ชิ้นส่วนแห่งความทรงจำ
Group Blog
 
All Blogs
 

หลังจากที่ฉันเลิกเล่นมวยปล้ำแล้ว
ฉันเริ่มรู้สึกสบสน
ฉันไม่รู้ว่าฉันอย่างได้อะไร
แล้วถ้าฉันไม่อยากได้อะไรแล้วฉันอยากจะได้อะไรไหม
ถ้าฉันอยากออกไปข้างนอกแล้วฉันจะไม่อยากอยู่ข้างในรึเปล่า
ฉันจึงเริ่มง่วงแล้วก็หลับไป
..........................................................
และแล้วก็ถึงเวลาฉันเพล
อาตมาอาศัยอยู่ในวัดแห่งนี้เป็นเวลานานแสนนาน
ซึ่งนานพอที่จะลืมว่าตอนวัยรุ่นได้ทำอะไรมาบ้าง
หากแต่ไฟที่เผาผลาญตัวของอาตมาไม่ได้มอดดับลงเช่นเดียวกับความทรงจำ
แม้ว่าทุกวันนี้ อาตมาจะใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายแล้วก็ตาม

ในวัยหนุ่ม อาตมาได้ชื่อว่าเป็นเสือผู้หญิง
ได้ทำความเดือดร้อนมานานัปการ
เพียงเพื่อระบายความต้องการส่วนตัว
มูลเหตุทุกอย่างมันมาจากครั้งแรก
หากในวัยรุ่นอาตมาไม่หมกมุ่นเรื่องเทือกนี้
อาตมาคงไม่จับกลุ่มกับเพื่อนทำลายความเป็นคนของผู้หญิงคนหนึ่ง
มันเป็นการกระทำที่เดียรฉานยังไม่พึงกระทำ
พอครั้งแรกผ่านไป ครั้งต่อไปก็เริ่มขึ้น
นั้นอาจจะเป็นเพราะความย่ามใจ
ที่พอทำไปก็ไม่มีใครจับได้
เพราะต่างคนก็กลัวที่ความลับของตนจะถูกเปิดเผยขึ้น
วันเวลาผ่านไป ความหยาบโลนในจิตใจของอาตมาก็มากขึ้นอย่างหน้ากลัว
สารเสพติดหลากชนิดเคยผ่านเข้าร่างกายของอาตมามาแล้ว
วันนั้นเหมือนจะมีความสุข แต่หาได้เป็นความสุขที่แท้จริงไม่
มันเป็นเพียงความกระสันหาโดยไม่รู้จักหยุดหย่อน
เมื่อใดขาดมันไป จิตใจก็เริ่มว้าวุ่น ต้องการการเติมเต็มอยู่ตลอดเวลา
แต่แล้ววันหนึ่ง เพื่อนๆของอาตมาก็เริ่มจากไป
บ้างก็ตายด้วยสารเสพติด บ้างก็ถูกจับด้วยข้อหาต่างๆ
กลุ่มเดนมนุษย์ก็เริ่มลดหายลง ด้วยเวรกรรมที่เคยก่อไว้
อาตมาก็แย่เช่นกัน ครั้นนั้นไปขโมยเงินร้านค้าอาหาร
หวังว่าจะนำเงินเหล่านี้ไปซื้อสิ่งที่พึ่งปรารถนาไว้
ก็โดนตำรวจไล่กวดอย่างบ้าคลั่ง โดนทุบตีสารพัด
หลังจากนั้นก็ถูกจองจำอยู่เป็นเวลานานนับหลายปี
ช่วงเวลาที่ถูกจองจำ ชั่งเป็นเวลาที่แสนรันทดใจ
ความอยากได้กลับมาทำลายล้าง อาตมากลายเป็นสิ่งมีชีวิตที่ไร้ซึ่งสติ
คลั่งด้วยพิษยา จนต้องถูกนำตัวไปบำบัด ณ โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง
ถึงครั้นฤทธิ์ยาสร่าง สติกลับเข้ามาสู่ตัวตน
เมื่อเห็นอิสตรีเสื้อสีขาว ก็อดใจไม่ไหว อาการเก่าก็กำเริบ
เข้าไปแทะโลมด้วยสายตาและวาจา จนต้องถูกส่งกลับสถานกักกัน
เมื่ออาตมากลับมา ณ ที่แห่งนี้ สถานที่แห่งนี้ชั่งหยาบช้านัก
กักขังอาตมาอย่างไร้ซึ่งอิสรภาพ เห็นเดือนเห็นตะวันเพียงผ่านหน้าต่างที่ใส่ลูกกรง
มันไม่ต่างจากตายจากโลกนี้ เพียงแต่เป็นการตายอย่างมีลมหายใจ
แต่แล้วเวลาแห่งอิสรภาพก็เริ่มมีขึ้น
เมื่อใกล้ถึงเวลาปล่อยตัว ทางสถานกักกันก็เริ่มนำอาชีพมาให้จับต้อง
หากแต่ตัวอาตมาเป็นคนขี้เกียจ อู้งาน การเรียนรู้จึงไม่เกิดขึ้น
เมื่อถูกปล่อยตัวออกมา ก็ยังเกียจคร้าน ซ้ำยังกลับไปทำตัวเป็นเสือผู้หญิง
ครั้นเมื่อก่อเรื่องอีกรอบ โดยไปลวนลามหญิงผู้หนึ่ง แล้วก็ถูกสามีเธอเห็นเสีย
สามีของเธอไม่พอใจอย่างยิ่ง จึงคว้าปืนมาไล่ยิงอาตมา
อาตมาจึงหนีลืมตาย มาถึงวัดแห่งหนึ่ง
ฝ่ายคู่กรณีก็ไม่ลดละ ยังขับรถไล่ตามมา และยิงมาอีกครั้ง
อาตมาเลยรีบวิ่งเข้าวัดแห่งนั้นไป โดยได้แผลที่หัวไหล่มาหนึ่งแผล
เมื่อเข้าวัดแล้ว คู่กรณีก็ยังไล่ตาม หวังจะยิงซ้ำให้ตาย
แต่แล้วหลวงพ่อแห่งวัดนี้จึงเข้ามาห้ามปรามไว้
ท่านช่วยเจรจาเกลี่ยกลอมจนฝ่ายอริยอมเลิกราไป
แล้วท่านก็พินิจพิจารณาที่ตัวอาตมา
สั่งเรียกชายฉกรรจ์แถวๆนั้นหามตัวอาตมาเข้าไปในกุฏิ
ท่านรักษาแผลที่ไหล่ให้อาตมา แล้วไตร่ถามว่าด้วยเหตุใดเรื่องจึงเกิด
แต่แล้วอาตมาก็นิ่งเฉย ด้วยความชิงชังพระอยู่เป็นทุนเดิม
ท่านเห็นเช่นนี้แล้ว จึงได้ปล่อยให้อาตมาพักเสียในคืนนั้น
เมื่ออาตมาอยู่ที่นี้มาได้ซักพักใหญ่ ด้วยความว่าไร้ที่ไป
ก็เห็นการกระทำต่างๆของพระ ณ ที่แห่งนี้ ความชิงชังก็ลดลง
แล้วก็เกิดความฉงนด้วยว่า เหตุใดพวกเขาเหล่านี้จึงไม่ปรารถนาสตรีเพศ
หรือด้วยเหตุว่าพวกเขาเหล่านี้ ไม่คิดจะหาเรื่องสนุกทำกันบ้าง
แล้วอาตมาก็มองไปที่สตรีเพศที่มาทำบุญด้วยความกำหนัด
คิดจะฉุดคร่าหญิงสาวคนนั้นมาครอบครอง
หากแต่แปลกประหลาดที่หลวงพ่อท่านกล่าวขึ้นมาตรงหน้าอาตมา
ด้วยคำกล่าวที่ว่า “บุรุษเพศที่นำอัณฑะมาเป็นสรณะ หาได้เข้าใจความงดงามของชีวิตไม่”
อาตมาตกใจแล้วหลวงพ่อท่านจึงถามต่อไปว่า
“เจ้าเข้าใจความงดงามรึไม่ เรือนร่างสตรีหาได้งดงามไม่ เมื่อมันเกิดจากกิเลสตันหา”
เมื่ออาตมาเริ่มหายตกใจ แต่ก็ยังไร้ปัญญา ไม่เข้าใจความหมายจึงได้ถามท่าน แกมเหยียดหยามความเป็นบุรุษไปว่า
“หลวงพ่อ ทำไมท่านจึงดูว่าผู้หญิงไม่สวยงาม ท่านไม่ได้เป็นผู้ชายรึไง”
ท่านจึงตอบกลับมาว่า “ด้วยคำถามของเจ้า เรือนร่างเหล่านี้ได้ก่อเกิดความทุกข์ในภายภาคหน้า อีกประการข้าเป็นบุรุษเพียงกายา หากแต่เพศเป็นสมณะ”
แล้วท่านก็ต่อว่า “เจ้ารู้รึไม่ว่าการเกิด กับการตาย สิ่งใดน่ากลัวกว่ากัน”
อาตมาได้ยินเช่นนั้นจึงตอบไปว่า “การตายซิ ถ้าตายไปข้าก็คงอดเล่นหญิง”
ท่านพินิจพิจารณาอยู่พักหนึ่งแล้วตอบกลับมาว่า
“เจ้าคิดว่า ที่เจ้าเกิดมาลำบากหรือไม่”
“ลำบากซิ ข้าไม่รวย แถมยังเป็นนักเลงหัวไม้” อาตมาตอบโดยเร็ว พลางน้อยเนื้อต่ำใจ
“แล้วอะไรก่อให้เกิดการเกิดเล่า โยมผู้อยู่แดนแห่งโลกีย์” ท่านถามอาตมาอีกครั้ง
“การที่ผู้ชายไปสีหญิงซิหลวงพ่อ” อาตมาตอบ
“แล้วเช่นนั้นเมื่อเจ้าคิดว่าการเกิดนั้นลำบากเจ้าจะก่อให้มีการเกิดขึ้นอีกเช่นนั้นหรือ”
คราวนี้อาตมาคิดอยู่นาน และตอบไปอย่างลังเล
“ก็ข้าอยาก และอยากมันเรื่อยๆ”
แล้วท่านจึงถามว่า “แล้วถ้ามีคนคิดเช่นเจ้าทำเช่นเจ้า คนที่ต้องลำบากเพราะการเกิดเช่นเจ้าคงต้องล้นโลกในไม่ช้า”
“..............................”อาตมาผู้ไม่ออก
“เจ้าอยากจะหยุดวังวนแห่งทุกข์ของเจ้ารึไม่”
“ข้ามันโง่ เกิดมาซวย ไม่ได้เรียนหนังสือ ความทุกข์กายทุกข์ใจมันก็เข้าตลอด แล้วคนโง่อย่างข้าจะหมุดมันยังไง”
“ถ้าเจ้าพูดเช่นนี้แล้ว เจ้าก็มาบวชเถอะ เพราะนั้นถือว่าเจ้าละโมหะ และอยากได้ปัญญาแล้ว”
หลังจากการคุยกันในวันนั้น วันต่อมาอาตมาก็เริ่มต้นห่มผ้าเหลือง
ระยะเวลาแรกๆ อาตมาต้องทนกำหนัดกับสตรีเพศที่เวียนว่ายผ่านมา
หลวงพ่อท่านเห็นท่าไม่ดีจึงให้อาตมาอยู่ในกุฏิและศึกษาพระธรรมคำสอนต่างๆ
ด้วยความไร้ความสามารถ อาตมาไม่สามารถอ่านเขียนได้อย่างถูกต้อง
การศึกษาพระไตรปิฎกจึงเป็นเรื่องที่ยากมากสำหรับอาตมา
หลวงพ่อท่านจึงได้สั่งให้พระรุ่นราวคราวเดียวกันเข้ามาสอนอาตมา
เมื่อเวลาผ่านไป อาตมาเริ่มเข้าใจเรื่องพระธรรมคำสอน
อาตมาปรารถนาจะหนีออกจากทุกข์ ออกจากความใฝ่กามคุณ
หากแต่เห็นอิสตรีก็ยังคงกำหนัดอยู่ จึงหาโอกาสเข้าไปศึกษาพระธรรมในป่าเขา

ถึงแม้ปัจจุบันอาตมาจะลดความกำหนัดจากอิสตรีได้แล้ว
แต่นั้นก็เพราะวัยที่มากขึ้น หาได้มาจากสติปัญญาไม่
มันเหมือนว่ายิ่งอาตมาหนีความทุกข์เท่าไหร่
ความทุกข์มันก็ยิ่งวิ่งเข้ามาหา
หากแต่ปล่อยมันผ่านไป มันก็กลับมาทำร้ายอย่างแสนสาหัส
ดั่งคำหลวงพ่อท่านว่า “เจ้าหาได้เจอคำว่าปล่อยวางไม่ในชีวิต”
จนถึงวันนี้อาตมาก็ยังไม่เข้าใจความหมายของคำๆนี้เช่นกัน
..........................................................
ฉันตื่นมาด้วยความงัวเงีย
ด้วยความไม่สร่างนอน จึงยากที่จะแยกแยะว่า
เรื่องใดเป็นความฝันเรื่องใดเป็นความจริง




 

Create Date : 18 กันยายน 2550    
Last Update : 19 กุมภาพันธ์ 2551 17:52:37 น.
Counter : 106 Pageviews.  

ฉันตื่นมาพร้อมกับความรู้สึกที่หดหู่ดั่งเช่นเหมือนวันวาน
มองไปรอบกายได้แต่เห็นความมืดทะมึนเฉกเช่นแต่ก่อน
ฉันได้แต่นั่งมองภาพเดิมๆที่ฉันเคยเจอมาจนจากมันไม่ได้
มันดูเหมือนความเป็นปกติไปเสียแล้ว และฉันก็ชินชาไปกับมัน
ราวกับว่ากาลเวลาไม่เปลี่ยนแปลงไปไหน
ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม
เว้นเสียแต่ฉันรู้ว่าฉันยังมีชีวิตอยู่
มีชีวิตเผื่อดำรงอยู่รักษารูปและร่างกายให้คงอยู่เช่นเดิม

...............................

ดุจเดือนเป็นหญิงสาวหน้าตาสะสวย
มีผู้ชายหุ้มล้อมตั้งแต่แต่เนื้อสาวใหม่ๆ
บัดนี้อายุอานามเธอก็ได้ล่วงเลยมาเขต ๓ แล้ว
ก็ยังมิได้ตกลงปลงใจที่จะลงเอยกับใคร
เธอมีความสุขกับการได้เจอผู้ชายมากหน้าหลายตา
และสนุกกับบทรักของแต่ละคนที่ได้ยื่นมอบให้กับเธอ
วังวนชีวิตของเธอพบแต่ความสุขสม
ความสุขที่ต้องเติมทุกวัน ทุกคืน

ครอบครัวเธอเป็นครอบครัวที่ค่อนข้างมีฐานะ
พ่อแม่เลี้ยงดูบ้าง แต่ไม่ถึงกับสนิทสนม
บางเวลาพ่อแม่มีปากมีเสียงกันบ้าง
ในเรื่องที่แม่ไม่ค่อยมีเวลาให้ที่บ้าน
และพ่อไปมีบ้านเล็กอยู่หลายหลัง
ในเวลานั้นเธอไม่เข้าใจว่าทำไมพ่อแม่ถึงทะเลาะกันอยู่เรื่อยๆ
เธอจึงคิดว่าเป็นความผิดของเธอที่ไม่ทำตัวให้น่ารัก
เพราะตอนเด็กๆ พ่อแม่มักจะอารมณ์ดีที่เห็นเธอ
แล้วบอกว่าเธอน่ารักอยู่เสมอๆ
แต่ตอนนั้นเธอเริ่มที่จะก้าวเข้าสู่วัยรุ่นแล้ว
เธอจึงพยายามทำตัวให้เป็นเด็กอยู่เรื่อยมา
อย่างไรก็ตามพ่อแม่ก็มิได้อารมณ์ดีขึ้นเลย
เธอเริ่มหดหู่และโทษที่ตัวเองไม่มีคุณค่าเพียงพอ

เมื่อเธอเริ่มแตกเนื้อสาวแล้ว
ก็เริ่มมีหนุ่มๆหลายคนเข้ามาแวะทักทายในชีวิตเธอ
ทำให้เธอรู้สึกว่าชีวิตมีค่ามากขึ้น
มีคนที่สนใจในตัวเธอ
ซึ่งในตอนนี้เธอไม่ได้จากพ่อและแม่ของเธอแล้ว
พ่อกับแม่หย่ากันเมื่อปีก่อน
ด้วยเหตุผลเดิมๆและแก้ไขกันไม่ได้
สุดท้ายแม่ก็ออกจากบ้านไปทิ้งให้เธออยู่กับพ่อ
เมื่อแม่จากไปแล้วช่วงหนึ่งพ่อก็พร่ำเพ้อถึงแม่
แต่ก็ได้ซักครู่เดียวพ่อก็ทำตัวเหมือนเดิมจนหนักไปกว่าเดิม
พ่อจึงปล่อยเธอให้อยู่บ้านเพียงลำพัง

และแล้วความรักครั้งแรกก็เข้ามาหาเธอ
เขาเป็นรุ่นพี่เธอ 4 ปีเป็นนักกีฬาของทางโรงเรียน
ซึ่งเป็นชายหนุ่มหน้าตาดี ร่างกายบึกบึน และก็มีสาวๆคนอื่นรุมล้อมเช่นกัน
แต่เขาก็มาสนใจเธอ และด้วยลักษณะของเขา เธอจึงสนใจเขาด้วย
เหตุด้วยความรักครั้งแรกที่หอมหวาน
เธอให้เขาทุกอย่างที่เขาต้องการ
และเมื่อเขาได้ทุกสิ่งทุกอย่างไปจากเธอแล้ว
เขาก็ค่อยๆตีตัวออกห่างจากเธอไป
ไปหาคนใหม่โดยที่เธอไม่รู้ตัว
เมื่อเธอรู้ตัวแล้ว เธอก็แทบสิ้นสติ
ได้แต่ล้มทั้งยืน เพราะเขาได้ฝากหน่อเชื้อของเขาที่อยู่ในร่างเธอไว้
เธอไม่รู้จะทำอย่างไรดี จึงได้ทำลายหน่อเชื้อนั้นทิ้งเสีย

กาลเวลาผ่านไป เธอเริ่มตกอยู่ในห้วงแห่งความสุขสม
ชายใดที่เข้ามาหาเธอ เธอก็เล่นด้วยกับทุกคน
เธอสนุกที่จะทำกิจกรรมเช่นนั้นเรื่อยๆไป
หากแต่วันใดเธอหยุดอยู่กลับตัวเอง
เธอนั่งพินิจที่เรื่องที่ตัวเองเป็น
หน้าตาใสๆจากใบหน้าเธอก็ร่วงพรูลงมา
แล้วได้แต่ถามตัวเองว่า
“ฉันเกิดมาเพื่ออะไร!?!”

......................................

ฉันมีความสุขเล็กๆที่ได้มองไปที่ปลายแขนและปลายขา
ฉันเอามือทั้งสองข้างมาชนกัน ทำให้เหมือนคนสองคนเล่นมวยปล้ำอยู่
แต่ละวันฉันจะเล่นอยู่อย่างนั้นเพื่อแก้ความเหงาที่อยู่อย่างเดียวดาย
ฉันไม่เข้าใจว่าฉันจะอยู่อย่างนี้ไปจนถึงเมื่อไหร่
แล้วเมื่อไหร่ฉันจะได้ออกจากที่นี่
ฉันได้แต่อยู่ไปเรื่อยๆ อย่างหาจุดหมายไม่ได้




 

Create Date : 29 กรกฎาคม 2550    
Last Update : 6 กุมภาพันธ์ 2554 20:17:59 น.
Counter : 119 Pageviews.  

ฉันลืมตาตื่นขึ้นพร้อมกับความรู้สึกสับสนเล็กน้อย
สภาพแวดล้อมรอบๆตัวฉันแทบจะไร้แสงสว่าง
ทำให้ฉันตระหนักได้ว่าตัวเองอยู่ที่นี้มานานมากเพียงใด
ฉันไม่เข้าใจว่าทำไมฉันต้องอยู่ที่นี้
ฉันอยู่ที่นี้มาเท่าที่จำความได้
...............................
มนัสมองลงมาจากดาดฟ้า
เขามองดูนกที่บิบอยู่บนท้องฟ้านั้น
ในใจคิดว่าอยากจะเป็นนกเหลือเกิน
"คุณมนัสครับ ได้เวลาแล้วครับ" เสียงของชายคนหนึ่งดังขึ้น
"ถึงเวลานัดแล้วเหรอเนี่ย ช่างไวเสียยิ่งนัก"
มนัส ชายหนุ่มรูปร่างสันทัด เกิดมาในตระกูลที่มีฐานะ
พ่อแม่ตามใจเขาทุกอย่างโดยใช้ฐานะเป็นสิ่งเอาใจ
โดยการประคบประหงมเลี้ยงดูมาจนโตด้วยแม่นมที่เปลี่ยนมาแล้วหลายคน
โตขึ้นมาเขาเป็นคนหัวไวเช่นพ่อแม่เขาจึงเรียนรู้ได้ไว
แต่ด้วยอุปนิสัยที่ชอบเอาชนะ และมีความเอาแต่ใจสูง
จึงมีหลายครั้งที่ได้มีเรื่องราวกับเพื่อนบ้าง
ถึงแม้เขาจะมีเรื่องหลายๆครั้งก็ไม่มีปัญหาแต่อย่างใดเพราะพ่อแม่เขาจัดการไว้ทุกอย่างแล้ว
เมื่อโตขึ้นมาได้รับการสืบทอดกิจการต่อจากพ่อ
ด้วยความหวังของเขาที่จะทำงานให้ประสบความสำเร็จสูงสุดให้ได้มากกว่าพ่อแม่
แต่ต้องจบลงด้วยบริษัทคู่แข่งที่ขายของตีตลาดและปั่นตลาดเพื่อให้หุ้นของบริษัทเขาตกต่ำลง
ซึ่งคู่แข่งก็ไม่ใช่ใคร หนึ่งในคนที่เขาเคยมีเรื่องด้วยนั้นเอง
เขาได้แต่โกรธาคู่แข่งอย่างหนัก
จนวันหนึ่งเขาถึงกับจ้างมือปืนเพื่อไปสังหารคู่แข่งซะ
แต่คู่แข่งพอที่จะรู้ตัวว่าเขาจะถูกลอบสังหารจึงได้ป้องกันตัวไว้ด้วย
จ้างคนคุมกันบ้าง หรือบ้างครั้งถึงขนาดโจมตีสวนกลับด้วย
ยิ่งทำให้เขาโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ
จนในที่สุดจ้างมือระเบิดไปทำลายตึกของคู่แข่งเสีย
และครั้งนี้ก็สำเร็จดั่งใจหวัง ตู้ม.....
เขาดีใจเสียยกใหญ่ที่จะมีโอกาสทำลายบริษัทคู่แข่งลงได้
แต่ใช่ว่าเขาจะเป็นฝ่ายชนะ ทางฝ่ายสอบสวนได้โยงตัวมาถึงเขาแล้ว
เขาพยายามหนีตลอดแม้ว่าจะได้หมายเรียกมาหลายครั้ง
จนในที่สุดกลายเป็นหมายจับเสียแล้ว

"ลงไปก่อนเถอะ เดี๋ยวฉันจะตามลงไป...นะ"
เลขาส่วนตัวเดินลงไปจากดาดฟ้า
"ปัง!!!"
...................................
ฉันรู้ได้ว่าอดีตของสายพันธุ์ของฉันเคยเป็นอิสระจากที่แห่งนี้
บัดนี้แม้อยากจะออกก็ออกไม่ได้
ฉันรู้สึกว่าตัวฉันเองไม่ได้เป็นตัวของตัวเอง
เลือดในกายไหลในทิศทางคนละทิศกัน
ลมในกายปั่นป่วน
ฉันไม่เข้าใจว่าฉันต้องการอะไร
ฉันได้แต่หลับ และนอนต่อไป




 

Create Date : 29 กรกฎาคม 2550    
Last Update : 23 พฤษภาคม 2551 22:55:10 น.
Counter : 138 Pageviews.  

แนะนำ

สิ่งที่ขึ้นชื่อว่ามีชิวิตและมีสามารถในการคิด
ได้พบว่าตัวเองอยู่ในพื้นที่ปิดแห่งหนึ่ง
เขาไม่แน่ใจว่าเขาเข้าไปที่นั้นตั้งแต่เมื่อไหร่
แต่สิ่งที่เขาอยากจะทำคือทำอย่างไรจึงจะออกจากที่นี้ได้




 

Create Date : 29 กรกฎาคม 2550    
Last Update : 19 กุมภาพันธ์ 2551 17:51:23 น.
Counter : 137 Pageviews.  


blueocynia
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




กาลเวลาร่องลอยคอยร่วงโรย
น้ำค้างโปรยปรอยทั่วทุกหัวระแหง
ดังความสุขทุกข์มิหลงจงสำแดง
จำต้องแปลงเปลี่ยนเรื่องเพราะเตือนความ

วันเวลาอยู่คู่ความทรงจำ ไม่ว่าทุกข์หรือสุขเพียงใด
วันเวลาเหล่านั้นจะค่อยเข้ามาสู่ความทรงจำของเราเอง
Friends' blogs
[Add blueocynia's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.