Mygazine : เก็บทุกสิ่งที่สนใจ

เคล็ด(ไม่)ลับเกี่ยวกับการเลือกใช้กระเป๋า

"วรรณศิริ คงมั่น" ดีไซเนอร์ของ Viera by Regazze แบรนด์กระเป๋าสไตล์อิตาเลียนสัญชาติไทยที่มีตำนานมาอย่างยาวนาน และเป็นเจ้าของ BOYY แบรนด์กระเป๋าสุดเก๋ที่โดนใจแฟชั่นนิสต้าทั่วโลก โดยกระเป๋าของเธอวางขายอยู่ในห้างดังทั้งที่เมืองไทย ฮ่องกง รวมถึงในลอนดอน นิวยอร์ก โดยมีลูกค้าประจำระดับดาราฮอลลีวูด

ครั้งนี้เธอจะมาแนะนำการเลือกซื้อและการใช้ รวมไปถึงการเก็บรักษากระเป๋าให้สาวๆ ได้รู้กัน

1. อย่าเลือกใช้กระเป๋าตามเทรนด์ แต่ให้เลือกจากบุคลิกและการแต่งตัวของตัวเองจะดีกว่า เลือกตามสไตล์ที่เราชอบ ไม่ต้องเหมือนใคร ขอให้ถือแล้วมั่นใจ และอย่าให้กระเป๋าเด่นกว่าตัวเอง แต่ใช้วิธีเลือกกระเป๋าเป็นส่วนประกอบที่ทำให้ภาพรวมดูดีขึ้น ถือแล้วทำให้ชุดสวยขึ้น หรือทำให้คาแรกเตอร์ชัดขึ้น เสริมบุคลิก ทำให้กระเป๋าเข้ากับตัวเองได้อย่างลงตัว

2. เลือกกระเป๋าที่คิดว่าใช้ได้ทุกวัน ยิ่งถ้ากระเป๋าราคาแพง ต้องยิ่งใช้บ่อยให้มันคุ้มค่า อย่าซื้อกระเป๋าที่แพงแล้วก็เก็บไว้ ไม่กล้าใช้ กลัวเก่า กลัวโทรม กลายเป็นซื้อกระเป๋ามาขึ้นหิ้ง เพราะกระเป๋าหนังยิ่งใช้ ยิ่งเก่า ยิ่งสวย และจะสัมผัสได้ว่าเป็นของเราจริงๆ มิใช่เอี่ยมอ่องเหมือนเป็นกระเป๋าโชว์ขายที่ร้านอยู่ตลอดเวลา

3. ให้เก็บกระเป๋าในถุงผ้า วางในที่ที่มีอากาศถ่ายเท กระเป๋าจะได้ไม่ชื้น ไม่ขึ้นรา หนังไม่เสีย เพราะถ้าเกิดเป็นราฝังอยู่ในหนังจะไม่มีทางแก้ได้ ดังนั้น เวลาใช้เสร็จความทำความสะอาดให้ดีก่อนเก็บ และเวลาเก็บก็ควรหากระดาษยัดเพื่อไม่ให้กระเป๋าเสียทรง

4. ทุกครั้งที่คุณเปลี่ยนกระเป๋า มีโอกาสหลงลืมทิ้งเอกสารหรือบัตรต่างๆ ที่ต้องใช้ ทิ้งใว้ในกระเป๋าใบเก่า ดังนั้น ช่วงเปลี่ยนกระเป๋าแรกๆ ควรพกกระเป๋าใบเดิมติดรถเผื่อไว้ด้วย

สำหรับเทรนด์กระเป๋ารับซัมเมอร์นี้ วรรณศิริเล่าให้ฟังว่า "สีของแฟชั่นกระเป๋าซัมเมอร์นี้ น้ำเงิน และเขียว จะมาแรง รวมไปถึงโทนสีแนวพาสเทล อย่าง เบจ เขียวมะนาวอ่อนๆ เน้นสีที่เบาๆ สดใส แต่ไม่แรงจัด และกระเป๋าใบขนาดพอดีๆ ไม่ใหญ่หรือเล็กไป สามารถเลือกใช้ง่าย ใส่กับชุดอะไรก็ได้ ใช้ได้ทั้งกลางวันและกลางคืนจะเป็นที่นิยม เพราะไม่มีใครอยากเปลี่ยนกระเป๋าทุกวัน หรือเปลี่ยนกระเป๋าทุกครั้งที่จะไปงาน คนเลยมองหากระเป๋าที่ใช้ประโยชน์ได้หลากหลายวาระ

ส่วนอีกหนึ่งความน่าสนใจของแฟชั่นกระเป๋าในฤดูกาลนี้ คือ การเลือกใช้หนัง Exotic Skin หนังสไตล์ที่แตกต่างอย่าง หนังงูเหลือม หนังจระเข้ หนังปลากระเบน ซึ่งมักจะถูกเลือกใช้ทำเป็นรุ่นลิมิเต็ด เอดิชั่น เพราะหายากและราคาสูง มีความโดดเด่น ไม่เหมือนใคร ตรงกับเทรนด์แฟชั่นสมัยนี้ที่ทุกคนจะมองหาสิ่งที่แตกต่าง"

ได้เคล็ดลับจากกูรูขนาดนี้แล้ว สาวๆ ทั้งหลายคงได้แนวทางการเลือกซื้อกระเป๋าใบใหม่มาไว้ในครอบครองกันแล้วนะคะ

ขอบคุณบทความดีๆ : ผจก.ออนไลน์




 

Create Date : 04 พฤษภาคม 2553    
Last Update : 4 พฤษภาคม 2553 11:47:37 น.
Counter : 405 Pageviews.  

กลวิธีดับอารมณ์ ช่วยหญิงไม่อยากชอป

เมื่อย้อนกลับไปดูข้อมูลช่วงเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว ปกหน้าของเซคชั่น Fundamental เคยนำเสนอข้อมูลจุดอ่อนทางการเงินของผู้หญิง ซึ่งในเนื้อหามีการอธิบายถึงโรคเสพติดการชอปปิงอย่างรุนแรง พร้อมระบุว่า จุดอ่อนทางการเงินของฝ่ายหญิงสามารถเห็นได้ชัดเจนที่สุด คืออาการเป็นโรคเสพติดการชอปปิงอย่างรุนแรง ซึ่งเป็นภาษาจิตวิทยาเรียกว่า Compulsive Shopping Disorder หรือ CSD

โดยข้อมูลยังอ้างอิงถึงสถิติในสหรัฐ ซึ่งมีคนอเมริกันที่มีอาการของโรคข้างต้นประมาณ 8% ของประชากรโดยรวม โรคนี้ส่วนใหญ่ยังเกิดกับผู้หญิง และเกิดมากขึ้นในชุมชนกับสังคมหันมานิยมวัตถุ ที่สำคัญกว่านั้นโรค CSD เริ่มเป็นที่รู้จักและเป็นโรคเกิดขึ้นมาพร้อมกับกระแสทุนนิยมครอบงำโลก และเพิ่งเป็นที่รู้จักมากขึ้นของกลุ่มคนในประเทศแถบเอเชียรวมทั้งไทย

ดังนั้นเพื่อเป็นการป้องกันโรค CSD และเป็นการช่วยเจ้าของเงินคนไทยโดยเฉพาะคุณผู้หญิงทุกวัยทั้งในและต่างประเทศ ไม่ให้ใช้จ่ายฟุ่มเฟือยหรือเกินตัว ซึ่งเป็นการกันไว้ดีกว่าแก้ภายหลัง คอลัมน์นี้จึงอยากนำเสนอข้อมูลจากเรื่อง "13 วิธีง่ายๆ ช่วยผู้หญิงขจัดความรู้สึกอยากจ่าย" ของ คอร์ตินี มาร์ราซโซ จากเวบไซต์ เซฟวิ่งแอดไวซ์ ดอท คอม

โดยมาร์ราซโซยอมรับว่าข้อมูลส่วนหนึ่ง ดึงมาจากเวบไซต์เดอะ ซิมเพิล ดอลลาร์ เป็นเรื่องเกี่ยวกับการจัดการกับวันเลวร้าย โดยไม่ต้องจ่ายและเน้นไปที่การช่วยผู้ชายจ่ายน้อยลง ซึ่งข้อมูลจากเดอะ ซิมเพิล ดอลลาร์ เป็นการช่วยเติมเต็มข้อมูลที่มีอยู่ของมาร์ราซโซ ให้สามารถประยุกต์นำไปปรับใช้ได้ทั้งชายและหญิง

@"อาบน้ำขจัดความอยากจ่าย"

เป็นวิธีแรกที่ง่ายที่สุด ซึ่งมาร์ราซโซนำเสนอเป็นข้อแรก เพราะนอกจากจะช่วยผู้หญิงผ่อนคลายอารมณ์ในอ่างอาบน้ำ ที่เต็มไปด้วยน้ำอุ่นหรือน้ำเย็นชื่นใจดีต่อสุขภาพกายแล้ว การได้แช่น้ำนานยังเหมือนการช่วยดับไฟในใจที่ต้องการเดินดูของได้อีกด้วย

เพื่อจะได้ใช้เวลาได้นานขึ้นในการแช่อ่างอาบน้ำ มาร์ราซโซแนะนำให้หาอุปกรณ์และเครื่องประทินผิวไว้ใช้ในห้องน้ำ และถ้าจะให้เพลินกว่านี้อาจนำหมอนรองนอนใช้เฉพาะห้องน้ำไปใช้ก็จะยิ่งดี จะช่วยทำให้ใจอยากชอปปิงสงบลงได้

@"เล่นกับเด็กหรือสัตว์เลี้ยง"

มาร์ราซโซเชื่อว่าบางครั้งการเล่นกับเด็กๆ ซึ่งอาจเป็นลูกๆ หรือหลานๆ เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่น่าจะช่วยให้ผู้หญิงรู้สึกเพลิดเพลินจนลืมการชอปปิง ส่วนกลุ่มผู้หญิงที่ไม่มีเด็กหรือลูกหลานให้เล่นด้วย การเล่นกับสัตว์เลี้ยง จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งช่วยให้จิตใจหายเครียด และไม่คิดจะใช้จ่ายเงินซื้อของให้สิ้นเปลือง

การเล่นกับสัตว์เลี้ยง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสุนัข อาศัยการเคลื่อนไหวกระโดดโลดเต้น ให้สุนัขไล่งับหลอกล่อวิ่งไปวิ่งมา ถือเป็นกิจกรรมที่นอกจากจะช่วยให้เกิดเสียงหัวเราะ ความสนุกสนานผ่อนคลายอารมณ์ได้ดีแล้ว ยังจะช่วยให้คุณผู้หญิงทั้งหลายได้เคลื่อนไหวร่างกายให้รู้สึกเหนื่อยจนเลิกคิดที่จะออกไปเดินช้อปนอกบ้าน และถือเป็นการออกกำลังกายแบบง่ายๆ โดยไม่ต้องเสียเงินเข้าโรงยิมอีกด้วย

@"จัดห้องหรือตู้เสื้อผ้า"

ผู้หญิงส่วนใหญ่จะชอบให้ทุกอย่างภายในบ้านเป็นระเบียบเรียบร้อย จากนิสัยของเพศหญิงนี้ทำให้มาร์ราซโซได้ไอเดียแนะนำให้ใช้เวลาว่าง แทนที่จะช้อปเสียเงินก็ให้หันไปปัดกวาดจัดระเบียบข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็น หรือยังไม่จำเป็นต้องใช้ให้เข้าที่เข้าทางเสียใหม่

สำหรับมาร์ราซโซแล้ว การใช้เวลาไปกับการจัดเก็บข้าวของภายในบ้าน และของใช้ส่วนตัวให้เข้าที่ นอกจากจะได้งานกับความสะอาดเรียบร้อยแล้ว ยังช่วยทำให้เธอรู้สึกดี สบายตาและสบายใจ จิตสงบไม่ฟุ้งซ่านกับการอยากเดินเที่ยวจับจ่ายซื้อของ

นอกจากจะใช้เวลาว่างไปกับการปัดกวาด ทำความสะอาดภายในบ้านกับของใช้ส่วนตัวแล้ว มาร์ราซโซยังมีอีกทางเลือกหนึ่งให้ผู้หญิงที่อยากเป็นอดีตนักช้อป หากมีรถยนต์ใช้งานอยู่ เธอก็สามารถเบนความสนใจอยากช้อปไปทำความสะอาดภายในและภายนอกรถยนต์แทน วิธีนี้นอกจากจะช่วยให้รถยนต์สะอาดแล้ว ยังทำให้ผู้หญิงได้ออกกำลังกายไปด้วย

@"เดินเล่นในสวนสาธารณะ"

จากประสบการณ์ของมาร์ราซโซ เธอยอมรับว่าการอยู่ในบ้านนานเกินไป มักทำให้เกิดอาการของโรคเบื่อหน่ายได้ แต่แทนที่จะหาทางออกหรือผ่อนคลายอาการของโรคด้วยการชอปปิง มาร์ราซโซแนะนำให้สาวหันไปใช้เวลาเดินเล่นตามสวนสาธารณะแถวบ้าน นั่งชื่นชมและเพลิดเพลินกับวิวทิวทัศน์ สูดอากาศบริสุทธิ์จากธรรมชาติแทน

การเดินเล่นหรือออกกำลังในสวนสาธารณะ เป็นการหาสถานที่แวดล้อมสดชื่นเคลียร์จิตใจ ที่อาจกำลังวุ่นวายอยากช้อปใช้จ่ายเงิน แต่ถ้าอากาศไม่เป็นใจอย่างในต่างประเทศ อากาศส่วนใหญ่จะหนาวเย็น มาร์ราซโซแนะว่าผู้หญิงสามารถเลือกหาสถานที่พักผ่อนหย่อนใจในร่มอื่นๆ อย่างสโมสรแม่บ้านหรือสมาคมสตรีในรูปแบบใดแบบหนึ่งแทนก็ได้ ซึ่งดีกว่าการเดินเล่นในห้างสรรพสินค้า ที่มีสินค้ากับบริการยั่วใจให้ซื้อหรือลองใช้อย่างแน่นอน

@"ดูรายการทีวีบันเทิงสนุกสนาน"

มาร์ราซโซเล่าว่า กลวิธีหนึ่งที่ใช้ดับอารมณ์อยากช้อปส่วนตัวของเธอ คือการดูรายการทีวีที่ชื่นชอบ และแม้รายการนั้นจะเลิกออนแอร์ไปแล้ว แต่เธอก็ยังติดตามหาดีวีดีรายการที่ชอบนี้ไว้ดูอยู่เรื่อยๆ เพราะรายการทอล์คโชว์หรือเกมโชว์ที่ชื่นชอบ เหมือนยาช่วยให้มาร์ราซโซหัวเราะ ลืมคิดหรือนึกถึงการชอปปิงได้อย่างง่ายดาย

ดังนั้นสาวไทยทั่วไปอาจลองใช้เวลาว่างที่เคยเสียไปกับการชอปปิง ดูรายการบันเทิงหรือเกมโชว์สนุกสนานในรูปแบบเดียวกับมาร์ราซโซ เพราะวิธีนี้ไม่เสียสตางค์ ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันไม่ให้จ่ายเงินเกินความจำเป็นแล้ว ยังช่วยให้เจ้าของเงินใช้เวลาว่าง ดูแลสุขภาพด้วยการปรับสภาพอารมณ์กับจิตใจให้สดชื่นสดใส ส่งผลดีต่อการทำงานของหัวใจของคนเราด้วย

@"สานสัมพันธ์ส่งสารผ่านอีเมล"

หากเป็นคนชอบการท่องเน็ต หรือชอบนั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์ วิธีนี้น่าจะเป็นอีกทางหนึ่งที่ดีช่วยบรรเทาความอยากชอปปิง เพราะนอกจากจะได้ใช้ความชอบของตนเองให้เป็นประโยชน์แล้ว ยังช่วยผ่อนคลายแบ่งปันความรู้สึกกับเพื่อนฝูงหรือญาติมิตรผ่านทางอีเมล

ความพยายามสื่อสาร โต้ตอบกันผ่านอีเมล ช่วยให้ชีวิตสดใสมีเรื่องสนุกเข้ามาบันเทิงอารมณ์บ้าง และหากไม่สนุกกับการเขียนอีเมลหรือจดหมายส่งผ่านทางเน็ต คุณผู้หญิงทั้งหลายสามารถเข้าไปเลือกใช้บริการส่งอีการ์ดอวยพรญาติมิตรกับเพื่อนฝูงฟรีตามเวบไซต์ที่มีอยู่ทั่วไปในโลกอินเทอร์เน็ต ซึ่งมาร์ราซโซให้ข้อมูลด้วยว่าอีการ์ดที่เธอชื่นชอบเป็นพิเศษ เป็นรูปการ์ตูน 2 ตัวใน Hallmark คือ Hoops กับ Yoyo ในเวบไซต์ http://www.hoopsandyoyo.com .

@ "พึ่งช็อกโกแลตหรือขนมหวาน"

คำแนะนำข้อนี้เหมาะสำหรับหญิงสาว ไม่มีปัญหาสุขภาพกับน้ำหนักร่างกาย เพราะมาร์ราซโซต้องการให้ไอเดียนี้ช่วยดับอารมณ์อยากช้อปของสาวที่มีความพร้อมด้านสุขภาพ โดยอ้างอิงจากประสบการณ์ของตัวเองที่ว่า เมื่อใดเผชิญกับวันที่ไม่ดี ซึ่งวันไม่ดีก็มักเกิดกับผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย หากได้คุกกี้ช็อกโกแลตสดใหม่สักชิ้น หรือเค้กบราวนี่หวานมันอร่อยสักก้อน สามารถดับใจรุ่มร้อนอยากใช้เงินของเธอได้ดี

ขนมหวานหรือเค้กช่วยให้ใจผู้หญิงเย็นได้ จากการใช้วิทยาศาสตร์อธิบายว่า การเพิ่มน้ำตาลให้กับคนเราจากการรับเอาของหวานขนมเค้กช็อกโกแลตเข้าไปย่อย จะช่วยเพิ่มสารเอนดอร์ฟินส์ ทำให้รู้สึกสบายใจอารมณ์ดีเข้าไปด้วย อย่างไรก็ตามมาร์ราซโซให้กำลังใจสาวพยายามรักษาสุขภาพกับรูปร่างว่า หากกินแต่พอสมควรเพื่อดับความอยากชอปปิง ก็ไม่น่าจะมีผลกระทบมากนักต่อการควบคุมอาหาร และอาจออกกำลังกายเพิ่มขึ้นช่วยอีกหน่อย

@"ลองทำอาหารเมนูใหม่"

แทนที่จะระเห็จออกไปเดินตามพื้นที่ล่อใจให้จ่าย อย่างตลาดสด ตลาดเสื้อใกล้บ้าน หรือตามห้างสรรพสินค้าติดแอร์ชวนให้เดินนานๆ มาร์ราซโซแนะนำให้สาวๆ ลองเปิดดูตู้เย็นในบ้านดูก่อนว่า มีวัตถุดิบอะไรตุนหรือเก็บไว้บ้าง เพื่อลองใช้ลองทำอาหารรายการใหม่ๆ

เพราะการทำอาหารแปลกใหม่ เป็นอีกทางหนึ่งได้ใช้สมองกับความคิดไปกับการทำอาหาร การทำอาหารนอกจากจะช่วยให้สาวๆ ฝึกฝีมือ ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์แล้ว ยังเป็นอีกหนทางหนึ่งง่ายๆ ที่สาวๆ สามารถทำเซอร์ไพรส์ให้สมาชิกในครอบครัวลองชิมกัน แต่ที่สำคัญที่สุดสำหรับมาร์ราซโซแล้ว การลองทำเมนูอาหารใหม่ ช่วยเบี่ยงเบนความสนใจหรือความอยากเดินชอปปิงได้ดี

@"ทบทวนเป้าหมายการเงินเสมอ"

ไอเดียและวิธีดับอารมณ์สุดท้ายของมาร์ราซโซนี้ ไม่ได้แปลกใหม่หรือน่าตื่นเต้น เพราะอาศัยความรู้สึกจากเพื่อนชายที่ตั้งข้อสังเกตกับตัวเองว่า การเตือนตัวเองไม่ใช้จ่ายเงินมากมายเกินไป เพียงเพื่อช่วยให้ตัวเองรู้สึกดีขึ้น เป็นสิ่งที่ดีที่ควรจะทำ

แต่การเตือนตัวเองว่าจะทำอย่างไรนั้น เพื่อนชายของมาร์ราซโซให้ไอเดียง่ายๆ ทำได้ตลอดเวลา ด้วยการทบทวนตรวจดูเป้าหมายการเงินของตัวเอง และสิ่งต่างๆ ที่ต้องทำนับจากนี้ต่อไปในอนาคต ซึ่งจะทำให้เจ้าของเงินรู้สึกดีบนพื้นฐานข้อเท็จจริงที่ว่า ตนเองไม่ได้ใช้เงินไปกับสิ่งไม่มีความจำเป็น เพียงเพื่อให้อารมณ์กับความรู้สึกดีขึ้น

เคล็ดไม่ลับที่เพื่อนชายของมาร์ราซโซบอกไว้ คือหากการทบทวนเป้าหมายการเงินยังไม่ได้ผลคืบหน้ามากเท่าที่ควรเป็น สาวๆ ควรใช้วิธีการหักดิบสักหน่อย ด้วยการคุมเข้มระวังการใช้จ่ายเงินมากขึ้น โดยยกเหตุทั้งหลายทั้งปวงมาอ้างอิงว่า การใช้จ่ายเงินจะทำให้กระเป๋าเบาและการเงินแย่ลงอย่างไร หรือไม่ก็นั่งพูดทบทวนทุกวัน ตอกย้ำสาเหตุที่ทำให้ตนเองต้องการเปลี่ยนแปลง ไม่ให้ใช้จ่ายโดยไม่จำเป็น

ที่มา : BangkokBizNews




 

Create Date : 15 เมษายน 2553    
Last Update : 15 เมษายน 2553 0:04:50 น.
Counter : 200 Pageviews.  

วิธีแก้ผมร่วงโดยวิธีธรรมชาติด้วยตนเอง

1.นวดหนังศีรษะด้วยน้ำมันเอสเซนเชียล (essential oil) 2- 3 หยดหรือ น้ำมันพืชเช่น น้ำมันมะกอก นวดจนซึมเข้าสู่หนังศีรษะจนทั่ว ห่อด้วย พลาสติก หรือผ้าอุ่น ทิ้งไว้ประมาณ 1-2 ชั่วโมง แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่นเล็กน้อย และแชมพูอ่อน ปฏิบัติเป็นประจำ วิธีนี้จะช่วยให้รูขุมขนชุ่มชื่นขึ้น

2.ผสมน้ำแอปเปิ๊ล กับ ชาเขียว ล้างผมเป็นประจำ จะช่วยให้ผมเจริญขึ้นใหม่ได้ดีขึ้น

3.ผสมน้ำมันละหุ่งอุ่นเล็กน้อยและน้ำมันเมล็ดแอลมอนด์ นวดหนังศีรษะโดยทั่ว อาทิตย์ละ 1 ครั้ง

4.บดเมล็ดมะนาวกับพริกไทยดำผสมเข้าด้วยกันในขนาดเท่า ๆ กันในน้ำ ทาบริเวณหนังศีรษะเป็นประจำ

5.ทาหนังศีรษะบริเวณที่ล้าน ด้วยหัวหอม แล้วตามด้วยน้ำผึ้ง ทำวันละ 1 ครั้ง

6.นวดหนังศีรษะด้วยน้ำมันเมล็ดอัลมอนด์วันละ 1 ครั้ง ช่วยลดผมร่วง

7.นวดหนังศีรษะและผมด้วย น้ำมันมะพร้าวและอโลเวราเจล ทิ้งไว้ครึ่งชั่วโมงแล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่นเล็กน้อย ทำ 3 ครั้งต่อสัปดาห์

8.นวดหนังศีรษะและผมด้วยน้ำผึ้งผสมไข่แดงทิ้งไว้ประมาณครึ่งชั่วโมง แล้วล้างออก เพื่อป้องกันการหลุดร่วงของผม

9.รับประทานงาขาว 1 กำมือทุกวันตอนเช้า 1 กำมือของงาขาวจะมีแคลเซียมและแมกนีเซียม 1,200 มิลลิกรัม ช่วยเพิ่มสารอาหารของหนังศีรษะให้แข็งแรงขึ้น

10.นวดหนังศีรษะด้วยน้ำมันมะพร้าว ทุกวัน 10 -15 นาที ใช้น้ำต้มใบสะเดาทิ้งไว้ให้เย็น ช่วยในการล้างน้ำมันมะพร้าวออก

11.เพิ่มการรับประทานเนื้อสัตว์ ถั่ว (เพิ่มการรับประทานโปรตีน) โดยเฉพาะโปรตีนจากถั่วเหลืองหรือนมถั่วเหลืองถ้าสามารถกินได้วันละ 1/2 ลิตรได้ เส้นผมจะงอกใหม่เร็วมาก

12.รับประทานโยเกิร์ต 1 ถ้วยทุกวัน

13.เพิ่มอาหารพวกผักใบเขียว สลัด จมูกข้าวสาลี และธัญพืช

โปรดระลึกไว้ว่า : ผู้ที่มีปัญหาหนังศีรษะมันที่ยังไม่ได้รับการรักษาหรือควบคุมให้ดีก่อน การไปนวดกระตุ้นที่บริเวณหนังศีรษะ จะส่งผลร้ายมากกว่าผลดี

ที่มา : thaihaircenter.com




 

Create Date : 14 มกราคม 2553    
Last Update : 14 มกราคม 2553 13:46:40 น.
Counter : 1469 Pageviews.  

ช่วยสาวประหยัดเงิน เก็บเครื่องสำอางดีใช้ได้นาน

ระยะนี้คอลัมน์มีเนื้อเรื่องกับข้อมูลล้วนแต่เอาใจหญิงสาว และคราวนี้เช่นกันผู้ดูแลคอลัมน์ได้ท่องเน็ต ไปพบข้อมูลน่าสนใจใกล้ตัวคุณผู้หญิง เป็นเรื่องราวเกี่ยวข้องกับความสวยความงามและผลิตภัณฑ์ช่วยประทินโฉม ที่ผู้หญิงทั่วไปต้องใช้เป็นประจำทุกวัน โดย เคธี คอนนอลลี่ คอมลัมนิสต์ นิวส์วีค นิตยสารชั้นนำของสหรัฐ

เนื้อหาของคอนนอลลี่ใช้ชื่อเรื่องว่า "8 วิธีช่วยสาวมั่นใจผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางสะอาดใช้ได้ดี" เป็นการรวบรวมวิธีช่วยสาวไทยทั้งในและต่างประเทศ ไม่ต้องเผชิญกับผลเสียที่ตามมา จากการใช้หรือเก็บรักษาเครื่องสำอางกับผลิตภัณฑ์ประทินโฉมไม่ดี จนใช้ได้ไม่คุ้มและใช้ได้ไม่นานกับเม็ดเงินที่ต้องจ่ายไป และต้องเสียเงินซื้อหาของใหม่มาใช้แทน

คอนนอลลี่หยิบยกปัญหาในสหรัฐว่า ทุกวันนี้ความเสี่ยงเกิดจากการใช้ผลิตภัณฑ์ประทินโฉมไม่ได้ลดน้อยลงเลย ดังนั้นเพื่อป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น คอนนอลลี่จึงขอแนะนำกฎง่ายๆ 8 ข้อ ที่เธอเห็นว่าจะช่วยสร้างความมั่นใจได้ว่าสาวไทยสวยได้อย่างมีคุณภาพและปลอดภัย

"ไม่ใช้ร่วมหรือแบ่งใช้"

เป็นหนทางเข้มงวดและกฎเหล็กข้อแรก ที่คอนนอลลี่เตือนว่าการใช้เครื่องสำอางหรือผลิตภัณฑ์ประทินโฉมร่วมกับคนอื่น แม้จะเป็นเพื่อนสนิทมิตรสหาย หรือเป็นลูกค้าสนใจรายอื่นที่ร่วมใช้สินค้าทดลองก็ตาม เพราะการใช้ของร่วมกันเป็นหนทางง่ายที่สุดหนทางหนึ่ง ที่จะทำให้เชื้อแบคทีเรียแพร่กระจาย

สาวใดที่ไม่สนใจคำแนะนำหรือคำเตือนข้อนี้ ระวังเถอะว่าคุณอาจติดโรคจากเชื้อไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคที่คนไทยรู้จักกันว่า "สังคัง" ซึ่งนำไปสู่อาการระคายเคือง เจ็บและอักเสบของผิวหนัง กลายเป็นผิวที่ไม่น่ามอง และอาการเกิดขึ้นง่ายบริเวณริมฝีปาก หากใช้ลิปสติกเสื่อมคุณภาพหรือใช้ร่วมกันกับคนอื่นๆ ที่อาจมีเชื้อไวรัสก่อโรคซึ่งมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า

การใช้ผลิตภัณฑ์หรือเครื่องสำอางร่วมกัน ยังเพิ่มโอกาสกับความเสี่ยง ที่สาวๆ จะเกิดโรคริมฝีปากอักเสบ ควบคู่ไปกับโรคผิวหนังรอบปากอักเสบด้วย ผลิตภัณฑ์ใช้กับดวงตาและรอบดวงตา เป็นอีกส่วนพึงระวัง การใช้มาสคาร่าหรือผลิตภัณฑ์บำรุงรอบดวงตาร่วมกับคนอื่น อาจทำให้เกิดโรคเยื่อตาขาวอักเสบ หรือโรคตาแดง และขั้นร้ายสุดคือมีไรเกาะขนตา

หากสาวใดต้องการลองใช้เครื่องสำอางตามร้านค้าหรือห้างสรรพสินค้าทั่วไป ขอให้แน่ใจเสียก่อนว่า ต้องเป็นสินค้าทดลองใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง หรือหากต้องใช้อุปกรณ์กับผลิตภัณฑ์ร่วมกับคนอื่น ลองขอให้พนักงานช่วยทำความสะอาด หรือใช้แอลกอฮอล์ฆ่าเชื้อโรคให้ดี ก่อนจะนำมาใช้จริงบนใบหน้าตนเอง

"ทิ้งเครื่องสำอางเก่าไม่ใช้แล้ว"

สาวไหนที่มีผลิตภัณฑ์กับเครื่องสำอางเก่า หรือผลิตภัณฑ์กับเครื่องสำอางใช้ไปแค่ครึ่งเดียวแต่ทิ้งไว้นานแล้ว อย่าคิดเสียดายให้ทิ้งทันที เพราะอายุผลิตภัณฑ์ยิ่งนาน สารที่ใช้ป้องกันการเสื่อมสภาพก็จะยิ่งมีประสิทธิภาพน้อยลง

ดร.แองเจลา บาวเวอร์ส แพทย์เชี่ยวชาญโรคผิวหนังจาก Baylor Regional Medical Center ให้ข้อมูลว่า ผู้หญิงอาจเป็นโรคผิวหนังอักเสบรอบปาก เพราะการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตนานแล้ว อาการของโรคเห็นได้ชัดคือเกิดผิวนูนสีแดงเหมือนสิวตามผิว ดังนั้นเพื่อให้ผลิตภัณฑ์ใช้ได้นานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ขอให้สาวๆ แน่ใจว่าได้อ่านฉลากรู้วันหมดอายุกับวิธีเก็บรักษาแล้ว

ตามปกติแล้วผลิตภัณฑ์กับเครื่องสำอาง ควรเก็บไว้ในสถานที่เย็น ซึ่งเป็นสภาพอากาศที่ไม่ทำให้ประสิทธิภาพในการใช้งานเปลี่ยนแปลงไป ดร.บาวเวอร์สเตือนว่าการเก็บรักษาปล่อยเครื่องสำอางทิ้งไว้ในรถยนต์โดยเฉพาะในฤดูร้อน อาจเป็นสาเหตุทำให้ผลิตภัณฑ์เสื่อมคุณภาพได้เร็วขึ้น

หากสาวๆ ยังกังวลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์หรือเครื่องสำอางตัวใดตัวหนึ่ง ขอให้ทดลองอย่างง่ายๆ ด้วยการดมกลิ่นก่อน โดย จอห์น ไบลีย์ รองประธานบริหารจาก Cosmetic, Toiletry and Fragrance Association (CFTA) แนะนำว่า ถ้าสังเกตเห็นสีกับความเข้มข้นของผลิตภัณฑ์หรือเครื่องสำอางเปลี่ยนแปลงไป มีกลิ่นไม่เหมือนเดิม ความผิดปกติเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณบอกได้ว่า สาวทั้งหลายต้องไม่ใช้ผลิตภัณฑ์กับเครื่องสำอางชิ้นนั้นๆ อีกต่อไป

"หมั่นเปลี่ยนอุปกรณ์ใช้ทาผิว"

คอนนอลลี่เตือนว่าสาวใดที่ดวงตาแพ้หรือติดเชื้อง่าย ขอให้จดจำไว้เสมอต้องขยันเปลี่ยนอุปกรณ์ที่ใช้หรือเกี่ยวข้องกับดวงตาบ่อยครั้ง และยิ่งถ้าตามีอาการแย่หรือติดเชื้ออยู่ขอให้หยุดใช้ก่อน และให้สงสัยก่อนเลยว่า อุปกรณ์ที่ใช้เกี่ยวข้องกับดวงตาอาจมีเชื้อแบคทีเรียอยู่ และมีโอกาสที่จะติดเชื้อที่ดวงตาจากความไม่รู้ของตนเองได้

ทั้งนี้ผู้เชี่ยวชาญให้ข้อมูลกับคอนนอลลี่ ช่วยเตือนสาวๆ ว่าควรใช้อุปกรณ์แบบทาอย่างก้านสำลี แปรงปัดหรือฟองน้ำ แทนที่จะใช้นิ้วมือ เพื่อสดความเสี่ยงทำให้ผลิตภัณฑ์กับเครื่องสำอางปนเปื้อนเชื้อโรคที่มาจากเชื้อแบคทีเรียตามผิวหนัง ซึ่ง ดร.บาวเวอร์สแนะนำให้ทำความสะอาดหรือเปลี่ยนฟองน้ำสัปดาห์ละครั้ง

"ทุกๆ ครั้งที่สาวๆ ใช้ฟองน้ำ จะทำให้เซลล์ผิวหนังตายแล้วติดอยู่ และกลายเป็นแหล่งทำให้เชื้อแบคทีเรียเจริญเติบโต ด้วยเหตุนี้ทำให้สาวๆ กลายเป็นสาวใบหน้าเต็มไปด้วยสิวได้ ดังนั้นควรขยันล้างทำความสะอาดแปรงปัดแก้มเดือนละครั้ง ทำความสะอาดขจัดความมันกับแบคทีเรียออกจากแปรง และใช้สบู่อ่อนหรือแชมพูเด็กทำความสะอาด" ดร.บาวเวอร์สแนะนำ

"ไม่ใช้น้ำหรือน้ำลายกับอุปกรณ์"

ผู้หญิงหลายคนชอบอาศัยน้ำลาย ทำให้อุปกรณ์เสริมสวยเปียกก่อนใช้กับผลิตภัณฑ์และเครื่องสำอาง ซึ่งวิธีนี้ไม่น่าจะส่งผลเสียหรืออันตรายได้ แต่คอนนอลลี่ได้ความรู้จากผู้เชี่ยวชาญมาเตือนสาวๆ ว่า อย่าคิดทำและต้องไม่ทำเช่นนี้

เพราะภายในปากคนเราเต็มไปด้วยแบคทีเรียนานาชนิด ซึ่งไม่เป็นอันตรายหรือส่งผลเสียต่อปาก แต่แบคทีเรียเหล่านี้กลับไม่ดีต่อดวงตาของคนเรา ยิ่งใช้น้ำแทนน้ำลายก็ไม่ได้ทำให้ดีขึ้น ในเมื่อน้ำสามารถทำให้สารใช้กันเสียของผลิตภัณฑ์หรือเครื่องสำอางนั้นๆ เสื่อมคุณภาพลงได้ และเป็นตัวนำเชื้อโรคหรือจุลชีพให้เติบโตอาศัยอยู่ในเครื่องสำอางได้ จนกลายเป็นสาเหตุของการอักเสบติดเชื้อผิวหนัง

“อย่าใช้ในรถยนต์”

ไบลีย์ รองประธานบริหาร CFTA กล่าวว่า เวลาที่คอนนอลลี่มองเห็นผู้หญิงทั่วไปขับรถไปด้วย และแต่งหน้าในรถยนต์ ทำให้เขาค่อนข้างกังวลใจ ด้วยความคิดอยากเตือนให้ระวังดวงตา ซึ่งเป็นอวัยวะเปราะบาง และรักษาดูแลไม่ได้ง่ายๆ ความประมาทเลินเล่ออาจทำให้สาวเผลอใช้แปรงปัดตาถูกกระจกหรือนัยน์ตาเป็นแผลถลอก

ในกรณีข้างต้นดวงตาจึงอ่อนไหวต่อการติดเชื้อขั้นรุนแรง รวมถึงการติดเชื้อแบคทีเรียสเตฟฟีโลคอกคัส ซึ่งอาจนำไปสู่ความเสียหายแบบถาวร หรืออาจทำให้ตาบอดได้ ไบลีย์เห็นด้วยว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นได้ยาก แต่ที่ผ่านมาอันตรายในลักษณะนี้เคยมีหรือปรากฏมาแล้ว

"ปิดฝาผลิตภัณฑ์ให้แน่น"

ผลิตภัณฑ์หรือเครื่องสำอางส่วนใหญ่มีส่วนผสมของสารกันเสีย ที่ช่วยขจัดแบคทีเรียและช่วยยืดอายุการใช้งาน แต่ถ้าผลิตภัณฑ์นั้นเปิดทิ้งรับสภาพอากาศภายนอก ผลิตภัณฑ์จะเสี่ยงต่อการรับเชื้อโรคประเภทจุลชีพ ซึ่งทำให้ประสิทธิภาพของสารกันเสียลดลง

การเปิดฝาบรรจุผลิตภัณฑ์หรือเครื่องสำอาง ยังเสี่ยงต่อการเปิดรับแบคทีเรีย ซึ่งสารกันเสียที่มีอยู่ในผลิตภัณฑ์นั้นไม่สามารถขจัดหรือป้องกันได้ ยิ่งฝาปิดของผลิตภัณฑ์นั้นเปิดไว้นานเท่าใด ก็จะยิ่งทำให้มีเชื้อโรคมากมายหลายชนิดสามารถเข้าไปอาศัยอยู่ได้มากเท่านั้น ดังนั้นไบลีย์ย้ำว่าสาวต้องไม่ลืมที่จะปิดฝาบรรจุภัณฑ์เครื่องสำอางต่างๆ ให้แน่น

"ระวังเมื่อผิวแพ้ง่ายเป็นพิเศษ"

ดร.บาวเวอร์สให้ข้อคิดพึงระวังนี้ว่า การให้ข้อมูลหรือระบุว่าผลิตภัณฑ์กับเครื่องสำอางนั้นๆ ใช้ส่วนผสมเป็นธรรมชาติปราศจากสารเคมี และดีเหมาะกับสภาพผิวของสาวๆ ที่มีผิวแพ้ง่าย อาจดีสำหรับสาวที่ไม่ชอบใช้ผลิตภัณฑ์กับเครื่องสำอางที่มีสารเคมีมากเกินไป แต่ผลเสียจากข้อดีนี้มีอยู่

"สาวๆ ที่ใช้ผลิตภัณฑ์เหมาะสมกับผู้หญิงที่มีผิวแพ้ง่าย บางครั้งคิดว่าตนเองปลอดภัยกว่าสาวๆ ที่ใช้ผลิตภัณฑ์กับเครื่องสำอางทั่วไป แต่ผลิตภัณฑ์กับเครื่องสำอางสำหรับผิวแพ้ง่าย ไม่ได้ใส่สารขจัดหรือป้องกันเชื้อโรคที่มีประสิทธิภาพสูง ซึ่งใส่เอาไว้ในผลิตภัณฑ์หรือเครื่องสำอางที่ผู้หญิงส่วนใหญ่ทั่วไปใช้กัน" ดร.บาวเวอร์สอธิบาย

"ชำระล้างผิวสะอาดที่สุดก่อนนอน"

คอนนอลลี่ฝากคำแนะนำข้อสุดท้ายนี้ว่า ก่อนที่สาวๆ จะเข้านอน อย่าขี้เกียจหรือละเลยทำความสะอาดผิวหนัง โดยเฉพาะใบหน้าและขนตาให้สะอาดมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ซึ่งความสะอาดเหมือนกับช่วยให้อวัยวะของตัวเองได้พักผ่อนเต็มที่ด้วย

หากสาวๆ ปล่อยให้มาสคาร่าติดขนตาตลอดคืน มาสคาร่าอาจแห้งและแตกเข้าตา จนกลายเป็นสาเหตุให้เกิดโรคคันที่ผิวหนังรอบดวงตาและเกิดอาการตาแดงได้ ดังนั้นการเช็ดทำความสะอาดใบหน้าและส่วนต่างๆ ของร่างกายที่ใช้ผลิตภัณฑ์กับเครื่องสำอางให้หมดจดก่อนนอน ต้องทำเป็นประจำให้ติดเป็นนิสัย

ที่มา : BangkokBizNews




 

Create Date : 14 มกราคม 2553    
Last Update : 14 มกราคม 2553 13:41:37 น.
Counter : 222 Pageviews.  

เมื่อไรจึงจะเรียกว่าอ้วน

ต้องมีน้ำหนักตัวเท่าไร ต้องมีไขมันแค่ไหน พุงต้องโตแค่ไหน ถ้าเริ่มจากศูนย์ วิธีที่ดีที่สุดคือ ดูพุงตัวเอง! ถ้ามีพุงก็ถือได้แล้วว่าอ้วน!

ยกตัวอย่างเช่นผม ผมหนัก 80 กิโลกรัม (แต่ในเดือนนี้ต้องเดินทางบ่อย ไปออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ สิงคโปร์ อังกฤษ ฟินแลนด์ แคนาดา กินไม่หยุด ไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย น้ำหนักเลยปาเข้าไป 83 กิโลกรัม! ที่กินไม่หยุดเพราะไม่แน่ใจว่ามื้อต่อไปจะมีให้กิน หรือกินได้หรือไม่!) ผมอ้วนแล้วหรือยัง เราคงไม่ได้ดูน้ำหนักตัวอย่างเดียว โดยสากลนิยมเราต้องดูส่วนสูงของเราด้วย ผมสูง 178 เซนติเมตร

ผู้เชี่ยวชาญของโลกคิดวิธีคำนวณว่าอ้วนหรือไม่ด้วยการหาดัชนีมวลกายหรือ body mass index หรือ BMI คือ น้ำหนักตัวเป็นกิโลกรัมหารด้วยความสูงเป็นเมตรกำลังสอง BMI ของผมคือ 80 หาร 1.782 ซึ่งออกมาเป็น 25.25 องค์การอนามัยโลกให้ค่าปกติอยู่ระหว่าง 18.5-24.9 แต่เนื่องจากคนเอเชียมีโครงสร้างผอมบาง เล็ก องค์การอนามัยโลกจึงให้ชาวเอเชียมี BMI ไม่เกิน 23 จากนี้จะเห็นได้ว่า BMI ของผมสูงไปไม่ว่าจะคิดสำหรับชาวเอเชีย หรือชาวฝรั่ง!

แต่ดู BMI อย่างเดียวไม่ได้เสมอไป บางคนมี BMI สูง แต่เป็นกล้ามเนื้อทั้งนั้น ไขมันไม่มีเลย ฉะนั้นการดู BMI จึงเป็นการดูแบบคร่าวๆ ต้องดูส่วนประกอบอื่นด้วย เช่น ดูพุงตัวเอง ปกติแล้วคนเราต้องมีพุงที่เล็กกว่าสะโพก ใครมีพุงใหญ่กว่าสะโพกก็ถือว่าอ้วนมากแล้ว โดยทั่วไปไม่น่าที่จะมีพุงใหญ่กว่า 36 นิ้ว

โดยสรุปถ้าไม่มีที่ชั่งน้ำหนัก ไม่มีที่วัดส่วนสูง ดูพุงตัวเองก็พอแล้ว ถ้าพุงใหญ่เกินไปก็ถือว่าอ้วนมากแล้ว! ถึงแม้ว่าที่แขน ขา สะโพกอาจไม่อ้วน ทั้งนี้ความอ้วนหรือไขมันที่พุงจะมีความหมายเกี่ยวกับโรคภัยไข้เจ็บมากกว่าไขมันที่อื่น เช่น ถ้าอ้วนที่พุงจะมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบและอุดตัน และโรคเบาหวาน (ชนิดที่ 2)

แต่ประเด็นคือ ต้องยอมรับตัวเองว่าพุงใหญ่หรือไม่? ถ้าอ้วนหรือมี BMI สูงเกินไป จะมีความหมายอย่างไร? ปัจจุบันนี้เป็นที่ยอมรับแล้วว่าถ้าอ้วนเกินไปจะมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคต่างๆ มากมาย ตั้งแต่โรคความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดหัวใจตีบและอุดตัน โรคเบาหวาน โรคไขมันในเลือดสูง โรคกระดูกเสื่อม โรคกรนและหยุดหายใจซึ่งจะมีภาวะแทรกซ้อนมากมายตามมา แม้แต่โรคมะเร็งโดยเฉพาะโรคมะเร็งเต้านมและลำไส้ใหญ่ และยังมีโรคอื่นๆ อีกมากมาย

ทำไมจึงอ้วน? คำตอบที่ง่ายคือ ผู้ที่อ้วนรับประทานอาหารมากกว่าที่จำเป็น มากกว่าที่ร่างกายจะใช้ อาจจะเป็นอดีตหรือปัจจุบัน อันนี้หมายความว่า ในขณะนี้รับประทานไม่มากกว่าที่ร่างกายใช้ แต่ยังอ้วนอยู่เพราะในอดีตรับประทานมากไป

ในการดำรงชีวิตของมนุษย์ มนุษย์ต้องการพลังงานเพื่อความอยู่รอด ถึงแม้เราจะนอนหลับหรือนั่งเฉยๆ ร่างกายก็ต้องใช้พลังงานในการดำรงชีวิตอยู่ หรือที่เรียกว่า basic metabolism เพื่อการหายใจ เพื่อให้หัวใจเต้น การใช้พลังงานประการที่ 2 คือการเคลื่อนไหวประจำวัน ฯลฯ และประการที่ 3 คือการออกกำลังกาย โดยสรุปพอพูดได้ว่าผู้ที่อ้วน คือผู้ที่ได้รับพลังงานเข้าไปในร่างกายมากกว่าที่ร่างกายจะใช้ อาหารที่ให้พลังงานมาจาก 3 แหล่งคือ ไขมัน แป้ง และโปรตีน เท่านั้นคือ 9, 4 และ 4 กิโลแคลอรีต่อหนึ่งกรัมตามลำดับ ส่วนวิตามิน เกลือแร่ และน้ำมีความสำคัญต่อชีวิตเป็นอย่างยิ่ง แต่ไม่มีแคลอรีหรือให้พลังงานเลย

ถ้าจะลดน้ำหนักจะต้องคุมอาหารและออกกำลังกาย จะต้องรับประทานน้อยกว่าที่ใช้ การคุมอาหารอย่างเดียวหรือออกกำลังกายอย่างเดียวจะได้ผลยาก โดยเฉพาะถ้าออกกำลังกายอย่างเดียวถึงแม้จะออกกำลังกายมาก แต่ถ้ารับประทานมากกว่าที่ใช้ก็จะยังลดน้ำหนักไม่ได้อยู่ดี ไม่ควรอย่างยิ่งที่จะไม่รับประทานอาหารเลย เพราะจะทำให้ร่างกายสูญเสียไขมันและกล้ามเนื้อ แต่ถ้าคุมอาหารอย่างเดียวโดยไม่ออกกำลังกายจะลดน้ำหนักได้ช้าและน้ำหนักที่ลดอาจเป็นกล้ามเนื้อ หลักการของการลดน้ำหนักคือต้องลดไขมันไม่ใช่กล้ามเนื้อ!

ในปัจจุบันโรคอ้วนเป็นโรคที่พบได้มากขึ้นเรื่อยๆ ในทุกประเทศ โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา ฉะนั้นจึงเกิดธุรกิจขึ้นมากมายสำหรับการลดน้ำหนัก ผมเองมีความเห็นว่าถ้าใครที่อยากลดน้ำหนัก หากมีความรู้และมีวินัย ใจเย็นๆ ค่อยๆ ลดไป ก็จะประสบความสำเร็จโดยไม่ต้องไปเสียเงินเสียทองเข้าคอร์สลดน้ำหนักที่ไหน บางแห่งคิดเงินแพงมากเพื่อให้ไปอดอาหารเท่านั้น

วิธีคุมอาหารเพื่อการลดน้ำหนักที่ดี คือ การรับประทานหนักไปทางพืชผักผลไม้ที่เขียวและแข็ง ปลา (ยกเว้นไข่ปลา) ไก่ที่ไม่มีหนัง และรับประทานข้าวได้บ้าง ถ้าหิวให้รับประทานผักมากๆ ข้าวให้น้อยที่สุด พยายามหลีกเลี่ยงมันสัตว์ เครื่องใน ไข่แดง กะทิ น้ำตาล น้ำหวาน ของหวาน

ควรมีเทคนิคในการรับประทาน เช่น ควรทราบว่ากว่าร่างกายจะรู้ว่าอิ่มจะต้องใช้เวลา 20 นาที ฉะนั้นค่อยๆ รับประทาน อาจเริ่มด้วยการรับประทานซุปผัก ตามด้วยสลัด ปลา และข้าวบ้าง ถ้าหิวให้รับประทานผักมากๆ ค่อยๆ เคี้ยว พูดไปคุยไปด้วยจะได้รับประทานได้ไม่มากใน 20 นาที

นอกจากนั้นควรแบ่งอาหารที่รับประทานทั้งวันออกเป็น 3 มื้อ แทนที่จะรับประทาน 1-2 มื้อต่อวัน เพราะในการรับประทานอาหารแต่ละครั้งจะต้องใช้พลังงาน แต่ประเด็นอยู่ที่ว่าปริมาณพลังงานที่รับประทานต่อวันต้องเท่ากัน แต่แบ่งออกเป็น 3-4 มื้อแทนที่จะรับประทาน 1-2 ครั้งต่อวันเท่านั้น

สำหรับการออกกำลังกาย ควรเป็นการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ ซึ่งก็คือการใช้กล้ามเนื้อกลุ่มใหญ่ เช่น แขน หรือขา อย่างต่อเนื่องและนานพอ คืออย่างน้อย 20 นาที หนักพอ คือ ต้องออกกำลังกายให้หัวใจเต้นประมาณ 70% ของความสามารถสูงสุดที่หัวใจจะเต้นได้หรือ maximal heart rate, MRI คือ 220 - อายุ (ปี) แต่ในทางปฏิบัติไม่ต้องไปวัดชีพจรเพราะวัดได้ยาก แต่ควรออกกำลังกายให้เหนื่อยหอบเล็กน้อย แต่ยังพอพูดได้ และควรออกกำลังกายอย่างน้อย 3 ครั้งต่อสัปดาห์ ถ้าดูจากหลักการของการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพที่ว่านานพอ หนักพอ ก็คงคิดเองได้ว่าชนิดของการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ คือ การเดินเร็ว วิ่ง ว่ายน้ำ ถีบจักรยาน กระโดดเชือก หรือเต้นแอโรบิค แต่จริงๆ แล้วเป็นการออกกำลังกายอะไรก็ได้ที่ทำได้นานพอ หนักพอ บ่อยครั้งพอ!

การออกกำลังกายที่สะดวกที่สุด ง่ายที่สุด ใครจะทำก็ได้ คือการเดิน ผู้ที่อ้วน สูงอายุ หรือเข่า ข้อเท้าไม่ดี วิธีออกกำลังกายอันดับแรกก็คือว่ายน้ำ สองคือการถีบจักรยาน เมื่อน้ำหนักลดลงพอแล้วจึงอาจวิ่งได้
ถ้าจะให้ดีที่สุดคือเปลี่ยนวิธีการออกกำลังกายไปเรื่อยๆ เพื่อป้องกันการบาดเจ็บ เช่น ว่ายน้ำ1 วัน วิ่ง 1 วัน จักรยาน 1 วัน แต่การว่ายน้ำและถีบจักรยานไม่ช่วยให้ร่างกายสร้างกระดูก ฉะนั้นถ้าเป็นไปได้ควรเดินหรือวิ่งบ้าง โดยเฉพาะสุภาพสตรี เนื่องจากสุภาพสตรีจะมีมวลกระดูกน้อยกว่าผู้ชาย ถ้ากระดูกมีน้อยไปจะทำให้เป็นโรคกระดูกบาง พรุน และอาจทำให้หักได้ง่าย

สำหรับคนที่คิดว่าตัวเองควรลดน้ำหนัก อย่าลืมว่าการลดน้ำหนักควรลดเพียงครึ่งกิโลกรัมต่อสัปดาห์เท่านั้น วิธีดีที่สุดคือ ดูแลตนเองไม่ให้อ้วน ดีกว่าอ้วนแล้วจึงพยายามลดน้ำหนักครับ!

เรื่อง: รศ.นพ.พินิจ กุลละวณิชย์
ที่มาข้อมูล : นิตยสาร Health Today




 

Create Date : 05 ธันวาคม 2552    
Last Update : 5 ธันวาคม 2552 11:34:44 น.
Counter : 174 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  

Never be Afraid to Dream
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]









หมายเหตุ :
1. ขอขอบคุณเจ้าของโค้ด รูป และของแต่งบล็อกที่รวมกันเป็นบล็อกนี้ทุกท่านและขออภัยที่ไม่สามารถเอ่ยชื่อได้ เนื่องจาก จขบ.เซฟมาเยอะจนไม่สามารถจำได้ว่าเอามาจากบล็อกของท่านใดบ้าง

2. ขอขอบคุณไว้ล่วงหน้า ณ ที่นี้ สำหรับทุกท่านที่แวะมาเยี่ยม มาแสดงความเห็นค่ะ และขออภัยหากไม่ได้กลับไปเยี่ยม
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add Never be Afraid to Dream's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.