The wall is just the wall. It can't be taller than heaven.
Group Blog
 
All blogs
 

NarNia2 : ความกล้าหาญที่ปราศจากศรัทธา , ศรัทธาอันไร้ความกล้าหาญ



หลังจากออกจากโรงภาพยนตร์แล้ว หนมปังบอกกับตัวเองว่า “DVD เรื่องนี้ต้องหามาเก็บ หนังเรื่องนี้ต้องกลับมาดูในโรงอีกเป็นรอบที่สอง กลับบ้านไปจะไปเขียนบล็อก”

และขอพยากรณ์อย่างไม่ยี่หระด้วยว่า หนังเรื่องนี้จะต้องขึ้นแท่นไม่อันดับหนึ่งก็อันดับสองหนังในดวงใจหนมปังในรอบปี

ให้สองปีเลยเอ้า..

หนมปังไม่เว่อร์เพียงนิดเดียว มันอิ่มจริงๆ คุ้มค่ากับการรอคอย ไม่ว่าเหล่าบรรดาเซียนทั้งหลายทั้งมวล จะว่ายังไงก็ตามที

สปอยอเลิร์ท เด้อค่ะเด้อ

ย้อนกลับไปที่นาร์เนียแรก เราทั้งหลายได้รู้จักกับพี่น้องพีเวนซี่ครั้งแรก เราได้เห็นลูซี่เด็กที่มีจิตใจบริสุทธิ์ขาวสะอาดดังหิมะที่ปกคลุมป่านาร์เนียในตอนที่เธอเจอคุณทัมนัส เราได้รู้จักเอ็ดมันด์ เด็กชายผู้แสวงหาความเป็นเอกเทศ เต็มด้วยความอิจฉา เต็มด้วยความกระหายอยากมีอิสระจากพี่ชาย เราได้รู้จักซูซานเด็กสาวผู้ที่มักจะเชื่อสิ่งที่ตาเห็นและเหตุผลมากกว่าหัวใจจนกลายเป็นคนขี้ระแวง เราได้รู้จักปีเตอร์พี่ชายคนโตผู้ที่ยังแข็งขืนและดูฝืนๆเพราะยังวางตัวไม่ลงล็อคกับการกลายเป็นผู้นำครอบครัวพีเวนซี่

และในนาร์เนียภาคนั้น เราได้รู้จักกับคำว่า “เสียสละ” “ให้อภัย” และ “ครอบครัว”

มาคราวนี้เด็กๆพีเวนซี่เติบโตกว่าแต่ก่อน แต่ละคนถูกหล่อมหลอมด้วยสิ่งแวดล้อม และบทเรียนต่างๆจนเปลี่ยนแปลงใหม่

คราวที่แล้วเราเห็นเอ็ดมันด์และปีเตอร์ผู้เป็นตัวแทนของคำว่าอภัยและความรัก เราเห็นอัสลานเป็นตัวแทนความเสียสละ คราวนี้เรากลับเห็นปีเตอร์และลูซี่ที่คล้ายเป็นกระจกเงาของกันและกัน



ปีเตอร์ : เมื่อความกล้าขาดความศรัทธา

จากพี่ชายคนโตที่ถ่อมตน ใจเย็น และประดักประเดิด ปีเตอร์กลายเป็นคนที่กระหายอยากจะพิสูจน์ตัวเองจนเกือบเป็นความทะนง เขาไม่ยอมขอโทษ มีโอกาสหลีกเลี่ยงการต่อสู้ แต่กลับไม่ฉวยไว้ นั่นเป็นสิ่งที่เราเห็นในครั้งแรก
ปีเตอร์เป็นตัวแทนของความกล้าหาญ บางครั้งการเป็นผู้นำต้องตัดสินใจ หมายถึงต้อง “ลงมือ” ณ บัดนั้น และกล้าจะยอมรับผลยิ่งกว่าคนอื่น ปีเตอร์รู้ดี ทว่าเวลาแห่งการรอคอยมันช่างบั่นทอนจิตใจ ความศรัทธาในตัวอัสลานหล่นหายไปท่ามกลางเวลาเหล่านั้น ปีเตอร์ไม่รออัสลาน หรือความช่วยเหลือใดอื่นก็ไม่มีในสายตาเขา เขาต้องทำและต้องพึ่งตัวเอง
และอย่าลืม กลิ่นไอแห่งอำนาจ มันช่างหอมหวานเย้ายวน การปฏิเสธมัน หรือแม้แต่แบ่งปันให้กับคนอื่นอย่างเจ้าชายแคสเปียน ต้องเป็นเรื่องยากแน่นอน

ปีเตอร์เป็นตัวอย่างของคน “กล้าแต่ไร้ศรัทธา” การตัดสินใจบุกปราสาทเทลมารีนท่ามกลางเสียงคัดค้านของพี่น้อง เพราะเขารู้สึกว่า เขามีอำนาจ เขาต้องทำอะไรสักอย่าง และไม่มีใครมาช่วยเราหรอก เราต้องช่วยตัวเอง แม้ลูซี่จะแย้งขึ้นว่า “ทำไมเราไม่รออัสลาน” ปีเตอร์ที่ศรัทธาอ่อนแอแห้งเหือดจึงพูดว่า “เขาไม่มาหรอก”

จุดเปลี่ยนของปีเตอร์คือเอ็ดมันด์ ในตอนที่เผชิญหน้ากับแม่มดขาวอีกครั้ง ปีเตอร์เกือบตกหลุมพรางแห่งอำนาจที่แม่มดขาวจะมอบให้
“เลือดหยดเดียว ข้าจะรับใช้เจ้าตลอดไป”
เป็นเอ็ดมันด์ ที่ปราดเข้ามาช่วยเหลือ พร้อมบทพูดลึกๆกระชากศรัทธาแห่งปีเตอร์ให้ตื่นจากหลับใหลอีกครั้ง
“นายจัดการได้สินะ”
ในที่สุดปีเตอร์ก็รู้ว่าการจัดการทุกอย่างด้วยตัวเองไม่ใช่คำตอบของการเป็นผู้นำ เขามีพี่น้องอีกหลายคนที่คอยช่วยเหลือเขา ให้กำลังใจ และระวังหลัง และในที่สุดปีเตอร์ก็มองเห็นภาพอัสลานเต็มตา



ลูซี่ : เมื่อความศรัทธาไม่มีความกล้า

ลูซี่เด็กน้อยในภาคแรกหัวใจบริสุทธิ์สะอาดและเปิดกว้างรับทุกสิ่งทุกอย่างเหมือนเด็กไร้เดียงสา เต็มด้วยความรักและศรัทธาในด้านดีของคนอื่น ยิ่งกับอัสลาน เธอยิ่งศรัทธาในตัวอัสลาน มาในภาคนี้ก็เป็นลูซี่อีกครั้ง ที่เต็มไปด้วยความเชื่อในอัสลาน เชื่อมาตลอดว่าอัสลานต้องมาช่วย อัสลานจะช่วย อัสลานจะมา เราต้องรออัสลาน

เด็กน้อยลูซี่ช่างเชื่อในตัวอัสลาน ทว่า ความศรัทธานั้นกลับขาดความกล้าหาญ เธอยืนบนยอดเขาข้างแม่น้ำบอกกับพี่น้องทุกคนว่าเห็นอัสลาน เราต้องข้ามจากตรงนี้ไป แต่เมื่อทุกคนลังเล เธอกลับไม่กล้าเดินออกมาพิสูจน์ความเชื่ออันนั้น กลับเลือกที่จะเดินตามคนอื่นๆไป

เมื่อเธอเจออัสลานในฝัน คำแรกที่เด็กน้อยถามคือ “ทำไมคุณไม่ช่วยเรา”

อัสลานมองหน้าเด็กน้อย กล่าวว่า “ทุกอย่างมันไม่เหมือนเดิมหรอกนะ”
หากเด็กน้อยจะคิดออก เธอจะพบว่าอัสลานกำลังท้าทายความศรัทธาในตัวเธอ ลูซี่เชื่อเขานั้นเห็นชัด แต่คความเชื่อนั้นต้องออกมาเป็นความกล้าหาญ นี่ไม่ใช่เวลาแห่งการรอคอยด้วยความเชื่อ แต่เป็นเวลาที่ต้องใช้การกระทำพิสูจน์ความศรัทธา น่าเสียดายลูซี่น้อยไม่เข้าใจความฝันอันนั้น

แม้ถึงในถ้ำ ปีเตอร์บอกให้บุก เธอก็ยังยืนกรานให้รอคอยอัสลาน อัสลานจะมา เธอยังไม่เข้าใจว่าเธอต้องพิสูจน์ตัวเองด้วยความกล้า อัสลานจึงจะปรากฏกาย

และฉากเสียดแทงหัวใจเด็กน้อยคือตอนที่อัสลานพูดประโยคเดียวกับความฝัน เธอจึงเข้าใจ ไม่ใช่เด็กน้อยกำลังรอคอยอัสลาน แต่อัสลานต่างหากที่รอคอยเธอ เธอจึงได้พูดว่า “ถ้าหนูมาเร็วกว่านี้ พวกเขาก็ไม่ต้องตายใช่ไหมคะ?”

ใจดีเหลือเกินที่สิงโตอัสลานตอบว่า “ไม่รู้สินะ แต่มันไม่สำคัญเท่าสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้หรอก”



แม้ภาคนี้สปอตไลท์หลายตัวจับจ้องไปที่ปีเตอร์กับลูซี่ผู้ที่เป็นกระจกสะท้อนของกันและกัน แต่เอ็ดมันด์และซูซาน หรือแม้แต่องค์ชายแคสเปี้ยน ก็ใช่ว่าจะละสายตาได้

เอ็ดมันด์ผู้ที่ถูกอัสลานและพี่ชายให้อภัยในความผิดหนักหนา เขาเติบโตกลายเป็นชายหนุ่มที่เข้มแข็งและให้อภัยคนอื่นเสมอ แม้ตัวเองจะเอาตัวไปช่วยปีเตอร์หลายครั้งกลับไม่ได้รับแม้คำขอบคุณ เอ็ดมันด์ไม่ถือ เขาให้อภัยได้ และก็ยังโผล่หน้าไปช่วยพี่ชายทุกครั้งที่จวนเจียนเหมือนไม่เข็ด เอ็ดมันด์เปลี่ยนไปแล้ว เขาไม่มีแม้แต่เสียงบ่นเรื่องราวของปีเตอร์ที่อีโก้สูง แม้ทุกครั้งที่ถูกปีเตอร์ว่าด้วยความถือทะนง เขาก็ยังเคารพเชื่อฟังเป็นพี่ชายเป็นผู้นำ แม้ต่อหน้าและลับหลัง

“มันแตกต่างนิดหน่อยน่ะฮะ ปีเตอร์เป็นมหาราชา ผมเป็นราชา คุณอาจจะงงนิดหน่อย”

ซูซานเติบโตจากเด็กขี้สงสัยและเชื่อแต่ในสิ่งที่เห็นและอธิบายได้ในภาคแรก เธอกลายเป็นพี่สาวและน้องสาวผู้สนับสนุนในทุกอย่าง ที่ปรึกษาที่เต็มด้วยความเป็นเหตุเป็นผล เป็นนักวางแผนที่แยบยลรอบคอบ ศรัทธาของลูซี่เผื่อแผ่มาถึงเธอ หัวใจเธอจึงเปิดกว้างต่อนาร์เนียยิ่งกว่าเก่า ความเชื่อมั่นในอัสลานของเธอส่งผ่านมาทางพี่น้องทั้งสามที่เหมือนทัพหน้า โดยมีเธอคอยหนุนอยู่เบื้องหลัง แต่เหมือนหนังจะคอยให้ซูซานชะม้ายชายตากับเจ้าชายแคสเปี้ยนอยู่เป็นระยะ ทำให้เรามองเห็นความเป็นสาวของเธอมากกว่าที่จะจี้ไปที่ประเด็นพี่น้อง

ด้านเจ้าชายแคสเปี้ยน เก่งมากที่บทไม่กลืนไปกับกลุ่มพี่น้องพีเวนซี่ แม้จะเด่นน้อยกว่าในความลึกด้านปรัชญา แต่ความที่ปิ๊งปั๊งกับซูซานและความเท่ส่วนตัวดึงบทไว้ไม่ให้จมหายจนกลายเป็นสองมิติ
แคสเปียนมีส่วนคล้ายปีเตอร์อยู่มาก มีความเป็นผู้นำ กึ่งๆทะนงในความเป็นเจ้าชายของตน แต่เจ้าชายนั้นมีความเป็นศิลปินสูงกว่า อารมณ์ความรู้สึกชักพาง่ายกว่า มีสติใจเย็นยิ่งกว่าปีเตอร์นิดหน่อย หากจะเทียบกับปีเตอร์ที่ถูกเวลาและความเป็นผู้นำบั่นทอนศรัทธาลงจนเหือดหายกลายเป็นคนที่คิดพึ่งแต่ตนเอง แคสเปียนที่เติบโตอย่างเจ้าชายก็กลายเป็นคนที่ใหม่กับความเชื่อในตัวอัสลาน เขาลังเล ไม่รู้จริงหรื อไม่ แม้กับการตัดสินใจบ้าบิ่นของปีเตอร์เขาจะไม่เห็นด้วย แต่เขาไม่มีทางเลือกได้แต่ผ่อนตาม เพราะยังไงก็ไม่รู้จะเชื่อทางไหนอยู่แล้ว ทั้งลูซี่ ทั้งปีเตอร์

พูดถึงฝีไม้ลายมือการนำเสนอ การหยอดมุขตลก และตัวประกอบนั้น ถือว่าอยู่ในจังหวะที่ “ใช้ได้” โดยเฉพาะสามทหารเสือหนูนั่น ชอบมาก เสียดายที่แบดเจอร์ออกน้อยไปนิด งาน CG เนียนตาและพอเหมาะพอควร เพลงเพราะดีค่ะ

สรุป ชอบ แม้ฝีมือหนังไม่โดดเด้ง แต่ประเด็นหนังก็จับใจเราไปแล้ว..........




 

Create Date : 31 พฤษภาคม 2551    
Last Update : 31 พฤษภาคม 2551 17:29:08 น.
Counter : 806 Pageviews.  

The Exorcism of Emily Rose : สยองยิ่งกว่าสยอง

คำเตือน : บทความนี้เป็นเพียงมุมมองจากความเชื่อและประสบการณ์ของผู้เขียน โปรดใช้วิจารณญาณ

วันนี้ได้อ่านกระทู้เกี่ยวกับ Emily Rose หนังในดวงใจที่กว่าหนมปังจะได้ดูก็หลุดเทรนไปเรียบร้อย กว่าจะได้เก็บแผ่นก็เพิ่งไม่กี่เดือนที่ผ่านมา

ด้วยความเข้าใจผิดว่ามันคือหนัง "ผีธรรมดา" มีพระสู้ผี มีผู้บริสุทธิ์ มีปิศาจร้าย ปล่อยแสง ขับรถไล่ล่า ธรรมมะชนะอธรรม หรืออะไรก็ตามที่จะคิดออก ทำให้พลาดหนังเรื่องนี้ไปอย่างน่าเสียดาย... ในตอนแรก

ทีนี้ได้ยินเสียงลือเสียงเล่าอ้างว่ามันเป็นหนังเกี่ยวกับการพิจารณาคดี ไล่ผี และศรัทธา

มันเกี่ยวกันได้ไงหว่า..

เลยไปสอยจากร้านเช่ามาดูในขั้นแรก

เล่าล่ะนะ

หนังเปิดเรื่องที่บ้านหลังหนึ่ง ที่แค่ดูภายนอกก็รู้ว่าไม่ชอบมาพากลอย่างยิ่ง หมอก ตัวบ้านสีโทนดำ ต้นไม้ไม่มีใบ และหน้าต่างที่มองไม่เห็นข้างใน

พอเข้าไปในบ้าน เราพบสมาชิกที่อาศัยอยู่ หญิง ชาย เด็กหญิง หน้าตาทุกคนเป็นทุกข์ ลังเล สับสน หวาดกลัว

มันคือบ้านตระกูลโรส กับการตายหมาดๆของลูกสาวคนโต เอมิลี่ โรส ด้วยสาเหตุการขาดสารอาหาร เนื่องจากอาการคุ้มคลั่งอาละวาด ที่ทางบ้านเชื่อว่าเกิดจากผีสิง

ทุกคนที่บ้านโรสศรัทธาในพระเจ้า และดูจะเคร่งครัดมาก จากกางเขนที่แขวนอยู่ในบ้าน

และในสีหน้าของพ่อแม่ เหมือนจะถามกับตัวเองตลอดเวลาว่าทำไม

ทำไมต้องเป็น Emily.

จากตรงนี้ไป หนมปังจะสปอยละนะ

ย้อนกลับไปเมื่อเอมิลี่เรียนจบไฮสคูลและจะใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัยอย่างมีความหวัง เธอสดใส ดูขี้อายนิดๆเรียบๆแต่กระตือรือร้นแบบวัยรุ่น และดูจะคิดมากอยู่ไม่น้อยกับครอบครัว

อย่างไรก็ตาม เธอก็ไปอยู่ที่ดอม และที่นั่น ปิศาจร้าย(หรือโรคร้าย) เริ่มคุกคามเธอ

เธอถูกรบกวนและทำร้ายจากสิ่งนั้นจนเรียนหนังสือไม่ได้ จนต้องกลับมาอยู่ที่บ้าน

ที่นี่ พ่อแม่ และเธอร่วมกันเชิญหลวงพ่อมัวร์มาทำพิธีไล่ผี และปฏิเสธการรักษาแบบแพทย์จากโรคที่ถูกวินิจฉัยว่าลมชัก

แพทย์ไม่ได้รักษาเธอ มีแต่หลวงพ่อไล่ผี และสุดท้าย เธอก็ขาดสารอาหารตายและชุมชนร่วมกันฟ้องหลวงพ่อที่ยับยั้งการรักษาเธอตามแบบแผนแพทย์

จากตรงนั้นเป็นต้นมา ตัวหนังก็วางตัวเป็น(เกือบ)กลางมาตลอดจนจบเรื่อง แนวคิดทุกแนวในหนังเป็นไปได้ทั้งสิ้น ยากที่จะฟันธง

โรคลมชัก, ผีสิง, หรือสภาพจิตที่ผิดปกติจากการถูกกดดันในครอบครัวเคร่งศาสนา

ถ้าจะดูให้ภาพยนตร์เป็นภาพยนตร์ก็คงสนุกดีที่ได้ดูการหาเหตุผลหักล้างสองฝ่ายระหว่างวิทยาศาสตร์และความเชื่อ

แต่ถ้าจะฟังหนมปังต่อ ก็ขอบอกว่า หนมปังขอต้อนรับเข้าสู่โลกแห่งความจริง

โลกที่ไม่ได้มีแค่ของที่เรารู้จัก คนที่เรารูจัก
โลกที่มีหลายวิ่งหลายอย่างที่วิทยาศาสตร์หาคำอธิบายไม่ได้
โลกที่ยังมีเผ่าพันธุ์ที่จองจะทำร้ายมนุษย์ดัง 'สิงห์คำรามอยู่รอบตัว'(ปฐมกาล)

ดังที่ทนายสาวที่แสดงโดย ลอร่า ลินนี่ได้กล่าวสรุปไว้ในตอนท้าย

เราถามตัวเอง มันเป็นไปได้หรือ?

คำถามที่สำคัญกว่านั้น ถ้ามันเป็นไปได้ล่ะ.... เรากำลังรับมือกับอะไร?

หลายๆคนชอบฉากไล่ผี ดูตื่นเต้นน่าหวาดกลัวดีนักแล หนมปังก็ชอบนะ แต่ที่สยดสยองกว่านั้นคือทั้งหกผีที่ถูกอ้างถึง

คิดว่าการผีเข้าแล้วเอาหัวโขกกำแพงทรมานแล้ว ยังไม่เท่าสิ่งที่ผีทำกับยูดาส มันทำให้ยูดาสตกเป็นจำเลยแห่งการปรักปรำตัวเอง การรู้สึกผิด ทุรนทุรายทุกข์ทรมานจากความผิดตัวเองจนผูกคอตาย

คิดว่าการผีเข้าแล้วกินวอลเปเปอร์ทรมานแล้ว ยังไม่ทรมานเท่าคาอินที่ถูกทำให้ร้อนรุ่มจากไฟอิจฉา ถูกทำให้ทรมานจากการดูถูกตนเองอย่างผิดๆ ทุกข์ทรมาน จนทำสิ่งที่ไม่อาจอภัยได้จากการฆ่าน้งชายแท้ๆของตัวเอง

หรือความทรมานของกษัตริย์เนโรที่ตกเป็นเครื่องมือของผีจากการถูกกักขังด้วยความเกลียดชัง หวาดกลัว วิปริต ด้วยความบิดเบี้ยวของเจตนา ทุกทรมานจากการป่วยทางจิตจนเผาบ้านตัวเอง และตาย

ยกมาแค่สาม ก็พอจะเห็นภาพได้ชัดเจนแล้วว่า "ถ้า" ผีในเอมิลี่มีจริง มันย่อมมีพิษสงมากกว่าทำหน้าหลอนบนกระจก ทำตัวเบี้ยวๆ ตะโกนเสียงดังๆ หรือทำร้ายร่างกายเท่านั้น

จากพฤติกรรมของผีตั้งแต่โบราณกาลพอสรุปได้ว่า พวกนี้ไม่สนหรอก แค่ร่างกายเนื้อหนัง พวกนี้จ้องเล่นงานจากภายใน กัดกินจิตวิญญาณ ความสุข กักขังมนุษย์ด้วยความเกลียด ความโลภ ความรู้สึกผิด และทำลายให้ทรมานช้าๆ จนเหี่ยวแห้งจากข้างใน และตายอย่างสยดสยองที่สุดมากกว่าหนังสยองขวัญเรื่องไหนจะทำได้

ทีนี้ลองมองดูตัวเองและรอบตัวดู แล้วบอกสิ ว่าคุณไม่เห็น "ผี" พวกนี้อยู่เลยสักตัว

ใช่ "สิงห์คำรามอยู่รอบตัว" คำเปรียบที่อยู่ในพระคัมภีร์ ไม่ได้เกินไปเลยสักนิด

หนมปังฟังชื่อ "ผี" แต่ละตัวที่เอมิลี่พูดถึงอย่างสยดสยอง ไม่ใช่ที่เอมิลี่โดนผีสิงแล้วตะโกนเสียงแหบๆ แต่เพราะหนมปังเห็น "ผี" เหล่านั้นในโลกความจริง ไม่ใช่แค่ในหนัง

ยังไม่พูดถึงศัตรูตัวเอ้ของมนุษยชาติ ที่ถูกกล่าวถึงในชื่อสุดท้าย

"ลูซิเฟอร์"

ขาใหญ่ผู้นำความตาย(ทั้งเป็น)มาสู่มนุษย์หลายต่อหลายคนมาแล้วตั้งแต่ปฐมกาล หัวหน้า "ผี" จอมโหดพวกนั้น

และบอกได้เลยว่ายิ่งหมอนั่น ยิ่งทำได้ "เนียน" กว่าสมุนของมันอีกเยอะ

"อย่ากลัวคนที่ฆ่าเจ้าได้แค่ร่างกาย จงกลัวคนที่ฆ่าจิตวิญญานของเจ้า"

ปล. ขอโทษที่พาเบี่ยงเบนประเด็นนะคะ บล็อคหน้าจะวิจารณ์ดีๆละ




 

Create Date : 27 กุมภาพันธ์ 2551    
Last Update : 27 กุมภาพันธ์ 2551 17:31:20 น.
Counter : 2036 Pageviews.  

I am legend : ไม่ยิ่งใหญ่ที่สุด ไม่ได้กล้าหาญที่สุด แต่ผมเป็นตำนาน


หนมปังอยากปรบมือ พร้อมกับยกนิ้วให้หนังเรื่องนี้จริงๆ

ไม่ใช่เพราะเป็นหนังที่ดีที่สุดในรอบปี ไม่ใช่เพราะเป็นหนังที่สนุกตื่นเต้นสะใจที่สุดในรอบปี ไม่ใช่เพราะดาราที่แสดงดีจนน่าได้ออสกา

แต่เพราะแนวคิด พล็อตเรื่อง ที่ทำให้หนมปังได้อะไรนอกจากความสนุกเมื่อเดินออกมาจากโรงหนัง

รู้กันแล้วนะว่าสปอย

หนมปังเดินเข้าไปดูเรื่องนี้แบบงงๆ ไม่ค่อยตั้งใจ หลังจากทำธุระเสร็จ จู่ๆก็อยากดูหนัง จู่ๆก็ซื้อตั๋ว จู่ๆก็พบว่าตัวเองไปนั่งอยู่ในโรงหนัง

เป็นการใช้เงินที่ไม่แนะนำให้เลียนแบบ

แต่มันก็คุ้มค่าตั๋วจริงๆ....

เปิดเรื่องมาด้วยการแนะนำให้เรารู้จักกับแพทย์ทหารคนหนึ่ง ด็อกเตอร์ เนวิล ผู้มีชีวิตอยู่อย่างเดียวดายในเมืองใหญ่เป็นเวลานานกว่า2ปี มีเพียงสุนัขตัวหนึ่งที่เป็นเหมือนทั้งเพื่อน และตัวแทนครอบครัวที่เขาสูญเสียไปในการระบาดของไวรัสคริปปิน

ไวรัสที่เดิม ผลิตขึ้นมาเพื่อต่อต้านโรคร้ายที่รักษาไม่หาย รักษาได้แม้แต่มะเร็ง แต่กลับมี Side Effect ที่ไม่มีใครคาดคิด มันเปลี่ยนมนุษย์ ให้กลายเป็นสิ่งมีชีวิตไร้จิตสำนึก เปลี่ยนให้กลายเป็นสัตว์ร้าย ที่ออกล่าเหยื่อตอนกลางคืน แพ้แสงแดดอย่างรุนแรง และกินมนุษย์เป้นอาหาร

ไวรัสที่เคยได้แต่ฉีดผ่านเส้นเลือด ปรับตัวจนสามารถติดได้ผ่านการสัมผัส แพร่กระจายในอากาศได้ คร่าชีวิตประชากรส่วนใหญ่ของโลก ทั้งทางตรงและทางรอด ไปกว่าหลายพันล้านคน

อย่างไม่ทราบเหตุผล ดร.เนวิล มีภูมิคุ้มกันโรคประหลาดนี้ และสุนัขของเขาก็ด้วย

เนวิล มีชีวิตอยู่ลำพังในนิวยอร์ค ใกล้เสียสติเต็มทีกับการหลบหนีผู้ติดไวรัสที่บ้าคลั่ง และการมีชีวิตอยู่อย่างเดียวดาย ถึงขนาดเอาหุ่นโชว์เสื้อมาเป็นเพื่อนบ้านอุปโลก

และความหวังที่จะรักษาโรคร้ายนี้ ที่เลือนลางเต็มที แม้ว่าหลายครั้งที่ดูเหมือนยังมีหวังอยู่บ้าง(เพลง don't worried) แต่มันก็ป้อแป้เต็มทีจนหยิบจับอะไรไม่ติด

เพราะลึกๆแล้ว เนวิล ไม่เชื่อเลยว่าเขาจะทำสำเร็จ ไม่เชื่อเลยว่าเขาจะหยุดสิ่งนี้ได้

ในรถของเขา ขณะที่กำลังอพยพ ภรรยาเนวิลถามเขาว่า "คุณจะอยู่ที่นี่ แล้วหยุดมันได้ยังไง"

"ผมต้องหยุดมัน"

เขาไม่รู้ว่าจะทำยังไง รู้แต่เพียง เขาต้องไม่ยอมแพ้ ต้องไม่ยอมแพ้ จนถึงที่สุด แม้ว่ามันจะผ่านมาสองปีแล้วที่เขาไม่ได้คุยกับมนุษย์จริงๆ แม้ว่าผ่านมาเป็นพันวันแล้วที่เขายังไม่เห็นทางหยุดมัน แม้ว่าเขาจะไม่เชื่อเลยว่าตัวเองจะสำเร็จ แม้ว่าลึกๆแล้ว เขารอแค่ความตาย

เส้นด้ายสุดท้ายขาดผึงลง เมื่อเพื่อนและครอบครัวอุปโลกของเขาถูกไวรัสทำลาย แซม สุนัขของเขาติดโรค และเขาจำเป็นต้องฆ่ามัน

เขาตื่นมาแล้วพบว่า เขาไม่สามารถปลอบใจตัวเองด้วยเพลง Don't worried be happy ได้อีกแล้ว มันไม่มีความหมายและไม่ได้ช่วยอะไรเลยที่เขาจะพูดกับหุ่นโชว์เสื้อ เขาอยู่คนเดียวแล้วจริงๆ และความหวังที่จะหยุดไวรัสนี้มันดับสนิทมานานแล้ว

เขาต้องการตาย.....

แต่ในที่มืดที่สุด หลุมที่ลึกที่สุด ในช่วงที่เขาวางความหวังทุกอย่างลงแล้ว ผู้หญิงคนหนึ่งก็ปรากฎตัว

มันคงมหัศจรรย์อย่างมาก ที่เขาผู้ซึ่งไม่เคยคิดว่าจะมีคนรอด จะได้พบมนุษย์คนหนึ่ง ที่ยังปกติดี

เธอห้อยกางเขนไว้หน้ารถ เธอมีลูกชายคนหนึ่ง และพูดถึงอาณาจักรที่คนมีภูมิคุ้มกันไปอยู่รวมกัน และพร่ำพูดถึงแต่แผนการและความรักของพระเจ้า

เธอดูเหมือนโง่และพร่ำเพ้อ มีชีวิตอยู่ด้วยความเชื่อและความหวังที่น่าหัวเราะ เมื่อเทียบกับความมีเหตุผลอันหดหู่ของเนวิล แต่ความพร่ำเพ้อของเธอ ความไร้เหตุผลของเธอ ความหวังของเธอช่างน่าอิจฉาสำหรับเนวิล

"พระเจ้าเรียกฉันมาที่นี่ มาพบคุณ"
"ผมต่างหากเรียกคุณ ผมส่งวิทยุคลื่นสั้น"
"มันบังเอิญหรือไงที่ตอนที่คุณกำลังอยากจะตาย กำลังคิดจะตาย ฉันก็มาถึงแล้วช่วยคุณ"
"คนกว่าหลายพันล้านตายแล้วนะคุณผู้หญิง คุณยังคิดว่าพระเจ้ามีจริงอยู่อีกเหรอ"
"พระเจ้ามีแผนการ การมาที่นี่ของฉันเป็นแผนการพระเจ้า"

ระหว่างที่พวกเขากำลังทะเลาะกัน เหล่าผู้ติดไวรัสก็บุกเข้ามา ต้อนพวกเขาจนมุมในห้องแล็บ แล็บที่เนวิลใช้ในการคิดค้นยารักษาโรคร้ายนี้มาหลายพันวัน แล็บที่เนวิลเคยบีบคอแซม สุนัขเพื่อนรักของเขาให้ตายคามือ

หลายปีที่มองไม่เห็นวี่แววความสำเร็จ เมื่อเขาถูกต้อนจนมุมถึงที่นี่ กลับพบว่า เขาได้ทำสำเร็จเรียบร้อยแล้วอย่างไม่น่าเชื่อ ยาที่เขาคิดว่าไม่ได้ผล กลับได้ผล เขาหยุดมันสำเร็จ

ดีนะ ที่เขาไม่ตายตอนนั้นที่เขาตัดสินใจตาย ดีนะที่ผู้หญิงคนนี้มาทันเวลาพอดี อาจจะเป็นความบังเอิญที่เรียกว่า "แผนการ" อย่างที่หล่อนพูดถึง

แต่วินาทีนี้ เขาไม่เห็นทางรอด.. พวกผู้ติดเชื้อกำลังบุกเข้ามา ไม่กี่นาทีเขาจะตาย พร้อมกับยาแก้

เขาหวนนึกถึงลูกสาว "พ่อคะ ดูผีเสื้อสิคะ" คำพูดสุดท้ายที่ลูกสาวตัวน้อยพูดกับเขา
บังเอิญรึเปล่าที่ผู้หญิงคนนี้มีรอยสักรูปผีเสื้อที่ต้นคอ บังเอิญรึเปล่า ที่กระจกกันกระสุน ปราการสุดท้ายที่จะยื้อชีวิตเขาแตกเป็นรูปผีเสื้อ

บังเอิญ หรือ แผนการ เนวิลไม่รู้ รู้แต่ว่าความหวังที่ดับสลายไปเมื่อนานมาแล้ว มันลุกโชนพร้อมกับความบังเอิญนี้ นี่คือคำตอบที่เขาต้องตอบภรรยาในรถเมื่อหลายปีก่อน

"คุณจะหยุดมันยังไงคะ"

เขาหยิบหลอดฉีดยามาเก็บตัวอย่างเลือดที่มียาแก้ไวรัส ส่งให้หญิงแปลกหน้า จัดแจงให้เธออยู่ในที่ปลอดภัย

"ผมกำลังทำตามแผนการ"

เขาตาย ระเบิดตัวเองไปพร้อมกับบ้าน ตายอย่างที่ต่างจากเจตนาครั้งแรกอย่างสิ้นเชิง ครั้งนั้นเขาสิ้นหวังพังทลาย แต่ครั้งนี้ เขาเต็มไปด้วยความหวัง

เขาไม่ใช่คนกล้าหาญที่สุด ไม่ช่คนเก่งที่สุด ไม่ใช่คนฉลาดที่สุด เป็นคนที่เคยคิดฆ่าตัวตาย เคยพูดกับหุ่นโชว์เสื้อเหมือนบ้า

แต่เขาก็กลายเป็นตำนานได้

ขอปรบมือให้หนังเรื่องนี้อีกครั้ง......


(วันหลังจะมาแปะรูป)








 

Create Date : 09 มกราคม 2551    
Last Update : 9 มกราคม 2551 17:55:58 น.
Counter : 228 Pageviews.  

Shoot'em up : คิดมากไปไย ฆ่ากันให้ตายดีกว่า



หนมปังชอบชื่อภาษาไทยหนังเรื่องนี้มาก เพราะตรงทั้งตัวเรื่อง ชื่อเรื่อง ธีมเรื่อง

บ่ายแก่ๆวันหนึ่งหนมปังก็เลยตีตั๋วเข้าไปดูในโรงซะเลย ทิ้ง Resident Evil สายลับ และผีเลี้ยงลิงไว้เบื้องหลัง

ความคาดหวังของหนมปังกับหนังเรื่องนี้ก่อนเข้าโรงคือแอ็คชั่นเปลืองกระสุนกับมุขตลกห่ามๆให้ครื้นเครงกันหน่อย สาระอะไรพรรนั้นชั่วโมงนี้ไม่ต้องก็ได้

และหนังก็ตอบโจทย์ของหนมปังได้ดีทีเดียว

เล่าล่ะวุ้ย

ขอบอกสำหรับคนที่ไม่ได้ดู ฉากที่คุยกันธรรมดา ฉากที่ไม่มีพร็อพเป็นปืน ไม่ได้สาดกระสุนใส่กัน ทั้งเรื่องมีไม่ถึงสิบนาทีด้วยซ้ำมั้ง

นอกนั้นคือการยกขบวนมาตายของผู้ร้าย ทั้งยืนยิง นอนยิง วิ่งยิง โหนตัวลงมายิง ศพลิวล้อเกลื่อนเมืองทีเดียวเชียว

แต่ไม่ต้องไปหาสาระอะไรกะมัน ไม่มีเหตุ ไม่มีจิตวิทยา ไม่มีกาละเทศะ ทุกช่วงลมหายใจของพระเอกมันต้องยิง

คนนั่งดูในโรงก็จำเอาว่านี่พระเอกนะ มันกำลังช่วยเด็กทารกคนหนึ่ง ที่อยู่ตรงข้ามคือผู้ร้ายน้า ตำรวจอยู่ไหนไม่ต้องสนใจ คนบงการคือใคร อะไร ทำไม ไม่รู้ก็ไม่เป็นไร รู้ย่างเดียวว่าเราจำหน้าพระเอกได้ จำหน้าหัวหน้าผู้ร้ายได้ และเรากำลังลุ้นให้ไอ่พระเอกมันชนะ

ง่ายมะ....

ง่ายๆงั้นแหละ ตายเป็นร้อยศพเลย...

หนมปังนั่งดูในโรง ด้วยอาการที่เรียกว่า ทำหัวให้กลวง ก็พบว่า เออแฮะ ก็มันดี

แต่คิดอีกแง่ ความไม่คิดมากของตัวหนังสะท้อนอะไรออกมามากมาย ความง่ายของพลอต ทำให้หนมปังอดคิดไม่ได้ว่า

คนเรามันฆ่ากันง่ายขนาดนั้นเลยเหรอ...

การข้ามผ่านจุดของความเป็นปุถุชนไปสู่ความเป็นฆาตกร มันง่ายงั้นเลยเรอะ...

มีอยู่ตอนหนึ่งที่พระเอกแนะนำปืนพกของตัวเองแล้วพูดถึงส่วนประกอบหนึ่งเรียกว่าเซฟตี้ แต่ก็ยกมือตัวเองขึ้นมากระดิกนิ้วชี้แล้วพูดต่อว่า

เซฟตี้จริงๆน่ะ อันนี้ต่างหาก

หนังสร้างคาแรคเตอร์พระเอกให้เป็นคนหน้าตายที่ขี้หงุดหงิด เขาไม่เคยติดเซฟตี้ไว้ที่ตัวเองเลย

หลายคนชื่นชอบคาแรคเตอร์แบบนี้ อยากทำอะไรก็ทำ อยากพูดอะไรก็พูด อยากยิงใครก็ยิง คุ้นๆมั้ย ว่าคาแรคเตอร์แบบนี้กำลังรบาดในกลุมคนบ้านเราบางกลุ่ม

ไม่ต้องคิดอะไรมากหรอก ชกเลยดีกว่า
ไม่ต้องคิดอะไรมากหรอก ตบเลยดีกว่า
ไม่ต้องคิดอะไรมากหรอก ฆ่าเลยดีกว่า

สมิธอาจไม่ใช่ตัวอย่างที่ดีในการควบคุมตัวเอง แต่เป็นข้อคิดที่ดีในการติดเซฟตี้ไว้กับตัวเอง

เซฟตี้ที่เรียกว่า จิตสำนึก

ปล. ขอโทษวันนี้นอกเรื่องมากมาย แต่ถ้าดูเอาขำ เอามัน ไม่ต้องคิดอะไรก็ได้ แต่หนมปังติดนิสัยคิดมากจนทำหัวโล่งตลอดรอดฝั่งไม่ได้น่อ




 

Create Date : 02 ตุลาคม 2550    
Last Update : 2 ตุลาคม 2550 11:31:11 น.
Counter : 285 Pageviews.  

Paris je t'aime : หนังรักนิยามลึก



หนมปังไม่ค่อยมีโอกาสดูหนังอินดี้ หนังสั้น หรือหนังที่ขายศิลปะ หนมปังเป็นบุคคลส่วนใหญ่ที่ชอบดูหนังตลาด หนังโปรโมท ดาราดัง ลงทุนเยอะ จำพวกแฟนตาซี แอ็คชั่น อะไรเทือกนั้น

แต่วันนั้นเป็นอะไรขึ้นมาก้ไม่รุ เดินผ่านร้านแผ่นหนังนอกกระแสแบบกุ๊ก กุ๊ก กู๋

หลายๆเรื่องที่รายรอบโชว์ปกเป็นรูปเนื้อหนังมังสาผู้หญิง ผู้ชาย ทั้งผู้หญิง ผู้ชายกะลังแอ็คท่าที่ดูแล้วก็รู้ถึงธีมหนังทันทีว่ามีฉากเลิฟๆสะบัดช่อ

แต่ท่ามกลางหนังเหล่านนั้น หนมปังสะดุดตากับปกดีวีดีรูปหัวใจสีแดงแป๊ดบนพื้นสีขาว พอหยิบขึ้นมาเพ่งดูดีๆเราก็เห็นหอไอเฟลแอบๆอยู่ กับชื่อหนังว่า ปารีสเฌอแตม (ปารีสฉันรักเธอ) ได้รับคำบอกเล่าจากคนขายว่าเป็นหนังสั้นเอามาต่อๆกัน หนมปังก็ว่าเฮ้ย จะดีเร้อ ไอ่เรามันคอตลาดบริโภคแบรนด์หน้าตาเราก็ไม่คอยศิลปะนิ จะดูหนังแบบนี้รู้เรื่องเหรอ(วะ)

ไม่รู้อะไรดลใจ ในทที่สุดก็ซื้อมา(แนบมากะ Emily Rose ที่ซื้อมาเชยชมสำมะเหร็ด)

เอาล่ะนะ จาเล่าแว้ว

หนมปังดูไปพร้อมๆกับอารมณ์ที่ขึ้นๆลงๆของตัวหนัง เดี๋ยวก็รู้สึกถึงความรักวูบวาบหวือหวา อีกเดี๋ยวก็รู้สึกถึงความรักไม่มั่นคง อีกเดี๋ยวก็เศร้า อีกเดี๋ยวก็ลุ้น อีกเดี๋ยวก็ตกใจ อีกเดี๋ยวก็ลึกล้ำ อีกเดี๋ยวก็หัวเราะ เดี๋ยวก็อึดอัด

หนมปังเห็นด้วยกับหลายๆคนที่บอกว่าหนังสั้นบางเรื่องมัน"ไม่ได้" จริงอยู่ แต่หนมปังเห็นว่าทุกเรื่องเป็นส่วนเติมเต็มของหนังในแง่มุมของนิยาม

ความรัก ไม่ใช่เรื่องสนุก สวย หรือ มีแบบแผนเสมอไป ความรักมีส่วนที่เราไม่ชอบ ส่วนที่เราเบื่อ และไม่เข้าใจ ไม่อยากเข้าใจด้วยเช่นกัน

หากเปรียบความรักเป็นเมืองที่สวยงามเมืองหนึ่ง ในเมืองนี้ก็เต็มไปด้วยความสวยงาม และระแวดระวังในเวลาเดียวกัน เต็มไปด้วยความโกลาหลและสงบในเวลาเดียวกัน เต็มไปด้วยการแสวงหาและการพบเจอในเวลาเดียวกัน จะมีเมืองไหนที่เหมาะกับนิยามนี้มากกว่าปารีส

หนมปังชอบช่วงเวลาที่หนังกำลังจะเปลี่ยนเรื่อง ช่วงนั้นจะมีภาพนครปารีสขึ้นมา ในช่วงเวลาต่างกัน สถานที่ต่างกัน แง่มุมต่างกัน

แม่บ้านรับจ้างที่ร้องเพลงกล่อมให้เด็กคนหนึ่ง แต่กำลังมองไปนอกหน้าต่างโหยหาลูกของตัวเอง อยากจะร้องเพลงกล่อมลูกตนเองแทน

ชายตาบอดผู้รักสงบกำลังปรับตัวและทำความเข้าใจกับแฟนสาวนักแสดงที่ดูไฮเปอร์และอารมณ์ขึ้นๆลงๆตลอดเวลาด้วยดวงตาทั้งคู่ของเขา

อีกด้านหนึ่งคนค้ายาเสพย์ติดกำลังหลงรักลูกค้าและเป็นห่วงเธอในสิ่งที่เธอจมปลักอยู่

พ่อหัวดื้อกำลังพยายามยอมจำนนลูกสาวเพื่อการคืนดี

แม่คนหนึ่งที่เสียลูกชายไปกำลังพยายามทำใจเพื่อที่จะมองสิ่งที่เหลืออยู่แทน

เด็กชายคนหนึ่งที่เติบโตในโลกของความรักของพ่อและแม่และมีพลังจินตนาการสูงล้ำกำลังเผชิญโลกภายนอกอย่างเข้มแข็ง

และอีกหลายๆแง่มุมความรักรอบตัวที่หนังจับมาเล่าอย่างออกรส ผ่านฝีมือผู้กำกับคมๆหลายคนที่ทำให้หนังสั้น ลึก และกินใจ และเท่ห์อย่างบอกไม่ถูก

และฉากสุดท้ายที่รวบยอดหนังสั้นทั้งหมด กลายเป็นเมืองๆหนึ่ง

แม้นิยามความรักที่หนังนำเสนอ จะไม่ถูกต้องทั้งหมด สิ่งที่ตัวละครทำ ไม่ถูกต้องทั้งหมด แต่มันคือความจริงของคนธรรมดาที่จะทำ มีทั้งถูกและผิด หลบและสู้ เข้าใจและไม่เข้าใจ

ในแง่ของความเป็นหนัง อาจจะไม่ใช่หนังที่ตรึงหนมปังไว้กับเก้าอี้ หรือทำให้หนมปังร้องไห้ หรือในบางอารมณ์อาจไม่สามารถตรึงหนมปังให้ดูจนจบด้วยซ้ำ แต่ในแง่ของการถ่ายทอดนิยามของปารีส และความรักของผู้คนในปัจจุบัน หนังทำได้ดีมาก และเท่คอดๆ ขอบอก

พอดูจบหนมปังก็พูดกับตัวเองว่า อ่านะ นี่เป็นหนังดีอีกเรื่องหนึ่งที่หนมปังได้ดูในปีนีเลย

ปล. เสียดายนิโหน่ยที่ตรงพูดภาษาอังกฤษไม่มีซับ






 

Create Date : 13 กันยายน 2550    
Last Update : 13 กันยายน 2550 16:20:47 น.
Counter : 613 Pageviews.  

1  2  

รถขนมปังกรอบ
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add รถขนมปังกรอบ's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.