Photobucket
Photobucket Photobucket ทำวันนี้ให้ดีที่สุด ทำวันพรุ่งนี้ให้ดีกว่าวันนี้ Photobucket Google Search : เมืองนาม......( หนึ่งคำ )........ข้าถึงอย่างง่ายดาย.............ขอเชิญเสนอแนะ...ความคิด...หาทางออกให้กับการเมืองไทย.... ได้ใน.. ...xxxXการเมือง กับเมืองนามXxxx... ในส่วนด้านล่างขวาสุดของ blog ครับ. !. คลิกลิงค์....comment การเมือง กับเมืองนาม .....xxxXการเมือง กับเมืองนามXxxx....

CIP : > Lean Manufacturing

CIP : > Lean Manufacturing
หน่วยงาน TPM. J&J. และ องค์กรของเราจัดทำ CIP. ซึ่งฝ่ายโครงการ ได้ดำเนินการร่วมกันจัดทำ และผู้ที่สนใจ พอที่จะให้ข้อคิดเห็นหรือมีข้อมูลรายละเอียด เชิญแนะนำเสนอแนะกัน

หัวข้อของการ Improvment Project มีหลายหัวข้อครับ แต่ที่เราจะหยิบยกมา นำเสนอ และแสดงความคิดเห็น คือ

เรื่อง แนวคิดแบบลีน (Lean Concept) " คิดใหม่ ทำใหม่ ในการผลิต "

ก่อนอื่นขอนำเสนอ
Lean Manufacturing Lean คือ อะไร?

Lean แปลว่า “ผอม” หรือ “บาง”


ถ้าเปรียบกับคน คือ คนที่มีร่างกายสมส่วน ปราศจากไขมัน แข็งแรง ว่องไว กระฉับกระเฉง
ถ้าเป็นองค์กร คือ องค์การที่ดำเนินการปราศจากความสูญเสียในทุกกระบวนการ มีความสามารถในการปรับตัว ตอบสนองความต้องการของตลาดได้ทันท่วงที


ระบบการผลิตแบบลีน (Lean Manufacturing System)



ระบบการผลิตที่มุ่งเน้นเรื่องการไหล (Flow) ของงาน โดยกำจัดความสูญเปล่า (Waste) ต่างๆ ของงาน เพิ่มมูลค่า (Value) ให้กับตัวสินค้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ลูกค้าเกิดความพึงพอใจสูงสุด



ก่อนอื่น ที่จะอธิบาย หลักการการพัฒนาแนวคิดลีน ขอค้างไว้
เอาตรงที่ทีมงาน ฝ่ายโครงการ ต้องเตรียมความรู้ ความพร้อม สำหรับงาน อุตสาหกรรม การผลิต ที่มี Visitor USA. เข้ามา

ง่าย ๆ เลย เพื่อแก้ปัญหา จาก Concept ข้างต้น ระบบการผลิตแบบลีน ที่พบในกระบวนการผลิต อันดับแรกขอกล่าวถึง

ความสูญเปล่า 7 ประการ (7 Waste or MUDA)



Waste : anything that takes time, resources or space but does not add the value of the product or service delivered to the customer.

(ทุกสิ่งที่ใช้เวลาในการทำ ใช้ทรัพยากรหรือพื้นที่ แต่ไม่ ได้ทำให้ตัวสินค้ามีคุณค่ามากขึ้น หรือแม้กระทั่งไม่ได้ ทำให้ลูกค้าเกิดความพึงพอใจในการบริการ หรือขนส่ง สิ่งเหล่านั้น เราเรียกว่า ความสูญเปล่า หรือ Waste)font>

ความสูญเปล่า (Waste/Muda) คือ การกระทำใดๆ ก็ตามที่ใช้ทรัพยากรไป ไม่ว่าจะเป็นแรงงาน วัตถุดิบ เวลา เงิน หรืออื่นๆ แต่ไม่ทำให้สินค้าหรือบริการเกิด “คุณค่าหรือการเปลี่ยนแปลง”


1. การผลิตมากเกินความจำเป็น (Over Production)


การผลิตมากเกินความจำเป็น ก่อให้เกิดปัญหา

1. เสียวัตถุดิบ การทำงานของเครื่องจักร แรงงานคน
2. เสียเวลาขนย้าย, ย้ายไปแล้วก็ย้ายมา
3. เปลืองพื้นที่จัดเก็บ
4. ขาดความปลอดภัย ของมากอาจกีดขวางและดูแลลำบากอาจพลัดล้ม
5. เปลืองเวลาการผลิต
6. ของเสียไม่ได้รับการแก้ไขทันที


2. การมีสินค้าคงคลังมากเกินความจำเป็น (Excess Inventory)

สินค้าคงคลัง ประกอบด้วย

การมีวัตถุดิบ (RM)
งานระหว่างกระบวนการผลิต (WIP)
สินค้าสำเร็จรูป (FG)
วัสดุสิ้นเปลือง อะไหล่
การมีสินค้าคงคลังมากเกินความจำเป็น ทำให้การไหลของ ผลิตภัณฑ์ (Flow) ไม่ดีเท่าที่ควร

ปัญหาจากการมีสินค้าคงคลังมากเกินความจำเป็น

1. ใช้พื้นที่จัดเก็บมาก
2. ต้นทุนจม
3. วัสดุเสื่อมคุณภาพ (หากระบบการควบคุมวัสดุคงคลังไม่ดีพอ)  
4. สั่งซื้อซ้ำซ้อน (หากระบบการควบคุมวัสดุคงคลังไม่เพียงพอ)
5. ต้องการแรงงานและการจัดการมาก

3. การมีของเสีย (Defects)

ปัญหาจากการมีของเสีย

1. ต้นทุนวัตถุดิบ เครื่องจักร แรงงาน สูญเสียไปโดย เปล่าประโยชน์
2. สิ้นเปลืองสถานที่และค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บและกำจัดของเสีย
3. เกิดการทำงานซ้ำเพื่อแก้ไขงาน
4. เกิดต้นทุนค่าเสียโอกาส


4. การมีกระบวนการที่ไม่จำเป็น (Unnecessary Processing)


ปัญหาจากการมีกระบวนการที่ไม่จำเป็น

1. เกิดต้นทุนที่ไม่จำเป็นของการทำงาน
2. สูญเสียพื้นที่การทำงานสำหรับกระบวนการนั้นๆ
3. ใช้เครื่องจักร แรงงาน และทรัพยากร โดยไม่ก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มแก่ผลิตภัณฑ์



5. การรอคอย (Waiting)

ปัญหาจากการรอคอย

1.ต้นทุนที่สูญเปล่าของแรงงาน เครื่องจักร และค่าโสหุ้ย ที่ไม่ก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่ม
2. เกิดต้นทุนค่าเสียโอกาส
3. เกิดปัญหาเรื่องขวัญและกำลังใจ


6. การเคลื่อนไหวร่างกายที่ไม่จำเป็น (Unnecessary Motion)

ปัญหาจากการเคลื่อนไหวร่างกายที่ไม่จำเป็น

การเคลื่อนไหวร่างกายมากเกินความจำเป็น ทำให้สูญเสียเวลาในการผลิตและเกิดความเมื่อยล้า



7. การขนย้ายที่ไม่จำเป็น (Unnecessary Transportation)


การขนส่ง ขนย้ายที่มากเกินไปหรือมีระยะทางที่ยาวไกล ส่งผลกระทบต่อต้นทุนและเวลาในการผลิต

ปัญหาจากการขนย้ายที่ไม่จำเป็น

1. ต้นทุนในการขนส่ง ได้แก่ เชื้อเพลิง แรงงาน
2. เสียเวลาในการผลิต
3. วัสดุเสียหายหากวิธีการขนส่งไม่เหมาะสม
4. เกิดอุบัติเหตุหากขาดความระมัดระวังในการขนส่ง



ครับก็คงทราบปัญหา ให้ผู้ที่สนใจ และทีมงานฝ่าย ศึกษา แล้วเรามาหาคำตอบร่วมกัน ในการปรับปรุง การป้องกันและแก้ไข การนำเครื่องมือการจัดการ ( TOOLS ) มาใช้ หลายประการ อาทิเช่น PDCA. ,การปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง (CI/Kaizen) , 5S. JIT, ป้องกันการทำงานที่ผิดพลาด (Poka-Yoke) และอื่นๆ

และที่สำคัญที่สุด ขั้นตอนในการนำเอา ระบบการผลิตแบบลีน (Lean Manufacturing System) ไปใช้งาน

เพราะนั่นคือ ต้องเตรียมการ

- ต้องหาทีมที่ปรึกษา
- ความเป็นผู้นำ (Leader ship)
- การคัดเลือกผู้ปฏิบัติงาน
- การฝึกอบรม
- การเริ่มโครงการ
- การเลือกโครงการ และการดำเนินงาน
- การติดตามผลสมรรถนะของทีมงาน
- การพัฒนาปรับปรุงสมรรถนะของทีม
- ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง
- พัฒนาจนไปบรรจบกับการจัดการโซ่อุปทาน


ซึ่งผมขอสรุป
จากสภาพการแข่งขันที่เปลี่ยนแปลงไป และความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจที่มีมากขึ้น ส่งผลให้บริษัท และองค์กรต่าง ๆ ต้องพัฒนาแนวคิดการจัดการขึ้นมาใหม่ หรือบูรณาการจุดแข็งของแนวคิดเดิมที่มีอยู่ขึ้นมาใหม่เพื่อให้สามารถรับมือ และตอบสนองกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปได้ แนวคิด Lean Manufacturing System จุดที่น่าสนใจก็คือการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากธุรกิจเป็นพลวัตอยู่ตลอดเวลา แต่การที่จะพัฒนาอย่างต่อเนื่องได้ต้องมีการวัดสมรรถนะด้วย มิฉะนั้นแล้วก็ไม่รู้ว่าจะไปพัฒนาที่จุดไหน หรือตรงไหน และเมื่อมีการพัฒนาไปเรื่อย ๆ มันจะไปบรรจบกับการจัดการโซ่อุปทานด้วยตัวของมันเอง








และผมขอนำคำกล่าวจากประสบการณ์ผู้ประกอบธุรกิจสิ่งทอและการ์เม้นท์ ทีดำเนินการจัดทำระบบบางส่วนมาให้ผู้ที่กำลังดำเนินการจัดทำ


การผลิตเชิงปริมาณซึ่งส่วนใหญ่ธุรกิจการ์เม้นท์ในประเทศไทยทำ งานที่ทำมีการจัดโครงสร้างให้แรงงานที่ไม่มีฝีมือหรือพนักงานที่มีความเชี่ยวชาญต่ำ สามารถทำงานซ้ำๆได้ แต่พนักงานระดับหัวหน้าขึ้นไปและหัวหน้างานเป็นผู้รับผิดชอลการผลิต พนักงานไม่สามารถจะเปลี่ยนแปลงหรือหยุดการทำงาน สายการผลิต เนื่องจากการมุ่งเน้นการรักษาปริมาณผลิตเพื่อที่จะบรรลุเป้าหมายยอดผลิต หนึ่งในผลลัพท์ที่ได้คือแรงงานที่ไม่มีฝีมือไม่มีแรงจูงใจที่จะอาสาให้ข้อมูลเกี่ยวกับปัญหาที่พบในการทำงานหรือปัญหาในสายการผลิตหรือวิธีปรับปรุงขั้นตอนการผลิต ส่วนที่เย็บเสียก็ถูกซ่อม ปัญหาคุณค่าถือว่าเป็นปัญหาของผู้บริหาร พนักงานจะไม่ถูกสอนหรือ ส่งเสริมให้คิดเรื่องดังกล่าว

ในโรงงานที่ทำลีน มีลักษณะเด่น 2 ประการคือ
- มีการโอนจำนวนงานที่สูงที่สุดและความรับผิดชอบไปให้พนักงานที่เพิ่มคุณค่าให้ผลิตภัณฑ์โดยตรง

- มีการใช้ระบบค้นหาสินค้าบกพร่องซึ่งสามารถสืบย้อนกลับทุกๆปัญหาเพื่อหาสาเหตุโดยทันที

ที่เหมือนกันในทุกๆองค์กรที่ใช้การบริหารแบบลีน คือการเพ่งความสนใจไปที่พนักงานส่วนที่เพิ่มคุณค่า ในการบริหารแบบลีนโครงสร้างองค์กรแบบที่เคยทำจะถูกแทนที่ด้วยการจัดรูปแบบการทำงานกันเป็นทีม ซึ่งใช้การไหลของคุณค่าเป็นจุดศูนย์กลาง ซึ่งต่างจากการบริหารแบบโดยหน้าที่การทำงาน การให้พนักงานส่วนที่เพิ่มคุณค่าเป็นศูนย์กลางนั้นหมายถึงการยกระดับความชำนาญของพนักงานโดยการอบรม และอบรม และอบรมอีก หมายถึงการรวมทีมซึ่งออกแบบขั้นตอนการทำงานของตัวเองและจัดการปัญหาทั้งหมด ซึ่งหมายความว่าในกลุ่มพนักงานนี้มีผู้จัดการที่คอยทำหน้าที่เป็นครูฝึกและสนับสนุนแรงงานที่ไม่มีฝีมือ แทนที่จะคอยบอกว่าต้องทำอะไรและต้องทำเร็วขนาดไหน
















 

Create Date : 25 ตุลาคม 2551    
Last Update : 23 พฤศจิกายน 2552 13:26:14 น.  

billy&chalee นามแฝงของ : เมืองนาม , ชาคริต , บิลลี่ , ชาลี ( muangnam : เมืองนาม )

เมืองนาม... เข้าถึงอย่างง่ายดาย แค่คีย์ คำว่า " เมืองนาม " ใน Google Search ของ Blog billy&chalee บิลลี่ ( billy_the_chakrit ) ชาคริต เมืองนาม


Photobucket


Photobucket
ครับ ถ้าใครสนใจ แลกเปลี่ยนทัศนะคติ แนวความคิด หลักการและเหตุผล หรือเรื่องราวเล่าสู่กันฟัง เพื่อสร้าง KM ร่วมกันเชิญเข้าดู Web LINK หรือที่มี link ในBlogs และ comment หลังไมค์
" เพราะเราเชื่อว่า คุณเองก็ เจ๋ง เก่ง ยอดเยี่ยม , Ingenious , 素晴らしい , มีความรู้เฉพาะด้าน ที่เหนือกว่า แตกต่างกันไป หรือรอบรู้ในความสนใจเฉพาะบุคคล หลากหลายสาขาอาชีพ ครับ "




แล้วพร้อมค้นหาความหมายดี ดี ของหลักการบริหาร
จากคำนิยาม B I L L Y ได้ใน Blog


ท่านสามารถ Download File ที่มีท้ายบทความหรือ ใน Blog ซึ่ง Billy&Chalee จะได้ Update Upload File จากงาน Training Project เพิ่มเติม และขออภัยในเนื้อหา เพราะขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการปรับปรุง จากทีมงาน ฝ่ายโครงการ...

" หวังว่าจะได้ประโยชน์กับทางองค์กรของเรา ที่พร้อมจะพัฒนางานอย่างไม่หยุดยั้ง รวมถึงผู้ที่สนใจ ให้ข้อเสนอแนะ ในมุมต่าง ๆ แชร์ประสบการณ์ดี ดี เป็นวิทยาทาน ร่วมกัน "






"ขอนำคำกล่าวบางส่วน ของ ดร. สาคร สุขศรีวงศ์ ที่น่าสนใจให้ท่านอ่านร่วมกันครับ"

ภาพรวมทางการจัดการ
(Overview of Management)

การจัดการไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว การศึกษาวิชาการจัดการให้เข้าใจลึกซึ้งถ่องแท้ถึงหลัก และภาพรวมทางการจัดการจำเป็นต้องอาศัยการคิด วิเคราะห์ คาดการณ์ และจินตนาการในรูปแบบต่าง ๆ รวมทั้งนำเอาพื้นฐานความรู้และประสบการณ์ของผู้ศึกษาไปประยุกต์ใช้กับหลักวิชาการจัดการให้เหมาะสมกับสถานการณ์

แม้ว่าผู้ศึกษาจะศึกษาวิชาการจัดการจากตำราเล่มเดียวกัน หรือจากผู้สอนคนเดียวกัน แต่เนื่องจากบุคคลแต่ละคนมีทักษะความสามารถในการคิด วิเคราะห์ คาดการณ์และจินตนาการตลอดจนพื้นฐานความรู้และประสบการณ์แตกต่างกันย่อมส่งผลให้การแก้ปัญหาของผู้ศึกษามีประสิทธิผลแตกต่างกันออกไป ดังนั้นหากผู้ศึกษายึดวัตถุประสงค์พื้นฐานในการจัดการดังกล่าวเป็นแนวทางเริ่มต้น ก็จะสามารถพัฒนาต่อยอดมุมมองทางการจัดการของตนได้ล้ำลึกยิ่งขึ้น เป็นผลให้สามารถตั้งเป้าในชีวิตทั้งด้านการศึกษาและการจัดการองค์กรจริงในอนาคตได้อย่างยิ่งใหญ่และเป็นรูปธรรม


แล้วการจัดการมาใช้ให้เกิดความสำเร็จขององค์กรได้อย่างไร ?

ผู้ศึกษาวิชาการจัดการแต่ละคนย่อมเคยผ่านประสบการณ์ทางการบริหารจัดการมาบ้างแต่ ประสบการณ์เหล่านั้น อาจเกิดจากสัญชาตญาณส่วนตัว หรือบริหารจัดการแบบสุ่มเดา จึงขาดระบบระเบียบวิธีในการประมวลความคิดออกมาเป็นการปฏิบัติ แม้ว่าการบริหารจัดการนั้นอาจให้ผลสำเร็จในบางครั้ง แต่การบริหารจัดการแบบสุ่มเดาย่อมไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้เสมอไป

โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากผู้ศึกษาจำเป็นต้องบริหารจัดการองค์กรขนาดใหญ่ การบริหารจัดการแบบสุ่มเดาย่อมไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นแก่สมาชิก และผู้เกี่ยวข้องทั้งหลายได้ และจะนำมาซึ่งความล้มเหลวในที่สุด


จะต้องบริหารจัดการอย่างไรให้ประสบความสำเร็จ


จะจัดลำดับความสำคัญกับสิ่งที่ประสงค์จะทำ ก่อน-หลังอย่างไร

จะกำหนดเป้าหมายและทิศทางขององค์กรอย่างไร

จะจัดสรรและจัดแบ่งทรัพยากรบุคคลตลอดจนทรัพยากรอื่น ๆ ในองค์กรอย่างไร

ทำอย่างไรจึงจะเป็นผู้นำที่มีคุณธรรมและประสิทธิภาพตลอดจนสามารถจูงใจสมาชิกในองค์กร

และทำอย่างไรจึงจะมั่นใจได้ว่าการทำงานทั้งหมดขององค์กรเป็นไปตามเป้าหมาย หรือ วัตถุประสงค์ขององค์กร ฯลฯ


ผู้ศึกษาอย่างถ่องแท้จะทำให้สามารถตอบคำถามดังกล่าวได้อย่างมีหลักการและยังเพิ่มโอกาสแห่งความสำเร็จให้แก่องค์กรด้วย การมีความรู้ทางวิชาการจัดการที่ถูกต้องจึงไม่เพียงแต่จะทำให้ผู้บริหารสามารถบริหารองค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นเท่านั้น ในกรณีที่ผู้บริหารได้เลื่อนขั้น เลื่อนตำแหน่ง หรือ ถูกโยกย้ายไปยังหน่วยงานอื่นภายในองค์กร หรือจำเป็นต้องเปลี่ยนไปบริหารองค์กรอื่น ความรู้ทางวิชาการจัดการยังเป็นพื้นฐานให้สามารถทำหน้าที่ในตำแหน่งใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ



ดังจะเห็นได้ว่าแม้ผู้บริหารทั้งภาครัฐและเอกชนหลาย ๆ ท่าน ที่ต้องสลับสับเปลี่ยนและโยกย้ายงานอยู่เป็นประจำ ทั้ง ๆ ที่บางครั้งเป็นการย้ายงานไปสู่องค์กรที่มีลักษณะงานหรือลักษณะทางธุรกิจที่แตกต่างจากองค์กรเดิมอย่างสิ้นเชิง แต่ผู้บริหารเหล่านั้นก็สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้เพราะวิชาการจัดการเป็นความรู้ที่เป็นสากลและสามารถประยุกต์ใช้ได้กับองค์กรทุกขนาดและทุกประเภท วิชาการจัดการจึงแตกต่างจากความรู้ในบางแขนงวิชาที่สามารถนำไปใช้ได้เฉพาะในองค์กรบางประเภทเท่านั้น


การจัดการยังมีหน้าที่หลักในการเชื่อมโยงหน้าที่ทางธุรกิจ(Business Functions)อื่น ๆ

อาทิ การตลาด การผลิต การดำเนินงาน การบัญชีและการเงิน ฯลฯ ให้สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกันมากยิ่งขึ้น การจัดการจึงมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อความสำเร็จขององค์กร และเป็นหน้าที่หลักที่ผู้บริหารจำเป็นต้องมี ดังนั้นผู้ประสงค์ที่จะเป็นผู้บริหารที่ประสบความสำเร็จ และต้องการที่จะบริหารงานให้หน่วยงานหรือองค์กรที่ตนสังกัดได้อย่างมีประสิทธิผลและประสิทธิภาพตามวัตถุประสงค์ ย่อมจำเป็นต้องศึกษาวิชาการจัดการให้เข้าใจอย่างถ่องแท้



" ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการศึกษา และประสบการณ์ นำมาประยุกต์ใช้ของแต่ละบุคคล การเรียนเป็นเพียงแนวทางของการศึกษา ตามกระบวนการ ตามแบบแผน การค้นคว้า แต่ความรู้ และประสบการณ์ จะขึ้นอยู่กับตัวท่านเอง ที่จะค้นคว้าเพิ่มเติม หรือนำไปใช้จริง ปฏิบัติจริง นั่นแหละครับ จึงจะทำให้ประสบความสำเร็จของการนำวิธีการจัดการไปใช้ได้ประโยชน์สูงสุด กับองค์กร กับสถานประกอบการ และตัวท่านเอง "





billy




ปล.
การที่นำวิชาการจัดการมากล่าวถึง เนื่องจาก วิชาการจัดการ นำศาสตร์และศิลป์ ของหลักวิชาการทุกแขนง มารวบรวมเพื่อหลักการบริหาร โดยต้องนำความรู้ มุมมองใหม่ ๆ การติดตามข้อมูลข่าวสาร เหตุการณ์สภาพปัจจุบัน หรือ การพยากรณ์ (Forecasting) เหตุการณ์ในอนาคต ที่จะส่งผลต่อการวางแผนงาน ดังนั้นจึงจัดได้ว่า การจัดการมีความสำคัญกับการบริหาร ระดับองค์กร ระดับผู้นำ/ผู้บริหาร และตัวบุคคล อย่างแท้จริง







.....และเหนือสิ่งอืนใด การบริหารระดับชาติ ก็เริ่มต้นจากการเมืองครับ การเมืองเป็นเรื่องใกล้ตัวที่คุณไม่เคยได้คิด ( ประชาธิปไตยกินได้เป็นอย่างไร ? )

เพราะการดำรงชีวิตของทุกวัน คุณไม่อาจจะปกฏิเสธได้เลยว่า สังคม เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม ผูกติดกับการเมือง การเมือง

จะทำให้วัฒนธรรม และการดำรงชีพเปลี่ยนไป ภายใต้ผู้นำประเทศ ผู้บริหารประเทศ ที่มีวิสัยทัศน์ มุมมองเป็นอย่างไร

อย่าให้การเมืองต้องถูกผูกขาด และถูกครอบงำจากใคร ! การเมืองที่แท้ต้องมาจากประชาชน ที่มีสิทธิ มีเสียงเท่ากัน ไม่ว่าดี มีจนครับ




การผูกขาดความรักชาติ การเทอดทูล สถาบัน ไม่ใช่เพียงกลุ่มคนบางกลุ่ม แต่นั่นมันต้องคือ " ประชาชนทั้งแผ่นดิน "


Photobucket




Photobucket




chakrit

Smiley ร่วมสนทนา ทางการเมือง ภายใต้ประชาธิปไตยไร้อำมาตย์ Smiley



Photobucket



ได้...กับเรา link การเมือง กับเมืองนาม

Photobucket




Photobucket
ร่วมแสดงความคิดหาทางออกให้กับการเมือง กับเมืองนาม สิ่งแวดล้อม และเศรฐกิจไทย

คลิ๊กLink ......... Comment การเมือง กับเมืองนาม


และได้...ที่ ส่วนขวามือของ blog ด้านล่างสุด
ได้...เลย GO !



Photobucket


















 

Create Date : 20 ตุลาคม 2551    
Last Update : 8 มกราคม 2553 11:29:43 น.  

แผนธุรกิจ แปรงสีฟัน แปรงครัวเรือน และแปรงอุตสาหกรรม

เตรียมพบกับการจัดทำข้อมูล
แผนธุรกิจ แปรงสีฟัน แปรงครัวเรือน และแปรงอุตสาหกรรม

ใช้หลักการกลยุทธ์ เริ่มจากศึกษา ความเป็นไปได้ของโครงการ

ตามหลักการ B-I-L-L-Y

เร็ว ๆ นี้

billy





















 

Create Date : 17 ตุลาคม 2551    
Last Update : 9 กรกฎาคม 2552 8:48:15 น.  

การบริหารเชิงกลยุทธย์

การบริหารเชิงกลยุทธย์

ความหมายของการจัดการ

นักวิชาการด้านการจัดการไม่นิยมให้คำจำกัดความการจัดการหรือการบริหาร เนื่องจากมีขอบข่ายและความหมายเกินกว่าจะนิยามด้วยประโยคสั้นๆ เพียงไม่กี่ประโยคได้ คำนิยามที่นักวิชาการในสมัยก่อนนิยามได้แก่ความหมายองค์ประกอบ (บุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไปมาร่วมแรงร่วมใจกันปฏิบัติเพื่อบรรลุเป้าหมายร่วมกัน) โดยดูว่ากิจกรรมใดบ้างที่เข้าข่ายลักษณะงามตามภารกิจของการจัดการ อย่างไรก็ตามนักวิชาการด้านการจัดการในปัจจุบันมีความเห็นไปในทางเดียวกันว่าควรให้คำนิยามความหมายของการจัดการหรือการบริหารเพื่อใช้เป็นแนวทางร่วมกันในการอธิบายขอบข่ายของลักษณะการจัดการ แม้จะไม่สามารถอธิบายได้ครอบคลุม หรืออธิบายได้เพียงบางส่วนเท่านั้นก็ตาม ก็เป็นสิ่งที่ควรกระทำเพื่อให้เกิดความกระจ่างชัดเจนขึ้น

Project Team ได้สรุปจากการศึกษา
ความหมายการจัดการ คือกระบวนการนำทรัพยากรการบริหารมาใช้ให้บรรลุวัตถุประสงค์ตามขั้นตอนการบริหาร

1. การวางแผน ( Planning )


2. การจัดการองค์การ ( Organizing )

3. การชี้นำ ( Leading )

4. การควบคุม ( Controlling )


ซึ่งจากความหมายดังกล่าวมีคำสำคัญ 3 คำ คือ กระบวนการ, ทรัพยากรการบริหาร และวัตถุประสงค์ สามารถนำมาเขียนได้ดังนี้
กระบวนการจัดการ

FEEDBACK


INPUT
-
4 M’s คน ( Man ) เงิน ( Money ) วัตถุดิบ ( Material ) และวิธีการ / จัดการ ( Method / Management )

- 6 M’s 4M+2M ( เครื่องจักรกล ( Machine ) และ การตลาด ( Market ) )

- 8 M’s 6M + 2M ( ขวัญและกำลังใจ ( Morale ) ข้อมูลข่าวสาร ( Message ) )


PROCESS


- POLC วางแผน ( Planning ),การจัดองค์การ( Organizing ),การชี้นำ( Leading )และ การควบคุม( Controlling )

- POSDC การสั่งการ ( Commanding ), การประสานงาน ( Coordinating )


- POSDCORB การจัดคนเข้าทำงาน ( Staffing ) , การอำนวยการ ( Directing ), การประสานงาน (Coordinating ), การรายงานผล ( Reporting ) และ การงบประมาณ ( Budgeting ) D ( Directing ) เป็น L ( Leading )


OUTPUT

- OBJECTIVES

- GOALS

INPUT คือทรัพยากรการบริหาร ( Management resources ) อันได้แก่ 4 M’s ประกอบด้วย

คน ( Man ) เงิน ( Money ) วัตถุดิบ ( Material ) และวิธีการ / จัดการ ( Method / Management )

ถูกนำเข้าในระบบเพื่อการประมวลผลหรือการบริการที่เติบโตและพัฒนาก้าวหน้าไปพร้อมกับอุตสาหกรรมการผลิตและการบริการที่เติบโตและพัฒนาขึ้นไปอย่างรวดเร็วทำให้ทรัพยากรเพียง 4 ประการเริ่มไม่เพียงพอสำหรับเป้าหมาย

จึงได้เพิ่มขึ้นอีก 2 M’s เป็น 6 M’s ได้แก่

เครื่องจักรกล ( Machine ) และ การตลาด ( Market )
ในขณะเดียวกันการทำงานที่มองเห็นถึงความสำคัญ หรือคุณค่าของจิตใจของผู้ปฏิบัติงานมีมากขึ้น โดยให้ความสำคัญกับความพึงพอใจในการปฏิบัติงานของคนงานมากขึ้น

จึงเพิ่ม ขวัญและกำลังใจ ( Morale ) เข้าไปเป็น 7 M’s และเมื่อโลกก้าวเข้าสู่ยุคโลกาภิวัตน์ ( Globalization ) ระบบการสื่อสารไร้พรหมแดนที่ติดต่อเชื่อมโยงกันเป็นระบบเครือข่ายครอบคลุมทั่วโลกทำให้การติดต่อสื่อสารรวดเร็วใครไม่รู้หรือไม่มีข้อมูลย่อมเสียเปรียบในเชิงธุรกิจจึงได้เพิ่ม ข้อมูลข่าวสาร ( Message ) เข้าไปในทรัพยากรกระบวนการผลิต รวมเป็น 8 M’s ซึ่งทรัพยากรเหล่านี้จะเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ ไม่สิ้นสุดตราบเท่าที่ระบบอุตสาหกรรมการผลิตการจัดจำหน่ายและการบริการยังคงพัฒนาและก้าวไปไม่หยุดยั้ง


PROCESS

คือ หน้าที่หรือกิจกรรมขั้นพื้นฐานที่ผู้บริหารต้องกระทำในปัจจุบันยึดถือหน้าที่ 4 ประการได้แก่ POLC
การวางแผน ( Planning )
การจัดองค์การ ( Organizing )
การชี้นำ ( Leading )
และ การควบคุม ( Controlling )

ซึ่งมีพัฒนาการของแนวคิดมาตั้งแต่สมัยของ ฟาโย ( Henri Fayol )ปี 1916 ที่เห็นว่าหน้าที่การจัดการ ประกอบด้วย POCCC ได้แก่
การวางแผน ( Planning )
การจัดองค์การ ( Organizing )
การสั่งการ ( Commanding )
การประสานงาน ( Coordinating )
การควบคุม ( Controlling )

ต่อมาในปี 1937 กูลิกและเออร์วิก ( Gulick และ Urwick ) เห็นว่ากระบวนการจัดการประกอบด้วย

การวางแผน ( Planning ) , การจัดองค์การ ( Organizing ) , การจัดคนเข้าทำงาน ( Staffing ) , การอำนวยการ ( Directing ), การประสานงาน (Coordinating ), การรายงานผล ( Reporting ) และ การงบประมาณ ( Budgeting ) ซึ่งนิยม เรียกย่อว่า POCDCORB

ครั้งเมื่อเข้าปี 1972 แฮร์โรลด์ คูนตซ์ ( Harold D. Koontz ) มีความเห็นว่าหน้าที่ทางการจัดการคือ POSDC ได้แก่การวางแผน ( Planning ), การจัดองค์การ( Organizing ),การจัดคนเข้าทำงาน ( Staffing ),การอำนวยการ ( Directing ) และการควบคุม ( Controlling )ซึ่งแนวความคิดของเขาเปลี่ยนแปลงไปชัดเจน โดยในปี 1988 คูนตซ์และเวียห์ริช ( Koontz และ Weihrich )เขียนตำราใช้ชื่อว่า Management ร่วมกันและได้เปลี่ยนหน้าที่ทางการจัดการจากตัวD ( Directing )เป็น L ( Leading )

พัฒนาด้านแนวคิดดังกล่าวยังคงก้าวต่อไปไม่หยุดยั้ง
บางทีในยุคหน้าเราอาจเห็นหน้าที่การจัดการที่เหลืออักษรเพียงตัวเดียวหรือสองตัวเท่านั้นก็เป็นได้ ดังนั้นอาจสรุปหน้าที่หรือกิจกรรมขั้นพื้นฐานทางการจัดการได้ว่าเป็นเครื่องมือที่ใช้ในกระบวนการ ( Process) แปรรูปทรัพยากรที่นำเข้าให้เป็นผลผลิตตามวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายขององค์การต่อไป

OUTPUT

คือเป้าหมาย ( Goals ) หรือ วัตถุประสงค์ ( Objectives ) ขององค์การ ที่นำออกมาจากกระบวนการแปรรูปในขั้นตอนที่สอง เป้าหมายขององค์การ

สามารถแบ่งหยาบได้เป็น 2 ประเภทด้วยกัน คือ องค์การที่มีเป้าหมายที่มุ่งแสวงหากำไร ( Profit ) และองค์การที่มีเป้าหมายไม่มุ่งแสวงหากำไร ( Non – profit ) หรืออาจแบ่งเป็นองค์การที่วัตถุประสงค์เพื่อการผลิตสินค้า กับองค์การที่มีวัตถุประสงค์เพื่อให้บริการ ( Services ) ก็ได้


เอกสารอ้างอิง
ตุลา มหาผสุธานนท์ 2545. หลักการจัดการ หลักการบริหาร. กรุงเทพฯ : ธนธัชการพิมพ์.
อุทัย เลาหวิเชียร 2544. เอกสารการสอน ร.อ. 600 หลักการจัดการ สถาบัน บัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์. กรุงเทพฯ




การบริหารเชิงกลยุทธ์

1. บทนำ – กลยุทธ์การบริหารองค์การ

ปัญหาการบริหารในภาวะวิกฤต เป็นที่ยอมรับกันแล้วว่า การบริหารองค์การในทุกวันนี้ ผู้บริหารต่างก็ต้องประสบกับปัญหายุ่งยากต่าง ๆ มากกว่าแต่ก่อน วิกฤตการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในสภาพแวดล้อมได้ส่งผลกระทบทำให้ประสิทธิภาพการบริหารงานขององค์การต้องตกต่ำลงไปจากเดิมเป็นอันมาก ปัญหาหนักอกของผู้บริหารทั้งหลายที่กำลังเผชิญอยู่ ก็คือ ปัญหาประสิทธิภาพทางการบริหาร โดยเฉพาะในด้านที่เกี่ยวกับ ผลผลิต (Productivity) ที่ตกต่ำกว่าเดิม กลยุทธ์การบริหารที่ทรงประสิทธิภาพนี้ จะต้องดีพร้อมสมบูรณ์ตามความหมายของการบริหารทั้งสองอย่าง คือ การมีประสิทธิผล (effectiveness) ที่สามารถกำหนดเป้าหมายที่ดี และสามารถบรรลุผลสำเร็จในเป้าหมายนั้น ๆ ได้ และ การมีประสิทธิภาพ (efficiency) ที่สามารถทำสำเร็จในเป้าหมายเหล่านั้น โดยมีต้นทุนค่าใช้จ่ายที่ต่ำที่สุดด้วย หรือ ถ้ากล่าวอย่างสรุป กลยุทธ์การบริหารที่ทรงประสิทธิภาพนั้นจะต้องสร้างประสิทธิผล และประสิทธิภาพให้เกิดขึ้นได้ทุกแง่มุม คือ ทั้งในแง่ของรายบุคคล กลุ่ม (ทีมงาน) และตลอดทั้งองค์การด้วย


ลักษณะของ กลยุทธ์การบริหารที่ทรงประสิทธิภาพ

กลยุทธ์การบริหารที่ทรงประสิทธิภาพที่จะทำให้การบริหารสามารถประสบผลสำเร็จได้อย่างดีในทุกสถานการณ์ และทเงื่อนไขของสภาพแวดล้อมนั้น ลักษณะจะเป็นดังนี้ คือ

1. เป็นการบริหารเชิงรวมที่กระทำอย่างเป็นระบบที่มีการบริหารครบสมบูรณ์ทุกด้าน

2. เป็นการบริหารที่พร้อมสมบูรณ์ด้วย "แผนงาน" ที่มีประสิทธิภาพ ที่ซึ่งระบุออกมาโดยอาศัย "เป้าหมาย" (goals) เป็นเครื่องมือ แผนงานที่มีประสิทธิภาพเหล่านี้ จะเกิดขึ้นได้ก็โดยการให้ผู้ปฏิบัติได้มีส่วนร่วมในการพิจารณากำหนดเป้าหมายเหล่านี้ด้วย

3. เป็นการบริหารที่พร้อมสมบูรณ์ด้วย เทคนิคการจัดทำแผน การวัดผล การจูงใจ การควบคุม การพัฒนานักบริหาร และการสามารถแสวงหาผลประโยชน์จากสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงได้อีกด้วย

ตามลักษณะทั้งสามประการข้างต้น ถ้าจะนำมาพิจารณาจัดทำเป็นกลยุทธ์การบริหารในทางปฏิบัติแล้ว อาจแยกเป็น "กลยุทธ์การบริหาร" ประการต่าง ๆ ดังนี้คือ

1. การใช้วิธีการบริหารอย่างเป็นระบบโดยอาศัย การบริหารโดยเป้าหมาย (MBO) เป็นเครื่องมือ

2. การอาศัย "แผนกลยุทธ์" เป็นเครื่องมือเสริมสร้างประสิทธิภาพผลผลิตระยะยาว

3. การใช้โครงสร้างเป้าหมายผลสำเร็จเป็นตัวเร่งผลผลิต
4. การอาศัยกระบวนการร่วมวางแผน และตั้งเป้าหมาย เพื่อให้พนักงานผูกพันต่อเป้าหมายผลสำเร็จ

5. การใช้วิธีจูงใจคนเพื่อเพิ่มผลผลิต

6. การอาศัยระบบการควบคุมแบบสร้างสรรค์

7. การเพิ่มประสิทธิภาพ โดยการวางแผนทรัพยากรบุคคล และพัฒนาความสามารถทางการบริหาร

8. การเพิ่มประสิทธิภาพ ด้วยวิธีเสริมขวัญและกำลังใจ โดยอาศัยการให้โอกาสก้าวหน้าในหน้าที่งานบริหาร

9. การใช้กลยุทธ์เพิ่มประสิทธิภาพจากการบริหารพฤติกรรมองค์การโดยส่วนรวม

10. การเพิ่มประสิทธิภาพโดยการเรียนรู้และเอาชนะคู่แข่งขัน

11. การสร้างประสิทธิภาพ โดยปรับการบริหารให้สอดคล้องกับปัญหาในอนาคต กล่าวโดยสรุป กลยุทธ์การบริหารที่ทรงประสิทธิภาพ แต่ละประการตามที่กล่าวข้างต้นนี้ อาจกล่าวได้ว่า ก็คือ การบริหารเชิงรวมที่เป็นภารกิจทางการบริหารของผู้บริหารที่มีอยู่เป็นพิเศษ
ก็คือ


11.1 การใช้วิธีบริหารแบบมุ่งหมาย (goal-oriented management) เป็นสำคัญ ทั้งนี้ก็เพราะในภาวะเศรษฐกิจที่ประสบปัญหากฤตินั้น ประสิทธิภาพผลผลิตที่ทำได้จะเป็นเรื่องสำคัญยิ่งที่นักบริหารจะต้องวัดผล และติดตามตลอดเวลา การตั้งเป้าหมายผลสำเร็จที่ต้องการ และการติดตามผลงานที่ทำได้ต่างก็ต้องอาศัย เป้าหมายเป็นเครื่องมือที่จะขาดเสียมิได้

11.2 การจัดระบบการวางแผนที่สมบูรณ์ ทั้งนี้ก็เพื่อให้องค์การ มีความเข้มแข็งจากการมีระบบการวางแผนกลยุทธ์สำหรับระยะยาว รวมทั้งการมีระบบการวางแผนที่สามารถระบุเป้าหมายผลสำเร็จต่าง ๆ ที่จะสามารถนำมาใช้บริหารงาน เพื่อผลสำเร็จร่วมกันทั้งสองฝ่าย คือ ฝ่ายบริหาร และฝ่ายปฏิบัติ

11.3 การจัดระบบการบริหารงานในขั้นปฏิบัติที่ดีพร้อม นั่นคือ การใช้ระบบการวัดผล ประเมินผล การจูงใจทรัพยากรบุคคล ตลอดจนระบบการควบคุม เพื่อใช้เป็นเครื่องมือที่เหมาะสมสำหรับการเสริมสร้างประสิทธิภาพผลผลิตให้สูงขึ้นได้ตลอดเวลา


2. การศึกษาการบริหารองค์การทางกลยุทธ์

คำว่า กลยุทธ์ นี้ หากถูกนำไปใช้ในขอบเขตที่กว้างที่สุด คือ ใช้คู่กับคำว่า องค์การ ซึ่งตรงกับคำว่า กลยุทธ์องค์การ หรือที่ตรงกับคำภาษาอังกฤษว่า Organization strategy แล้ว ก็จะมีความหมาย หมายถึง "กลยุทธ์ของกิจการโดยส่วนรวม" ในการดำเนินการธุรกิจต่อภายนอกให้บรรลุเป้าหมายหรือวัตถุประสงค์หลักส่วนสำคัญของ กลยุทธ์ของกิจการ ที่ซึ่งเป็นกลยุทธ์ทางปฏิบัติ ก็คือ กลยุทธ์ทางธุรกิจ (Business Strategy) หรือ ส่วนที่เกี่ยวข้องกับการวิเคราะห์ทางกลยุทธ์ว่าองค์การจะบริหารทรัพยากรเพื่อหาประโยชน์จากสภาพแวดล้อมให้ได้ผลสำเร็จที่ดีที่สุด อะไรบ้างและด้วยวิธีการอย่างไร ซึ่งส่วนนี้จะเป็นส่วนสำคัญที่สุดของกลยุทธ์ทั้งหมดสำหรับอีกส่วนหนึ่งที่ตามหลังต่อจากกลยุทธ์ทางธุรกิจก็คือ กลยุทธ์ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานหรือการปฏิบัติตามแผนกลยุทธ์ทางธุรกิจ กลยุทธ์ในส่วนนี้จะเกี่ยวข้องกับการพยายามค้นหาวิธีการที่มีประสิทธิภาพ ที่จะให้การบริหารงานภายในทั้งหลายเป็นไปโดยราบรื่น ไม่ติดขัด และเอื้ออำนวยให้องค์การบรรลุผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งใจไว้ ทั้งหมดนี้จึงเท่ากับเป็นส่วนของ กลยุทธ์การบริหาร ที่เป็นส่วนของภาคปฏิบัติของการบริหารงานโดยกลุ่มของผู้บริหารระดับสูงขององค์การ ที่จะสามารถมีวิธีบริหารระบบย่อยทางการบริหารต่างๆ ให้เกิดผลต่อการดำเนินงานที่ดีนั่นเอง

การแบ่งการศึกษาการบริหารทางกลยุทธ์

การศึกษาการบริหารทางกลยุทธ์ เพื่อให้สามารถครอบคลุมการได้ความรู้การบริหารทางกลยุทธ์อย่างครบถ้วนนั้น

การศึกษาควรจะกระทำมาจาก 2 ทาง คือ

(1) การศึกษามุ่งเน้นการจัดทำหรือการจัดวางกลยุทธ์กิจการ หรือการวางกลยุทธ์ทางธุรกิจขององค์การ กับกลยุทธ์การดำเนินงานต่าง ๆ ตามแนวของการศึกษา นโยบายธุรกิจ (Business Policy) ซึ่งจะช่วยให้ผู้ศึกษาได้สร้างทักษะทางด้านการวิเคราะห์ สภาวะการแข่งขันของธุรกิจอุตสาหกรรมกับการวิเคราะห์ตลาดและผลิตภัณฑ์ เพื่อนำมาจัดวางกลยุทธ์ทางธุรกิจให้กับองค์การ พร้อมกับกลยุทธ์การดำเนินการต่างๆ จุดแข็งของการศึกษาในแนวทางข้างต้น คือการกำหนดวัตถุประสงค์ นโยบายและกลยุทธ์หลักของกิจการ ในการประกอบธุรกิจหรือทำกิจกรรมในสภาพแวดล้อมภายนอกจะมีคุณภาพสูง ซึ่งเท่ากับการบริหารองค์การต่อสภาพแวดล้อมอันเป็นส่วนสำคัญและเป็นงานยากจะทำได้ดีขึ้นและได้รับความสนใจมากกว่าการวางกลยุทธ์การบริหารสภาพแวดล้อมภายในองค์การในขั้นตอนการปฏิบัติงาน ทั้งในส่วนที่เกี่ยวกับองค์การ และกระบวนการปฏิบัติงาน ก็จะกลายเป็นเรื่องรองลงไป

(2) การศึกษาโดยมุ่งเน้นที่ การจัดการทางกลยุทธ์ หรือการบริหารเชิงกลยุทธ์ (Strategic Management) หรือการมุ่งศึกษาการจัดการต่าง ๆ ในแนวทางการคิดเป็นเชิงกลยุทธ์ ซึ่งจะช่วยให้การศึกษาการบริหารเปิดกว้างสำหรับการคิดค้นหาทางออก ในวิธีบริหารต่าง ๆ ทุกด้านอย่างกว้างขวางเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพทางการบริหารโดยวิธีนี้ น้ำหนักความสนใจ จะกระจายทุ่มเทให้กับการบริหารองค์การ ทั้งต่อภายนอกกับสภาพแวดล้อม และกับการบริหารทรัพยากรต่าง ๆ ภายในองค์การโดยมีน้ำหนักเท่ากัน เพราะการศึกษาตามวิธีนี้ จะกระทำพร้อมกันไปทั้งสองด้านนั่นเอง
จุดแข็งดูเหมือนจะอยู่ที่ การเปิดกว้างทำให้มีขอบเขตกว้างและมองไกล การวิเคราะห์พิจารณาจึงพลอยกว้างขวางตามไปด้วย และอีกประการหนึ่งก็คือ มีการคิดริเริ่มทางกลยุทธ์ได้ตลอดเวลา กับงานทุกด้านและปัญหาทุกอย่างของกิจการ แต่เมื่อพิจารณาดูถึงเวลาการสอน ซึ่งส่วนใหญ่ต้องกระทำโดยใช้กรณีศึกษาตามแนวทางนี้ในเวลา 16 สัปดาห์ ดูจะดำเนินการให้ได้ผลตามที่คาดคิดได้ยากมากผลที่ได้จริงของการสอนคลุมกว้างเช่นนี้ ในด้านจุดเด่นที่เคยมีอยู่คือ ความสามารถคิดวิเคราะห์ "กลยุทธ์ทางธุรกิจ" ของกิจการอันเป็นหัวใจของเรื่องราวการศึกษากลยุทธ์ขององค์การจะขาดหายไปอย่างน่าเสียดาย ที่มีจุดเด่นคือ ทักษะในการประเมินและจัดวางกลยุทธ์ขององค์การ เริ่มต้นจากเรื่องสำคัญที่สุดคือ กลยุทธ์ทางธุรกิจ ต้องหย่อนไปอย่างน่าเสียดายทางเลือกการศึกษาการบริหารทางกลยุทธ์



< การศึกษาการบริหารทางกลยุทธ์ ควรแยกเป็น 2 ทางพร้อมกัน คือ

(ก) การศึกษาการบริหารทางกลยุทธ์ ในแนวแรกที่กล่าวมาคือ ตามแนวการสอน นโยบายธุรกิจ (Business Policy) ตามที่ Harvard Business School ได้ทำเป็นแบบฉบับนั้น นับว่าเป็นแบบที่เชื่อได้ว่าดีที่สุด เพราะจะช่วยให้สามารถได้โอกาสฝึกฝนทักษะ ในการวางกลยุทธ์ทางธุรกิจ (Business Strategy) อันเป็นส่วนสำคัญของกลยุทธ์องค์การได้ ทั้งนี้ โดยยังสามารถมีการคิดทางกลยุทธ์ต่อเนื่องเข้าไปถึงขั้นตอนการดำเนินงานต่าง ๆ อันเป็นส่วนของการบริหารทรัพยากรภายในได้อย่างต่อเนื่อง ในส่วนของระบบบริหารย่อย ๆ ทั้งโครงการ องค์การ และกระบวนการปฏิบัติได้มากตามสมควร การศึกษาอย่างเป็นระบบและกระบวนการจึงเกิดขึ้นอย่างดีด้วย

(ข) การศึกษากลยุทธ์การบริหารต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการบริหารทางกลยุทธ์ในส่วนนี้ คือภาระต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการบริหารองค์การทั้งหมด แต่จะมีจุดมุ่งของ การพิจารณาในแง่ของการบริหาร (management aspects) เป็นสำคัญ ดังนั้นตามความหมายนี้ กลยุทธ์ที่คิดค้นขึ้นมา จึงเป็นการคิดค้นโดยอาศัยพื้นฐานทางการบริหารเป็นหลัก ระบบการบริหารหลัก และวิธีการบริหารทั้งหลาย จึงเป็นขอบเขตสำหรับการนำมาคิดวิเคราะห์หาทางจัดวางกลยุทธ์ต่าง ๆ เพื่อนำไปใช้บริหารให้เกิดประสิทธิภาพได้



3. ภาพรวม : การบริหารองค์การเชิงกลยุทธ์

สามารถแยกพิจารณาเป็นส่วน ๆ สำหรับการบริหารทางกลยุทธ์ คือ

ส่วนที่ 1 ความเกี่ยวพันกันขององค์การกับสภาพแวดล้อม

ในส่วนนี้จะหมายถึงความสัมพันธ์ระหว่าง "องค์การ" ซึ่งเป็นหน่วยงานหรือกิจการที่จัดตั้งขึ้นมาเพื่อทำงานให้สำเร็จตามจุดมุ่งหมายที่ได้เลือกสรรมาแล้วอย่างใดอย่างหนึ่งกับ "สภาพแวดล้อม" ซึ่งเป็นสภาพเงื่อนไขของปัจจัยภายนอก ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ที่อยู่นอกเหนือการควบคุมขององค์การ ที่ซึ่งสภาพเงื่อนไขอาจเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี อันเป็น "โอกาส" ที่จะเออำนวยให้กับการทำงานขององค์การ หรืออาจเปลี่ยนแปลงไปในทางไม่ดีจนกลายเป็น "ข้อจำกัด" ที่กลายเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินการขององค์การได้


ส่วนที่ 2 ระบบต่าง ๆ ขององค์การ
1. ระบบโอกาส ระบบโอกาสเป็นระบบของการทำงานของผู้บริหารระดับสูง ที่คาบเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมภายนอกโดยตรง ระบบโอกาสนี้ จึงเป็นระบบที่อยู่คร่อมระหว่างองค์การกับสภาพแวดล้อมทั้งสองวง และในเวลาเดียวกัน ภาระงานบริหารด้านนี้ของผู้บริหาร ก็จะเป็นงานด้าน "การบริหารโอกาส" (opportunity management) นั่นเอง

2. ระบบงาน คือ ระบบของทรัพยากรต่างๆ ที่จัดเตรียมไว้ภายในองค์การเพื่อสำหรับการปฏิบัติงานตามแผนงานต่าง ๆ ที่ได้กำหนดไว้ ระบบงานนี้จะประกอบด้วยปัจจัยต่างๆ ที่เป็นทรัพยากรที่นำมาใช้เพื่อการปฏิบัติงานที่จำเป็นต้องทำ ปัจจัยเหล่านี้จะประกอบด้วยปัจจัยต่างๆ ที่เป็นปัจจัยทางวัตถุสิ่งของ เช่น เงินทุน เครื่องจักร อุปกรณ์ วัตถุดิบ และสิ่งจำเป็นอื่น ๆ

3. ระบบคน คือ ทรัพยากรที่ซึ่งมีชีวิตจิตใจ พร้อมทักษะ ความชำนาญและความสามารถที่จะเข้ามาปฏิบัติงานตามหน้าที่ที่กำหนดไว้ ทั้งนี้ ทรัพยากรบุคคล ผู้ทำงานเหล่านี้ จะเป็นผู้ดำเนินกิจการต่าง ๆ ในขั้นปฏิบัติ โดยจะเป็นผู้ใช้ทรัพยากรต่างๆ เช่น เงินทุน สิ่งของ วัตถุดิบ และจะเป็นผู้ขับเคลื่อนระบบ โดยทำกิจกรรมต่างๆ เช่น เดินเครื่องจักรหรือคอยให้บริการตามหน้าที่เป็นต้น ผลงานที่ได้ออกมาจากที่ได้ดำเนินไป จะดีมากหรือน้อยอย่างไรนั้น ส่วนใหญ่จะขึ้นอยู่กับปัจจัยด้านบุคคลนี้เป็นอย่างมาก ทั้งนี้เพราะคน นับเป็นปัจจัยที่ผันแปร ซึ่งต่างกับปัจจัยทรัพยากรอื่นๆ

ส่วนที่ 3 ระบบการบริหาร คือ ระบบการทำงานของผู้บริหารในการบริหารระดับต่างๆ ขององค์การให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อให้เกิดผลสำเร็จมากที่สุดสำหรับองค์การ ระบบการบริหารนี้ หากจะพิจารณาเริ่มจากระบบต่าง ๆ ขององค์การโดยสัมพันธ์มาถึงการปฏิบัติหน้าที่การบริหารโดยนักบริหาร
ภารกิจของผู้บริหารคือ การสร้างประสิทธิภาพในการจัดระบบงานต่างๆ ให้เหมาะสม สะดวกและง่าย ที่คนผู้ปฏิบัติจะทำได้โดยมีประสิทธิภาพการผลิตสูง ซึ่งจะพิจารณามองภาระหน้าที่ ดังกล่าวเป็นภาพรวม ก็คือ "การประสานงาน" (coordination) หรือการประสานงานการทำงานของฝ่ายต่าง ๆ ให้เข้ากันได้ (coordination work) นั่นเอง
แต่ในทางปฏิบัติผู้บริหารจะมีวิธีการปฏิบัติที่เรียกได้ว่าเป็น "หน้าที่งานบริหาร" (managerial function) ที่เป็นมาตรฐานที่จะต้องกระทำโดยตัวผู้บริหารเอง 5 ประการ คือ

- การวางแผน (planning) หรือการกำหนดทิศทางองค์การพร้อมกับเป้าหมายและแผนงานต่างๆ

- การจัดองค์การ (organizing) หรือการจัดระเบียบทรัพยากรให้เป็นระบบงานที่มีประสิทธิภาพ เป็นระบบวิธีทำงานที่มีประสิทธิภาพสูงสุด ที่เรียกกันทั่วไปว่า "The one best way"

- การจัดคนเข้าทำงาน (staffing)
คือการจัดหา พัฒนา และธำรงรักษาให้องค์การมรทรัพยากรบุคคลที่ทรงคุณค่าสูงสุด เพื่อพร้อมที่จะปฏิบัติงานและสร้างสรรค์ความสำเร็จให้กับองค์การจากเจ้าหน้าที่ที่แต่ละคนรับปฏิบัติอยู่

- การสั่งการ (directing) หรือการมีศิลปการสร้างความเข้าใจและรู้จักจูงใจและกำกับให้ผู้ทำงานทุกคน และทีมงานต่าง ๆ ทำงานโดยทุ่มเทและเสริมประสานต่อกันเพื่อผลสำเร็จของส่วนรวมร่วมกัน

- การควบคุม (control) หรือการติดตามผลการปฏิบัติงานที่กำลังดำเนินไป เพื่อให้ทราบถึงประสิทธิภาพของการทำงานต่างๆ ในระหว่างกระบวนการทำงาน ทั้งนี้ หากผลงานใดผิดไปจากที่คาดคิด ผู้บริหารก็จะแก้ไขและปรับให้การทำงานกลับสู่ภาวะที่มีประสิทธิภาพอีกครั้ง และโดยที่การควบคุมนี้อยู่ในขั้นตอนของการปฏิบัติโดยบุคคลต่างๆ อยู่ ดังนั้นการติดตามผลการปฏิบัติ และการปรับแก้ ต่างก็ต้องกระทำกับคนผู้ทำงานที่กำลังปฏิบัติอยู่ในขณะนั้น และด้วยเหตุผลดังกล่าวนี้เอง ความหมายของการควบคุมที่แท้จริง จึงเป็น "การควบคุมคนที่ทำงาน" นั่นเอง

การบริหารองค์การเชิงกลยุทธ์ ในทางปฏิบัติ การบริหารองค์การโดยผู้บริหารจะไม่กระทำโดยแยกหน้าที่บริหารเป็นอย่าง ๆ โดยนำออกมากระทำทีละอย่าง ๆ และยังอาจกระทำสลับไปมา หรือเน้นบางหน้าที่งานมากเป็นพอเศษก็ได้ สภาพดังกล่าวของการบริหารองค์การ ในทางปฏิบัติที่ทำจริง
จึงสามารถพิจารณาเป็นภาพรวมเป็นภารกิจทางการบริหารด้านใหญ่ ๆ 3 ด้านคือ


1. ด้านแผนงาน หรือความสามารถในการบริหารองค์การ โดยวางแผนให้องค์การโดยส่วนรวมสามารถเลือกทำธุรกิจที่ดีที่สุด ที่ซึ่งจะช่วยองค์การสำเร็จผลในทางต่าง ๆ ได้สูง โดยมีการเสี่ยงน้อย

2. ด้านโครงสร้าง คือการสามารถบริหารทรัพยากรขององค์การให้มีการจัดรูปขึ้นมาเป็นโครงสร้างองค์การและระบบการทำงานต่างๆ ที่สามารถนำมาใช้ดำเนินการปฏิบัติ เพื่อทำงานตามแผนงานบรรลุผลสำเร็จทุกขั้นตอนอย่างมีประสิทธิภาพ

3. ด้านกระบวนการปฏิบัติ คือการสามารถสร้างประสิทธิผล และประสิทธิภาพในขั้นตอนการปฏิบัติงานจริง โดยพนักงานทุกกลุ่มทุกระดับ ที่ซึ่งเป็นทรัพยากรมนุษย์ โดยให้มีการทุ่มเทคิดริเริ่มสร้างสรรค์ และประสานสามัคคีจนเกิดผลดีในการช่วยสร้างผลงาน และผลสำเร็จให้กับภารกิจในระยะยาวได้




ระดับภาพรวมการบริหารเชิงกลยุทธ์

1. กลยุทธ์การกำหนดทิศทางทำธุรกิจ (Strategy หรือ Business Strategy) คือการพิจารณายุทธศาสตร์ขององค์การในการเลือกวัตถุประสงค์ นโยบายและกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจขององค์การให้สำเร็จผลสูงสุด ภายในสภาพตลาดที่แข่งขันและภายใต้เงื่อนไขสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจ สังคมและการเมืองที่เปลี่ยนไป

2. กลยุทธ์การบริหารโครงสร้าง (Structure) คือการคิดถึงยุทธศาสตร์ในการแบ่งสรรทรัพยากรทุกชนิดให้ออกมาเป็นกลุ่มการแบ่งงานที่มีประสิทธิภาพ คือ เป็นโครงสร้างองค์การ (organization structure) ที่เหมาะสม เช่น การแบ่งฝ่าย แผนก การกำหนดขนาด การกระจายอำนาจเพื่อการทำงานที่มีประสิทธิภาพ รวมทั้งการคิดถึงกลยุทธ์รูปแบบโครงสร้างให้เป็นแบบศูนย์กำไร (profit center) รวมทั้งการจัดทีมงานปฏิบัติการและฝ่ายวิชาการเพื่อคอยให้การสนับสนุน ตลอดจนการจัดระบบงาน กระแสการไหลของงาน และวิธีทำงานต่าง ๆ ด้วย

3. กลยุทธ์การบริหารการปฏิบัติ (Process) คือการคิดเกี่ยวกับ ยุทธศาสตร์การบริหารคนผู้ปฏิบัติงาน ซึ่งจะรวมทั้งการจูงใจบุคคล การกำกับพฤติกรรมกลุ่ม และการประสานพฤติกรรมขององค์การ ให้เป็นพลังร่วมที่ทุ่มเทการทำงานให้กับองค์การได้สูงสุด


ด้วยเหตุผลความจำเป็นต่างๆ ดังกล่าวนี้เอง ผู้บริหารในระดับกลางและสูงของทุกองค์การ จึงต้องศึกษาและฝึกทักษะความรู้เกี่ยวกับการบริหารที่สำคัญ ให้ครบทั้ง 3 ด้านคือ

(ก) ศึกษานโยบายธุรกิจ (Business Policy) เพื่อใช้กับการบริหารส่วนแรก กลยุทธ์การกำหนดทิศทางธุรกิจให้กับองค์การ

(ข) ศึกษาทฤษฎีองค์การ และการออกแบบงาน และตำแหน่งงานต่าง ๆ (Organizational Theory & Design) เพื่อใช้กับการบริหารส่วนที่สอง คือกลยุทธ์การบริหารโครงสร้างองค์การและระบบงาน

(ค) ศึกษาพฤติกรรมองค์การ (Organization Behavior) เป็นหัวใจและศูนย์กลางของปริมาณและคุณภาพ






4. แนวคิดกลยุทธ์การบริหารองค์การเปรียบเทียบ

กลยุทธ์ (Strategy) คือกลยุทธ์ขององค์การต่อสภาพแวดล้อม ที่จะเป็นแผนที่นำทาง ในการขับเคลื่อนให้องค์การผ่านไปในสภาพแวดล้อมอย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนนี้จะประกอบด้วยวัตถุประสงค์ นโยบาย และแผนกลยุทธ์ต่าง ๆ ที่องค์การจะมาใช้ดังเช่น กรณีของธนาคารกสิกรฯ ที่ขยายธุรกิจด้านสินเชื่อ เพื่อเข้าสู่ลูกค้าขนาดกลาง ธนาคารไทยพาณิชย์ ใช้เครื่อง ATM เพื่อแก้ไขจุดอ่อนในการขยายธุรกิจสู่กลุ่มลูกค้ารายปลีก หรือบริษัทปูนซีเมนต์ไทย จำกัด ที่ก้าวสู่ธุรกิจใหม่หลายด้าน ตั้งแต่ยางรถยนต์ เครื่องจักรกล ไปจนถึงสินค้าไฮเทคต่าง ๆ เป็นต้น



โครงสร้าง (Structure)
หรือโครงสร้างองค์การ ซึ่งหมายถึงการจัดกลุ่มงาน และโครงสร้างองค์การ เพื่อใช้สำหรับปฏิบัติตามกลยุทธ์ คุณค่าของโครงสร้างต่อประสิทธิภาพการบริหารก็คือ ทำให้กลุ่มงานและทรัพยากรที่ใช้ปฏิบัติงานสามารถดำเนินไปโดยมีประสิทธิภาพ รูปแบบของโครงสร้าง ให้มีการกระจายอำนาจหรือจัดเป็นศูนย์กำไร หรือรวมกลุ่มโครงสร้างทางธุรกิจและผลิตภัณฑ์ เป็นต้น


การบวนการ (Process)
หรือกระบวนการปฏิบัติงาน ซึ่งหมายถึง กระบวนการพฤติกรรมขององค์การ (Organizational Process & Behavior) รายละเอียดในส่วนนี้เกี่ยวข้องกับกระบวนการต่างๆ ที่เกี่ยวกับการตั้งเป้าหมาย การวัดผล การจูงใจ ให้รางวัลตอบแทนต่าง ๆ และการสร้างความสามัคคี ความจงรักภักดี การคิดริเริ่ม และการทุ่มเทกำลังความสามารถให้ปรากฏเป็นผลงานที่ดี ทั้งนี้ ปัจจัยที่เกี่ยวข้องมักจะเป็นเรื่องของผู้นำ การสร้างทีมงาน และการจูงใจ ที่ได้ผลในทางปฏิบัติหรือก็คือ ส่วนของการบริหารทรัพยากรบุคคลนั่นเอง


จากส่วนประกอบของการบริหารองค์การทั้ง 3 ด้านข้างต้น
คือ กลยุทธ์โครงสร้าง และกระบวนการนี้แท้จริงแล้วก็คือ ส่วนสรุปที่จะเป็นแนวคิดในการปฏิบัติ หน้าที่งานทางด้านการบริหารต่างๆ เพื่อที่จะมีการเน้นหนักในส่วนต่าง ๆ ทั้ง 3 ส่วนเหล่านี้ เพื่อให้บังเกิดผลสำเร็จต่อองค์การได้สูงสุดตามสถานการณ์ต่าง ๆ



การจัดการการผลิต

การผลิตคืออะไร?

การผลิตเป็นหนึ่งในหน้าที่หลักของการดำเนินธุรกิจ ที่ทุกองค์กรจะต้องมี (นอกเหนือไปจากหน้าที่ทางด้านการเงินและการตลาด) การผลิตนั้นเป็นกระบวนการแปลงสภาพวัตถุดิบ หรือแรงงาน และสิ่งอื่นๆ ให้เป็นตัวสินค้าเช่น โทรศัพท์ คอมพิวเตอร์ สบู่ เป็นต้น หรืออาจจะเป็นสินค้าที่อยู่ในรูปของการบริการ เช่น บริการของรถไฟฟ้า BTS การแสดงตามสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ บริการของโรงพยาบาล เป็นต้น สินค้าและบริการนี้ถูกผลิตขึ้นมาเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า






การจัดการการผลิตคืออะไร?

การจัดการการผลิต คือ กลุ่มของกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการใช้ทรัพยากรต่างๆ เช่น วัตถุดิบ แรงงาน เครื่องจักร พลังงาน เงินทุน เป็นต้น เพื่อผลิตหรือสร้างผลิตภัณฑ์และบริการต่างๆ


การจัดการการผลิตสำคัญอย่างไร?

การจัดการการผลิตจะเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับการผลิต โดยกำหนดกลุ่มของกิจกรรมที่ใช้ในการผลิต จัดหาทรัพยากรมา เพื่อให้การผลิตสินค้าหรือบริการต่างๆ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและสามารถสนองตอบต่อความต้องการของตลาดได้



กระบวนการจัดการการผลิต

การจัดการการผลิตนี้เป็นกระบวนการจัดทำแผนต่างๆ
เพื่อเตรียมความพร้อมให้องค์กรสามารถทำการผลิตสินค้าตามที่คาดหวังไว้ เช่น แผนสำหรับการใช้และเตรียมวัตถุดิบ แผนการผลิต แผนกำลังคน เป็นต้น การวางแผนที่ดีนั้นจะต้องมีการทดลองและปรับแผนเพื่อให้ได้แผนที่ดีที่สุด เมื่อได้แผนที่ดีแล้ว ก็สามารถดำเนินการผลิตตามแผน สำหรับการเตรียมความพร้อมในเรื่องของทรัพยากรที่ใช้ในการผลิตนั้น ทรัพยากรควรมีเพียงพอและไม่มากเกินไป ถ้ามีมากเกินไปย่อมจะเกิดค่าใช้จ่ายมากเกินความจำเป็น ทรัพยากรในที่นี้อาจจะหมายถึง กำลังคน พื้นที่การทำงาน พลังงานที่ใช้ เงินลงทุน และรวมทั้งเครื่องมืออุปกรณ์ต่างๆ ที่จะก่อให้เกิดการผลิตตามแผน ในการจัดการการผลิตมีหลายกระบวนการ
กระบวนการที่ได้รับการยอมรับอย่างมากเป็นแนวทางที่นำเสนอโดย American Production and Inventory Control Society หรือเป็นที่รู้จักกันว่า APICS


กระบวนการจัดการการผลิตตามแนวทางของ APICSAPICS เป็นองค์กรที่สร้างและเผยแพร่ความรู้ทางด้านการจัดการซึ่งเป็นที่รู้จักกันทั่วโลก โดยมีสมาชิกกว่า 100,000 รายทั่วโลก ทั้งที่เป็นบุคคลธรรมดาและบริษัทต่างๆ APICS เป็นองค์กรที่ดำเนินการโดยไม่หวังผลกำไร
กระบวนการจัดการการผลิตตามแนวทางของ APICS นี้จะเริ่มต้นจากการจัดทำแผนธุรกิจและแผนการตลาดควบคู่กันไป ทั้งสองแผนนี้มักจะเป็นแผนระยะยาว (ช่วงเวลามากกว่า 1 ปี) หรือแผนระยะกลาง (ช่วงเวลาประมาณ 3 - 18 เดือน)
และถูกจัดทำขึ้นเพื่อใช้ในการดำเนินธุรกิจ ในแผนธุรกิจจะมีข้อมูลเกี่ยวกับการนำผลิตภัณฑ์ใหม่เข้าสู่ตลาด การขยายพื้นที่เดิมหรือสร้างโรงงานใหม่ การกำหนดกลยุทธ์การจัดส่งใหม่ การซื้อเครื่องจักรใหม่ เป็นต้น สำหรับการทำแผนการตลาดนั้นองค์กรจะต้องรวบรวมความต้องการที่จะเกิดขึ้นในช่วงเวลาของการวางแผน ความต้องการนี้อาจจะเป็นข้อมูลจากการพยากรณ์ยอดขาย คำสั่งซื้อจากลูกค้า และแผนการจัดส่งที่กำหนดไว้ นอกจากนี้ยังต้องอาศัยข้อมูลบางอย่างจากแผนธุรกิจ

เมื่อได้แผนการตลาดแล้วก็จะต้องจัดทำ แผนการผลิตระยะยาวหรือแผนการผลิตรวม (Aggregate production plan) ซึ่งเป็นการวางแผนระยะกลางว่าจะต้องผลิตผลิตภัณฑ์โดยรวมเท่าไรในแต่ละช่วงเวลา (ไม่ได้แยกเป็นชนิด) เช่น ในแผนการผลิตรวมของบริษัทผลิตเครื่องปรับอากาศ จะไม่ระบุชัดเจนว่าต้องการรุ่นไหนเท่าไร แต่จะบอกว่าโดยประมาณแล้วคาดว่าจะต้องผลิตเครื่องปรับอากาศกี่เครื่องในแต่ละเดือน เพื่อให้สามารถตอบสนองความต้องการที่ได้วางแผนไว้ในแผนการตลาด ในแผนการผลิตรวมนี้ จะต้องคำนึงถึงทรัพยากรที่มีอยู่ของบริษัทด้วย ฉะนั้นจึงต้องจัดทำ แผนทรัพยากร ขึ้นมาเพื่อเตรียมความพร้อมในเรื่องทรัพยากรที่ใช้ในการผลิต
หลังจากมีแผนการผลิตรวมแล้ว องค์กรจะต้อง กำหนดแผนการผลิตหลัก ในแผนนี้จะระบุชัดเจนยิ่งขึ้นว่าจะต้องผลิตสินค้ารายการอะไร (ระบุรุ่นและแบบ) เมื่อไร และ เท่าไร
ซึ่งในขั้นตอนนี้อาจจะมีการทำแผนกำลังการผลิตหยาบเพื่อช่วยตรวจสอบว่า แผนการผลิตหลักที่ทำไว้นั้นมีความเป็นไปได้หรือไม่ ถ้าหากเป็นไปไม่ได้ (อาจเป็นเพราะกำลังการผลิตไม่เพียงพอ) ก็จะได้ทำการปรับปรุงและแก้ไขแผนการผลิตหลักก่อนที่จะนำไปปฏิบัติ


เมื่อได้แผนการผลิตหลักที่ดีและพอใจแล้ว แผนนี้ก็จะถูกนำมาใช้ในการจัดทำแผนความต้องการวัสดุซึ่งเป็นกำหนดแผนการสั่งซื้อหรือการสั่งงานผลิต เพื่อให้ได้ผลิตผลตามกำหนดการของแผนการผลิตหลัก นอกจากนี้ อาจจะทำแผนกำลังการผลิตควบคู่ไปด้วย เพื่อเตรียมกำลังการผลิตให้เพียงพอตามแผนการผลิต กำลังการผลิตที่เตรียมไว้ไม่ควรมีมากหรือน้อยเกินไป ถ้ากำลังการผลิตมากเกินพอ จะทำให้เกิดค่าใช้จ่ายมากเกินความจำเป็นและมีความสิ้นเปลือง ในทางตรงกันข้าม ถ้ากำลังการผลิตน้อยเกินไปจะทำให้ผลิตตามแผนไม่ได้ ในขั้นตอนสุดท้ายของกระบวนการ คือ การควบคุมให้ดำเนินตามแผนที่วางไว้ หากไม่เป็นตามแผนก็ต้องทำการแก้ไข

ข้อพิจารณาการปรับใช้
1. สำรวจความพร้อมภายในองค์กร เนื่องจากการจัดการการผลิตตามแนวทางของ APICS นั้น จะต้องอาศัยข้อมูลจำนวนมากเพื่อใช้ในการวางแผน ดังนั้นจึงต้องมีการสำรวจเพื่อหาว่ายังขาดข้อมูลใดบ้าง

2. เตรียมข้อมูลและบุคลากรให้พร้อมสำหรับดำเนินการตามแนวทางของ APICS

3. อบรมและให้ความรู้แก่บุคลากรทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ตระหนักถึงหน้าที่และความสำคัญของตนเองที่ส่งผลต่อการดำเนินงานขององค์กร





























 

Create Date : 16 ตุลาคม 2551    
Last Update : 9 กรกฎาคม 2552 8:47:50 น.  

เครื่องมือสนับสนุนโครงการ (ต่อ )

ระบบป้องกันความผิดพลาด (POKA-YOKE)

โรงงานอุตสาหกรรมที่ผลิตผลิตภัณฑ์นานาชนิดขึ้นมานั้นในส่วนของการผลิตสินค้าไม่ได้มาตรฐาน หรือเกิดของเสียขึ้นมาด้วย ในบางโอกาสของเสียเหล่านั้นสามารถเล็ดลอดผ่านกระบวนการควบคุม คุณภาพทางสถิติ (Statistical QualityControl) จากการสุ่มตัวอย่างเพื่อตรวจสอบไปสู่ลูกค้าได้ซึ่งมีผลกระทบต่อความพึงพอใจของลูกค้า(Customer Satisfaction) และต้องทำการแก้ไขผลิตภัณฑ์ไม่ได้มาตรฐานเหล่านั้น( Rework ) ทำให้ต้นทุนการผลิตสูง เทคนิคหนึ่งทางด้านปรับปรุงคุณภาพ และมุ่งมั่นสู่ของเสียเป็นศูนย์ (Zero- Defect)นั้นคือการใช้ระบบPOKA-YOKE
ระบบ POKA-YOKE
คือ “ระบบป้องกันความผิดพลาด” ซึ่งมีรากฐานมาจากภาษาญี่ปุ่น

POKA คือ ความผิดพลาดจากการไม่เอาใจใส่

YOKE คือ ป้องกัน/ไม่ให้เกิด/หลีกเลี่ยง

หรือที่เรียกกันเป็นที่แพร่หลายว่า ระบบป้องกันความผิดพลาดจากการพลั้งเผลอ หรือใช้คำว่า Mistake Proof ซึ่งระบบPOKA-YOKE นี้ ควบคุมให้งานในกระบวนการมีความถูกต้องเท่านั้นที่จะสามารถผ่านกระบวนการและไปสู่กระบวนการต่อไป

การบริหารข้อเท็จจริงด้วยหลักการห้าจริง ( Fact Management by 5G )
การบริหารข้อเท็จจริง (Management By Fact) มีความสำคัญอย่างยิ่งในการแก้ปัญหาทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเล็กๆ น้อยๆ จนกระทั่งปัญหาใหญ่ๆ โดยการบริหารข้อเท็จจริง เป็นพื้นฐานในการสังเกตการณ์ สภาพปัญหา และวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อหาสาเหตุรากเหง้าของปัญหา ซึ่งจะทำให้การแก้ปัญหาได้ถูกต้อง ตรงจุด เกาได้ถูกที่คัน การจะได้ซึ่งข้อเท็จจริง จะไม่ใช่แค่ดูรายงาน ดูข้อมูล แต่จะต้องลงไปดู ฟัง สัมผัส กับพื้นที่จริงหรือลองทำจริงๆ ดูของจริง สถานการณ์จริงในการปฏิบัติแนะนำสู่หลักการ 5G(5G เพื่อการพัฒนาคุณภาพโดย โทโมโซ โกบาตระ)

5G ประกอบด้วยคำศัพท์ 5 คำที่ขึ้นต้นด้วยคำว่า “GEN” คือ

Genba : พื้นที่จริง
Genbutsu : ของจริง
Genjitsu : สถานการณ์จริงในการปฏิบัติงาน
Genri : หลักการทางทฤษฎี พื้นฐานที่สามารถ
อธิบายเหตุการณ์ต่างๆ ได้
Gensoku : ระเบียบกฎเกณฑ์ ข้อบังคับพื้นฐานหรือหลักเทคโนโลยีที่มีการ เปลี่ยนแปลง

โดย 3 ตัวแรกมักจะคุ้นเคยอยู่แล้ว คือ “3 จริง” หรือ “3
GEN” แต่ในการแก้ไขปัญหาจะประสบความสำเร็จได้ จะต้องนำ “3
GEN” ที่พบเห็นมาใคร่ครวญ พิจารณาวิเคราะห์ปัญหาโดยอาศัยหลักการทางทฤษฎี และระเบียบกฎเกณฑ์ลงไปเป็นพื้นฐานในการปฏิบัติด้วย นักนิยมหลักการ 5G จะต้องพึงตระหนักอยู่เสมอว่า ตัวเองจะต้องลงไปดู ฟัง สัมผัส ทดลองทำ จะต้องไม่หลงเชื่อกับความเคยชินต่างๆ ที่เคยปฏิบัติกันมาไม่เชื่อในข่าวสารที่ได้รับมาโดยทันที

* ก้าวแรกที่จะนำไปสู่การเป็นนักนิยม 5G คือ เริ่มปฏิบัติตามหลักการ 3G ในงานที่รับผิดชอบอยู่ และจะต้องพิจารณาบนพื้นฐานของ 2G ด้วย
* หลักการ 5G เป็นระบบที่ต้องเรียนรู้ทักษะการลงมือปฏิบัติ การจะนำไปสู่หลักการ 5G นั้นไม่ใช่การบอกใครๆ ว่า เราเป็นนักนิยมหลักการ 5G แต่จะต้องเริ่มจากการใช้ประโยชน์ จากหลักการ 3G ด้วยการลงไปสัมผัสของจริง พื้นที่จริง และสถานการณ์ความเป็นจริงในที่ปฏิบัติงานแล้ว จึงคิดหาหลักการทางทฤษฎี ระเบียบกฎเกณฑ์และเหตุผลของทุกสิ่งทุกอย่าง

ตัวอย่างการประยุกต์ใช้หลักการ 5G
การเก็บน้ำของบ่อตักตะกอนบนเหมือง พบว่าปัญหาน้ำในบ่อดักตะกอนบนเหมืองน้อย ไม่เพิ่ม การจะวิเคราะห์หาสาเหตุของปัญหาต้องดูพื้นที่จริง ของจริง สภาพการณ์จริง
โดยมีสมมติฐานทางทฤษฎีคือ
1) น้ำไม่เข้าบ่อ
2) น้ำในบ่อรั่วไหล

สมมติฐานข้อ 1) จะต้องพิสูจน์ด้วยการดูพื้นที่จริง : พบว่ามีร่องน้ำชักน้ำจากเหมืองลงบ่อ

ประเด็นถัดไปที่ต้องพิจารณา มีร่องน้ำแล้วน้ำลงบ่อจริงหรือไม่ ? ต้องดูของจริง สภาพการจริง : ดูตอนฝนตกว่าน้ำลงบ่อหรือไม่ โดย ผจผ.สุทิน, หน.ประหยัด

จากหลักการ 3 จริง พบว่า ฝนตกแล้วน้ำสามารถลงบ่อได้ ถ้าเราไม่ 3 จริง แต่ใช้ความเชื่อเดิมๆ ว่า น้ำไม่ไหลลงบ่อ โดยซึมไปตามหินถมก่อนลงบ่อ การแก้ปัญหาอาจจะต้องปรับปรุงทางน้ำที่ไหลลงบ่อ ซึ่งจะเป็นการแก้ผิดจุด ขั้นต่อไปที่จะพิจารณา คือ น้ำลงบ่อ แล้วทำไมระดับน้ำไม่ขึ้น

สมมติฐานข้อ 2) น้ำในบ่อรั่วไหลหรือไม่ ?

ตรวจสอบรอยแตก รอยร้าวของบ่อ พบว่ามีรอยแตก รอยร้าว แต่ต้องพิจารณาต่อไปว่ารอยร้าวที่เห็นทำให้น้ำซึมหายหรือไม่ เพราะการร้าวอาจไม่มีผลถึงขั้นทำให้น้ำซึมหายก็ได้ จากการสังเกตโดย หน.บุญธรรม พบว่าระดับน้ำจะเหลือแค่ระดับปากท่อระบายน้ำออกเสมอ จึงตรวจสอบวาล์วเปิดน้ำออกจากบ่อ พบว่าวาล์วเสีย จึงได้แก้ไขทำการเปลี่ยน ถ้าเราเห็นรอยร้าวแล้วทึกทักว่าใช่สาเหตุของปัญหา เราก็จะดำเนินการอุดรอยร้าวของบ่อทันทีเลย ซึ่งจริงๆ อาจไม่ใช่สาเหตุของปัญหาเลยก็ได้ หลังจากดำเนินการแก้ไขวาล์ว ปล่อยน้ำออกแล้วก็ยังต้องตรวจสอบต่อว่ายังเก็บน้ำอยู่ได้หรือไม่ ถ้ายังไม่ได้ ก็ต้องไปพิจารณารอยร้าวของบ่อต่อไป


สรุป
จะเห็นได้ว่า 5G จะทำให้เราวิเคราะห์หาสาเหตุของปัญหาได้รวดเร็วกว่าการนั่งทำงานบนโต๊ะ ดูข้อมูลแล้วสันนิษฐานเอาเอง คิดเอาเอง ไม่ลงไปสัมผัสพื้นที่จริง ของจริง สภาพการณ์จริง ในการปฏิบัติงาน จะทำให้เราวิเคราะห์สาเหตุผิดจุด เกาไม่ถูกที่คัน กล่าวกันว่านักนิยมหลักการ 5G จะต้องเดินตรวจพื้นที่ไม่น้อยกว่า 3,000 ก้าว/วัน เมื่อเห็นประโยชน์จากหลักการ 5G แล้ว “ขอเชิญชวนพวกเรามาเป็นนักนิยมหลักการ 5G ด้วยกันเถอะ”

คิดละเอียดตามนิสัยชาวเอเซีย _ _ _ _ _ วิธี KI

KUNIO ISOBEชาวเอเซียมีอุปนิสัยที่ละเอียดอ่อนปราณีตจะเห็นได้จากเมื่อเปรียบเทียบระหว่างอาหารตะวันตก(ยุโรปและอเมริกา) กับอาหารเอเซียแล้ว อาหารอเมริกัน เช่น แฮมเบเกอร์ ฯลฯ อาหารยุโรป เช่น สลัด แซนวิช บาร์บิคิว ฯลฯ ล้วนแต่เป็นผลงานที่มองแบบ Macro ทั้งสั้น กล่าวคือ เน้นในแง่วัสดุและใช้วิธีปรุงอาหารแบบง่ายๆ ในขณะที่ อาหารเอเซีย เช่น จีน ไทย ญี่ปุ่น อินเดีย เวียตนาม ฯลฯ ล้วนแล้วแต่ประกอบด้วยความละเอียดอ่อนในการปรุงเน้นในวิธีการปรุง ต้องหั่นหรือตัดให้ละเอียด เครื่องปรุงเครื่องเทศมีจำนวนมากใช้ไฟอ่อนๆ พอเหมาะแถมยังมีรสแปลกๆ หลายรส (เช่น หวาน เค็ม เปรี้ยว เผ็ด) ในอาหารชนิดเดียวอีก การจะได้มาซึ่งกุ๊กที่เป็นมือโปรของทั้ง 2 ชนิดของอาหารก็ต่างกัน ทางฝ่ายเอเซียต้องฝึกกันมาก (เช่น ซูซิของอาหารญี่ปุ่น ต้องใช้เวลากว่า 10 ปีในการฝึก) และในวัสดุเดียวกันก็สามารถเปลี่ยนวิธีปรุงหลายๆ แบบ ทำให้มีประเภทอาหารเกิดขึ้นมาก ผลิตภัณฑ์และวัฒนธรรมอื่นๆ ที่เกิดจากฝีมือของชาวเอเซียก็เช่นกันมักจะประกอบด้วยความละเอียดรอบคอบ สรุปได้ว่าชาวเอเซียมองในแง่ micro มากกว่าชาวยุโรปและอเมริกา
การควบคุม (QC) และประกันคุณภาพ (QA) ก็เช่นกันถึงแม้จะมี Idea เริ่มต้นมาจากชาติตะวันตกก็ตามแต่ความที่มีอุปนิสัยละเอียดปราณีตและมองในแง่ micro จะเป็นอนันต์ของชาวเอเซียทำให้วิธีการควบคุมและประกันคุณภาพที่เกิดจากทางตะวันตกก็มักจะมาเจริญรุ่งเรืองในเอเซีย ชาติที่เป็นตัวแทนในการทำให้ QC โตก็คงไม่พ้นญี่ปุ่นอีกแหละครับ นอกจากการประยุกต์ Idea หลักที่มาจากทางตะวันตกได้อย่างยอดเยี่ยมแล้ว พี่ยุ่นยังพัฒนาหรือคิดค้นวิธีการควบคุมคุณภาพที่ใหม่ของตนเองขึ้นมาอีกหลายวิธี ในวารสารสภาคณาจารย์และพนักงานฉบับนี้ ผมขอเล่าสู่กันฟังวิธีการหนึ่งที่กำลังนิยมแพร่หลายในหลายบริษัทญี่ปุ่นเรียกวิธีการนี้ว่า KI (ของบริษัทอาจใช้ชื่อเรียกอื่นก็มี) วิธีการนี้คิดค้นกันโดยชาวญี่ปุ่นชื่อ Kunio Isobe ทุกท่านคงร้องอ๋อแล้วนะครับว่าชื่อวิธี KI ก็มาจากตัวอักษรตัวแรกของผู้คิดค้นนั่นเอง ในที่นี้ผมจะของแนะนำวิธีการดังกล่าวนี้อย่างเคร่าๆ พอให้สมาชิกฯ ทุกท่านได้รู้จัก ผมเองก็เป็นมือสมัครเล่นของวิธีการนี้แต่จะขอยกตัวอย่างจริงมาอธิบายเพื่อเป็นการนำไปสู่การประยุกต์ (ถ้าต้องการแก่นวิธีการจริงขอแนะนำให้ไปถามอาจารย์ที่เชี่ยวชาญด้านนี้ที่ภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการ)
ก่อนเข้าถึงวิธีการนี้ขอกล่าวที่มาและความสำคัญของวิธีการนี้พอสังเขปก่อนดังนี้ เมื่อสมาชิกสภาคณาจารย์และพนักงานทุกท่านนึกถึงการควบคุมคุณภาพแบบดั้งเดิมคือวิธี QC เรามักจะจินตนาภาพการรวบรวมและยกปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นและใช้เครื่องมือบางอย่างใน 7 อย่างของ QC เช่นแผนภาพพาเรโต้ ฯลฯ ในการค้นหาปัญหาที่มีความสำคัญมากที่สุดแล้วยกมาทำการแก้ปัญหาตามลำดับแต่วิธีการของ KI ต่างกัน คือไม่เลือกว่าจะเป็นปัญหาใหญ่หรือเล็ก (ตามความรู้สึกของผมคือ มักจะเริ่มจากปัญหาเล็กๆ เสียด้วยซ้ำ) แล้วนำมาวิเคราะห์หาสาเหตุที่สำคัญคือวิธีการควบคุมคุณภาพอื่นเช่น QC นั้นมักพึ่งผูเชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ในการวิเคราะห์ปัญหาในขณะที่วิธีการ KI เน้นการไม่มีอคติในใจ อคติในที่นี้หมายถึง ความรู้หรือทฤษฎีเดิมไม่พึ่งประสบการณ์แต่ให้สังเกตปรากฏการณ์ของการเกิดปัญหาอย่างเป็นกลาง

ปัญหาที่จะใช้วิธี KI คือ ปัญหาในประเภท 3 และ 4 ต่อไปขอกล่าวถึงวิธีการ KI ซึ่งมีวิธีการเป็น 10 step ดังนี้
1 - ยกปัญหา
2 - รับรู้ปัญหา (recognize)
3 - วิเคราะห์ output
4 - กำหนดเป้า
5 - กำหนดวิธีการสังเกต
6 - สังเกตงาน
7 - รวบรวมข้อมูล
8 - หาความสัมพันธ์ระหว่างเหตุและผล
9 - พิจารณาข้อเสนอในการปรับปรุง
10 - บัฏิบัติตามข้อเสนอ



Key Performance Indicator
KPI คือ

เครื่องมือที่ใช้วัดผลการดำเนินงานหรือประเมินผลการดำเนินงานในด้านต่างๆ ขององค์กร ซึ่งสามารถแสดงผลของการวัดหรือการประเมินในรูปข้อมูลเชิงประมาณเพื่อสะท้อนประสิทธิภาพ ประสิทธิผลในการปฏิบัติงานขององค์กรหรือหน่วยงานภายในองค์กร
ขั้นตอนการสร้าง KPI

• กำหนดวัตถุประสงค์หรือผลลัพธ์ที่องค์กรต้องการ (What to measure?)

• กำหนดปัจจัยสู่ความสำเร็จหรือปัจจัยวิกฤต (Key Success Factor or Critical Success Factor) ที่สัมพันธ์กับวัตถุประสงค์หรือผลลัพธ์ที่องค์กรต้องการ เช่น ปัจจัยด้านคุณภาพ ปริมาณ ต้นทุน การส่งมอบ ความพึงพอใจ ความปลอดภัย และการเพิ่มผลผลิต

• กำหนดตัวดัชนีชี้วัดที่สามารถบ่งชี้ความสำเร็จ/ประสิทธิภาพ/ประสิทธิผล จากการดำเนินการตามวัตถุประสงค์หรือผลลัพธ์ที่องค์กรต้องการ (How to measure?) ซึ่งสามารถแสดงเป็นข้อมูลในเชิงปริมาณและกำหนดสูตรในการคำนวณรวมทั้งหน่วยของดัชนีชี้วัดแต่ละตัว

• กลั่นกรองดัชนีชี้วัดเพื่อหาดัชนีชี้วัดหลัก โดยจัดลำดับและกำหนดน้ำหนักความสำคัญของดัชนีชี้วัดแต่ละตัว• กระจายดัชนีชี้วัดสู่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

• จัดทำ KPI Dictionary โดยระบุรายละเอียดที่สำคัญของดัชนีชี้วัดแต่ละตัว เช่น ชื่อของดัชนีชี้วัดคำจำกัดความหรือนิยามของดัชนีชี้วัด สูตรในการคำนวณ หน่วยของดัชนีชี้วัด ผู้เก็บข้อมูล ความถี่ในการรายงานผล เพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกันของผู้ที่เกี่ยวข้องใรการนำดัชนีชี้วัดไปใช้ในการปฏิบัติงาน

ลักษณะของดัชนีชี้วัดที่ดี
• สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ ภารกิจ และกลยุทธ์ขององค์กร

• ควรแสดงถึงสิ่งที่มีความสำคัญต่อองค์กรและหน่วยงานเท่านั้น
ซึ่งดัชนีชี้วัดที่มีความสำคัญต่อองค์กรและหน่วยงานที่มี 2 ลักษณะ คือ ดัชนีชี้วัดที่แสดงผลการดำเนินงานที่สำคัญขององค์กร และดัชนีชี้วัดกิจกรรมหรืองานที่สำคัญซึ่งหากผิดพลาดจะก่อให้เกิดปัญหาร้ายแรงในองค์กรหรือหน่วยงาน

• ประกอบด้วยดัชนีชี้วัดทั้งที่เป็นด้านการเงิน และดัชนีชี้วัดไม่ใช่ด้านการเงิน

• ประกอบด้วยดัชนีชี้วัดที่เป็นเหตุและดัชนีชี้วัดที่เป็นผล

• ต้องมีบุคคลหรือหน่วงงานรับผิดชอบดัชนีชี้วัดทุกตัวที่สร้างขึ้น

• ดัชนีชี้วัดที่สร้างขึ้นควรเป็นดัชนีชี้วัดที่องค์กรหรือหน่วยงานสามารถควบคุมผลงานได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 80


• เป็นดัชนีชี้วัดที่สามารถวัดผลได้ และบุคคลทั่วไปเข้าใจ ไม่ใช่มีเพียงผู้จัดทำเท่านั้นที่เข้าใจ

• ต้องช่วยให้ผู้บริหารและพนักงานสามารถติดตามการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญขององค์กรได้ นอกเหนือจากการใช้ดัชนีชี้วัดเพื่อการประเมินผลงาน

• ตัวดัชนีชี้วัดที่ดีจะต้องไม่ก่อให้เกิดความขัดแย้งภายในองค์กร
เกณฑ์การทดสอบคุณภาพของดัชนีชีวัด

• ความพร้าอมของข้อมูล ประเมินว่าดัชนีชี้วัดแต่ละตัวมีข้อมูลเพียงพอหรือไม่

• ความถูกต้องของข้อมูล ประเมินว่าข้อมูลที่มีอยู่ของดัชนีชี้วัดแต่ละตัวเป็นข้อมูลที่ทันสมัยและเป็นข้อมูลในปัจจุบันหรือไม่

• ต้นทุนในการจัดหาหรือจัดเก็บข้อมูล ประเมินว่าการหาหรือเก็บข้อมูลสำหรับดัชนีชี้วัดแต่ละตัวใช้ต้นทุนมากน้อยเพียงใด และคุ้มค่าหรือไม่

• ความชัดเจนของดัชนีชี้วัด ประเมินว่าดัชนีชี้วัดแต่ละตัวมีความชัดเจนและทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเข้าใจตรงกันหรือไม่

• ดัชนีชี้วัดแต่ละตัวสะท้อนให้เห็นผลการดำเนินงานที่แท้จริงหรือไม่ หรือแสดงให้เห็นสิงที่ต้องการจะวัดจริงหรือไม่

• สามารถนำดัชนีชี้วัดไปใช้เปรียบเทียบผลการดำเนินงานกับองค์กรหรือหน่วยงานอื่นหรือผลการดำเนินงานในอดีตได้หรือไม่

• ดัชนีชี้วัดแต่ละตัวสัมพันธ์กับดัชนีชี้วัดอื่นในเชิงเหตุและผลหรือไม่
ข้อควรระวัง


• ผู้บริหารขาดความมุ่งมั่นในการสร้างดัชนีชี้วัดความสำเร็จของงาน

• การกำหนดดัชนีชี้วัดและค่าเป้าหมายที่มีความลำเอียง

• ดัชนีชี้วัดแต่ละตัวไม่อยู่บนพื้นฐานที่สามารถเปรียบเทียบกันได้


• ช่วงเวลาในการเก็บข้อมูลของดัชนีชี้วัดไม่เหมาะสมทำให้ไม่สามารถใช้สำหรับการชี้นำหรือบ่งบอกเหตุการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตได้

• ไม่มีการนำข้อมูลที่ได้จากดัชนีชี้วัดมาประกอบการบริหารเพื่อผลักดันให้เกิดการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง

• ในการสร้างดัชนีชี้วัดส่วนใหญ่เน้นที่ผลลัพธ์มากกว่ากระบวนการในการสร้างดัชนีชี้วัดปัจจัยแห่งความสำเร็จ


• ความมุ่งมั่นของผู้บริหารในการสร้างดัชนีชี้วัด

• ใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์รวบรวม ประมวลผลวิเคราะห์ข้อมูล แสดงผล และกระตุ้นเตือนผู้รับผิดชอบดัชนีชี้วัด

• กำหนดเงื่อนไขการให้คะแนนดัชนีชี้วัดแต่ละตัวให้อยู่บนพื้นฐานที่สามารถนำไปใช้ในการเปรียบเทียบผลงานที่เกิดขึ้นได้

• ประยุกต์ใช้ดัชนีชี้วัดในการบริหารเพื่อผลักดันให้เกิดการปรับปรุงองค์กรอย่างต่อเนื่อง

• เชื่อมโยงผลงานที่ได้จากดัชนีชี้วัดกับการประเมินผลการปฏิบัติงาน



Kaizen

Kaizen เป็นศัพท์ภาษาญี่ปุ่น แปลว่า "การปรับปรุง" (Improvement)
Kaizen เป็นแนวคิดที่นำมาใช้ในการบริหารการจัดการการอย่างมีประสิทธิผล โดยมุ่งเน้นที่การมีส่วนร่วมของพนักงานทุกคน ร่วมกันแสวงหาแนวทางใหม่ๆ เพื่อปรับปรุงวิธีการทำงานและสภาพแวดล้อมในการทำงานให้ดีขึ้นอยู่เสมอ หัวใจสำคัญอยู่ที่ต้องมีการปรับปรุงอย่างต่อเนื่องไม่มีที่สิ้นสุด (Continuous Improvement)

ทำไมต้องทำ KAIZEN
ตามหลักการของ Kaizen ข้างต้น Kaizen จึงเป็นแนวคิดที่จะช่วยรักษามาตรฐานที่มีอยู่เดิม (Maintain) และปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้น(Improvement) หากขาดซึ่งแนวคิดนี้แล้ว มาตรฐานที่มีอยู่เดิมก็จะค่อยๆ ลดลงความสำคัญในกระบวนการของ Kaizen คือ การใช้ความรู้ความสามารถของพนักงานมาคิดปรับปรุงงาน โดยใช้การลงทุนเพียงเล็กน้อย ซึ่งก่อให้เกิดการปรับปรุงทีละเล็กทีละน้อยที่ค่อยๆ เพิ่มพูนขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตรงข้ามกับแนวคิดของ Innovation หรือ นวัตกรรม ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ ที่ต้องใช้เทคโนโลยีซับซ้อนระดับสูง ด้วยเงินลงทุนจำนวนมหาศาล ดังนั้น ไม่ว่าจะอยู่ในสภาวะเศรษฐกิจแบบใด เราก็สามารถใช้วิธีการ Kaizen เพื่อปรับปรุงได้

เทคนิควิธีการเพื่อการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง

- วงจร PDCA : ประกอบด้วย วางแผน (Plan), ปฏิบัติ (Do), ตรวจสอบ (Check), และปรับปรุง แก้ไข (Act)

- 5ส

- Basic Industrial Engineering หรือวิศวกรรมอุตสาหการขั้นพื้นฐาน

- Problem Solving Method หรือ กระบวนการแก้ปัญหา

- Kiken Yochi Training (KYT) หรือการฝึกอบรมเพื่อเฝ้าระวังความปลอดภัย

- Suggestion Scheme หรือ ระบบข้อเสนอแนะ

- Quality Control Circles (QCC) หรือ กลุ่มควบคุมคุณภาพ

- Just-Time System (JIT) หรือ ระบบการผลิตแบบทันเวลาพอดี

- Total Productive Maintenance (TPM) หรือ การบำรุงรักษาทวีผลแบบทุกคนมีส่วนร่วม

- Total Quality Management (TQM) หรือ การบริหารคุณภาพโดยรวม


แนวทางเพื่อเริ่มต้นปรับปรุง


มีแนวทางง่ายๆ ที่สามารถใช้ปรับปรุงสิ่งต่างๆ ได้ นั่นคือ ลองพยายามคิดในแง่ของ "การหยุด" "การลด" หรือ "การเปลี่ยน" (ควรใช้หลัก ECRS จะดีกว่า ซึ่งได้ใส่ไว้อยู่แล้วในตอนท้าย)

การหยุด หรือ ลด ได้แก่
- หยุดการทำงานที่ไม่จำเป็นทั้งหลาย

- หยุดการทำงานที่ไม่มีประโยชน์ทั้งหลาย

- หยุดการทำงานที่ไม่มีความสำคัญทั้งหลาย

อย่างไรก็ตาม มีบางสิ่งบางอย่างที่ไม่สามารถทำให้ "หยุด" ได้ ถ้าเช่นนั้น เราคงต้องมุ่งประเด็นไปที่เรื่องการลด เช่น ลดงานที่ไม่มีประโยชน์ งานที่ก่อความรำคาญ น่าเบื่อหน่ายให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แม้ว่าจะไม่สามารถทำให้หยุดได้ทั้งหมด แต่ก็เกิดมีการปรับปรุงขึ้นแล้ว


เปลี่ยนแปลงบางส่วนของงานที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้
วิธีคิดเพื่อหาทางปรับปรุง


ระบบคำถาม 5W 1 H คือการถามคำถามเพื่อวิเคราะห์หาเหตุผลในการทำงานตามวิธีเดิม และหาช่องทางปรับปรุงให้ดีขึ้น ประกอบด้วยคำถามดังนี้

What ? ถามเพื่อหาจุดประสงค์ของการทำงาน ทำอะไร ? ทำไมต้องทำ ? ทำอย่างอื่นได้หรือไม่ ?

When ? ถามเพื่อหาเวลาในการทำงานที่เหมาะสม ทำเมื่อไหร่ ? ทำไมต้องทำตอนนั้น ? ทำตอนอื่นได้หรือไม่ ?

Where ? ถามเพื่อหาสถานที่ทำงานที่เหมาะสม ทำที่ไหน ? ทำไมต้องทำที่นั่น ? ทำที่อื่นได้หรือไม่ ?

Who ? ถามเพื่อหาบุคคลที่เหมาะสมสำหรับงาน ใครเป็นคนทำ ? ทำไมต้องเป็นคนนั้นทำ ? คนอื่นทำได้หรือไม่ ?

How ? ถามเพื่อหาวิธีการที่เหมาะสมสำหรับงาน ทำอย่างไร ? ทำไมต้องทำอย่างนั้น ? ทำวิธีอื่นได้หรือไม่ ?

Why ? เป็นคำถามที่ถามครั้งที่ 2 ของคำถามข้างต้นเพื่อหาเหตุผลในการทำงาน



หลักการ E C R S


E = Eliminate คือ การตัดขั้นตอนการทำงานที่ไม่จำเป็นในกระบวนการออกไป

C = Combine
คือ การรวมขั้นตอนการทำงานเข้าด้วยกัน เพื่อประหยัดเวลาหรือแรงงานในการทำงาน

R = Rearrange
คือ การจัดลำดับงานใหม่ให้เหมาะสม

S = Simplify คือ ปรับปรุงวิธีการทำงาน หรือสร้างอุปกรณ์ช่วยให้ทำงานได้ง่ายขึ้น


ตัวอย่างก่อนปรับปรุง

ผู้ชายกำยำ 2 คน ใช้กำลังในการเคลื่อนย้ายตู้ขนาดใหญ่เข้าไปในสำนักงาน เมื่อถึงเวลาเลิกงาน
หลังปรับปรุง
เพียงใส่ล้อเข้าไปในตู้ขนาดใหญ่ ใครๆ ก็สามารถเคลี่อนย้ายได้

"Kaizen" ให้เริ่มปรับปรุงเปลี่ยนแปลงจากตัวเราเองก่อน จากนั้นจึงค่อยเปลี่ยนแปลงสิ่งที่ง่ายต่อการเปลี่ยนแปลง และไม่ควรลืมว่าการเปลี่ยนแปลงตนเองง่ายกว่าการเปลี่ยนแปลงคนอื่นด้วย
<




PDCA

Plan หมายถึง การวางแผนการดำเนินงานอย่างรอบคอบ ครอบคลุมถึงการกำหนดหัวข้อที่ต้องการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง ซึ่งรวมถึงการพัฒนาสิ่งใหม่ๆ การแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติงาน อาจประกอบด้วย การกำหนดเป้าหมาย หรือวัตถุประสงค์ของการดำเนินงาน Plan การจัดอันดับความสำคัญของ เป้าหมาย กำหนดการดำเนินงาน กำหนดระยะเวลาการดำเนินงาน กำหนดผู้รับผิดชอบหรือผู้ดำเนินการและกำหนดงบประมาณที่จะใช้ การเขียนแผนดังกล่าวอาจปรับเปลี่ยนได้ตามความเหมาะสมของลักษณะ การดำเนินงาน การวางแผนยังช่วยให้เราสามารถคาดการณ์สิ่งที่เกิดขึ้นในอนาคต และช่วยลดความสูญเสียต่างๆที่อาจเกิดขึ้นได้

Do หมายถึง การดำเนินการตามแผน อาจประกอบด้วย การมีโครงสร้างรองรับ การดำเนินการ (เช่น คณะกรรมการหรือหน่วยงานของคณะ) มีวิธีการ ดำเนินการ (เช่น มีการประชุมของคณะกรรมการมีการจัดการเรียน การสอน มีการแสดงความจำนงขอรับนักศึกษาไปยังทบวงมหาวิทยาลัย) และมีผลของการดำเนินการ (เช่น รายชื่อนักศึกษาที่รับในแต่ละปี)

Check หมายถึง การประเมินแผน อาจประกอบด้วย การประเมินโครงสร้างที่รองรับ การดำเนินการ การประเมินขั้นตอนการดำเนินงาน และการประเมินผลของ การดำเนินงานตามแผนที่ได้ตั้งไว้ โดยในการประเมินดังกล่าวสามารถ ทำได้เอง โดยคณะกรรมการที่รับผิดชอบแผนการดำเนินงานนั้น ๆ ซึ่งเป็นลักษณะของการประเมินตนเอง โดยไม่จำเป็นต้องตั้งคณะกรรมการ อีกชุดมาประเมินแผน หรือไม่จำเป็นต้องคิดเครื่องมือหรือแบบประเมิน ที่ยุ่งยากซับซ้อน

Act หมายถึง การนำผลการประเมินมาพัฒนาแผน อาจประกอบด้วย การนำผลการ ประเมินมาวิเคราะห์ว่ามีโครงสร้าง หรือขั้นตอนการปฏิบัติงานใดที่ควร ปรับปรุงหรือพัฒนาสิ่งที่ดีอยู่แล้วให้ดียิ่งขึ้นไปอีก และสังเคราะห์รูปแบบ การดำเนินการใหม่ที่เหมาะสม สำหรับการดำเนินการ ในปีต่อไป

เมื่อนำกระบวนการวิจัยในแผนภาพข้างต้นไปเปรียบเทียบกับวงจรเดมิ่ง (Deming cycle) ซึ่งเป็นวงจรพัฒนาคุณภาพงาน เป็นวงจรที่คนทั่วไปรู้จัก คือ PDCA


PDCA เป็นวงจรพัฒนาคุณภาพงาน เป็นวงจรพัฒนาพื้นฐาน หลักของการพัฒนาคุณภาพทั้งระบบ (Total Qaulity Management : TQM) ผู้ที่คิดค้นกระบวนการหรือวงจรพัฒนาคุณภาพ PDCA คือ shewhart นักวิทยาศาสตร์ชาวอเมริกันแต่ Deming ได้นำไปเผยแพร่ที่ประเทศญี่ปุ่นจนประสบผลสำเร็จ จนผลักดันให้ญี่ปุ่นเป็นประเทศมหาอำนาจของโลก คนทั่วไปจึงรู้จักวงจร PDCA จากการเผยแพร่ของ Deming จึงเรียกว่า "วงจร Deming" วงจร PDCA ประกอบด้วยขั้นตอนดังต่อไปนี้

1. วางแผน (Plan-P) คือ การทำงานใดๆ ต้องมีขั้นการวางแผน เพราะทำให้มีความมั่นใจว่าทำงานได้สำเร็จ เช่น วางแผนการสอน วางแผนวิจัย หัวข้อที่ใช้ในการวางแผน คือ วางแผนในหัวข้อต่อไปนี้ 1) ทำทำไม 2) ทำอะไร 3) ใครทำ ทำกับกลุ่มเป้าหมายใด 4) ทำเวลาใด 5) ทำที่ไหน 6) ทำอย่างไร 7) ใช้งบประมาณเท่าไร การวางแผนวิจัยในชั้นเรียน เป็นการวางแผนตามคำถามต่อไปนี้ why, what และ how


2. การปฏิบัติ (Do-D) เป็นขั้นของการลงมือปฏิบัติตามแผนที่วางไว้ การปฏิบัติวิจัยในชั้นเรียนตามแผนวิจัย คือการลงมือเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อตอบปัญหาการวิจัยที่ตั้งไว้ในแผน

3. ตรวจสอบ (Check-C) เป็นขั้นของการประเมินการทำงานว่าเป็นไปตามแผนที่วางไว้หรือไม่ มีเรื่องอะไรปฏิบัติได้ตามแผน มีเรื่องอะไรไม่สามารถปฏิบัติได้ตามแผน หรือปฏิบัติแล้วไม่ได้ผล การตรวจสอบนี้จะได้สิ่งที่สำเร็จตามแผน และสิ่งที่เป็นข้อบกพร่องที่ต้องแก้ไข

4.การปรับปรุงแก้ไข (Action-A) เป็นขั้นของการนำข้อบกพร่องมาวางแผนเพื่อการปฏิบัติการแก้ไขข้อบกพร่องแล้วลงมือแก้ไข ซึ่งในขั้นนี้อาจพบว่าประสบความสำเร็จหรืออาจพบว่ามีข้อบกพร่องอีก ผู้วิจัยหรือผู้ทำงานก็ต้องตรวจสอบเนื้อหาเพื่อแก้ไข แล้วนำไปแก้ไขอีกต่อไป งานของการวิจัยในชั้นเรียนจึงเป็นการทำไปเรื่อยๆ ไม่มีการหยุด การทำวิจัยไปเรื่อยๆ เป็นการพัฒนาให้ดีขึ้นเรื่อยๆ เป็นการพัฒนาอย่างยั่งยืน

แบบจำลองการจัดการ

สินค้าคงคลัง (Inventory Model)

วัตถุประสงค์การจัดการสินค้าการคลัง คือ “เพื่อให้เกิดค่าใช้จ่ายจากการมีสินค้าคงเหลือต่ำที่สุด” ทั้งนี้การกระทำดังกล่าวยังขึ้นอยู่กับระดับการลงทุนในสินค้าคงเหลือหรือวัตถุดิบคงเหลือขององค์กรด้วย เนื่องจาก หากองค์กรขาดทุนในสินค้าคงเหลือเป็นจำนวนมาก จะสามารถประหยัดต้นทุนจากการผลิต และสั่งซื้อสินค้าหรือวัตถุดิบมีทั้งสินค้าที่พร้อมขายได้ทันที ทำให้ลูกค้าได้รับความสะดวกสร้างความพอใจให้กับลูกค้า แต่มีผลเสียคือ องค์กรจะขาดทุนของสินค้าคงเหลือ และค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษาเพิ่มขึ้น รวมทั้งสินค้าอาจล้าสมัยได้ ในทางตรงกันข้าม หากมีการลงทุนในสินค้าคงเหลือเป็นจำนวนน้อย จะสามารถประหยัดต้นทุนของสินค้าคงเหลือและค่าใช้จ่ายในการรักษาสินค้า แต่จะส่งผลให้ต้นทุนการผลิตและต้นทุนการสั่งซื้อสินค้าเพิ่มมากขึ้น รวมทั้งสินค้าอาจไม่เพียงพอต่อความต้องการของลูกค้า ทำให้เสียโอกาสในการขาย และสร้างความไม่พอใจให้กับลูกค้าได้

ดังนั้นต้องมีการใช้เทคนิคต่าง ๆ ในการจัดการสินค้าคงคลัง ได้แก่ การกำหนดปริมาณการสั่งซื้อที่ประหยัดที่สุด ( Commic Order Quantity : EQQ ) ระดับสินค้าคงเหลือเพื่อความปลอดภัย ( Livel of Safety Stock ) และจุดสั่งซื้อทำ ( Reorder Point ) ซึ่งเป็นการจัดการวิเคราะห์ในด้านต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ด้วยแบบจำลองที่เป็นสูตรคำนวณ เช่นตัวอย่างแบบจำลองในที่นี้จะเสนอให้เพียงรูปแบบเดียวคือ แบบจำลองเพื่อการคำนวณปริมาณการสั่งซื้อที่ประหยัดที่สุด
การกำหนดปริมาณการสั่งซื้อที่ประหยัดที่สุด ( Economic Order Quantity: EQQ) หมายถึงการกำหนดจำนวนการสั่งซื้อสินค้าวัตถุดิบ ณ ระดับที่ทำให้ค่าใช้จ่ายรวมของสินค้ามีจำนวนต่ำที่สุด

ทั้งนี้ เนื่องจากหากมีการสั่งซื้อสินค้าหรือวัตถุดิบเพื่อการผลิตน้อยเกินไป จะทำให้สินค้าหรือวัตถุดิบนั้นไม่เพียงพอ กับการผลิต องสั่งซื้อสินค้าหรือวัตถุดิบบ่อยครั้ง ส่งผลให้เกิดค่าใช้จ่ายในการสั่งซื้อและการขนส่งเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย สั่งซื้อสินค้าหรือวัตถุดิบเพื่อการผลิตมากเกินไปจะเกิดผลตรงกันข้ามคือ ปริมาณสินค้าหรือวัตถุดิบคงคลังมีมากไป ไม่ต้องสั่งซื้อบ่อยครั้ง ทำให้เกิดต้นทุนสินค้าคงเหลือเพิ่มสูงขึ้น ดังนั้นจึงต้องมีการกำหนดปริมารการสั่งซื้อที่ประหยัดนั่นเอง

ตามแนวคิดดังกล่าว ได้ทีการนำวิธีการเขียนสูตรทางคณิตศาสตร์มาใช้ในการกำหนดสูตร เพื่อหา EQQ ในที่นี้ได้มีการกำหนดขอบเขตของปัจจัยอื่น ๆ ไว้ด้วยได้นี้

1. ทราบปริมาณสินค้าหรือวัตถุดิบที่ต้องใช้ทั้งหมดในช่วงเวลาที่คำนวณ

2. อัตราการใช้หรือการขายสินค้าเป็นไปอย่างสม่ำเสมอ

3. ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับสินค้าขาดมือยังไม่ได้นำมาพิจารณาStock Out Cost)

4. ระดับสินค้าคงเหลือเพื่อความปลอดภัยยังไม่ได้นำมาพิจารณา (Safety Stock)

5. ค่าใช้จ่ายในการสั่งซื้อ ( Ordering Cost ) คือ ค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นเนื่องจากการสั่งซื้อสินค้า เช่น โทรศัพท์ ค่าไปรษณีย์ ค่าใช้จ่ายในการตรวจสอบสินค้า (ถ้ามี) ค่าขนส่งหรือค่าวัตถุดิบกรรีที่ต้องจ่ายเอง เป็นต้น

6. ค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษาสินค้า ( Carrying Cost ) พิจารณาจากรายจ่ายที่เกิดขึ้น เนื่องจากการเก็บรักษาสินค้าไว้ในกิจการเพื่อการผลิตหรือการขาย ได้แก่ ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับสินค้าคงคลัง ( Storage Cost ) ค่าประกันภัย และคาใช้จ่ายอื่น ๆ เป็นต้น

7. ปัจจัยอื่น ๆ เช่น ส่วนลด ระยะเวลาในการสั่งและส่งสินค้าไม่ได้นำมาพิจารณา

EOQ = √(2DO/C)
โดยที EQQ = ปริมาณการสั่งซื้อสินค้าที่ประหยัดที่สุดต่อครั้ง
D = Demand คือ ความต้องการสินค้า (ต่อปี)
O = Ordering Cost คือ ค่าใช้จ่ายในการสั่งซื้อสินค้าต่อครั้ง
C = Carry Cost คือ ค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษาสินค้าต่อหน่วยต่อปี
และสามารถคำนวณหาต้นทุนในการสั่งซื้อรวมทั้งหมดต่อปีจากปริมาณการสั่งซื้อที่ประหยัดที่สุด ได้จากสูตรดังนี้

ต้นทุนการสั่งซื้อรวมต่อปี = ค่าใช้จ่ายในการสั่งซื้อทั้งหมดต่อปี + ค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษาต่อปี
= (D/Q) * O + C * (Q/2)





การพัฒนาอย่างต่อเนื่อง Continual Improvement หรือเรียกย่อๆว่าCI สำหรับท่านที่ได้สัมผัสกับระบบบริหารงานคุณภาพมาไม่ว่ามากหรือน้อย จะทราบว่าเป้าหมายของการการทำระบบคือผลดำเนินงานต้องเป็นไปตามที่องค์กรตั้งวัตถุประสงค์ไว้และที่สำคัญคือต้องมีการพัฒนาทั่วทั้งองค์กรอย่างต่อเนื่อง

ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ต้องใช้ทรัพยากรในส่วนของ software มากพอสมควรไม่ว่าจะเป็นเวลา ข้อมูล knowledge การมีส่วนร่วมของคนในองค์กร แต่สิ่งที่กล่าวมามีองค์กรจำนวนมากมายที่ประสบความสำเร็จซึ่งหาดูได้ไม่ยากเลย ซึ่งขอสรุปแนวทางการพัฒนาเป็น 3 ส่วน โดยเริ่มจากวัตถุประสงค์การพัฒนา แหล่งข้อมูลเพื่อใช้ในการพัฒนา และวิธีการพัฒนา

วัตถุประสงค์การพัฒนา และเพิ่มผลผลิตภายในองค์กรขอแยกออกเป็น 5 เรื่อง 5 วิธีการ ที่แตกต่างกัน แต่มีจุดประสงค์ที่คล้ายคลึงกันโดยไล่เรียงตามวัตถุประสงค์ของระบบดังนี้

• การปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง (Kaizen หรือContinuous Improvement)
• นวัตกรรม (Innovation)
• การบริหารคุณภาพที่ทุกคนมีส่วนร่วม (Total Quality Management : TQM)
• Six Sigma
• การปรับปรุงอย่างต่อเนื่องตามมาตรฐาน ISO 9001 (Continual Improvement)


การปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง (Kaizen หรือ Continuous Improvement)

วัตถุประสงค์ของระบบคือ การปรับปรุงเล็กๆ น้อยๆ ที่เกิดขึ้นจากความพยายามอย่างต่อเนื่องค่อยเป็นค่อยไปใน
เป้าหมายของ Kaizen หรือ Continuous Improvement คือ

• การปรับปรุงจากมาตรฐานเดิมที่มีอยู่ให้ดีขึ้น
• การปรับปรุงการทำงานประจำวันให้ดียิ่งขึ้น
• การคงสภาพผลการปรับปรุง
• ไม่จำเป็นต้องใช้เทคนิคพิเศษใดๆ ใช้สามัญสำนึก ของพนักงานทุกคนในองค์การ ตั้งแต่ระดับบน จนถึงระดับล่าง
• อาจมีการลงทุนบ้างเพียงเล็กน้อย

นวัตกรรม (Innovation) วัตถุประสงค์ของระบบคือ การเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ที่ต้องอาศัยเทคโนโลยีที่ซับซ้อนระดับสูง ต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมหาศาล

เป้าหมาย Innovation
คือ เพื่อก่อให้เกิดแนวทางการทำงานแบบใหม่ เครื่องจักรแบบใหม่ หรือผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ดีกว่าเดิมเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ทันทีทันใดตามความต้องการของตลาด

TQM (Total Quality Management)
วัตถุประสงค์ขอระบบ คือ การสร้างผลกำไรอย่างยั่งยืน ใช้วิธีการสร้างความพึงพอใจให้ลูกค้า โดยใช้กลยุทธ์ทำสินค้าและบริการให้มีคุณภาพตรงกับใจของลูกค้า และสร้างความพึงพอใจ

เป้าหมายของ TQM คือ

• การมุ่งเน้นที่คุณภาพ
• การปรับปรุงกระบวนการ
• ทุกคนในองค์กรมีส่วนร่วม

Six Sigma
วัตถุประสงค์คือ ปรัชญาการบริหารจัดการ มีจุดมุ่งหมายที่จะปรับปรุงประสิทธิผลและประสิทธิภาพของกระบวนการ และขององค์กรให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีกว่า เร็วกว่า และ ประหยัดกว่า

เป้าหมายของ Six Sigma คือ


• เพื่อตอบสนองความต้องการลูกค้าได้ดีกว่า

• นำไปสู่องค์กรคุณภาพและเป็นเลิศ

การปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง (Continual Improvement) ตามมาตรฐาน ISO 9001
วัตถุประสงค์คือ ต้องปรับปรุงประสิทธิผลของระบบบริหารงานคุณภาพอย่างต่อเนื่อง

เป้าหมายของ Continual Improvement คือ

• เพิ่มขีดความสามารถและทำความต้องการของลูกค้าให้เสร็จสมบูรณ์

• ผลิตผลเป็นไปตามวัตถุประสงค์ขององค์กร

• มีการปรับปรุงประสิทธิผลของระบบอย่างต่อเนื่องทั้งองค์กร


หลักการพัฒนาไม่ว่าระบบใดก็ตามล้วนใช้หลักบริหาร PDCA เป็นแนวทางทั้งสิ้น




TPM - Total Productive Maintenance


หรือ การบำรุงรักษาทวีผลแบบทุกคนมีส่วนร่วม คือ ปรัชญา (Philosophy) หรือเครื่องมือ (Tool) ในการบริหารการผลิต ขึ้นอยู่กับลักษณะและขอบเขตของการนำไปใช้โดยมีเป้าหมายสูงสุดอยู่ที่การปรับปรุงผลสัมฤทธิ์ขององค์กร หรือ Company Performance ที่แสดงออกมาในรูปของคุณภาพของสินค้า (Product Quality) การลดและควบคุมต้นทุน (Cost Reduction & Control) การส่งมอบที่ตรงเวลา (On Time Delivery) การส่งเสริมสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัย (Safety and Environment)


Production TPM

หมายถึง การทำ TPM ในส่วนผลิต ซึ่งถือเป็น Phase แรกที่ต้องทำให้สำเร็จก่อนจะก้าวไปสู่ TPM ทั่วทั้งบริษัท หรือ Company - wide TPM
เป้าหมายสูงสุดของ TPM ในส่วนการผลิต คือ เครื่องจักรเสียเป็นศูนย์ หรือ Zero Breakdown ของเสียเป็นศูนย์ หรือ Zero Defect และอุบัติเหตุเป็นศูนย์ Zero Accident


เสาหลัก5 ประการ (5 Pillars) ของ TPM ในส่วนผลิตประกอบด้วย

• การปรับปรุงเฉพาะเรื่อง - Individual Improvement

• การบำรุงรักษาด้วยตนเอง - Autonomous Maintenance

• การบำรุงรักษาตามแผน - Planned Maintenance

• การพัฒนาทักษะการปฏิบัติงานและการบำรุงรักษา - Operation and Maintenance Skill Development

• การคำนึงถึงการบำรุงรักษาตั้งแต่ขั้นตอนของการออกแบบ - Initial Phase Management

Company - wide TPM
หมายถึง การขยายผล ขยายขอบเขตการทำ TPM จากส่วนผลิตไปสู่ทุกหน่วยปฏิบัติงาน (Operation unit) ภายในบริษัท โดยมีเป้าหมายสูงสุดอยู่ที่ผลสัมฤทธิ์ของบริษัท (Company Performance) (Quality, Cost, Delivery, Safety, Morale, Environment) ในการดำเนินการ TPM ทั่วทั้งบริษัท เสาหลัก

ในการดำเนินการจะเพิ่มจากเดิม 5 เสาหลัก เป็น 8 เสาหลัก (TPM 8 Pillars) โดยเสาหลักที่เพิ่มขึ้นมาได้แก่

• การบำรุงรักษาเพื่อคุณภาพ - Quality Maintenance

• TPM ในสำนักงาน - TPM in Office

• ระบบชีวอนามัย ความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อม - Safety, Hygiene and Working Environment

การดำเนินการ TPM บางครั้งต้องมีกิจกรรมอื่นควบคู่กันไปด้วย เพื่อเป็นส่วนเสริมหรือส่วนเพิ่มศักยภาพ เช่น การดำเนินกิจกรรม 5ส หรือ 5s Activity การนำระบบการควบคุมด้วยการมองเห็นหรือ Visual Control เข้ามาใช้ การติดตั้งระบบป้องกันความผิดพลาด หรือ Poka - Yoke แม้กระทั่งการนำเทคนิคทางวิศวกรรมอุตสาหการ หรือ IE Technique
มาใช้ก็สามารถทำได้ ทั้งนี้ เพื่อเป็นการลดความสูญเสีย (waste) ในกระบวนการผลิตหรือการบริหารการผลิต ซึ่งเป็นแนวทางไปสู่ระบบการผลิตแบบปราศจากความสูญเสีย หรือ Waste-free Production ได้อีกทางหนึ่ง


OEE หรือ Overall Equipment Effectiveness
เป็นดัชนีตัวหนึ่งที่ใช้วัดความสำเร็จของ TPM ในภาพรวม โดยพิจารณาที่ผลลัพธ์เป็นสำคัญ กล่าวคือ การพิจารณาที่การใช้ประโยชน์จากเครื่องจักร การใช้ประโยชน์จากวัตถุดิบและการทำงานได้ตามเป้าหมายที่วางไว้





การวัดประสิทธิภาพของงานซ่อมบำรุง (Maintenance Function)
โดยเฉพาะ คงต้องใช้ดัชนีตัวอื่น เช่น MTBF (Mean Time Between Failure) MTTR (Mean Time To Repair) นอกจากนั้น ยังมีอัตราการซ่อมบำรุงเมื่อขัดข้อง หรือ Breakdown Maintenance Ration (BM-Rate)


อัตราการบำรุงรักษาเชิงป้องกันหรือ Preventive Maintenance Ratio (PM-Rate) หรือ อาจจะวัดในเชิงของการแก้ไขและปรับปรุง โดยใช้อัตราการบำรุงรักษาเชิงแก้ไขและปรับปรุงหรือ Corrective Maintenance Ratio (CM Rate)


นอกจากนั้น ยังอาจจะวัดที่อัตราการบำรุงรักษาเชิงพยากรณ์ หรือ Predictive Maintenance Ratio


อัตราการป้องกันการบำรุงรักษา หรือ Preventive Maintenance Ratio รวมถึง ความสามารถในการติดตั้งระบบปราศจากการบำรุงรักษา หรือ Maintenance-free System





�า�ริ�,�า�ริ�






download file Training QCC : PDCA By Chakrit
Smileyhttp://momupload.com/files/108610/QCC_to_PDCA_project(BY_Chakrit).ppsx.html















 

Create Date : 16 ตุลาคม 2551    
Last Update : 9 กรกฎาคม 2552 8:47:15 น.  

1  2  3  4  5  6  
billy&chalee
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




แมงมุม เส้นใยแห่งการเชื่อมโยงองค์ความรู้ KM.เขานี้นีเอง !
Photobucket Photobucket Photobucket Photobucket Photobucket Photobucket
Photobucket
Photobucket
Photobucket…..สวัสดีครับ ขอต้อนรับทุกท่านเข้าสู่ Blog Billy&Chalee ครับ เราขอแนะนำวิธีการเยี่ยมชม blog นะครับ..... Photobucket….. เริ่มต้นที่ด้านซ้ายของหน้าจอท่านเป็นบทความของผู้เขียน blog เขียนบทความต่าง ๆ เนื้อหา ข้อมูล ข่าวสาร ตำรา และโครงการอบรมต่าง ๆที่ผู้เขียนผ่านประสบการณ์ ได้สอน และอบรมในสถาบันการศึกษาและองค์กรต่าง ๆ นะครับ ซึ่งท่านสามารถเลือกหัวข้อบทความได้ที่ ด้านซ้ายตรงส่วนล่างสุด ซึ่งมีหัวข้อบทความของผู้เขียน และ Web Link ที่มีประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับผู้ที่กำลังศึกษา และคนทำงานอย่างเราเรา ท่านท่าน นี่แหละครับ..... Photobucket........หมายเหตุ บางบทความจะมีข้อมูลไฟล์แนบ ให้ท่านได้โหลดไปศึกษาอย่างง่ายดายมากครับ........ Photobucket .....ส่วนด้านขวาของหน้าจอท่านทุกหน้าจอที่ท่านเปิดอ่านบทความจะมีหน้าหน้าจอด้านขวาประจำอยู่ที่ blog เป็น Main หลักของ blog ครับ จากส่วนของด้านบน ลงมายังด้านล่าง จะนำเสนอรายการตามหัวข้อที่กำหนดไว้ และเช่นเดียวกัน มี Web Link และ Blog Link ของผู้เขียนมานำเสนอ...... Photobucket.....ตัวอย่างเช่นข่าวสารที่ Update ต่อชั่วโมง ข้อความวิ่ง Link มาจากสำนักข่าวดัง และข้อความวิ่งจากผู้เขียนเอง ที่นำเสนอวิสัยทัศน์ ต่อผู้อ่านร่วมกัน เพื่อประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชาติครับ..... Photobucket........หมายเหตุ ข้อมุลข่าวสารทำไว้หลายช่องทางเพื่อให้ท่านผู้อ่านได้ใช้ วิจารณญาณส่วนบุคคลได้ตัดสินใจในการบริโภคข้อมูลข่าวสารครับ และในส่วนเดียวกันนี้ยังมีเนื้อหาสาระ ความบันเทิง และสันทนาการ เกร็ดความรู้ต่าง ๆ มา Update มานำเสนอเป็นประจำ “โปรดติดตามและเสนอคำติชม หรือต้องการมีส่วนร่วมสร้างองค์กรการเรียนรู้ KM ร่วมกันเชิญครับ ”...... Photobucket.....หวังว่าจะได้ประโยชน์จากท่านไม่มากก็น้อยจากเรา “ BILLY ” และอีกอย่างที่สำคัญและเป็นพระคุณอย่างยิ่ง Web Link ทุก ๆ Web และ BlogGang.com เพื่อน ๆ สมาชิกทุกคน ที่ผู้เขียนได้มานำเสนอ ขอขอบคุณครับ จากเรา billy&chalee…..Photobucket
ไอ้แมงมุม ! แนะนำวิธีการใช้ Blog
Photobucket
-----------------------------------------------------------------------------------------
Photobucket อุดมการณ์ไม่เปลี่ยนแปลงถึงเวลาจะเปลี่ยนไป ยึดมั่นในความถูกต้องและความเที่ยงธรรม ตามหลักนิติรัฐ นิติธรรม Photobucket

ส่งเสริมการท่องเที่ยว ผ่านบทความใน Blog คลิก Link แหล่งท่องเที่ยวไทย
เชิญไทยเที่ยวไทย " คลิ๊ก ตรงแผนที่ตามหมายเลข เพื่อดูแหล่งท่องเที่ยวของจังหวัดครับ "
..xxXร่วมค้นหาทางออกให้กับการเมือง กับเมืองนาม ด้านล่างขวาสุดของBlogXxx..
........xxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxx.........
Photobucket

คุณเลือกสื่อข่าวไหน ๆ ก็เหมือนกัน ! ถูกครอบงำ แต่สื่อนี้เสนอความชัดเจน ตรงไปตรงมา เป็นสื่อที่ให้คุณรู้เท่าทัน โดยเฉพาะคอลัมน์เด่นดัง ที่กล้าตีแผ่ความจริง คลิ๊ก Link ....xxxxXสื่อข่าวที่หาดูได้ยากXxxxx....

ข่าวสารเกี่ยวกับประเทศไทยที่คุณไม่อาจหาอ่านได้จากสื่อ คลิ๊ก Link Thai E-News:billyขอเป็นสื่อสนับสนุน
คลิ๊กเลือกอ่านที่ตัววิ่ง ตามหัวข้อข่าว คำเตือน ! โปรดใช้วิจารณญาณในการรับรู้ ( สื่อข่าวทั่วไป )
Photobucket คลิกถ่ายรูปชั้นยอด ด้วยเทคนิคชั้นเยี่ยม Photobucket คลิกดูเส้นทางการเดินรถ " เที่ยวไทยไม่หลงทาง " Photobucket

ก่อนจับจ่ายใช้สอย คลิก Link ตรวจสอบธนบัตรชนิดราคา ๑,๐๐๐ ๕๐๐ ๑๐๐ ๕๐ และ ๒๐ บาท
เชิญไทยเที่ยวไทย หลายภาคคุณไปแล้วหรือยัง ? " แก้ผลกระทบเศรษฐกิจจากการปิดสนามบิน "
Photobucket Photobucket Photobucket
ค้นหาความหมาย นิยามของคำ และรู้จักเรา BILLY สื่อด้วยสี และตัวอักษร เชิงปรัชญาวิชาการ
และรู้จักเขา จากคำกล่าวที่ว่า " กว่าจะมีวันนี้ กลุ่มอมาตยาธิปไตยได้ทำทุกวิถีทางเพื่อเขา และความชัดเจนในการบริหารแบบ Double standard (รัฐบาลหุ่นเชิด) กับการ กู้ กู้ เพื่อชาติ หรือเพื่อใคร เกิดเป็นรูปธรรม "

มารู้จัก.นายบิลลี ชาคริต เมืองนาม ผ่าน Hi5.com คลิก Link Personal Billy Hi5

มารู้จัก.นายกรัฐมนตรีคนที่ 27.นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผ่าน Hi5.com คลิก Link Prime Minister




ความหมาย B I L L Y

Photobucket

" B : Business ธุรกิจ "
" I : Information สารสนเทศ "
" L : Logistics โลจิสติกส์ "
" L : Leadership ภาวะผู้นำ "
" Y : Yokefellow เพื่อนร่วมงาน คนรัก "

**************

Photobucket

สรุป การทำธุรกิจ หวังผลจากกำไร โดยใช้กลยุทธ์ การบริหารการจัดการต่างๆ ในกิจกรรมการผลิต สินค้า/บริการ สร้างความได้เปรียบจากการแข่งขัน จัดทำระบบสารสนเทศ ข้อมูลข่าวสารที่แม่นยำรวดเร็วถูกต้องมาช่วยในการตัดสินใจ ต่อการดำเนินธุรกิจ รวมถึงนำระบบโลจิสติกส์มาใช้ ทำให้ลดต้นทุน ลดเวลาเพิ่มประสิทธิภาพในการไหลเวียนสินค้า/บริการ อย่างครบวงจร
ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบ การจัดการคลังสินค้า บริหารต้นทุน การขนส่ง ห่วงโซ่แห่งคุณค่า ไปจนถึงจุดที่มีการใช้งานหรือถึงมือผู้บริโภค ซึ่งต้องมาจากภาวะผู้นำที่นำรูปแบบวิธีการจัดการบริหาร กำหนดนโยบายกลยุทธ์ มาใช้อย่างถูกต้องตามแผนธุรกิจ กิจการนั้น ๆ
และที่สำคัญที่สุดก็คือเพื่อนร่วมงานในการดำเนินกิจกรรมธุรกิจใด ๆ ต้องมีมิตรแท้ และคนรัก ที่ให้กำลังใจ คอยสนับสนุนงาน จึงจะทำให้ประสบความสำเร็จ
โดยนำหลักการ B I L L Y นำมาประยุกต์ใช้..

"ในความหมายและนิยามของคำ บิลลี่ BILLY"
Photobucket

Photobucket
Photobucket Photobucket คลิก Link วันสำคัญของโลก
นำเสนอข่าว ไลฟ์สไตล์ การศึกษา ของวัยรุ่นยุคใหม่ ใส่ใจในอนาคต

ส่งเสริมวัฒนธรรม ประเภณีอันดีงาม คลิก Link วันสำคัญ ของไทย Photobucket…..สวัสดีครับ น้อง ๆ ที่กำลังไฝ่ดี รักดี กับการศึกษานะครับ..... Photobucket….. วันนี้ผมขอเสนอคำ Hit Hot ในช่วงเวลานี้...คำว่า... " อมาตยาธิปไตย " ... Photobucket........อมาตยาธิปไตย จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี อำมาตยาธิปไตย (bureaucratic polity) เป็นการปกครองโดยข้าราชการ ซึ่งได้มีโอกาสเข้ามาปกครองเพราะอำนาจของตำแหน่งในรัฐบาล ใช้หมายถึงรัฐบาลที่ไม่ขึ้นอยู่หรือให้ความสำคัญกับเสียงประชาชน ........ Photobucket .....คำภาษาอังกฤษว่า bureaucratic polity บัญญัติโดย Fred W. Riggs อดีตอาจารย์มหาวิทยาลัยแห่งรัฐฮาวาย ในหนังสือที่พิมพ์เผยแพร่ในปี พ.ศ. 2509[1] เป็นคำใหม่ที่ใช้แก่ประเทศไทยโดยเฉพาะ[2] แต่ภายหลังคำนี้มีใช้แก่ประเทศอื่นด้วย แล้วมีการบัญญัติคำภาษาไทย "อมาตยาธิปไตย" ตามภาษาอังกฤษ อ้างอิง ^ Fred W Riggs. 1966. Thailand: The Modernization of a Bureaucratic Polity. Honolulu: East-West Center Press. 470 pages. ^ James Ockey. 2004. State, Bureaucracy and Polity in Modern Thai Politics, Journal of Contemporary Asia, Vol. 34, 2004.........Photobucket
Photobucket
คลิก Play เพื่อเปิด Training VDO. ระบบจัดการผลิต By Chakirt.M เชิญครับ
Photobucket Photobucket คลิ๊กลิงค์ คุยกับเสธ.แดง Photobucket Photobucket
แจ้งข่าสาร ความจริง MV เสื้อแดงต้านรัฐประหารไม่เอาเผด็จการ ( ยุคตุลาการศาลภิวัฒน์และการปฏิวัติซ่อนรูป )



Photobucket......สวัสดีปีวัว ๒๕๕๒ Happy New Year 2009 .....ไม่รู้ว้าปีนี้ วัวดุ “วัวบ้า” หรือไม่ ....ก็หวังว่าเราจะได้มีความสุข เหมือนที่เคยเป็นมา จนเกือบลืมไปเลยว่าเคยมีความสุข ในช่วงที่การเมืองดี เศรฐกิจดีนะครับ.... ก็หวังใจไว้ว่าเราต้องช่วยกัน และให้กำลังใจ กับชาวเสื้อแดง และอ่านคำกล่าว จากการบันทึก วีดีโอ ลิงค์ พ.ต.ท.ดร. ทักษิณ ชินวัตร .......เมื่อเวลา 20.30 น. วันที่ 27 มีนาคม พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พูดผ่านวิดีโอลิงก์มายังเวทีการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดงที่ข้างทำเนียบรัฐบาลว่า วันนี้โทรมา เพราะคืนเดียวอยู่ 3 ประเทศ แต่ก็ได้ผลดี ในเรื่องความสัมพันธ์ต่อประเทศไทย ผมเข้าใจว่าเหนื่อย ร้อน ก็บางคนอาจจะหิว แต่ท่านก็ยังอดทนรอฟังผมพูด ต้องขอขอบคุณพี่น้องชาวเสื้อแดงที่ได้มารวมตัวกันตั้งแต่เมื่อวันที่ 26 มีนาคม เมื่อวานตั้งใจจะพูดแต่ลำบากเรื่องการเดินทางเลยพูดสั้นๆ วันนี้ตั้งใจจะพูดจาหาทางออกของปัญหาความขัดแย้งที่เป็นอยู่จะออกอย่างไร จะเป็นการเสนอฝ่ายของผม แต่คนอื่นจะเอาหรือไม่ก็ไม่ทราบต้องขอขอบคุณทุกฝ่ายที่ช่วย เป็นครั้งประวัติศาสตร์ที่ทุกคนชุมนุมกันแล้วเสียสละเงินคนละเล็กน้อยมาร่วมชุมนุมกันที่นี่ อาจจะมีเสื้อแดงปลอมที่ไปสร้างสถานการณ์ทำท่าจะไปบุกสนามบิน นั่นเป็นของปลอมเพราะของจริงอยู่ที่ทำเนียบ วัตถุประสงค์ที่มารวมกันที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อเรียกประชาธิปไตย ความเป็นธรรมของสังคมไทยกลับมาได้อย่างไร เพื่ออนาคตของประเทศ เพื่อลูกหลานไทย เรากำลังมาตกลงกันว่าระบอบปกครอง ระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริงคือสิ่งที่เรารักและหวงแหน อยากได้ไว้คู่สังคมไทย อยากเห็นสังคมไทยที่มีความยุติธรรม หากไม่มีความยุติธรรมเราก็จะเจอปัญหาสิทธิสภาพนอกอาณาเขตเหมือนที่เจอ ที่นักลงทุนต่างประเทศกลัวว่ามาลงทุนในประเทศไทยแล้วไม่ได้รับความเป็นธรรม ต้องไปขอขึ้นศาลที่ฮ่องกง หรือที่สิงคโปร์ เราอย่าให้เกิด เราอยากเห็นอนาคตของประเทศที่มีอนาคต ส.ส.ได้รับเชิญไปญี่ปุ่น ไปคุยกับนักลงทุน เขาบอกว่าไม่เคยเห็นเกิดขึ้นมาก่อนเลยบอกว่าไม่อยากจะมาลงทุนเพิ่มในประเทศไทยเด็ดขาด เครื่องบินของญี่ปุ่นเดิมอเมริกาไม่ให้ผลิต แต่ตอนนี้เริ่มผลิตแล้วโดยไปตั้งโรงงานผลิตเครื่องยนต์ที่เวียดนาม เพราะที่เวียดนามมีเด็กจบคณิตศาสตร์ใหม่ๆ เยอะ เขาไม่มาเมืองไทย นี่คือตัวอย่างของการสูญเสียโอกาส เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นกับเราวันนี้ จึงอยากบอกกับผู้ใหญ่ในบ้านเมือง ผู้ใหญ่ในที่นี้คือคนที่มีอายุมากๆ ว่าถึงเวลาหรือยังที่จะมองอนาคตให้ลูกหลาน ไม่ใช่การเอาชนะคะคานกัน เท้าความซัดผู้มีบารมีนอกรธน. "เราต้องเรียนรู้จากบทเรียนที่เจ็บช้ำมานานจากการปฏิวัติ จากเผด็จการที่เข้ามาทำให้ประชาธิปไตยไม่เป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง มันเกิดครั้งแล้วครั้งเล่าจนไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะจบ ก่อนนี้คิดว่าจะไม่มีแล้วแต่ก็เกิดขึ้นจนได้ เพราะเราไม่ยอมพูดความจริง มีการตั้งคณะกรรมการสอบความจริงครึ่งเดียว ในที่สุดเราก็ไม่รู้ความจริงเหมือนเสียค่าเรียนแล้วไม่เคยได้รับประกาศนียบัตร เรียนแล้วไม่จบสักที นี่คือสิ่งที่เราเรียนรู้ประชาธิปไตยของเราที่ไม่เคยเรียนจบ ล้มแล้วพูดว่าล้มเพราะอะไร ไม่เคยพูดกันชัดเจนแล้วเราก็ลืมไป แต่วันนี้ถึงเวลามาพูด เราต้องเรียนรู้จากบทเรียนที่ผ่านมา จะมัวเกรงใจกันคงไม่ได้ เพราะเกรงใจก็ไม่รู้ความจริง และประชาชนก็ไม่มีโอกาสรู้ วันนี้สิ่งที่จะพูดต่อจากนี้ไม่ใช่เพื่อผม แต่เพื่อลูกหลานว่าลูกหลานในอนาคตจะอยู่อย่างไร ความสามารถในการพัฒนาตัวเองจะมีแค่ไหนหากเรามีปัญหากันอยู่อย่างนี้ ดังนั้น ขอเท้าความว่าอะไรคือผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญเป็นอย่างไร" ที่มาของความวุ่นวาย คงจำได้ว่าปลายปี 2547 ก่อนเลือกตั้ง 2548 มีการรวมตัวกันเล็กๆ ที่สนามหลวง มีพวกสหภาพแรงงาน ร่วมกับนายเอกยุทธ และคุณประชัย คือพวกที่ไม่พอใจผมหรืออาจจะมีความสูญเสีย แต่ไม่มีอะไรเกิด แต่ต่อมาหลังเลือกตั้ง 2548 พรรคไทยรักไทยได้ ส.ส. 377 เสียง ก็รู้สึกว่าไทยรักไทยแข็งแรงเกินไป ฝ่ายค้านอ่อนแอเกินไป เริ่มพูดจากัน แต่พอปลาย 2548 เกิดกระบวนการรวมตัวของพันธมิตร โดยนายสนธิ ลิ้มทองกุล เป็นหัวหน้าทีม เริ่มต้นที่สวนลุมพินี โดยความเอื้อเฟื้อของนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่าฯกทม.ตอนนั้นให้สถานที่ให้ตลอดทุกสัปดาห์ พรรคประชาธิปัตย์อาจจะช่วยทางอ้อมหรือตรงก็ไม่ทราบ แต่ก็ไปอยู่ที่ข้างเวทีและขึ้นเวทีบ้าง นั่นคือสิ่งเริ่มต้นของการต่อสู้นอกระบบ แค่นั้นไม่เป็นไร แต่มีองคมนตรีบางท่านได้ไปบอกกับสื่อ และไปแอบอ้างว่าพระเจ้าอยู่หัวไม่เอาผมแล้ว ผมพูดกับสื่อก็ยอมรับ แต่เป็นองคมนตรีบางคนเท่านั้น หลังจากนั้นก็เกิดม็อบมีเส้น เอเอสทีวีได้รับความคุ้มครองจากศาลปกครอง เปิดตัวคือ"พล.อ.เปรม" คุ้มครองจนปฏิวัติแล้วก็ไม่เลิก คุ้มครองให้ออกอากาศล้มล้างรัฐบาล รัฐบาลก็ทำอะไรไม่ได้ จนผมต้องพูดความจริง ก็ไม่กล้าพูดเต็มที่เพราะเกรงใจกันอยู่ วันนั้น ผมประชุมข้าราชการที่ตึกสันติไมตรี ผมบอกให้ทุกคนทำหน้าที่เต็มที่เพราะรู้ว่าข้าราชการเริ่มเกียร์ว่าง เพราะเริ่มถูกผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญแทรกแซง ผมก็ต้องกระตุ้นให้ทำงาน ผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ แปลว่าในรัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดให้เขามีโครงสร้าง มีอำนาจในการจัดการ แต่มีบารมีสามารถแอบสั่งงานได้ แล้วข้าราชการเกรงใจ ก็ยอมเลี่ยง ยอมผิดคำสั่งผู้บังคับบัญชา นั่นคือผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ คำว่าผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญเป็นคำที่ฮือฮามาก และนายสนธิ ลิ้มทองกุล ก็ไปกล่าวหาว่าผมหมายถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผมมิบังอาจ ผมมีความจงรักภักดี ผมไม่บังอาจเอื้อมพูดถึงขนาดนั้น แต่จริงๆ แล้วผมหมายถึงพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ แต่ผมไม่กล้าพูดวันนั้น แล้วก็มีคนของพล.อ.เปรม โทร.มาให้ผมช่วยพูดให้ชัดว่าไม่ใช่พล.อ.เปรม ผมก็ไม่พูด เพราะหลังจากนั้นท่านเดินสาย ใส่เครื่องแบบทหาร ทั้งทัพบก ทัพเรือ ทัพอากาศ และออกเดินสายด่าผม มี พล.อ.สุรยุทธ์ มักจะไปด้วยบ่อย ๆ นั่นคือคู่หู ไปด้วยกัน องคมนตรียุ่งการเมืองไม่เหมาะ ผมขออัญเชิญพระราชกระแส พระราชดำรัสที่พระราชทานแก่องคมนตรี ในวโรกาสเสด็จไปทรงเปิดทำเนียบองคมนตรี ณ อุทธยานสราญรมณ์ 2547 ว่า องคมนตรีเป็นที่ปรึกษาของพระมหากษัตริย์ ไม่ใช่ให้คำปรึกษาคนอื่น นี่เป็นสิ่งที่คนสงสัยว่าองคมนตรีมีอำนาจหน้าที่อะไร แต่องคมนตรีไม่ได้เป็นที่ปรึกษาของคนอื่น เป็นที่ปรึกษาของฝ่ายพระมหากษัตริย์ ไม่ใช่ว่าจะไปแนะนำคนอื่น ถ้าไปแนะนำคนอื่นเป็นการแนะนำส่วนตัว ไม่ใช่ในฐานองคมนตรี ฉะนั้นขอให้ระมัดระวังในคำพูด นั่นคือว่าต้องเข้าใจว่าในบทบาทไหนเป็นองคมนตรี บทบาทไหนเป็นเรื่องส่วนตัว วันนี้สิ่งสำคัญการที่องคมนตรีเข้ามาเกี่ยวข้องในการเมืองเป็นสิ่งที่ไม่สมควรอย่างยิ่ง เพราะทำให้เกิดความคลาดเคลื่อนว่าพระเจ้าอยู่หัวทรงกี่ยวข้องการเมืองได้อย่างไรพระเจ้าอยู่หัวท่านสถิตย์อยู่ที่สูง ท่านเป็นที่รักของพสกนิกร แต่คนอยู่รอบพระองค์ท่านเข้ามาเกี่ยวสข้องกับการเมืองทำให้พระองค์ท่านทรงเสีย ดังนั้นขอให้ทุกคนที่อยู่รอบพระองค์ท่านอย่าเข้ามายุ่งการเมือง เพราะว่าพระองค์ท่านสถิตย์ที่สูง ผมขอย้ำว่าสิ่งที่พล.อ.เปรมเข้ามาเกี่ยวข้องการเมืองนั้นอย่าเพิ่งเถียง สิ่งที่พล.อ.สุรยุทธ์ เข้ามายุ่งกับการเมือง ทำให้สถาบันเสียหาย ฉะนั้นไม่ควร เพราะเมื่อไหร่ท่านมายุ่งกับการเมือง การเมืองก็จะยุ่งกับท่าน ดังนั้นทุกองค์กรทุกองค์กรห้ามเข้ามายุ่ง ผมกำลังพูดเพื่อบอกว่าเรากำลังมาหาทางออกกัน ไม่ใช่ว่าจะไปแนะนำคนอื่น ถ้าไปแนะนำคนอื่นเป็นการแนะนำส่วนตัว ไม่ใช่ในฐานองคมนตรี ฉะนั้นของให้ระมัดระวังในคำพูด นั่นคือว่าต้องเข้าใจว่าในบทบาทไหนเป็นองคมนตรี บทบาทไหนเป็นเรื่องส่วนตัว วันนี้สิ่งสำคัญการที่องคมนตรีเข้ามาเกี่ยวข้องในการเมอืงเป็นสิ่งที่ไม่สมควรอย่างยิ่ง เพราะทำให้เกิดความคลาดเคลื่อนว่าพระเจ้าอยู่หัวทรงกี่ยวข้องการเมืองได้อย่างไรพระเจ้าอยู่หัวท่านสถิตย์อยู่ที่สูง ท่านเป็นที่รักของพสกนิกร แต่คนอยู่รอบพระองค์ท่านเข้ามาเกี่ยวสข้องกับการเมืองทำให้พระองค์ท่านทรงเสีย ดังนั้นขอให้ทุกคนที่อยู่รอบพระองค์ท่านอย่าเข้ามายุ่งการเมือง เพราะว่าพระองค์ท่านสถิตย์ที่สูง ผมขอย้ำว่าสิ่งที่พล.อ.เปรมเข้ามาเกี่ยวข้องการเมืองนั้นอย่าเพิ่งเถียง สิ่งที่พล.อ.สุรยุทธ์ เข้ามายุ่งกับการเมือง ทำให้สถาบันเสียหาย ฉะนั้นไม่ควร เพราะเมื่อไหร่ท่านมายุ่งกับการเมือง การเมืองก็จะยุ่งกับท่าน ดังนั้นทุกองค์กรทุกองค์กรห้ามเข้ามายุ่ง ผมกำลังพูดเพื่อบอกว่าเรากำลังมาหาทางออกกัน ยกไม่จงรักภักดีเหตุผลโค่น ถ้าจำได้ อาจจะเคยจำว่าการเมืองสมัย พล.อ.เปรมเป็นอย่างไร ท่านเคยเป็นนายกรัฐมนตรี 8 ปี แต่การเป็นนายกฯของท่านนั้น ท่านไม่เคยลงเลือกตั้ง รัฐธรรมนูญไม่ได้บังคับให้เป็น ส.ส. ท่านได้รับการสนับสนุนจากพรรคประชาธิปัตย์ แม้ในปี 2539 ทท่านเป็นนายกฯรอบล่าสุด นายพิชัย รัตตกุล เป็นหัวหน้าพรรค ได้ ส.ส.100 คนก็ไม่ได้เป็นนายกฯ ก็ยกมือให้ท่านเปรมเป็นนายกฯ การที่ พล.อ.เปรมอาจจะมีความใกล้ชิดกับพรรคประชาธิปัตย์ เลยเป็นห่วงเป็นใยกับพรรคประชาธิปัตย์เป็นพิเศษ พรรคไทยรักไทยชนะเลือกตั้ง 2 ครั้ง พรรคประชาธิปัตย์ไม่มีโอกาสสู้เลยก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร ผมเป็นห่วง ไม่อยากให้ท่านมายุ่งการเมืองเลย ท่านบอกว่าไม่ยุ่งการเมืองไม่ได้หรอก เพราะท่านยุ่งจริงๆ ตอนที่ พล.อ.สุรยุทธ์ไปประชุมที่มี พล.อ.พัลลภไปด้วย แต่ที่บอกว่า พล.อ.สุรยุทธ์ไม่เชิญ แต่คุณปีย์ มาลากุล เชิญบอกมี 3 ท่านที่ไปเข้าเฝ้าฯ 901 ก็มี พล.อ.เปรม พล.อ.สุรยุทธ์ และมีองคมมนตรีอีกคนหนึ่ง ก็ไม่รู้ว่าจริงหรือเปล่า แต่เป็นคำบอกเล่าของ พล.อ.สุรยุทธ์ว่าได้ไปเฝ้าฯ 901 จะขอทำงานเพราะ พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่มีความจงรักภักดี และทุกคนที่ทำงานนี้จะไม่หวังตำแหน่งทั้งสิ้น นี่คือผมได้รับการบอกเล่ามา แต่ผมไม่เชื่อว่า 901 คือพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะทรงรับรู้ เพราะพระเจ้าอยู่หัวสถิตอยู่ที่สูง ไม่ทรงยุ่งเกี่ยวการเมืองเลย แต่เมื่อเหตุการณ์เกิดขึ้น ก็ตามมาว่ามีใครบ้างมาร่วมประชุมบ้าง ก็มีอยู่ 3 คนคือ พล.อ.เปรม พล.อ.สุรยุทธ์ และคุณปีย์ ที่ประชุม ต่อมามีอีก 4 คนนายปราโมทย์ นาครทรรรพ ผู้แต่งนิยายเรื่องปฏิญญาฟินแลนด์ ก็ได้ยินข่าวว่าศาลลงโทษ พร้อมบรรณาธิการผู้จัดการให้จำคุกคนละ 1 ปี ปรับ 1 แสน โทษจำคุกให้รอลงอาญา นี่คือสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้นในสังคมไทย เลยเกิดปัญหาขึ้น มี ดร.อักขราทร จุฬารัตน นายจรัญ ภักดีธนากุล นายชาญชัย ลิขิตจิตถะ ก็ไปร่วมประชุมด้วย นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้น ทำให้มีการเดินหน้าจัดการผมอย่างชัดเจน และทำให้กระบวนการทั้งหมดผิดเพี้ยนหมด เพราะพระเจ้าอยู่หัวไม่ทรงทราบ แต่มีการแอบอ้างกัน ทำให้กระบวนการทำงานทั้งหมดบิดเบี้ยวผิดเพี้ยนหมด จี้ "เปรม" หยุดยุ่งการเมือง แล้วถามว่า พล.อ.เปรมตอนปฏิวัติ พานายบังเข้าทำไม ทำไมประธานองคมนตรีต้องไปเข้าเฝ้าฯด้วย เหมือนเป็นหัวหน้าคณะปฏิวัติ ตอน พล.อ.สุรยุทธ์เป็นนายกฯก็บอกเหมือนนายกฯวินสตัน เชอร์ชิล ที่เป็นนนายกฯคนดีของอังกฤษคนหนึ่ง ที่ผมได้ข่าวก็ไปดูอนุสาวรีย์เชอร์ชิลว่ายังอยู่ที่ลอนดอนหรือย้ายไปอยู่เขายายเที่ยงแล้ว แต่พอนายอภิสิทธิ์ ก็บอกว่าประเทศไทยโชคดีที่ได้คุณอภิสิทธิ์เป็นนายกฯ ท่านเป็นประธานองคมนตรีท่านไปเผลอไผลอย่างนี้ไม่ได้ วันที่ 26 มีนาคม ท่านก็บอกว่าป๋าเชียร์อภิสิทธิ์ ท่านยังเป็นประธานองคมนตรีอยู่นะ ที่ผมพูดเพราะผมรักเคารพ ผมเคยกราบป๋า ป๋าเป็นผู้ใหญ่ เราเป็นนายกฯรุ่นเด็กเราก็ให้ความเคารพนับถือ แต่ป๋าลงมาเล่นการเมืองในฐานะประธานองคมนตรี ผมไม่อยากเห็น ป๋าอย่าทำเลย การที่ป๋าลงมาเล่น แล้วสั่งโน่นนี่ ในฐานะเป็นผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญมันเป็นสิ่งที่ทำให้กระบวนการของประเทศเสียหายหมด ระบบสองมาตรฐาน ความไม่เป็นธรรมในสังคมเกิดขึ้น ป๋าต้องอย่าทำ ป๋าอาจจะไม่มีลูกหลาน แต่เรามีลูกหลาน เขาเหล่านั้นกำลังเติบโต ต้องมีอนาคต เขาต้องอยู่ในประเทศที่มีระบบคิดถูกต้อง เป็นระบบที่เป็นประชาธิปไตย ให้ความเป็นธรรมกับสังคม ไม่ใช่เป็นระบบที่ป๋ากดตรงนั้นที ตรงนี้ที กราบเรียนด้วยความเคารพป๋าจริงๆ ถล่มอดีตรองนายกฯเพี้ยน ส่วนท่านสุรยุทธ์ ท่านก็แอคทีฟมากลงไปลุยสื่อ และขยันหลายเรื่อง เรื่องนี้ต้องถามจ่ายักษ์ และท่านสนธิ ว่าท่านสุรยุทธ์คิดอะไร จ่ายักษ์ ตอนที่ผมโดนคาร์บอมบ์ได้ให้การว่าถ้าฆ่าไม่ตายก็ปฏิวัติ ถ้าปฏิวัติเสร็จนายกฯชื่อสุรยุทธ์ ปรากฏว่าเมื่อสินธิ ลิ้มทองกุล ไปพูดที่เวอร์จิเนีย กำลังไล่ผม สุรยุทธ์ก็โทร.มาให้กำลังใจบอกว่าจะให้ทีวีช่องหนึ่ง เพราะเขารู้ว่าสนธิโกรธผมที่ไม่ให้ทีวี เป็นเรื่องที่ดูเหมือนอีเดียต แต่เอาประเทศทั้งประเทศจมเลย ตอนที่ผมเป็นนายกฯ ผมก็มีรองนายกฯคนหนึ่ง ผมก็มองเพี้ยนๆ ตอนหลังมาผมไปรู้ว่ามันไปเชิญเพื่อนผมที่เป็นนักธุรกิจมาเป็นรัฐมนตรี ปรากฏว่า พล.อ.สุรยุทธ์เรียกไปจะให้เป็นนายกฯมาตรา 7 ไอ้นี้ก็ฟิต ไปชวนนักธุรกิจมาเป็นรัฐมนตรี ผมก็ตกใจว่ารองนายกฯผมคนนี้ทำไมเพี้ยนๆ เรื่อง กกต.ก็เช่นกัน ไปเรียก พล.อ.จารุภัทร เรืองสุวรรณ พล.ต.จำลอง ศรีเมืองด้วย บอกว่าให้ออกได้แล้ว ถ้าไม่ออกก็ติดคุก พล.อ.จารุภัทรก็กลัว ลังเล ก่อนลาออกผมบุกไปทำเนียบองคมนตรี พบ พล.อ.สุรยุทธ์ผมบอกว่าพี่ ทำไมมันเป็นอย่างนี้ บอกพี่ไม่รู้เรื่อง พี่กำลังตีกอล์ฟสนุก นี่พี่เป็นพลร่มนะ ไม่ฆ่าน้อง ไม่ฟ้องนาย ไม่ขายเพื่อน ผมก็บอกว่าผมเป็นพลร่มเหมือนกัน ผมไปพูดอย่างนี้ ท่านก็น่ารักเดินมาส่งที่รถ ฟังแล้วมันเรื่องอะไรวะ ในที่สุด กกต.ก็ถูกตัดสินจำคุก เบื้องหลังเด้ง"สุรยุทธ์" ผมไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรกับสิ่งที่เกิดขึ้นเพราะในเมื่อลงมาเล่นการเมือง ถ้าเมื่อไหร่มีเหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้นเขาก็ต้องฟังองคมนตรี สิ่งที่องคมนตรีเป็นพระราชประสงค์ ผมถวายงานมา 6 ปี ผมขอยืนยันว่าเจ้านายทั้งสองพระองค์ไม่ยุ่งการเมือง ดังนั้น เป็นเรื่องที่องคมมนตรีบางคนที่ไปทำ ท่านสองคนนี้แอ๊คทีฟการเมืองมาก ท่านก็ต้องทำใจว่า เมื่อท่านมาเล่นการเมือง ท่านต้องโดนการเมืองเล่น พล.อ.สุรยุทธ์นี้ ท่านอาจจะไม่พอใจผมที่ผมย้ายท่าน ผมโทร.หาท่านปลุกท่านประมาณตี 1 วันนั้น ผมไปส่งลูกไปอังกฤษ ก่อนเครื่องบินกำลังจะออก ผมโทร.หาเลยว่า ท่าน ผบ.ทำไมเคลื่อนย้ายกำลังทหาร ท่านก็บอกว่าไม่มีครับ เป็นการเคลื่อนย้ายกำลังธรรมดา เสร็จแล้วไม่นานก็ไปยิงพม่าตายไป 300 กว่าคน ผมก็เลยไม่รู้จะพูดอย่างไร การเคลื่อนย้ายกำลังเกิน 1 กองพล ต้องขออนุมัติจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ถามพี่จิ๋ว ก็ไม่ได้อนุมัติ แต่มาสักพัก จากนั้นก็ทำเรื่องของบประมาณเพราะนำน้ำมันสำรองของกองทัพไปใช้ ขอ 300 กว่าล้านบาท พี่จิ๋วมาอ้อนวอน ก็ต้องให้ และในที่สุดผมก็ต้องย้ายท่านขึ้นเป็น ผบ.สส. ผมเป็นคนทำงานหน้าที่เป็นหน้าที่ไม่มีอะไรเป็นส่วนต้ว จบเป็นจบ แล้วก็แล้วไป ผมเป็นคนอย่างนี้ อ้างชื่อ"บัง" โยงลอบสังหาร ที่นี้เมื่อเกิดเหตุการณ์อย่างนี้ก็ไม่รู้ทำไม ถ้าท่านจะยุ่งการเมืองท่านมาเล่นการเมืองไม่มีปัญหาเลย ผลพวงแห่งการแทรกแซงการประชุมที่บ้านคุณปีย์ ถนนสุขุมวิท เกิดกระบวนการหลายอย่าง ผมก็ถูกลอบสังหาร อันนี้ก็คนคงไม่กล้าพูด เนื่องจากเป็นคดีอาญา ผมถูกลอบสังหารด้วยปืนสไนเปอร์ 2 ครั้ง แต่โชคดีผมเปลี่ยนทิศจากเชียงใหม่ไปลำปาง และที่สนามหลวง เขาไปใช้ตึกคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แต่ผมเลื่อนเวลาปราศรัยเร็วขึ้น จึงรอด ครั้งที่ 3 คือคาร์บอมบ์ ไปดักสนามบิน 2 ครั้ง และมาดักที่ ถนนจรัญสนิทวงศ์ ซึ่งมีการจับกุมได้ เท่าที่ผมถามมาคนที่อยู่เบื้องหลัง และไปตามเรื่องบ่อยๆ ชื่อนายบัง นี่เป็นกระบวนการถึงเป็นที่วุ่นวายทุกวันนี้ ปูดเสื้อเหลืองชอบอ้าง"เจ้านาย" จำได้ไหมวันที่ผมยุบสภา พรรคประชาธิปัตย์ร่วมกับฝ่ายค้านบอยคอตการเลือกตั้ง คุณตั้งพรรคการเมืองมาบอยคอตการเลือกตั้งได้อย่างไร เกิดการฟ้องกันไปมา ในที่สุดก็ยุบพรรคไทยรักไทย พรรคประชาธิปัตย์ทำผิดไม่ยุบ ตุลาการรัฐธรรมนูญตั้งตอนไหน ก็ตั้งตอนปฏิวัติ และพรรคประชาธิปัตย์ก็เห็นดีเห็นงามด้วย ที่พูดวันนี้เพื่อจะให้จบ และหาทางออกว่าวันนี้ต้องพูดความจริง ต้องเรียนรู้ แล้วหลังจากนี้ก็จะมาดูว่าจะหาทางออกร่วมกันอย่างไร ผมอยากเรียนว่าการที่มีการเลือกที่รักมักที่ชัง มีการสนับสนุนกลุ่มนั้น แอนตี้กลุ่มนี้ จึงทำให้ประเทศไทยเกิดระบบที่ไม่เป็นธรรม สองมาตรฐานเต็มไปหมด ลองคิดดูว่านายกฯคนหนึ่งเซ็นยินยอมให้ภรรยาไปทำนิติกรรม ไปประกวดราคาซื้อที่ดินอย่างถูกต้อง ที่ดินนี้เป็นหนี้เน่าที่กองทุนฟื้นฟูขายอยู่เรื่อยๆ ศาลบอกว่าการซื้อชอบ คนซื้อก็ชอบ คนขายชอบ แต่ผมเป็นนายกฯเซ็นให้ภรรยาไปทำนิติกรรม และจ่ายเงินซื้อที่ไปเกือบ 800 ล้านบาท ติดคุก 2 ปี แต่ พล.อ.สุรยุทธ์มีบ้านบนเขายายเที่ยงเป็นป่าสงวนฯ บนยอดเขาเลย แต่ คตส.บอกว่าไม่มีอำนาจ ใครก็ไปทำอะไรไม่ได้ อันนี้ฟรี แต่นี่เสียตังค์เกือบ 800 ล้านบาท ถูกต้องหมด แต่เขายายเที่ยง เขาลูกเดียวกันนี้ร้านอาหารตาพรอยู่ตีนเขา ศาลชั้นต้นที่สีคิ้วสั่งจำคุก 2 ปี และศาลอุทธรณ์ก็ยืน วันนี้ตำรวจบอกผมมาว่าตำรวจทำสำนวนไม่ได้เลยในคดีผู้ต้องหาบุกรุกป่าตามพระราชเสาวนีย์ของสมเด็จพระนางเจ้าฯ เพราะจับมาแล้วมันอ้างว่าบ้านเขายายเที่ยงบนยอดทำไมยังอยู่ได้ เขายายเที่ยงยังไม่ผิดเลย เสียหายไหม ระบบความยุติธรรมไม่มี ตำรวจบอกไม่รู้จะทำคดีอย่างไร สองมาตรฐานมีเยอะเหลือเกิน วิธีปฏิบัติต่อเสื้อเหลืองเสื้อแดงก็เห็นเยอะ สีเหลืองเหรอทำอะไรก็ได้หมด ตั้งข้อหาแล้วก็ถอนข้อหา ถูกจับก็ได้ประกันตัว แถมยังบอกว่าด้วย 02 สั่ง ทำให้เจ้านายเสียหาย ผมไม่คิดว่าเจ้านายมายุ่งเรื่องพวกนี้ แต่ว่าไปอ้างเจ้า อ้างนายหมด เจ้านายเสียหายก็เพราะพวกนี้ วันนี้ต้องหยุดเพราะสถาบันกษัตริย์ต้องอยู่คู่กับสังคมไทย ต้องช่วยกันปกป้องแต่ไม่ใช่มาแสดงความจงรักภักดีจนเลยเถิดจนทำให้เสีย ความจงรักภักดีอยู่ที่การกระทำ ไม่ต้องแสดง ไม่ต้องพูด นี่เกิดขึ้นจากความเป็นสองมาตรฐาน ต้องรักษาสถาบันอยู่คู่สังคมไทย ตอนที่ม็อบสีเหลืองบุกยึดทำเนียบ คุณสมัครประกาศภาวะฉุกเฉิน มอบให้คุณอนุพงษ์ไป แต่ก็แบะๆๆ ทำอะไรไม่ได้สักอย่าง ปลัดมหาดไทยก็ค้าน คนนั้นก็ค้าน ทำอะไรไม่ได้ ไม่ได้ทำอะไรสักอย่าง แล้วพอยึดสนามบิน คุณสมชายเป็นนายกฯก็ประกาศภาวะฉุกเฉิน ก็ไม่กล้าสั่งทหาร ก็ไปสั่งตำรวจ ก็จะไปช่วยอย่างไร เมื่อทหารปลอมเป็นสีเหลืองอยู่ข้างใน เอาปืนเอาอะไรไปด้วย แล้วประเทศเจ๊งไปเท่าไหร่ เสียหายไปเท่าไหร่ ทำไมไม่พูดกัน ตะแบงอย่างนี้ ชนะการเมืองได้แต่ชนะหัวใจประชาชนไม่ได้ เพราะวันนี้ประชาชนไม่โง่ เขารู้หมด ไม่เช่นนี้ไม่ยอมเสียเงินกันเองขนกันมาชุมนุมหรอก เพราะเขารับไม่ได้กับความไม่ยุติธรรม ไม่ใช่หน้าด้านตะแบงกันไป ในเมื่อความเป็นจริงทุกสิ่งทุกอย่างไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลรัฐธรรมนูญยอดเยี่ยมมาก ยุบ 3 พรรคสืบพยานวันเดียว สืบเช้า บ่ายยุบ เพื่อให้ทัน 4 ธันวาคม ดีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงไม่ออกมหาสมาคม เพื่อให้ทันวันที่ 4 เลยยุบวันที่ 2 รีบยุบ 3 พรรคการเมือง คุณมีประสิทธิภาพขนาดนั้นเลยเหรอ ดูคุณสมัครไปทำกับข้าวออกทีวี ไปรับค่าออก 3,000 กว่าบาท กฎหมายไม่มีไปเปิดพจนานุกรม แล้วคนเป็นถึงนายกฯปลดกันง่ายๆ อย่างนี้เหรอ ระบบใครจะเชื่อถือประเทศไทย เขาบอกว่า Thailand is a joke อายเขาไหม บางกอกโพสต์ และเนชั่น บอกว่าผมฟูจิทีฟ (คนหนีคดี) ผมไปไหนเขาก็ต้อนรับผม เมื่อคืนเขาก็เอาตำรวจมานอนเฝ้าหน้าห้อง เขาไม่เชื่อสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศไทย เขาไม่เชื่อหรอกว่าคดีอย่างนี้ติดคุก อายเขาไหม นี่คือสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้นในประเทศไทย ผลัดกันเป็นรัฐบาลไม่ใช่เรื่องใหญ่ เแต่เป็นความช้ำชอกของประเทศไทย ความเสียหายของสถาบันเราต้องรักษาให้อยู่คู่กับสังคมไทย คือเป็นสถาบันภายใต้ระบอบรัฐธรรมนูญที่เป็นเรื่องสากล สุดท้ายไม่มีอะไรดีเลย เป็นประโยชน์ส่วนตัว องค์กรอิสระทั้งหลาย ท่านทั้งหลายต้องทำหน้าที่ ท่านต้องเลิกฟังและแอบอ้าง เพราะสถาบัน เป็นสถาบันที่ศักดิ์สิทธิ์ จริงๆ ศาลส่วนใหญ่เป็นคนดี แต่วันนี้ศาลบางคนยอมรับคำสั่ง ต่อไปบอกว่าพาผมเข้าเฝ้าฯซิ ของปลอมทั้งนั้น พระเจ้าอยู่หัวไม่มีเรื่องอย่างนี้ ท่านต้องรักษาสถาบันของท่าน ท่านไม่ต้องไปเชื่อใคร ขอให้ผมเป็นเหยื่อคนสุดท้าย พอแล้วเพื่อลูกหลาน เพื่ออนาคตลูกหลานของเรา มีระบบที่ดี คนนี้ดึงทีวุ่นวายกันหมด เสียหายหมด ประเทศไทยถูกลากถอยหลัง15ปี ป.ป.ช.ก็เหมือนกัน มีตัวแทนพรรคประชาธิปัตย์อยู่ใน ป.ป.ช. ก็ขอให้ทำหน้าที่ป.ป.ช.เถอะ ระบบศาลเดียวก็เช่นกัน เป็นระบบศาลที่ยูเอ็นเขาไม่รับ ที่อื่นก็ไม่รับ เขาเลิกแล้ว เขาไม่เชื่อว่าคนกลุ่มหนึ่งตัดสินใจแล้วจะให้ความเป็นธรรม ระบบศาลเดียวเป็นระบบไต่สวน เรื่องทหารกับการเมือง ป๊อกเอ๊ย ไอ้ตุ้ยเอ๊ย พาลูกน้องกลับที่ตั้งเถอะ ถ้าอยากเล่นการเมืองให้ออกมาเถอะ ถ้าเพื่อนเอาสถาบันมาเล่นการเมือง สถาบันจะถูกการเมืองเล่นไม่คุ้ม วันนี้ภารกิจของเพื่อนยังมีเยอะที่ภาคใต้ ยังไม่จบ มีข่าวทหารถูกตัดคอและยิงตาย บางทีตัดของลับไปทำมนต์ดำก็มี ไม่ต้องออกมาช่วยเขาตั้งรัฐบาลหรอก เลิกเถอะ อย่าเชื่อน้ำมนต์คนที่เคยออกไปจากผมเลย น้ำมนต์ดี ถ้าเพื่อนอยากเล่นการเมือง อย่าเอาสถาบันของเพื่อนไปเล่นด้วย เวลานี้เห็นใจว่าของบฯพันล้านไปให้ กอ.รมน. อ้างเศรษฐกิจพอเพียง แต่จริงๆ จะไปช่วยล้างสมองชาวบ้าน ระวังชาวบ้านไม่ให้ทหารเข้าหมู่บ้าน อย่าทำเลยเรื่องซึ่งเป็นเรื่องของประชาชน อย่าคิดว่าพี่น้องในต่างจังหวัดเขาโง่นะ เขารู้เรื่องดีกว่าบางคน ปล่อยให้เขาคิดเองทำเอง ไม่ต้องไปครอบงำเขา วันนี้สิ่งที่หารเข้ามายุ่งการเมืองการปฏิวัติ มีการการเขียนรัฐธรรมนูญ 2550 ลากประเทศถอยหลังไป 15 ปี วันนี้เศรษฐกิจโลกทำให้ช้าไปอีก 7 ปี แล้วเมื่อไหร่ควาามทุกข์ยากของประชาชนจะพ้น จ่าย10ล้านแลกเก้าอี้รมต. เรื่องรัฐธรรมนูญ 2540 กับ 2550 เมื่อก่อนนี้การเมืองเราเดี๋ยวล้มเดี๋ยวล้ม บางพรรคมี ส.ส.5 คนก็สามารถข่มขู่นายกฯขาสั่น จะเอาตำแหน่ง เขาจึงร่างรัฐธรรมนูญ 2540 มาให้นายกฯมีความเข้มแข็ง แต่ปี 2550 ไปแก้จนได้รัฐบาลอ่อนแอง ไม่ต้องมีระบบพรรค ส.ส.สามารถรวมกลุ่มกัน เรื่องเอสเอ็มอี ท่านอภิสิทธิ์ไม่ต้องส่งเสริมที่ไหน แต่ไปส่งเสริมใน ครม.ลงทุนตอนพรรคพลังประชาชนถูกยุบ พรรคขนาดเอส มี ส.ส. 5 คน จ่ายคนละ 10 ล้าน หัวหน้าก๊วนได้เป็นรัฐมนตรี พรรคขนาดเอ็มก็จ่าย ตอนนี้ไปตั้งพรรคใหม่เป็นขนาดแอล เอานักฮั้วมาเป็นหัวหน้าพรรคก่อนเพื่อรออีแอบมาเป็นหัวหน้าพรรคคนใหม่ ผมก็เลยไม่รู้ว่าระบอบรัฐธรรมนูญ 2550 เป็นประโยชน์ประเทศตรงไหน เป็นผู้นำประเทศไปตกลงอะไรกับใครที่ไหนไม่ได้ เพราะจะผิด ม.190 ผมเคยนั่งประชุมกับรัฐมนตรีพม่า จนต้องไปพูดกับท่านตาน ฉ่วย ว่าให้ท่านไปประชุมเองเถอะ เพื่อจะได้อธิบาย ส่วนนายกฯพูดไม่ฟังหรอก เพราะเขาไม่กล้าตัดสิน ถามคนเดียว แต่ของเราต้องถามทั้งสภา และภาวะผู้นำทั้งในประเทศไม่มี จะแก้ที่มาขององค์กรอิสระก็ปิดประตูตีแมว ส.ว.ครึ่งหนึ่งมาจากการแต่งตั้ง ในที่สุดก็มีทั้งเอสเอ็มอี พันธมิตร ดอกไม้ประดับเพื่อให้หน้าตาดี ในที่สุดก็เป็นประชาธิปไตยตรงไหน ขอคืนให้คนไทยเถอะ ย้ำปฏิวัติเป็นสิ่งเลวร้าย ความขัดแย้งทั้งหมดเพราะเราไม่สามารถเล่นตามกติกา กฎหมาย เพราะมีคนแทรกแซงให้กติกา เราเกิดสองมาตรฐานตลอดเวลา แล้วต้องยอมรับว่าหลายระบบที่เกิดขึ้นเป็นของเน่ามาจากการปฏิวัติ ที่ผมเรียกว่าผลไม้ที่เกิดจากต้นไม้เป็นพิษ ดังนั้น การปฏิวัติเป็นสิ่งเลวร้าย เราต้องเรียนรู้ว่าการปฏิวัติครั้งนี้เกิดเพราะการสร้างสถานการณ์และการปั่นป่วน ต้องการให้เกิดการย้ายข้างเปลี่ยนข้าง เมื่อไม่รู้จะย้ายอย่างไรก็เลยปฏิวัติ ผมไม่บอกนะว่าการปฏิวัติทำให้เกิดเศรษฐีใหม่ มียศ พล.อ. บางฝ่ายได้รับข้อกล่าวหายัดเยียดข้างเดียว ขณะที่อีกฝ่าย ทำอะไรก็ถูก อีกข้างผิดหมด พี่บรรหาร (นายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตหัวหน้าพรรคชาติไทย) มาร่วม ยังถูกป๋า งอนไม่ให้เข้าบ้านเลย แต่ตอนนี้คงให้เข้าบ้านแล้วเพราะไปร่วมกับรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อนสื่อมวลชนเล่าสู่กันฟังว่า วันนี้ไม่มีแล้วฟรีดอม ก็หวังว่าจะใช้วิชาชีพอย่างเต็มที่ วันนี้ถามว่าวุ่นวายอย่างนี้จะเอาอย่างไร ก็ต้องมีกรรมการห้ามมวย ท่าน พล.อ.เปรมไม่มายุ่ง ท่านก็น่าจะเป็นได้ แต่วันนี้ท่านมายุ่งจนสงสัยว่า หรือว่าท่านต้องการตอบแทนพรรคประชาธิปัตย์ นี่คือสิ่งที่คนสงสัย ทำให้ท่านไม่สามารถเป่านกหวีด วันนี้ต้องขอร้องว่าท่านที่ถวายงานทั้งหลาย หยุดอ้างสถาบันได้แล้ว หยุดเถอะ และหยุดไปอ้างทำให้ท่านเสียหาย สังคมไทยต้องการสถาบันพระมหากษัตริย์ ผมเคยกราบบังคมทูล คนไทยไม่ฟังกัน อย่างน้อย ผมกราบบังคมทูลด้วยความสัตย์จริง ยังมีรายละเอียดอีกเยอะ ผมมัวแต่ทำงานไม่ได้มีเวลาตอบโต้ แม้แต่ทีวีพูลยังเลือกภาพบางภาพไปออก ก็ตอบไม่ได้ นี่คือเข้าไปแทรกแซงตั้งแต่ผมเป็นนายกฯอยู่ แล้วผมก็ซวยผีซ้ำด้ำพลอย เรียกร้องสีแดงรวมตัว ผมก็เคยบวชเรียนก็เข้าใจเรื่องของกรรม ของบุญ ผมโดนผีซ้ำด้ำพลอยหลายเรื่อง ถูกปฏิวัติเสร็จ ลูกน้องเก่าก็ไปเพ็ดทูลว่าผมคิดจะล้มล้าง โอ้โห คนอย่างผมไม่เคยทะเยอทะยาน แต่ชอบทำงาน บ้างาน ถ้ามอบหมายให้ก็ทำเต็มที่ เพราะผมทำงาน ผมรักประชาชนรักประเทศ ผมก็ทำงานถวาย นำศักดิ์ศรี นั่นคือสิ่งที่ผมพยายามทำ ไม่มีเวลาแก้ตัว แต่โดนใส่ความตลอดเวลา คนที่เคยอยู่ใกล้ชิดผมแท้ๆ ก็มาเพ็ดทูลเพราะหวังจะเป็นนายกฯ แต่เขาจองกฐินไว้แล้ว คุณสุรยุทธ์เขาจองไว้แล้ว แล้ววันนี้ก็ไม่พอนะครับ คนที่เคยอยู่กับผมก็ออกไปพูดอีกว่าที่อยู่กับผมทนไม่ได้เพราะผมจะล้มล้าง โธ่เอ๊ย เอ็งจะไปหาตังค์เอ็งก็บอกมาเถอะ อย่ามาอ้างข้า บาปกรรม ผมไม่เคยหวั่นไหวเพราะผมทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม แต่ขอบอกว่าผมโดนอย่างนี้ผมเจ็บ แต่ถามว่าผมต้องดิ้นขนาดไหน ผมปรับตัวของผมได้พอสมควรแม้จะอยู่ต่างประเทศ แต่ผมไม่ต้องการให้ตัวผมเป็นข้ออ้างใดๆ ทั้งสิ้น แต่ต้องการให้บ้านเมืองกลับคืนสภาพโดยเร็วที่สุด หลักบอกว่า ถ้าไม่มีความมั่นคงก็สร้างความมั่งคั่งไม่ได้ แต่มั่นคงในที่นี้ไม่ใช่เรื่องมั่นคงของทหาร ที่มั่นคงคือซื้ออาวุธ และกุมอำนาจ แต่การเมืองมีเสถียรภาพ หลักเกณฑ์ที่ถูกต้องมีความเป็นประชาธิปไตย นั่นคือการเมืองที่เรียกว่าความมั่นคง ถ้าสิ่งเหล่านี้ไม่กลับมา การแก้ปัญหาเศรษฐกิจก็ยาก ผมขอเชิญชวนพี่น้องมาช่วยกัน พี่น้องสีแดง ที่มารวมกันเพราะรักประชาธิปไตยใช่ไหม มองว่าถูกเขาขโมยไปใช่ไหม เราต้องการประชาธิปไตยที่แท้จริงกลับมาใช่หรือไม่ อยากเห็นความเป็นธรรมใช่หรือไม่ อยากเห็นการเลิกระบบสองมาตรฐานใช่หรือไม่ สีแดงจะผนึกกำลัง ถ้าความเป็นธรรมไม่กลับคืนมา สีแดงจะไม่มีทางที่จะหายไป ย้ำองคมนตรี-ทหารเลิกยุ่ง องคมนตรีต้องเลิกเล่นการเมือง ทหารก็อย่ายุ่งการเมือง พี่น้องเพื่อนทหารตำรวจส่วนใหญ่ไม่สบายใจที่เห็นลูกพี่มาเล่นการเมืองแต่ลูกพี่บางที่มันก็ต้องเอาตัวรอด แต่บางที่ไม่ใช่เพราะมันมันส์ พี่น้อง เพื่อน ส.ส.เพื่อไทย ไทยรักไทย พลังประชาชน ที่ถูกห้ามเล่นการเมือง อย่าเหนียม ถ้ารักประชาธิปไตย ถ้ารักความเป็นธรรม ท่านคือเหยื่อคนหนึ่งที่ถูกความไม่เป็นธรรมรังแก ขอให้ขึ้นเวทีเสื้อแดงได้แล้ว ไม่ต้องมาเหนียม เวทีเสื้อแดงเต็มทั้งประเทศ แล้วพี่น้องที่มีกำลัง ถ้าคิดถึงอนาคตประเทศไทยคิดถึงลูกหลานต้องมารวมพลังกันจนกว่าประชาธิปไตยที่แท้จริงจะกลับคืนสู่ประเทศไทย แล้วจนกว่าระบบสองมาตรฐานจะถูกยกเลิก และจนกว่าไม่มีสถาบันใดที่เราเคารพนับถือมายุ่งการเมือง อย่างสถาบันองคมนตรีไม่มายุ่งการเมือง คุณอภิสิทธิ์บอกว่าไม่ควรไปยุ่งกับผู้ใหญ่ คนเป็นอดีตนายกฯไม่ใช่เด็กและองคมนตรี ผมเคารพทั้งวัยวุฒิและคุณวุฒิ แต่บางท่านมาเล่นการเมือง โดยเฉพาะมาเล่นการเมืองกับผม ผมต้องเล่นการเมืองด้วย ไม่มีกฎหมายข้อไหนบอกว่าองคมนตรีเป็นส่วนหนึ่งของราชวงศ์ ไม่ใช่ หลายคนก็เป็นผู้ใต้บังคับบัญชาเก่าของผม ผมก็ยังยกมือไหว้เขาเมื่อผมพ้นจากตำแหน่ง แต่ว่าการให้เกียรติ แต่การให้เกียรติต้องให้สองฝ่าย แต่การมาเล่นการเมืองอย่างนี้ก็ช่วยไม่ได้ที่การเมืองจะไปเล่น แล้วจะมีทางออกอย่างไร รัฐธรรมนูญ 2550 ที่เกิดทำให้เกิดเอสเอ็มอี คือไปประกอบธุรกิจการเมืองขนาดเล็กและขนาดกลาง ผมได้รับโทรศัทพ์จากเพื่อนส.ส.จากประเทศในสหภาพยุโรป บอกว่าตามกระทรวงเวลานี้กินกันจนไม่รู้ว่า เหมือนกับว่าจะไม่มีวันพรุ่งนี้ รีบตะกรุมตระกรามกิน แต่นี่คือจุดอ่อนของรัฐธรรมนูญ ที่ทำให้เกิดก๊กก๊วนต่อรอง ผมเห็นใจคุณอภิสิทธิ์ เหมือนคนขาดภาวะผู้นำ ใครจะเอางบฯอะไรก็ต้องประเคนให้ โดนกลุ่มพันธมิตรที่เห็นแล้วว่าได้รับตำแหน่งกันถ้วนหน้า คนที่เคยต่อสู้มานั่งกับเสื้อแดงวันนี้ก็มี เราต้องเรียนรู้จากความเป็นจริง เพื่อไม่ให้เกิดขึ้นอีก และหวังว่าการปฏิวัติ 19 กันยายนให้เป็นปฏิวัติครั้งสุดท้าย มันทำลายอนาตลูกหลาน 3 ปีประเทศไทยไม่มีอะไร ตอนนี้ตกงานทุกวันๆ ละหลายพันคน ปี 25552 คนไทยจะตกงานไม่น้อยกว่า 1 ล้านคน เรามีปัญหากันเองจนทำให้เราเจ๊ง ปิดสนามบินทำให้เกิดปัญหา และปิดทำไม ไม่ใช่พวกพธม.ธรรมดาทำ ถ้าไม่ใช่ทหารเข้าไปยุ่ง และถ้าไม่มีใครแอบอยู่ข้างหลัง หากไม่มีใครแอบสิ่งหรือให้ยาโด๊บไม่มีใครกล้าหรอก แนะทางออกให้ยุบสภา-แก้รธน. ทางออกก็คือเราต้องมาเริ่มต้นกันใหม่ วันนี้ที่ฟ้องกันไปมาเพราะกลัวการล้างแค้น ไม่มีใครยอมใคร ถ้าไม่เป่านกหวีดหยุดแล้วเริ่มต้นใหม่ โดยนายอภิสิทธิ์ซึ่งมาเป็นนายกฯเหมือนมาดาร์กัสกา ที่ทหารปฏิวัติเอาเด็กอายุ 30 กว่ามาปกครอง แล้วไม่มีใครรับรอง ของเราถ้าต้องการให้เกิดกระบวนการที่ถูกต้อง ต้องให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสิน ดังนั้นนายอภิสิทธิ์ต้องยุบสภา เลือกตั้งใหม่ แล้วกลับมาแก้รัฐธรรมนูญ เอาปี 2540 เป็นตัวตั้ง แล้วปรับแก้ที่จำเป็น และให้องค์กรที่เกี่ยวข้องทำหน้าที่อย่างเป็นกลาง เป็นธรรม ทหารกลับกรมกอง ทุกฝ่ายกลับที่ตั้ง เป่านกหวีดเริ่มกันใหม่ เรื่องที่ฟ้องกันไปมาคงต้องยกเลิก แต่พอล่อกันนัวเนีย เล่นข้างเดียวคงไม่มีใครยอมใคร จึงต้องเริ่มต้นใหม่เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ให้เริ่มเหมือนเลือกตั้งใหม่เหมือน 2 เมษายน 2548 แล้วไปแข่งขันกัน โดยผมไม่ลงเลือกตั้ง พรรคประชาธิปัตย์จะได้สบายใจ แต่ขอให้กรรมการพรรคไทยรักไทยทั้ง 111 ลง เพราะนักการเมืองคุณภาพเริ่มหายไป จากที่โดนน็อคทีละชุด คิดว่าถึงเวลาแล้วที่ต้องมีทางออกให้ประชาชน ........... Photobucket..... อย่างไรก็ดีในปี 2552 นี้ ให้กำลังใจกับชาวไทยทุกคนร่วมกับสากลโลก ฝ่าวิกฤติเศรษฐกิจโลก รวมถึงภาวะโลกร้อน ด้วยกันต่อไป โชคดีมีชัยครับชาวโลก.......Photobucket
Photobucket
Photobucket Photobucket Photobucket

คลิก Link ทำนายดวงกับกุมารทอง
ทดสอบไอคิว คลิกข้อ 1 - 39 เลือก A - H จบแล้วคลิก Menu เลือก Submit เพื่อประเมินผล IQ ของคุณ ?
Photobucket Clik Link คนชอบ GAME Photobucket Photobucket
GAME สบาย ๆ " คลายสมอง อย่าให้มันทำลายสมอง นะครับ "
Red Code Game
Defend your mothership as you shoot the incoming waves of aliens. Upgrade weapons to last…
More Action Games
ชมคลิปฟุตบอล ไทย - อิหร่าน ....เชียร์ไทย....ไทยแลนด์ สู้ สู้ สู้....สร้างฝันไทยไปบอลโลก " ถึงอย่างไรก็ไทยแลนด์ " ( บอลนอกแค่สะใจ แต่บอลไทยอยู่ในสายเลือด ) ให้กำลังใจ... ขอพื้นที่มุมส่วนนี้ไว้ติดตามผล นัดการแข่งขันล่าสุด ของนักกีฬาทีมชาติไทย Thailand....
Photobucket
Photobucket Photobucket Photobucket Photobucket Photobucket Photobucket
เราขอสนับสนุนให้ทุกคนออกกำลังกาย ร่างกายจะได้แข็งแรง เป็นภูมิคุ้มกันการเจ็บป่วยนะครับ !












Photobucket
วันนี้คุณออกกำลังกายแล้วหรือยัง ?
Photobucket Photobucket
ติดตามบทความ และเนื้อหาสาระในครั้งต่อไป มีข้อมูลผิดพลาด ประการใด ต้องขออภัยใน ณ. โอกาสนี้ ขอขอบคุณ แล้วพบกันใหม่ สวัสดีครับ
billy & chalee. ,ส่งเมล billy_chalee@ymail.com

Photobucket

Photobucket Photobucket
ขอได้รับคำขอบคุณจาก Blog.Billy&Chalee.ที่เข้ามาเยี่ยมชม และติดตามเนื้อหาสาระต่อไปจากเรา

คลิก Link เพื่อดู วันมาฆบูชา และวันสำคัญทางพุทธศาสนาผ่านบทความ Blog Billy&Chalee ครับ
บอกรักกันทั่วโลก ทุกภาษา
Photobucket


Arabic :Ana Behibak (To Male)
Arabic :Ana Behibek (To Female)
Assamese : Moi Tomak Bhal Pau

Bengali : Ami Tomay Bhalo bashi
Bolivian : Quechua Qanta Munani
Bulgarian: Obicham Te
Burmese: Chit Pa De

Cambodian: Bon Sro Lanh Oon
Canadian: Sh’teme
Catalan: T’estim Molt
Cebuano: Gihigugma Ko Ikaw.
Chinese: Wo Ie Ni
Corsican: Ti Tengu Cara (To Female)
Corsican: Ti Tengu Caru (To Male)
Croatian: Ljubim Te
Czech: Miluji Te

Danish: Jeg Elsker Dig
Dutch: Ik Hou Van Jou

Ecuador: Quechua Canda Munani
Esperanto: Mi Amas Vin
Estonian: Mina Armastan Sind

Farsi: Tora Dust Midaram
Farsi (Persian): Doostat Daram
Filipino: Mahal Kita
Finnish: Mina” Rakastan Sinua
Flemish: Ik Zie Oe Geerne
French: Je T’aime

German: Ich Liebe Dich
Greek: S’ Agapo
Gujarati: Hoon Tane Pyar Karoo chhoon

Hebrew: Ani Ohev Otach (to Female)
Hebrew: Ani Ohevet Otcha (to Male)
Hindi: Mai tumse Pyar karta hoon (to Female)
Hindi: Mai tumse Pyar karti hoon (to Male)
Hungarian: Szeretlek

Icelandic: Eg Elska Thig
Indonesian: Saja Kasih Saudari
Irish: Taim I’ Ngra Leat
Italian: Ti Amo (Relationship/Lover/Spouse)

Japanese: Kimi O Ai Shiteru

Kannada: Naanu Ninnanu Preethisuthene
Kiswahili: Nakupenda
Korean: Tangsinul Sarang Ha Yo

Latin: Te Amo
Latvian: Ess Milu Tevi
Lisbon: Gramo-Te Bue’, Chavalinha
Lithuanian: Tave Myliu (Ta-Ve Mee-Lyu)

Macedonian: Sakam Te!
Malay/Indonesian: Aku Sayang Enkow
Malayalam: Njyaan Ninne’ Preetikyunnu
Marathi: Me Tujhashi Prem Karto (to Female)
Marathi: Me Tujhashi Prem Karte (to Male)

Norwegian: Jeg Elsker Deg (Yai Elske Dai)

Persian: Tora Dost Daram
Polish: Kocham Cie
Portuguese (Brazilian): Eu Te Amo
Punjabi: Mai Taunu Pyar Karda

Romanian: Te Iu Besc
Russian: Ya Vas Liubliu

Serbian: Lubim Te
Serbo-Croatian: Volim Te
Sinhalese: Mama Oyata Adarei
Slovak: Lubim Ta
Spanish: Te Quiero
Sri Lankan: Mama Oyata Arderyi
Swahili: Naku Penda (the person’s name follows)
Swedish: Jag A’Lskar Dig
Swiss-German: Ch’ha Di Ga”Rn
Syrian/Lebanese: Bhebbek (to Female)
Syrian/Lebanese: Bhebbak (to Male)


Tamil: Nan Unnai Kaathalikkiren
Telugu: Neenu Ninnu Pra’mistu’nnanu
Thai: Ch’an Rak Khun
Tunisian: Ha Eh Bak
Turkish: Seni Seviyo*Rum (* means O)

Ukrainian: Ja Tebe Kokhaju (true love)
Urdu: Mujhe Tumse Mohabbat Hai


Vietnamese: Em Ye’U Anh (to Man)
Vietnamese: Anh Ye’U Em (to Woman)
Vulcan: Wani Ra Yana Ro Aisha


ขอความหวัง ความรักที่ชาวโลกมีให้แก่กัน อยู่ในโลกใบเดียวกัน โลกสลายก็ตายกันทั้งหมด มาแก่งแย่งชิงดี ชิงเด่น อะไรกัน อายุคนแสนสั้น รักกันไว้นะครับชาวโลก เริ่มต้นเอาใจใส่ ต่อสิ่งที่มีชีวิต ผลกระทบที่จะเกิดกับโลกเรา ลดภาวะโลกร้อน สงครามยาเสพติด มลพิษ ป่าไม้ สัตว์ป่า ควรดูแลเอาใจใส่ จักเกิดขึ้นได้ ก็คือเราต้องรู้จักรักกัน “ ...บอกรักกันทั่วโลกครับ.... ”

................................................................................................
Web link billy&chalee ภูมิใจนำเสนอ ประโยชน์และเนื้อหาสาระ คลิก link สีทองด้านล่าง
BILLY & CHALEE 1 - 9 ตัวย่างคลิ๊ก ที่ข้อความ..สีทอง..ได้เลย ไม่มีสัญลักษณ์ที่ Mouse ครับ Photobucket
1.ลงชื่อ ร่วมแสดงความยินดีกับ 37 ปีรามคำแหง คลิก link
BILLY & CHALEE 1
2.ใส่ข้อมูล หางาน หาอนาคต คลิก link
BILLY & CHALEE 2
3.โทรศัพท์สายด่วนประจำบ้าน คลิก link
BILLY & CHALEE 3
4.แค่ใส่ชื่อเรา เขาจะทำนายดวง คลิก link
BILLY & CHALEE 4
? ? ? ? ?
Photobucket
5.เรื่องน่ารู้ ดูสิ ! อัศจรรย์จริง ๆ ในโลกเรา คลิก link
BILLY & CHALEE 5
6.ใส่ชื่อ ระบบการตรวจสอบทะเบียนชื่อสกุล คลิก link
BILLY & CHALEE 6
[0][1][2][3][4][5][6][7][8][9]
Photobucket Photobucket
7.ผลฟุตบอลทั่วโลก คลิก link
BILLY & CHALEE 7
8.สะเทือนใจ คนไทยทำร้ายกันเอง คลิก link
BILLY & CHALEE 8
9.ตรวจผลสลากกินแบ่งรัฐบาล ลุ้นผลรางวัล คลิก link
BILLY & CHALEE 9
อื่นๆ อีกมากมาย !
Photobucket
999.Web link เนื้อหาสาระ และความบรรเทิง ต้องเปิดครับ !
BILLY & CHALE 999
Hot News Update ! ! ! ! !
วัน By One. Hot Issue ข่าวเด่นประเด็นร้อน UPDATE News Monitor By Matichon และอื่น ๆ โปรดติดตาม
****BILLY& CHALE วัน By One*****
5959.มารู้จัก.นายบิลลี ชาคริต เมืองนาม ผ่าน Blogger
BILLY & CHALE 5959.เขานี่แหละแมงมุม เส้นใยแห่งการเชื่อมโยงองค์ความรู้ KM.

อบรมโครงการ คลิก Link Training By Chakrit.swf Photobucket
download บทความ เอกสาร และ Presentation ได้ใน Blog ท้ายบทความ billy & chalee





Photobucket
สวัสดีปีใหม่ ๒๕๕๓ และกับทุกเทศกาลวัฒนธรรมอันดีงามของไทยในปีนี้ครับ
Photobucket
ขอให้โชคดี และปลอดภัยจากการเดินทาง
Photobucket
เมาไม่กลับ ด้วยความปรารถนาดีจาก...
บิลลี่ แอนด์ ชาลี , บิลลี่ เดอะ ชาคริต 2010
Good bye ...So Lucky to you

Photobucket

Photobucket ร่วมแสดงความคิดหาทางออกให้กับการเมือง กับเมืองนาม สิ่งแวดล้อม และเศรฐกิจไทย คลิ๊กLink Comment การเมือง กับเมืองนาม

Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add billy&chalee's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.