All Blog
บทสวดประกาศพระปริตรแปล
สำหรับผู้ได้ศึกษา 'พุทธ ธรรม สงฆ์' อย่างถูกต้องแล้ว
พระไตรปิฎกและอรรถกถาแปล ชุด 91 เล่ม จัดพิมพ์โดยมหา มกุฎราชวิทยาลัยรวบรวมและเรียบเรียงโดย คณะวัดสามแยก
พระปริตร ฉบับภาษาไทยแปล (แปลตามชุดสีน้าเงินและสีแดง)
หนังสือนี้ไม่สงวนลิขสิทธิ์ ห้ามขาย
พิมพ์แจกเผยแพร่ เพื่อประโยชน์สุขสำราญแก่พุทธบริษัท
ที่พักสงฆ์ป่าสามแยก บ้านห้วยยางทอง หมู่ 9 ต.วังกวาง อ.น้าหนาว จ.เพชรบูรณ์ 67260 โทร. 08-6853-3355 http://www.samyaek.com http://www.samyaek.com/
-1-
ส่วนที่ 1 ใช้สวด สำหรับผู้ศึกษาพุทธ ธรรม สงฆ์ อย่างถูกต้องแล้ว
รัตนสูตร - ว่าด้วยความสวัสดีมีด้วยพุทธ ธรรม สงฆ์พระไตรปิฎก และอรรถกถาแปลชุด ๙๑ เล่ม :สีน้ำเงิน เล่ม 47/1/7, สีแดง เล่ม 47/1/6
ขอนอบน้อมแด่พระผู้จำแนกธรรมอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
ภูต๑เหล่าใดประชุมกันแล้วในที่นี้ก็ดี, หรือเทวดาภาคพื้นเหล่าใดประชุมกันแล้วในอากาศก็ดี, หมู่ภูตทั้งปวงจงเป็นผู้มีใจดีและจงฟังภาษิตโดยเคารพ, ดูก่อนภูตทั้งปวงเพราะเหตุนั้นท่านทั้งหลายจงตั้งใจฟัง, จงแผ่เมตตาไปในหมู่มนุษย์, มนุษย์เหล่าใดทำการพลี๒เพื่อท่าน, ทั้งกลางวันกลางคืน, เพราะเหตุนั้น ท่านทั้งหลายจงเป็นผู้ไม่ประมาท, จงรักษามนุษย์เหล่านั้น,
ทรัพย์เครื่องปลื้มใจอย่างใดอย่างหนึ่งในโลกนี้หรือในโลกอื่น, หรือรัตนะ๓ใดอันประณีตในสวรรค์, ทรัพย์และรัตนะนั้นเสมอด้วยพระตถาคตย่อมไม่มี, พระพุทธเจ้าแม้นี้เป็นรัตนะอันประณีต, ด้วยการกล่าวคำจริงนี้ขอความสวัสดีจงมี,
พระศากยะผู้สงบผู้มีพระหฤทัยดำรงมั่น, ได้บรรลุธรรมใดอันเป็นที่สิ้นกิเลสเป็นที่สำรอกกิเลส, เป็นอมตธรรมเป็นธรรมประณีต, ธรรมชาติอะไรๆอันเสมอด้วยพระธรรมนั้นย่อมไม่มี, พระธรรมแม้นี้เป็นรัตนะอันประณีต, ด้วยการกล่าวคำจริงนี้ ขอความสวัสดีจงมี
---------------------------------------------------------------------
๑. ภูต หมายถึง มนุษย์ทิพย์และสัตว์เดรัจฉานทิพย์ทั้งหลาย,
๒. ทาการพลี หมายถึง บริจาคสิ่งของหรือจัดการฟังธรรมเป็นต้น แล้วให้ส่วนบุญแก่มนุษย์ทิพย์และสัตว์เดรัจฉานทิพย์
๓. รัตนะ หมายถึง แก้ว, ของวิเศษหรือมีค่ามาก, สิ่งประเสริฐ, สิ่งมีค่าสูงยิ่ง
๔. สวัสดี หมายถึง ความดีงาม, ความเจริญรุ่งเรือง, ความปลอดโปร่ง, ความปลอดภัย
---------------------------------------------------------------------
2
พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด,ทรงสรรเสริญแล้วซึ่งสมาธิใด ว่าเป็นธรรมอันสะอาด,ท่านผู้รู้ทั้งหลายกล่าวสมาธิใดว่าให้ผลโดยลำดับ, สมาธิอื่นเสมอด้วยสมาธินั้นย่อมไม่มี, พระธรรมแม้นี้เป็นรัตนะอันประณีต, ด้วยการกล่าวคาจริงนี้ขอความสวัสดีจงมี,
บุคคล ๘ จาพวก ๔ คู่, อันสัตบุรุษทั้งหลายสรรเสริญแล้ว, บุคคลเหล่านั้นควรแก่ของทำบุญ, เป็นสาวกของพระสุคตเจ้า๒, ทานที่บุคคลถวายแล้วในท่านเหล่านั้นย่อมมีผลมาก, พระสงฆ์แม้นี้เป็นรัตนะอันประณีต, ด้วยการกล่าวคำจริงนี้ขอความสวัสดีจงมี,
พระอริยบุคคลเหล่าใดในศาสนาของพระพุทธโคดม, ประกอบด้วยดีแล้วมีใจมั่นคงเป็นผู้ไม่มีความห่วงใย, พระอริยบุคคลเหล่านั้นบรรลุอรหัตตผลที่ควรบรรลุ, หยั่งลงสู่ความดับนิรันดร, ได้ซึ่งความดับกิเลสโดยเปล่าๆเสวยผลอยู่, พระสงฆ์แม้นี้เป็นรัตนะอันประณีต, ด้วยการกล่าวคำจริงนี้ขอความสวัสดีจงมี,
เสาเขื่อนที่ฝังลงดินไม่หวั่นไหวเพราะลมทั้งสี่ทิศฉันใด, ผู้ใดพิจารณาเห็นอริยสัจทั้งหลาย, เราเรียกผู้นั้นว่าเป็นสัตบุรุษผู้ไม่หวั่นไหวเพราะโลกธรรม๓ฉันนั้น, พระสงฆ์แม้นี้เป็นรัตนะอันประณีต, ด้วยการกล่าวคำจริงนี้ขอความสวัสดีจงมี,
พระโสดาบันเหล่าใด, ทำให้แจ้งซึ่งอริยสัจทั้งหลาย, อันพระศาสดาทรงแสดงดีแล้วด้วยปัญญาอันลึกซึ้ง, พระโสดาบันเหล่านั้น, ยังเป็นผู้ประมาทอย่างแรงกล้าก็จริงอยู่, ถึงกระนั้นท่านก็ไม่ยึดถือเอาภพที่ ๘ , พระสงฆ์แม้นี้เป็นรัตนะอันประณีต, ด้วยการกล่าวคำจริงนี้ขอความสวัสดีจงมี,
-----------------------------------------------------------------------------
๑. บุคคล ๘ จาพวก ๔ คู่ หมายถึง พระอริยะบุคคลผู้บรรลุธรรมวิเศษมีโสดาปัตติมรรค- โสดาปัตติผล, สกทาคามิมรรค-สกทาคามิผล, อนาคามิมรรค-อนาคามิผล, อรหัตตมรรค-อรหัตตผล , ๒. พระสุคตเจ้า หมายถึง คาเรียกพระพุทธเจ้าอีกพระนามหนึ่ง,
๓. โลกธรรม หมายถึง ธรรมที่มีประจาโลก, ธรรมที่ครอบงาสัตว์โลกและสัตว์โลกก็เป็น ไปตาม มี ๘ อย่าง คือ มีลาภ ไม่มีลาภ มียศ ไม่มียศ นินทา สรรเสริญ สุข ทุกข์
๔. ไม่ยึดถือเอาภพที่ ๘ หมายถึง ตรัสถึงคุณของพระโสดาบันผู้เนิ่นช้าที่สุด จะต้องเกิดอีกอย่างมากเพียง ๗ ชาติ ก็จะถึงความดับสนิท
------------------------------------------------------------------
ความเห็นว่าเป็นตัวตนและความลังเลสงสัย, หรือแม้ความยึดถือว่าบุคคลจะบริสุทธิ์หลุดพ้นด้วยศีล, และวัตรอันใดอันหนึ่ง มีอยู่, ธรรมเหล่านั้นอันพระโสดาบันนั้นละได้แล้ว, พร้อมด้วยความถึงพร้อมแห่งการเห็นความดับทีเดียว, อนึ่งพระโสดาบันเป็น
ผู้พ้นแล้วจากอบายทั้ง๔ , และไม่อาจเพื่อจะกระทำความผิดสถานหนักทั้ง๖ , พระสงฆ์แม้นี้เป็นรัตนะอันประณีต, ด้วยการกล่าวคำจริงนี้ขอความสวัสดีจงมี,
พระโสดาบันนั้น, ยังทำบาปกรรมด้วยกายด้วยวาจาหรือด้วยใจก็จริง, ถึงกระนั้นท่านก็ไม่ควรเพื่อจะปกปิดบาปกรรมนั้น, ความที่บุคคลเห็นทางแห่งความดับแล้ว, เป็นผู้ไม่ปกปิดบาปนั้นเลย, พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้ว, พระสงฆ์แม้นี้เป็นรัตนะอันประณีต, ด้วยการกล่าวคำจริงนี้ขอความสวัสดีจงมี,
พุ่มไม้ในป่ามียอดอันบานแล้ว, ในเดือนต้นแห่งฤดูร้อนฉันใด, พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงแสดงธรรมอันประเสริฐยิ่ง, เป็นเครื่องให้ถึงความดับ, เพื่อประโยชน์เกื้อกูลฉันนั้น, พระพุทธเจ้าแม้นี้เป็นรัตนะอันประณีต, ด้วยการกล่าวคำจริงนี้ขอความสวัสดีจงมี,
พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ, ทรงทราบธรรมอันประเสริฐ, ทรงประทานธรรมอันประเสริฐ, ทรงนามาซึ่งธรรมอันประเสริฐ, ได้ทรงแสดงธรรมอันประเสริฐ, ไม่มีผู้ยิ่งไปกว่า, พระพุทธเจ้าแม้นี้เป็นรัตนะอันประณีต, ด้วยการกล่าวคำจริงนี้ขอความสวัสดีจงมี,
พระอริยบุคคลเหล่าใด, มีกรรมเก่าสิ้นแล้ว, ไม่มีกรรมใหม่ที่จะเกิดต่อไป, เป็นผู้มีจิตอันหน่ายแล้วในการเกิด, พระอริยบุคคลเหล่านั้น, มีความทะยานอยากอันสิ้นแล้ว มีความพอใจไม่งอกงามแล้ว, เป็นผู้มีปัญญา, ย่อมดับไปเหมือนประทีปที่ดับฉันนั้น, พระสงฆ์แม้นี้เป็นรัตนะอันประณีต, ด้วยการกล่าวคำจริงนี้ขอความสวัสดีจงมี,
-----------------------------------------------------------------------------
๑. อบายทั้ง ๔ คือ นรก สัตว์เดรัจฉาน เปรตและอสุรกาย
๒. ความผิดสถานหนักทั้ง ๖ คือ ฆ่ามารดา ฆ่าบิดา ฆ่าพระอรหันต์ ทาร้ายพระพุทธเจ้าให้ถึงห้อพระโลหิต ทาสงฆ์ให้แตกกันและการถือศาสดาอื่น
----------------------------------------------------
4
ท้าวสักกเทวราชตรัสเสริมว่าดังนี้
ภูตเหล่าใดประชุมกันแล้วในที่นี้ก็ดี, หรือเทวดาภาคพื้นเหล่าใดประชุมกันแล้วในอากาศก็ดี, เราทั้งหลายจงนมัสการพระพุทธเจ้าผู้ยิ่งใหญ่, ผู้อันเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายบูชาแล้ว, ขอความสวัสดีจงมี,
ภูตเหล่าใดประชุมกันแล้วในที่นี้ก็ดี, หรือเทวดาภาคพื้นเหล่าใดประชุมกันแล้วในอากาศก็ดี, เราทั้งหลายจงนมัสการพระธรรมของพระพุทธเจ้า, อันเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายบูชาแล้ว, ขอความสวัสดีจงมี,
ภูตเหล่าใดประชุมกันแล้วในที่นี้ก็ดี, หรือเทวดาภาคพื้นเหล่าใดประชุมกันแล้วในอากาศก็ดี, เราทั้งหลายจงนมัสการพระสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้า, ผู้อันเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายบูชาแล้ว, ขอความสวัสดีจงมี, จบรตนสูตร

-5- เมตตสูตร-ว่าด้วยการแผ่เมตตาในสัตว์ทั้งปวง
พระไตรปิฎก และอรรถกถาแปลชุด ๙๑ เล่ม :สีน้ำเงิน เล่ม 39/328/1, สีแดงเล่ม 39/318/8
เมตตสูตร
การงานใด, อันพระอริยะทำแล้วบรรลุผลอันสงบ, การงานนั้น, อันกุลบุตรผู้ฉลาดในประโยชน์พึงกระทำ, กุลบุตรนั้น, พึงเป็นผู้อาจหาญซื่อตรงและตรงด้วยดี,
พึงเป็นผู้ว่าง่ายอ่อนโยนไม่พึงดูหมิ่นผู้อื่น, พึงเป็นผู้สันโดษเลี้ยงง่าย, เป็นผู้มีการงานน้อย ประพฤติเบากายเบาใจ, พึงเป็นผู้มีกายใจสงบมีปัญญารักษาตัว, เป็นผู้ไม่คะนองไม่ติดในสกุลทั้งหลาย, ท่านผู้รู้ทั้งหลาย, ติเตียนชนเหล่าอื่นได้ด้วยการทำความ ลามกอันใด, ก็ไม่พึงทาความลามกอันนั้น, พึงแผ่เมตตาให้สัตว์ทั้งปวง, จงเป็นผู้มีสุข มีความเกษม, มีตนถึงความสุขเถิด, สัตว์มีชีวิตทั้งหลายเหล่าใดเหล่าหนึ่งมีอยู่, ยังเป็นผู้สะดุ้ง มีความทะยานอยาก, หรือเป็นผู้มั่นคง ไม่มีความทะยานอยาก, สัตว์ทั้งหมดนั้น, เหล่าใดยาว หรือสั้น, ปานกลางหรือใหญ่, ผอมหรืออ้วน,
เหล่าใดที่เราเห็นแล้วหรือมิได้เห็น, เหล่าใดอยู่ใน ที่ไกลหรือที่ใกล้, ที่เกิดแล้วหรือที่แสวงหาภพเกิด, ขอสัตว์ทั้งปวงเหล่านั้น, จงเป็นผู้มีตนถึงความสุขเถิด, สัตว์อื่นไม่พึงข่มเหงสัตว์อื่น, ไม่พึงดูหมิ่นอะไรๆ เขา ไม่ว่าในที่ใดๆ เลย, ไม่พึงปรารถนาทุกข์แก่กันและกัน, เพราะความกริ้วโกรธและความแค้นเคือง,
มารดาถนอมบุตรคนเดียวผู้เกิดในตน, ยอมพลีชีวิต เพื่อลูกได้ฉันใด, พึงเจริญเมตตามีในใจไม่มีประมาณ ในสัตว์ทั้งปวงแม้ฉันนั้น, พึงเจริญเมตตามีในใจไม่มีประมาณในโลกทั้งปวง, ทั้งเบื้องบน เบื้องล่าง เบื้องขวาง, เป็นธรรมอันไม่คับแค้น ไม่มีเวร ไม่มีศัตรู, ผู้เจริญเมตตา,จะยืนเดินนั่งนอนก็ตาม, เมื่อนอนยังไม่หลับเพียงใด, ก็พึงตั้งสติแผ่เมตตาไว้เพียงนั้น, ผู้รู้ทั้งหลายกล่าวว่า, เป็นการอยู่อย่างประเสริฐ
ในพระศาสนานี้, ผู้มีเมตตาไม่เข้าถึงความเห็นผิดเป็นผู้มีศีล, เห็นพร้อมแล้วซึ่งทางแห่งความดับด้วยปัญญาอันชอบ, นำความหมกมุ่นในกามทั้งหลายออกไปได้แล้ว, ก็ย่อม ไม่เข้าถึงการเกิดในครรภ์อีกโดยแท้, จบเมตตสูตร

-7- อหิสูตร - ว่าด้วยการแผ่เมตตาไปถึงตระกูลพระยางู
พระไตรปิฎก และอรรถกถาแปลชุด ๙๑ เล่ม : สีน้ำเงินเล่ม 35/215/11, สีแดงเล่ม 35/222/18
ความเป็นมิตรของเรา จงมีกับงูตระกูลวิรูปักขะทั้งหลาย,
ความเป็นมิตรของเรา จงมีกับงูตระกูลเอราปถะทั้งหลาย,
ความเป็นมิตรของเรา จงมีกับงูตระกูลฉัพยาปุตตะทั้งหลาย,
ความเป็นมิตรของเรา จงมีกับงูตระกูลกัณหาโคตมกะทั้งหลาย,
ความเป็นมิตรของเรา จงมีกับสัตว์ไม่มีเท้าทั้งหลาย,
ความเป็นมิตรของเรา จงมีกับสัตว์ ๒ เท้าทั้งหลาย,
ความเป็นมิตรของเรา จงมีกับสัตว์ ๔ เท้าทั้งหลาย,
ความเป็นมิตรของเรา จงมีกับสัตว์มีเท้ามากทั้งหลาย,
ขอสัตว์ไม่มีเท้าอย่าเบียดเบียนเรา, สัตว์ ๒ เท้าก็อย่าเบียดเบียนเรา,
สัตว์ ๔ เท้าก็อย่าเบียดเบียนเรา, สัตว์มีเท้ามากก็อย่าเบียดเบียนเรา,
ขอสัตว์ทั้งปวงผู้มีลมหายใจและผู้เกิดแล้วทั้งหมดทั้งสิ้น, จงประสบแต่ความเจริญเถิด, อย่าได้รับโทษลามกอะไรๆเลย,
พระพุทธเจ้าทรงพระคุณสุดที่จะประมาณ, พระธรรมทรงพระคุณสุดที่จะประมาณ, พระสงฆ์ทรงพระคุณสุดที่จะประมาณ, สัตว์เลื้อยคลาน ทั้งหลายมีประมาณ, คือ งู แมลงป่อง ตะขาบ แมลงมุม ตุ๊กแกและหนู, การรักษาเราได้ทาแล้ว, การป้องกันเราได้ทาแล้ว, ขอสัตว์ทั้งหลายจงหลีกไป,
ข้าพเจ้านอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า, นอบน้อมแด่พระสัมมา สัมพุทธเจ้า ๗ พระองค์, จบอหิสูตร

-8- อาฏานาฏิยสูตร – ว่าด้วยวิธีป้องกันอมนุษย์
พระไตรปิฎก และอรรถกถาแปลชุด ๙๑ เล่ม : สีน้ำเงินเล่ม 16/123/3 , สีแดงเล่ม 16/111/4
อาฏานาฏิยสูตร
ข้าพเจ้า (พระอานนทเถระเจ้า) ได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้า ประทับอยู่ ณ ภูเขาคิชฌกูฏ ใกล้ เมืองราชคฤห์. ครั้งนั้น ท้าวมหาราชทั้ง ๔ ตั้งการคุ้มครองไว้ทั้ง ๔ ทิศ
ตั้งกองทัพไว้ทั้ง ๔ ทิศ ตั้งการป้องกันไว้ทั้ง ๔ ทิศ ด้วยกองทัพยักษ์กองใหญ่ด้วยกองทัพคนธรรพ์กองใหญ่ ด้วยกองทัพกุมภัณฑ์กองใหญ่และด้วยกองทัพนาคกองใหญ่ เมื่อล่วงราตรีไปแล้ว มีรัศมีงามยิ่ง ยังภูเขาคิชฌกูฏทั้งสิ้นให้สว่างไสว แล้วเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง. ฝ่ายยักษ์เหล่านั้นบางพวก ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง บางพวกได้ปราศรัยกับพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นกล่าวคาปราศรัยอันเป็นที่ระลึกถึงกันผ่านไปแล้วจึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง บางพวกประนมอัญชลีไปทางที่พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับ แล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง บางพวกประกาศชื่อและโคตรแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง บางพวกนั่งนิ่งอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง. ท้าวเวสวัณมหาราชประทับนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ยักษ์ชั้นสูงบางพวกมิได้เลื่อมใสต่อพระผู้มีพระภาคเจ้าก็มี ยักษ์ชั้นสูงบางพวกที่เลื่อมใสต่อพระผู้มีพระภาคเจ้าก็มี ยักษ์ชั้นกลางที่ไม่เลื่อมใสต่อพระผู้มีพระภาคเจ้าก็มี ยักษ์ชั้นกลางที่เลื่อมใสต่อพระผู้มีพระภาคเจ้าก็มี ยักษ์ชั้นต่ำที่ไม่เลื่อมใสต่อพระผู้มีพระภาคเจ้าก็มี ยักษ์ชั้นต่ำที่เลื่อมใสต่อพระผู้มีพระภาคเจ้าก็มี. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ โดยมากแล้วยักษ์มิได้เลื่อมใสต่อพระผู้มีพระภาคเจ้าเลย ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงธรรมเพื่องดเว้นจากการฆ่าสัตว์ ทรงแสดงธรรมเพื่องดเว้นจากการลักทรัพย์ ทรงแสดงธรรมเพื่องดเว้นจากการประพฤติผิดในกาม ทรงแสดงธรรมเพื่องดเว้นจากการโกหก ทรงแสดงธรรมเพื่องดเว้นจากการดื่มน้าเมาคือสุราและเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท. แต่โดยมากพวกยักษ์มิได้งดเว้นจากการฆ่าสัตว์ มิได้งดเว้นจากการลักทรัพย์ มิได้งดเว้นจากการประพฤติผิดในกาม มิได้งดเว้นจากการโกหก มิได้งดเว้นจากการดื่มน้าเมาคือสุราและเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท ข้อนั้นจึงไม่เป็นที่รัก ไม่เป็นที่ชอบใจของยักษ์เหล่านั้น. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าบางพวก ย่อมอยู่อาศัยเสนาสนะอันเป็นราวไพรในป่า มีเสียงน้อย มีเสียงดังน้อย ปราศจากการไปมาของผู้คน ควรแก่การทำกรรมอันเร้นลับของมนุษย์ ควรแก่การหลีกเร้น ยักษ์ชั้นสูงบางพวกก็มีอยู่ในป่านั้น ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าจงทรงเรียนอาฏานาฏิยรักษ์ เพื่อให้ยักษ์พวกที่ไม่เลื่อมใสในคำสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้านี้เลื่อมใส เพื่อคุ้มครอง เพื่อรักษา เพื่อไม่เบียดเบียน เพื่อความอยู่สุขสำราญของภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ทั้งหลายเถิดพระเจ้าข้า. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับโดยการนิ่ง. ลำดับนั้น ท้าวเวสวัณมหาราช ทรงทราบการทรงรับของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ได้ทรงกล่าวอาฏานาฏิยรักษ์นี้ในเวลานั้นว่า
อาฏานาฏิยสูตร เริ่มสวดจากตรงนี้
ขอนอบน้อมแด่พระวิปัสสีพุทธเจ้า, ผู้มีตาอันประเสริฐ มีพระสิริ,
ขอนอบน้อมแด่พระสิขีพุทธเจ้า, ผู้ทรงอนุเคราะห์แก่สัตว์ทั่วหน้า,
ขอนอบน้อมแด่พระเวสสภูพุทธเจ้า, ผู้มีความเพียร ชำระกิเลส,
ขอนอบน้อมแด่พระกกุสันธพุทธเจ้า, ผู้ทรงย่ำยีมารและกองทัพมาร,
ขอนอบน้อมแด่พระโกนาคมนพุทธเจ้า, ผู้ลอยบาปแล้ว อยู่จบพรหมจรรย์,
ขอนอบน้อมแด่พระกัสสปพุทธเจ้า, ผู้พ้นพิเศษแล้วในธรรมทั้งปวง,
ขอนอบน้อมแด่พระอังคีรส ๑ พุทธเจ้า, ผู้ศากยบุตร ผู้มีพระสิริ,
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์ใด, ได้ทรงแสดงธรรมอันเป็นเครื่องบรรเทาทุกข์ทั้งปวง,
อนึ่ง พระพุทธเจ้าเหล่าใดผู้ดับแล้วในโลก, ทรงเห็นแจ้งแล้วตามความเป็นจริง, พระพุทธเจ้าเหล่านั้นเป็นผู้ไม่ส่อเสียด, เป็นผู้ยิ่งใหญ่ ปราศจากความตื่นกลัว,
เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย, นอบน้อมพระพุทธเจ้าพระองค์ใด, ผู้เป็นเผ่าพันธุ์แห่งพระอาทิตย์, ทรงเกื้อกูลแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย, ทรงถึงพร้อมด้วยความประพฤติและความรู้แจ้ง, เป็นผู้ยิ่งใหญ่ปราศจากความตื่นกลัว, (ถ้าสวดย่อให้ถึงแค่วรรคนี้)
พระอาทิตย์มีขอบเขตใหญ่ขึ้นแต่ทิศใด, เมื่อพระอาทิตย์ขึ้น กลางคืนก็หายไป,
เมื่อพระอาทิตย์ขึ้นย่อมเรียกว่ากลางวัน, แม้ห้วงน้ำในที่พระอาทิตย์ขึ้นนั้น, เป็นสมุทรลึกมีน้ำแผ่เต็มไป, ชนทั้งหลายย่อมรู้จักห้วงน้ำในที่นั้นอย่างนี้ว่า, สมุทรมีน้ำแผ่เต็มไป,
ทิศนี้มหาชนเรียกกันว่าทิศตะวันออก, ที่ท้าวมหาราชผู้ทรงยศเป็นเจ้าเป็นใหญ่ของพวกคนธรรพ์, ทรงพระนามว่าท้าวธตรัฏฐ์, อันพวกคนธรรพ์แวดล้อมแล้ว, ทรงโปรดปรานด้วยการฟ้อนรำขับร้อง, ทรงคุ้มครองอย่างดีอยู่, ข้าพระพุทธเจ้าได้ยินมาว่า, โอรสของท้าวเธอมีมากองค์, มีพระนามเดียวกันทั้งเก้าสิบเอ็ดองค์, มีพระนามว่าอินทะ, ทรงมีกำลังมาก, ทั้งท้าวธตรัฏฐ์และพระโอรสเหล่านั้น, ได้เห็นพระพุทธเจ้าผู้เบิกบานแล้ว, ผู้เป็นเผ่าพันธุ์แห่งพระอาทิตย์, พากันถวายบังคมแต่ที่ไกล, แด่พระพุทธเจ้าซึ่งเป็นผู้ยิ่งใหญ่, ปราศจากความตื่นกลัว,
-----------------------------------------------------------------------------
๑. อังคีรส หมายถึง มีรัศมีแผ่ออกจากพระวรกาย
----------------------------------------------------------------------

ข้าแต่พระผู้เป็นบุรุษผู้ยอดเยี่ยม, ข้าพระพุทธเจ้าขอนอบน้อมแด่พระองค์, ข้าแต่พระอุดมบุรุษ, ข้าพระพุทธเจ้าขอนอบน้อมแด่พระองค์, ขอพระองค์ทรงตรวจดูมหาชน, ด้วยการหยั่งรู้อันฉลาด, แม้พวกชาวทิพย์ก็ถวายบังคมพระองค์,
ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย, ได้ยินมาอย่างนั้นเนืองๆ ฉะนั้น จึงกล่าวเช่นนี้, ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายถามเขาว่า, พวกท่านถวายบังคมพระพุทธโคดมผู้ชนะหรือ, พวกเขาพากันตอบว่า, ถวายบังคมพระพุทธโคดมผู้ชนะ, ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย, ขอถวายบังคมพระพุทธโคดม, ผู้ถึงพร้อมด้วยความประพฤติและความรู้แจ้ง,
ชนทั้งหลายผู้กล่าวส่อเสียด, ผู้กัดเนื้อข้างหลัง, ทาการฆ่าสัตว์, หยาบช้า เป็นโจร, เป็นคนตลบตะแลง, ตายแล้วชนทั้งหลายพากันกล่าวว่า, จงนำออกไปโดยทิศใด,
ทิศนั้น มหาชนเรียกกันว่าทิศใต้, ที่ท้าวมหาราชผู้ทรงยศ เป็นเจ้าเป็นใหญ่ของพวกกุมภัณฑ์, ทรงพระนามว่าท้าววิรุฬหะ, อันพวกกุมภัณฑ์แวดล้อมแล้ว, ทรงโปรดปรานด้วยการฟ้อนรำขับร้อง, ทรงคุ้มครองอย่างดีอยู่, ข้าพระพุทธเจ้าได้ยินมาว่า, โอรสของท้าวเธอมีมากองค์, มีพระนามเดียวกันทั้งเก้าสิบเอ็ดองค์, มีพระนามว่าอินทะ, ทรงมีกำลังมาก, ทั้งท้าววิรุฬหะและพระโอรสเหล่านั้น, ได้เห็นพระพุทธเจ้า ผู้เบิกบานแล้ว, ผู้เป็นเผ่าพันธุ์แห่งพระอาทิตย์, พากันถวายบังคมแต่ที่ไกล, แด่พระพุทธเจ้าซึ่งเป็นผู้ยิ่งใหญ่, ปราศจากความตื่นกลัว. ข้าแต่พระผู้เป็นบุรุษผู้ยอดเยี่ยม, ข้าพระพุทธเจ้าขอนอบน้อมแด่พระองค์, ข้าแต่พระอุดมบุรุษ, ข้าพระพุทธเจ้าขอนอบน้อมแด่พระองค์, ขอพระองค์ทรงตรวจดูมหาชนด้วยการหยั่งรู้อันฉลาด, แม้พวกชาวทิพย์ก็ถวายบังคมพระองค์, ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย, ได้ยินมาอย่างนั้นเนืองๆ ฉะนั้น จึงกล่าวเช่นนี้, ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายถามเขาว่า, พวกท่านถวายบังคมพระพุทธโคดมผู้ชนะหรือ, พวกเขาพากันตอบว่า, ถวายบังคมพระพุทธโคดมผู้ชนะ, ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย,
ขอถวายบังคมพระพุทธโคดม, ผู้ถึงพร้อมด้วยความประพฤติและความรู้แจ้ง,
พระอาทิตย์มีขอบเขตใหญ่ตกในทิศใด, และเมื่อพระอาทิตย์ตกกลางวันก็ดับไป, ครั้นพระอาทิตย์ตกแล้วย่อมเรียกกันว่ากลางคืน, แม้ห้วงน้ำในที่พระอาทิตย์ตกแล้ว, เป็นสมุทรลึกมีน้ำแผ่เต็มไป, ชนทั้งหลายย่อมรู้จักห้วงน้ำในที่นั้นอย่างนี้ว่า, สมุทรมีน้ำแผ่เต็มไป,
ทิศนี้มหาชนเรียกกันว่าทิศตะวันตก, ที่ท้าวมหาราชผู้ทรงยศ เป็นเจ้าเป็นใหญ่ของพวกนาค, ทรงพระนามว่าท้าววิรูปักษ์, อันพวกนาคแวดล้อมแล้ว, ทรงโปรดปรานด้วยการฟ้อนรำขับร้อง, ทรงคุ้มครองอย่างดีอยู่,
ข้าพระพุทธเจ้าได้ยินมาว่า, โอรสของท้าวเธอมีมากองค์, มีพระนามเดียวกันทั้งเก้าสิบเอ็ดองค์, มีพระนามว่าอินทะ, ทรงมีกำลังมาก, ทั้งท้าววิรูปักษ์และพระโอรสเหล่านั้น, ได้เห็นพระพุทธเจ้าผู้เบิกบานแล้ว, ผู้เป็นเผ่าพันธุ์แห่งพระอาทิตย์, พากันถวายบังคมแต่ที่ไกล, แด่พระพุทธเจ้าซึ่งเป็นผู้ยิ่งใหญ่, ปราศจากความตื่นกลัว, ข้าแต่พระผู้เป็นบุรุษผู้ยอดเยี่ยม, ข้าพระพุทธเจ้าขอนอบน้อมแด่พระองค์, ข้าแต่พระอุดมบุรุษ, ข้าพระพุทธเจ้าขอนอบน้อมแด่พระองค์, ขอพระองค์ทรงตรวจดูมหาชนด้วยการหยั่งรู้อันฉลาด, แม้พวกชาวทิพย์ก็ถวายบังคมพระองค์, ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย, ได้ยินมาอย่างนั้นเนืองๆ ฉะนั้น จึงกล่าวเช่นนี้, ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายถามเขาว่า, พวกท่านถวายบังคมพระพุทธโคดมผู้ชนะหรือ, พวกเขาพากันตอบว่า, ถวายบังคมพระพุทธโคดมผู้ชนะ, ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย, ขอถวายบังคมพระพุทธโคดม, ผู้ถึงพร้อมด้วยความประพฤติและความรู้แจ้ง,
อุตตรกุรุทวีป เป็นสถานที่อันน่ารื่นรมย์, มีภูเขาหลวงชื่อ สิเนรุ แลดูงดงามตั้งอยู่ทิศใด, พวกมนุษย์ซึ่งเกิดใน อุตตรกุรุทวีป นั้น, ไม่ยึดถือสิ่งใดว่าเป็นของตน ไม่หวงแหนกัน, มนุษย์เหล่านั้นไม่ต้องหว่านพืช, และไม่ต้องนำไถออกไถ, หมู่มนุษย์บริโภคข้าวสาลีอันผลิตผลในที่ไม่ต้องไถ, ไม่มีรำ ไม่มีแกลบ, บริสุทธิ์ มีกลิ่นหอม, เป็นเมล็ดข้าวสารหุงในเตาอันปราศจากควัน, แล้วบริโภคโภชนะแต่ที่นั้น, อธิษฐานแม่โคให้มีกีบเดียว, แล้วเที่ยวไปสู่ทิศน้อยทิศใหญ่, อธิษฐานสัตว์เลี้ยงให้มีกีบเดียว, แล้วเที่ยวไปสู่ทิศน้อยทิศใหญ่, อธิษฐานหญิงให้เป็นพาหนะ, แล้วเที่ยวไปสู่ทิศน้อยทิศใหญ่, อธิษฐานชายให้เป็นพาหนะ, แล้วเที่ยวไปสู่ทิศน้อยทิศใหญ่,
อธิษฐานเด็กหญิงให้เป็นพาหนะ, แล้วเที่ยวไปสู่ทิศน้อยทิศใหญ่, อธิษฐานเด็กชายให้เป็นพาหนะ, แล้วเที่ยวไปสู่ทิศน้อยทิศใหญ่, บรรดานางบำเรอของพระราชานั้น, ก็ขึ้นยานเหล่านั้นตามห้อมล้อมไปทุกทิศด้วย, ยานช้าง ยานม้า ยานทิพย์, ปราสาทและวอ, ก็ปรากฏแก่ท้าวมหาราชผู้ทรงยศ, และท้าวมหาราชนั้น, ได้ทรงเนรมิตนครไว้บนอากาศคือ, อาฏานาฏานคร, กุสินาฏานคร, ปรกุสินาฏานคร, นาฏปริยานคร, ปรกุสิตนาฏานคร, ทางทิศเหนือมี กปีวันตนคร, และอีกนครหนึ่งชื่อ ชโนฆะ, อีกนครหนึ่งชื่อ
นวนวติยะ, อีกนครหนึ่งชื่อ อัมพรอัมพรวติยะ, มีราชธานีชื่อ อาฬกมันทา, ข้าแต่พระองค์ผู้ไม่มีทุกข์, ก็ราชธานีของท้าวกุเวรมหาราชชื่อ วิสาณา, ฉะนั้นมหาชน, จึงเรียกท้าวกุเวรมหาราชว่า ท้าวเวสวัณ,
ยักษ์ชื่อ ตโตลา, ชื่อ ตัตตลา, ชื่อ ตโตตลา, ชื่อ โอชสี, ชื่อ เตชสี, ชื่อ ตโตชสี, ชื่อสุระ, ชื่อราชา, ชื่อ สุโรราชา, ชื่อ อริฏฐะ, ชื่อเนมิ, ชื่อ อริฏฐเนมิ, ย่อมปรากฏ มีหน้าที่คนละแผนก, ใน วิสาณราชธานี นั้น, มีห้วงน้าชื่อธรณี, เป็นแดนที่เกิดเมฆ เกิดฝนตก, ในวิสาณราชธานี นั้น, มีสภาชื่อ ภคลวดี, เป็นที่ประชุมของพวกยักษ์, ณ ที่นั้นมีต้นไม้เป็นอันมาก, ให้ผลเป็นนิจ, เต็มไปด้วยหมู่นกต่างๆ, มีนกยูง, นกกะเรียน, นกดุเหว่า, อันมีเสียงหวานประสานเสียง, มีนกร้องดังว่า ชีวา ชีวา, และบางเหล่ามีเสียงปลุกใจ, มีไก่ป่า, มีปู, และนก โปกขรสาตกะ อยู่ในสระบัว, ในที่นั้นมีเสียงนกแก้ว, นกสาลิกา, และหมู่นกที่มีหน้าเหมือนคน, สระนฬินี ของท้าวกุเวรนั้นงดงามอยู่ตลอดกาล, ทิศนี้มหาชนเรียกกันว่าทิศเหนือ, ที่ท้าวมหาราชผู้ทรงยศ เป็นเจ้าเป็นใหญ่ของพวกยักษ์, ทรงพระนามว่าท้าวกุเวร, อันพวกยักษ์แวดล้อมแล้ว, ทรงโปรดปรานด้วยการฟ้อนรำขับร้อง, ทรงคุ้มครองอย่างดีอยู่, ข้าพระพุทธเจ้าได้ยินมาว่า, โอรสของท้าวเธอมีมากองค์, มีพระนามเดียวกันทั้งเก้าสิบเอ็ดองค์, มีพระนามว่าอินทะ, ทรงมีกำลังมาก, ทั้งท้าวกุเวรและพระโอรสเหล่านั้น, ได้เห็นพระพุทธเจ้าผู้เบิกบานแล้ว, ผู้เป็นเผ่าพันธุ์แห่งพระอาทิตย์, พากันถวายบังคมแต่ที่ไกล, แด่พระพุทธเจ้าซึ่งเป็นผู้ยิ่งใหญ่, ปราศจากความตื่นกลัว, ข้าแต่พระผู้เป็นบุรุษผู้ยอดเยี่ยม, ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย, ขอนอบน้อมแด่พระองค์, ข้าแต่พระอุดมบุรุษ, ข้าพระพุทธเจ้าขอนอบน้อมแด่พระองค์, ขอพระองค์ทรงตรวจดูมหาชนด้วยการหยั่งรู้อันฉลาด, แม้พวกชาวทิพย์ก็ถวายบังคมพระองค์, ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย, ได้ยินมาอย่างนั้นเนืองๆฉะนั้นจึงกล่าวเช่นนี้, ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายถามเขาว่า, พวกท่านถวายบังคมพระพุทธโคดมผู้ชนะหรือ,พวกเขาพากันตอบว่า,ถวายบังคมพระพุทธโคดมผู้ชนะ,ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย, ขอถวายบังคมพระพุทธ โคดม, ผู้ถึงพร้อมด้วยความประพฤติและความรู้แจ้ง, ข้าแต่พระองค์ผู้ไม่มีทุกข์, อาฏานาฏิยรักษ์นี้นั้น, เพื่อคุ้มครอง, เพื่อรักษา, เพื่อไม่เบียดเบียน, เพื่อความอยู่สุขสำราญของภิกษุ, ภิกษุณี, อุบาสก, อุบาสิกาทั้งหลาย, ข้าแต่พระองค์ผู้ไม่มีทุกข์, ผู้ใดผู้หนึ่ง, เป็นภิกษุก็ตาม, ภิกษุณีก็ตาม, อุบาสกก็ตาม, อุบาสิกาก็ตาม, จักเป็นผู้ยึดถือด้วยดี, เรียนครบบริบูรณ์, ซึ่งอาฏานาฏิยรักษ์นี้, หากว่าอมนุษย์ผู้ใดผู้หนึ่งเป็นยักษ์, เป็นนางยักษ์, เป็นบุตรยักษ์, เป็นธิดายักษ์, เป็นมหาอามาตย์ของยักษ์, เป็นพลเมืองยักษ์, เป็นยักษ์ผู้รับใช้, เป็นคนธรรพ์, เป็นนางคนธรรพ์, เป็นบุตรคนธรรพ์, เป็นธิดาคนธรรพ์,เป็นมหาอามาตย์ของคนธรรพ์,เป็นพลเมืองคนธรรพ์, เป็นคนธรรพ์ผู้รับใช้, เป็นกุมภัณฑ์, เป็นนางกุมภัณฑ์, เป็นบุตรกุมภัณฑ์, เป็นธิดากุมภัณฑ์, เป็นมหาอามาตย์ของกุมภัณฑ์, เป็นพลเมืองกุมภัณฑ์, เป็นกุมภัณฑ์ผู้รับใช้, เป็นนาค, เป็นนางนาค, เป็นบุตรนาค, เป็นธิดานาค, เป็นมหาอามาตย์ของนาค, เป็นพลเมืองนาค, หรือเป็นนาคผู้รับใช้, เป็นผู้มีจิตประทุษร้าย, เดินตามภิกษุ, ภิกษุณี, อุบาสก, อุบาสิกาผู้เดินอยู่, หรือยืนใกล้ภิกษุ, ภิกษุณี, อุบาสก, อุบาสิกาผู้ยืนอยู่, หรือนั่งใกล้, ภิกษุ, ภิกษุณี, อุบาสก, อุบาสิกาผู้นั่งอยู่, หรือนอนใกล้ภิกษุ, ภิกษุณี, อุบาสก, อุบาสิกาผู้นอนอยู่, ข้าแต่พระองค์ผู้ไม่มีทุกข์, อมนุษย์นั้นไม่พึงได้สักการะ, หรือความเคารพ, ในบ้านหรือในนิคมของข้าพระพุทธเจ้า, ข้าแต่พระองค์ผู้ไม่มีทุกข์, อมนุษย์นั้นไม่พึงได้วัตถุ, หรือการอยู่ในราชธานีชื่อว่า อาฬกมันทา ของข้าพระพุทธเจ้า, ข้าแต่พระองค์ผู้ไม่มีทุกข์, อมนุษย์นั้น, ไม่พึงได้เพื่อเข้าสมาคมของพวกยักษ์ของข้าพระพุทธเจ้า, อนึ่ง อมนุษย์ทั้งหลายไม่พึงทาการแต่งงานกับอมนุษย์นั้น, อนึ่ง อมนุษย์ทั้งหลายพึงด่าอมนุษย์นั้นด้วยความดูหมิ่นอย่างเต็มที่, อนึ่ง อมนุษย์ทั้งหลายพึงครอบบาตรเปล่าบนศีรษะอมนุษย์นั้น, อนึ่ง อมนุษย์ทั้งหลายพึงผ่าศีรษะอมนุษย์นั้นออก ๗ เสี่ยง, ข้าแต่พระองค์ผู้ไม่มีทุกข์, อมนุษย์ทั้งหลายดุร้าย, ร้ายกาจ, ทำเกินกว่าเหตุมีอยู่, อมนุษย์เหล่านั้นไม่เชื่อฟังท้าวมหาราช, ไม่เชื่อฟังยักษ์เสนาบดีของท้าวมหาราช, ไม่เชื่อฟังรองยักษ์เสนาบดีของท้าวมหาราช, ข้าแต่พระองค์ผู้ไม่มีทุกข์, อมนุษย์เหล่านั้นท่านกล่าวว่า, ชื่อว่าเป็นข้าศึกศัตรูของท้าวมหาราช, เหมือนโจรทั้งหลายในแว่นแคว้นของพระราชามคธ, โจรเหล่านั้นไม่เชื่อฟังพระราชามคธ, ไม่เชื่อฟังเสนาบดีของพระราชามคธ, ไม่เชื่อฟังรองเสนาบดีของพระราชามคธ, ข้าแต่พระองค์ผู้ไม่มีทุกข์, มหาโจรเหล่านั้นท่านกล่าวว่า, ชื่อว่าเป็นข้าศึกศัตรูของพระราชามคธฉันใด, ก็อมนุษย์ทั้งหลายดุร้าย, ร้ายกาจ, ทำเกินกว่าเหตุมีอยู่, อมนุษย์เหล่านั้นไม่เชื่อฟังท้าวมหาราช, ไม่เชื่อฟังยักษ์เสนาบดีของท้าวมหาราช, ไม่เชื่อฟังรองยักษ์เสนาบดีของท้าวมหาราช, ข้าแต่พระองค์ผู้ไม่มีทุกข์, อมนุษย์เหล่านั้นท่านกล่าวว่า, เป็นข้าศึกศัตรูของท้าวมหาราชฉันนั้น, หากว่าอมนุษย์ผู้ใดผู้หนึ่งเป็นยักษ์, เป็นนางยักษ์, เป็นบุตรยักษ์, เป็นธิดายักษ์, เป็นมหาอามาตย์ของยักษ์, เป็นพลเมืองยักษ์, เป็นยักษ์ผู้รับใช้, เป็นคนธรรพ์ เป็นนางคนธรรพ์, เป็นบุตรคนธรรพ์, เป็นธิดาคนธรรพ์, เป็นมหาอามาตย์ของคนธรรพ์, เป็นพลเมืองคนธรรพ์, เป็นคนธรรพ์ผู้รับใช้, เป็นกุมภัณฑ์, เป็นนางกุมภัณฑ์, เป็นบุตรกุมภัณฑ์, เป็นธิดากุมภัณฑ์, เป็นมหาอามาตย์ของกุมภัณฑ์, เป็นพลเมืองกุมภัณฑ์, เป็นกุมภัณฑ์ผู้รับใช้, เป็นนาค, เป็นนางนาค, เป็นบุตรนาค, เป็นธิดานาค, เป็นมหาอามาตย์ของนาค, เป็นพลเมืองนาค, หรือเป็นนาคผู้รับใช้, เป็นผู้มีจิตประทุษร้าย, เดินตามภิกษุ, ภิกษุณี, อุบาสก, อุบาสิกาผู้เดินอยู่, หรือยืนใกล้ภิกษุ, ภิกษุณี, อุบาสก, อุบาสิกาผู้ยืนอยู่, หรือนั่งใกล้ภิกษุ, ภิกษุณี, อุบาสก, อุบาสิกาผู้นั่งอยู่, หรือนอนใกล้ภิกษุ, ภิกษุณี, อุบาสก, อุบาสิกาผู้นอนอยู่, (อันภิกษุ, ภิกษุณี, อุบาสก, อุบาสิกานั้น) พึงยกโทษ, พึงคร่ำครวญ, พึงร้องแก่ยักษ์, มหายักษ์, เสนาบดี, มหาเสนาบดีว่า, ยักษ์นี้สิง, ยักษ์นี้ติดตาม, ยักษ์นี้รุกราน, ยักษ์นี้เบียดเบียน, ยักษ์นี้ทาให้เดือดร้อน, ยักษ์นี้ทาให้เกิดทุกข์, ยักษ์นี้ไม่ปล่อย ดังนี้, บรรดายักษ์, มหายักษ์, เสนาบดี, มหาเสนาบดี, เหล่านี้คือ
อินทะ, โสมะ, วรุณะ, ภารทวาชะ, ปชาปติ, จันทนะ, กามเสฏฐะ, กินนุมัณฑุ, นิฆัณฑุ, ปนาทะ, โอปมัญญะ, เทวสูตะ, มาตลิ, จิตตเสนะ, คันธัพพะ, นโฬราชา, ชโนสภะ, สาตาคิระ, เหมวตะ, ปุณณกะ, กรติยะ, คุละ,สิวกะ, มุจจลินทะ, เวสสามิตตะ, ยุคันธระ โคปาละ, สุปปเคธะ, หิริ, เนตตะ, มันทิยะ, ปัญจาลจันทะ, อาลวกะ, ปชุณณะ, สุมุขะ, ทธิมุขะ, มณิ, มานิจระ, ทีฆะ, และเสรีสกะ,
พึงยกโทษ, พึงคร่ำครวญ, พึงร้องแก่ยักษ์, มหายักษ์, เสนาบดี, มหาเสนาบดีเหล่านี้ว่า, ยักษ์นี้สิง, ยักษ์นี้ติดตาม, ยักษ์นี้รุกราน, ยักษ์นี้เบียดเบียน, ยักษ์นี้ทาให้เดือดร้อน, ยักษ์นี้ทาให้เกิดทุกข์, ยักษ์นี้ไม่ปล่อย ดังนี้,
ข้าแต่พระองค์ผู้ไม่มีทุกข์, อาฏานาฏิยรักษ์นี้แล, เพื่อคุ้มครอง, เพื่อรักษา, เพื่อไม่เบียดเบียน, เพื่อความอยู่สุขสำราญของภิกษุ, ภิกษุณี, อุบาสก, อุบาสิกาทั้งหลาย. สวดอาฏานาฏิยสูตร จบตรงนี้

ต่อ ตอนสอง http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=boutiquehome&month=08-06-2011&group=3&gblog=93





Create Date : 08 มิถุนายน 2554
Last Update : 8 มิถุนายน 2554 20:59:46 น.
Counter : 1672 Pageviews.

5 comments
  
สวดอาฏานาฏิยสูตร จบตรงนี้ เราต้องสวดบทตรงนี้ด้วยมั้ยคับ
โดย: ประกิต เกม IP: 223.205.154.254 วันที่: 23 เมษายน 2555 เวลา:11:32:25 น.
  
ส่วนที่ 2 ไม่ต้องสวด ใช้สำหรับอ่านเพื่อทาความเข้าใจให้ชัดเจนยิ่งขึ้น
โดย: shada วันที่: 16 พฤษภาคม 2555 เวลา:13:19:34 น.
  
พระไตรปิฎก ฉบับมหามกุฏฯ (ภาษาไทย) เล่มที่ ๖๐ ปกน้ำเงินหน้า๔๕๙ พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่มที่ ๓ ภาคที่ ๖ อรรถกถามหาโมรชาดก พระราชาทรงเรียกพวกบุตรพรานในแว่นแคว้นของพระองค์มาประชุมกัน. รับสั่งว่า นกยูงทองพวกเธอเคยเห็นบ้างไหม. คนที่บิดาเคยเล่าให้ฟังกราบทูลว่า ถึงข้าพระองค์จะไม่เคยเห็น แต่บิดาของข้าพระองค์บอกไว้ว่า นกยูงทองมีอยู่ในสถานที่ตรงโน้น พระเจ้าข้า. ครั้งนั้นพระราชาตรัสกะเขาว่า สหายเอ๋ยเธอจักเป็นคนให้ชีวิตแก่ฉัน และเทวีได้ละ เพราะฉะนั้น เธอจงไปที่นั้น จับมัดนกยูงทองนั้นนำมาเถิด ประทานทรัพย์เป็นอันมากส่งไป. เขาให้ทรัพย์แก่ลูกเมียแล้วไป ณ ที่นั้น เห็นพระมหาสัตว์ ก็ทำบ่วงดักรอว่า วันนี้คงติด วันนี้คงติด ก็ไม่ติดสักที จนตายไป. พระเทวีเล่าเมื่อไม่ได้ดังพระปรารถนา ก็สิ้นพระชนม์ไป.
พระราชาทรงกริ้วว่า เพราะอาศัยนกยูงทองตัวนี้เป็นเหตุ เมียรักของเราต้องสิ้นพระชนม์ ทรงมีพระหฤทัยเป็นไปในอำนาจแห่งเวร ทรงให้จารึกไว้ใน แผ่นทองว่า ที่ทิวเขาที่สี่ในป่าหิมพานต์ มีนกยูงทองอาศัยอยู่ บุคคลได้กินเนื้อของยูงทองแล้วนั้น จะไม่แก่ไม่ตาย แล้วบรรจุหนังสือนั้นไว้ในหีบไม้แก่น เสด็จสวรรคตไป. ครั้นกษัตริย์องค์อื่นได้เป็นพระราชาแล้ว ท้าวเธอทอดพระเนตรเห็นอักษร ในแผ่นทองก็ทรงดำริว่า เราจักเป็นผู้ไม่แก่ไม่ตายทรงส่งให้พรานผู้หนึ่งไปเพื่อจับพญายูงทองนั้น. แม้พรานผู้นั้น ก็ตายเสียที่นั้นดุจกัน.
โดยทำนองนี้ ล่วงไปถึง ๖ รัชกาลแล้ว ลูกพรานทั้ง ๖ ตายในป่าหิมพานต์นั้นเอง. ถึงพรานคนที่ ๗ ซึ่งพระราชาองค์ที่ ๗ ทรงใช้ไป คิดว่าเราจักจับนกยูงทองนั้นได้ในวันนี้ ในวันนี้แน่นอน ล่วงไปถึง ๗ ปี ก็ไม่
สามารถจะจับนกยูงทองตัวนั้นได้ ดำริว่า ทำไมเล่าหนอ บ่วงจึงไม่รูดรัดเท้า ของพญายูงทองนี้ คอยกำหนดดูพญานกยูงทองนั้น เห็นเจริญพระปริตร ทุกเย็นทุกเช้า ก็กำหนดได้โดยนัยว่า ในสถานที่นี้นกยูงตัวอื่นไม่มีเลย. อันพญายูงทองตัวนี้คงประพฤติพรหมจรรย์ด้วยอานุภาพแห่งพรหมจรรย์ และด้วยอานุภาพแห่งพระปริตร บ่วงจึงไม่ติดเท้าของพญายูงทอง แล้วจึงไปสู่ปัจจันตชนบท ดักนางยูงได้ตัวหนึ่ง ฝึกฝนให้ขันในเวลาดีดนิ้วมือให้ฟ้อนในเวลาตบมือ แล้วพาไป ก่อนเวลาที่พระโพธิสัตว์จะเจริญปริตรทีเดียว ดักบ่วงไว้ ดีดนิ้วมือให้นางยูงขัน. เมื่อพญายูงทองได้ฟังเสียงของนางยูง กิเลสที่ราบเรียบไปตลอดเวลา ๗๐๐ ปี ก็ฟุ้งขึ้นทันทีทันใด เป็นเหมือนอสรพิษที่ถูกตีด้วยท่อนไม้ แผ่พังพานฉะนั้น. เธอกระวนกระวายด้วยอำนาจกิเลส จนไม่สามารถจะเจริญพระปริตรได้ทีเดียว บินไปยังสำนักนางยูงโดยเร็ว ถลาลงโดยอากาศ สอดเท้าเข้าไปในบ่วงเสียเลย. บ่วงที่ไม่เคยรูดตลอด ๗๐๐ ปี ก็รูดรัดเท้าในขณะนั้นแล.ทีนั้นลูกนายพรานเห็นพญายูงทองนั้นห้อยต่องแต่งอยู่ที่ปลายคันแล้วคิดว่า ลูกนายพราน ๖ คน ไม่สามารถที่จะดักพญายูงทองนี้ได้ ถึงตัวเราก็ไม่สามารถดักได้ ๗ ปี. วันนี้เวลาอาหารเช้า พญายูงอาศัยนางยูงเป็นสัตว์กระวนกระวายด้วยอำนาจกิเลส ถึงไม่อาจเจริญปริตร มาติดบ่วงแขวนต่องแต่งเอาหัวลงอยู่
โดย: shada วันที่: 16 พฤษภาคม 2555 เวลา:13:21:16 น.
  
ความประมาทเป็นหนทางแห่งควา​มตาย ความประมาท ทำให้เกิดความฉิบหาย ความประมาท ทำให้มารได้ช่อง พึ่งตั้งสติให้ดี พึงสวดปริตรเพื่อขอความคุ้ม​ครองป้องกัน ตนในเวลากลางวัน และสวดพระปริตรเพื่อขอความคุ้มครองป้องกันในเวลากลางคื​น เมื่อมีภัย และนายเวรมาถึง จึงผ่อนหนักให้เป็นเบาเถิด
โดย: shada วันที่: 16 พฤษภาคม 2555 เวลา:13:22:56 น.
  
ขออนุญาตโหลดบทสวดเพื่อให้อ่านได้ง่ายขึ้น ไม่ปวดตา
โดย: peera tan IP: 171.7.100.11 วันที่: 19 กันยายน 2558 เวลา:3:45:18 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

shada
Location :
น้ำหนาว เพชรบูรณ์ , เกาะพงัน สุราษฯ  Ghana

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 5 คน [?]



พระไตรปิฏก เป็นตาที่วิเศษยิ่ง.....พระไตรปิฏก เป็นหูที่วิเศษยิ่ง พระไตรปิฏก เป็นจมูกที่วิเศษยิ่ง.....พระไตรปิฏก เป็นลิ้นที่วิเศษยิ่ง พระไตรปิฏก เป็นกายที่วิเศษยิ่ง.....พระไตรปิฏก เป็นใจที่วิเศษยิ่ง พระไตรปิฏก เป็นครู-อาจารย์ที่วิเศษยิ่ง.....พระไตรปิฏก เป็นพ่อ-แม่ที่วิเศษยิ่ง พระไตรปิฏก เป็นมิตรและเข็มทิศที่วิเศษยิ่ง.....พระไตรปิฏก เป็นแผนที่และป้ายบอกทางที่วิเศษยิ่ง
พระไตรปิฏก เป็นแสงสว่างส่องทางสู่นิพพานที่วิเศษยิ่ง

ธรรมวินัยอันพระตถาคตเจ้าประกาศแล้วเปิดเผย ไม่กำบังจึงรุ่งเรือง (เล่ม ๑๐ หน้า ๔๖๕_ปกน้ำเงิน)
บัญญัติของพระพุทธเจ้า จากพระไตรปิฎกชุด 91 เล่ม ของมหามกุฎราชวิทยาลัย เล่ม 3
(ปกสีแดง หน้า 887 ปกสีน้ำเงิน หน้า 940)
พระบัญญัติ อนึ่ง ภิกษุใด รับก็ดี ให้รับก็ดี ซึ่ง ทอง-เงิน หรือยินดี ทอง-เงิน อันเขาเก็บไว้ให้ก็ดี เป็นนิสสัคคียปาจิตตีย์(นิสสัคคียปาจิตตีย์ 1 ตัว ต้องตกโรรุวนรก 1 ชั่วอายุ คือ 4,000 ปีของนรกขุมนี้ เท่ากับ 840,960,000 ล้านปีมนุษย์)

พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2535 ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.ให้ไว้ ณ วันที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2535
เป็นปีที่ 47 ในรัชกาลปัจจุบัน พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า โดยที่เป็นการสมควรแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยคณะสงฆ์ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำและยินยอมของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ทำหน้าที่รัฐสภาดังต่อไปนี้ มาตรา 15 ตรี มหาเถรสมาคมมีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้
...(4)รักษาหลักพระธรรมวินัยของพระพุทธศาสนา
**หยุดทำร้ายพระพุทธศาสนา(โยมควรเรียนรู้) ทำบุญแล้วเป็นบาป ตกนรกทั้งพระและโยม
1.ตักบาตรด้วยเงินและทอง
2.ตักบาตรด้วยสิ่งของที่ต้องห้าม ข้าวสารอาหารแห้ง-ดิบ
3.ทำบุญกับพระทุศีล(ผิดศีลธรรมและไม่ปฏิบัติตามพระธรรมวินัย)รับเงิน รับทอง มีบัญชีเงินฝากธนาคารเป็นของตนเอง มีบัตรเอทีเอ็ม มีบัตรเครดิต
4.ฯลฯ
จากพระไตรปิฎกและอรรถกถาแปลไทยฉบับมหามกุฎราชวิทยาลัย 91 เล่ม
**ชาวพุทธทั้งหลาย ขอให้อธิษฐานเพื่อถวาย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ดังนี้
"ขออำนาจพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ จงบันดาลบุญของข้าพระพุทธเจ้าให้เข้าไปรวมเป็นพระราชกุศลของ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พลังบุญทั้งหลาย ที่พระองค์ได้ทรงกระทำต่อพสกนิกรและราชอาณาจักร ขอบุญนั้นทั้งหมด จงเป็นพลังขับดันโรคภัยทั้งหลายที่กำลังเกิดในพระวรกายของพระองค์ให้อันตรธานไป"

จากหลักฐานเทียบเคียงของการใช้สัจอธิษฐาน ในพระไตรปิฎก 91 เล่ม ฉบับมหามกฎราชวิทยาลัย เล่ม 74 หน้า 447-479 ประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ.2499 มาตรา 1, 3, 341, 342 และ 343 หรือศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สำนักสงฆ์ป่าสามแยก ต.วังกวาง อ.น้ำหนาว จ.เพชรบูรณ์ (www.samyaek.com) ผู้มีปัญญาทั้งหลาย ขอจงพิจารณาเอาเถิด เพราะไม่บังคับให้ใครมาเชื่อหรือทำตาม เพียงแต่นำคำสอนของพระพุทธเจ้ามาเปิดเผย เพื่อให้ชาวพุทธปฏิบัติได้ถูกต้องตามคำสอนของพระพุทธเจ้าเท่านั้น
ยินดีในบุญกับทุกท่านที่รวมใจกันเปิดเผยพระธรรมวินัยให้รุ่งเรือง ค่ะ

ชฎา มีโครงการ จะเปิด บ้านพักตากอากาศ ติดถนน ติดทะเล ไม่ไกลจาก ท่าเรือ ท้องศาลา บรรยากาศ เหงียบ สงบ เป็นธรรมชาติ ให้เช่าที่เกาะพงัน

"สงวนลิขสิทธิ์ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2539 ห้ามผู้ใดละเมิด ไม่ว่าการลอกเลียน หรือนำส่วนหนึ่งส่วนใดของข้อความใน blog แห่งนี้ไปใช้ ทั้งโดยเผยแพร่และเพื่อการอ้างอิง โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร จะถูกดำเนินคดี ตามที่กฏหมายบัญญัติไว้สูงสุด"