ความจริง!! เกี่ยวกับน้ำคลอโรฟิลล์
ได้ยินเสียงลือเสียงเล่าอ้าง เกี่ยวกับน้ำคลอโรฟิลล์ มาพักใหญ่ๆ สงสัยอยู่ครามครัน ว่ามันอะไรกัน เพราะเรียนมาทางนี้ (ที่เกี่ยวกับคลอโรฟิลล์) โดยเฉพาะ

จากครั้งแรก เดินงานขายของ ก็มีคนขายยื่นใบปลิว โฆษณาน้ำคลอโรฟิลล์มาให้ แถมพูดถึงสรรพคุณอันหลากหลาย ไอ้เราคนฟังก็ ได้แต่อึ้ง โอ้ เป็นไปได้ขนาดนี้กันเลยเหรอ

ครั้งต่อๆ มา ห่างกันเป็นเดือน กระแสคลอโรฟิลล์ดังจนฉุดไม่อยู่ สรรพคุณมากมายยังกะกินแล้ว ร่างกายจะแสนสะอาดซะงั้นล่ะ

อดรนทนไม่ไหว เขียนสักหน่อยเป็นไร ไหน ๆ ก็เรียนมาทางที่เกี่ยวกับพืชแล้ว ข้อมูลแรก คือการโทรถามเพื่อนที่เป็นหมอ ทางการแพทย์เขามองยังไงเรื่องน้ำคลอโรฟิลล์ จะเขียนอะไรก็ให้มันมีข้อมูลยืนยันได้สักหน่อย

เอาล่ะ มาฟังที่เขาโฆษณากันก่อนดีกว่า (ขอยกตัวอย่างมาให้ดู)
ขอย้ำ ว่านี่คือการโฆษณา!!!!
ประวัติการค้นคว้า
ในปี 1961 นักวิทยาศาสตร์ชื่อ Melvin Calvin ได้รับรางวัลโนเบล ในการค้นคว้าความสัมพันธ์ของคลอโรฟิลล์ในใบพืช มีส่วนสำคัญในขบวนการสังเคราะห์แสง
ในปี 1915 Dr.Richard Wilstatter ได้รับรางวัลโนเบลจากการค้นพบโครงสร้างของคลอโรฟิลล์

จากนั้นเพียง 15 ปี Dr.Hans Fisher ได้รับรางวัลโนเบลจากการค้นพบโครงสร้างของอะตอมเม็ดเลือดแดง (Heme) มีโครงสร้างเหมือนคลอโรฟิลล์

จากงานวิจัยสรุปได้ว่า เมื่อร่างกายได้รับคลอโรฟิลล์บางส่วนของคลอโรฟิลล์จะถูกเปลี่ยนเป็นฮีม ทำให้ร่างกายมีปริมาณเลือดที่ถูกสร้างขึ้นใหม่เพิ่มมาขึ้น

พลิกไปอีกหน้า ยังมีรายละเอียดเกี่ยวกับประโยชน์ของคลอโรฟิลล์
ช่วยเพิ่มปริมาณเลือดให้กับร่างกาย
ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการนำพาออกซิเจนเข้าสู่เซลล์
ช่วยขจัดสารพิษในเลือด ตับ และไต
ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด
ปรับสมดุลในร่างกาย
ให้ความสดชื่น
ผิวพรรณสดใน
ช่วยให้ระบบขับถ่ายดีขึ้น
มีความสามารถในการฆ่าเชื้อแบคทีเรีย
เสริมภูมิต้านทานให้กับร่างกาย ฯลฯ


แล้วคราวนี้เรามาดู ความจริงเกี่ยวกับคลอโรฟิลล์

Richard Willstaetter ค้นพบเม็ดสีหลายชนิดในพืชรวมทั้งสีแดงในเลือดของมนุษย์ จากการริเริ่มงานดังกล่าวทำให้เขาได้รับรางวัลโนเบลสาขาเคมีในปี คศ 1915 ซึ่งนับว่าเป็นนักวิทยาศาสตร์คนแรกที่ทำการศึกษาเกี่ยวกับคลอโรฟิลล์ จากนั้น Hans Fischer นักชีวเคมีชาวเยอรมัน พบว่า คลอโรฟิล์ดเป็นพิคเมนท์สีเขียวที่พบในพืช และเฮมินเป็นพิคเมนท์สีแดงที่อยู่ในฮีโมโกบิลในเม็ดเลือดแดงของมนุษย์ จากผลงานดังกล่าวทำให้เขาได้รับรับรางวัลโนเบลสาขาเคมีในปี คศ 1930 แต่เสียชีวิตก่อนที่จะสังเคราะห์คลอโรฟิลล์ได้สำเร็จ
ปี คศ 1960 Robert Burns Woodward สามารถสังเคราะห์คลอโรฟิลล์เป็นผลสำเร็จ
ต่อจากนั้นมา จนถึงปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบความรู้เกี่ยวกับคลอโรฟิลล์และบทบาทที่สำคัญในพืช หากต้องการค้นเพิ่มเติม สามารถค้นได้จากเวบไซต์ของผู้ที่ได้รับราววัลโนเบล (ซึ่งไม่รวมงานวิจัยอีกมหาศาลที่ นักวิทยาศาสตร์ที่ไม่ได้รับรางวัลโนเบลได้เผยแพร่ผลงานไว้)




Reference:
Chloroplast model from
//www.daviddarling.info/encyclopedia/C/chloroplasts.html

คลอโรฟิลล์ (chlorophyll) เป็นเม็ดสีที่พบในพืช ผัก สาหร่ายสีเขียว ทำหน้าที่เปลี่ยนพลังงานแสงเป็นน้ำตาลกลูโคส โดยต้องทำงานร่วมกับโปรตีนชนิดอื่นๆ ที่อยู่ในพืช ปกติคลอโรฟิลล์จะอยู่ในโครงสร้างที่เรียกว่า คลอโรพลาส (chloroplast)

คลอโรฟิลล์มีโครงสร้างโมเลกุลของ porphyrin ซึ่งคล้ายกับ heme ใน hemoglobin ในเลือดของมนุษย์ แต่ก็เป็นเพียงความคล้ายคลึงกันของโมเลกุล โดยอะตอมกลางของคลอโรฟิล์ดจะเป็นแมกนีเซียม ส่วนอะตอมกลางของ heme เป็นเหล็ก คลอโรฟิล์ดจะทำหน้าที่ได้ก็ต้องอยู่ในพืชที่มีชีวิตและทำงานร่วมกับโปรตีนอื่นๆที่อยู่ในเซลล์พืช ทำให้มนุษย์และสัตว์ที่บริโภคผักสีเขียวได้รับสารอาหารแมกนีเซียมไปด้วย และไม่ต้องสงสยว่าเมื่อดื่มคลอโรฟิล์ดเข้าไปจะทำให้คุณมีความสามารถในการสังเคราะห์แสงได้ เพียงกรดในกระเพาะอาหารก็เพียงพอจะทำให้คลอโรฟิล์ดถูกย่อยไปแล้ว

เอาล่ะ มาดูแต่ละประเด็นกัน

ช่วยเพิ่มปริมาณเลือดให้กับร่างกาย
การวิจัยทางทางวิทยาศาสตร์ นักวิทยาศาสตร์แค่บอกว่าโมเลกุลคล้ายกัน ไม่ได้บอกว่าทำหน้าที่เหมือนกัน เหมือนกับ การที่นักวิทยาศาสตร์รู้ว่าเหล็กเป็นอะตอมกลางของเม็ดเลือดแดง ก็ไม่ใช่ว่าเราจะกินเหล็ก โดยการแทะ แท่งเหล็กได้ จริงไม๊

ในส่วนร่างกายมนุษย์ เม็ดเลือดแดงถูกสร้างจากไขกระดูก ดังนั้นการที่กินน้ำคลอโรฟิลล์เข้าไป มันอยู่ในระบบย่อยอาหาร สารอาหารที่ถูกย่อยจะต้องถูกย่อยแล้วดูดซึมผ่านกระแสเลือด ในรูปของน้ำตาลและแร่ธาตุ

ส่วนกระแสเลือดเป็นอีกระบบนึง ซึ่งในคลอโรฟิลล์ ไม่มีโมเลกุลของเหล็ก

การเพิ่มปริมาณการสร้างเม็ดเลือด ทำได้โดยกินธาตุเหล็ก สังเกตได้จาก เมื่อเราบริจาคเลือด ทางสภากาชาดไทย จะให้ซองวิตามินเม็ดสีแดงๆ ซึ่งมีธาตุเหล็กเป็นส่วนประกอบ (สภากาชาดไทย ไม่ได้แนะนำให้คนบริจาคเลือดกินน้ำคลอโรฟิลล์นี่นา)

ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการนำพาออกซิเจนเข้าสู่เซลล์
อันนี้ก็นึกไม่ออกเหมือนกัน ปกติถ้าร่างกายแข็งแรง ส่วนต่างๆ ของร่างกายทำหน้าที่ได้อย่างเป็นปกติ ร่างกายจะมีสมดุลของตัวเองอยู่แล้ว การนำพาออกซิเจนเข้าสู่ร่างกาย เป็นหน้าที่ของปอด และเม็ดเลือดแดง ดังนั้นดูจากความเป็นไปได้ คลอโรฟิลล์ก็ยังไม่เกี่ยวกับขบวนการนี้อยู่ดี

ช่วยขจัดสารพิษในเลือด ตับ ไต
ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด
ปรับสมดุลให้กับร่างกาย
ให้ความสดชื่น
ผิวพรรณสดใส
ช่วยให้ระบบขับถ่ายดีขึ้น


หลาย ๆ ประเด็นตรงนี้ ขออธิบายแบบรวมยอด เท่าที่พอทราบ น้ำคลอโรฟิลล์ที่เขาขายจะเน้นว่าให้ดื่มเป็นจำนวนเท่าไรต่อวัน เช่น 1-2 ลิตร

ปริมาณน้ำที่ร่างกายต้องการต่อวัน ทางสาธารณสุขก็บอกไว้จนเป็นที่รู้กัน ว่าควรดื่มน้ำวันละ 6-8 แก้ว
ซึ่งน้ำ ดื่มเท่าไร ก็ช่วยขจัดพิษและล้าง ทำความสะอาดร่างกายได้มาก ทำให้ระบบขับถ่ายไหลเวียนดี แน่นอนว่าทำให้สมดุลของร่างกายดีขึ้น แล้วร่างกายจะสดชื่นขึ้นไหม นึกถึงเวลาร้อนๆ แล้วเราได้ดื่มน้ำเย็นๆ มันจะสดชื่นแค่ไหน เมื่อระบบขับถ่ายดี ทั้งทางผิวหนังและทางลำไส้ แน่นอนว่าร่างกายจะมีระบบที่ดี สุขภาพที่ดี ย่อมแสดงออกมาทางผิวหนัง และร่างกาย เหมือนที่เคยได้ยินกันว่า You are what you eat


มีความสามารถในการฆ่าเชื้อแบคทีเรีย
เสริมภูมิต้านทานให้กับร่างกาย ฯลฯ


ไม่เคยมีรายงานว่า คลอโรฟิลล์เป็น antibacteria และเสริมภูมิต่างทานให้กับร่างกาย

แต่หากมองในมุมที่ว่า เมื่อร่างกายแข็งแรง ทุกระบบของร่างกายทำงานอย่างสมดุลและสอดคล้องกัน ร่างกายย่อมมีความสามารถในการต่อต้านเชื้อโรคต่าง ๆ ที่อยู่รอบตัวเรา และนั่นหมายถึง ร่างกายมีความสามารถที่จะซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอได้ดีด้วย


เอาล่ะ อ่านมากันจนตาแฉะ ไม่รุจะงงไหม แต่คนเขียนเริ่มตาลาย

หากจะหาน้ำคลอโรฟิลล์กินล่ะก็ น้ำใบบัวบกก็มีค่ะ ทำกินเองง่ายๆ ผักสด ผลไม้สด สีเขียวๆ ได้ใยอาหารและวิตามินอีกด้วย

สรุปว่ารักษาสุขภาพให้แข็งแรง ออกกำลังกาย และรับประทานผักและผลไม้เยอะ ๆ ร่างกายก็จะแข็งแรงค่ะ ที่สำคัญ จิตใจที่ดีอยู่ในร่างกายที่แข็งแรง ถ้าจิตใจดี ร่างกายดี คงไม่ต้องถามหายาวิเศษจากไหน



Create Date : 31 มีนาคม 2550
Last Update : 25 กรกฎาคม 2552 11:50:08 น.
Counter : 10424 Pageviews.

28 comments
  
โอ่ ขอบคุณสำหรับความรู้เลยค่ะ

วันก่อนแฟนน้องชายเพิ่งจะบอกให้กินน้ำคลอโรฟิลด์อยู่พอดี

แต่มีคนเคยบอกเราว่ามันจะเหม็นเขียวพอสมควรเลย

เราเลยไม่อยากเสี่ยง

อีกอย่างมีประโยชน์มากน้อยแค่ไหนก็ไม่รู้

กระบวนการผลิตไว้ใจได้แค่ไหนก็ไม่รู้

เลยไม่อยากเอาสุขภาพตัวเองไปเสี่ยงค่ะ



อ่านสิ่งที่ จขบ เอามาฝากวันนี้แล้วมั่นใจเลยว่า

เราคิดถูกจริงๆ ที่ไม่เอามากินอ่ะ 5555
โดย: หัวใจสีชมพู วันที่: 31 มีนาคม 2550 เวลา:12:58:25 น.
  
คุณโลมาครับ

แนะนำว่าเอาไปแปะข้างนอกดีกว่า ให้คนเห็นกันทั่วๆ

ขอบคุณมากครับ
โดย: Epinephrine วันที่: 31 มีนาคม 2550 เวลา:16:11:46 น.
  
เคยหลงทานไปเหมือนกันค่ะ

เค้าบอกว่า ' จะล้างพิษ '

ทานไปได้ 2 อาทิตย์ เลิกเลยค่ะ

เพราะขี้เกียจผสม

อะไรก็ไม่ดีสู้น้ำเปล่าได้ จิงมั้ยค่ะ

ขอบคุณมากค่ะสำหรับข้อมูล

โดย: fOne Jank (fonejank ) วันที่: 31 มีนาคม 2550 เวลา:16:18:55 น.
  
thank you
โดย: adrenaline1amp IP: 125.25.92.193 วันที่: 31 มีนาคม 2550 เวลา:16:32:55 น.
  
ลองดื่มแล้วเหมือนกันค่ะ แต่ก็ไม่สดชื่นเท่าดื่มน้ำเปล่า

ยังไงขออนุญาตส่งต่อข้อความนี้ให้กับเพื่อนๆ ได้อ่านนะคะ

เพราะเพื่อนๆ นิยมทานกันเหลือเกิน
โดย: CrazyMe วันที่: 31 มีนาคม 2550 เวลา:16:34:29 น.
  
ตอนเห็นชื่อเจ้าน้ำคลอโรฟิลล์ แล้วรู้ว่าเป็นกระแสนิยมของคนยุคนี้
ก็ได้แต่คิดว่า อีกแล้วเหรอ

เดี๋ยวน้ำโนนิ เดี๋ยวน้ำคลอโรฟิลล์
สงสัยมนุษย์จะสังเคราะห์แสงได้ก็คราวนี้แหละ

ขายความอยากมีสุขภาพดีแท้ๆเทียว
ในราคาที่แสนแพงซะด้วยสิ
ราคาแบบนี้ กินผัก กินผลไม้ดีๆได้เป็นอาทิตย์

มาสนับสนุนบทความดีๆค่ะ

โดย: HoneyLemonSoda วันที่: 31 มีนาคม 2550 เวลา:19:55:18 น.
  
ดีจังเลยค่ะ
มีความงุนงงและข้องใจกับเรื่องนี้มานาน
ผู้รู้หลายท่านก็เคยบอกว่ามันไม่ได้วิเศษอะไร
แต่บทความของคุณยืนยันได้ตามหลักวิชาการจริง ๆ
ขอบคุณมาก
โดย: ชิงดวง วันที่: 31 มีนาคม 2550 เวลา:20:24:13 น.
  
ขอก๊อป ส่งให้เพื่อนหน่อยนะคะ
โดย: แวะมา IP: 61.47.109.136 วันที่: 1 เมษายน 2550 เวลา:8:15:21 น.
  
แว้ก !! เพื่อนเอามาขายให้ เพิ่งช่วยมันซื้อไปวันนี้เอง อ่า เซงเรยยยยยยย เอา200บาท ของช้านนนคืนมา
โดย: rinsei IP: 125.26.2.189 วันที่: 3 เมษายน 2550 เวลา:20:48:06 น.
  


แวะมาขอบคุณค่ะที่ไปฟังเพลง The same sun ที่บ้านเรา ขอบคุณจริงๆ ว่างๆแวะไปใหม่นะคะ
โดย: @ ปั๊กกาเป้า @..อิอิ วันที่: 4 เมษายน 2550 เวลา:13:55:39 น.
  
ขอบคุณสำหรับความรู้ดีๆครับ ที่ทำงานมีคนดิ่มเหมื่อนกัน
หุหุ
โดย: สอระ (สอระ ) วันที่: 7 เมษายน 2550 เวลา:7:18:35 น.
  
ขอบคุณที่แวะไปที่บล็อกนะคะ ..เรื่องที่เอามาให้อ่านก็มีประโยชน์ดีนะคะ ได้รู้เรื่ิองนำคลอโรฟิลแบบมีหลักการมากขึ้น...
โดย: betterday วันที่: 7 เมษายน 2550 เวลา:15:24:56 น.
  
ขอบคุณมากค่ะ
โดย: adia วันที่: 19 เมษายน 2550 เวลา:23:08:38 น.
  
ขอบคุณคับบ
โดย: บอมบ์ IP: 203.113.70.71 วันที่: 20 เมษายน 2550 เวลา:10:03:13 น.
  
ขอบคุณครับ น้องทิพย์ ... ได้ความรู้ดีจัง ว่าแต่ไอ้น้ำอะไรๆ ก็พอจะหากันได้ แต่ "น้ำใจ" เนี่ยดิ หายากกันจังน๊า .... ว่ามะ
โดย: หลวงเทพฯ IP: 202.57.134.147 วันที่: 25 เมษายน 2550 เวลา:9:15:29 น.
  
อิ อิ ช่ายแล้วค่ะพี่เล็ก
โดย: ทิพย์ IP: 158.108.130.188 วันที่: 1 พฤษภาคม 2550 เวลา:18:45:12 น.
  
โดย: pp IP: 202.41.167.241 วันที่: 9 สิงหาคม 2550 เวลา:15:40:26 น.
  
จริงหรือนี่
โดย: แวะมาเยี่ยม IP: 222.123.93.201 วันที่: 14 ธันวาคม 2550 เวลา:19:10:53 น.
  
คุณข้างบนขายอยู่เหรอ
เชียร์จังเลย.....
โดย: สงสัยว่า....นะ IP: 124.120.232.213 วันที่: 5 มกราคม 2551 เวลา:1:52:25 น.
  
ปกติก็ทานอยู่แต่ไม่รู้ว่าทานแล้วจะได้ผลมั้ยตกลงเรื่องไหนเป็นเรื่องจริงน้าก็หวังว่าคงจะดั้ยผล
โดย: ]ลูกกุ้ง IP: 125.27.90.109 วันที่: 23 มกราคม 2551 เวลา:15:41:58 น.
  
ขอถามหน่อย น้ำคอโรฟิลล์ ทำมาจากอะไร ผลิตกันยังงัยเหรอ หรือว่าเป็นสารสังเคราะห์ขึ้นมา ถ้าทำมาจากพืช เป็นพืชประเภทใหน แล้วมั่นใจได้อย่างไรว่าที่เอามาทำไม่มีอันตราย
โดย: อยากลองแต่ไม่อยากเสี่ยง IP: 124.121.211.115 วันที่: 5 กุมภาพันธ์ 2551 เวลา:14:25:09 น.
  
นานๆ จะแวะมาดูสักที น้ำคลอโรฟิลด์ที่ขาย ไม่แน่ใจเหมือนกันค่ะว่าทำมาจากอะไร เท่าที่พอทราบข้อมูลคือ สกัดมาจากถั่วอัลฟาฟา (มั้ง) ซึ่งปกติใช้เป็นถั่วอาหารสัตว์

คุณข้างบนคะ ขอบคุณนะคะที่มาแบ่งปัน (ยาวเชียว) ที่โลมาไม่ได้พิมพ์แจงละเอียดมาก (กว่านี้) ก็เพราะเกรงว่าคนอ่านจะงง หนัก

ถ้าตอบตามตรงแล้วเนี่ย จริงๆ แล้วคลอโรฟิลด์จะละลายในตัวทำละลายอินทรีย์เท่านั้น เช่นคลอโรฟอร์ม ซึ่งร่างกายมนุษย์ไม่น่าจะย่อยได้ด้วยซ้ำไป (อันนี้ต้องให้คุณหมอมาให้ข้อมูล)

แต่ความเป็นไปได้ ก็อาจมีโมเลกุลที่เกิดการแตกตัวออก (สมมติฐาน) ได้ แต่คงไม่มากนัก ในระหว่างขบวนการย่อยในระบบทางเดินอาหารมนุษย์

ที่ไม่เอาบทความนี้ไปโพสข้างนอก เพราะก็ไม่อยากให้มันกระทบคนขาย คนที่ (หลง) กิน หรือคนที่อยากจะลองกิน เพราะสุดท้ายแล้วการตัดสินใจใดๆ มันก็แล้วแต่บุคคล ว่าจะเลือกเชื่อ เลือกทำอะไร (หรือเลือกจะกินอะไร)

แค่ให้ข้อมูลในฐานะคนที่พอจะมีความรู้อยู่บ้าง เท่านั้นเอง

โลมามีเพื่อนเป็นหมอหลายคน แต่ละคนก็ไม่มีใครยืนยันหรือสนับสนุนเลย ดังนั้น ที่เหลือ ก็แล้วแต่วิจารณญาณของผู้อ่านนะคะ

โดยส่วนตัว ก็กินน้ำใบบัวบกเวลาร้อนใน กับผักที่ใช้ทำอาหารทั่วไป ไม่เคยหาซื้อน้ำคลอโรฟิลด์มากินค่ะ
โดย: โลมาสีน้ำเงิน วันที่: 5 มีนาคม 2551 เวลา:18:15:10 น.
  
ขออนุญาตก๊อบส่งเมลไปให้หวานใจอ่านได้มั๊ยคะ เค้าชอบซื้อมากินอ่ะ
โดย: ing IP: 202.60.203.227 วันที่: 20 พฤษภาคม 2551 เวลา:15:50:21 น.
  
ขอบคุณ โลมาสีน้ำเงิน กับบทความดีดี มีสาระ
โดย: โลมาในสายลม IP: 118.172.132.56 วันที่: 26 พฤษภาคม 2551 เวลา:23:39:39 น.
  
คลอโรฟิลล์มีประโยชน์มากมายเลยน่าจะทำประโยชน์ให้กับเราได้หลายอย่างนะคะ
โดย: เปเป้ค่ะ IP: 61.19.213.235 วันที่: 20 สิงหาคม 2551 เวลา:14:21:19 น.
  
เราก้อเป็นคนนึงนะ ที่ซื้อมา แต่ไม่ค่อยกินหรอก ซื้อมาเพราะรำคาญเพื่อนที่ทำงาน เค้าเชื่อหลายคนแล้วก้อพยายามชักจูงคนอื่น เราเลยซื้อมานิดหน่อย จะได้ไม่ต้องโดนเซ้าซี้อีก

ข้อดีของไอ้ผงเขียวๆนี้มีอย่างเดียวแหละ คือมันทำให้เราโดนบังคับ (จากเพื่อนที่ทำงานที่ขยันมาผสมน้ำให้แล้วบังคับให้กินให้หมด)ให้กินน้ำเยอะๆ แค่นั้นเอง
โดย: หวาน IP: 124.120.216.70 วันที่: 11 พฤศจิกายน 2551 เวลา:10:24:42 น.
  
อยากทราบ ว่า ถ้ามันไม่ดี ทำไม อย. ยังรับรองอยู่ครับ

ไล่คนที่ทำงานใน อย. ออกเลยดีไหมครับ ต่อไป จะได้ไม่มีคนรับรอง คลอโรฟิลล์ จะได้ไม่มีใครขายมันอีก

อีกอย่าง ถ้าไม่มีก็ คืนเงิน ให้ไม่ใช่หรอครับ
โดย: คนโง่ IP: 118.172.73.185 วันที่: 12 พฤษภาคม 2552 เวลา:12:49:11 น.
  
พื้นที่นี้เป็นบล๊อกของ โลมาสีน้ำเงิน จึงขออนุญาตลบความเห็นบางความเห็น ที่เป็นการค้า และการสนับสนุนอื่นที่ผิดวัตถุประสงค์ของเจ้าของบล๊อก

โดย: โลมาสีน้ำเงิน วันที่: 21 พฤษภาคม 2552 เวลา:19:01:56 น.
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

โลมาสีน้ำเงิน
Location :
กรุงเทพ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



Courage is not the absence of fear.....
but rather the judgement that
something else is more important .....than fear.
MY VIP Friend