Google
Group Blog
 
All blogs
 
หากคุณมีเวลาเหลืออีก 3 เดือน

กลุ่มคนในชุดเสื้อกาวน์ขาวที่กำลังยืนล้อมรอบเตียงผมอยู่ มีคนหนึ่งแต่งตัวภูมิฐาน สวมเสื้อผ้าผิดกว่าคนอื่นๆ หน้าตาท่าทางใจดี แต่เมื่อพูดกับแพทย์คนอื่นๆที่ยืนอยู่ด้วย น้ำเสียงที่พูดกลับมีแต่ความหงุดหงิดไม่พอใจ แพทย์เหล่านี้ผมไม่เคยเห็นหน้า ไม่รู้จักมาก่อน แต่พวกเขาก็สับเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาพูดรอบๆเตียงผมทุกอาทิตย์ แปลกที่พวกเขาพูดคุยกันด้วยภาษาไทยแท้ๆ แต่ผมฟังไม่รู้เรื่องสักนิด


            “เคสนี้ ใครนัดให้มาเซทโออาร์ (OR = Operating Room) พรุ่งนี้” หมอคนที่สูงอายุที่สุดพูดด้วยน้ำเสียงเข้มงวดท่าทางโกรธจัด


            พวกแพทย์หนุ่มๆมองหน้ากันเลิ่กลั่ก โออาร์คืออะไร ผมก็ไม่เคยได้ยินมาก่อน เขาจะเปิดอะไรที่ตัวผมหรือเปล่านะ


            ผมยังคิดไม่ทันจบ ก็มีหมอเด็กๆคนหนึ่ง พูดขึ้นมาเบาๆแทบไม่ได้ยินว่า


            “ผมนัดมาเองครับ”


            “ผมเคยบอกว่ายังไง หา เคสเมทาส (metastasis = มีการกระจาย) ขนาดนี้ เปิดไม่ได้ เปิดไปก็ตายเปล่า”


            ภาษาไทยคำแรกที่ผมฟังออก “ตาย” อะไรกัน นี่อาการผมเป็นมากขนาดนี้เลยหรือ ผมขยับตัวทำท่าเหมือนจะเปิดปากพูด หมอหนุ่มอีกคนหันมาสบตาผม เหมือนกับว่าอย่าเพิ่งพูดอะไร


            “พวกคุณไม่เคยจำอะไรเลยใช่ไหม ไหนเด้นท์สาม รายงานคนไข้ให้ผมฟังว่าไงเมื่อคืน ทำไมสภาพคนไข้เป็นแบบนี้” คนที่เป็นอาจารย์ใหญ่สุดเสียงดังขึ้นเรื่อยๆ


            หมอในกลุ่มอ้ำอึ้งกันไปหมด หลายคนถอนหายใจ ท่าทางอึดอัด


            “ผมบอกแล้วว่า ถ้าแบบนี้ไม่ต้องเซท จะตามผมมาทำไมกัน นี่ดูจากซีทีแล้วยิ่งชัด เมทาสไปใกล้หัวใจขนาดนี้ คนอายุขนาดนี้ เปิดไปก็ตาย”


            คำที่สองที่ผมฟังออก “ตาย” อีกแล้ว ผมชักจะทนไม่ได้แล้ว ตกลงผมจะตายหรือเปล่านี่ แล้วหมอเขาจะผ่าตัดผมหรือเปล่า เมื่อคืนยังมาให้ผมอดอาหาร สวนก้นผมอีกต่างหาก นี่ผมยังไม่ได้กินอะไรเลยนะ ผมอ้าปากอีก หมอผู้หญิงอีกคนมองหน้าผม ทำสีหน้าให้รู้ว่าเห็นใจ แต่ก็ไม่ได้เปิดโอกาสให้ผมพูด


            “ไปๆ ลบชื่อออกจากกระดานได้แล้ว ผมจะได้เซทเคสที่มีความหวังมากกว่านี้ นี่อะไร ทำไปก็ตายเปล่า เคสแบบนี้อย่างมากก็สามเดือน”


            อีกแล้วครับ ครั้งที่สาม “ตาย” อีกแล้ว แถมมีตัวเลขสามเดือนด้วย ผมคงไม่รอดออกจากโรงพยาบาลนี้แน่ๆ แล้วตกลงเขาจะผ่าตัดให้ผมหรือเปล่า ครั้งนี้ผมยกมือขึ้นช้าๆ พยายามเรียกความสนใจจากอาจารย์หมอ แต่ไม่ทัน อาจารย์เดินตัวปลิวไปเตียงอื่นแล้ว ในขณะที่หมอหนุ่มๆสาวๆวิ่งตามกันแทบไม่ทัน


            ผมเอื้อมมือเหี่ยวย่นเกือบจะไม่มีแรงไปคว้าชายเสื้อกาวน์ของหมอคนหนึ่งไว้ทัน หมอผู้หญิงคนนั้นจึงหยุดเดิน แล้วหันกลับมายืนข้างเตียงผมตามเดิม


            “มีอะไรเหรอลุง” น้ำเสียงนั้นอ่อนโยนกว่าของอาจารย์ตั้งเยอะ


            ผมพยายามเปล่งเสียงอันแหบแห้งออกจากลำคอ


            “ลุงคงพูดไม่ได้หรอกค่ะ เพราะลุงไม่มีกล่องเสียงแล้วนะ ที่เคยผ่าตัดออกไปน่ะลุง แล้วก็ยังไม่ได้ฝึกพูดเลย ลุงเขียนหนังสือได้ไหม เขียนให้หมออ่านก็ได้ค่ะ”


            ผมนึกได้ เออจริงด้วย ผมไม่มีกล่องเสียงแล้ว มิน่า ทำไมผมถึงออกเสียงไม่ได้เหมือนเดิม ที่คอของผมมีท่อเหล็กคาอยู่เพื่อช่วยหายใจแท้ๆ ผมลืมไปได้อย่างไร


            ผมรับปากกาจากหมอมาเขียนเป็นลายมือขยุกขยิกลงไปในกระดาษที่เธอส่งให้ ใช้เวลานานทีเดียวแหละ แต่หมอก็อดทนรอ ทั้งๆที่เพื่อนๆเดินไปถึงเตียงที่สามแล้ว


            “ผมจะได้ผ่าตัดไหม” นี่คือข้อความที่ผมเขียน


            จากสีหน้าของหมอ ผมไม่ต้องเดาก็รู้ว่า คำตอบคืออะไร มือที่จับปากกาอย่างมีความหวังตกลงข้างตัวผมที่นอนอยู่บนเตียงพร้อมสายระโยงระยางทั่วไปหมด จะเป็นสายอะไรบ้างผมก็สุดที่จะรู้ได้


            “ลุงจ๊ะ เมื่อกี๊อาจารย์เพิ่งบอกว่า คงผ่าไม่ได้แล้วล่ะลุง เดี๋ยวหมอให้เขาเอาข้าวเช้ามาให้กินนะจ๊ะ หิวหรือเปล่า” แม้จะเป็นคำพูดที่แสดงความห่วงใย แต่วินาทีนั้น ผมฟังไม่รู้เรื่อง เหมือนโลกมันดับลงไปตรงหน้า


            ผ่าไม่ได้ ตาย อีกสามเดือน สามคำนี้วนเวียนอยู่ในสมองของผมตลอดเวลา


            เกือบครึ่งปีที่ผมเวียนเข้าออกโรงพยาบาล สามครั้งที่ผมโดนผ่า ทั้งตัดกล่องเสียงออก ทั้งผ่าซ่อม ทั้งตัดโน่นตัดนี่อีกจิปาถะที่ผมไม่รู้เรื่องด้วย ยี่สิบสองครั้งที่ผมโดนฉายแสง แล้วก็อีกสองเดือนที่ผมต้องเข้าๆออกๆรพ.เมื่อรู้ว่าตรงจุดที่ผ่าตัดมีก้อนเนื้องอกออกมาอีก จนถึงตอนนี้ก้อนเนื้อนั่นก็ลามไปจนถึงตรงกลางหน้าอกผมแล้ว ผมทำไปเพื่ออะไรกัน


            ถ้าผมจะต้องตายในอีกสามเดือน ทำไมไม่มีใครบอกผมสักคำ ผมยังมีอะไรที่ยังไม่ได้ทำอีกมากมาย ทั้งเรื่องงาน เรื่องบ้าน เรื่องลูกเมีย ถ้ารักษาไม่หาย ทำไมจึงต้องนัดผมมาแล้วบอกว่าจะผ่าให้อีก


            หมอผู้หญิงคนเดิมทำสีหน้าเห็นใจ


            “เดี๋ยวหมอจะเขียนใบส่งตัวให้ไปรักษาใกล้บ้านนะลุง เพราะที่นี่คงไม่ทำอะไรให้แล้วล่ะ”


            แล้วเธอก็เดินจากไปยังเตียงคนไข้อื่น ทิ้งผมไว้กับความเข้าใจภาษาไทยชัดๆอีกคำว่า


            “ที่นี่คงไม่ทำอะไรให้แล้วล่ะ”


            ถ้าคุณเป็นผม คุณจะทำยังไงกับเวลาอีกสามเดือนดี


           


           


           






Free TextEditor


Create Date : 24 ตุลาคม 2551
Last Update : 24 ตุลาคม 2551 4:19:15 น. 5 comments
Counter : 76 Pageviews.

 
เศร้าจังเลยค่ะ
ยังงัยขอให้รักษาสุขภาพกันมากๆ นะค่ะ


โดย: เม่หลิง (เม่หลิง ) วันที่: 24 ตุลาคม 2551 เวลา:21:06:49 น.  

 
คุณเม่หลิงคะ คุณลุงเจ้าของเรื่องนี้ยังสบายดีค่ะ แกยอมรับได้แล้วว่า แกเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย แล้วก็พยายามดูแลตัวเองอย่างดีที่สุด
ด้วยความช่วยเหลือของคนในครอบครัว แล้วก็แพทย์อีกกลุ่มนึงค่ะ


โดย: อย่างไรก็ดี วันที่: 25 ตุลาคม 2551 เวลา:18:48:44 น.  

 
ฝากเป็นกำลังใจให้ด้วยนะคะ
ดูแลตัวเองดีๆ กำลังใจดีๆ
อะไรๆ ก็ไม่เลวร้ายจนเกินไป
เสี้ยวเชื่ออย่างนั้นนะ

(อ้อ ตามมาจากใบสมัครบุ๊คคลับฟรีฟอร์มน่ะค่ะ)


โดย: gluhp วันที่: 26 ตุลาคม 2551 เวลา:10:52:56 น.  

 
คุณ gluhp ขอบคุณที่ตามมาอ่านค่ะ
กำลังใจที่ดีเป็นสิ่งสำคัญมากๆเลยค่ะ
ถ้าได้เจอคุณลุงอีก จะเล่าให้แกฟังนะคะว่า มีคนฝากมาให้กำลังใจ


โดย: อย่างไรก็ดี วันที่: 26 ตุลาคม 2551 เวลา:23:05:27 น.  

 
ฝากกำลังใจไปให้คุณลุงอีกคนนะคะ


โดย: aritsumemoon IP: 124.120.207.10 วันที่: 28 ตุลาคม 2551 เวลา:17:09:34 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

อย่างไรก็ดี
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add อย่างไรก็ดี's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.