแสดงโดย Van Der Beek แต่ในปีเดียวกันนั้นเอง เขาก็โด่งดังเป็นพลุแตกจากบท Jesse Richmond หนุ่มน้อยที่ตามหารถที่หายไปในทุกหนทุกแห่งในคอเมดี Dude, Where's My Car? ที่เขาแสดงประกบ Sean William Scott


สองปีให้หลัง เขาได้มีโอกาสได้แสดงนำในภาพยนตร์โรแมนติกคอเมดีเป็นครั้งแรกด้วย Just Married ที่เขาร่วมกับ Brittany Murphy รับบทคู่สามีภรรยาหมาดๆ ที่ต้องเจอเรื่องราวที่บั่นทอนความสัมพันธ์ระหว่างฮันนีมูน ซึ่งในช่วงเวลาเดียวกันนี้ เขาก็มีผลงานเป็นรายการโทรทัศน์ทาง MTV ในชื่อ Punk'd ที่ตัวเขาและเพื่อนพ้องจอมป่วนจะไปแกล้งอำดาราฮอลลีวูดจนเกิดเป็นเรื่องขำขัน โดยรายการโทรทัศน์รายการนี้ก็ทำให้สถานะคนดังของเขามั่นคงขึ้น





ในปีเดียวกันนั้นเอง เขายังมีผลงานภาพยนตร์อีกสองเรื่อง ซึ่งก็คือ My Boss' Daughter ซึ่งแม้จะถ่ายทำตั้งแต่สองปีที่แล้ว แต่เพิ่งถูกปัดฝุ่นนำกลับมาลงโรงหลังจากที่ Ashton กลายเป็นดาราดัง ในคอเมดีเรื่องนี้ Ashton รับบทเป็นพนักงานบริษัทที่หวังจะทำคะแนนในสายตาเจ้านายด้วยการรับอาสาดูแลบ้านให้เขา แต่เขากลับตกบ่วงเสน่ห์ลูกสาวแสนเซ็กซีของเจ้านายของเขา (Tara Reid) เข้าให้ ส่วนอีกเรื่องหนึ่งคือรีเมกคอเมดีสำหรับเทศกาลวันหยุด Cheaper by the Dozen ที่เขารับบทคามีโอเป็นแฟนหนุ่มของ Piper Perabo ลูกสาวของ Steve Martin และ Bonnie Hunt

ใน The Butterfly Effect (2004) เขารับบทนักศึกษามหาวิทยาลัยผู้ที่มีความทรงจำสมัยเด็กอันเลวร้าย และความทรงจำนั้นก็ส่งให้เขาออกเดินทางย้อนอดีตเพื่อแก้ไขสิ่งที่ผิดพลาด ซึ่งส่งผลกระทบที่ใหญ่หลวงตามมา ในทริลเลอร์เรื่องนี้ นอกจากเขาจะรับหน้าที่นักแสดงนำแล้ว เขายังได้นั่งเก้าอี้ผู้อำนวยการสร้างบริหารของเรื่องอีกด้วย

พอมาในปี 2005 แม้ว่าเขาจะตัดสินใจถอนตัวจากทีมนักแสดง That ‘70s Show ที่ส่งให้เขาเป็นที่รู้จักในวงกว้าง งานภาพยนตร์ของเขากลับมีเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย โดยเขาได้จับมือกับ Bernie Mac นำแสดงภาพยนตร์คอเมดีเรื่อง Guess Who? ที่ Mac รับบทเป็นคุณพ่อผิวสีที่ไม่ยอมรับการหมั้นหมายระหว่างลูกสาวกับชายผิวขาว (Ashton) และตามมาติดๆ ด้วยโรแมนติกคอเมดีเรื่อง A Lot Like Love ที่เขารับบทชายหนุ่มผู้มีแผนการใหญ่โตในชีวิต ที่พบตัวเองหลงรักหญิงสาวที่เขาบังเอิญเจอเข้าอย่างจัง (Amanda Peet)

ล่าสุด เขากลับมารับบทจริงจังอีกครั้งหนึ่งใน The Guardian ภาพยนตร์ดรามาเกี่ยวกับโลกของวีรบุรุษที่ทำงานไม่รู้จักเหน็ดจักเหนื่อยเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยในสภาพอากาศที่เลวร้ายที่สุด โดยในเรื่องนี้ เขารับบท Jake Fischer นักว่ายน้ำหนุ่มอวดดีที่เชื่อมั่นในฝีมือตัวเอง ร่วมแสดงโดย Kevin Costner ในบทนักกู้ภัยในตำนานที่ต้องการสอนให้ Fischer เป็นนักว่ายน้ำกู้ภัยสานต่อจากเขา




Ashton Kutcher เป็นนักแสดงหนุ่มน้อยมากฝีมือที่ความสามารถของเขากลับถูกมองข้ามอยู่เสมอๆ เพราะเรื่องราวส่วนตัวที่โด่งดังกว่าของเขา เมื่อเขาออกเดทกับ Demi Moore นักแสดงหญิงรุ่นพี่ และทั้งคู่ก็จริงจังกับความรักครั้งนี้มากจนตัดสินใจแต่งงานกันไปเมื่อปลายปี 2005 ที่ผ่านมา และแม้ว่าใครหลายๆ คนจะออกมาแสดงความเคลือบแคลงกับความรักข้ามรุ่นครั้งนี้ ทั้งคู่ก็ยังคงแสดงความรักหวานชื่นที่มีต่อกันชนิดไม่ยี่หระคำครหานินทาใดๆ




เล็กๆ น้อยๆ เกี่ยวกับ Ashton

นอกจากเขาจะมีเชื้อสายไอริชแล้ว (เห็นได้จากนามสกุลเขา) เขายังมีเชื้อสายเนทีฟ อเมริกันและโบฮีเมียนอีกด้วย

เขาเคยยากจนมากถึงขนาดที่เขาต้องบริจาคเลือดเพื่อหาเงินในขณะที่เรียนอยู่มหาวิทยาลัยไอโอวา

แม้ว่าในหน้าจอ Ashton จะดูเป็นพ่อหนุ่มไฮเปอร์แค่ไหนก็ตาม แต่เขาก็ต้องอาศัยม็อคคา เบลนเด็ด 24 ออนซ์ทุกเช้าเพื่อปลุกให้เขามีชีวิตชีวาขึ้นมา




เจ้าของ Blog ชอบรูปนี้มาก เป็นภาพที่ทั้งน่าทึ่ง น่าชื่นใจและเป็นครอบครัวที่ชื่นชมจริงๆ




 

Create Date : 29 พฤศจิกายน 2550    
Last Update : 29 พฤศจิกายน 2550 17:09:06 น.
Counter : 636 Pageviews.  

Colin Firth



ชื่อจริง: Colin Andrew Firth
วันเกิด: 10 กันยายน ปี 1960
สถานที่เกิด: เกรย์ช็อตต์, แฮมป์เชียร์ ประเทศอังกฤษ
ส่วนสูง: 6 ฟุต 1 นิ้ว
การศึกษา: สถาบันเดอะ ดรามา เซ็นเตอร์ ณ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ
ครอบครัว: พ่อ: David Firth (อาจารย์สอนวิชาประวัติศาสตร์) แม่: Shirley Firth (อาจารย์สอนวิชาวรรณคดีเปรียบเทียบ) น้องสาว: Kate Firth (ครูสอนการออกเสียง) น้องชาย: Jonathan Firth (นักแสดง) ลูก
ชาย: Luca, Mateo และ Will
ความสัมพันธ์: เขาใช้ชีวิตคู่กับ Livia Giuggioli ตั้งแต่ปี 1997





Colin said: “ผมชอบรับบทตัวละครแปลกๆ ครับ บางคนอาจพูดว่ามันเป็นเพราะสิ่งที่ซ่อนอยู่ในตัวผม แต่ผมคิดว่ามันเรียบง่ายกว่านั้นเยอะครับ ก็คนปกติไม่ค่อยน่าสนใจเท่าไหร่นี่นา”



Colin Firth เป็นนักแสดงชาวอังกฤษ ฝึกฝนฝีมือมาทางการแสดงละครเวที กระทั่งกลายเป็นนักแสดงฝีมือดี มีผลงานทั้งในหนัง ในละครโทรทัศน์ และบนเวที เสน่ห์ทางการแสดงของเขาเข้าไปสะกดคนดูชาวอเมริกันเมื่อครั้งที่รับบท Marc Darcy ประกบ Renee Zellwegerในคอเมดีสุดฮิตจากเกาะอังกฤษ Bridget Jones’ Diary ก่อนที่เสน่ห์นั้นจะเข้าไปครองใจคนทั้งโลก

Colin Firth เกิดเมื่อวันที่ 10 กันยายน ปี 1960 ที่เกรย์ช็อตต์, แฮมป์เชียร์ ประเทศอังกฤษ สมัยเด็ก เขาใช้ชีวิตอยู่ในไนจีเรียจนกระทั่งอายุได้ห้าขวบ ครอบครัวก็มาลงหลักปักฐานกันที่อังกฤษ เขาสนใจในการแสดงมาตั้งแต่เด็กๆ และเริ่มไล่ตามความฝันของตัวเองตอนอายุ 18 ด้วยการร่วมคณะเนชันแนล ยูธ เธียเตอร์ และหลังจากนั้น เขาก็ฝึกปรือฝีมือตัวเองบนเวทีละครมาเรื่อยๆ

เขาเปิดตัวในโลกภาพยนตร์เป็นครั้งแรกในภาพยนตร์ปี 1984 เรื่อง Another Country ในบท Tommy Judd เพื่อนร่วมโรงเรียนที่เป็นคอมมิวนิสต์ของ Bennett และเขาก็มีผลงานมินิซีรีส์ตามมาอีกหลายเรื่องเช่น Camille (1984) ที่เขาแสดงประกบ Greta Scacchi หรือ Lost Empires (1986)

ในปลายทศวรรษที่ 80s และต้นทศวรรษที่ 90s Colin มีผลงานทั้งจอแก้วและจอเงินอย่างไม่ขาดสาย และผลงานที่ทำให้เขาเป็นที่ชื่นชอบของสาวๆ ที่สุดคือ มินิซีรีส์จาก BBC/A&E เรื่อง Pride and Prejudice (1995) ที่สร้างจากวรรณกรรมชื่อเดียวกันของ Jane Austen ซึ่งการแสดงในบท Mr. Darcy ผู้เย่อหยิ่งของเขาทำให้สาวๆ ทั่วโลกต้องหลอมละลาย




ในปี 1996 Firth ได้ร่วมแสดงในหนังระดับเข้าชิงออสการ์มากมายหลายรางวัลยังประกบ Kristin Scott Thomas และ Ralph Fiennes ใน The English Patient เรื่องราวเกี่ยวกับความรักระหว่างรบ นอกจากนี้ยังมีผลงานภาพยนตร์เล็กๆ น้อยอีกมากมาย เช่น Playmaker (1994) ภาพยนตร์ทริลเลอร์ลึกลับเกี่ยวกับสาวน้อยผู้อยากเป็นดารา, Circle of Friends (1995) ภาพยนตร์รักโรแมนติกที่มีเรื่องราวเกิดในไอร์แลนด์, Fever Pitch (1997) ภาพยนตร์โรแมนติกคอเมดีเกี่ยวกับทีมฟุตบอลของผู้กำกับ Nick Hornby, A Thousand Acres ร่วมแสดงกับ Michelle Pfeiffer และ Jessica Lange และ My Life So Far (1999) คอเมดีเกี่ยวกับชีวิตครอบครัวหนึ่งหลังสงครามโลกครั้งที่ 1

เขาได้ร่วมแสดงในภาพยนตร์ที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงออสการ์ของ John Madden เรื่อง Shakespeare in Love (1997) ในบทชายหนุ่มผู้หมายปอง Viola de Lesseps (Gwyneth Paltrow) และคู่ปรับของ Shakespeare (Joseph Fiennes) ก่อนที่เขาจะโด่งดังจากภาพยนตร์โรแมนติกคอเมดีเรื่อง Bridget Jones’s Diary (2001) เรื่องราวเกี่ยวกับสาวโสดตุ้ยนุ้ยที่ไม่มั่นใจในตัวเอง ที่ร่วมแสดงโดย Renee Zellweger และได้ประชันบทบาทกับ Rupert Everett และ Reese Witherspoon ในงานของมิราแมกซ์ ฟิล์มเรื่อง The Importance of Being Earnest (2002) ที่สร้างขึ้นจากบทละครชื่อดังโดย Oscar Wilde

หลังจากนั้น Firth ก็มีงานแสดงกับทางยูนิเวอร์แซลใน Love Actually (2003) ซึ่ง Richard Curtis ทั้งเขียนบทและกำกับเอง ร่วมด้วยนักแสดงดังๆ คับคั่ง ไม่ว่าจะเป็น Hugh Grant, Emma Thompson, Liam Neeson, Laura Linney หรือ Kiera Knightley ทันทีที่ภาพยนตร์เรื่องนี้ออกฉาย ก็ทำลายทุกสถิติรายได้ที่โรแมนติกคอเมดีเคยทำไว้ทั้งในอังกฤษและไอร์แลนด์ ทั้งยังสร้างประวัติศาสตร์การเปิดตัวที่อลังการที่สุดเท่าที่ เวิร์กกิง ไทเทิล ฟิล์มส์ เคยทำมา และ Love Actually ก็กลายเป็นภาพยนตร์โรแมนติกคอเมดียอดเยี่ยมในใจสาวๆ ทั่วโลก




ปี 2004 ก็ไม่น้อยหน้า Firth สวมบท Johannes Vermeer ศิลปินในศตวรรษที่ 17 และประชันบทบาทกับ Scarlett Johansson ใน Girl With A Pearl Earring ของค่าย ไลออนส์ เกต ฟิล์ม ภาพยนตร์เรื่องนี้อิงตามต้นฉบับนวนิยายจากปลายปากกา Tracy Chevalier และได้เข้าฉายตามเทศกาลภาพยนตร์ต่างๆ มากมาย ทั้ง เทศกาลภาพยนตร์เทลลูริด เทศกาลภาพยนตร์ในโตรอนโต เทศกาลภาพยนตร์ฮอลลีวูด เทศกาลภาพยนตร์ในกรุงลอนดอน และ เทศกาลภาพยนตร์ ซาน เซเบาสเตียน ซึ่ง Firth เองก็ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลในงานเทศกาลภาพยนตร์ยุโรปจากหนังเรื่องนี้ด้วย

ย้อนกลับไปที่ปี 2005 ใน Bridget Jones: The Edge of Reason หนังฮิตของค่ายยูนิเวอร์แซล จับมือกับ เวิร์กกิง ไทเทิล Firth กลับมาในบท Marc Darcy ประกบ Renee Zellweger และ Hugh Grant ร่วมกันถ่ายทอดเรื่องราวจากนิยายขายดีโดย Helen Fielding ซึ่งหนังทำรายได้ถล่มทลาย ทุบทุกสถิติ และกอบโกยไปได้กว่า 250 ล้านดอลลาร์ทั่วโลก




หลังจากนั้น Firth ก็ได้ฝากฝีมือทางการแสดงไว้ใน NANNY McPHEE (2005) หนังที่ Emma Thompson ทั้งเขียนบทและแสดงเอง รวมไปถึงรับประชันบทบาทกับ Kevin Baconในภาพยนตร์ซึ่งตกอยู่ในกระแสปากอย่าง Where The Truth Lies (2005) ของผู้กำกับ Atom Egoyan ดัดแปลงมาจากวรรณกรรมในชื่อเดียวกัน ว่าด้วยจุดแตกหักของคู่หูนักแสดงตลกชื่อดัง การพัวพันกับคดีปริศนาฆาตกรรม และนักข่าวสาวที่พยายามจะเปิดโปงมัน ซึ่งเข้าฉายในสายหนังประกวดทั้งในงานเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติที่เมืองคานส์ และเทศกาลกาลภาพยนตร์นานาชาติที่กรุงโตรอนโต



เล็กๆ น้อยๆ เกี่ยวกับ ColinColin เบื่อหน่ายชื่อของเขามาก เพราะเขาบอกว่ามันน่าเบื่อจะตายไป

แม้ว่าปกติ Colin มักจะเข้ากับนักแสดงคนอื่นๆ ได้ดี แต่เขากลับมีปากมีเสียงกับ Rupert Everett จนกลายเป็นเรื่องราวใหญ่โต ซึ่งสาเหตุของความขัดแย้งครั้งนี้ก็ยังไม่ปรากฏ

แม้ว่าสาวๆ หลายคนจะหลงใหลได้ปลื้มกับภาพ Mr. Darcy ของเขา แต่เขาก็เล่าว่า พอน้องชายรู้ว่าเขาได้รับบทนี้ น้องชายก็ถามเขาอย่างแปลกใจว่า “Darcy เหรอ แต่เขาเซ็กซีไม่ใช่เหรอพี่”






 

Create Date : 27 พฤศจิกายน 2550    
Last Update : 30 พฤศจิกายน 2550 9:26:59 น.
Counter : 1192 Pageviews.  

1  2  3  

ลูกเตะวายุกระซิบ
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




blog นี้สำหรับคนรักภาพยนตร์และคนหล่อๆ ค่า
มีอะไรมาพูดคุยแลกเปลี่ยนความเห็นเย็นๆ ใจนะคะ
Google
Hold me close and hold me fast The magic spell you cast This is La vie en rose
This gonna be my wedding song!
Friends' blogs
[Add ลูกเตะวายุกระซิบ's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.