The wall is just the wall. It can't be taller than heaven.
Group Blog
 
All blogs
 

บทที่0 : บทนำ


เอียน แมกเคลน ยืนกอดอกอยู่ริมหน้าต่างบานโตที่ประตูบานไม้โอ๊คเปิดอ้า ตัวกำแพงและขอบหน้าต่างก่อด้วยอิฐสีแดงคล้ำ หลับตาพริ้มรับลมเย็นยะเยือกยามค่ำคืนที่พัดเข้ามาเป็นระลอกจนผิวกายเขาเย็นเฉียบ เงี่ยหูฟังเสียงต้นสนที่ลดหลั่นเบื้องนอกเสียดสีกันแกรกกราก
ภายในห้องนั้นโลมเลียไปด้วยแสงอบอุ่นสั่นไหวของเตาผิงที่ลุกโชน บนพื้นปูด้วยพรมสีแดงเข้มเก่าแก่ตลอดทั้งห้อง บนผนังมีรูปหลายรูปจากประตูตลอดทางเดินยาวถึงโต๊ะทำงานกว้างขวาง ทั้งรูปวาดชายห้าคนในชุดคลุมยาวสีน้ำตาลถือไม้เท้าชูไม้ชูมืออยู่ในรูปหนึ่ง และรูปแม่มดสาวในชุดขาวพลิ้วไหวกำลังเต้นรำในทุงหญ้าอีกรูปหนึ่ง และรูปโปรดของเอียน ที่อยู่ใกล้โต๊ะทำงานที่สุด คือรูปอัศวินในชุดเสื้อเกราะและเสื้อคลุมสีดำล้วน อยู่บนหลังม้าสีดำสนิท ข้างหลังเป็นสายฟ้าผ่า เขากำลังยกดาบรูปร่างคล้ายกริชอันใหญ่และแหลมขึ้นบนท้องฟ้าอย่างฮึกเหิม
บนโต๊ะทำงานกว้างจนเกือบจะเต็มความกว้างห้องถูกวางระเกะระกะด้วยเอกสาร โคมไฟอ่านหนังสือรูปดอกลิลลี่ทับอยู่บนข่าวการเมืองที่ตัดมาจากหนังสือพิมพ์ “เวนโดเกียทูเดย์” (ชายแดนยังอันตราย มีคนพบเห็นแบล็คโค้ท ชาวบ้านแตกตื่นทำงานไม่ได้ รัฐมนตรีกลาโหมเร่งส่งนักเวทย์แปดสิบนายป้องกันพื้นที่รอยต่อ อ่านต่อหน้า 5) นาฬิกาทรายรูปร่างแปลกตา แทนที่จะเป็นขวดแก้วขอดกลางกลับเป็นหลอดแก้วรูปสปริง ภายในบรรจุทรายสีเงินระยิบระยับกำลังตกลงมาอย่างเชื่องช้า และหนังสือ “อาชทาเรียแผ่นดินเรา” เปิดกางอยู่ที่หน้า “เวนโดเกีย: ความสมดุลระหว่างนวัตกรรมเวทย์มนต์และธรรมชาติ” ก่อนลมเย็นจะพัดพลิกหน้าหนังสือไปอีกหลายสิบหน้าที่หัวข้อ “แหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียง” พร้อมรูปประกอบเป็นรูปทุ่งดอกไม้สีเหลืองและส้มอร่ามสุดลูกหูลูกตาท่ามกลางแสงแดดส่องประกาย มีเอกสารกระจัดกระจายอยู่อีกจำนวนถูกวางทับด้วยป้ายชื่อสีทองสลักว่า ”เอียน แมคเคลน ประธานาธิบดี”
เอียนลืมตาขึ้นเป็นครั้งแรก ตาของเขาเป็นสีฟ้าจัดอย่างน้ำทะเลผมสีน้ำตาลแซมหงอกขาว ปรกใบหน้าผอมกะหร่องและซีดเซียวเบ้าตาลึกโบ๋ แขนขาเขาเก้งก้างอยู่ใต้เสื้อคลุมน้ำตาลแก่ รองเท้าสีดำมันปลาบโผล่ออกมาดูไม่เหมาะอย่างยิ่ง เขาหันตัวจากหน้าต่างทิ้งตัวลงบนเก้าอี้ทำงานใหญ่โตบุหนังสีน้ำเงิน ยกกระดาษเอกสารแผ่นหนึ่งขึ้นดูด้วยสายตาจริงจัง ก่อนจะเงยหน้าข้นพูดด้วยเสียงทุ้มผิดกับรูปร่างก้องกังวานไปทั้งห้อง
“เพนนี เข้ามานี่หน่อย”
ครู่เดียวหญิงสาวผมยาวสลวยสีดำสนิทรวบตึงในชุดกระโปรงสีน้ำตาลเข้ม รองเท้าหุ้มส้นสีเดียวกับชุด ก็โผล่เข้ามาทางประตูบานใหญ่ด้วยอาการนอบน้อมแต่ไว้ท่า เธอขยับแว่นกรอบเหลี่ยมเล็กน้อยก่อนจะค้อมหัวรอฟังคำสั่งอยู่หน้าประตู
เอียนเลิกคิ้วมองเลขาสาว “เพนนี คุณมีเครื่องแบบอย่างนี้กี่ชุด?”
เพนนี ขยับแว่นอย่างไว้ท่าอีกครั้ง สีหน้าไม่แสดงอารมณ์ใดๆ
“ท่านประธานาธิบดีคะ ถ้าท่านจะเรียกดิฉันมาเพื่อถามเรื่องส่วนตัวล่ะก็....”
“เอาเถอะ” เอียนโบกมือพลางหัวเราะ “ ผมนัดรัฐมนตรีเดอคอต ไว้เช้านี้ ช่วยโทรตามให้หน่อย คนที่มาก่อนเวลาเสมออย่างเขาป่านนี้ยังไม่โผล่มันผิดปกติ”
“จะติดต่อให้เดี๋ยวนี้ค่ะ”
แล้วร่างระหงในชุดทางการก็ลับหายไป เพียงครู่เดียว ไฟเตาผิงในห้องประธานาธิบดีก็ลุกโชนเป็นสีน้ำเงิน พร้อมๆกับเสียงแหบห้าวของชายผู้หนึ่งดังออกมาจากเปลวไฟ
“ขออนุญาติครับท่าน ผม ลุค เดอคอต ขอใช้วิธีเฉพาะเดินทางไปพบท่านครับเป็นกรณีพิเศษครับ”
“อนุญาติเป็นกรณีพิเศษ” เอียนกล่าวพลางโบกมือวูบหนึ่ง ไฟในเตาผิงกลับเป็นสีเขียวสว่าง ร่างใหญ่โตมหึมาของชายผิวดำหัวล้านเลี่ยนได้รูปในเสื้อคลุมขนสัตย์และรองเท้าบู้ทปรากฏขึ้นท่ามกลางกองไฟ เขาก้าวยาวเข้ามาในห้องนั้นพร้อมๆกับไฟลุกโชนกลับเป็นสีนวลตาเช่นเดิม ตัวของเขาเปรอะไปด้วยหิมะ ดวงตาเข้มแข็งแสดงอาการรีบร้อนอย่างเห็นได้ชัด
“ขอประทานโทษครับ ผมอยู่ที่ประตูมาเชล คิดว่างานจะเสร็จ แต่กลับใหญ่โตกว่าที่คิด”
“ผมเรียกคุณมาก็เรื่องนั้นแหละ” เอียนประสานมือที่หน้าตัก “ผมได้รับรายงานจากกองกำลังป้องกันว่า ชาวบ้านแถบชุมชนคนแคระพบเห็นแบลคโค้ทราวสามตน”
ลุค ถอนหายใจก่อนจะกล่าวขึ้น “ชาวบ้านได้รับบาดเจ็บสาหัสสี่ราย บาดเจ็บเล็กน้อยนับสิบราย เราโชคดีมากที่ไม่มีใครเสียชีวิต ผมส่งฮีลเลอร์สามคนไปช่วยแล้ว”
“สาเหตุล่ะ?”
“เกิดรอยแยกของเขต ‘กลางคืน’ ที่ใกล้ๆครับท่าน พวกแบลคโค้ทระดับล่างๆก็เลยแทรกตัวเข้ามาได้ ตอนนี้อัศวินของเราอาสาไปปิดเองแล้ว เขากำลังเดินทาง”
“อัศวินคนไหน?”
“แบคเกอร์โบน ครับ เขาอยู่ที่ประตูมาเชลกับผมตอนรู้ข่าว ควบม้าออกไปก่อนผมสั่งด้วยซ้ำ”
“แล้วรอยแยกทางประตูมาเชลล่ะ ผ่านมาสองสัปดาห์แล้วปิดได้รึยัง?”
“เรียบร้อยแล้วครับท่าน ตอนนี้เหลือนักเวทย์ช่วยกันเก็บงานอีกครั้ง กอนซาเลส อัศวินอีกคนช่วยคุมงานให้ ผมจากมาก่อน”
เอียนถอนหายใจ “ผมเห็นใจคุณนะ ช่วงนี้มันวุ่นวายไปหมด แต่ผมกลับกำลังเพิ่มงานให้คุณอีก”
“ผมคิดว่าประชาชนชาวเวนโดเกียคิดเหมือนกันครับ คือยอมทำงานหนักแค่ไหนก็ได้ขอเพียง....” เขาเว้นช่วง หันหน้าไปทางหน้าต่างจ้องมองความมืดมิดข้างนอก
“ขอเพียงมีความหวังว่าสักวัน จะได้เห็นรุ่งอรุณที่เวนโดเกียอีกครั้ง”
เอียนมองความมืดภายนอก และหันมองนาฬิกาทรายบนโต๊ะทำงาน มันบอกเวลา 9:30 เข้าเวลาสายของวันใหม่ แต่แสงจันทร์ยังสว่างเจิดจ้า กลางคืนยังยาวนานไม่รู้จบ
กว่ายี่สิบปีมาแล้วที่เวนโดเกีย ประเทศที่แสงอาทิตย์อบอุ่น พืชพรรณงดงาม และเป็นประเทศที่ถือว่ามีอิทธิพลในอาชทาเรียอันดับหนึ่งต้องอยู่ในอาณาเขตเวทย์มนต์แห่งรัตติกาล สูญเสียเวลากลางวันไปอย่างสิ้นเชิง จากอาณาจักรแห่งแสงอาทิตย์ กลับกลายเป็นอาณาจักรที่มีแต่กลางคืน ไร้กลางวัน อากาศที่เคยอบอุ่นกลับเย็นลง พืชพรรณสีสันงดงามของเขตอบอุ่นก็พากันเหี่ยวเฉา
ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะพ่อมดผู้ทรยศต่ออาณาจักร พ่อมดที่กล้าท้ากระแสพันธสัญญา พ่อมดที่ฤทธิ์เดชสูงที่เลือกที่จะเป็นกบฏ พยายามทำลายดินแดนอาชทาเรียด้วยเวทย์มนต์ฝ่ายมืด
น่าละอายที่แผ่นดินแม่ของพ่อมดหนุ่มผู้นั้นคือเวนโดเกีย
เอียนสั่นศีรษะไล่ความหดหู่จากอดีตออกไป หันกลับมาเผชิญหน้ากับเดอคอตอีกครั้ง
“ผมเริ่มกังวล มากกว่ารอยแตก แกรนดิเซนด์ประเทศเพื่อนบ้านเรากำลังขยับตัว”
สีหน้าของลุคจริงจังขึ้นทันที
“ผมฟังอยู่ครับ”
“ไม้เท้าของมัวเรสพ่อมดสีฟ้าหายไป ทางโน้นวุ่นวายกันใหญ่ ประกอบกับพักนี้มีคนพบเห็นคนของแกรนดิเซนด์ปะปนกับชาวบ้านชายแดนบ่อยครั้ง ผมกลัวจะกลายเป็นประเด็นสงคราม”
ลุคเอียงศีรษะมันวับ เงาสะท้อนไหวตามแสงจากเปลวไฟ “จริงๆไม่น่าเกี่ยวข้อง ถึงไม้เท้ามัวเรสจะเป็นสมบัติของชาติ แต่ก็เป็นของชาติเค้า แกรนดิเซนด์เป็นประเทศปิดอยู่แล้ว”
“ก็ไม่น่าเกี่ยวถ้าเค้าไม่สงสัยเรา”
“เราจะเอาไปทำไมล่ะครับท่าน?”
“ผมก็อยากรู้เหมือนกัน” เอียนพูดติดตลก “รู้แต่ว่าทางเค้ามีหลักฐานว่าไม้เท้ามัวเรสตอนนี้อยู่ในดินแดนของเราที่ไหนสักแห่ง!!”
“พระเจ้า...” ลุคอุทานเบาๆ แกรนดิเซนด์เป็นประเทศที่เวทย์แข็งกล้าที่สุดในอาชทาเรีย ผู้คนมีนิสัยประหลาด ปิดกั้นคนภายนอก เป็นดินแดนที่ไม่น่าเป็นศัตรูด้วยที่สุด แค่คิดว่าสมบัติแก้วตาดวงใจของชาติเขามาเดินท่อมๆอยู่ในเวนโดเกียก็สยองแล้ว
“กษัตริย์ทางโน้นเขาติดต่อกับผมโดยตรง ให้เส้นตายมาสามเดือน ให้เอาไม้เท้ามัวเรสมาคืนเค้าให้ได้ ไม่อย่างนั้นเขาจะเข้ามาหาเอง เพราะเป็นเรื่องความมั่นคง ผมก็เลยต้องขอความช่วยเหลือจากคุณ” เอียนพูดยิ้มๆราวกับเป็นเรื่องเล็ก
“ผมจะส่งคนออกตามหา”
“อย่างเงียบๆด้วย อย่าให้ตื่นตูมกันไป ทางโน้นเขาปิดข่าวอยู่”
“ครับ”
“ผมไว้ใจคุณ ยุ่งหน่อยนะช่วงนี้”
ลุคยิ้มบางๆอย่างแข็งขืนให้ทีหนึ่ง “เวลาแบบนี้ผมนึกแค้นเจ้าสเวนสันที่สุด เพราะเจ้านั่นไม่รับตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงรักษาความมั่นคงฯ ผมก็เลยต้องควบสองตำแหน่ง”
เอียนหัวเราะเสียงดังเป็นครั้งแรก “สเวนสันคงกำลังยุ่งตามแบบของเขา โรงเรียนเซนเวลมอนของเขาใกล้เปิดเต็มที ป่านนี้คงรบกับครูอาจารย์อยู่ล่ะมั้ง”
ลุคพยักหน้ารับรู้ครั้งหนึ่ง “ผมคงต้องรีบกลับไปที่ประตูแล้วครับท่าน จะได้รีบให้คนสืบข่าวจากชายแดนเลย เรามีเวลาแค่สามเดือน”
เอียนพยักหน้าน้อยๆ “ผมจะให้คนเตรียมม้าเร็ว อย่ากลับทางเดิมเลย เวทย์มนต์เปลืองแรงแบบนี้เก็บไว้สอยไอ้พวกแบลคโค้ทดีกว่า”
“ครับท่าน”
---------------------------------------------------------------------------------------------






 

Create Date : 22 พฤศจิกายน 2550    
Last Update : 22 พฤศจิกายน 2550 14:21:46 น.
Counter : 126 Pageviews.  

อรัมภบท

ในสมัยอดีตกาล ทั่วทุกหัวระแหงแห่งโลกทั้งท้องฟ้า สายลม ต้นไม้ ต่างก็ถูกแทรกซึมด้วยกระแสแห่งฤทธิ์เดชของถ้อยพันธสัญญา พลังอันมหัศจรรย์ที่เคลื่อนไหวอยู่อย่างสงบ ไหลเวียนมอบความสุข ความสะดวกสบาย มอบอำนาจแห่งการแบ่งปันกำลังและการช่วยเหลือให้กับมนุษย์ อยู่เคียงคู่และค้ำจุนการดำรงชีพเสมอมา สิ่งนั้นเราเรียกอย่างไม่เข้าใจว่า “เวทย์มนต์”
แต่เมื่อนานเข้ามนุษย์ได้หลงใหลในอำนาจแห่งถ้อยคำพันธสัญญาเหล่านั้น มิได้ใช้ถ้อยคำช่วยเหลือ แต่กลับปรับเปลี่ยนใช้ในการประหัตประหารกัน ถ้อยคำศักดิ์สิทธิ์กลับกลายเป็นอาวุธร้ายแรงถึงขั้นปลิดชีพกันและกัน หลายร้อยปีก่อนคริสตกาล ได้เกิดสงครามโลกขึ้น อันเนื่องมาจากอำนาจและฤทธิ์เดชเวทย์มนต์ห้ำหั่น ผู้คนล้มตายบาดเจ็บมากมายภายในเวลาอันสั้น แม้กระนั้นสงครามก็ไม่มีทีท่าจะยุติ
ครั้งนั้นพ่อมดห้าคนซึ่งเป็นผู้นำแห่งเวท์มนต์ อาศัยอยู่ในที่ต่างๆของโลกจึงรวมตัวกันกระทำพันธสัญญายิ่งใหญ่กับแผ่นดินโลก พวกเขาประกอบพิธีที่เมืองเกรย์(ประเทศแทนเครดในปัจจุบัน) ทวีปอาชทาเรียเพื่อควบคุมกระแสพันธสัญญาที่กลายเป็นอาวุธร้ายที่ไหลเวียนอยู่ทั่วโลก ด้วยการเปิดประตูมิติกระจกคู่ขนานออก เพื่อเก็บพลังเวทย์มนต์ที่เกินเลยไว้ ณ ดินแดนกระจกตลอดกาล
หากแต่พลังแห่งเวทย์มนต์ของทั้งโลกยิ่งใหญ่เกินที่ทั้งห้าจะควบคุม พวกเขาจึงใช้แผ่นดินทวีปอาชทาเรียทั้งทวีปเพื่อเป็นภาชนะเก็บพลังงานมหาศาลเหล่านั้น และทำการเปิดประตูมิติโยกย้ายทั้งแผ่นดินทวีปเข้ามาอยู่ในดินแดนกระจกคู่ขนาน พร้อมๆกับผู้คนที่อาศัยอยู่ในประเทศทั้งห้าประเทศอันได้แก่ เวนโดเกีย แทนเครด แกรนดิเซนด์ คาดีส และ หมู่เกาะมัชชาเอล่า หลังจากนั้นบรรพบุรุษเราก็ใช้ชีวิตอย่างสงบปลีกตัวจากโลกอีกด้านอย่างสิ้นเชิง ต่อมา ในช่วงสองร้อยปีหลังคริสตกาล พ่อมดแห่งอาชทาเรียสมัยนั้นก็ร่วมมือกันสร้างประตูมิติกระจกขึ้น 3 ประตู เพื่อเป็นช่องทางให้ประชาชนชาวอาชทาเรียได้เข้าไปศึกษาวัฒนธรรมในอีกด้านหนึ่ง และกลับมาปรับปรุงพัฒนาดินแดน ในปัจจุบัน ทวีปอาชทาเรียยังขับเคลื่อนด้วยกระแสแห่งพันธสัญญา และดำรงอยู่ท่ามกลางโลกที่สับสนในมิติกระจก ชาวอาชทาเรียเรียนรู้จะใช้ชีวิตกับเวทย์มนต์อย่างสงบ และสงวนความลับของแผ่นดินผืนนี้ไว้มิให้อีกด้านหนึ่งรับรู้
ชาวอาชทาเรียทุกท่านจงภูมิใจเถิดที่ท่านเกิดมาบนแผ่นดินอันสวยงาม แผ่นดินแห่งความสงบสุขและเสียสละ ทิวทัศน์ธรรมชาติพืชพันธุ์และเผ่าพันธุ์สัตว์ป่าและอมนุษย์ที่หาจากที่ใดไม่ได้อีกแล้วในโลก

อลาสเซน ทิลดาล
ประธานาธิบดีแห่งประเทศแทนเครดคนที่11

(คำนำหนังสือเรื่อง “อาชทาเรียแผ่นดินเรา” จัดทำพิเศษในโอกาสวันเฉลิมฉลองประตู ไคล์, เดวา ,มาเซล ครบห้าร้อยปี จำกัดพิมพ์เพียงห้าร้อยเล่ม)









“บลานโตค เช เอโรค ดาม คาเดลา ลา อีช”














:(ถ้อยคำที่พบบนหินจารึกหลุมศพพ่อมดเดวา หนึ่งในพ่อมดทั้งห้าผู้โยกย้ายอาชทาเรีย เขียนเป็นภาษาคาดีสโบราณแปลว่า “พันธสัญญาแน่นหนายิ่งกว่าสายเลือด”)




 

Create Date : 22 พฤศจิกายน 2550    
Last Update : 22 พฤศจิกายน 2550 14:18:21 น.
Counter : 142 Pageviews.  

คำนำ : ที่มา

วันหนึ่ง หนมปังลุกขึ้นจากเตียงในตอนเช้าพร้อมๆกับตารางเวลาโล่งโจ้ง พอแหงนมองดวงอาทิตย์ เด็กแฝดสองคนกับอาณาจักรต้องสาปให้ไม่มีกลางวัน และทวีปที่เต็มไปด้วยสัญญาก็เกิดขึ้น

ไม่มีมูลเหตุจูงใจอื่นๆในการตั้งชื่อ "เวนโดเกีย" เป็นชื่อแรกที่แวบเข้ามา มันดูหม่นมัว มีความสว่างแต่หายไปแล้วเหลือเพียงฝุ่นควัน

พล็อตเรื่องค่อยๆทะยอยก่อรูปร่างทีละน้อย ผู้ร้าย ผู้มีอำนาจ ผู้สนับสนุน ผู้ขัดขวาง ประชาชน

กลายเป็นเรื่องราวของหนูน้อยฝาแฝดสองคนลูกมหาเศรษฐีวงการนิตยสารแฟชั่น ที่ต้อง "ซวย" เข้าไปเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งของทั้งสองประเทศต่างมิติ และความหายนะของทั้งทวีปในที่สุด อลาสก้าแฝดชายผู้พี่ที่พิการนั่งอยู่บนรถเข็นจากอุบัติเหตุ และ แอตแลนต้าแฝดหญิงผู้น้องที่ต้องรับภาระดูแลพี่ชาย ทั้งคู่ต้องตกอยู่ท่ามกลางนักสู้ สัตว์ประหลาด พ่อมด และเพื่อนพ้อง ไม่ใช่แค่เอาตัวรอด แต่ต้องช่วยแม่เลี้ยงที่ทั้งคู่เกลียด ให้รอดพ้นจากความตาย

พล็อตงงๆอ่ะดิ เอาเถอะ ถ้ายังไงช่วยกันแสดงความคิดเห็นช่วยกันอ่าน หนมปังจะได้มี Inspiration ไปปรับปรุงเนอะ


รถขนมปังกรอบ เจ้าเก่า
22/11/07




 

Create Date : 22 พฤศจิกายน 2550    
Last Update : 22 พฤศจิกายน 2550 14:02:44 น.
Counter : 172 Pageviews.  


รถขนมปังกรอบ
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add รถขนมปังกรอบ's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.