Movie & Fiction บล็อกนี้คนรักหนังและอ่านนิยาย
Group Blog
 
All Blogs
 

A Perfect Getaway เกาะสวรรค์ ขวัญผวา : อีกทางเลือก ถ้าคุณเบื่อการไล่ล่า ฆ่ากันตายทั้งเรื่อง


รีวิวกึ่งวิจารณ์ ไม่สปอยล์เนื้อหาสำคัญครับ

หนังเรื่องนี้เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ผมดูโดยไม่ทราบเนื้อหาอะไรมาก่อน

พอผมเริ่มดูไปซักพัก ก็คิดว่าหนังคงมาในแนวเดิม ประเภทตัวละครไปเจอกับฆาตกรโรคจิตในระหว่างเดินทาง และคิดว่าหนังน่าจะคล้ายกับเรื่อง Turistas ปิดเกาะเชือด เพราะหนังเริ่มต้นมาในสไตล์เดียวกัน คือ ตัวละครเดินทางไปท่องเที่ยวทะเล ภาพสวยวิวสวย แต่ไปเจอกับเรื่องที่ไม่คาดคิด เพียงแต่เปลี่ยนโลเคชั่นจากบราซิล มาเป็นฮาวายเท่านั้น

แต่ปรากฏว่าผิดคาด ซึ่งถือว่าเป็นการผิดคาดที่ค่อนไปในทางดี


หนังเล่าเรื่องราวของคู่หนุ่มสาวที่เพิ่งแต่งงานกันมาใหม่ ๆ คือ Cliff (Steve Zahn) และ Cydney Anderson (Milla Jovovich) ออกเดินทางฮันนีมูนท่องเที่ยวแบบ backpack โดยเป้าหมายคือชายหาดสวยงามแห่งหนึ่งในฮาวาย แต่ระหว่างทางเขาได้พบกับคู่รักนักท่องเที่ยวที่ดูก้าวร้าวสองคน คือ Kale (Chris Hemsworth) กับ Cleo (Marley Shelton) และคู่รักนักท่องเที่ยวขาลุยที่ดูไม่น่าไว้วางใจอย่าง Nick (Timothy Olyphant) กับ Gina (Kiele Sanchez) และพวกเขาก็ได้ทราบข่าวการฆาตกรรมโหดที่เกิดขึ้นที่เกาะที่พวกเขาเพิ่งจะไปเที่ยวมา โดยข่าวบอกว่าฆาตกรมีเป้าหมายที่คู่รักที่มากันสองคน ทำให้ทริปครั้งนี้ที่ตอนแรกเหมือนจะเป็นเกาะสวรรค์ของพวกเขา กลับกลายเป็นทำให้พวกเขาไม่มั่นใจว่าคนที่อยู่ใกล้กับพวกเขานั้นเป็นใครกันแน่

ตอนช่วงต้นของเรื่อง หนังจะพาเราเดินทางท่องเที่ยวกับวิวทิวทัศน์และธรรมชาติที่สวยงาม ทั้งหุบเขา ทะเล ชายหาดและน้ำตก จนเราแทบจะอิจฉานักแสดงในเรื่องกันเลยทีเดียว ซึ่งถือเป็นโบนัสที่หนังมอบให้คนดู


แต่หลังจากนั้น อย่างที่บอกข้างต้น เมื่อหนังเริ่มดำเนินเรื่องไป เราจะพบว่าหนังไม่ได้ขายตัวเองในฐานะหนังสยองขวัญโรคจิต ที่มีฉากการฆ่ากันแบบโหด ๆ แต่หนังมาในแนวจิตวิทยา หลอกล่อคนดู ด้วยการกระทำของตัวละคร

ซึ่งในช่วงครึ่งแรกของเรื่องถือว่าทำออกมาได้น่าพอใจ แต่ถ้าใครคาดหวังว่าหนังจะทำให้อะดรีนาลีนของเราฉีดพล่านด้วยความตื่นเต้นตลอดทั้งเรื่องแล้วล่ะก็ คงจะผิดหวังกับหนังเรื่องนี้

ผมชอบความตั้งใจของผู้สร้างที่อยากจะสร้างหนังสยองขวัญฆาตกรโรคจิตในแนวอื่น ๆ ขึ้นมาบ้าง เพียงแต่น่าเสียดายที่หนังไม่สามารถเล่นกับเรื่องราวได้มากเท่าที่ควร และในตอนท้ายเรื่องก็เหมือนจะสูญเสียจังหวะของการเล่าเรื่องไปหน่อย

ในเรื่องเราจะเห็นบุคลิกของตัวละครแ่ต่ละคนที่ดูเหมือนจะไม่น่าไว้ใจ เพื่อหลอกล่อให้เราเกิดความสงสัยใคร่รู้ และหนังก็วางพล็อตหลอกล่อให้เราหลงไปหลงมาได้ดีพอสมควร

แต่ปัญหาของหนังคือการที่หนังไม่สามารถกระจายน้ำหนักของบทให้ทั่วถึงกัน ทั้ง ๆ ที่หนังโปรยชื่อบนโปสเตอร์ไว้ว่า 6 คนแปลกหน้า 2 ฆาตกร ทางหนีเป็นศูนย์ แต่กลับเล่นกับตัวละครได้ไม่ครบทั่ว ทำให้คนที่ดูหนังแนวนี้มามาก จึงเดาตัวคนร้ายได้ไม่ยากเท่าไหร่


แต่สิ่งที่เป็นข้อดีอย่างหนึ่งของหนังก็คือ มุกในเรื่อง ที่มีใส่เข้ามาเป็นระยะ ซึ่งโดยมาแล้วจะออกมาจาก Nick ซะเป็นส่วนใหญ่ โดยมุกเด็ดที่สุดคือตอนที่นางเอกเล่าเรื่องชีวิตของตัวเองให้ Gina ฟัง นั่นถือว่าทำได้ดีมาก ๆ ได้อารมณ์และได้ทั้งจังหวะ จนผมถูกล่อให้หลง แล้วก็โดนหักหลังซ้ำอีกที แต่อย่างที่บอกน่าเสียดาย เมื่อเรื่องราวดำเนินไปได้ 3/4 ของเรื่อง ก็ไม่ยากที่เราจะคาดเดาได้

สำหรับคนที่เล่นได้เด่นที่สุดคงต้องเป็น Timothy Olyphant ที่เล่นได้น่าสงสัยได้ตลอดทั้งเรื่อง หลายคนคงยังจำรอยยิ้มกวน ๆ ของเขาจากเรื่อง Hitman ได้ ในเรื่องนี้เราก็จะเห็นรอยยิ้มแบบนั้นตลอดทั้งเรื่อง ดูมีลับลมคมใน ดูเหมือนไม่ใช่คนธรรมดา หลุดมาจากอีกโลก


Steve Zahn พลิกบทบาทจากที่ผ่านมามักจะรับบทไม่เป็นพวกขี้แพ้อย่างใน Joy ride หรือ Bandidas ก็เป็นคู่หูตลก ๆ ของพระเอกอย่าง Sahara เป็นต้น มารับบทตัวเอกของเรื่อง แต่ปัญหาคือคนดูส่วนใหญ่ยากจะทำใจให้เชื่อได้ว่าคนนี้คือสามีของ Cydney ซึ่งแสดงโดย Milla Jovovich ทำไมน่ะเหรอ ไม่ยากหรอก คิดดูเองแล้วกัน


ส่วน Kiele Sanchez กับ Milla Jovovich ถือว่าชั่วไม่มีดีไม่ปรากฏ โดยเฉพาะ Milla Jovovich คงต้องใช้เวลาเล่นหนังเรื่องอื่น ๆ ซักพักหนึ่งถึงจะสลัดภาพลักษณ์ของ Alice ออกไปได้ เห็นหน้าเธอทีไร พลอยจะนึกว่าจะลุกขึ้นมาจับปืน เตะต่อยซะเรื่อย ดีนะที่เรื่องนี้ไม่ได้ใส่สายเดี่ยวสีแดงมาเดินเล่นชายหาดด้วย


น่าเสียดายที่ช่วงเฉลยตอนท้ายหนังลากยาว และใส่ประัเด็่นเข้ามามากเกินไปจนทำให้อารมณ์ของหนังดร็อปลงไป ถ้าตัดต่อให้กระชับซักหน่อย และนำบางประเ้ด็นไปสอดแทรกไว้ในตอนอื่นอาจทำให้หนังมีอารมณ์ตื่นเต้นที่ต่อเนื่องขึ้นได้อีก

แต่ในตอนท้ายหนังก็แก้ตัวได้ในระดับที่โอเค ฉากปิดบัญชีในช่วงท้ายทำให้หนังที่ดำเนินเรื่องมาเรื่อย ๆ ได้มีความตื่นเต้นเข้ามาบ้าง อย่างที่หลายคนรอคอยมาตลอดทั้งเรื่อง


โดยรวมแล้วผมดูเรื่องนี้จบแล้วชอบนะครับ แม้หนังจะมีข้อด้อยอย่างที่กล่าวมา หรือมีจุดบกพร่องที่การกระทำของตัวละครหลักตัวหนึ่งที่ทำตอนจบเรื่องที่ดูจะขาดเหตุผลที่หนักแน่นในการมารองรับ และทางออกของตัวละครนั้นก็ไม่ชัดเจน พอที่จะตอบคำถามให้คนดูทราบว่า ตกลงแล้วมันยังไง

ผมคิดว่าเป็นการดีที่ผู้สร้างกล้าทำหนังแบบนี้ในแนวทางอื่น ๆ บ้าง นอกจากมาไล่ฆ่ากันตาย แบบขายฉากฆ่าโหด ๆ อะไรพรรค์นั้น ซึ่งได้ดูมาเยอะแล้ว และก็คงจะยังมีออกมาให้ดูกันอีกเรื่อย ๆ

มีอาหารรสชาติอื่นมาคั่นบ้างก็ดีครับ กันเลี่ยน

ให้คะแนน 6.5/10 ครับ


ต่อจากนี้เป็นส่วนของสปอยล์นะครับ ใครยังไม่ได้ดู ก็ข้ามไปเลยนะครับ






สรุปแล้วพระเอก นางเอกของเราเป็นพวกโรคจิตประเภทคล้าย Stalking โดยพวกเขาจะเลือกฆ่าเหยื่อที่เป็นคู่รักและสวมรอยนิสัย พฤติกรรมและเอาเรื่องราวของเหยื่อที่ถูกฆ่าเอามาเป็นเรื่องราวของตัวเองแทน

โดยก่อนที่จะฆ่าเหยื่อนั้น ก็จะใช้เวลาร่วมกับเหยื่อจนซึมซับพฤติกรรมอุปนิสัย บุคลิกท่าทาง และคำพูดติดปากของเหยื่อ เพื่อเอามาใช้กับตัวเอง

แสดงว่าที่พระเอกเล่าว่าเป็นนักเขียนบทหนังนั้นไม่จริง แต่เขาเอามาจากเหยื่อที่เขาฆ่าก่อนหน้านั้น สังเกตุว่าเมื่อถูก Nick ซักเรื่องงานมาก ๆ ก็จะเริ่มอ้ำอึ้งไปไม่เป็น และตัดบท ซึ่งตอนนั้นคนดูอาจยังไม่ฉุกใจคิด คิดว่าเขาโม้ หรือโอ้อวดหรือเปล่า

พอตอนท้ายที่เขาถาม Nick เรื่องที่บอกให้เขย่าพุ่มไม้หมายความว่าไง แล้ว Nick บอกว่าเอามาจากในหนัง นั่นทำให้ Nick ฉุึกใจคิดว่า Cliff อาจจะไม่ใช่นักเขียนบทหนังอย่างที่อ้าง เพราะถ้าใช่ คนวงการนี้น่า่จะรู้มุกที่เขาเอามาเล่นได้ไม่ยาก

ส่วนนางเอก สังเกตุว่าเธอจะจำเรื่องราวส่วนตัวของคู่ Nick กับ Gina ได้เป็นอย่างดี เห็นได้จากตอนที่ Cliff ถามว่า "เรารู้อะไรเกี่ยวกับพวกเขาบ้าง" เธอก็เล่าได้ละเีอียดเลย นั่นเพราะเธอตั้งใจจะเอาเรื่องราวของ Nick กับ Gina มาใช้หลังจากที่ฆ่าและปลอมเป็นพวกเขาแล้ว

ฉากเฉลยที่ Gina นั่งดูวิีดีโอแล้วรู้ความจริงนั่นก็เพราะในวิดีโอนั้่น รูปภาพที่ถ่ายเอาไว้ไม่ใช่รูปของ Cliff กับ Cydney ในตอนนี้ แต่ว่าการทำผม ใส่แว่น นั้นเหมือนกัน และในวิดีโอยังมีตัวอย่างคำพูดบางอย่างที่ Cydney พูดโดยเลียนแบบมาจากการดูในวิดีโอด้วย เช่น "นี่เงินขวัญถุงของเรา" ซึ่งทำให้ Gina รู้ว่าที่พวก Cliff เล่ามาตลอดว่าแต่งงานกัน แล้วที่ผ่านมาเป็นยังไงนั้น ไม่ใช่เรื่องราวของพวกเขา แต่เป็นเรื่องของคนที่อยู่ในวิดีโอต่างหาก

ส่วนตอนที่ Cliff แอบดูข่าวในเน็ตนั้น ก็เพราะเขาอยากรู้ว่าที่กล้องวงจรปิดถ่ายติดนั้นเป็นพวกเขาจริงหรือเปล่า แต่ต้องแอบดูกลัวคนอื่นจะเห็นภาพนั้น

พอตอนหลังที่เขาเห็นภาพนั้นแล้ว พบว่าเป็นตัวพวกเขาเอง แล้วเอามาคุยกับ Cydney นั้นตรงนี้อาจจะตีความได้สองอย่างคือ ที่พูดกันนั้นคือพวกเขากลัวว่าพวก Nick จะรู้ตัวตนที่แท้จริงของพวกเขา จึงคิดว่าจะฉากหลบดีมั้ย แต่นางเอกบอกว่าภาพไม่ชัด มันอาจเป็นใครก็ได้ พระเอกบอกว่า ไม่คุ้นเลยเหรอ คือหมายความว่าก็ภาพพวกเราเองนี่แหละ แล้วนางเอกก็สวมบทบาทต่อว่า พวกเรามาฮันนีมูนกัน อย่าทำให้ประสาทเสียได้มั้ย

หรือตีความอีกแบบคือ พวกเขากำลังสวมบทบาทใหม่และเล่นละครไปตามบทบาทนั้น ซึ่งก็ต่างคนต่างเล่นให้สมจริง ทำเป็นแกล้งกลัวว่าพวก Nick จะเป็นฆาตกร แต่จริง ๆ รู้ตัวอยู่แล้ว

อันนี้ก็ต้องแล้วแต่ใครจะตีความยังไงนะครับ

มีติดใจนิดนึงสำหรับผมคือเรื่อง แมลงป่องในขวดเหล้ามีความหมายว่ายังไง อันนี้ผมไม่ทราบจริง ๆ ไม่แน่ใจว่าเคยเป็นมุกในหนังเรื่องใดเรื่องหนึ่งหรือเปล่า แล้ว Nick หยิบมาเล่น

ถ้ามีใครทราบก็ฝากบอกด้วยนะครับ




 

Create Date : 09 พฤษภาคม 2553    
Last Update : 10 พฤษภาคม 2553 1:40:15 น.  

Funny Games เกมส์เกรียนขำ ๆ ที่หัวเราะไม่ออก


รีวิวกึ่งวิจารณ์ ไม่สปอยล์เนื้อหาสำคัญครับ

ถ้า Lost คือภาพยนตร์ (ซีรี่ย์) ที่แหกกฏของความเป็นหนังสไตล์ผจญภัย ประเภทเครื่องบินตก หรือเรือล่ม ตัวละครติดเกาะ


(เพราะคุณคาดหวังจะเจออะไรในเรื่องคนติดเกาะล่ะ ต้นไม้กินคน คนป่า สัตว์ป่าดุร้าย เสือ สิงห์กระทิงแรด อนาคอนดา ไดโนเสาร์ หรือปูยักษ์ พวกนั้นแหละที่ไม่โผล่มาให้เห็นเลยซักอย่าง)

Funny Games ผลงานของผู้กำกับ Michael Haneke ก็จะมอบความรู้สึกแบบนั้นให้กับคุณ

Haneke รีเมกหนังของตัวเองซ้ำเป็นเวอร์ชั่นพูดภาษาอังกฤษ (จากเวอร์ชั่นเดิมหนังพูดเยอรมัน) เพื่อให้คนอเมริกันได้ดูหนังเขาสบายหูขึ้น และเขาถึงคนในวงกว้าง เรียกว่าขอบริการหน่อยเถอะ ให้คนในอเมริกา ซึ่งเป็นดินแดนที่เต็มไปด้วยหนังสูตรสำเร็จได้ดู (อารมณ์ประมาณอยากให้ดู)

เวอร์ชั่นนี้นำแสดงโดย Tim Roth และ Naomi Watts ซึ่งแสดงเป็นพ่อและแม่ ซึ่งมีลูกชายอีก 1 คน รับบทโดย Devon Gearheart ส่วนอีกสองคนนั้นช่างมันขอเรียกมันว่า ไอ้ผอมกับไอ้อ้วนแล้วกัน รับบทโดย Michael Pitt และ Brady Corbet


หนังมีเหตุการณ์หลัก ๆ คือ
1) ครอบครัวนี้มาเที่ยวบ้านพักตากอากาศ
2) ไอ้อ้วนแวะมายืมไข่จากนางเอก
3) หลังจากนั้นเกมส์ก็เริ่ม
4) แล้วก็จบเกมส์

เป็นหนังที่ต่อให้ผมสปอยล์หมดทั้งเรื่อง ก็ไม่อาจเล่าเรื่องราวให้ถึงอารมณ์ได้แม้ซักเศษเสี้ยว

Haneke กำกับหนังเรื่องราวด้วยความมั่นใจ ในทิศทางที่ถูกวางไว้แล้ว ไม่มีซักช่วงเวลาใดในหนังที่ทำให้เห็นว่าหนังจะไขว้เขว ใจอ่อน หรือเริ่มโลเลแต่อย่างใด หนังเดินหน้าไปในทิศทางที่ผกก.วางไว้ ซึ่งเป็นทิศทางที่ตรงกันข้ามกับความคาดหวังของเรา

คำศัพท์อธิบายความรู้สึกที่คุณจะได้เรียนรู้จากหนังเรื่องนี้ จะมีดังต่อไปนี้ อึดอัด กวนโมโห เครียด กดดัน หงุดหงิด หดหู่ อะไรวะ เอาซะทีดิ เออ ใช่ นั่นแหละ สะใจ เฮ้ย ไอ้เ..ย ทำงี้ได้ไง แล้วก็อึดอัด โมโห แล้วก็มีหวัง แล้วก็สิ้นหวัง กัดเล็บ

แล้วก็จบลงด้วยความรู้สึกอยากมีความสามารถพิเศษในการแหย่เท้าเข้าไปในทีวีได้
แถมท้ายด้วยอาการจิตตก นอนไม่หลับหลังจากดูจบ

นี่ถือเป็นความบันเทิงชนิดหนึ่ง ที่หนังเรื่องนี้จะมอบให้คุณอย่างแสนสาหัส และเจ็บป่วย

ผมอยากจะจินตนาการเอาเองว่า Michael Haneke น่าจะเคยนั่งดูหนังสยองขวัญ โดยเฉพาะแนวฆาตกรโรคจิตไล่ฆ่าประชาชนพลเรือนมาต่อนัก แล้วอยู่มาวันนี้เขาก็ลุกขึ้นด้วยความรู้สึกว่า เซ็งเป็ดกับหนังฮอลลีวู้ดแนวไล่ฆ่าแล้ว และจะขอมอบประสบการณ์ความบันเทิงในครอบครัวแบบใหม่ ไม่ซ้ำซากจำเจ พอกันที

นี่จินตนการเอานะครับ

หนังปฏิเสธองค์ประกอบแทบทุกอย่างของหนังสยองขวัญสไตล์ฮอลลีวู้ดขนานแท้
ไม่มีดนตรีสร้างอารมณ์ ไม่มีฉากตกใจขวัญผวา

มีคนตาย ใช่ แต่คุณจะไม่ได้เห็นฉากฆ่ากันจะจะ แม้แต่บาดแผลหรือศพก็แทบจะไม่เห็น อะไรที่คุณหวังจะเห็น Haneke บอกขอรับหน้าที่ ทำลายมันทิ้งเอง

ในเรื่องคุณจะได้เห็นสิ่งประดิษฐ์ที่ทำร้ายจิตใจคนดูที่สุดในโลกภาพยนต์ คือ รีโมททีวี

หนังทั้งเรื่องมีฉากวนไปวนมาไม่กี่ฉาก ตัวละครใส่เสื้อผ้าสะอาดสะอ้าน บ้านช่องเป็นระเบียบเรียบร้อย ไม่สามารถหาซอกมุมใด ๆ ในเรื่องที่จะชวนให้คิดว่าจะมีอะไรโผล่มาได้เลย

ดำเนินเรื่องหลัก ๆ กัน 5 คน เต็มไปด้วยไดอะล็อกซ์พูด ทุก ๆ ตัวละครให้การแสดงที่ถึงบทบาทเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะไอ้ผอมและอ้วน ที่ขึ้นทำเนียบตัวละครยอดฮิตในโลกของหนังสยองขวัญไปแล้ว

หนังทั้งเรื่อง เสียงกรีดร้องมีไหม ไม่มี

เป็นหนังที่คนทำบ้าระห่ำสุด ๆ กบฏสุด ๆ ใจร้าย ไม่ปราณีต่อคนดู แต่เห็นได้ชัดว่าเป็นสุดยอดในด้านนี้จริง ๆ

เมื่อคุณดูหนังเรื่องนี้จบ คุณอาจจิตตกได้เวลามีใครมายืมไข่ไก่ที่บ้านคุณ

9/10 คะแนน สำหรับเรื่องนี้ ขึ้นหิ้งไปเลยครับ
สิ่งที่จรรโลงใจอย่างเดียวของหนังเรื่องนี้ก็คือการมี Naomi Watts ร่วมแสดง


ตรงนี้คือสปอยล์นะครับ ใครยังไม่ได้ดูอย่าเพิ่งอ่านนะครับ


หนังมีความตั้งใจอยากจะเล่นกับอารมณ์คนดูแบบที่ดูหนังสยองขวัญทั่วไป คือเอาใจช่วยตัวละครและหวังจะเห็นว่าตอนท้ายตัวเอกลุกขึ้นมาแก้แค้นเอาคืนผู้ร้าย แต่สุดท้ายหนังก็หักหลังคนดู ดับความหวังทิ้ง ด้วยฉากรีโมตนั่นเอง

เหมือนต้องการจะบอกว่าอยากดูนักใช่ไหม อ่ะ จัดให้นิดนึง แต่อย่าดีกว่า แล้วก็ย้อนหนังตัวเองกลับ แบบทำร้ายจิตใจคนดู

ตอนต้นเรื่องจะสังเกตุเห็นมีดเล่มหนึ่งถูกวางทิ้งไว้ในเรือใบของพระเอก เหมือนจะทิ้งไว้บอกว่าตอนหลังอาจได้นำมาใช้ พอตอนท้ายนางเอกโดนจับขึ้นเรือ ก็เอาอีกแล้วหนังให้ความหวังคนดูว่านางเอกต้องรอดแน่เลย ใช้มีดตัดเชือกหลุดมาแล้วฆ่าเจ้าพวกนั้นให้หมด

แล้วหนังก็ทำร้ายจิตใจคนดูซ้ำอีก นางเอกถูกผลักตกน้ำแบบไม่มีค่าให้ไอ้ผอมกับไอ้อ้วนต้องเสียใจแต่อย่างใด

พอถึงตอนท้ายหนังถึงทำให้เรากระจ่างว่านี่เป็น funny game ของเจ้าพวกนี้ ตอนเช้าวันก่อนที่ครอบครัวนางเอกเดินทางมาถึงแล้วทักทายครอบครัวบ้านอื่นแล้วเห็นเจ้าพวกนี้อยู่ที่บ้านนั้นเหมือนสนิทสนม ก็คือ เหยื่อก่อนหน้านั้น ที่เจ้าพวกนี้ใช้สร้างภาพว่ามาด้วยกัน แล้วเอามาหลอกนางเอกตอนต้นเรื่อง พอวันต่อมาก็ใช้ครอบครัวนางเอกหลอกบ้านอื่นอีก เพื่อเตรียมเป้าหมายต่อไป

ซึ่งไม่รู้ว่าเจ้าพวกนี้ฆ่าไปกี่ครอบครัวแล้วเหมือนกัน

และสังเกตุว่าหนังหลีกเลี่ยงสิ่งที่เราคิดว่าจะเห็น หรือสิ่งที่เราคิดว่าจะไม่เห็นเกือบทั้งเรื่อง เช่น นางเอกในเรื่องก็ไม่ถูกข่มขืน แค่ถูกบังคับถอดเสื้อผ้า หมากับเด็กตายก่อนเลย ทำให้คนดูช็อก และฉากที่เด็กถูกฆ่า เราก็ไม่เห็นศพ ไม่เห็นฉากถูกยิงจะ ๆ ตัวพ่อตอนถูกแทงเราก็ไม่เห็นชัด ๆ หนังทำให้ภาพตกขอบไป นางเอกถูกฆ่าก็เพียงถูกผลักตกเรือเท่านั้น

หนังไม่มีฉากฆ่า ทรมาน รุนแรงเลย แต่รุนแรงในเรื่องของบรรยากาศแทน

นี่คือความสุดยอดของหนังครับ




 

Create Date : 26 เมษายน 2553    
Last Update : 10 พฤษภาคม 2553 1:42:31 น.  

เฉือน ฆาตกรรมรำลึก ชีวิตบัดซบในโลกที่โหดร้าย



Review กึ่งวิจารณ์ ไม่สปอยล์

ยอมรับตามตรงว่านาน ๆ ทีถึงจะได้ดูหนังไทย แต่ไม่เคยแอนตี้หนังไทยเลย

สำหรับเรื่องนี้ ตัวผมถือว่าเป็นกลุ่มเป้าหมายโดยตรงสำหรับหนังเรื่องนี้เลยนะครับ นาน ๆ ทีจะมีหนังแนวนี้ของไทยออกมา ที่ไม่มีผีสางนางไม้มาเกี่ยวข้อง เป็นแนวสืบสวนล้วน ๆ

เรื่องย่อขอก็อปมาจากเวบหนังทางการของเรื่องเลยแล้วกัน

เกิดคดีฆาตกรรมต่อเนื่องสุดสยอง เมื่อเหยื่อทุกรายถูกฆ่าหั่นศพ และนำชิ้นส่วนแยกไปทิ้งคนละแห่ง ศพแล้วศพเล่า ตำรวจมืดแปดด้านไม่อาจหาตัวฆาตกรได้

ไท รับบทโดย เป้ อารักษ์ อมรศุภศิริ นักโทษชั้นหนึ่ง อดีตมือปืนรับจ้างกลับใจ เขาพยายามที่จะบอกเรื่องความสงสัยที่เขารู้ว่าใครคือฆาตกรรายนี้กับ ชิน รับบทโดย ฉัตรชัย เปล่งพานิช นายตำรวจใหญ่ที่ใช้เขาทำงานลับ แต่ชินไม่ใส่ใจฟัง แต่เมื่อเหตุสยองเกิดขึ้นอีกคราวกับลูกชายรัฐมนตรี ตำรวจต้องพยายามทำทุกวิถีทางในการจับฆาตกรมาลงโทษให้ได้ และไทก็ถูกนำตัวมาจากเรือนจำ การต่อรองเกิดขึ้น ไทขอให้ปล่อยตัวเขาโดยไม่มีข้อแม้ และขออิสระในการทำงานทุกอย่าง โดยภายใน 15 วัน เขาจะต้องนำตัวฆาตกรมาลงโทษให้ได้ โดยจับตัวภรรยาของเขาไว้เป็นตัวประกัน ถ้าเขาไม่กลับมาพร้อมฆาตกร ให้ฆ่าภรรยาเขาทันที

ไทแกะรอยจากความทรงจำของเขาในอดีต และแล้วความจริงจากอดีตก็เริ่มฉายภาพชัดขึ้นฆาตกรมืออาชีพ และฆาตกรต่อเนื่อง ถูกกำหนดให้เผชิญหน้ากันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อะไรคือบทสรุปที่มาแห่งการฆาตกรรม


สำหรับผมแบ่งหนังเรื่องนี้ออกเป็น 2 ส่วน คือส่วนของ Flash back ที่เป็นเรื่องราววัยเด็กของไท และเนื้อหาในปัจจุบันที่เป็นการเดินทางไขปริศนาคดีของไทให้ทันเวลา โดยมีชีวิตของน้อยเป็นเดิมพัน

เรื่องราวในวัยเด็กนั้นถือว่าทำออกมาได้ดีถึงดีมาก บทหนังทำให้เห็นถึงพัฒนาการของตัวละครหลัก (ในวัยเด็ก) และความสัมพันธ์ที่เป็นมิตรภาพที่ก่อเกิดขึ้นบนความเห็นอกเห็นใจ แต่สุดท้ายความโหดร้ายของสังคมก็ไม่ปราณีใคร และเด็กก็ยังเป็นเด็กอยู่วันยังค่ำ สิ่งที่พวกเขาพบเจอเกินกว่าที่เด็กธรรมดาจะแบกรับมันไว้ได้ เป็นเหตุให้ตัวละครหนึ่งตัดสินใจทำสิ่งหนึ่งขึ้น อันเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิตของพวกเขา

การแสดงของตัวละครหลัก แสดงออกได้ถึงตามบทบาทที่ได้รับ ทำให้คนดูอย่างเราสนุกไปการรับชมชีวิตของพวกเขา ซาบซึ้งไปกับมิตรภาพที่ให้กัน เห็นใจกับสิ่งที่เขาต้องเผชิญ และแม้แต่เข้าใจเมื่อบางคนตัดสินใจเลือกทำบางอย่าง

ฉากแสดงอารมณ์ที่เป็นจุดเปลี่ยน ก็ทำได้ดี ดีจนน่าชมเชย

ในส่วนนี้ ผมให้คะแนน 9/10

อีกส่วนหนึ่่งคือเหตุการณ์ปัจจุบัน ซึ่งน่าเสียดายที่ข้อด้อยแทบทั้งหมดของหนังอยู่ในส่วนนี้

จริง ๆ แล้วสัดส่วนของตัวละครในปัจุจุบันนั้นมากกว่าในเหตุการณ์ย้อนอดีต แต่กลับไม่รู้สึกว่าเรื่องราวในปัจจุบันมีเนื้อหาอะไรน่าสนใจ นอกเสียจากว่าตัวฆาตกรคือใคร

ความสัมพันธ์ของตัวละครทั้งไท น้อย และชิน ดูบางเบา ไม่หนักแน่น เนื่องจากมีการปูเรื่องที่น้อยเกินไป อีกทั้งการแสดงของคุณเป้ในเรื่องนี้แล้ว อยู่ในเกณฑ์เกือบผ่าน ซึ่งหมายความว่าไม่ผ่าน โดยเฉพาะซีนที่ต้องเค้นอารมณ์ในตอนจบนั้นไปไม่ถึงอย่างที่บทคาดหวัง

แต่ก็ถือว่านักแสดงท่านนี้มีพัฒนาการทางการแสดงในทิศทางที่ดี

สำหรับคุณเจสสิก้า ดาราหน้าใหม่นั้น การแสดงของเธอในเรื่องนี้ยังดูประดักประเดิดอยู่บ้าง ยังไม่สามารถเค้นอารมณ์ หรือใส่อารมณ์บางอย่างที่ควรจะมี หรือจำเป็นต้องมีของตัวละครตัวนี้ เมื่อบทหนังพาตัวละครตัวนี้ไปถึงจุดที่ต้องเรียกร้องความรู้สึกบางอย่างกลับมาจากคนดู ทำให้ตัวละครตัวนี้ขาดมิติในเชิงลึกไป (แม้บทจะมีมิติ แต่การแสดงไปไม่ถึง)

แต่ใช่ว่าเธอจะแสดงได้เลวร้าย เพียงแต่ผมรู้สึกว่าบทหนังเรียกร้องให้เธอแสดงมากเกินกว่าที่ตัวเธอจะทำได้ในฐานะนักแสดงใหม่

ส่วนตัวคุณฉัตรชัยแล้วถือว่าให้การแสดงที่เป็นไปตามมาตรฐานของตัวเองที่ผ่านมา แต่เป็นที่น่าเสียดายที่บทบาทของเขาถูกกลบด้วยการแสดงรูปร่างภายนอกของตัวละครให้ออกมาดูสุดโต่ง

โกรกผมสีขาว ใส่เสื้อขาวเหมือนพวกนักบวช คนดูยากที่ยอมรับได้ รู้สึกว่าหลุดออกจากโลกของความเป็นจริง

จากประเด็นนี้ เห็นได้ชัดว่าผกก.และผู้เขียนบท มีเจตนาที่จะทำให้หนังเรื่องนี้ออกมาในแนวเสียดสีสังคม (วงการตำรวจ , ปัญหาครอบครัว , ปัญหาความเสื่อมทรามของสังคม , การล่วงละเมิด) และใช้สัญญลักษณ์เรื่องสีเพื่อทำให้โทนหนังออกมาในแนวฟิล์มนัว (Film noir) ผสมความเหนือจริง

ในส่วนนี้ ผมให้ 6/10



โดยสรุป

ส่วนที่เป็นข้อด้อยของหนังเรื่องนี้คือ

1. แรงจูงใจของฆาตกรที่ดูจะเกินเลยขอบเขตไปบ้างและดูไม่สมเหตุสมผลในบางเคส บางกรณี เมื่อหนังเฉลยที่มาที่ไปของเรื่องแล้ว

2. การให้ตัวละครบางตัวแต่งตัวสีสันฉูดฉาด เพื่อขับเน้นภาพสัญญลักษณ์ขึ้นมา ดูเป็นส่วนล้นหลุดออกมาจากตัวหนังเกินไป ถ้าปรับทั้งหมดให้ดูจริงจังและสมจริงลง คนดูอาจรู้สึกไม่แปลกแยกจากการรับชมมากเกินไป

3. การแสดงในส่วนไคลแมกซ์ที่ตั้งใจบีบคั้นความรู้สึก แต่ทำไม่ได้ตามเป้าหมาย

4. เนื้อหาในส่วนของการสืบสวน เพื่อไขปริศนาดูอ่อนอย่างเหลือเชื่อ แต่กลับได้เนื้อหาใน Flash back มาช่วยกอบกู้เอาไว้

5. ในเรื่องขาดตัวบอสใหญ่ ทำให้บทต้องผลักภาระหน้าที่นี้ไปให้ตัวละครตัวหนึ่งแทน แต่ความสัมพันธ์กันของแรงจูงใจในการจัดการกับตัวบอสใหญ่ ไม่ทำให้เรารู้สึกได้ว่าถึงที่สุดแล้ว


ส่วนที่เป็นข้อดีของหนังเรื่องนี้

1. ในส่วนของ Flash back ภาพสวย ถ่ายทำดี ยิ่งโดยเฉพาะใครที่เป็นเด็กต่างจังหวัด ดูแล้วต้องมีอารมณ์ร่วมแน่ ๆ

2. การแสดงรับส่งของนักแสดงในวัยเด็ก คือส่วนที่เป็นการแสดงที่ดีที่สุดในเรื่อง

3. และแน่นอนเรื่องราวของเขาทำให้เราติดตาม สนใจและเอาใจช่วยอย่างเต็มที่ (ผมนึกถึงหนังเรื่อง Up ที่ส่วนที่ดีที่สุดของหนังก็คือ Flash back เหมือนกัน)

4. ผมขอชื่นชมกับการแสดงของตัวละครเล็ก ๆ ตัวหนึ่งในเรื่อง ที่หลายคนมองข้าม คือตัวหัวหน้านักเลงที่โรงแรมในพัทยา (ที่แต่งตัวเหมือนบ๋อยนั่นแหละ) ผมคิดว่าเขาให้การแสดงที่ดีมาก ๆ ทั้งการพูดการแสดงดูไหลรื่นเป็นธรรมชาติมาก ๆ (หรือชีวิตจริง ๆ จะเป็นอย่างนั้น ...ฮา) นี่ถ้าเป็นฮอลลีวู้ด อาจจะได้เข้าชิงในสาขานักแสดงสมทบยอดเยี่ยมจากเวทีใด เวทีหนึ่งก็ได้ (ขนาด Judi Dench ยังได้ออสการ์มาแล้วกับบทที่ปรากฏตัวบนหนังแค่ 5 นาที)


โดยรวมแล้วผมให้ 7.5/10 สำหรับหนังเรื่องนี้ครับ

หนังกำกับโดยคุณก้องเกียรติ โขมศิริ

หนังสองเรื่องก่อนของเขานั้นผมก็ชอบมากเช่นกัน (ลองของ , ไชยา)

เขียนบทโดยคุณวิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง



ส่วนต่อไปเป็นการพูดคุยแบบ Spoil เนื้อหา

Spoil Alert.......




สำหรับผมแล้วผมคิดว่านัทไม่ได้เป็นกระเทยโดยความตั้งใจของตัวเอง เขาแค่เป็นเด็กที่ไม่มีเพื่อน ที่ขอแค่มีใครซักคนเห็นคุณค่าเขา ยอมรับเขาเป็นเพื่อน แม้จะถูกทำไม่ดีเขาก็ทน

คนแบบนี้มีเยอะนะครับในสังคม เช่นผู้หญิงบางคนยอมอยู่กับผู้ชายชั่ว ๆ เพราะต้องการความรัก

เพียงแต่ในเรื่องไทไม่ได้ทำถึงขนาดนั้น แต่ฉากที่ไทต่อยนัทเพื่อให้เพื่อนยอมรับตัวเองนั้น ถือว่าทำได้สะเทือนใจดี

อย่างฉากที่หลังจากที่พวกไทกับนัทโดนรุมซ้อมกลับมาแล้ว นัทพลิกตัวไปจะไปกอดไท แล้วไทโมโหขึ้นมา ก็เป็นซีนแสดงอารมณ์ที่ดีมาก ๆ แสดงได้ดีทั้งสองคน ผมไม่คิดว่านัทตั้งใจ เพียงแต่ทำไปเพราะคิดว่าสงสารเพื่อนเท่านั้น แต่ตัวไทเองที่รับแรงกดดันมาตลอดจากความยากลำบาก และถูกซ้อมแทบทุกวันจนเกิดความตึงเครียด ความที่เป็นเด็กจึงขาดสติยั้งคิดและการควบคุมอารมณ์ไป เลยด่าว่านัทแบบแรง ๆ เป็นการระเบิดอารมณ์ที่เก็บกด

และตัดสินใจขายนัทให้กับพวกนักเลง

ชีวิตของนัทต้องเรียกว่าบัดซบ โดนพ่อทำไม่ดี โดนเพื่อนแกล้ง ต้องตกระกำลำบาก สุดท้ายโดนเพื่อนรักที่สุดทอดทิ้งและหักหลัง

ผมคิดว่าชีวิตเขาหลังจากนั้นต้องย่ำแย่แน่ ๆ (หนังไม่ได้ทำให้เห็น) สุดท้ายเลยเป็นเหตุให้เขาเลือกยึดอาชีพขายบริการแล้วก็เป็นกระเทยไปเสียเลย

สิ่งหนึ่งที่ทำให้ผมคิดว่าเขาไม่น่าจะเป็นกระเทยด้วยความชอบของตัวเอง เพราะตอนที่ไทไปถามจากตำรวจ ตำรวจบอกว่านัทมีเรื่องชกต่อยเป็นประจำ และยิ่งดูจากหน้าตาของนัทตอนนั้นแล้วยิ่งทำให้ผมรู้สึกว่าเขาไม่ได้อยากจะมีชีวิตแบบนั้น แต่จำใจเลือก



แต่อย่างที่บอก นัทเองก็รู้สึกว่าชีวิตเขามันบัดซบ คน ๆ เดียวในโลกที่เคยเห็นเขาอยู่ในสายตาคือไท อย่ากระนั้นเลย เขาเลยแปลงเพศตัวเองแล้วตามหาไท เพื่อจะได้ใช้ชีวิตอยู่กับไทแบบคนรักเสียเลย ซึ่งดันสำเร็จเสียด้วย

จริง ๆ แล้วชีวิตของนัทกับไทในวัยเด็กนั้นเหมือนกัน ทั้งสองคนต่างต้องการเพื่อน เพียงแต่ไทมีบุคคลิกที่เข้มแข็งกว่านัทเท่านั้นเอง

ในขณะที่ไทพยายามทำให้เพื่อนกลุ่มใหญ่ยอมรับ และให้เขาเล่นด้วย แต่เขาก็พบความจริงว่า เด็กที่ไม่ใครอยากเป็นเพื่อนด้วยอย่างนัท กลับเป็นเพื่อนที่เขาเข้าได้ดีที่สุด คุยกันถูกคอมากที่สุด และเล่นด้วยสนุกที่สุด

นั่นเพราะอะไร เพราะต่างคนต่างยอมรับกันและกันไง เป็นมิตรภาพที่บริสุทธิ์

มีสิ่งหนึ่งที่ผมสงสัยจากหนังและรู้สึกว่ามันไม่เคลียร์คือ ไทลืมเรื่องในวัยเด็กของเขาเหรอ ลืมว่าเขาเคยขายนัทให้พวกนักเลง ลืมว่าเขาทิ้งนัทไว้ที่พัทยา ลืมแบบลืมธรรมดา หรือเป็นการลืมแบบจิตใต้สำนึก คือความรู้สึกผิดทำให้ระบบความคิดเขาทำให้เขาลืม

เพราะถ้าไม่งั้นตอนที่เขาคิดว่าเขาน่าจะรู้จักกับตัวฆาตกร เพราะคิดว่าตัวฆาตกรน่าจะเกี่ยวกับชีวิตของเขาในวัยเด็กนั้น เขาน่าจะตรงไปพัทยาเลย ไม่ต้องย้อนมาบ้านเกิดแล้วก็สืบรู้ว่านัทอยู่ที่พัทยา (ก็ตอนไปก็ไปด้วยกันนี่หว่า)

ทำให้เนื้อหาตรงนี้ดูขาด ๆ ไป แล้วดูแล้วไทก็แทบไม่ได้ทำอะไรเลยในแบบที่เรียกว่า "สอบสวนหาความจริง" นอกจากว่าจะตามไปจนเจอหลักฐานว่านัทแปลงเพศเป็นน้อยแล้ว

อีกอย่างคือการฆ่าของน้อยดูไม่สมเหตุสมผลไปหน่อย ฝรั่ง กับ ครูโอเค แต่กับต๊อก ผมว่าสิ่งที่เขาทำกับนัทตอนเด็ก ๆ เป็นแค่การแกล้งกันเล่นของเด็กที่นิสัยไม่ดีเท่านั้น ไม่น่าจะเป็นแรงจูงใจให้เก็บมาฆ่าโหดขนาดนั้น แล้วยิ่งฆ่าหมดยกปาร์ตี้เลยยิ่งดูเลยเถิดกันใหญ่

อย่างที่พูดไว้ข้างต้น ตอนท้ายเรื่องที่เป็นไคลแมกซ์ของเรื่องนั้นอารมณ์ที่ต้องการจะบิ๊วท์ให้ไปถึงจุดหนึ่งนั้นทำไม่ถึง ส่วนหนึ่งมาจากการแสดง อีกส่วนหนึ่งผมว่ามาจากการกำหนดสถานการณ์ด้วย

เราจะเห็นตำรวจวิ่งรถมาแต่ไกล และจอดใกล้กับโรงนาแล้ว แต่จนแล้วจนรอดตำรวจก็วิ่งมาไม่ถึงซักที เหมือนอยู่กันคนละมิติเวลา อันนี้อย่างหนึ่ง

อีกอย่างคือไทไม่กลัวตำรวจเห็นเหรอ ตอนที่ยิ่งนัท(หรือน้อย) ถึงตำรวจไม่เห็นก็ตาม ยิงเสร็จแล้วไงต่อ หนำซ้ำยิงในท่านั้น ตอนยิงผมสะดุ้งเลย ไม่ใช่เพราะตกใจสงสาร แต่เพราะตกใจว่าเฮ้ยยิงกันท่านี้ไม่กลัวโดนตัวเองเหรอ

ถ้าเปลี่ยนโลเกชั่นเป็นประภาคารแล้วน้อยกำลังจะตกลงมา เพราะก่อนนี้ต่อสู้แย่งปืนกัน หรืออะไรบางอย่าง แล้วไทคว้ามือไว้ได้ แล้วไม่ยอมปล่อย แต่น้อยบอกให้ปล่อย ร้องห่มร้องไห้ พูดขอโทษกันและกัน ไทพยายามอย่างที่สุด แต่น้อยขอร้องให้ปล่อยเขาไป สุดท้ายมือก็หลุดจากกัน (โดยที่คนดูต้องเก็บมาคิดต่อว่าไทตั้งใจปล่อยตามคำขอร้องหรือมือหลุดจากกันเอง) น้อยตกลงมาตาย ดนตรีขึ้น ภาพตัดเป็น flash back ตอนที่เล่นกันตอนเด็ก ๆ ในทุ่งหญ้าและโรงนา ตัดสลับกลับมาที่ภาพปัจุบันแบบสโลว์นิด ๆ ไม่มีเสียงตัวละคร ไทคุกเข่าร้องไห้ กล้องแพนมุมกว้างออกจากเหตุการณ์ไปยังทุ่งหญ้า ปรากฏภาพเด็กทั้งสองคนวิ่งเล่นว่าวกันกลางทุ่งหญ้าสนุกสนาน

จะดีไหม ก็คิดกันไป

ป.ล.

สารภาพอย่างหนึ่ง ผมรู้ว่าตอนจบจะเฉลยว่าน้อยคือนัท ตั้งแต่ยังไม่ถึงกลางเรื่องดี เพราะผมชอบดูหนังแบบนี้ อ่านนิยายแบบนี้ และตั้งใจจะคิดพล็อตนิยายแนวนี้ขึ้นมาเขียนด้วย ทำให้จินตนาการไปเรื่อย กอปรกับเคยดูเรื่องนี้ที่ตอนท้ายเฉลยว่านางเอกเป็นเพื่อนพระเอกแปลงเพศมาเรื่องนี้ ซึ่งเป็นหนังสยองขวัญของไทยเรื่องหนึ่ง แต่เรื่องนั้นเข้าขั้นบทแย่ บางคนบอกว่าห่วยด้วยซ้ำ นัั่นก็คือ

(ถ้าพูดถึงตรงนี้แล้วคุณยังนึกชื่อเรื่องนั้นไม่ออก แสดงว่าคุณไม่เคยดูมาก่อน ถ้าไม่อยากถูกสปอยล์ ให้ข้ามไปเลย)





Spoil alert




ใช่แล้วครับสวยลากไส้นั่นเอง









ถือว่าเซ็งไปเลย




 

Create Date : 23 เมษายน 2553    
Last Update : 10 พฤษภาคม 2553 1:43:52 น.  

the Fourth Kind เรียลลิตี้ ไซไฟ สยองขวัญ (อันไหนจริง อันไหนปลอม)



รีวิวกึ่งวิจารณ์ ไม่สปอยล์เนื้อหาสำคัญครับ

ลำดับที่ 1 (the first kind) คือ เห็น UFO (Unidentified Flying Object) หรือภาษาไทยแปลไว้อย่างสวยงามว่า วบกอม (55)

ลำดับที่ 2 (the second kind) คือ เห็นหรือพบเจอที่เอเลี่ยนทิ้งไว้ เช่น สัญลักษณ์ บาดแผล ลำแสง ความร้อน ฯลฯ

ลำดับที่ 3 (the third kind) คือ ติดต่อสื่อสารกับเอเลี่ยน

และลำดับที่ 4 (the fourth kind) คือ ถูกลักพาตัวโดยเอเลี่ยน


อย่างแรกที่ต้องบอกคือ หนังไอเดียดี

อย่างที่สองที่ต้องบอกคือ Milla Jovovich ในเรื่องนี้ดูสวยดี คือสวยแบบเป็นผู้เป็นคนธรรมดา เพราะเท่าที่ผ่านมา นักดูหนังบ้านเรามักจะเจอเธอในบทบาทหญิงเก่งแบบผิดมนุษย์มนากันทั้งนั้น (ลองนึกดูกันเอาเอง)


ผมดูเรื่องนี้ต่อจาก Paranormal Activityแล้วก็พบว่าสองเรื่องนี้มีไอเดียในการนำเสนอที่เหมือนกัน คือพูดง่าย ๆ ตั้งใจหลอก (คนดู) ให้เข้าใจผิดว่าเป็นเรื่องจริง เพื่อผลทางจิตวิทยาในการดูหนัง ให้คนดูมีอารมณ์ความรู้สึกร่วมกันกับหนังมากขึ้น ซึ่งประสบความสำเร็จครับ

แต่แน่นอนสิ่งที่ต่างกันของ 2 เรื่องนี้คือ Paranormal Activityนี้อินดี้เห็น ๆ นำเสนอตัวเองในฐานะหนังทุนต่ำ ขายไอเดียและสร้างบรรยากาศ ไม่กระแทกกระทั้นอารมณ์ ไม่กระชากหรือบีบคั้นความรู้สึก ทำให้คนรู้สึกหวาดกลัวกับสิ่งที่เห็น ไม่ใช่ตกใจกลัว เล่นกับอารมณ์คนดู


สิ่งที่ ผกก.ต้องทำการบ้านมา ไม่ใช่เรื่องบทหรือโปรดักชั่น แต่เป็นเรื่องของการเข้าใจความรู้สึกของคนจริง ๆ ว่าแท้ที่จริงเรากลัวอะไรกันแน่

ซึ่งหนังประเภทนี้นั้น ถ้าทำถึง และคนดูเข้าถึง ก็จะได้รับคำชื่นชมเป็นอย่างมาก แต่ถ้าไปในทางตรงข้าม คำว่าน่าเบื่ออาจจะน้อยไป

แล้วหนังไปในทางไหนล่ะ? boxoffice ตอบคุณได้ครับ

ในทางกลับกัน เห็นได้ชัดว่า 4th Kind มาในร่างทรงของหนังสตูดิโอเต็มตัว มีนักแสดงซุปเปอร์สตาร์ มีโปรดักชั่น เล่นกับประเด็นที่ใหญ่โต และอยู่ในความสงสัยใคร่รู้ของอเมริกันชนมาโดยตลอด ดังจะเห็นได้ว่าหนังมนุษย์ต่างดาวไม่เคยขาดหายไปจากฮอลลีวู้ดเลย

แต่อย่างที่บอกครับว่าเรื่องนี้ประสบความสำเร็จที่ไอเดียดี

ในขณะที่หนังเอเลี่ยนเรื่องอื่น คิดบท พลิกแพลงกันไปหลายแบบ มายึดโลกบ้าง มาเป็นรูปร่างมนุษย์ช่วยโลกบ้าง มาจับตัวไปทดลอง มาในรูปร่างนั้นรูปร่างนี้ แม้แต่เวอร์ชั่นตลกเสียดสีไปเลยของ Tim burton ก็มีไปแล้ว



4th Kind พบแนวทางของตนเอง อย่ากระนั้นเลยเรื่องบทเป็นเรื่องรอง เรื่องนำเสนออย่างไรนั้นแหละสำคัญ

จึงเป็นที่มาของการหลอกคนดูในโรงจนหลายคนเชื่อซะสนิทว่านี่เป็นเรื่องจริง (ที่ว่าหลอกในโรง เพราะเขาไม่ได้ตั้งใจลวงโลก แต่ต้องการนำเสนอให้เชื่อว่าเป็นเรื่องจริงนะครับ คนละประเด็นกัน)

ดังนั้น บอกไว้ตรงนี้ก่อนว่าทุกอย่างที่เห็นในหนังเจตนาสร้างขึ้นทั้งนั้น และมีตัวแสดงทุกคน (คิดว่าหลายคนที่หาข้อมูลมาแล้วก็คงจะทราบดีอยู่) ถ้าไม่แน่ใจ google และ imdb ช่วยคุณได้ครับ

หนังเดินหมากเริ่มต้นได้อย่างดี ด้วยการให้ Milla Jovovich เดินมาบอกผู้ชมตรง ๆ ว่าหนังจะนำเสนออย่าไร และเราก็เชื่ออย่างนั้นเช่นกัน (เว้นแต่เราจะมีข้อมูลก่อนดูหนัง ซึ่งนั่นไม่ใช่วิธีการที่ดีเลยครับ สำหรับผมเวลาจะดูหนังอะไร ถ้าเขาจะทำให้เราเชื่ออะไร ก็ยอมเขาเถอะ จะได้ดูหนังได้สนุก จบแล้วค่อยว่ากัน)



นี่ถือเป็นความฉลาดของบทหนังที่สร้างผลทางจิตวิทยาไว้ตั้งแต่ต้นเรื่อง เพื่อทำให้หนังเกิดอรรถรสมากยิ่งขึ้น (เหมือนสมัยก่อน ทำไมคนแห่กันไปดูแอบดูเป็นแอบดูตายกันแน่นโรง นั่นแหละครับ)

ตัวเนื้อเรื่องผมคงไม่มีอะไรให้พูดถึงมากมาย หนังดำเนินเรื่องไปในทิศทางของตัวเอง สไตล์หนังลึกลับ เริ่มจากปมเรื่องของสามีนางเอก และต่อมาด้วยปมเรื่องของคนไข้ในความดูแลนางเอก ไปจนถึงจุดเฉลย และไคลแมกซ์ของเรื่อง หนังทำให้คนดูอย่างเรา ติดตามไปได้ตลอด

แต่แม้ตัวหนังเองจะมีไอเดียนำเสนอที่ดีและแตกต่าง (ผมไม่แน่ใจว่า 2 เรื่องนี้ที่พูดถึง ใครสร้างก่อนใคร หรือใครได้อิทธิพลจากใครบ้างหรือเปล่า) แต่สุดท้ายแล้ว อารมณ์ของความเป็นหนังสยองขวัญ (กึ่งไซไฟ) ของเรื่องนี้ก็ยังเดินตามรอยเดิมของหนังส่วนใหญ่ในฮอลลีวู้ด

สังเกตุได้ว่า แม้ตัวหนังเองเมื่อเทียบกับ Paranormal Activityแล้วจะมีการดำเนินเรื่องที่ตื่นเต้นรวดเร็ว (หนังยาวประมาณ 90 กว่านาทีเช่นกัน) เรียกได้ว่าคนดูร้อยคน ก็น่าจะดูด้วยความตั้งใจหรืออย่างน้อยก็ดูจบทั้งร้อยคน แต่ Paranormal Activityอาจจะมีซัก 20 คนที่ไม่ถูกใจ นอนหลับไปก่อนหนังจบก็ได้ (นี่นับเฉพาะคนดูแผ่นอยู่กับบ้านนะครับ) แต่เมื่อนำเอาตัวเลขรายได้มาพิจารณาแล้ว กลับแตกต่างกันมาก

ขณะที่เรื่องแรก ได้ไปเนาะ ๆ 180 กว่าล้านดอลล่าห์ทั่วโลก แต่ 4th kind กลับทำรายรับน่าผิดหวัง 45 ล้านดอลล่าห์ทั่วโลก

เป็นดัชนีอย่างหนึ่งที่ชี้วัดว่าบางที (หรือหลายที) สตูดิโอก็สู้อินดี้ไม่ได้เหมือนกัน



หนังจบลงแทบจะคล้ายกันกับ Paranormal Activity เลย คือมีเนื้อหาเล่าต่อจากเรื่องจบ เพื่อย้ำให้เกิดความสมจริงยิ่งขึ้น

สิ่งหนึ่งในหนังที่รู้สึกขัดใจผม และคงอีกหลายคนเป็นอย่างยิ่ง คือ ไอ้นายอำเภอในเรื่อง หลายคนคงดูแล้วคิดในใจว่า มันจะดื้อด้านและเกรียนไปถึงไหน

จริง ๆ แล้วถ้าตัวละครนี้ไปอยู่ในหนังสยองขวัญวัยรุ่น เกรดบี ก็คงทำนายชะตากรรมได้ไม่ยาก

โดยภาพรวมแล้วสำหรับผมเอง ถือว่าเป็นหนังที่ดูสนุก และประทับใจกับไอเดีย และความตั้งใจของผู้สร้างนะครับ

แต่อย่างว่าแหละ เรื่องแรก สำหรับคนที่ชอบก็จะชอบมากถึงมากที่สุด คนที่ไม่ชอบก็จะไม่ชอบเลย แต่กับเรื่องนี้คิดว่าส่วนใหญ่ดูแล้วน่าจะโอเค ชอบมาก ชอบน้อย แตกต่างกัน แต่ความที่หนังต่างกัน จึงเทียบกันไม่ได้

เหมือนเอา Lost มาเทียบกับ Prison Break ยังไงยังงั้น

ผมให้คะแนนความพยายามและการนำเสนอของหนัง 6.5/10 คะแนนครับ



ดูกันชัด ๆ Charlotte Milchard ผู้แสดงเป็น Dr.Abigail Tyler ตัวจริงที่ปลอมขึ้นมาในเรื่อง (เอ๊ะ ยังไง)

ข้อมูลเพิ่มเติมของหนังเรื่องนี้นะครับ
สิ่งที่เป็นเรื่องจริงอย่างเดียวในเรื่องนี้คือ

เคยมีเอฟบีไอเดินทางไปทำคดีคนหายหลายครั้งที่เกิดขึ้นในเมืองโนม อลาสก้าที่เป็นโลเกชั่นในเรื่องจริง แต่ไม่ได้มีความเกี่ยวพันกับเหตุการณ์จานบินลึกลับแต่อย่างใด




 

Create Date : 21 เมษายน 2553    
Last Update : 10 พฤษภาคม 2553 1:44:29 น.  

Triangle เรือสยองมิตินรก หลอกหลอน ยอกย้อน เวียนวน และยอดเยี่ยม



รีวิวกึ่งวิจารณ์ ไม่สปอยล์เนื้อหาสำคัญครับ

หลอกหลอน ยอกย้อน เวียนวน

ไม่แน่ใจว่าหนังเรื่องนี้ได้เข้าฉายหรือเปล่า หรือตรงมาเป็นแผ่นเลย แต่ผมดูจากแผ่นนี่แหละ ด้วยความที่เป็นคนที่ชอบดูหนังแนวนี้เป็นชีวิตจิตใจอยู่แล้ว จึงไม่ปล่อยให้พลาด

หนังสัญชาติอังกฤษเรื่องนี้ นำแสดงโดย Melissa George ซึ่งพอไปดูข้อมูลย้อนหลังแล้ว อ้าว ผมเคยดูผลงานเธอมาหลายเรื่องเหมือนกัน Turistas , Derailed , LA Confidential , Dark City , the Amityville Horror แต่สารภาพตามตรงว่าจำไม่ได้จริง ๆ คุ้นมากสุดก็จากเรื่องหลังนี่แหละ

ส่วนผู้กำกับ Christopher Smith (และควบด้วยเขียนบท) นี่ ผลงานที่ผ่านมาของเขายังไม่เคยผ่านตาผมมาก่อน เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องแรก

ว่ากันที่เนื้อเรื่องคร่าว ๆ ก่อน

หนังเริ่มต้นที่นางเอกของเรื่อง Jess ซึ่งเป็นแม่ม่ายลูกติด (ลูกเป็นออทิสติค) ตอบรับคำเชิญไปล่องเรือของ Greg เจ้าของเรือยอร์ชชื่อเดียวกับชื่อเรื่องนั่นแหละ Triangle โดยมีสมาชิกเพื่อนร่วมทาง คือ สองสามีภรรยาที่เป็นเพื่อน Greg คือ Downey และ Sally เพื่อนสาวของ Sally คือ Heather ที่เธอตั้งใจจะชวนมาเพื่อให้จับคู่กับ Greg และ Victor เด็กหนุ่มที่ Greg เอามาทำงานด้วย

ทริปนี้น่าจะเป็นทริปที่ไร้ปัญหาใด ๆ นอกเสียจากว่าใครจะจับคู่กับใคร แต่แล้วกลับมีเหตุการณ์ประหลาดเกิดขึ้นอันนำพามาสู่อุบัติเหตุที่ไม่คาดคิด ต่อเมื่อมีความช่วยเหลือที่มาแบบไม่คาดคิดเช่นกัน ทั้งหมดตัดสินใจรับการช่วยเหลือนั้น แต่นั่นอาจเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดก็ได้ เพราะสิ่งที่เกิดกับพวกเขาหลังจากนั้นเป็นสิ่งที่เกินกว่าจะคาดคิดได้


หนังตั้งชื่อตัวเองว่า Triangle ซึ่งแปลตรงตัวว่า สามเหลี่ยม โดยเราจะเห็นได้จากต้นเรื่องว่าเป็นชื่อเรือของ Greg แต่จากหน้าหนัง และการล่องเรือออกทะเล และเหตุการณ์ตอนต้นเรื่อง ชวนให้เราคิดไปถึงคำว่า Triangle อีกคำหนึ่งที่มีความหมายเฉพาะ คือ สามเหลี่ยมเบอร์มิวดา แม้หนังจะไม่ได้พูดชัด ๆ แต่หลายคนที่ดูก็อาจจะตีความได้อย่างนั้นเช่นกัน หนังเรื่องนี้เล่นกับความลี้ลับเหนือธรรมชาติ ถ้าจะดูเรื่องนี้ให้สนุก ไม่ต้องถามว่า ไอ้นั่นมาได้ยังไง แล้วทำไมมันถึงเป็นแบบนี้ ถามแค่ว่าตกลงเรื่องมันเป็นยังไงก็พอ

เมื่อผ่านไปได้ค่อนเรื่อง หนังเริ่มเปิดเผยให้เห็นว่าตัวหนังมาในสไตล์ Twilight Zone แดนสนธยา หรือพวกมิติพิศวง ที่ตัวละครหลุดเข้าไปเจอกับเรื่องประหลาด ๆ

หนังทำได้ดีในการใส่พล็อตหลอกล่อ การเขียนบทมีการใส่เบาะแสบางอย่างทิ้งไว้ แล้วจึงเฉลยในภายหลัง โดยคนดูอย่างเรา จะได้รับรู้ความจริงไปพร้อม ๆ กับตัวละครหลัก คือ Jess

คือ Jess มึนอย่างไร เราก็มึนอย่างนั้นแหละ


สุดท้ายหนังพาตัวเองไปจบตามที่ต้องการด้วยความฉลาดของผู้เขียนบท ที่ใส่แรงจูงใจบางอย่างให้นางเอก และสถานการณ์บีบคั้น เพื่อผลักดันให้นางเอกทำสิ่งที่ต้องทำอย่างไม่เคอะเขิน แม้ว่าบางซีนเราคนดูจะรู้สึกว่า ทำไมทำอย่างนี้ จำไม่ได้หรือไง แต่นั่นเพราะเราเป็นคนดูไง เราเลยคิดได้

ส่วนประเด็นที่ผมคิดว่าหนังต้องการพูดถึงคือเรื่องที่ คนเรามักจะชอบคิดว่าจะแก้ไขเรื่องราวในอดีตที่ไม่ดี ด้วยคำพูดว่า "ต่อไปจะไม่ทำอีกแล้ว" ซึ่งหนังก็ทำให้นางเอกพบกับความจริงที่ว่า บางครั้งเมื่อเราคิดได้ก็สายไปเสียแล้ว

Melissa George แสดงเรื่องนี้ได้ตามบทบาท ดูเหมือนเลื่อนลอย เหมือนมีความทรงจำบางอย่างที่ติดอยู่ และพยายามจะไขมันออกมา สีหน้า แววตาที่ช่วยทำให้บรรยากาศของหนังหลอนขึ้น

การตัดต่อของหนังก็ทำได้ลงตัวดี ทำให้หนังดูซับซ้อนและยอกย้อน แต่เมื่อลำดับความคิดได้ ก็ไม่งุนงง

ถือว่าเป็นผลงานที่ดีเลย สำหรับหนังแนวนี้ ส่วนตัวผม ถือว่าค่อนข้างชอบเป็นอย่างมาก (อย่างว่า ชอบหนังแนวนี้เป็นทุนเดิม)

เวลา 90 กว่านาทีของหนังถือว่าไม่เร็ว ไม่นานจนเกินไป ผกก.ทำให้คอหนัง Thriller อย่างเราๆ จดจ่ออยู่กับหนังได้ตลอด และทุก ๆ ครั้งที่หนังเฉลยปมให้เห็นว่าเรื่องราวเป็นอย่างไร แม้ไม่ถึงกับทำให้เซอร์ไพรส์ตกเก้าอี้ แต่ก็พึงพอใจบ้างอะไรบ้าง

ถ้าดูเรื่องนี้จบ แนะนำให้หาเรื่อง 11:14 มาดูอีกเรื่องนะครับ แล้ววันหลังจะมาเขียนเรื่อง 11:14 อีกที

สำหรับเรื่องนี้ Triangle ถ้าใครยังไม่ได้ดู ก็รีบไปหามาดูนะครับ เป็นหนังดีที่ถูกมองข้าม ขอแนะนำ

ผมให้ 8/10 คะแนนไปเลย

ตรงนี้จะขอคุยแบบสปอยล์เนื้อหานะครับ ใครยังไม่ได้ดู อย่าเพิ่งอ่านนะครับ



อย่างที่บอกว่าหนังเรื่องนี้มาในอารมณ์แดนสนธยา Triangle ในที่นี้ เลยเปรียบได้กับสามเหลี่ยมที่วนไปวนมา โดยมีตัวนางเอกเป็นศูนย์กลางของเรื่อง

ตอนต้นเรื่องหนังทำให้เห็นว่านางเอกมีอาการเบลอ ๆ บางอย่าง และเราเข้าใจว่านางเอกรักลูกของตัวเองมาก แต่ตอนท้ายกลับพบว่าไม่ใช่อย่างนั้น เมื่อนางเอกวนลูปตัวเองมาเจอตัวเองในอีกมิติหนึ่งแล้วเห็นการกระทำของตัวเองที่ทำต่อลูก จนตัวเองยังรับไม่ได้ เลยลงมือฆ่าซะ แล้วก็บอกกับลูกตัวเองว่า "ต่อไปนี้จะไม่ทำอีกแล้ว" แต่สุดท้ายก็เกิดอุบัติเหตุ ลูกตาย ตัวเองความจำเสื่อมระยะสั้น แล้วจึงวนเข้าลูปเดิม

นางเอกถูกลงโทษเหมือนตำนานกรีกที่ Sally พูดตอนอยู่บนเรือ Aeolus ให้ต้องทำเรื่องเดิม ๆ ซ้ำแล้วซ้ำอีก วนเวียนต่อไปเรื่อย ๆ

คือ Aeolus คือ เทพเจ้ากรีกที่มีลูกชายคือ Sisyphus ตอนที่เขาตายนั้น เขาได้ทำสัญญากับมัจจุราชว่าจะขอขึ้นมาบนโลกมนุษย์ 1 สัปดาห์ แล้วจะกลับมา แต่แล้วกลับโกงความตายหนีไป จนถูกจับได้ Hades เลยลงโทษให้เขาเข็นก้อนหินใหญ่ขึ้นภูเขา แต่เมื่อถึงยอดก็ถูกสาปให้หินกลิ้งกลับลงมาอีก จึงต้องเข็นขึ้นไปใหม่ เป็นอย่างนี้ไม่จบไม่สิ้น

จะสังเกตุได้ว่านางเอกจะมีความทรงจำเก่าอยู่บ้าง เช่น ที่ฝันว่าตัวเองนอนอยู่ชายหาด จำทางเดินบนเรือได้เหมือนเคยมามาก่อน

อีกอย่างหนึ่งสังเกตุว่ากว่านางเอกตัวปัจจุบันจะรู้ความจริง ก็ต้องผ่านไปแล้ว 3 Generation (คนดูก็เหมือนกัน) ไม่ใช่ว่าไม่เข้าใจ แต่เหตุการณ์มันมีพัวพันกันอยู่ 3 generation อาจเป็นที่มาหนึ่งของชื่อเรื่องก็เป็นไปได้

สิ่งที่ไม่สมเหตุสมผลอย่างหนึ่งคือตอนที่รถคว่ำตัวนางเอกเองกลับไม่มีร่องรอยบาดเจ็บอะไรเลย จะว่าเหตุการณ์นั้นคิดไปเอง ก็ไม่น่าใช่ แม้หนังจะหลอกล่อให้คนดู คิดไปว่านางเอกอาจจะคิดไปเองหรือเปล่า แต่ท้ายที่สุดหนังก็เฉลยให้เห็นทิศทางของหนังแล้วว่ามาในแนวนี้ ผมเลยติดใจอยู่ตรงประเด็นนี้อย่างหนึ่ง

ถ้าผู้กำกับใส่รอยถลอกอะไรเข้าไปนิดหน่อย ตั้งแต่ตอนเริ่มต้นเรื่อง อาจทำให้เรื่องราวดูมีพลังมากขึ้นก็ได้

หนังแบบนี้ดูแล้วไม่คิดมากก็สนุก ดูแล้วคิดลึกก็ได้อรรถรส ตีความได้หลายอย่างซึ่งก็ถือว่าเป็นความสนุกของผู้ชมกันไป ส่วนของใครจะถูกหรือผิดอาจไม่มีคำตอบ คงต้องให้ผู้กำกับเฉลยเอาเองแล้วแหละครับ

ขอเพิ่มเติมนิดหน่อยนะครับ

ในที่นี้ผมจะขอพูดเฉพาะเรื่องราวที่เกิดขึ้นในหนังเท่านั้นนะครับ
ไม่เน้นที่การตีความหนัง ทั้งในเรื่องสัญญลักษณ์ต่าง ๆ ว่าหมายถึงอะไร ทั้งในเรื่องคาดเดาว่าก่อนหน้านี้น่าจะเป็นอย่างไร หรือนางเอกทำแบบนี้ทำไม ซึ่งคงมีหลาย ๆ ท่าน ได้ตีความไปหลายกระทู้แล้ว

จากการได้ดูหนังตอนต้นเรื่องและท้ายเรื่องซ้ำอีกครั้ง

ทำให้ผมสรุปได้ว่า นางเอกตอนต้นเรื่องที่ใส่ชุดแส็กลายดอกไม้ (ในที่นี้ขอเรียกว่า เจสลายดอก แล้วกันเพื่อความง่ายขึ้น) กับนางเอกที่ดำเนินเรื่องมาทั้งเรื่องที่ใส่เสื้อกล้าม กางเกงยีนส์ขาสั้น (ขอเรียกว่า เจสเสื้อกล้าม) เป็นคนละคนกัน

ผมสรุปได้ว่าเรื่องที่เราดูอยู่ตั้งแต่ต้นเรื่องจนจบ (เอาเฉพาะในหนังนะครับ ไม่ต้องไปตีความ คาดเดาเรื่องก่อนหน้านั้น) เป็นเรื่องที่วนลูปซ้ำแล้วซ้ำอีกมาหลายครั้งแล้ว ซึ่งเราไม่ทราบว่าก่อนหน้านี้เกิดมากี่ครั้งแล้ว และเริ่มต้นตั้งแต่เมื่อไหร่

จริง ๆ เราพอจะคาดการณ์ได้นะครับว่าเรื่องนี้เกิดมากี่ครั้งแล้ว โดยดูจากจำนวนศพ Sally หรือจำนวนศพนกพิราบ ซึ่งต้องเท่ากัน +-1 เท่านั้น

เริ่มต้นเรื่องเราจะเห็นเบาะแส ตั้งแต่ตอนที่เจสลายดอกกำลังเช็ดสีที่ลูกทำเปื้อนพื้นตอนต้นเรื่อง แล้วลุกขึ้นเห็นว่าสีเปื้อนกระโปรงตัวเองนั้น

หนังตั้งใจหลอกเราว่าหลังจากนั้นนางเอกไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นเสื้อกล้าม กางเกงยีนส์ แต่ความจริงแล้ว พอแล้วเห็นนางเอกจัดกระเป๋าแล้วเอากระเป๋าไปใส่รถนั้น เจสเสื้อกล้ามได้ฆ่าเจสลายดอกตายไปแล้ว

โดยเราสังเกตุได้ว่าจะมีตอนที่เจสลายดอกได้ยินเสียงกริ่งแล้วเดินออกมาถามคนข้างบ้านว่าเห็นคนมากดกริ่งหรือเปล่า อันนั้นแหละที่หนังมาเฉลยให้เราทราบตอนท้ายเรื่องว่าเจสเสื้อกล้ามมากด แล้วก็แอบย่องเข้าไปฆ่าเจสลายดอกตายในเวลาต่อมา

ดังนั้นเสียงกริ่งคือเบาะแสสำคัญที่บอกว่าเรื่องที่เราดูอยู่นี้เป็นหนึ่งเหตุการณ์วนลูปที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีกมาหลายครั้งแล้ว

และแสดงว่าต่อมาตอนที่เจสเสื้อกล้ามขับรถออกไป แล้วมีป้ายบอกว่า "เดินทางโดยสวัสดิภาพ แล้วกลับมาเยี่ยมเราอีก" หลังจากนั้นรถก็คว่ำแล้วศพเจสลายดอกก็กระเด็นออกมา ลูกตาย ส่วนเจสเสื่้อกล้ามก็นั่งแท็กซี่ไปขึ้นเรืออีกครั้งหนึ่ง

หนังเล่นมุกกับเราตรงป้ายที่บอกว่า "แล้วกลับมาเยี่ยมเราอีก" สุดท้ายนางเอก็ต้องวนกลับมาซ้ำอีก


สรุปว่าหนังใช้การตัดต่อหลอกเราตอนต้นเรื่อง แล้วค่อยเฉลยเรื่องราวตอนท้าย

เรื่องราวที่เราดูอยู่เป็นหนึ่งในการวนลูปซ้ำแล้วซ้ำอีกมาหลายครั้งแล้ว
และเจสเสื้อกล้าม คือตัวหลักที่ทำเรื่องเดิมซ้ำแล้วซ้ำอีกนั่นเอง

ส่วนเหตุการณ์ก่อนหน้านั้นจะเป็นยังไง ก็ไม่มีใครรู้แน่ชัด ก็ต้องคาดเดาและตีความกันไป ซึ่งผมก็คิดว่าเป็นเจตนาหนึ่งของผู้สร้างหนัง เพราะทำให้หนังถูกพูดถึงกันต่อไปเรื่อย ๆ

สรุปว่าหนังใช้การตัดต่อหลอกเราตอนต้นเรื่อง แล้วค่อยเฉลยเรื่องราวตอนท้าย

แล้วนางเอกที่ใส่เสื้อกล้าม กางเกงขาสั้น ก็เป็นตัวหลักทำเรื่องเดิมซ้ำเรื่อย ๆ นั่นเอง




 

Create Date : 18 เมษายน 2553    
Last Update : 10 พฤษภาคม 2553 22:46:31 น.  

born 1993
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




คะแนนที่ให้กับหนังหรือหนังสือในบล็อกนี้มาจากความพึงพอใจของจขบ.นะครับ ผมให้โดยใช้เกณฑ์ว่าหนังหรือหนังสือเล่มนั้นทำหรือเขียนได้ดีตามแนวทางของตัวเองหรือเปล่า
ดังนั้นอย่าแปลกใจที่บางเรื่องอาจได้มากกว่าบางเรื่อง เพราะมันอาจจะเป็นคนละแนวกันก็ได้
ยินดีต้อนรับ และขอขอบคุณที่แวะเวียนเข้ามานะครับ
Friends' blogs
[Add born 1993's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.