2 หนาวใจแต่อุ่นกายในมองโกเลีย
วันที่ 1 กันยายน 2554
อากาศสดใส แดดจ้า
เกอร์ ประเทศมองโกเลีย


คงมีใครสักคนสืบรู้มาว่าเราเป็นสาวเมืองร้อน เลยใจดีเปิดหน้าต่างทิ้งไว้ให้สัมผัสกับความหนาวเย็นของมองโกเลียอย่างเต็มที่ แหมช่างมีจิตใจงดงาม เราเลยต้องใส่เสื้อหนาวพองๆนอนจนถึงรุ่งเช้า เราก็เดินออกมาจากห้องทั้งที่ยังใส่เสื้อกันหนาวตัวหนาอยู่ และเราก็พบสบตากับลุงคนหนึ่งซึ่งใส่แต่เสื้อกล้ามยืนรับลมอยู่ เราทั้งสองยืนจ้องกันได้สองวินาที งงกันว่าใครแต่งตัวผิดอากาศกันแน่… แน่นอนว่าเป็นเรา ฮิ ฮิ

ประมาณเที่ยวตรง เจ้าหน้าที่ก็เดินมาแจกตั๋วคืน เราเลยได้โอกาสถามไปว่าเวลามองโกเลียเป็นเวลาเดียวกับประเทศจีนรึเปล่า หรือต้องปรับเปลี่ยน พยายามสักพักภาษาจีนสักพัก อ้าว..เจ้าหน้าที่พูดอังกฤษได้ เลยสรุปว่าเป็นเวลาเดียวกัน ไม่ต้องปรับเวลาเพิ่มแต่อย่างใด พอถึง๑๓.๔๐รถไฟก็จอด พร้อมเสียงร้องป่าวว่า “อุลาบาเต๋อ” ถึงแล้วนี่เอง อุลาบาต๊อก เมืองหลวงของประเทศมองโกเลีย


ความรู้สึกแรกที่เข้ามาประทะเมื่อคือ ความเป็นยุโรป และเพราะว่าเราเคยไปอังกฤษมาก่อน เราเลยคิดออกมาในแวปแรกว่า “เหมือนอังกฤษเลยแฮะ” แต่แน่นอนว่าไม่ใช่ ความเป็นยุโรปนี้ได้รับอิธิพลมาจากสหภาพรัสเซียมากกว่า

ประเทศมองโกเลีย สำหรับเราแล้วเป็นประเทศแห่งการผสมผสาน ระหว่างความเป็นเอเชียและยุโรป ระหว่างความเป็นเมืองพุทธและคอมมิวนิส ระหว่างการตกแต่งที่มีทั้งสถาปัตยกรรมของยุโรปและการใช้ชีวิตแบบวิถีเอเชีย รวมทั้งยังพบเห็นบ้านที่เป็นโดม (เกอร์)อยู่ได้ทั่วไป


และที่พักที่เราเลือกพักคืนนี้ก็เป็นGerเกอร์ เกสเฮาสต์แห่งนี้มีความพิเศษอยู่ที่ให้บริการที่พักที่เป็นเกอร์ในตัวเมือง เพราะโดยปรกติแล้วจะพบเกอร์ได้นอกตัวเมืองที่เป็นที่ราบมากกว่า ห้องที่เราเลือกพักเป็นเกอร์สำหรับ๔คน ราคารวมอาหารเช้าแล้วตกคืนละ๖USD เท่านั้นเอง ห้องพักที่เป็นห้องพักรวม หรือโฮสเทล Hostelนี้ มีข้อดีคือราคาถูกและได้พบเพื่อนใหม่ๆในห้อง ซึ่งเหมาะสำหรับนักเดินทางที่มีงบประมาณจำกัดจำเขี่ย(เช่นเรา)และเดินทางแบบแบ็กแพ็คซึ่งการได้พบเพื่อนใหม่ๆ ได้แลกคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์นั้นก็เป็นเสน่ห์อย่างหนึ่ง ในการเดินทางแบบนี้นี่เอง (ทีวีแชมป์เปี้ยน??)

ส่วนข้อเสียนั้นคงไม่เหมาะกับนักเดินทางที่มีของมีค่าอยู่เต็มกระเป๋า เพราะบางทีที่พักแบบนี้ก็ไม่มีตู้ล็อกเกอร์ให้ หรือคนที่ต้องการความเป็นส่วนตัวสูง เอาเป็นว่าเลือกเอาตามความเหมาะสมและสภาพการเดินทางละกัน

ท้าวความกลับไปนิด ตอนที่เราลงจากรถไฟนั้น ตามแผนการที่ร่างไว้ เราควรจะพบไกด์เดินโฉบเฉี่ยวอยู่บนชาลชลาถือกระดาษที่เขียนชื่อเรา และพาเรานั่งรถไปอุทยานแห่งชาติเทอร์ริ เราควรได้พักกับครอบครัวท้องถิ่น แต่ทว่าเราไม่พบว่ามีใครรอเราอยู่ที่สถานีรถไฟเลย ใช้เวลารอและทำใจเป็นเวลาครึ่งชั่วโมง จึงงัดแผนสองมาใช้ เราเดินทางมาเกสเฮาสต์และตั้งใจว่าจะเดินทางไปอุทยาแห่งชาติพรุ่งนี้แทน


วันก่อนเราเดินทางออกจากจีน เราได้พบเพื่อนใหม่คนหนึ่งซึ่งเดินทางมาแลกเปลี่ยนวัตนธรรมที่ปักกิ่ง พอเขารู้ว่าเรากำลังจะไปมองโกเลีย ก็ได้ติดต่อเพื่อนให้ช่วยเหลือเป็นไกด์นำทาง ซึ่งเราควรจะพบกับเพื่อนใหม่คนนี้วันเสาร์นี้หลังจากที่เรากลับจากอุทยาน ถามถึงความปลอดภัยและเชื่อใจเดินทางไปกับคนที่ไม่เคยรู้จักมาก่อนนั้นมีมากน้อยแค่ไหน ก็คงต้องบอกว่าขึ้นอยู่กับสถานการณ์ ซึ่งเราค่อนข้างเชื่อใจเพื่อนคนนี้เป็นเป็นไอเสกเกอร์Aiesecerเหมือนกัน

เพื่อนไกด์คนใหม่นั้นมีชื่อยาวเหยียดตามแบบฉบับของชาวมองโกเลียและไม่มีนามสกุล ซึ่งชื่อข้างหลังที่น่าจะเป็นนามสกุลนั้นถูกแทนชื่อด้วยชื่อบิดา แน่นอนว่าถ้ามาอยู่เมืองไทยนั้น คงจะถูกล้อ แต่คงไม่มันส์เท่าสืบรู้เอง เราเรียกเขาสั้นๆว่า บูก้า บูก้าเป็นชายหนุ่มนักศึกษาพูดภาษาอังกฤษได้ดีมากทีเดียว ซึ่งเขาบอกว่าชาวมองโกเลีย ถ้าพูดภาษาอังกฤษได้จะพูดได้ดีมาก แต่ถ้าไม่ได้ก็จะไม่ได้เลย


วันที่เราเดินทางมาถึงเป็นวันที่๑กันยายน เป็นวันเปิดเทอมวันแรก เราจึงได้เห็นหนุ่มสาวน้อยใหญ่แต่งตัวด้วยชุดเสื้อผ้าสวยงาม หนุ่มน้อยหลายๆคนใส่สูทด้วยซ้ำ น่ารักน่าดูทีเดียว ขอแอบบอกว่าหนุ่มสาวชาวมองโกเลียหน้าตาดีค่อนข้างมาก


…และแล้วเราก็โดนล้วงกระเป๋า เราเอากล้องถ่ายรูปใส่ไว้ในกางเกงยีนส์ มีชายหนุ่มยืนดักรออยู่ที่บันใด พอเราเดินขึ้นไปเขาก็เบียดตัวลงมาแล้วเราก็รู้สึกว่ากล้องถูกดึงไป แน่นอนว่าคนที่เคยถูกล้วงกระเป๋ามาก่อนคงจะรู้สึกได้ว่า ใครเป็นคนล้วง เพราะคนที่ทำมีลักษณะที่ออกจะแปลก แต่ว่าทุกอย่างมันรวดเร็วกว่าที่สมองจะตามทันได้ น่าจะเป็นเพราะพื้นฐานมนุษย์สังคมแล้ว จะมีความเชื่อใจกันสูง และทุกอย่างก็เหมือนภาพสโลโมชั่นดังนี้…

กล้องถ่ายรูปเราถูกดึงออกไปจากกระเป๋า เราร้องตะโกนออกไป เรามองลงไปเห็นชายเสื้อขาว เอากล้องไปให้ชายเสื้อดำ และแยกกันไปสองทาง เราตรวจเช็กกระเป๋าเพื่อให้แน่ใจว่าเราไม่ได้พลาดไปเอง บูก้าถามว่าแน่ใจรึเปล่า เราแน่ใจ เราวิ่งตามชายเสื้อขาวไป คว้าแขนเค้าไว้ และภาพก็กลับมาเป็นภาพตามเวลาปรกติ

บูก้าวิ่งตามมา เราพยายามจ้องตานักล้วงกระเป๋าแล้วตะโกนบอกว่า เอากล้องคืนมาไม่งั้นไปสถานีตำรวจ บูก้าแปล ตอนนี้ทุกคนหันมามองแล้วแน่นอน นักล้วงเสื้อขาวมีท่าทางเหมือนกลัว ระหว่างการสนทนาเขาไม่สบตาเราเลย เราจับแขนเขาไว้แน่น โดยที่เขาพูดพรึมพัมว่า “ไม่ใช่เขา จำคนผิดแล้ว ถ้าไม่เชื่อไปดูที่กล้องได้เลย” ซ้ำไปซ้ำมา แต่ด้วยท่าทางที่เป็นแบบนั้น เรายิ่งแน่ใจว่าเป็นเขาแน่นอน เราตะโกนบอกว่า “เรียกให้เพื่อนเอากล้องคืนมา คืนมาเดี๋ยวนี้” ผ่านไปซักพักชายเสื้อดำก็เอากล้องมาคืน เราปล่อยเขาไป ซึ่งจนถึงตอนนี้เรายังสงสัยว่า ในฐานะมนุษย์ในสังคมแล้ว เราทำสิ่งที่ถูกต้องรึเปล่า

อันที่จริงกล้องถ่ายรูปอันนั้นก็ไม่ได้แพงอะไร ออกจะถูกด้วยซ้ำ ถ้าถามว่าเราคิดถูกรึเปล่าที่วิ่งตามขโมยไป คงไม่คุ้มแน่ แต่เราก็ยังยินดีที่เราได้ยืนหยัดเพื่อตัวเอง และถ้านักล้วงเสื้อขาวมีดุกว่านี้ เราคงยอมแพ้ไปแน่นอน


จบจากเรื่องตื่นเต้น บูก้ากับเราเดินทางไปที่วัดพุทธ วัดพุทธแห่งนี้ได้รับอิทธิพลมาจากพุทธในทิเบต ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของศาสนาที่เหลืออยู่เพียงไม่กี่แห่งในอุลาบาต็อก ซึ่งวัดส่วนใหญ่แล้วถูกทำลายลงเนื่องจากความเป็นคอมมิวนิส วัดแห่งนี้จึงมีความสำคัญต่อชาวมองโกเลียซึ่งส่วนใหญ่แล้วเคยเป็นเมืองพุทธมาก่อน
ด้านในวัดมีพระพุทธรูปขนาดใหญ่อยู่ รวมทั้งองค์เล็ก๑๐๐๐องค์จัดวางไว้รอบห้อง แน่นอนว่าห้ามนับเพราะจะแสดงให้เห็นถึงความเคลือแคลงสงสัย เดินออกมาอีกนึด ก็พบอาคารสีเหลืองชั้นเดียว น่าจะเป็นอุโบสถ ตอนเราเข้าไปได้เวลาทำวัดพอดี

การสวดมนต์แบบพุทธทิเบตนี้ สำหรับเราแล้ว สวยงามถ้าดูด้วยตา แต่ไม่ไพเราะถ้าใช้หูฟัง เราอยู่กันด้านในได้สักพักก็เดินออกมา เว้นสถานที่เพิ่มไว้ให้ชาวพุทธที่เลื่อมใสดีกว่า


หลังจากนั้นก็เดินออกมาบนถนน ตรงไปที่square ซึ่งตั้งตามชื่อของนักรบผู้ยิ่งใหญ่ซึ่งเป็นผู้นำเอกราชมาสู่ประเทศมองโกเลียจากจีน ด้านตรงข้ามนั้นเป็นรูปปั้นของนักรบเจงกิสข่าน ลูกชายและหลานชาย รอบๆสแควเป็นตึกสถานที่สำคัญต่างๆเช่น ตึกรัฐบาล โฮเปล่าเฮาส์ ตึกไปรษณีย์

จากนั้นก็เดินตัดถนน Peach avenue ออกมา เจอร้านค้า ห้างสรรพสินค้า และ ร้านอาหารเกาหลี ถ้าถามเราแล้ว เราว่าประเทศมองโกเลียมีสายสัมพันธ์ต่อประเทศเกาหลีมาทีเดียว เนื่องจากมีร้านอาหารเกาหลี รวมทั้งมีถนนสายที่เรียกว่า Seoul Stree อีกด้วย

แต่พูดถึงเรื่องเกาหลี สิ่งที่ทำให้เราว้าว น่าจะเป็นสถานทูตเกาหลีเหนือที่ตั้งอยู่ในมองโกเลีย ซึ่งแสดงให้เห็นว่ามองโกเลียยังมีสายสัมพันธ์ต่อประเทศเกาหลีเหนืออยู่อีกด้วย บูก้าเล่าว่าชาวเกาหลีเหนือบางคนเดินทางมามองโกเลียเพื่อทำพาสปอรต์จากนั้นจึงเดินทางย้ายไปเกาหลีเหนืออีกด้วย (เรื่องนี้ได้ยินมา)


มื้อเย็นเราขอให้บูก้าพาเราไปกินอาหารท้องถิ่น ซึ่งมื้อเย็นวันนี้เป็นเกี้ยวทอด อันใหญ่เท่าผ่ามือ ใส้ด้านในทำจากเนื้อ จากนั้นจึงแยกย้ายกันกลับที่พัก ซึ่งหนาวมากในตอนกลางคืน แต่เราก็ยังหลับได้ สงสัยจะเป็นเพราะเหนื่อยมาทั้งวัน






Create Date : 30 ตุลาคม 2554
Last Update : 24 กรกฎาคม 2556 16:02:41 น.
Counter : 818 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

อย่าลังเล
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 7 คน [?]