คนบางคนเกิดมาเพื่อให้เรารัก แต่ไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นของเรา
Group Blog
 
All blogs
 
กลิ่นกาแฟ กรุ่นไอรัก ตอนที่ 2 ยัยตัวแสบ

"วินๆๆๆ เฮ้ย ไอ้วิน" ใครนะมาตะโกนเรียกผมเนี่ย ผมจึงต้องหันไปตามเสียงนั้น


"อ้าว ไอ้นนท์ มีไรวะ"


"เฮ้อ จะรีบเดินไปไหนวะเนี่ย เรียกก็ไม่ได้ยิน"


"เออ โทดทีว่ะ พอดีรีบน่ะ ว่าแต่นายมีธุระอะไร"


"คือว่า พอดีชมรมฉันเนี่ยนะ กำลังจะจัดละครเวทีการกุศล อีก 3 อาทิตย์ข้างหน้า คือ... เอ่อ... คือ..."


"นายมีไรก็พูดมาตรงๆเลยดีกว่า ว่าจะให้ฉันช่วยอะไร"


"แหม นายเนี่ย รู้ด้วยเหรอว่าฉันมีเรื่องจะให้ช่วย" ก็จะไม่ให้รู้ได้ไงล่ะ พูดอ้ำอึ้งอยู่ได้


"เอาตรงๆล่ะนะ คือว่า... ฉันจะให้นายช่วยมาเป็นพระเอกของละครเวทีเรื่องนี้หน่อยอ่ะ ได้ไหม"


"หา... อะไรนะ... ไม่มีทาง ฉันว่า...นายไปหาคนอื่นดีกว่า เพราะฉันไม่ถนัดหรอกเรื่องแสดงละครเวทีเนี่ย"


"โธ่ น่านะเพื่อนนะ ถือว่าช่วยเพื่อนตาดำๆคนนี้เหอะนะๆๆๆ"


"งั้น... นายลองบอกเหตุผลมาก่อน ว่าทำไมถึงต้องเป็นฉัน ถ้าเหตุผลของดี ฉันก็อาจจะพิจารณาดูอีกที"


"คืองี้นะ งานนี้ ไม่ได้จำกัดเฉพาะให้คนในมหาวิทยาลัย ดูเท่านั้น แต่เรายังเปิดให้คนข้างนอกเข้ามาดูอีกด้วย เนื่องจากว่าเป็นละครเวทีเพื่อการกุศลน่ะ ฉันก็เลยอยากได้คนที่ดูดีมาเป็นตัวเอกของเรื่อง จะได้มีคนสนใจเยอะๆไง แล้วที่สำคัญคาแรกเตอร์ของตัวละครตัวนี้ ก็เหมาะกับนายมาก อีกอย่าง ถ้านายมาเป็นพระเอกของเรื่องนะ รับรอง คนต้องมาดูกันเต็มทุกคืนแน่ๆ"


"เมื่อกี้นายบอกว่า ละครเวทีครั้งนี้ ทำเพื่อการกุศลใช่ไหม"


"อื้อ ใช่ ทำไมเหรอ"


"โอเค ถ้าเพื่อการกุศล ฉันยอมเล่นให้นายครั้งนี้ก็ได้ แต่ แค่ครั้งนี้ครั้งเดียวเท่านั้นนะ"


"โหยย แค่นี้ก็ซึ้งใจมากๆแล้วเพื่อน งั้นเดี๋ยวนายไปที่ห้อง ชมรมเย็นนี้เลยนะ 5 โมงครึ่ง โอเค๊" พอผมตอบตกลงเท่านั้นแหล่ะ เพื่อนผมมันก็กระโดดดีใจเชียว


"เออๆ มีไรอีกไหม ถ้าไม่มีฉันไปล่ะ"


"ไม่มีๆ ^^ ขอบใจอีกครั้งนะเพื่อน"


สรุปนี่ ผมต้องไปเป็นพระเอกละครเวทีใช่ไหมเนี่ย เฮ้อ แต่จะไม่ช่วยเพื่อนก็ไม่ได้ เอาก็เอา เป็นไงเป็นกัน แต่ตอนนี้ผมต้องรีบไปซ้อมเปียโนก่อนล่ะ สงสัยต้องเสี่ยงดูแล้วว่ามีคนใช้หอประชุมหรือเปล่า เพราะผมลืมขอสถานที่ไว้น่ะสิ เฮ้อ มัวแต่ยุ่งวุ่นวายหลายอย่าง เลยลืมไปเลย เปียโน เขาก็ยกไปตั้งที่เวทีแล้ว คือ ผมกำลังจะมีคอนเสิร์ตการกุศลอีก 1 อาทิตย์น่ะครับ ก็เวลาไล่เลี่ยกับที่ผมจะต้องแสดงละครเวทีน่ะแหล่ะครับ ตอนแรกผมถึงไม่อยากรับงานแสดงละคร ก็เพราะเหตุผลนี้แหล่ะครับ ผมกลัวว่าหากทำอะไรสองอย่างพร้อมกันแล้ว กลัวจะทำอีกอย่างได้ไม่เต็มที่ แต่ผมรับปากไปแล้ว ยังไงผมก็จะพยายามทำให้เต็มที่ครับ


อ้อ ผมลืมแนะนำตัวครับ สวัสดีครับ
ผมชื่อกวิน หรือจะเรียกผมว่าวินก็ได้ ผมเรียนอยู่คณะวิศวกรรมศาสตร์ภาควิชาคอมพิวเตอร์ ปีสุดท้ายแล้วครับ ผมไม่อยากจะชมตัวเอง ว่าผมเนี่ยเก่งทุกด้าน ทั้งการเรียน กิจกรรม แต่ใช่ว่าจะดีนะครับที่เป็นแบบนี้ ผมรู้สึกว่า ผมเหนื่อย และผมอยากมีเวลาให้ตัวเองมากกว่านี้ เพราะว่าทุกคนคาดหวังในตัวผมไว้สูง เกลียดจังการที่เราต้องทำตามที่คนอื่นเขาตั้งเป้าหมายไว้ให้


คุยซะเพลิน ตอนนี้ผมมายืนอยู่หน้าหอประชุมของมหาวิทยาลัยแล้วครับ ผมกวาดสายตามองตารางการใช้สถานที่ของวันนี้


สำเร็จ ไม่มีคนใช้ห้อง ทีนี้ผมจะได้ซ้อมได้เต็มที่ซักที


เมื่อผมเปิดประตูเข้าไป ก็พบว่าภายในห้องมืด และเงียบสนิท ตอนนี้มีเพียงแต่แสงที่ส่องมาจากข้างนอก ซึ่งส่องผ่านทางช่องประตูหอประชุมที่ผมเปิดเข้ามา หอประชุมที่นี่ ไม่ใหญ่มากครับ แต่ก็ไม่เล็กมาก พอจะจุคนได้ประมาณ 3000 คน สถานที่นี้ส่วนใหญ่จะไว้จัดคอนเสิร์ต classic บ่อยๆ บางทีก็มีมาแสดงละครเวทีบ้าง


ผมกวาดสายตาสำรวจห้องไปรอบๆ จากนั้น ผมจึงเดินไปตามทางเดินตรงกลาง เดินลงบันไดไปเรื่อยๆ เป้าหมายของผมคือ เวทีด้านหน้าหอประชุม และในขณะนี้ประตูหอประชุมปิดแล้ว ตอนนี้ผมก็เลยต้องเดินคลำทางอยู่ในความมืด จนไปถึงเวที


ผมเดินไปด้านข้างเวทีเพื่อขึ้นบันไดที่ด้านข้าง และเดินเลยไปทางด้านหลังเวที เพื่อเดินไปหาเบรกเกอร์ไฟฟ้า เลือกเปิดเฉพาะดวงที่ส่องไปยังเปียโน เพราะผมแค่ต้องการแสงส่องให้เห็นโน๊ตเพลงเท่านั้นเอง เมื่อเปิดไฟเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ผมก็เดินไปที่เปียโน วางสมุดโน๊ตเพลงลงบนแท่นวาง แล้วผมก็เริ่มเอามือวางบนคีย์เปียโน และลงมือบรรเลงเพลงไปตามโน๊ต เพลงที่ผมเลือกเล่น เป็นเพลง Cannon in D ของ Johann Pachelbel ครับ


ในขณะที่ผมกำลังนั่งเล่นเปียโนเพลินๆ อยู่นั้น ผมก็ได้ยินเสียงที่คาดว่าน่าจะเป็นเสียงของโทรศัพท์มือถือดังขึ้น แต่เสียงนั้นไม่ใช่เสียงจากมือถือผมแน่นอน แสดงว่าในห้องนี้นอกจากผม แล้วยังมีคนอื่นอยู่อีกด้วย โดยที่ผมไม่รู้ตัว


"ใครน่ะ" ผมถามออกไป โดยที่ไม่รู้ว่ามีใครอยู่หรือเปล่า


"..."


"ผมถามว่าใคร ถ้าคุณไม่ออกมา ผมจะออกไปเรียก รปภ. ให้มาลากคุณออกไปนะ"
ก็ผมกลัวผู้ไม่ประสงค์ดีจะทำร้ายนี่ครับ


"เอ่อออ..." แล้วบุคคลที่สองก็ยอมเปิดเผยตัวออกมาแล้วครับ เธอเดินออกมาจากเก้าอี้ซึ่งอยู่ที่มุมหนึ่งของห้อง
และอยู่ห่างจากเวทีพอสมควร ตอนนี้เธอเดินเข้ามาใกล้เวทีมากขึ้น แสงที่ส่องเปียโน สว่างพอที่จะเห็นเธอเมื่อเดินเข้ามาใกล้


"คุณมาแอบฟังผมซ้อมเปียโนทำไม มีจุดประสงค์อะไร"


"นี่คุณ พูดดีๆหน่อยนะ ฉันไม่ได้มาแอบฟังคุณซ้อมเปียโนเลยนะ ฉันน่ะ เข้ามาอยู่ก่อนที่คุณจะมาซะอีก" ยัยนี่ท่าทางจะเอาเรื่องเหมือนกันแฮะ


"คุณจะมาก่อนผมได้ไง ในเมื่อผมเข้ามาไม่เห็นมีใคร"


"แล้วคุณจะเห็นได้ไงล่ะ ก็ในนี้มันมืดนี่ แล้วฉันก็นอ..."


"แล้วก็อะไรนะ" เธอกำลังจะบอกผมใช่ไหมครับเนี่ยว่าเธอมาแอบนอน


"เปล่า เอาเป็นว่า ตอนคุณเล่นเปียโน คุณเห็นใครเปิดประตูเข้ามาหรือเปล่าล่ะ"


เอากับเขาสิครับคุณ เล่นยิงคำถามมาแบบนี้ แล้วผมจะตอบอะไรได้ล่ะ ก็เพราะผมไม่เห็นใครเปิดประตูเข้ามาน่ะสิครับ ผมจึงได้แต่ทำหน้านิ่งๆ กำลังทึ่งในการเอาตัวรอดของเธอ


"คุณก็ไม่เห็นใช่ไหมล่ะ เพราะฉะนั้นฉันมาอยู่ก่อนคุณ"


ผมกำลังจะอ้าปากเถียงเธอ แต่ทันใดนั้น มือถือเธอก็ดังขึ้นอีกครั้ง แล้วเธอก็รีบเดินชิ่งไปเลย ฝากไว้ก่อนเหอะ ยัยตัวแสบ


ผมนั่งซ้อมเปียโนต่ออีกสักสองสามรอบ จนใกล้ถึงเวลาห้าโมงครึ่ง ซึ่งเป็นเวลาที่ผมได้นัดกับไอ้นนท์ไว้ ผมจึงรีบเดินไปยังตึกกิจกรรม เพื่อไปที่ห้องชมรมการละคร เมื่อผมเดินมาใกล้ถึงห้องชมรม ผมเห็นไอ้นนท์ดักรออยู่หน้าห้อง ดูท่าทางว่า ทุกคนคงจะเข้าห้องกันหมดแล้ว สงสัยมันอยากจะเซอร์ไพรส์ทุกๆคนแฮะ เลยต้องมาดักรอผมอยู่หน้าห้อง


ผมเดินเข้าไปหามัน จากนั้นก็พาผมเข้าไปในห้องชมรม โดยที่ผมยืนอยู่ทางด้านหลัง แต่ถึงแม้ผมจะยืนอยู่ทางด้านหลัง แต่สายตาของผมก็ยังสามารถมองเห็นคนในห้องบางคนได้ และบางคนที่ผมมองเห็นนั้น ก็เป็นคนที่เพิ่งจะทะเลาะกับผมมาเมื่อครู่นี้เอง


ยัยตัวแสบอยู่ชมรมนี้ด้วยเหรอเนี่ย หวังว่าเธอคงจะไม่ใช่นางเอกที่จะมาเล่นคู่กับผมหรอกนะครับ ทำไมเหรอครับ ก็เธอน่ะ ดูออกจะธรรมดามากๆ ผมยาวดัดลอนอ่อนตอนปลาย สีผมสีน้ำตาลอ่อน รวบผมแบ่งเป็นสองข้าง หน้าเธอไร้ซึ่งสิ่งเสริมเติมแต่งทุกชนิด หากจะมี ก็คงเป็นแค่แป้งอย่างเดียว แต่ต้องยอมรับจริงๆว่า หน้าเธอใสมาก แต่เธอยังดูธรรมดาไป ถ้าจะมาเป็นนางเอกงานใหญ่ๆแบบนี้
การแต่งกายก็ เสื้อนักศึกษาหลวมกว่าตัวเล็กน้อย กระโปรงพลีทเท่าเข่า แถมยังใส่รองเท้าผ้าใบเหยียบส้นอีก แต่เธอก็ยังมีสิ่งที่ดีตรงรูปร่าง และความสูงเนี่ยแหล่ะครับ ผมคาดว่าเธอน่าจะสูงราวๆ 168 และเธอมีหุ่นที่จัดว่าดีเลยครับ แต่ผมว่าเธอดูยังกะโปโลไป ไม่เหมาะกับเป็นนางเอกเอาซะเลย


เมื่อไอ้นนท์พูดเกริ่นนำจบแล้ว มันก็จัดแจงแนะนำตัวผมเสร็จสรรพเรียบร้อย แต่ผมนะอยากจะขำมากเลย ขำอะไรน่ะเหรอ ก็ตอนที่ไอ้นนท์มันหลีกทางให้ผมเดินไปโชว์ตัวน่ะ ท่าทางของยัยตัวแสบลุกลี้ลุกลน ทำอย่างกับว่าเจ้าหนี้โผล่มาน่ะสิครับ แต่ผมก็ต้องเก็บอาการหน่อยล่ะครับ เดี๋ยวเสียฟอร์มกันพอดี


"วินๆ มาทางนี้หน่อย ฉันจะแนะนำให้รู้จักนางเอกของเรื่อง"


หลังจากที่นนท์มันปล่อยให้ทุกคนแยกย้ายกันไปแล้ว มันก็เรียกผมให้ไปหา เพื่อจะไปแนะนำให้รู้จักกับนางเอก


"นี่น้องพิงค์นะ เป็นเฟรชชี่เกิร์ลของปีที่แล้ว"


เฮ้อ ค่อยยังชั่ว นึกว่าต้องเล่นคู่กับยัยตัวแสบซะอีก


พิงค์เป็นผู้หญิงที่ผมคิดว่าสวย และมีเสน่ห์เลยทีเดียว ผมเธอยาว ทำผมสีน้ำตาลทอง ดัดลอนอ่อนๆ รับกับหน้าซึ่งออกรูปไข่ ผิวขาว น่าจะสูงราวๆ 168 up เอวบาง ร่างน้อย เป็นนางแบบได้สบายเลย เพราะถึงแม้เธอจะอยู่ในชุดนักศึกษา เธอก็ยังดูดี สมแล้วที่เธอได้เป็นเฟรชชี่เกิร์ลเมื่อปีที่แล้ว แถมเธอยังได้เป็นนางเอกในละครเวทีมาตลอด ทำไมผมถึงรู้น่ะเหรอ ผมไม่ได้ปลื้มเธอเป็นการส่วนตัวหรอกครับ เพียงแต่ว่าผมก็เห็นเธอตามโปสเตอร์บ่อยๆเหมือนกัน แต่ตัวจริงเธอดูดีกว่าในรูปมาก แล้วตอนนี้ดูท่าทางเธอก็จะเขินๆ ผมด้วย (ถ้าผมไม่ได้หลงตัวเองนะ 55+)


"สวัสดีค่ะ"


"สวัสดีครับ"


"งั้นสองคนนี้คุยกันไปก่อนนะ เดี๋ยวฉันขอตัวก่อนนะไอ้วิน"


แล้วไอ้นนท์เพื่อนผม มันก็จากไป ทิ้งไว้ให้ผมคุยกะสาวสวย สงสัยอยากให้ทำความคุ้นเคยกันมั้ง


"เอ่อ" เราทั้งสองดันใจตรงกันพูดขึ้นมาพร้อมกันซะนี่


"น้องพิงค์พูดก่อนดีกว่าครับ" ผมพูดด้วยท่าทางนิ่งๆ และสุภาพ


"เอ่อ พี่วินเชิญก่อนดีกว่าค่ะ" น้องพิงค์พูดด้วยอาการเคอะเขิน


"น้องพิงค์เรียนอยู่คณะอะไรเหรอครับ"


"พิงค์เรียนนิเทศน่ะค่ะ พี่วินอยู่คณะวิศวะฯ ใช่ไหมคะ"


"รู้ข้อมูลพี่ด้วยเหรอครับ ^^"


"ใครๆเขาก็รู้กันทั้งนั้นแหล่ะค่ะพี่วิน ก็ถึงแม้ว่าพี่วินเป็นเฟรชชี่บอยของสามปีมาแล้ว แต่ว่าพี่วินน่ะเป็นเฟรชชี่บอย ที่ทั้งเก่ง หล่อ และเท่ห์ที่สุดเลยนะคะ" น้องพิงค์พูดด้วยท่าทางผมชื่นชมผมอย่างมาก เหมือนว่าผมเป็นผู้ชายในฝันทำนองนั้นล่ะครับ


"น้องพิงค์คิดแบบนั้นจริงๆเหรอครับ"


"ค่ะ ^___^"


เฮ้อ ผมเบื่อจังเลย คำพูดพวกนี้ ไม่มีใครรู้จักตัวตนของผมจริงเลยสักคน จะมีบ้างไหมสักวันที่ผมจะไม่ต้องเจอคำพูดแบบนี้บ้างนะ


ผมคุยกับน้องพิงค์ ได้สักพัก ผมก็ขอตัวกลับก่อน โดยที่ผมก็ไม่ได้อาสาจะไปส่งน้องพิงค์ อาจจะดูเหมือนผมไม่เป็นสุภาพบุรุษ แต่ผมไม่อยากให้ความหวังใคร ถ้าผมไม่คิดอะไร ผมไม่อยากให้ผู้หญิงคนไหนต้องมาร้องไห้เพื่อผม
ผมไม่อยากให้ใครต้องมาเจ็บเพราะผม เพราะเมื่อก่อน ผมก็เคยเจ็บ เพราะผู้หญิงคนหนึ่ง ผมรู้ดีว่า มันเจ็บปวดแค่ไหน โดยเฉพาะผู้หญิงคนนั้นเธอเป็นรักแรกของผม


ผมขับรถเรื่อยๆ ไปตามถนน กับรถคู่ใจ รถคู่ใจของผมน่ะเหรอครับ ไม่สวยหรูเลิศหรอกครับ ผมไม่ชอบ เพราะยิ่งทำให้ผมเป็นจุดเด่นมากกว่านี้ ผมขอแค่ฮอนด้า civic สีดำ แต่งล้อ กับสปอยล์เลอร์นิดหน่อย แค่นั้นก็พอแล้วครับ


ผมขับรถไปเรื่อยๆ ปลายทางคือบ้าน ตอนนี้ค่ำแล้ว แสงไฟจากรถที่สวนมา ส่องเข้ามาในรถเป็นระยะๆ ประกอบกับ ฝนที่ตกโปรยปรายลงมาอย่างประปราย ไม่หนักมากนัก ยิ่งทำให้ผม ยิ่งรู้สึกเหงามากขึ้นไปอีก


"... จุดอ่อนของฉัน อยู่ตรงที่หัวใจ
ที่ทำเป็นแข็งแรง ที่ฉันแสดง ที่แท้แทบขาดใจ
อยากได้ทั้งความรัก อยากได้คนเข้าใจ
ต้องซ่อนมันไว้ภายใน ไม่ใช่อะไร
ที่แท้นั้นหัวใจ มันอ่อนแอ..."
(จุดอ่อนของฉันอยู่ที่หัวใจ - อ๊อฟ ปองศักดิ์ ประกอบละครสวรรค์เบี่ยง)


เสียงจากเพลงท่อนหนึ่ง ที่สถานีวิทยุเปิด ซึ่งผมได้เปิดฟังมาในรถ เพลงท่อนนี้ ผมรู้สึกว่ามันโดนใจผมมากๆ เมื่อไหร่นะ ผมจะเจอคนที่เข้าใจผม และไม่ทำให้ผมเหงา ในเวลาที่ฝนตกแบบนี้


ผมมองไปยังนาฬิกาที่อยู่ตรงใกล้กับวิทยุ ตอนนี้เป็นเวลาเกือบจะสองทุ่มแล้ว ทีแรกผมตั้งใจจะมุ่งกลับบ้าน แต่ตอนนี้ผมเปลี่ยนใจแล้ว เมื่อถึงทางแยก ที่มีป้ายบอกทางไปสะพานพระรามแปด ผมจึงหมุนพวงมาลัยไปตามทางนั้นทันที


เมื่อผมขับรถไปถึงใต้สะพานพระรามแปดผมจอดรถ และลงมาจากรถ ที่นี่เป็นเพียงที่เดียว ที่ผมมาแล้วรู้สึกว่าสบายใจที่สุด ที่นี่เปรียบเสมือนเพื่อนที่เข้าใจผมมากที่สุด ในตอนนี้ ผมนั่งพิงรถตัวเอง และกำลังมองไปยังแม่น้ำ มองแสงจากสะพาน มองแสงจากตึกต่างๆ ที่นี่ทำให้ผมรู้ว่า กรุงเทพยามราตรี สวยงามที่สุด ถึงแม้กรุงเทพจะไม่ค่อยเห็นดาวก็ตาม ผมคิดไว้ว่าหากได้อยู่ตรงนี้ กับคนที่ผมรัก และเขาก็รักผม ก็คงจะดีไม่ใช่น้อยเลย ในแม่น้ำเจ้าพระยา มีเรือผ่านไปเป็นระยะๆ เวลามาที่นี่ทีไร ผมสามารถอยู่ที่นี่จนลืมเวลาไปได้เลยล่ะครับ เพราะผมน่ะ ยังไม่อยากกลับบ้าน บ้านที่เหมือนไม่ใช่บ้าน


ผมเหลือบมองนาฬิกาที่ข้อมือตัวเอง ตอนนี้เป็นเวลาเกือบสี่ทุ่มแล้ว เฮ้อ เห็นทีว่าผมจะต้องขับรถกลับบ้านได้แล้วสินะ


เอี๊ยดดด....
มาถึงแล้วครับบ้านผม รั้วบ้านผมทำด้วยปูน สูงพอประมาณ ติดริมรั้วบ้านมีต้นเข็มปลูกอยู่ด้วย ส่วนประตูบ้านทำด้วยประตูอัลลอยด์ขนาดใหญ่ เมื่อเข้ามาคุณจะเห็นน้ำพุตรงกลาง แล้วด้านหลังน้ำพุ เป็นที่ตั้งของตัวบ้านครับ ส่วนสองข้างทาง เป็นสนามหญ้าหน้าบ้าน ตัวบ้านผมมีขนาดประมาณสองร้อยห้าสิบกว่าตารางวา ใหญ่ไหมล่ะครับ แต่คุณๆอย่าอิจฉาผมเลยครับ บ้านใหญ่แต่ไม่มีความสุข


ตอนนี้ผมเดินเข้ามา ในห้องโถงของบ้าน เพื่อจะขึ้นไปยังชั้นสอง ซึ่งบันไดจะอยู่บริเวณห้องโถงรับแขกด้านล่าง แต่ยังไม่ทันที่ผมจะก้าวเท้าขึ้นบันได ผมก็ได้ยินเสียงคุ้นเคยของชายที่มีอายุราวๆ ห้าสิบห้าปี ดังมาจากโซฟารับแขก


"แกไปไหนมา นี่มันกี่ทุ่มแล้ว รู้เวลาบ้างหรือเปล่า"


"ผมเหนื่อยครับ ขอตัวก่อนนะครับ"


"เดี๋ยว ฉันมีเรื่องจะคุยกับแก"


"..."


"ปีนี้แกเรียนปีสุดท้ายแล้วสินะ พยายามเอาเกียรตินิยมมาให้ได้ล่ะ เพื่อ..."


"เพื่อคุณพ่อจะได้ไม่อับอายใช่ไหมครับ เพราะผมเป็นถึงลูกชายเจ้าของบริษัทออกแบบซอฟท์แวร์รายใหญ่ของประเทศ... คุณพ่อไม่ต้องห่วงหรอกครับ ผมจะไม่ทำให้ผิดหวังแน่นอน"


"อืม ก็ดี ถ้าแกมั่นใจขนาดนั้น"


"หมดธุระแล้วใช่ไหมครับ ผมขอตัวก่อนนะครับ วันนี้ผมเหนื่อยมาก"


"เดี๋ยว ยังมีอีกเรื่อง... งานคอนเสิร์ตการกุศล แกเดี่ยวเปียโนใช่ไหม ทำให้ดีๆล่ะ อย่าทำให้ฉันขายหน้า เข้าใจหรือเปล่า"


"เข้าใจแล้วครับ ผม...ไปได้แล้วใช่ไหมครับ"


"อืม"


เข้าใจกันหรือยังครับทุกคน ที่ผมบอกว่ามีบ้าน ก็เหมือนไม่ใช่บ้าน ตั้งแต่แม่ของผมเสียไป คุณพ่อก็เข้มงวดกับผมขึ้นทุกวัน ท่านตั้งความหวังกับผมไว้สูงมาก ท่านพยายามยัดเยียดตำแหน่งผู้สืบทอดกิจการ โดยที่ไม่เคยถามผมเลย ว่าผมเต็มใจหรือเปล่า ผมเข้าใจดี ว่าผมเป็นลูกชายคนเดียว แต่ผมก็ไม่เคยคิดจะเรียกร้องอะไรเลย ผมแค่อยากให้ท่านคอยเป็นกำลังใจให้ผมในยามที่ผมเหนื่อย หรือรู้สึกท้อ เพียงแค่นั้น ผมก็พร้อมและเต็มใจทำให้ท่านได้ทุกอย่าง


แต่ตั้งแต่แม่ผมเสียไปตอนผมอายุแปดขวบ พ่อก็จับผมเรียนทั้งเปียโน ทั้งกีฬาแทบจะทุกประเภท โดยเฉพาะกอล์ฟ กับเทนนิส เป็นกีฬาที่ผมถนัดที่สุดเลยล่ะครับ นอกจากนั้น ก็ยังมีเรียนภาษาต่างประเทศ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ การบริหาร การตลาด ผมเรียนได้เกรดสี่ทุกเทอมตั้งแต่มัธยม และได้เกรดเฉลี่ยสี่จุดศูนย์ๆในขณะที่เรียนมหาวิทยาลัยมาตลอดสามปี


ถึงแล้วครับห้องนอนของผม ในห้องนอน คุณจะเห็นรูปตั้งอยู่ที่โต๊ะข้างเตียง ซึ่งจะมีตั้งไว้สองรูป เป็นรูปที่ผมถ่ายคู่กับผู้หญิงทั้งสองรูปเลยครับ


รูปตอนผมในวัยเด็ก ถ่ายคู่กับผู้หญิงรูปร่างดี ดูท่าทางโอบอ้อมอารีคนนี้ เธอเป็นแม่ของผมเองครับ ส่วนอีกรูป เป็นรูปถ่ายเมื่อสามปีที่แล้ว ตอนนั้นผมเพิ่งจะเรียนจบมัธยมศึกษาปีที่หก ผู้หญิงที่อยู่ข้างๆผม ในรูป เธอดูร่าเริงสดใส ดูได้จากการยิ้มของเธอ ซึ่งยิ้มของเธอดูจริงใจ เธอไม่เหมือนผู้หญิงคนอื่นๆที่ผมรู้จัก เธอคือผู้หญิงคนแรกที่ทำให้ผมรัก และทำให้ผมเจ็บ ผมมองรูปนี้ทีไร ผมก็เจ็บแปล๊บขึ้นที่หัวใจทุกครั้ง


ผมพยายามจะคว่ำรูปกรอบนี้ลง แต่สุดท้าย ผมก็ต้องตั้งมันขึ้นมาเหมือนเดิมทุกที ผ่านมา 3 ปีแล้ว แต่ผมก็ยังลืมเธอไม่ได้สักที ตอนนี้ผมไม่ขอเล่าดีกว่าครับ ผมเหนื่อยจังเลย ผมขอตัวนอนพักผ่อนก่อนนะครับ ไว้เจอกันครับ ราตรีสวัสดิ์


โปรดติดตามตอนต่อไปนะคะ






Free TextEditor


Create Date : 03 มิถุนายน 2551
Last Update : 3 มิถุนายน 2551 15:51:03 น. 1 comments
Counter : 68 Pageviews.

 


โดย: teansri วันที่: 20 กรกฎาคม 2551 เวลา:0:52:43 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

บุปผาหยกไร้ใจ
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add บุปผาหยกไร้ใจ's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.