น่าอ่าน enjoyable-to-read
Group Blog
 
All blogs
 

แสงสุดท้าย สุดขอบฟ้า

ใครบ้างไม่อยากประสบความสำเร็จ?


ทำไมคนใหญ่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ?

ทำไมเป็นเช่นนั้น? เพราะคนส่วนใหญ่ไม่เข้าใจความสำเร็จนั่นเอง มันไม่ใช่ล็อตเตอรี่ ไม่ใช่ว่าเราจะแวะร้านสะดวกซื้อขากลับบ้าน ซื้อสลากสักใบ แล้วรอให้ความสำเร็จมาหล่นทับได้ อีกทั้งมันไม่ใช่สถานที่ที่เราจะได้เจอยามเมื่อชีวิตสุกงอมจนถึงระดับหนึ่ง ความสำเร็จไม่ใช่สิ่งที่อยู่ปลายทาง แต่เป็นสิ่งประจำวันนี่แหละ ทางเดียวที่จะประสบความสำเร็จอันแท้จริงได้ก็คือ สร้างมันทีละวัน

ความจริงเรื่องความสำเร็จ ความสำเร็จนั้นใช่ว่าเราต้องมีโชคหรือเงินทอง แต่เราพึงรู้ว่า

  • แต่ละวันเราทำอะไร เราก็เป็นอย่างนั้น
  • เราสร้างนิสัยขึ้นก่อน แล้วนิสัยก็สร้างตัวเรา
  • การสร้างนิสัยแห่งความสำเร็จนั้นง่ายพอๆ กับสร้างนิสัยแห่งความล้มเหลว
ทุกๆ วันที่มีชีวิตอยู่ เรากำลังอยู่ในกระบวนการเปลี่ยนแปลง จะดีขึ้นหรือแย่ลงขึ้นอยู่กับว่า เราได้สร้างอะไรให้แก่ตัวเองบ้าง

เจอกันในเคล็ดลับ 





 

Create Date : 12 มีนาคม 2557    
Last Update : 12 มีนาคม 2557 14:51:56 น.
Counter : 104 Pageviews.  

'บัฟเฟตต์'เชื่อมั่นฝีมือซีอีโอ เจพีมอร์แกน

'บัฟเฟตต์'เชื่อมั่นฝีมือซีอีโอ เจพีมอร์แกนแม้บริหารจนบริษัทขาดทุนหนัก



วอร์เรน บัฟเฟตต์ มหาเศรษฐกิจนักลงทุนชื่อดังของสหรัฐ ให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ซีเอ็นบีซีว่า เขายังคงเชื่อมั่นในความสามารถของนายเจมี ไดมอน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของเจพีมอร์แกน เชส แอนด์ โค โดยกล่าวว่านายไดมอน เป็นหนึ่งในนายธนาคารที่ดีที่สุดในโลก เพราะมีความเข้าใจด้านการธนาคารและความเสี่ยงเป็นอย่างดี

การแสดงความเชื่อมั่นของบัฟเฟตต์ ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นของเจพีมอร์แกน มีขึ้นเพียงวันเดียวก่อนที่เจพีมอร์แกน จะเปิดเผยผลประกอบการรายไตรมาส และช่วยให้ตลาดคลายความวิตกกังวลเกี่ยวกับการขาดทุนด้านเทรดดิ้งเป็นวงเงินสูงถึง 2 พันล้านดอลลาร์ของเจพีมอร์แกน ซึ่งเป็นธนาคารรายใหญ่ที่สุดในสหรัฐ อันเนื่องมาจากการเก็งกำไรที่ผิดพลาดในตราสารอนุพันธ์ของ Chief Investment Office ซึ่งเป็นหน่วยงานด้านบริหารความเสี่ยงของเจพี มอร์แกน

นายไดมอน ยอมรับกับผู้สื่อข่าวภายหลังจากออกแถลงการณ์ เรื่องการขาดทุนดังกล่าวว่า การขาดทุนครั้งนี้ มีสาเหตุมาจาก "ความผิดพลาด ความประมาท และการตัดสินใจที่ไม่ถูกต้อง"

ข่าวการขาดทุนของเจพีมอร์แกนในครั้งนั้น ส่งผลให้ราคาเจพีมอร์แกนร่วงลงอย่างหนัก และบริษัทได้ตัดสินใจระงับแผนการซื้อคืนหุ้น จากเดิมที่ตั้งเป้าไว้ว่าจะซื้อคืนหุ้นมูลค่า 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์ไปจนถึงปลายไตรมาสแรกของปี 2556

ในช่วงปลายเดือนมิ.ย.ที่ผ่านมา มูดีส์ อินเวสเตอร์ส เซอร์วิส ประกาศลดอันดับความน่าเชื่อถือของเจพีมอร์แกนลง 2 ขั้น เช่นเดียวกับมอร์แกน สแตนลีย์, ซิตี้กรุ๊ป และโกลด์ แมนแซคส์ โดยมูดีส์กล่าวว่า ธนาคารทุกแห่ง ที่ถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือในครั้งนี้ ล้วนแล้วแต่มีความเสี่ยงสูงที่จะขาดทุนจากการลงทุนในตลาดทุน นอกจากนี้ แนวโน้มของศักยภาพในการทำกำไรระยะยาวและการเติบโตของธนาคารทั้ง 15 แห่ง ก็ลดลงด้วย




 

Create Date : 16 กรกฎาคม 2555    
Last Update : 16 กรกฎาคม 2555 10:33:42 น.
Counter : 766 Pageviews.  

'ซัคเคอร์เบิร์ก'หลุดอันดับ 40 มหาเศรษฐีรวยสุดโลก




มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก ผู้ร่วมก่อตั้งเฟซบุ๊ค หลุดจากรายชื่อมหาเศรษฐีที่รวยที่สุดในโลก 40 คนแล้ว หลังจากราคาหุ้นเฟซบุ๊คดิ่งลงต่อเนื่องทำให้ทรัพย์สินลดลงตามไปด้วย โดยดัชนีมหาเศรษฐีพันล้าน ที่จัดอันดับโดยสำนักข่าวบลูมเบิร์กล่าสุด ระบุว่า ซัคเคอร์เบิร์ก ในวัย 28 ปี มีทรัพย์สินลดลงเหลือ 14,700 ล้านดอลลาร์เมื่อวาน หลังจากราคาหุ้นของเฟซบุ๊ค เครือข่ายสังคมออนไลน์ใหญ่ที่สุดในโลก ลดลงอีก 9.6% เหลือเพียง 28.84 ดอลลาร์ ต่ำกว่าราคาเปิดขายไอพีโอครั้งแรกที่ตั้งไว้ที่ 38 ดอลลาร์ถึง 24%แล้ว

ทำให้เขาหลุดจากอันดับที่ 40 ในรายชื่อมหาเศรษฐี ที่รวยที่สุดในโลก 40 คนที่จัดอันดับกันในแต่ละวันแล้วเมื่อวานนี้ ทั้งที่เขาเคยเป็นหนึ่งในมหาเศรษฐีอายุน้อยที่สุดในกลุ่มนี้ และเมื่อไม่ถึงสองสัปดาห์ที่แล้วเขายังอยู่ในอันดับที่ 29

ส่วนมหาเศรษฐีที่เลื่อนขึ้นมาอยู่อันดับ 40 แทนซัคเคอร์เบิร์ก คือ นายลูอิส คาร์ลอส ซาร์เมียนโต้ มหาเศรษฐีโคลัมเบีย ที่มีทรัพย์สิน 15,500 ล้านดอลลาร์ 
การเปิดขายไอพีโอของเฟซบุ๊คเมื่อ 18 พ.ค.ที่ผ่านมาเต็มไปด้วยอุปสรรคและปัญหามากมาย รวมถึง การฟ้องร้อง และราคาหุ้นตกลงต่อเนื่องจนทำให้มูลค่าทางตลาดของเฟซบุ๊คลดลงไป 25,000 ล้านดอลลาร์แล้วนับจากวันเปิดขายไอพีโอ
bangkokbiznews




 

Create Date : 13 กรกฎาคม 2555    
Last Update : 13 กรกฎาคม 2555 10:49:25 น.
Counter : 919 Pageviews.  

ตัน ภาสกรนทีรู้วิธีรบใต้วิกฤต

หากเอ่ยถึงชาเขียวคนจะนึกถึง “โออิชิ” กลับกัน หากพูดถึงชาเขียวแบรนด์นี้จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก “ตัน ภาสกรนที” คนต้นคิด ปั้นธุรกิจนี้จนโด่งดัง


ในฐานะประธานบริษัท โออิชิ กรุ๊ป จำกัด(มหาชน) นักบริหารและสร้างแบรนด์ตัวยงของ ตัน ไม่ได้เรียบง่ายเสมอไป เพราะที่ผ่านมามีหลายวิกฤตที่ผ่านเข้ามาทดสอบ รวมถึงวิกฤตการเงินโลกครั้งนี้

วิกฤตเศรษฐกิจในปี 2540 หรือ ต้มยำกุ้ง โจทย์ใหญ่ในชีวิตธุรกิจที่ ตัน เจอและผ่านมันมาแล้วด้วยอาการที่ไม่สะบักสะบอมนัก ที่สำคัญกว่านั้น คือ วิกฤตทำให้เขาแข็งแรงขึ้นและ ทำให้รู้ถึง “วิธีรบในสถานการณ์วิกฤต”

การมองหาโอกาสในช่วงวิกฤตให้เจอได้นั้น  ตัน บอก ต้องมาจากการเตรียมตัวเองให้พร้อมเสมอ กับอีกสิ่งต้องใช้ประสบการณ์ที่สั่งสม และเรียนรู้มาเข้าช่วย
วิกฤตเศรษฐกิจการเงินของโลกครั้งนี้ ตัน บอก เลือกที่จะเดินหน้าลงทุน  ขณะที่คนอื่นหยุด

นั่นเพราะความเชื่อที่ว่า วิกฤตเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมในการลงทุนเมื่อตลาดมีความชัดเจน เพราะเท่ากับว่า คุณอาจช้ากว่าคนอื่นแล้ว

ทันทีที่สัญญาณปัญหาเศรษฐกิจเริ่มชัดเจน ตัน หันมาลงทุนโฆษณาเพื่อสื่อสารกับตลาดพร้อมๆ กันทีเดียว 8 เรื่อง ออกอากาศตลอดถึงสิ้นปี 2552เท่ากับ สินค้าในโออิชิ กรุ๊ปจะมีโอกาสสื่อสารกับตลาดได้มากกว่าใคร ๆ โดยเฉพาะคู่แข่ง

นอกจากอาศัยจังหวะรุกในช่วงที่คนอื่น “หยุดนิ่ง” การบริหารจัดการต้นทุนให้มีประสิทธิภาพ เป็นอีกแนวรบที่ต้องทำในช่วงวิกฤต ตัน ลดความเสี่ยงจากการบริหารต้นทุน และสินค้าใน Portfolio ให้สมดุลมากขึ้น 

สิ่งที่เรียนรู้จากอดีต การพึ่งพารายได้จากชาเขียวสัดส่วนมากถึง 80% แม้จะสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำ แต่เมื่อเกิดเหตุนอกเหนือการควบคุม ก็เป็นเรื่องไม่ง่ายนักที่ ตัน จะบริหารความเสี่ยงนี้ได้เพียงลำพัง

เขา เจอมากับตัวแล้วจากปัญหาการพบสิ่งแปลกปลอมในชาเขียวโออิชิ เหตุการณ์ครั้งนี้บั่นทอนทั้งความน่าเชื่อถือของแบรนด์ และรายได้ลง

การแก้เกมด้วยวิธีซื้อเครื่องสแกนหาสิ่งแปลกปลอมซึ่งทุ่มทุนถึง 100 ล้านบาท แต่ก็คุ้มเมื่อสามารถแก้วิกฤติศรัทธาให้กับโออิชิได้

ทันทีที่พลิกฟื้น ตัน ปรับสมดุลสินค้าในมือ โดยลดบทบาท โออิชิ ให้ลดลงในเชิงของสัดส่วนรายได้ ขณะที่ปรับความสำคัญสินค้ากลุ่มอื่น อาทิ น้ำส้มเซกิ กาแฟคาฟิโอ ฯลฯ ให้มีบทบาทมากขึ้น

“ในสงครามไม่ใช่มีแต่คนแพ้เสมอไป”  ตัน บอก และ เขา ก็เรียนรู้ที่จะผ่านวิกฤตมาให้ได้
From bangkokbiznews.com




 

Create Date : 11 กรกฎาคม 2555    
Last Update : 11 กรกฎาคม 2555 17:08:18 น.
Counter : 1174 Pageviews.  

เปิดทำเนียบ 10 ประเทศร่ำรวยขนานแท้

เปิดทำเนียบ 10 ประเทศร่ำรวยขนานแท้ เมื่อวัดจากความมั่งคั่ง 3 ด้าน กายภาพ ทุนมนุษย์ และทรัพยากร

องค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) เปิดเผยรายงานล่าสุด ซึ่งประเมินบัญชีงบดุลของ 20 ประเทศ และตรวจสอบโดยศาสตราจารย์เกียรติคุณจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ "เซอร์ พาร์ทา เดสกัปตา" โดยการประเมินใช้ดัชนีแบบใหม่ที่วัดความร่ำรวยจากสินทรัพย์ 3 ด้าน คือ 1.ความร่ำรวยเชิงกายภาพ หรือที่สร้างขึ้น ทั้งโครงสร้างพื้นฐาน อาคาร เครื่องจักร 2.ความร่ำรวยในแง่ทุนมนุษย์ ซึ่งรวมถึงการศึกษาและทักษะความสามารถของประชากร และ 3.ความร่ำรวยในแง่ทรัพยากร ที่นับรวมที่ดิน ป่าไม้ เชื้อเพลิง แหล่งแร่ต่างๆ

ดัชนีชี้วัดความมั่งคั่งแบบใหม่นี้ ทดแทนการประเมินแบบเก่าๆ ที่วัดจากตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือจีดีพี ซึ่งประเมินในแง่รายได้ ไม่ใช่ความร่ำรวย ดัชนีแบบใหม่ให้น้ำหนักกับการเคลื่อนย้ายสินค้าและบริการ ไม่ใช่เฉพาะสินทรัพย์ การประเมินเศรษฐกิจด้วยจีดีพี คล้ายกับการประเมินผลงานของบริษัทโดยดูจากกำไรรายไตรมาสเพียงอย่างเดียว โดยไม่พิจารณาบัญชีงบดุล



หากประเมินตามเกณฑ์แบบใหม่ "สหรัฐ" เป็นประเทศที่ร่ำรวยมากสุดในโลก ด้วยความมั่งคั่งสูงเกือบ 118 ล้านล้านดอลลาร์ ในปี 2551 สูงกว่าตัวเลขจีดีพีในปีเดียวกันถึง 10 เท่า แต่เมื่อคำนวณความร่ำรวยต่อบุคคล สหรัฐยังเป็นรอง "ญี่ปุ่น" ที่ร่ำรวยทุนมนุษย์และเชิงกายภาพมากกว่า

รองแชมป์ประเทศร่ำรวย คือ "ญี่ปุ่น" ที่มีมูลค่าความร่ำรวยราว 55.1 ล้านล้านดอลลาร์ มากกว่า "จีน" ที่ตามมาในอันดับ 3 ด้วยความมั่งคั่ง 20 ล้านล้านดอลลาร์
ส่วนที่เหลือในท็อป 10 ได้แก่ อันดับ 4 "เยอรมนี" ร่ำรวย 19.5 ล้านล้านดอลลาร์ อันดับ 5 "อังกฤษ" 13.4 ล้านล้านดอลลาร์ ขณะที่อันดับ 6 "ฝรั่งเศส" รวย 13 ล้านล้านดอลลาร์ "แคนาดา" มาเป็นที่ 7 ด้วยความมั่งคั่ง 11.1 ล้านล้านดอลลาร์ ถัดมา "บราซิล" ในอันดับ 8 ร่ำรวย 7.4 ล้านล้านดอลลาร์ ตามด้วยอันดับ 9 "อินเดีย" 6.2 ล้านล้านดอลลาร์ และ "ออสเตรเลีย" 6.1 ล้านล้านดอลลาร์

แม้ความร่ำรวยจะเป็นความได้เปรียบ ดังวาทะของนักเศรษฐศาสตร์ระดับโลก "จอห์น เคนเนธ กัลเบรธ" เคยว่าไว้ แต่หลายประเทศกลับไม่สามารถรักษาความได้เปรียบจากความมั่งคั่งของตัวเอง บ่อยครั้งที่ประเทศเหล่านี้ปลาบปลื้มกับความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติ ทักษะของแรงงาน และสาธารณูปโภคระดับโลก แต่ไม่มีใครตระหนักถึงการรักษาทรัพยากรธรรมชาติ ทุนมนุษย์ และสินทรัพย์เชิงกายภาพเอาไว้

รัฐบาลของประเทศต่างๆ มักกล่าวว่า สินทรัพย์สำคัญที่สุดของประเทศ คือ ประชาชน ซึ่งเมื่อดูจากการคำนวณของยูเอ็นแล้ว พบความจริงข้อนี้ในแทบทุกประเทศ ยกเว้นไนจีเรีย รัสเซีย และซาอุดีอาระเบีย

เห็นได้จากทุนมนุษย์ที่วัดจากจำนวนปีที่รับการศึกษาโดยเฉลี่ย ค่าจ้างของแรงงานที่ต่อรองได้ และจำนวนปีที่คาดว่าจะทำงานได้ก่อนถึงวัยเกษียณ โดยทุนมนุษย์มีสัดส่วน 88% ของความร่ำรวยของอังกฤษ และมีสัดส่วน 75% ของความร่ำรวยของสหรัฐ ขณะที่ญี่ปุ่นร่ำรวยในเรื่องทุนมนุษย์มากสุด

นอกจากนี้ ญี่ปุ่นยังเป็น 1 ใน 3 ประเทศในรายงานฉบับนี้ที่ไม่ผลาญทุนด้านทรัพยากรในระหว่างปี 2533-2551 แทบทุกประเทศยกเว้นรัสเซียต่างเพิ่มความมั่งคั่งด้านสินทรัพย์ แลกกับการทำลายทรัพยากร

ส่วน 14 จาก 20 ประเทศ เพิ่มความมั่งคั่งโดยรวมแซงหน้าการเพิ่มขึ้นของประชากร ทำให้ความร่ำรวยรายบุคคลเพิ่มขึ้นในปี 2551 เทียบจาก 2533 
ขณะที่ประเทศร่ำรวยน้ำมันอย่างซาอุดิอาระเบีย ผลาญทรัพยากรน้ำมันไปราว 3.7 หมื่นล้านดอลลาร์ ในระหว่างปี 2533-2551 แต่ก็นำไปเพิ่มในส่วนของการศึกษา 
โดยทุนมนุษย์ของซาอุฯ เพิ่มขึ้นเกือบ 1 ล้านล้านดอลลาร์

สำหรับประเทศร่ำรวยบางชาติ การลงทุนด้านทรัพยากรมนุษย์อย่างมาก ส่งผลให้ผลตอบแทนลดลง บางประเทศจึงลงทุนในด้านทรัพยากรธรรมชาติแทน อย่างการเติมพื้นที่ป่าไม้แทนที่จะสะสมหนังสือในห้องสมุด แต่ทรัพยากรธรรมชาติเป็นสิ่งที่ประเมินมูลค่าได้ยาก เพราะจะมีราคาเพิ่มขึ้นเมื่อทรัพยากรหายากขึ้นทุกวัน
bangkokbiznews




 

Create Date : 07 กรกฎาคม 2555    
Last Update : 7 กรกฎาคม 2555 14:32:36 น.
Counter : 868 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  

น่าอ่าน
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




เนรมิตความงามของคุณสำหรับทุกฤดูกาล
>
Friends' blogs
[Add น่าอ่าน's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.