15. จตุรัสแดง ที่ไม่ได้มีความหมายเหมือนชื่อ
วันที่ 14 กันยายน 2554
อากาศแจ่มใส
กรุงมอสโค ประเทศรัสเซีย




รถไฟจอดที่สถานีมอสโค เช้าวันนี้เราไม่อยากจะตื่นจริงๆ อาจเป็นเพราะเริ่มรู้สึกชินกับการนอนในรถไฟซะแล้ว

เมื่อคืนนี้ มีคู่รักคู่หนึ่ง ดูแล้วคาดว่าน่าจะค่อนข้างมีอายุแล้วต้องเดินทางจากกัน ฝ่ายผู้ชายเดินทางมาส่งพร้อมดอกกุหลาบสีแดงดอกหนึ่ง ทั้งสองนั่งคุยกันสดใสร่าเริง จนกระทั่งถึงเวลาที่รถไฟใกล้ออก เจ้าหน้าที่มาเรียกให้บุคคลทีไม่ใช่ผู้โดยสารเดินออกจากโบกี้ขบวนรถไฟ

จากนั้นฝ่ายผู้ชายก็เดินออกไปจากขบวนรถ แล้วมายืนมองตรงกระจก จนกระทั่งรถไฟก็เริ่มเคลื่อนออกอย่างช้าๆ ทั้งสองค่อยๆจากกันไป...

การเดินทางด้วยรถไฟ ทำให้เราได้ห็นการจากลาของใครหลายต่อหลายคน ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ที่เดินทางมาส่งลูก หรือคู่รักที่ต้องล้างลาจากกัน เพื่อนที่ต้องเดินทางไกล ทั้งหมดนี้ มันจะเริ่มด้วยความสดใส แต่พอเมื่อรถไฟเคลื่อนออก ใจกลับหายวาบทิ้งไว้ให้กับคนบนชานชาลา และจากนั้นก็กลายเป็นความทรงจำและอดีตที่ผ่านไป

พอรถไฟจอด ตอนนั้นเป็นเวลาตีห้าตรง เราใช้เวลาอย่างใจเย็นเดินทางเข้าไปในสถานี ตั้งใจจะรอให้รถไฟฟ้าเปิด ซึ่งเป็นเวลาตีห้าครึ่ง แล้วค่อยเดินทางไปยังจตุรัสแดงในเวลาที่ชาวมอสโคยังหลับไหลอยู่

พอโบฝากกระเป๋าเสร็จเรียบร้อย เราก็เดินมาที่เก้าอี้เพื่อใช้เวลาอ่านทบทวนแผนการที่เตรียมไว้ค่ะ ที่นั่งใกล้ๆกับเราเป็นชายสูงอายุคนหนึ่ง พอเค้าเห็นเรากำลังจะนั่ง ก็เสนอยื่นกล่องกระดาษให้เรานั่งทับเพราะเก้าอี้ที่สถานนีเป็นเก้าอี้แสดนเลสที่แข็งและเย็นเฉียบ เราได้แต่ยิ้มกว้างเป็นการของคุณในน้ำใจที่ชายคนหนึ่งหยิบยื่นให้แก่คนแปลกหน้า


ที่มาของชื่อจตุรัสแดงนี้
มาจากกำแพงเมืองหรือเคลิมที่มีสีแดงนี่เอง ซึ่งอันที่จริง Red ในภาษารัสเซียแปลว่าสวยงาม ดังนั้น ความหมายของ เรด สแควน่าจะแปลว่ากำแพงเมืองที่สวยงามมากกว่า แต่ว่าเนื่องจากเป็นสีแดงด้วย
ทุกอย่างเลยคล้องและพ้องกันไปจนเหมาะเจาะเลย 


ได้เวลาเก้าโมงครึ่ง เราซื้อบัตรเข้าเคลิมเพราะต้องการเข้าชมห้องเก็บสมบัตร หรือ อามารี่ในช่วงสิบโมง

ด้านในเคลิมแบ่งออกเป็นสองส่วน หนึ่งคืออามารี่หรือตึกที่เก็บสมบัติและของใช้ของพระราชวังครั้งที่ยังเป็นระบอบกษัตริย์อยู่ รวมทั้งห้องไดมอลที่ต้องซื้อตั๋วแยกต่างหากอีกทีด้วย และอีกส่วนที่อยู่ภายในกำแพงสีแดงคือโบสถ์ที่มีมากมายเรียงรายติดกันอยู่ด้านในรวมทั้งสวนสวยขนาดย่อมภายในอีกด้วย


นักท่องเที่ยวส่วนมากจะซื้อตั๋วสองใบค่ะ คือตั๋วเข้าชมเคลิมเพื่อเข้าไปด้านในและชมโบสถ์และในส่วนของอามารี่การเข้าชมภายในเคลิมอย่างเดียวนั้นไม่ค่อยยุ่งยาก

อาจยากหน่อยตอนซื้อตั๋วและต่อแถวเข้าคิว แต่ที่เราว่ายุ่งยากมีพิธีมากจริงๆนั่นก็คือห้องเก็บสมบัตรอามารี่ ซึ่งอนุญาตให้เข้าชมเป็นรอบๆ เช่นถ้าจะเข้าชมรอบสิบโมงเช้าต้องซื้อตั๋วตั่งแต่ตอนเก้าโมงครึ่ง และมายืนต่อแถวยาวเหยียด ถ้าซื้อตั๋วรอบเก้าโมงครึ่ง แต่ถ้าไม่ยอมเข้าเลย เดินทอดน่องชมอย่างอื่นจนเลยเวลาที่อนุญาตให้เข้าชมไปก็จะมีปัญหา เพราะมีเวลาระบุไว้ชัดเจนที่ตั๋ว ไม่สามารถใช้รอบอื่นได้ เท่ากับเสียเงินฟรี และภายในอามารี่นี้มีทั้งหมดสองชั้นค่ะ


ชั้นที่หนึ่งแสดงเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายอาพรอันสวยงาม ชุดที่เรายังจำได้ถึงตอนนี้คือชุดราตรียาวของผู้หญิง ซึ่งหางเสื้อยาวเหยียดไปหลายเมตร ตลกดีเพราะเราคิดว่า เวลาเดินไปไหน พื้นตรงนั้นก็คงจะสะอาดเป็นทาง เพราะได้รับการกวาดจนสะอาดเอื่ยมจากหางชุดราคาแพงระยัง

แต่จุดที่เราโปรดปรานมากที่สุดก็คือจุดแสดงรถม้าพระที่นั่ง ขอบอกว่าสวยอย่างเหลือเชื่อจริงๆ

ส่วนชั้นที่สองจะเป็นห้องแสดงเครื่องใช้ต่างๆ ตั่งแต่เครื่องใช้ทางศาสนาซึ่งเป็นศาสนาคริสต์ เครื่องใช้และเครื่องป้องกันการสงคราม เครื่องใช้บนโต๊ะอาหาร เครื่องประดับมากมาย และอื่นๆ

โดยสรุปโบคิดว่าถึงตั๋วเข้าชมห้องนี้จะแพง แต่ก็คุ้มค่าที่ได้เห็นของที่ถูกสร้างมาด้วยความวิจิตรปราณีตเช่นนั้น


โบสถ์ในเคลิมมีอยู่หลายโบสถ์ เลือกเข้าเอาสักสองที่ก็เพียงพอแล้ว แต่ด้วยความงกเกรงว่าจะไม่คุ้มค่าตั๋ว เราเลยเข้าให้ครบทุกที่ ซึ่งจริงๆแล้วด้านในก็ดูคล้ายกันไปหมด คือเป็นโบสถ์แบบออทอด็อกซ์ เคร่งครึ่มและสง่างาม มีจิตรกรรมฝาฝนังเป็นรูปทางศาสนา





Create Date : 13 มิถุนายน 2555
Last Update : 25 กรกฎาคม 2556 18:30:40 น.
Counter : 310 Pageviews.

0 comments
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

อย่าลังเล
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 7 คน [?]