Movie & Fiction บล็อกนี้คนรักหนังและอ่านนิยาย
Group Blog
 
All Blogs
 

"Begin Again" เส้นทางของดวงดาว

  "Begin Again" เส้นทางของดวงดาว




เมื่อดูหนังไปได้ประมาณ 3 ใน 4 ของเรื่อง 
ผมเริ่มตั้งคำถามว่า หรือว่าหนังเรื่องนี้น่าจะชื่อ Lost Stars ไปเลยดีไหม

หนังเล่าเรื่องของดวงดาว 2 ดวง ที่หลุดวงโคจรของตัวเองมาเจอกัน
ดาวดวงหนึ่งเป็นดาวเคราะห์น้อย ซึ่งที่ผ่านมาอาศัยแสงสว่างจากดาวฤกษ์ดวงหนึ่งมาตลอด จนเมื่อวันหนึ่งเส้นทางของดาวฤกษ์ดวงที่เธอเคยพึ่งพิง ไม่สามารถทำให้เธอโคจรรอบดาวดวงนั้นได้อีกต่อไป
ดาวอีกดวงหนึ่งเป็นดาวฤกษ์ ที่ครั้งหนึ่งยังมีก๊าซฮีเลี่ยมและไฮโดรเจนเผาไหม้ให้พลังงาน ทำให้ดาวดวงนี้เปล่งแสงประกาย แต่วันนี้พลังงานที่ใช้ไปเริ่มร่อยหรอ จนอัตราการกระพริบเริ่มริบรี่ ซึ่งชาวบ้านแถวนี้เขาเรียกว่ากำลังจะ “หมดไฟ”
ดาวสองดวงนี้โคจรมาเจอกัน และต่างเติมไฟฝันให้แก่กัน



Gretta (Keira Knightley) แฟนสาวของนักร้องดาวรุ่ง ที่ทำท่าจะพุ่งแรงแน่ๆ อย่าง Dave (Adam Levine นักร้องนำของวง Maroon 5) เดินทางมาพร้อมกับแฟนหนุ่มของเธอที่มหานครนิวยอร์ก เพื่อจะพบว่าแฟนหนุ่มของเธอกำลังจะดังบนเส้นทางดนตรี ส่วนเธอกำลังจะหลงทาง



Dan (Mark Ruffalo) โปรดิวเซอร์มือทองซึ่งปั้นนักร้องดังระดับซุปเปอร์สตาร์มาแล้ว ได้รับรางวัลจากผลงานโปรดิวซ์มามากมาย คือได้ทั้งเงินทั้งกล่อง 
ซึ่งครั้งล่าสุดที่ทำได้เช่นนี้คือเมื่อ 7 ปีที่แล้ว และตอนนี้กำลังจะตกงาน
การพบกันของสองคนนี้อาจเป็นเรื่องบังเอิญ เหมือนที่คนมากมายในจักรวาลนี้ต่างเดินทางมาพบกันบนจุดตัดหนึ่งในชีวิต เพียงแต่มีแค่บางคนเท่านั้นที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของกันและกันและทำให้มันเปลี่ยนไปไม่เหมือนเดิม

นี่เป็นเรื่องราวที่มีส่วนผสมที่ลงตัวของ ความรัก ความฝัน แรงบันดาลใจ การพบ การจาก การตัดสินใจ การหลงทาง และการเริ่มต้นใหม่

ผู้กำกับ John Carney เคยฝากผลงานเรื่องเยี่ยมที่สร้างความประทับใจสำหรับคอหนังอินดี้ที่รักดนตรีและเสียงเพลงอย่าง Once (2006) มาแล้ว ครั้งนี้มาพร้อมกับผลงานเรื่องใหม่ที่ถ้าจะลงรายละเอียดจริงๆ แล้ว มี Theme ของเรื่องที่ไม่ต่างกันมากนัก คือเรื่องของคนสองคนที่มาเจอกันในช่วงเวลาหนึ่งและต่างเติมกันและกันในสิ่งที่ขาดหาย



เพียงแต่ว่า Begin Again มาพร้อมกับความเป็นหนังสตูดิโอที่มากกว่า เพราะแน่นอนด้วยชื่อเสียงที่ได้จาก Once (หนังใช้ทุนเพียงแค่ 160,000 ดอลล่าห์เท่านั้น) และรางวัลเพลงประกอบภาพยนตร์ยอดเยี่ยมบนเวทีออสการ์ ทำให้ Carney ได้ทุนที่มากขึ้น และนักแสดงระดับบิ๊กเนมมาร่วมงานได้ไม่ยาก และได้โทนของหนังที่ออกมาเป็น Melodrama มากขึ้น Feel good มากขึ้น แต่ Conflict ที่บางเบา

ผมดูหนังเรื่องนี้จบแล้วนึกถึงเรื่อง Inception ซึ่งเนื้อหาไม่ได้ใกล้เคียงกันเลย แต่สองเรื่องนี้มีความเหมือนกันอย่างหนึ่งคือ ใน Inception คุณจะตื่นตาตื่นใจกับพล็อตเรื่องล้ำเลิศที่ไม่คิดว่าจะมีผู้สร้างหนังคิดออกมาได้ซับซ้อนเท่านี้ แต่เมื่อมองดูเนื้อหาของหนังในด้านวัตถุประสงค์เป้าหมายจริงๆ ของตัวละครแล้ว จะพบว่ามันบางเบามาก ที่ลงมือทำทั้งหมดนั่นก็แค่จ๊อบๆ หนึ่งที่รับมา ไม่ได้ไปกู้โลกกันแต่อย่างใด แต่เราสนุกกับไอเดีย กลไกและการเล่าเรื่องของหนังมากกว่า

เช่นกันกับในเรื่องนี้ นางเอกแม้จะผิดหวังในความรัก แต่ชีวิตก็ไม่รันทดขนาดนั้น พระเอกแม้จะมีปัญหาครอบครัวและการงาน แต่ก็ไม่ย่ำแย่ขนาดหนัก 
ชีวิตตัวละครในเรื่องนี้ จึงไม่ได้ดูแย่ถึงขนาดว่าหลงทาง จนหาทางออกไม่เจอเลย ชีวิตตีบตันอับจนหนทางขนาดนั้น มันเป็นแค่ช่วงเวลาหนึ่งที่เขาต้องหาทางไปต่อเท่านั้นเอง
แต่ความเป็นหนังเพลงทำให้ เราไม่สนใจในเรื่อง conflict ที่บางเบาเหล่านี้ และไปสนใจกับความรู้สึกดีๆ ที่หนังมอบให้เรา ว่าง่ายๆ พระเอกของเรื่องคือ บทเพลง นั่นเอง

ดังนั้นความฉลาดของผู้กำกับจึงคือการรู้ว่าหนังของเขาจะออกมาเป็นอย่างไร และคนดูจะรู้สึกอย่างไร
นั่นทำให้หนังมีบทพูดที่ดักคอผู้ชมไว้เป็นระยะๆ 

อย่างในช่วงต้นของเรื่อง ผู้กำกับใส่ลูกเล่นลงในหนัง โดยการเล่าเรื่องด้วยวิธีตัดต่อหนังแบบสลับเวลา ในช่วงเวลาที่ตัวละครหลักเจอกันเป็นครั้งแรก ซึ่งทำให้หนังของเขาดูมีอะไรมากขึ้น
แต่เขาก็เลือกที่จะใส่มาเพียงแค่เล็กน้อย เพียงพอที่จะเป็นกิมมิคเท่านั้น ซึ่งถ้าเทียบกับ 500 days of Summer ที่เรื่องนั้นเลือกที่จะเล่าเรื่องด้วยวิธีตัดสลับลำดับเวลากันทั้งเรื่องแล้ว 
อย่างผมพูดข้างต้น Carney รู้ตัวดีว่าพระเอกของเขาในเรื่องนี้ ไม่ใช่วิธีการลำดับเรื่องราว แต่คือเสียงเพลง

นั่นจึงเป็นที่มาของประโยคพูดของตัวละครหนึ่งในเรื่องนี้ที่บอกเราว่า “ดนตรี ทำให้เหตุการณ์ซ้ำซากที่น่าเบื่อหน่าย กลายเป็นเหตุการณ์ที่มีความรู้สึกใหม่ ความหมายใหม่ เกิดมีชีวิตขึ้นมา”

และในออฟฟิศตอนที่ Dan และหุ้นส่วนทะเลาะกัน นักดูหนังอย่างเรา เห็นภาพหนังเรื่องหนึ่งลอยมาซ้อนทับทันที พร้อมกับคำพูดของตัวละครว่า “แกนึกว่าตัวเองเป็น Jerry Mcguire หรือไง”

และเมื่อพิจารณาจากการที่ Carney เคยเป็นมือเบสในวงดนตรีมาก่อน ประโยคพูดของ Dave ที่ว่า
“I'm a producer because I don't play bass, baby.”
จึงน่าจะเป็นการจิกกัดตัวเองเช่นกัน



แน่นอนว่าหนังเพลง ย่อมไม่ลืมที่จะจิกกัดคนดนตรีดังๆ อีกหลายคน ในที่นี้ Bob Dylan และ Randy Newman โดนเยอะหน่อย ตามมาด้วย  Nora Jones และ Judy Garland

เหมือนกับหนังบางเรื่อง ที่เราคงนึกภาพไม่ออกว่าถ้าเป็น Tom Cruise หรือ Nicolas Cage ที่ได้บท Ironman แทนที่ Robert Downey Junior หนังมันจะออกมาเป็นอย่างไร
เช่นกัน ถ้าตอนแรกหนังได้ตัว Scarlette Johansson มาเล่นหนังเรื่องนี้อย่างที่ตั้งใจไว้แต่แรกแทนที่จะเป็น Keira อย่างที่หนังเป็นจริงๆ มันจะออกมาเป็นอย่างไร

สำหรับติ่ง Winona Ryder อย่างผม ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า แทบทุกวินาทีที่เห็นหน้า Keira บนจอ จะอดนึกถึงหน้า Winona ไม่ได้เลย
อย่างไรก็ตามวินาทีนี้คงไม่มีผู้หญิงคนไหนที่ยิ้มกัดฟันได้น่ารักเท่ากับ Keira Knightley อีกแล้ว ไม่นับว่าเธอมาพร้อมกับบทบาทของสาวจากบ้านนอกในเมืองใหญ่ ที่ไม่ขาดความั่นใจในตัวเอง แม้จะเสียศูนย์ไปช่วงหนึ่ง 
สังเกตได้จากสไตล์การแต่งตัว และการให้คำแนะนำที่ชาญฉลาดแก่ลูกสาวของ Dan
รวมทั้งแนวทางของเพลงที่เธอมั่นใจ

แน่นอนคนดูต้องหลงรักเธอ



และนั่นทำให้ผลงานเดบิ้วต์จอใหญ่เรื่องแรกของ Adam Levine 
ออกมาได้สมกับคำวิจารณ์จิกกัดของนักวิจารณ์อิสระต่างประเทศคนหนึ่งที่ว่า
“Adam Levine does a good job of being a jerk”
สำหรับชายหนุ่มที่มีแฟนสาวอย่างเคียร่าอยู่เคียงข้างและตัดสินใจเช่นนั้นในหนัง...ก็สมควรอยู่หรอกสำหรับประโยคนี้

แต่ถ้าตัดเรื่องบทที่ให้เขาตัดสินใจเลือกอย่างในหนังออกไปแล้ว อดัมให้การแสดงที่ต้องบอกว่า เป็นตัวของเขาเองอยู่แล้ว ไม่ดีและไม่แย่ เรียกว่าสอบผ่าน 
เขาคือซุปเปอร์สตาร์ ดาวฤกษ์ที่มีดาวเคราะห์น้อยมากมายวนเวียนอยู่รอบ เขาอยู่ในบทของชายที่เหมาะจะอยู่บนเวที เพื่อให้คนมากมายจ้องมองด้วยความชื่นชม เป็นคนของสาธารณะ มากกว่าจะยืนอยู่ข้างเวทีในจุดที่ Gretta ยืนอยู่

สำหรับแฟนเพลงของ Adam คงฟินกันไปข้าง กับการเห็นเจ้าตัวขึ้นจอแบบเต็มๆ หลังจากค้างๆ คาในบทรับเชิญที่โผล่มาใน American Horror Story season 2 และทิ้งแขนไว้ให้ดูต่างหน้าข้างหนึ่ง



Mark Ruffalo ดาวฤกษ์อับแสง ที่ต้องการแรงบันดาลใจอย่างมาก 
รับบทเป็นชายวัยทองที่มีปัญหาที่ต้องรับมือ 2 ด้าน ครอบครัวลูกสาว และหน้าที่การงาน 
แม้ว่าหนังจะให้นำ้หนักโฟกัสไปที่อย่างหลังมากกว่า แต่การใส่ซับพล็อตในประเด็นเรื่องแรกเข้ามา ก็ไม่ได้รู้สึกว่าทำให้บทหนังรกแต่อย่างใด และมันก็มีส่วนสำคัญสำหรับการเลือกเส้นทางเดินของดาวดวงนี้ในตอนท้ายเรื่องด้วย

จริงอยู่ว่า conflict ในเรื่องนี้แม้จะบางเบา Dan ไม่ใช่เจ้าของชีวิตรันทดขนาด Chris Gardner ก็จริง แต่หนังเลือกจะใส่ conflict ในความสัมพันธ์ของเขามากกว่า ซึ่งแม้มันจะมาแบบบางๆ แต่คนดูก็มองเห็นอะไรบางอย่างบนความสัมพันธ์ระหว่าง Dan และ Gretta 
บางช่วงเวลา หนังทำให้คนดูไม่แน่ใจว่าความสัมพันธ์ของ 2 คนนี้จะลงเอยลงอย่างไร

และไม่ค่อยแน่ใจด้วยว่าเราอยากเห็นมันลงเอยอย่างไร

ต่อเมื่อมาถึงบทสรุปสุดท้าย ในการตัดสินใจของทั้ง 2  คน ผมเชื่อว่าเราจะแฮปปี้กับการตัดสินใจของตัวละครทั้งคู่



ตัวละครสมทบอื่นๆ ทำหน้าที่ได้ตามเป้าหมายของบท ถ้าจะมีส่วนสำคัญของเรื่องมากหน่อยคงเป็น Steve เพื่อนสนิทของ Gretta ซึ่งการอยู่ถูกที่ถูกเวลาในตอนหนึ่งของหนังนั้น ทำให้เขาทำหน้าที่เหมือนเจ้าหน้าที่สับรางรถไฟให้มันมุ่งหน้าไปในทิศทางที่น่าจะดีกว่า โดยไม่รู้ตัว



บทเพลง “Lost Stars” main theme song ของเรื่อง เป็นเหมือนจุดตัดที่ทำให้ Gretta รู้ว่าเธอควรจะเลือกเส้นทางไหนต่อไป
ถ้าเราจะอ่านตัวตนของดาวเคราะห์น้อยดวงนี้ให้ชัดเจน จะเห็นได้ว่าเส้นทางชีวิตของเธอเป็นแบบหนึ่งมาตลอด แม้เธอจะมีความสามารถด้านเพลงซ่อนอยู่ทั้งการแต่งและ show performance บนเวที แต่เมื่อถูกถามคำถามจาก Dan ว่าเธอแต่งเพลงไปทำไม คำตอบของเธอ บอกตัวจริงของเธอให้เรารู้
และสำหรับ Lost Stars บทเพลงของเรา อย่างที่เธอบอก เมื่อมาถึงจุดตัดในเรื่องมุมมองของการทำเพลงนี้ให้ออกมาเป็นอย่างไร 
ตอนที่ Dave พูดว่า “I wanted to turn it into hit.” 
แล้ว Gretta พูดตอบว่า “Why”
เราก็พอมองเห็นแล้วว่าดาว 2 ดวงนี้จะมีเส้นทางเป็นอย่างไรต่อไป

Gretta จึงเป็นเพียงดาวเคราะห์น้อยที่มีเพียงแสงสีนวลๆ สวยงาม เมื่อมองดูแล้วสบายตาและอยากจะเข้าไปใกล้มากขึ้น ไม่เหมาะที่จะแผดเผาเร่าร้อนเจิดจ้าอย่างตะวัน
การมองดูเธอจึงไม่ต่างจากเวลาที่เราเงยหน้ามองดูดวงจันทร์ในวันที่มันเต็มดวง
ดวงจันทร์มักสร้างฝันให้คนมองเสมอ

บ่อยครั้งเราก็หลงทางในเส้นทางที่เรารู้จัก 
คือ เมื่อเราเดินผ่านเส้นทางนั้นมาซักพัก และเมื่อมองดูไปรอบข้าง เราพบว่า ตึกรามบ้านช่อง ถนนหนทาง ต้นไม้ใบหญ้า สิ่งรอบข้างเป็นสิ่งที่คุ้นเคย เรารู้จักมัน เราเคยผ่านมันมาแล้ว
มันไม่ใช่เส้นทางใหม่
คนจำนวนมากหลงทาง ไม่ใช่เพราะเขาไม่รู้ว่าเขาอยู่ที่ไหนเวลานั้น
แต่เขาหลงทาง เพราะเขาไม่รู้จะไปทางไหนต่อ

สำหรับคำถามที่ผมตั้งไว้ตอนต้นของบทความนั้น
เมื่อหนังดำเนินเรื่องมาถึงจุดจบด้วยการตัดสินใจของตัวละครหลักทั้ง 3 ฝ่าย
บนเส้นทางที่ตัวละครหลักทั้ง 3 คนเลือกเดินนั้น มันสร้างจุดจบสำหรับบางเรื่องในชีวิต 
แต่ที่จุดจบจุดเดียวกันนั้น มีจุดเริ่มต้นใหม่ของสิ่งอื่นรอเราอยู่ข้างหน้า

เมื่อหนังจบลง ผมคิดว่าคนดูจำนวนมากรู้สึกว่าหนังมันยังไม่จบ
จนบางคนไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าควรลุกเดินออกจากโรงไหม ถ้าพนักงานไม่เปิดไฟไล่
ทุกคนยังรู้สึกว่าตัวละครในเรื่องนี้เรื่องราวของเขามันยังเดินหน้าต่อไป
มีเรื่องให้ติดตาม มีวันใหม่ของพวกเขา มีเรื่องราวที่กำลังเริ่มต้นขึ้นใหม่อีกครั้ง
ผมจึงได้คำตอบว่า โอเคแหละ แม้ว่าดวงดาวเหล่านั้นจะเคยหลงทาง และหาทางที่จะฉายแสงอีกครั้ง
แต่เมื่อเขามาเจอกัน ต่างผลัก ต่างดัน เติมไฟให้กัน ตอนนี้ดาวเหล่านั้นกลับมาเจอเส้นทางของตัวเองอีกครั้ง และฉายแสงในแบบที่เขาควรเป็น
ผมจึงได้คำตอบของคำถามว่าหนังเรื่องนี้ควรชื่ออะไรกันแน่

เพราะ Lost Stars คงไม่ใช่เรื่องถาวร แต่เป็นเพียงเรื่องชั่วคราว เราไม่หลงทางตลอดไปหรอก
ทุกๆ ชีวิตบนโลกใบนี้ ตราบใดถ้ายังไม่สิ้นสุด มันล้วนมีจุดเริ่มต้นใหม่ทุกครั้งเสมอ
บางครั้งที่เราหลงไป ก็เพื่อที่เราจะได้กลับมาเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง
Begin Again



Facebook/Born93
https://www.facebook.com/born.12.93




 

Create Date : 02 สิงหาคม 2557    
Last Update : 2 สิงหาคม 2557 12:21:58 น.
Counter : 724 Pageviews.  

The Proposal ลุ้นรักวิวาห์ฟ้าแลบ : romantic comedy องค์ประกอบลงตัว ทำได้เมื่อไหร่ ก็สำเร็จเมื่อนั้น


รีวิวกึ่งวิจารณ์ ไม่สปอยล์เนื้อหาสำคัญครับ

ปีนี้ถ้าจะว่าไปก็ถือเป็นปีทองของ Sandra Bullock ได้ไม่ยาก เ้พราะหนัง 2 เรื่องที่เธอนำแสดงคือ The Proposal และ The Blind Side ทำรายได้รวมกันเฉพาะในอเมิรกา ก็กว่า 400 ล้านดอลล่าห์เข้าไปแล้ว หนำซ้ำได้ทั้งรายได้ เสียงชื่นชม แล้วตัวเ้ธอยังได้ออสการ์ตัวแรกในชีวิตมานอนกอดที่บ้านอีกต่างหาก ทั้ง ๆ ที่ดูแล้ว ผลงานที่ผ่านมาของเธอเป็นหนังตลาดซะส่วนใหญ่ และก็ไม่ค่อยประสบความสำเร็จด้านรายได้ซะส่วนใหญ่ มีเพียง Speed งานแจ้งเกิด กับ While you were Sleeping , Miss Congeniality และ Two week notice ที่ทำรายได้ได้ดีเท่านั้น (ไม่นับ A Time to kill และ Prince of Egypt ที่ไม่ได้อาศัยเธอเป็นตัวแสดงหลัก)

แ่ต่พอมาปีนี้ปีเดียวรายได้ของหนังที่เธอแสดง 2 นี้ ก็มากกว่าหนังที่เธอแสดงตั้งแต่ปี 02-07 รวมกัน 8 เรื่องซะอีก

แต่ช้าก่อน ปีนี้เกือบจะเป็นปีทองอย่างสมบูรณ์แบบแล้ว ถ้าดันไม่มีหนังอีกเรื่องของเธอเข้าฉายอีกเรื่อง คือ All About Steve ซึ่งทำให้เธอได้รับรางวัล Golden Raspberry Awards หรือที่บ้านเราเรียกกันเล่น ๆ ว่า รางวัลราสเบอรี่เน่า เป็นรางวัลที่จัดขึ้นและแจกรางวัลตัดหน้าออสการ์ 1 วันที่บ้านเขาน่ะครับ แต่รางวัลนี้มอบให้กับที่สุดของความแย่แห่งปีแทน

ซึ่งเธอได้รับรางวัล "ดาราแสดงนำหญิงยอดแย่ยอดเยี่ยม" และ "นักแสดงคู่ขวัญยอดแย่ยอดเยี่ยม" ไปครองอย่างสมภาคภูมิ ครับ ขีดเส้นใต้ตรงคำว่ายอดแย่นะครับ

เธอเลยทำสถิติเป็นดาราคนแรกที่ได้รางวัลออสการ์และราสเบอรรี่ภายในปีเดียวกัน และน่ารักด้วยนะครับ เพราะอุตส่าห์มารับรางวัลด้วย ซึ่งส่วนใหญ่ที่ผ่านมาไม่ค่อยจะมีใครมา เพราะไม่ใช่เรื่องน่าชื่นชมเท่าไหร่ ที่เห็นดัง ๆ หน่อย ก็เคยมี Hally Berry เนี่ยแหละครับ มารับรางวัล ดารานำหญิงยอดแย่ยอดเยี่ยม จากเรื่อง Cat Women ด้วยตัวเอง โดยก่อนหน้านั้น ก็เป็นคนหนึ่งที่คว้าออสการ์สาขาดารานำหญิงมาจากเวทีออสการ์จากผลงานเรื่อง Monster Ball ด้วยเหมือนกัน เพียงแต่ว่าคนละปีกัน


ผมลองเทียบกันดูเล่น ๆ ระหว่าง Sandra Bullock กับ Kate Winslate แล้วก็ถือว่าปีนี้เป็นปีที่เธอโชคดีจริง ๆ เพราะเข้าชิงครั้งแรกกับออสการ์ก็ได้รางวัลใหญ่มาครองเลย ทั้ง ๆ ที่ Kate มีผลงานเข้าชิงมาแล้ว 5 ครั้ง ก็เพิ่งจะมาได้เอาครั้งที่ 6 นี่แหละ

แต่ Sandra ก็เคยผิดหวังมาก่อนเหมือนกันนะครับ เพราะก่อนหน้านี้ผลงานที่เธอแสดงในเรื่อง Demolition Man , Speed 2 ก็เคยอกหัก ผิดหวังจากการเข้าชิงรางวัลราสเบอรี่เน่ามาแล้วถึง 2 ครั้ง ก็เพิ่งจะมาสมหวังปีนี้กับ All About Steve Job เนี่ยแหละ

เอ๊ะ หรือจะเป็นปีทองที่แท้จริงของเธอ

กลับมาที่หัวข้อหนังวันนี้ The Proposal ขายตัวเองด้วยพล็อตเรื่องที่ธรรมดา ไม่หวือหวาอะไร ออกจะน้ำเน่าด้วยซ้ำ แต่นำเสนอได้เข้่าถึงความต้องการของผู้ชมที่เป็นคอหนังแนวนี้ ที่พร้อมอ้าแขนรับหนังรักกุ๊กกิ๊ก ประเภทตัวละครกัดกัน ไม่ถูกกัน แล้วก็มีสถานการณ์ที่ทำให้ตกกระไดพลอยโจน ต้องแสร้งทำเป็นคู่รักกันเพื่อผลประัโยชน์บางอย่างร่วมกัน แล้วสุดท้ายก็ลงเอยกันด้วย ถ้าทำออกมาได้สนุก

แล้วผู้กำกับ Anne Fitcher ก็ทำได้ จากบทภาพยนตร์ที่เป็นผลงานแรกของผู้เขียนบท Pete Chirelli


เพราะนอกจากหนังจะขายความสนุกสนาน บันเทิงใจจากพล็อตเรื่องที่เข้าถึงผู้ชมกลุ่มใหญ่แล้ว การแสดงของดารานำทั้งสองก็รับส่งกันได้้เป็นอย่างดี ทั้งนางเอกของเรากับพระเอก Ryan Reynolds ที่ครั้งสุดท้ายที่ผมจำได้จากหนังเรื่อง the Amityville Horror มันไม่ใช่แบบนี้ ส่วน X-Men Original นั้นไม่ได้อยู่ในความทรงจำเลย (ทั้งตัวหนังและนักแสดง)


หนังเล่าเรื่องราวของบ.ก.สาวสุดเฮี้ยบ ที่เป็นฝันร้ายของลูกน้องทุกคน Magaret (Sandra Bullock) ที่อาจถูกเนรเทศกลับไปอยู่แคนาดาอย่างกะทันหัน เพราะใบอนุญาตทำงานในอเมริกาของเธอถูกปฏิเสธ เธอจึงต้องหาทางแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าขึ้นมา


เมื่อปัญหามา ปัญญาก็เกิด แต่ต้องมีคนหนึ่งยอมเป็นเครื่องสังเวยให้กับเธอ ซึ่งงานนี้ความซวยตกอยู่กับแอนดรูว์ (Ryan Reynolds) ผู้ช่วยหนุ่มหล่อของเธอ โดยเขาต้องยอมแต่งงานหลอก ๆ กับเธอ เพื่อให้เธอได้สิทธิในการเป็นพลเมืองสหรัฐ แต่ปัญหายังมีอยู่ เมื่อต.ม.(ตรวจคนเข้าเมือง) ผู้มีประัสบการณ์และแววตาดุจเหยี่ยวมองออกว่าเรื่องนี้มีการซัวเอี๋ยกัน และประกาศไว้เลยว่าจะคอยจับตามองทุกฝีก้าว อย่าให้จับได้ก็แล้วกัน ว่างั้น


ข้างฝ่ายพระเอก เมื่อต้องตกกระไดพลอยโจน ก็ถือคติ พลิกวิกฤติเป็นโอกาส ยื่นข้่อเสนอแลกเปลี่ยนการร่วมมือกันครั้งนี้ (เป็นที่มาของชื่อหนัง) จึงเป็นที่มาของแผนโรดแม็บปรองดองแห่งชาติ ระหว่างนางเอกและพระเอก แต่พวกเขาจะผ่านไปได้หรือไม่ พื้นที่สำคัญสุดท้ายคือ อลาสก้าบ้านเกิดของแอนดรูว์ เพราะเขาจำเป็นต้องเดินทางกลับไปเยี่ยมบ้านที่อลาสก้าเป็นการเร่งด่วน และต้องปกปิดแผนนี้และทำให้แนบเนียน เพื่อไม่ให้ที่บ้านจับได้ และแน่นอน ต.ม.ด้วย

นี่คือที่มาของเรื่องวุ่น ๆ ในหนัง ที่นำเสียงหัวเราะและรอยยิ้มมาให้ผู้ชม


ที่ผ่านมาผลงานของ Sandra Bullock ต้องถือว่าลุ่ม ๆ ดอน คือประสบความสำเร็จบ้าง โอเค ปานกลางบ้าง และผิดหวังบ้าง โดยจริง ๆ แล้วงานแจ้งเกิดเธอเป็นหนังแอคชั่นด้วยซ้ำ (Speed) แต่มาในช่วงหลัง ๆ แล้วเธอเริ่มจะหันมาเอาดีกับการแสดงหนัง Romantic Comedy ซึ่งช่วงหนึ่งนั้นเจ้าแม่หนังโรแมนติคคอมมิดี้อย่าง Meg Ryan และ Julia Roberts เคยครองตลาดอยู่ แต่พอ Meg อายุเริ่มมากขึ้นแล้ว ผลงานการแสดงที่ประสบความสำเร็จก็หดหายไป ก็มี Sandra นี่แหละที่ผันตัวเองขึ้นมาในกลุ่มที่ท้าชิงพื้นที่บนตาราง Box office ร่วมกับนักแสดงกลุ่มเดียวกัน เช่น Drew Barrymore , Jennifer Aniston , Jennifer Lopez , Reese Whiterspoon หรือแม้แต่รุ่นใหม่ ๆ อย่าง Kate Hudson (น่าเสียดายเป็นการส่วนตัว ที่ Winona Ryder หลุดออกจากกลุ่มนี้ไป)

ส่วนหลังจากการได้รับออสการ์เป็นรางวัลการันตีแล้วนั้น อนาคตหลังจากนี้จะรุ่ง ทำให้มีบทภาพยนตร์ขายฝีมือมาถึงมือมากขึ้นอย่าง Jennifer Connelly หรือ Julia Roberts หรือจะเงียบหายไปอย่าง Gwyneth Paltrow หลังจาก Shakespeare in Love จนล่าสุด Iron man ก็ร่วม 10 ปี

สำหรับเรื่องนี้ Sandra ให้การแสดงที่เต็มที่กับหนัง ในบทของเจ้านายที่หน้าฉากเป็นคนที่เฮี้ยบ ระเบียบจัด ไม่ไว้หน้าใคร แต่ลึก ๆ แล้วมีปมชีวิตบางอย่าง แล้วก็รอเวลาที่จะปลดปล่อยออกมา

ซึ่งหนังก็เตรียมฉากเหล่านั้นไว้เอาใจผู้ชมอย่างเรา ๆ อย่างฉากรอบกองไฟ ที่ขายความบ้าบอของตัวละคร ทำให้ผมอดนึกถึงฉากเต้นในทำเนียบนายกของ Hugh Grant ไม่ได้ และฉากเปิดเผยความในใจบนเตียงนอน

หนังมีฉากน่ารักตามสูตรของหนังแนวนี้มาให้เราได้ยิ้มและหัวเราะได้เรื่อย ๆ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะเป็นฉากเปิ่น ๆ ของนางเอก เพราะคงไม่มีอะไรสนุกเท่ากับการที่เราได้เห็นคนที่เคยบงการคนอื่นด้วยอำนาจบาตรใหญ่มาตลอด ต้องมาอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่คุ้นเคยและต้องไหลตามน้ำอย่างนี้



Ryan Reynolds เองก็ถือว่าแจ้งเกิดจากเรื่องนี้ได้ไม่ยาก คาดว่าหลังจากนี้จะได้มีหนังแนวนี้ออกมาให้ชมกันอีก เพราะในเรื่องขายทั้งหน้าตา รูปร่าง และบุคลิก การแสดงหน้าตาย ที่ทำหน้าบ๊องแบ๊ว ใส ๆ และเจ้าเล่ห์ในเวลาเดียวกัน ก็ทำให้หนังเรื่องนี้มีรสชาติที่กลมกล่อม


นอกจากนี้หนังยังใส่ประเด็นเรื่องเป้าหมายชีวิตและการวิ่งตามความฝันของคนหนุ่มสาวเข้าไปด้วย พระเอกของเราเป็นคนที่มีแบ็คกราวน์ชีวิตอย่างหนึ่ง แต่เลือกที่จะทำตามความฝันของตัวเอง และประเด็นความรักภายในครอบครัวเข้ามาด้วยได้กลมกลืนและไม่รู้สึกเป็นการยัดเยียดจนเกินไป


แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดของหนังแนวนี้ที่ผู้ชมอยากเห็นมากที่สุด ก็คือการแสดงรับส่งกันของนักแสดงนำทั้งสอง ซึ่งถือได้ว่าหนังประสบความสำเร็จได้เพราะทั้งคู่ให้การแสดงที่เข้าขากันได้อย่างดี ในฐานะของเจ้านายจอมเฮี้ยบที่เข้าตาจนกับลูกน้องที่ถูกโขกสับมาตลอด ที่ถือโอกาสเอาคืน

ดังนั้นแม้ The Proposal จะเป็นหนังที่มีพล็อตเรื่องที่ไม่แปลกใหม่ เหมือนหนังเก่าที่นำมาเล่าใหม่ โครงสร้างของเรื่องไม่ได้สลับซับซ้อนหรือลึกซึ้งอะไร แต่เมื่้อองค์ประกอบลงตัว คือ การสร้างสถานการณ์เฉพาะหน้า , พระเอก , นางเอก และการแสดงที่เข้าขากัน ต่อให้เอามาเล่าซ้ำอีกกี่ครั้ง ก็ยังมีคนดูอยู่ดี

ให้คะแนน 7.5/10 ครับ




 

Create Date : 15 พฤษภาคม 2553    
Last Update : 15 พฤษภาคม 2553 17:30:10 น.
Counter : 2197 Pageviews.  

ความจำสั้นแต่รักฉันยาว : ดูไปยิ้มไป อิ่มใจในความรัก แบบจำ ๆ ลืม ๆ


รีวิวกึ่งวิจารณ์ ไม่สปอยล์เนื้อหาสำคัญครับ

ช่วงนี้ไล่ดูหนังที่มีชื่อเข้าชิงรางวัลสุพรรณหงส์ทีละเรื่อง

สารภาพว่าตอนที่ดูหนังเรื่องนี้นั้น ไม่ได้รู้เรื่องย่อ
ไม่ได้อ่านรีวิวจากที่ไหน รู้แค่ว่าใครแสดง และใครสร้างใครกำกับเท่านั้น
อ้อ แล้วก็รู้ว่าในโปสเตอร์มีคำโปรยว่า "ใคร ๆ ก็ว่าปลาทองความจำสั้นแล้วรักของเราจะยาวกว่าไหม"

แต่อีกประโยคหนึ่งที่ว่า "บางคนใช้เวลาทุกวินาทีเพื่อลืมรักครั้งแรก แต่บางคนใช้เวลาทั้งชีวิตเพื่อลืมรักครั้งสุดท้าย" นั้่นผมไม่เห็น



ทำให้ผมดูหนังเรื่องนี้ แบบคาดเดาไปเรื่อยตลอดเวลาว่าใครในเรื่องนี้กันแน่ที่เป็นเจ้าของประโยคที่เป็นชื่อหนัีง คือ "ความจำสั้นแต่รักฉันยาว"
ซึ่งนั่นทำให้ผมดูหนังเรื่องนี้อย่า่งสนุกสนานมากขึ้น

หนังดำเนินเรื่อง ด้วยเรื่องราวความรักของคน 2 คู่ คือ



คู่ของเก่ง (รับบทโดยคุณเป้ อารักษ์) สัตวแพทย์หนุ่ม
กับฝ้ายเจ้าของธุรกิจรับจัดสวน (รับบทโดยคุณญารินดา บุนนาค)
ซึ่งรักสัตว์เป็นชีวิตจิตใจ พ่วงด้วยสุนัขอีกหนึ่งตัว ซึ่งเป็นตัวเชื่อมให้คนทั้งสองพบกัน

ทั้งสองคนนี้ต่างเป็นตัวแทนของความจำสั้นแต่รักฉันยาวกันคนละแง่มุม

ซึ่งสะท้อนความจริงของชีวิตรักคนเรา ที่อาจโดนใจใครหลาย ๆ คน ที่หลายครั้งเราควรจะลืมเรื่องที่ควรลืมไปได้แล้ว แต่กลับตัดใจไม่ได้ ชีวิตไม่สามารถก้าวต่อไปข้างหน้าได้

การแสดงของคุณเป้ในบทหนุ่มอารมณ์ดี นิสัยกวน ๆ ปากเสียบ้าง แต่มีน้ำใจนั้นให้การแสดงที่ดี น่าพอใจ อาจมีช่วงปล่อยมุกบางมุกนั้นที่แป็กไปบ้าง เพราะผมรู้สึกว่าจังหวะการปล่อยมันยังไม่ลงตัวเท่าไหร่

แต่สำหรับคุณญารินดานั้นตอนที่ดูผมพูดเลยว่า "นางเอกแสดงโคตรดี"

บทของคุณญารินดานั้นเป็นผู้หญิงที่ไม่เรื่องมาก มีทัศนคติที่ดีต่อชีวิต แต่ยามมีปัญหาเธอก็กล้ำกลืนและฝืนยิ้มไป

คนดูจะรู้สึกว่าบางครั้งก็ดูเหมือนเธอจะรับมือกับเรื่องที่ผ่านมาได้ แต่บางวินาทีเราก็จะเห็นว่าเธอยังไม่สามารถตัดใจลืมเรื่องราวในอดีตได้ จนถึงจุดหนึ่งที่เธอไม่สามารถรับมือกับความรู้สึกภายในของตัวเองได้แล้ว จนตัดสินใจระบายมันออกมา (โดยได้สารตัวนำยิ่งยวดชนิดหนึ่งช่วยกระตุ้นเร้า)

เราจึงได้เห็นรับทราบความรู้สึกจริง ๆ ของผู้หญิงคนนี้

นอกจากนี้แล้วคุณญารินดายังทำให้ฝ้ายเป็นผู้หญิงที่ดูดีมีสเน่ห์ น่าคบหาเป็นอย่างยิ่ง ทั้งจังหวะการพูดและรอยยิ้ม ทำให้คนที่อยู่ใกล้เธอสามารถหลงรักเธอได้



(ขณะที่ผมดูเรื่องนี้จบ นอกจากรถไฟฟ้ามาหานะเธอแล้วผมยังไม่ได้ดูเรื่องอื่น ๆ
ที่มีคู่แข่งของเธอเลยยังไม่สามารถเปรียบเทียบได้แต่ถ้าต้องเลือกระหว่างคุณคริส หอวัง กับคุณญารินดา ผมชอบรายหลังมากกว่านะ)

อีกคู่หนึ่งนั้นเป็นเรื่องรา่วของลุงจำรัส (รับบทโดยคุณกฤณ เศรษฐดำรงค์) เจ้าของสวนทุเรียนที่ชุมพร ที่ยอมขับรถมาเรียนคอมพิวเตอร์ที่กรุงเทพฯ ทุกสัปดาห์ ด้วยเหตุผลว่า "คนมันมีความรัก" กับป้าสมพิศ (รับบทโดยคุณศันสนีย์ วัฒนานุกูล) ผู้มีหัวใจวัยรุ่น และไฮเทคไม่ใช่เล่น



ช่วงเวลาที่ดีที่สุดของหนังสำหรับผมนั้น คือ ช่วงเวลาที่มีคนคู่นี้ปรากฏอยู่บนจอ

ทั้งสองคนให้การแสดงที่ถึงคุณภาพเอามาก ๆ (สำหรับผม) ซึ่งผมก็คิดว่าหลายคนที่ดูเรื่องนี้ก็น่าจะรู้สึกอย่างนั้นเช่นกัน (รวมทั้งคณะกรรมการจากหลาย ๆ เวทีด้วย)

ถ้าคุณเป้ เล่นเรื่องนี้เป็นหนุ่มกวน ๆ ได้น่ารักขนาดไหน คุณกฤณก็เล่นเป็นหนุ่ม (เหลือน้อย) กวน ๆ ได้น่ารักกว่านั้น ซัก... 3-4 เท่าแล้วกัน

จังหวะการปล่อยมุกของคุณกฤณในเรื่องก็ลงตัวมาก ๆ โดยเฉพาะฉากใต้ต้นชมพู่มะเมี่ยวนั้น เป็นเสียงหัวเราะที่ดังที่สุดที่เกิดขึ้นระหว่างดูหนังของผม และหลังจากนั้นก็ตามด้วยความซึ้งประทับใจที่สุดในหนัง แบบไม่รู้สึกกระอักกระอ่วนหรือเลี่ยนแต่อย่างใด



ในทางเดียวกันคุณศันสนีย์ก็แสดงเป็นป้าพิศได้น่ารักมาก เผลอ ๆ จะน่ารักกว่านางเอกด้วยซ้ำ ไม่แปลกใจที่จะมีหนุ่ม (เหลือน้อย) ซักคนยอมขับรถหลายร้อยกิโลมาหา

ไม่ใช่้เพื่อมาตามจีบ แต่เพื่อให้ตัวเองได้มีช่วงเวลาที่ดีที่สุดในชีิวิตต่างหาก

การแสดงของป้าพิศที่ต้องแสดงเป็นคนที่มีความอึดอัดอยู่ระหว่้างรักแท้ครั้งใหม่ได้พบในวัยที่อยู่ในช่วงท้าย ๆ ของชีิวิต กับลูก ๆ ที่ไม่มั่นใจว่าเขาจะรับได้หรือไม่

จนเมื่อเรื่องราวมาถึงจุดต้องตัดสินใจว่าจะเลือกเดินไปทางใดนั้น แสดงได้ดีจริง ๆ สมบทบาท ให้เราคนดูเห็นใจและเอาใจช่วยได้อย่างเต็มี่

จนสุดท้ายตัวละครทุกตัวก็เลือกที่จะทำเพื่อคนที่ตัวเองรัก อย่างไม่เห็นแก่ตัว ยอมรับในวิถีชีิวิตของตัวเอง และก้าวต่อไปข้างหน้า



บทหนังมีเรื่องราวที่แข็งแรง ตัวละครบางตัวก็จำเรื่องที่ไม่ควรจำ
แต่ก็ลืมบางเรื่องไป แล้วค่อยจำได้ภายหลัง
บางคนก็แกล้งลืม แต่แท้จริงแล้วจำได้ไม่เคยเลือน
บางคนก็เลือกที่จดจำให้นา่นที่สุดเท่าที่จะนานได้ แม้ฝ่ายหนึ่งจะไม่อาจจำได้นานเท่าอีกฝ่ายหนึ่ง




หนังยังมีกิมมิกสอดแทรกตลอดทั้งเรื่องที่ทำให้เราประทับใจและถูกนำมาใช้
อธิบายแง่มุมตามชื่อหนังได้ในหลายตอน เช่น
ตอนที่ลุงจำรัสปูที่นอนให้ป้าพิศ , เรื่องของชมพู่มะเมี่ยว ,
หรือฉากใต้ต้นชมพู่ , MSN , ซีดีเพลง

เอ๊ะ มีแต่เรื่องของลุงจำรัสกับป้าพิศซะส่วนใหญ่นี่นา่
เห็นไหมล่ะว่าใครกันแน่เป็นพระเอก นางเอกของเรื่องนี้

ลืมให้คะแนน กลับมาให้คะแนนใหม่
ผมให้ 8/10 คะแนน หนังสร้างความประทับใจสำหรับผม และอีกหลายคนได้ไม่ยากเลยครับ






 

Create Date : 25 เมษายน 2553    
Last Update : 10 พฤษภาคม 2553 1:43:04 น.
Counter : 1673 Pageviews.  


born 1993
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]




คะแนนที่ให้กับหนังหรือหนังสือในบล็อกนี้มาจากความพึงพอใจของจขบ.นะครับ ผมให้โดยใช้เกณฑ์ว่าหนังหรือหนังสือเล่มนั้นทำหรือเขียนได้ดีตามแนวทางของตัวเองหรือเปล่า
ดังนั้นอย่าแปลกใจที่บางเรื่องอาจได้มากกว่าบางเรื่อง เพราะมันอาจจะเป็นคนละแนวกันก็ได้
ยินดีต้อนรับ และขอขอบคุณที่แวะเวียนเข้ามานะครับ
Friends' blogs
[Add born 1993's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.