Song Code Reads Graphic1 Graphic2 Graphic3
โรคแท้งติดต่อในสุนัข

โรคแท้งติดต่อในสุนัข


รคแท้งติดต่อในสุนัข

:ประวัติการค้นพบโรค:

โรคแท้งติดต่อในสุนัขนี้ได้

มีการตรวจพบครั้งแรกในช่วงปี พ.ศ.2509

ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา

โดยโรคนี้ทำให้เกิดการแท้ง

และทำให้เกิดความไม่สมบูรณ์พันธุ์

ในพ่อและแม่พันธุ์ในฟาร์มสุนัขแห่งหนึ่ง

สาเหตุของโรคนี้เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย

ชื่อว่า บรูเซลล่า เคนิส (Brucella canis)

โรคนี้จึงถูกเรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า บรูเซลโลซีส (Brucellosis)

หรืออาจเรียกสั้นๆว่าโรค "บรู"

ต่อมาพบการระบาดของโรคนี้ในประเทศต่างๆเกือบทั่วโลก


:การติดต่อของโรค:

1. โดยการกิน

เป็นวิธีการติดต่อที่สำคัญที่สุดและรวดเร็วที่สุด

การติดต่อจากสุนัขเพศเมีย

โดยการกีนหรือเลียสิ่งคัดหลั่งจากช่องคลอด

ของสุนัขเพศเมียที่เป็นสัด

กินเนื้อเยื่อของลูกที่แท้ง

กินหรือเลียรกหรือน้ำคร่ำที่ออกมาจากการแท้ง

หรือกินสิ่งที่ปนเปื้อนจากสิ่งคัดหลั่งจากช่องคลอด

ในสุนัขเพศเมียหลังแท้ง

หรือกินน้ำนมจากเต้านมของแม่สุนัขที่ติดเชื้อ

ส่วนน้ำปัสสาวะของสุนัขเพศเมีย

พบเชื้อในปริมาณเล็กน้อย

การติดต่อจากสุนัขเพศผู้

โดยการกินหรือเลียน้ำอสุจิของสุนัขเพศผู้ที่ติดโรค

น้ำปัสสาวะของสุนัขเพศผู้ที่ติดเชื้อ

พบว่ามีอยู่ในปริมาณที่สูงมาก

นอกจากนี้ยังสามารถพบเชื้อได้ในน้ำลาย

และในโพรงจมูกของสัตว์ที่ติดเชื้อโรคได้


2. โดยการผสมพันธุ์

เป็นการติดต่อที่เกิดขึ้นได้ง่ายที่สุด

เป็นการติดต่อระหว่างสุนัขเพศผู้และสุนัขเพศเมีย

ที่ตัวใดตัวหนึ่งเป็นโรค เป็นวิธีการติดต่อ

ที่จะนำโรคจากภายนอกเข้าสู่ฟาร์มได้ง่ายที่สุด

ส่วนการติดต่ออื่นๆ

พบว่ามีรายงานการติดต่อทางการหายใจด้วย

เมื่อเชื้อแบคทีเรียเข้าสู่ร่างกายแล้ว

เชื้อจะถูกจับกินโดยเม็ดเลือดขาว

จากนั้นจะผ่านไปที่ต่อมน้ำเหลือง

และเชื้อจะแพร่กระจายไปทางกระแสเลือด

ไปที่อวัยวะอื่นๆ

นอกจากนี้ยังสามารถติดต่อได้ผ่านทางเลือด

โดยพบเชื้ออยู่ในเม็ดเลือดขาว

ซึ่งเชื้อยังมีการแบ่งตัวอยู่

เชื้อนี้ยังสามารถแบ่งตัวได้ในต่อมน้ำเหลือง

ม้าม ตับ ระบบสืบพันธุ์ มดลูกของสุนัขตั้งท้อง

ลูกอัณฑะ ต่อมลูกหมาก

สุนัขสามารถจะถูกตรวจพบภาวะที่เชื้อแบคทีเรีย

อยู่ในกระแสเลือด 2-4 สัปดาห์

หลังการติดเชื้อและจะคงอยู่นาน 6-24 เดือนได้

อาการ โรคนี้เป็นได้กับสุนัขทุกอายุ

ส่วนใหญ่สุนัขที่เป็นโรคนี้

จะไม่พบอาการป่วยของระบบอื่นๆ ให้เห็น

ดูโดยทั่วไปแล้วก็เป็นสุนัขที่แข็งแรงดี

ยกเว้นแต่มีปัญหาระบบสืบพันธุ์ที่กล่าวมาแล้ว


อาการในสุนัขเพศเมีย

แม่พันธุ์สุนัขอาจมีปัญหาเรื่องการผสมไม่ติด

หรือถ้าผสมติดก็อาจตรวจพบการตายของลูกในท้อง

ในระยะแรกของการตั้งท้อง

ทำให้อาจเข้าใจผิดว่าสุนัขผสมไม่ติด

แต่ถ้าแม่สุนัขสามารถตั้งท้องต่อไป

ก็อาจตรวจพบอาการแท้งของลูกสุนัข

ซึ่งมักจะแท้งในช่วงการตั้งท้องประมาณ 45 วันขึ้นไป

ซึ่งการแท้งนี้อาจแท้งออกมาหมดทุกตัว

หรือแท้งเพียงบางตัวและเหลือรอดบางตัว

ซึ่งก็สามารถอยู่จนครบกำหนดคลอด

แต่ลูกที่คลอดออกมาก็มักจะตายภายในสัปดาห์แรก

หรือตายก่อนหย่านม

แม่สุนัขบางตัวอาจมีสิ่งคัดหลั่งไหลออกมาจากช่องคลอด

ส่วนใหญ่แม่สุนัขบางตัวอาจไม่พบอาการป่วยเลย

ยกเว้นแต่มีอาการแท้งเท่านั้น

พบว่าเชื้อฏโรคแท้งติดต่อ

ไม่ทำให้วงรอบการเป็นสัดเปลี่ยนแปลง


อาการในสุนัขเพศผู้

สุนัขพ่อพันธุ์ที่เป็นโรคนี้

จะก่อให้เกิดปัญหาการผสมไม่ติด

อาจพบมีการอักเสบของถุงหุ้มอัณฑะ

ท่อนำน้ำเชื้ออักเสบ และอาจเกิดการบวมขยายของอัณฑะ

ข้างใดข้างหนึ่งหรือทั้งสองข้าง

แต่ส่วนมากแล้วพบว่า

ทำให้เกิดการอักเสบของท่อนำน้ำเชื้อ

มากกว่าลูกอัณฑะอักเสบ

ถ้าสุนัขพ่อพันธุ์เป็นโรคนี้อย่างเรื้อรัง

อาจก่อให้เกิดการฝ่อแฟบของลูกอัณฑะได้

และบางตัวอาจพบการบวมขยายใหญ่

ของต่อมน้ำเหลืองร่วมด้วย

การอักเสบที่ลูกอัณฑะ

อาจมีผลทำให้หยุดการผลิตน้ำเชื้ออสุจิ

นอกจากนี้ยังทำให้เกิดการตืดเชื้อที่ต่อมลูกหมาก

ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้พบเชื้อปริมาณมาก

ในปัสสาวะของสุนัขเพศเมีย

แต่ส่วนใหญ่มักไม่แสดงอาการของต่อมลูกหมากอักเสบ

น้ำเชื้ออสุจิในสุนัขที่เป็นโรคนี้จะมีคูณภาพไม่ดี

ซึ่งก็อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้ผสมไม่ติดได้


ในสุนัขบางรายอาจพบอาการป่วยของระบบอื่นๆ

ได้แก่การบวมขยายใหญ่ของต่อมน้ำเหลือง

ม้ามโต ตับอักเสบลูกตาและม่านตาอักเสบ

หรือการอักเสบของข้อต่อต่างๆ

มีรายงานว่าโรคนี้สามารถติดต่อมายังคนได้

ซึ่งพบได้ในคนที่ทำงานในห้องปฏิบัติการ

ที่เกี่ยวกับเชื้อแบคทีเรียนี้

หรือในคนที่เลี้ยงสุนัข

อยู่ใกล้ชิดคลุกคลีกับสุนัขที่เป็นโรคนี้

อาการในคนไม่แน่นอน อาจไม่แสดงอาการเลย

หรืออาจแสดงอาการมีไข้ขึ้นๆ ลงๆ โดยไม่ทราบสาเหตุ

อาจพบอาการตัวสั่น ปวดศีรษะร่วมด้วย

ในคนที่เป็นโรคนี้สามารถรักษาให้หายขาดได้

โดยการใช้ยาปฏิชีวนะ

แต่ในสุนัขไม่สามารถใช้ยาปฏิชีวนะรักษาโรคนี้ได้

และยังมียาตัวอื่นในการรักษาโรคนี้

การรักษาในสุนัขด้วยยาปฏิชีวนะนั้น

เพียงแต่ช่วยควบคุมปริมาณเชื้อในกระแสเลือดเท่านั้น

เมื่อไหร่ที่หยุดกินยา

เชื้อนี้ก็สามารถเพิ่มจำนวนได้

และเชื้อนี้อาจอยู่ในตัวสุนัขนานนับปี


:การวินิจฉัยโรค:

สุนัขที่แลดูมีสุขภาพปกติดีสามารถจะติดเชื้อบรูเซลล่าได้

แนวทางการวินิจฉัยโรคจึงประกอบไปด้วย

1. ประวัติและอาการที่เคยแสดงออกมา

ให้เห็นถึงความผิดปกติในระบบสืบพันธุ์

เช่นในสุนัขเพศเมียเคยมีลักษณะของการแท้งลูก

หรือในเพศผู้มีลักษณะการผิดปกติของอัณฑะ

และถุงหุ้มอัณฑะ เป็นต้น


2. การเพาะแยกเชื้อบรูเซลล่า

การพบเชื้อบรูเซลล่าในสุนัข

ถือว่าเป็นการยืนยันที่ดีที่สุดที่แสดงถึการเป็นโรคนี้

โดยทั่วไปนิยมเพาะหาเชื้อจากเลือดของสุนัขที่สงสัย

อย่างไรก็ตามเชื้อสามารถปะปนออกมาได้

กับสารคัดหลั่งในช่องคลอด (Vaginal discharges)

ลูกสุนัขที่แท้งออกมา ในน้ำนม ปัสสาวะ

ตลอดจนเนื้อเยื่อต่างๆ ของลูกอัณฑะ

ที่เกิดอักเสบหรือผิดปกติ


ในการส่งตัวอย่างตรวจจากสิ่งที่แท้ง

ที่แม่สุนัขขับออกมานั้นควรเก็บส่งตรวจให้เร็วที่สุด

หากจำเป็นต้องใช้เวลาในการขนส่ง

ก็ควรจะใส่ภาชนะปิดพร้อมแช่น้ำแข็งตลอดเวลา

จนกว่าจะได้ทำการตรวจ

สำหรับน้ำนมหรือน้ำปัสสาวะ

ก็ควรเก็บใสขวดที่ปลอดจากเชื้อและแช่ในน้ำแข็ง

หรือเก็บในตู้เย็นก่อนส่งห้องปฏิบัติการ

เพื่อทำการตรวจก็ได้เช่นกัน

ในบางกรณีอาจใช้แท่งไม้ที่พันด้วยสำลี (cotton swab)

ที่ใช้ในการเพาะหาเชื้อทางการแพทย์

มาแต้มสารคัดหลั่งในช่องคลอดสุนัข

หรือแต้มบริเวณลูกอัณฑะที่อักเสบบวม

มีหนองหรือน้ำเหลือง เพื่อส่งไปตรวจหาเชื้อบรูเซลล่า


ข้อควรระวังในการเก็บตัวอย่างส่งตรวจก็คือ

ผู้เก็บตัวอย่างตรวจอาจติดเชื้อบรูเซลล่าได้

หากไม่มีความระมัดระวังมากพอ

นายสัตว์แพทย์ส่วนใหญ่

จึงนิยมและแนะนำให้เพาะหาเชื้อจากเลือดสุนัข

เพราะโอกาสของคนที่จะติดเชื้อจากเลือดสุนัข

ค่อนข้างจะน้อยกว่าการเก็บสิ่งแท้งส่งตรวจ


3. การตรวจทางซีรั่มวิทยา

วิธีการนี้จะเป็นการตรวจหาภูมิต้านทาน

ต่อโรคบรูเซลล่าในสุนัข หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง

ก็คือการตรวจหาแอนติบอร์ดี้ไตเตอร์

ต่อเชื้อบรูเซลล่าในซีรั่มของสุนัขนั่นเอง

ห้องปฏิบัติการที่ตรวจโรคแห้งติดต่อ

มักจะทำการตรวจทางซีรั่มวิทยา

ควบคู่ไปกับการตรวจเพาะเชื้อในกระแสเลือด

มีรายงานการตรวจที่ค่อนข้างจะตรงกันเป็นส่วนใหญ่

ว่าหากสุนัขมีระดับไตเตอร์ตั้งแต่ระดับ 1 : 200 แล้ว

มักจะตรวจพบเชื้อในกระแสเลือดด้วยเช่นกัน

การที่สุนัขมีระดับไตเตอร์สูง

แต่ตรวจไม่พบเชื้อในกระแสเลือด

ก็มิได้หมายความว่าจะไม่เป็นโรค

ในทางกลับกันก็มีรายงาน

กับการตรวจพบเชื้อในกระแสเลือดได้

ในขณะที่สุนัขมีระดับต่ำกว่า 1 : 200

ทั้งนี้อาจเป็นเพราะสุนัขเพิ่งจะติดเชื้อได้ไม่นานนั่นเอง

อีกทั้งการที่สุนัขได้รับยาปฏิชีวนะมาก่อนจะเจาะเลือดตรวจ

จะทำให้โอกาสการพบเชื้อบรูเซลล่ายากยิ่งขึ้น

การตรวจทางซีรั่มวิทยา

ในสุนัขที่เพิ่งได้รับเชื้อไม่เกิน 12 สัปดาห์

จะทำให้ความแน่นอนในการตรวจลดน้อยลง

การเพาะเชื้อจากเลือดร่วมด้วยจึงเป็นทางเลือกที่ดีขึ้น


การควบคุมและป้องกันโรค

“โรคนี้อย่างที่กล่าวมาแล้วว่ายังไม่มียารักษา

และไม่มีวัคซีนที่จะใช้ในการป้องกันโรคนี้ได้”

วิธีที่ดีที่สุดคือ

พยายามอย่าให้สุนัขไปคลุกคลีกับสุนัขอื่น

ที่ไม่ทราบประวัติที่แน่นอน

และถ้าเป็นการเลี้ยงในระดับฟาร์มแล้ว

โอกาสสัมผัสติดต่อโรคนี้จากสุนัขอื่นนอกฟาร์ม

เป็นไปได้สูงมาก ไม่ว่าจากการผสมพันธุ์

หรือจากสนามประกวดสุนัข


มาตรการในการป้องกันและควบคุมโรคนี้คือ

1. การผสมพันธุ์ระหว่างแม่และพ่อพันธุ์สุนัขจากฟาร์มอื่น

ควรมีการตรวจสุขภาพรับรองว่าปลอดจากโรคนี้จากสัตวแพทย์

2. พยายามหลีกเลี่ยงไม่ให้สุนัขของเรา

อยู่ใกล้ชิดคลุกคลีกับสุนัขอื่นที่ไม่ทราบประวัติ

อาจเป็นในสนามประกวดหรือสถานที่ต่างๆ โดยไม่จำเป็น

3. การสั่งซื้อและนำเข้าของสุนัขจากต่างประเทศ

ควรขอใบตรวจยืนยันว่าสุนัขที่สั่งซื้อมานี้ปลอดภัยจากโรคนี้

4. การซื้อสุนัขใหม่เข้ามาในฟาร์ม

ควรขอใบตรวจยืนยันว่าสุนัขปลอดจากโรคนี้เช่นกัน

สุนัขตัวใหม่ที่เข้ามาในฟาร์มควรขังแยกอย่างน้อย 1 เดือน

และควรมีผลตรวจที่ปลอดโรคอย่างน้อย 2 ครั้ง (ห่างกัน 1 เดือน)

หมายถึงตรวจครั้งแรกที่นำเข้ามาและขังแยกอีก 1 เดือน

และตรวจซ้ำครั้งที่ 2

5. ฟาร์มสุนัขควรมีการตรวจโรคนี้อย่างน้อยทุกๆ 6 เดือน

ในฟาร์มที่พบการระบาดของโรคนี้

ควรตรวจโรคนี้ในสุนัขทุกตัว

ตัวที่พบว่าเป็นโรคจากการตรวจซีรั่ม

ควรตรวจซ้ำอีกครั้ง (1 เดือนถัดไป)

ส่วนตัวที่ตรวจไม่พบให้ตรวจซ้ำอีกทุกๆ เดือนจนครบ 3 เดือน

เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีเชื้อนี้และควรตรวจซ้ำทุกๆ 6 เดือน

ยาฆ่าเชื้อในฟาร์มที่พอใช้ได้ผลดีคือ quartery ammonium compound

และ iodophors (น้ำยาผสมแอมโมเนียม หรือน้ำยาผสมไอโอโดโฟร์)

6. ในสุนัขรายที่มีปัญหาและอาการที่กล่าวมานี้

ควรรีบปรึกษาสัตวแพทย์ด่วน

ส่วนสุนัขที่เป็นโรคนี้

มีวิธีที่ดีที่สุดในการควบคุมโรคนี้คือ

การฉีดยาให้หลับตลอดไป

วิธีนี้จะเป็นการป้องกันที่จะไม่ให้แพร่โรคไปได้เลย

ส่วนวิธีที่สอง

คือการทำหมันทั้งในสุนัขเพศเมียและเพศผู้

ซึ่งวิธีนี้จะเป็นการลดการแพร่ของโรคนี้ได้มากแต่ไม่ 100%

เพราะยังอาจแพร่โรคได้อยู่แต่น้อยมาก

และควรแยกเลี้ยงต่างหาก

โดยไม่ให้ปะปนกับพ่อและแม่พันธุ์

หรือสุนัขอื่นๆ ในฟาร์ม

และที่สำคัญห้ามขายสุนัขที่เป็นโรคให้กับฟาร์มอื่น

เพราะจะทำให้การแพร่ของโรคเป็นไปได้มากขึ้น

ซึ่งจะทำให้การควบคุมโรคนี้ทำได้ลำบากมากขึ้น

และจะไม่สามารถกำจัดโรคนี้ออกจากประเทศไทยได้

ส่วนผู้เลี้ยงสุนัขควรมีการป้องกันตนเอง

เช่นพยายามอย่าคลุกคลีกับสุนัขที่ไม่ทราบประวัติ

หรือควรล้างมือทุกครั้งที่จับต้องสุนัข

โดยเฉพาะก่อนทานอาหาร

***************




Create Date : 20 ธันวาคม 2549
Last Update : 20 ธันวาคม 2549 0:50:15 น. 0 comments
Counter : 1830 Pageviews.

black shadow
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




เก็บตกสารพันปัญหาของน้องหมา

จากคอลัมม์ คนรักหมา

โดย ท่านบัญชร ชวาลศิลป์

คอลัมม์ พิชิตปัญหาสัตว์

กับคุณหมอปานเทพ รัตนากร

จากน.ส.พ คม ชัด ลึก

และจากข้อมูล online

เกี่ยวกับสัตว์เลี้ยง "Pets"

กราบขอบพระคุณทุกท่าน

ที่ให้ความรู้ สาระประโยชน์

เพื่อคนรักสัตว์ และเพื่อนรักสี่ขา

ไว้ ณ. ที่นี้อย่างสูงค่ะ


Nome da música - Nome do cantor

" player=player+"" player=player+"" player=player+"" player=player+"" player=player+"" player=player+"

GRAPHIC SITE

visitors currently

Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add black shadow's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.