Eastern Redbud (Cercis canadensis L.)
Eastern Redbud
(Cercis 
canadensis L.)





ขณะกำลังค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับพันธุ์ไม้บนอินเตอร์เน็ตเพื่อเขียนบล็อค
ก็ไปเจอต้นไม้ต้นหนึ่งเข้า 
สวยแปลกตาเป็นอย่างมาก
ออกดอกสีชมพูเข้มเล็กๆ หนาแน่นเต็มต้นไปหมด
แปลกตรงที่ดอกออกตามลำต้น และกิ่งก้าน เสมือนออกมาจากเปลือกไม้  
จึงได้ลองค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมดูก็พบว่า
เป็นไม้ในเขตอบอุ่น 
มีทั้งความงดงามทั้งทรงต้น ใบรูปหัวใจ ดอก และสรรพคุณ 
และแล้วก็เก็บสะสมข้อมูลไว้ในบล็อคอีกเช่นเคย
เพื่อแบ่งปันกันให้ได้อ่านครับ!








ชื่อวิทยาศาสตร์: Cercis canadensis L.
ชื่อสามัญ: Eastern Redbud
ชื่อวงศ์: Fabaceae
ชื่ออื่นๆ: Redbud, Judas tree


Redbud เป็นพืชในวงศ์ Fabaceae (ถั่ว Legume, Pea) มีสายพันธุ์ (Species) และสายพันธุ์ย่อย (Subspecies) ชัดเจน 22 สายพันธุ์ พบในทวีปอเมริกาเหนือ ยุโรป และเอเซีย ในบล็อคนี้จะนำเสนอเฉพาะ Eastern redbud (Cercis canadensis L.) ซึ่งมีหลายพันธุ์ รายละเอียดแต่ละพันธุ์ในตอนท้าย

สายพันธุ์บางส่วนของ Redbud :
1. Cercis canadensis L. (Eastern Redbud)
2. Cercis chinensis (Chinese Redbud)
3. Cercis occidentalis (Western Redbud, California Redbud) - พบในรัฐยูท่า, เนวาด้า, แคริฟอเนีย และอาริโซน่า
4. Cercis siliquastrum (Judas Tree, Mediterranean Redbud, European Redbud)
5. Cercis racemosa (Chain-flowered Redbud)






Eastern redbud  มีสายพันธุ์ย่อย (Subspecies) คือ
  • Cercis canadensis var. canadensis (Eastern Redbud) 
  • Cercis canadensis var. alba (Whiteflowered Redbud)
  • Cercis canadensis var. mexicana (Mexican Redbud)
  • Cercis canadensis var. texensis (Texas Redbud) - พบได้ใน ทางตอนใต้ของรัฐโอกลาโฮม่า, ทรานส์เพคอสเท็กซัส, และตะวันออกเฉียงใต้ของรัฐนิว แม็กซิโก





Eastern redbud เป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก หรือไม้พุ่มใหญ่ผลัดใบ  เจริญเติบโตช้า  มีถิ่นกำเนิดในทวีปอเมริกาเหนือ ทางฝั่งตะวันออก จากทางใต้ของรัฐออนทาริโอ, ทางใต้ของประเทศแคนาดา, รัฐฟลอริด้าทางเหนือ ไปจนถึงภาคกลางของประเทศแม็กซิโก สามารถเจริญเติบโตได้ทางฝั่งตะวันตกอย่างรัฐแคริฟอเนีย  Eastern redbud ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางในสหรัฐอเมริกา และเป็นสายพันธุ์หลักของต้น Redbud ที่แพร่หลายในเชิงพานิชย์  จึงมีการผสมพันธุ์และขยายพันธุ์ใหม่ๆ ออกมาหลายพันธุ์  เพื่อใช้ในการประดับตกแต่งสวน  Redbud เป็นต้นไม้ที่มีความทนทานต่อความหนาวเย็น สภาพแวดล้อม และทนแล้งเป็นอย่างมาก  ที่พบตามธรรมชาติสามารถเจริญเติบโตได้ในสภาพแวดล้อมและดินหลากหลายแบบ เช่น ป่าอุดมสมบูรณ์ หุบเขา หน้าผา ทุ่งนา ริมน้ำ 




ลักษณะโดดเด่นของ Eastern redbud  ซึ่งทำให้เป็นที่นิยมในการประดับตกแต่งสวน อยู่ที่ใบรูปหัวใจกลมๆ น่ารัก สามารถปลูกประดับใบได้  และดอกสีชมพูอ่อน ไปจนถึงชมพูเข้มสดออกแดงหรือม่วง และสีขาว แล้วแต่พันธุ์ ที่บานสะพรั่งเต็มต้นในต้นฤดูใบไม้ผลิจนถึงต้นฤดูร้อน  (มีนาคม-พฤษภาคม) ดอกลักษณะเหมือนพืชตระกูลถั่วช่อละหลายร้อยดอกออกตามลำต้นและกิ่งก้านแก่ๆ  ก่อนจะแตกใบ  ช่อดอกขนาดประมาณ 9-12 cm ออกดอกเมื่อต้นอายุ 3-6 ปี ใบรูปหัวใจอ้วนกลมบนก้านใบผอมยาว  Eastern redbud มีทรงต้นและกิ่งก้านที่สวยงาม  และยังมีสรรพคุณทางยา เปลือกสามารถลดไข้ แก้ไอและอาเจียนได้ ดอกซึ่งอุดมด้วยวิตามินซีสามารถรับประทานพร้อมสลัด หรือนำไปผัดก็ได้ เมล็ดและใบเป็นอาหารของนก กระรอก และสัตว์หลายชนิด  และผึ้งชอบดอกมาก นอกจากนี้ใบของ Eastern redbud ซึ่งเป็นพืชตระกูลถั่ว อันอุดมด้วยธาตุไนโตรเจน สามารถหมักเป็นปุ๋ยได้อย่างดี 


ต้นใหญ่มีลักษณะลำต้นสั้น แต่กิ่งก้านกว้าง สวยมาก

ประดับหน้าอาคาร


สีชมพูตัดสีเขียวทำให้ดูเด่นตาขึ้นมาก


กิ่งก้านเรียวเล็กบิดไปมาทำให้ต้นดูอ่อนช้อยสวยงาม

ปลูกเป็นแนวริมสวน หรือถนนก็สวยดี



ปลูกประดับกลางสวนก็สวย

รูปทรงและความสูงมีความหลากหลาย มีตั้งแต่ทรงพุ่มเล็กๆ สูงประมาณ 6-9 เมตร กว้าง 8-10 เมตร ไปจนถึงทรงต้นไม้แตกกิ่งก้านกว้าง สูงประมาณ 12 เมตร  ต้นอายุ 10 ปีมีความสูงประมาณ 5 เมตร  ความกว้างของพุ่มมีหลายขนาด มักกว้างกว่าความสูง ความกว้างสุดอาจกว้างได้ถึงประมาณ 2 เท่าของความสูง ลำต้นมีทั้งลำต้นเดียว และหลายลำต้นที่แตกออกมาใกล้พื้นดิน เมื่อต้นยังเล็กเจริญเติบโตเร็ว มีรูปทรงเหมือนแจกัน  เจริญเติบโตขึ้นสูง เมื่อโตแล้วจะเจริญเติบโตขยายออกด้านข้าง รูปทรงจะเป็นทรงต้นไม้ต้นสั้นๆ พุ่มกว้างๆ กลมหรือรี ลักษณะพุ่มจะเอียงๆ หนักไปข้างใดข้างหนึ่ง กิ่งก้านต่ำใกล้พื้นดิน



ต้นเล็กมีลักษณะเป็นพุ่มแบบนี้ (Appalachian Redbud)

ต้นไม่ใหญ่มากก็ออกดอกเต็มต้น




นอกจากนี้ยังมีหลายพันธุ์ที่เป็นไม้พุ่มย้อย (Weeping: แปลเองโดยผู้เขียน) เช่น Lavender Twist  (Covey), Whitewater หรือ Ruby Falls มีลักษณะพุ่มไม่สูง และกิ่งก้านห้อยลงด้านล่าง

Lavender Twist  (Covey) ภาพโดย Michael Pachis



ลำต้นมักมีหลายลำต้นแตกออกมาใกล้พื้นดิน  ขนาดสั้นๆ ลำต้นมักจะบิดงอ  เมื่อเล็กเปลือกมีสีน้ำตาลเทาผิวเรียบ โตขึ้นแล้วเปลือกมีสีเทาเข้ม และจะแตกเป็นร่องเหมือนรอยย่นหรือเป็นเกล็ด แผ่นเปลือกที่หลุดออกจะเผยให้เห็นเนื้อเปลือกด้านในมีสีส้ม 

กิ่งก้านสาขามีสีน้ำตาลเข้มเกือบดำ มีลายจุดสีอ่อนๆ ขนาดผอมเรียวเล็ก แตกแขนงออกกว้าง และบิดไปมาแบบฟันปลา ทำให้ทรงพุ่มดูอ่อนช้อย และพริ้วไหว ระบบรากตื้น ควรคลุมด้วยเศษฟางหรือหญ้าเมื่อต้นยังเล็ก ปลูกใหม่ หรือในฤดูร้อน

Eastern redbud เป็นพืชที่ทนแล้งมากๆ เจริญเติบโตได้ดีในที่ได้รับแสงแดดเต็มวันหรือกลางแจ้ง และสามารถเติบโตได้ในที่มีร่มเงา ชอบดินชื้น อุดมสมบูรณ์ด้วยอินทรีย์วัตถุ และระบายน้ำได้ดี  แต่สามารถเจริญเติบโตได้ในดินหลายสภาพแม้ในที่แห้งแล้ง ไม่สามารถเจริญเติบโตได้ในที่น้ำท่วมขัง ในธรรมชาติพบเติบโตอุดมสมบูรณ์ทางเนินเขาทิศใต้ เนื่องจากได้รับแสงแดดมากกว่า เจริญเติบโตได้ดีในดินที่มีค่าความเป็นกรดด่าง pH มากกว่า 7.5 แต่สามารถทนได้ในดินที่มีค่าความเป็นกรดด่างหลายแบบ รดน้ำตามปกติ









ต้นยังไม่พลัดใบเป็นแบบนี้



Cercis canadensis 'Alba' พันธุ์ดอกขาว

Forest Pansy พันธุ์ใบสีแดงอมม่วง


Heart of Gold ใบสีเขียวอ่อนและเหลือง


Silver Cloud ใบด่าง


Ruby Falls พันธุ์พุ่มย้อย (Weeping) ใบมีสีแดงอมม่วง


Whitewater Redbud พันธุ์พุ่มย้อย (Weeping)ใบด่าง


Lavender Twist  (Covey) พันธุ์พุ่มย้อย (Weeping) ดอกสีชมพูอมม่วง


The Rising Sun

ใบ
ใบเดี่ยวออกสลับกันรูปหัวใจอ้วนกลมบนก้านใบผอมยาวอันเป็นเอกลักษณ์ขนาดกว้างและยาวประมาณ 5-10 cm มีเส้นใบ 5-9 เส้นออกจากโคนใบ ใบบางสากเหมือนกระดาษ และอาจมีขนเล็กน้อยใต้ใบ ใบออกใหม่สีเขียวอ่อนปนแดงเล็กน้อย เมื่อโตสีเขียวเข้มขึ้น และเปลี่ยนเป็นสีเหลืองในฤดูใบไม้ร่วง

พันธุ์ Forest Pansy และ Ruby Falls ใบมีสีแดงอมม่วง พันธุ์ Whitewater และ Silver Cloud ใบมีสีด่างเขียวขาว และพันธุ์ Heart of Gold ใบมีสีเขียวอ่อนออกเหลือง บางพันธุ์ใบเปลี่ยนสีตามอุณหภูมิ ทำให้ใบเปลี่ยนสีใปในแต่ละฤดู และบางพันธุ์ใบเป็นสีแดงในฤดูใบไม้ร่วง








Heart of Gold


Forest Pansy

Alba


Silver Cloud


The Rising Sun


Flame


Forest Pansy ใบเปลี่ยนสีเป็นแดง สวยมาก



ดอก
ดอกมีตั้งแต่สีชมพูอ่อน ไปจนถึงสีชมพูเข้มสด อมม่วงหรือแดง และสีขาว แล้วแต่พันธุ์ ลักษณะดอกเหมือนดอกของพืชตระกูลถั่วหลายร้อยดอกบานสะพรั่งเต็มต้นในต้นฤดูใบไม้ผลิจนถึงต้นฤดูร้อน  (มีนาคม-พฤษภาคม) ก่อนจะแตกใบ มีขนาด 1.5 cm (1/2 นิ้ว) ออกเป็นช่อๆ ตามลำต้นและกิ่งก้านแก่ๆ  ขนาดช่อประมาณ 5-10 cm ตาดอกมีขนาดเล็กๆ เป็นช่อสีแดงเข้มออกในฤดูหนาว  ต้นอายุ 3-6 ปีจึงให้ดอก ดอกมีทั้งเกสรตัวผู้และตัวเมียในดอกเดียวกัน สามารถผสมเกษรได้เอง แต่ส่วนใหญ่ถูกผสมเกสรโดยผึ้งพันธุ์ที่มีลิ้นยาว
















Cercis canadensis Appalachian Red  พันธุ์ดอกสีชมพูเข้มอมแดง

Cercis canadensis Flame พันธุ์กลีบดอกซ้อน


Tennessee Pink Princess Redbud

Cercis canadensis 'Alba'


ผล
ผลเป็นฝักแบบถั่ว มีลักษณะแบนสีเขียว เมื่อแก่จะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลแดง ขนาดยาวประมาณ 2-4 นิ้ว กว้างประมาณ 0.5 นิ้ว ภายในมีเมล็ดรูปรีแบนคล้ายถั่ว สีน้ำตาลเปลือกแข็งมาก จำนวน 4-10 เมล็ด ขนาดยาวประมาณ 6 mm (1/4 นิ้ว) เมล็ดโตเต็มที่ประมาณเดือน สิงหาคม - ตุลาคม ฝักแก่ๆ สีน้ำตาลจะห้อยอยู่เต็มต้นทำให้ดูไม่ค่อยสวยงามนัก






โรคและแมลง
  • โรค - แคงเกอร์, ใบจุด
  • แมลง - หนอนม้วนใบ, เพลี้ยจั๊กจั่นเขา, เพลี้ยหอย, เพลี้ยจั๊กจั่น , เพลี้ยอ่อน, ไรแมงมุม, หนอนเจาะลำต้นและเปลือกไม้, แมลงปีกแข็งในเมล็ด

การขยายพันธุ์
  • เมล็ด
  • การปักชำ - ใช้กิ่งอ่อนจากต้นกล้าจะให้ผลสำเร็จมาก บางพันธุ์สามารถใช้กิ่งกึ่งอ่อนแก่จากต้นเล็กๆ ได้ การชำจากต้นใหญ่ไม่สามารถทำได้สำเร็จ 
  • ติดตา
  • ต่อกิ่ง
  • เพาะเนื้อเยื่อ

Eastern redbud (Cercis canadensis L.) มีหลายพันธุ์ ดังนี้







Reference:








Create Date : 04 สิงหาคม 2556
Last Update : 16 สิงหาคม 2556 18:58:45 น.

3 comment
Star Magnolia (Magnolia stellata)
Star Magnolia
(Magnolia stellata)

ชื่อสามัญ: Star magnolia
ชื่อวิทยาศาสตร์:  Magnolia 
stellata
ชื่อวงศ์ Magnoliaceae
ชื่ออื่นๆ: M. kobus var. stellata











Magnolia stellata Jane Platt


Magnolia stellata Chrysanthemiflora

Magnolia stellata Rosea

Magnolia stellata Royal Star


ต้นเล็กแบบนี้ก็ออกดอกสะพรั่งเลย


Magnolia stellata Centennial


Star magnolia เป็นไม้ยืนต้นผลัดใบขนาดเล็กหรือบางคนก็เรียกว่าเป็นไม้พุ่มขนาดใหญ่ มีถิ่นกำเนิดในประเทศญี่ปุ่น  
จัดเป็นแม็คโนเลียขนาดเล็กที่สุด และทนทานที่สุดพันธุ์หนึ่ง และเป็นที่นิยมอย่างมากในหลายประเทศทั้งอเมริกาเหนือ ยุโรป จีน ญี่ปุ่น ในการจัดสวนขนาดเล็ก สามารถปลูกประดับกลางสนามหญ้าได้อย่างสวยงาม  และสามารถ
ปลูกเป็นบอนไซได้ ซึ่ง Star Magnolia เหมาะสมที่สุดในแม็คโนเลียทั้งหมด 
Star Magnolia เป็นสายพันธุ์ที่มีความใกล้เคียงกับ Kobushi magnolia (Magnolia kobus) มาก นักพฤกษศาสตร์หลายท่านจัดให้ Star Magnolia เป็นสายพันธุ์หนึ่งของ Kobushi magnolia ต่อมาในปีค.ศ. 1998 Star Magnolia จึงได้ถูกยอมรับว่าเป็นแมกโนเลียอีกสกุลหนึ่งแยกออกมา "Magnolia stellata" จึงเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า "M. kobus var. stellata"  ในประเทศญี่ปุ่นเรียกว่า Side-Kobusi ซึ่ง Side หมายถึงเครื่องประดับกระดาษใช้บูชาเทพเจ้า ส่วน Kobusi แปลว่า กำปั้น (fist) มาจากเมล็ดที่มีรูปร่างคล้ายกำปั้น

เสน่ห์ของ Star magnolia อยู่ที่รูปทรงต้นที่สวยงาม มีลักษณะเป็นพุ่มใหญ่ กลมหรือรีหนาแน่น เมื่อตัดแต่งกิ่งต่ำๆ ออกจะได้รูปทรงต้นเป็นทรงต้นไม้  ต้นที่มีพุ่มรีๆ มองแล้วคล้ายๆ ต้นคริสมาสต์ ลำต้นและกิ่งก้านแก่ๆ มีสีเทาสวยงามตัดกับใบสีเขียวทำให้ดูโดดเด่น ยิ่งเห็นเด่นชัดในเวลากลางคืน เสน่ห์อีกอย่างคือดอกหอมขนาดใหญ่ประมาณ 4-6 นิ้ว สีชมพูอ่อนเปลี่ยนเป็นสีขาว ออกดอกดกบานสะพรั่งพร้อมกันทั้งต้นสวยงามมาก ไม่ว่ากิ่งเล็กกิ่งน้อย อยู่ต่ำหรือสูงแค่ไหนก็ยังมีดอก แถมดอกบานนานเป็นเดือน เห็นแล้วอิจฉาจริงๆ ครับ ไม่รู้ว่าปลูกในบ้านเราแล้วจะผลัดใบ ดอกดกสะพรั่งอย่างนี้หรือเปล่า 

อย่างไรก็ตาม แม้อาจจะไม่พลัดใบหรือดอกดกสะพรั่งทั้งต้นอย่างต่างประเทศ แต่ Star magnolia ก็ยังนับว่าเป็นไม้ที่น่าปลูกมาก ด้วยระดับความสูง 4-6 เมตร ประมาณต้นโมกบ้านเรา  จัดว่าไม่สูงมากนัก  ดอกขนาดใหญ่  กลิ่นหอม ใบสวยเยอะ พุ่มหนา สามารถปลูกประดับสวนได้อย่างงดงาม 

Star magnolia เจริญเติบโตช้า ประมาณ 1 ฟุตต่อปี ชอบแดด สามารถทนร้อนได้ดี  ปลูกกลางแจ้งได้ หรือได้รับแดดอย่างน้อย 4-6 ชั่วโมงต่อวัน มากกว่าก็ยิ่งดี ชอบน้ำ  และดินร่วนปนทราย ชุ่มชื้นและระบายน้ำดี ในฤดูร้อนควรจะคลุมฟางหรือเศษหญ้าไว้รอบๆ โคนต้นเพื่อรักษาความชุ่มชื้น การย้ายที่ปลูกไม่ควรทำเมื่อต้นใหญ่แล้ว เช่นเดียวกันกับแม็คโนเลียพันธุ์อื่นๆ เนื่องจาก Star Magnolia มีรากอวบ และแผ่ขยายกว้างระดับพื้นดิน การย้ายที่ปลูกควรทำเมื่อต้นยังเล็ก และลำต้นเล็กกว่า 4 นิ้ว โดยขุดดินรอบๆ ให้ใหญ่เท่าทรงพุ่ม  หรือใหญ่ที่สุดเท่าที่ทำได้ ปลูกลงกระถางได้ ไม่มีโรคและแมลงรบกวน


ลักษณะพุ่มและลำต้น
เป็นไม้ยืนต้นผลัดใบขนาดเล็ก อายุยืนมากๆ 
เมื่อโตเต็มที่สูงประมาณ 4-6 เมตร มักมีลำต้นหลายลำต้น จึงทำให้ทรงพุ่มหนาแน่นเป็นรูปกลมหรือวงรี แตกกิ่งก้านต่ำๆ ใกล้พื้นดิน ลำต้นและกิ่งแก่มีสีเทา ผิวเรียบ สามารถโชว์ประดับสวนได้ กิ่งอ่อนสีน้ำตาล ผิวเรียบ และเงา การตัดแต่งกิ่งต่ำๆ ออก ทำให้ได้รูปทรงต้นเป็นทรงต้นไม้ จะทำให้เห็นลำต้นและกิ่งก้านสีเทาชัดเจนขึ้น  ระบบรากตื้น อวบเปราะบาง พันกันแบบเชือก และแผ่ขยายกว้างระดับพื้นดิน แต่ไม่แข็งแรงพอที่จะกระทบโครงสร้างบ้าน 



ทำไมเธอเก่งขนาดนี้ ดูรูปบนอินเตอร์เน็ตแล้ว ดอกดกๆ กันทั้งนั้น

ตัดแต่งกิ่งต่ำๆ ออกหน่อย จะได้ทรงต้นไม้แบบนี้
Magnolia stellata Royal Star

ต้นเล็กแค่นี้ แต่ก็ออกดอกดก


 ดอกดูใหญ่มากเมื่อเทียบกับต้นขนาดนี้

พุ่มแน่นๆ ตอนยังไม่ผลัดใบ 
Magnolia stellata Royal Star


ใบเปลี่ยนสีในฤดูใบไม้ร่วง

ดูกิ่งก้านอวบๆ และสีแบบนี้ คิดถึงลีลาวดีบ้านเรา
แต่ Star Magnolia มีกิ่งเล็กกิ่งน้อยแตกแขนงมากมาย

Magnolia stellata Royal Star จับมาทำบอนไซสวยมากๆ ต้นนี้อายุกว่า 40 ปีแล้ว

บอนไซดอกใหญ่ๆ อีกรูป


ปลูกในกระถาง


ใบ
ใบเงาสีเขียวปานกลางถึงเขียวเข้ม รูปไข่กลับ ปลายใบกว้างกลม ขนาดประมาณ 2-4 นิ้ว ความกว้างประมาณครึ่งหนึ่งของความยาว ใบมีขนาดเล็กกว่าแมคโนเลียพันธุ์อื่นๆ และใบเยอะหนาแน่นกว่า ใบแตกใหม่มีสีเหลือบเงิน และใบเปลี่ยนเป็นสีเหลืองบรอนซ์ในฤดูใบไม้ร่วง



Magnolia stellata Royal Star


Magnolia stellata King Rose


Magnolia stellata Jane Platt

Magnolia stellata Rosea




เปรียบเทียบใบของ Star Magnolia กับพันธุ์อื่น


ดอก
ดอกหอมอ่อนๆ สีชมพูอ่อนไล่สีเปลี่ยนเป็นสีขาว ตอนดอกตูมมีสีชมพูเข้มกว่า เมื่อกำลังบานสีชมพูจะค่อยๆ อ่อนลง และกลายเป็นสีขาว หรือผสมสีชมพูจางๆ ด้านหลังกลีบดอกจะมีสีชมพูเข้มกว่า บางสายพันธุ์จะเป็นแถบหรือเส้นสีชมพู โดยสีดอกเปลี่ยนตามอุณหภูมิความร้อน แม้จะเป็นพันธุ์เดียวกันแต่สีดอกอาจแตกต่างกัน คือจะเข้มอ่อนไม่เท่ากัน ในแต่ละปีสีดอกยังเข้มอ่อนไม่เท่ากันอีกด้วย ดอกขนาดค่อนข้างใหญ่ประมาณ 3-5 นิ้ว กลีบดอกผอมยาวอย่างน้อย 12-18 กลีบ ขนาดกลีบดอกยาวประมาณ 1.5-2 นิ้ว เวลาบานจะบานออกจนสุดสุด และห้อยลงเล็กน้อยคล้ายรูปดาวกระจาย จึงเป็นที่มาของชื่อ Star Magnolia บางพันธุ์มีกลีบดอกมากถึง 40 กลีบต่อดอก 



สังเกตุดอกหลังซ้าย กลีบดอกมีสีชมพูจางๆ อยู่เลย
Magnolia stellata Royal Star


ดอกบาน 3-5 สัปดาห์ก่อนผลิใบ และบานเร็วกว่าแม็คโนเลียพันธุ์อื่นๆ ในปลายฤดูหนาว ถึงต้นฤดูใบไม้ผลิ (มีนาคม-เมษายน) อาจออกดอกประปรายเล็กน้อยในปลายฤดูร้อนถึงฤดูใบไม้ร่วง บานสะพรั่งพร้อมกันทั้งต้น ทั้งกิ่งต่ำและกิ่งสูง สามารถออกดอกได้เมื่อต้นยังอายุน้อยหรือต้นเล็กๆ หรืออายุเพียง 1 ปี สูงเพียง 1 ฟุตก็สามารถมีดอกได้ ต้นที่อายุน้อยจะให้ดอกน้อยกว่าต้นอายุมาก และจะให้ดอกมากขึ้นเรื่อยๆ ในปีต่อๆ ไป ต้นที่มาจากการปักชำหรือตอนกิ่งอาจยังไม่ออกดอกในปีแรก การปลูกกลางแจ้งจะให้ดอกมากกว่า



มองดีๆ จะเห็นสีชมพูที่โคนดอก และหลังกลีบดอกด้วย
Magnolia stellata Centennial

Magnolia stellata Waterlily


Magnolia stellata Rosea


Magnolia stellata Jane Platt กำลังบาน


Magnolia stellata Jane Platt

ดอกกำลังผลิบาน รูปทรงสวยมาก


ดอกตูม


เกสร


ผลและเมล็ด
ผลสีเขียว แก่แล้วเปลี่ยนเป็นสีชมพูอ่อน หรือชมพูเข้ม ขนาดยาว 1-3 นิ้ว ตะปุ่มตะป่ำ ผลมักจะร่วงก่อนโตเต็มที่ มีเมล็ดภายในหลายเมล็ด เมื่อเมล็ดแก่จะมีสีส้ม














ระบุสายพันธุ์ของ Star Magnolia
  • ใบมีขนาดเล็กกว่าแมคโนเลียสายพันธุ์อื่นๆ
  • ดอกตูมปกคลุมด้วยขนยาวมาก
  • กลีบดอกเป็นเส้น 12-18 กลีบต่อดอก
  • ต้นเล็กกว่าพันธุ์อื่นๆ

การขยายพันธุ์
  • การเพาะเมล็ด
  • การชำ โดยใช้กิ่งอ่อน หรือกิ่งกึ่งอ่อนกึ่งแก่ ออกรากง่ายกว่าแมคโนเลียพันธุ์อื่นๆ ใช้เวลาออกรากประมาณ 3-6 เดือน เป็นวิธีที่สวนต่างๆ ใช้ขยายพันธุ์เพื่อการค้า
  • การตอนกิ่ง

Star Magnolia สายพันธุ์ต่างๆ 

  1. Royal Star - ดอกตูมสีชมพู เมื่อบานแล้วเป็นสีขาว ขนาด 5 นิ้ว กลีบดอก 2 ชั้น 25-30 กลีบ สูง 10-12 ฟุต ได้รับความนิยมเนื่องจากดอกสวยและทนทานต่อความหนาวเย็นได้ดี
  2. Centennial - ดอกใหญ่ขนาด 5 นิ้วครึ่ง ดอกตูมมีสีชมพูอ่อนๆ บานแล้วสีขาว และมีสีชมพูอ่อนๆ ที่หลังกลีบดอก มีกลีบดอกมากถึง 33 กลีบ ทรงต้นเป็นทรงปิรามิด สูง 25 ฟุต บ้างเรียกเป็นพันธุ์ปรับปรุงของพันธุ์ Waterlily ซึ่งมีลักษณะใกล้เคียงกัน 
  3. Rosea - ดอกสีชมพู กลีบดอก 8-12 กลีบ ไม่มีกลิ่นหอม สูง 15 ฟุต
  4. Waterlily - ดอกตูมสีชมพูเข้ม เมื่อบานสีจะค่อยๆ อ่อนลงกลายเป็นสีขาว หลังกลีบดอกมีแถบสีชมพูอ่อนๆ กลิ่นหอมแรง มีกลีบดอกมาก สูง 15-20 ฟุต
  5. Pink Stardust - ดอกสีชมพูอ่อน ขนาด 4-5 นิ้ว มีกลีบดอกมากกว่า 40 กลีบ สูง 10-12 ฟุต
  6. Rubra - ดอกสีชมพูเข้มอมแดงไล่สีชมพูอ่อน บิดเล็กน้อย สีเข้มกว่าพันธุ์ Rosea กลีบดอก 14-16 กลีบ ทรงพุ่ม ขนาดเล็ก ใบสีเขียวเหลือง
  7. Chrysanthemiflora - ดอกสีชมพูอ่อนๆ มีกลีบดอกมากถึง 40 กลีบ
  8. Jane Platt - อีกชื่อหนึ่งคือ "Rosea Jane Platt" ดอกสีชมพูเข้ม บานแล้วสีชมพูอ่อนไล่สีขาว กลีบดอก 20-30 กลีบ ใกล้เคียงกับพันธุ์ Rosea มาก แต่ Jane Platt สีดอกอ่อนกว่า
  9. Rose King
  10. Massey Rosea, 'Dr. Massey' 

พันธุ์ลูกผสม
  • Magnolia loebneri ‘Leonard Messel’ = Magnolia kobus × Magnolia stellata 'Rosea' - ชื่อสามัญ "Pink Loebner Magnolia" ดอกตูมสีชมพูเข้ม บานแล้วเป็นสีชมพูอ่อน หลังกลีบดอกมีสีชมพูเข้มกว่า ดอกขนาด 5 นิ้ว มีกลีบดอก 12 กลีบ สูง 15-20 ฟุต



  • Magnolia x loebneri "Merrill" = Magnolia kobus × Magnolia stellata - ดอกสีขาว ขนาดประมาณ 3นิ้ว กลีบดอก 10-17 กลีบ หลังกลีบดอกมีสีชมพูอ่อนเล็กน้อย สูง 25 ฟุต




  • Magnolia X proctoriana 'Robert's Dream' = Magnolia salicifolia × Magnolia stellata - ดอกสีขาวเจือสีชมพูอ่อนมากๆ ขนาด 3-4 นิ้ว หลังกลีบดอกมีสีชมพูที่โคน สูง 25 ฟุต


  • Magnolia liliiflora × Magnolia stellata - กลุ่มนี้มีทั้งหมด 8 สายพันธุ์ และถูกเรียกชื่อกลุ่มว่า "The Eight Little Girls" ถูกเพาะพันธุ์ขึ้นโดย  Francis DeVos และ William Kosar ที่ US National Arboretum  การเจริญเติบโตเหมือน Star Magnolia ดอกมีความแต่งต่างกันในแต่ละพันธุ์ สีชมพูจนถึงม่วง ขนาดตั้งแต่ 2-6 นิ้ว มีกลีบดอก 6-18 กลีบ การผสมพันธุ์นี้ทำให้ได้ Star Magnolia พันธุ์ไฮบริดที่มีดอกสีชมพูเข้มขึ้นจนถึงม่วง Susan เป็นพันธุ์ที่นิยมมากที่สุด

    Magnolia (Magnolia liliflora 'Nigra' x Magnolia stellata 'Rosea')
    'Ann'
    'Betty' 
    'Judy' 
    'Randy'  
    'Ricki' 
    'Susan' 

    Magnolia (Magnolia liliflora 'Reflorescens' x Magnolia stellata 'Waterlily')   
    'Jane'

    Magnolia (Magnolia liliflora 'Reflorescens' x Magnolia stellata 'Rosea')  
    'Pinkie'


*************************************************


Thank You to:



Create Date : 27 กรกฎาคม 2556
Last Update : 15 สิงหาคม 2556 14:23:38 น.

3 comment
หงส์ฟู่ - Chinese fringe flower
หงส์ฟู่
Chinese Fringe Flower


ชื่อวิทยาศาสตร์ : Loropetalum chinense
ชื่อสามัญ : Chinese Fringe Flower, Chinese Witch Hazel, Loropetalum,
วงศ์ : Hamamelidaceae (witch-hazel family)
ถิ่นกำเนิด: หูหนาน ประเทศจีน, จีนตอนใต้, ญี่ปุ่น และแถบเทือกเขาหิมาลัย




Emerald Snow


Chinese Fringe Flower รู้จักกันในเมืองไทยในชื่อ "หงส์ฟู่"  ส่วนชื่อ "Loropetalum" มาจากภาษากรีก แปลว่า กลีบดอกไม้ที่เป็นสาย ซึ่งหมายถึงกลีบดอกเป็นเส้นฝอยยาวๆ นั้นเอง หงส์ฟู่มีถิ่นกำเนิดในประเทศจีน มณฑลหูหนาน แต่เดิมทีพันธุ์ดั้งเดิมแรกเริ่มคือพันธุ์ที่มีใบสีเขียว ดอกสีขาว  ในประเทศจีนเรียกต้นหงส์ฟู่ว่า  檵木 (jì mù) หรือ 檵花 (jì huā)

หงส์ฟู่นำเข้าสหรัฐอเมริกาในปี ค.ศ. 1880 (นานมากๆ 133 ปีก่อน) แต่ไม่เป็นที่รู้จักมาก จนกระทั่งมีพันธุ์ดอกสีชมพูเข้ามาในปีค.ศ. 1980 หงส์ฟู่พันธุ์สีชมพูก็ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากมายในสหรัฐอเมริกา จนเกิดการตั้งชื่อพันธุ์ต่างๆ ซ้ำกันมากมาย จนกระทั่งปลายปีค.ศ. 1989 U.S. National Arboretum  ได้หงส์ฟู่พันธุ์สีชมพูสองพันธุ์จาก Nihonkaki Nursery เมือง Kawaguchi ประเทศญี่ปุ่น Japan และตั้งชื่ออย่างเป็นทางการว่า "Blush" และ "Burgundy" ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาการตั้งชื่อหงส์ฟู่จึงไม่ซ้ำกัน สำหรับในเมืองไทยเริ่มพบเห็นทั่วไปเมื่อปีพ.ศ. 2550


เสน่ห์ของหงส์ฟู่ที่ทำให้เป็นดอกไม้ในใจของใครหลายๆ คน อยู่ที่ดอกและใบอันงดงามแปลกตา กลีบดอกมีลักษณะเป็นเส้นพริ้วฝอยๆ สีชมพูฉูดฉาด ตัดกับใบสีเขียว หรือสีแดงอมม่วง อมเงินหรืออมดำ และสีเขียวเข้มๆ อมม่วงๆ แดงๆ แล้วแต่สายพันธุ์ บางพันธุ์มีใบทั้งสีเขียวเข้มและแดงในต้นเดียวกัน คือเมื่อใบออกใหม่สีหนึ่ง และเมื่อใบโตเต็มที่จะเปลี่ยนเป็นอีกสี หนึ่ง 

ที่สำคัญออกดอกดกพร้อมกันงามสะพรั่งปกคลุมไปทั้งพุ่มในฤดูออกดอก และประปรายตลอดปี มองไกลๆ จะเห็นเป็นพุ่มไม้สีแดง ตัดชมพู ส่วนพันธุ์ดอกสีขาวนวลๆ ก็สวยงามไม่แพ้กัน นอกจากนี้ใบของหงส์ฟู่ยังเปลี่ยนสีไปตามฤดูอีกด้วย ส่วนเรื่องความหอมนั้นบางเว็บให้ข้อมูลว่าดอกสีขาวหอมอ่อนๆ ส่วนดอกสีชมพูหรือแดงไม่มีกลิ่นหอม











Ruby Loropetalum






เสน่ห์อีกอย่างหนึ่งของหงส์ฟู่ก็คือลักษณะทรงพุ่มแคบและอ่อนช้อย คือกิ่งยาวๆ พุ่งขึ้นสูง แล้วโค้งออกเล็กน้อย มีให้เลือกหลากหลายสายพันธุ์ทั้งพุ่มเตี้ย และพุ่มสูง สามารถปล่อยให้เติบโตเองโดยไม่ต้องตัดแต่งก็ได้ ยกเว้นต้องการควบคุมขนาดของต้น ก็สามารถตัดแต่งไม่ให้พุ่มขนาดใหญ่เกินไปได้ บางพันธุ์ที่มีขนาดสูงสามารถตัดแต่งให้เป็นทรงต้นไม้ได้ สามารถปลูกในกระถาง ปลูกเป็นแนวกั้น หรือปล่อยเป็นทรงพุ่มก็ได้ 

ปัจจุบันมีการนำต้นหงส์ฟู่มาทำเป็นไม้ดัดบอนไซ มีความสวยงามมากเพราะสีใบและดอกสะพรั่งออกดอกง่าย การจะเลือกต้นหงส์ฟู่มาปลูกนั้นจะต้องพิจารณาสายพันธุ์ให้ดี เพื่อจะได้ตรงกับวัตถุประสงค์ในการจัดสวน













Hines Purpleleaf หรือ Plum Delight Loropetalum


พุ่มสีม่วงเข้มมากๆ (Purple Pixie)


ลูกกลมๆ ประดับสวน


จัดทรงเป็นต้นไม้เล็กๆ (Zhuzhou Fuchsia)


บอนไซหงส์ฟู่ เหมาะสมหรับให้เป็นของขวัญ 


หงส์ฟู่เป็นต้นไม้ที่เลี้ยงง่าย ไม่ต้องการดูแลพิเศษใดๆ เลี้ยงแบบปล่อยๆ ได้เลย เจริญเติบโตรวดเร็ว เมื่อต้นตั้งตัวได้แล้วจะเจริญเติบโตเร็วกว่าปลูกใหม่ และจะมีความทนทานต่อความแห้งแล้ง ความร้อนของแดดช่วงบ่าย และความหนาวเย็นได้ถึง 0 องศาเซลเซียส  ชอบแสงแดดจัด ปลูกกลางแจ้งได้ หรือปลูกในที่ไม่ถูกแสงแดดโดยตรงได้ แต่ปลูกกลางแจ้งใบจะสีเข้มกว่า และให้ดอกมากกว่า พันธุ์ใบสีเขียวสามารถทนแดดรำไรได้ดีกว่า ส่วนพันธุ์ใบสีแดงม่วงจะชอบแดดมากกว่า และไม่ค่อยชอบรำไร หากได้รับแดดไม่เพียงพอ ใบอาจจะเปลี่ยนสีไป รดน้ำปกติเมื่อเห็นหน้าดินแห้ง ไม่จำเป็นต้องตัดแต่งใดๆ เนื่องจากฟอร์มพุ่มสวยงามอยู่แล้ว หากต้องการตัดแต่งจริงๆ ก็ให้ตัดแต่งหลังหมดดอก ไม่มีโรคและแมลงรบกวน
  • ดิน: ดินร่วนปนทราย ระบายน้ำดี มีความเป็นกรดเล็กน้อย
  • แสง: กลางแจ้ง แดดจัด หรือไม่ถูกแสงแดดโดยตรง 
  • ความชื้น: ชอบชื้น เมื่อต้นตั้งตัวได้แล้วจึงสามารถทนแล้งได้
  • การขยายพันธุ์: เพาะเมล็ดสดใหม่, ปักชำกิ่งอ่อน หรือกิ่งกึ่งอ่อนแก่ 






ดอก
ช่อดอกกว้างประมาณ 2 นิ้ว หนึ่งช่อมีดอก 5-10 ดอก กลีบดอกมี 4 กลีบ ลักษณะเหมือนพู่เป็นเส้นยาวพรื้วและห้อยลง ขนาดดอกประมาณ 1-2 นิ้ว ดอกออกดกและบานพร้อมกันปกคลุมไปทั้งพุ่มในฤดูใบไม้ผลิ และออกประปรายตลอดทั้งปี ดอกบานนานประมาณ 2-3 อาทิตย์ ปัจจุบันมีหลากหลายพันธุ์ หลักๆ มีพันธุ์ดอกสีขาว (สกุล Loropetalum Chinense) และพันธุ์ดอกสีชมพูและแดง (สกุล Loropetalum Chinense var. rubrum) ดอกสีขาวมีกลิ่นหอมอ่อนๆ ส่วนดอกสีชมพูหรือแดงไม่มีกลิ่นและดอกดกกว่า

ช่อดอก Fire Dance 1 ช่อ มีหลายดอกรวมกัน ‘Chang Nian Hong’ Ever Red Sunset
 Raspberry Snow Panda
ดอกตูมของ Razzleberri ช่อนี้มีหลายดอก เห็นชัดเลย  ช่อนี้มี 3 ดอก




ผลของหงส์ฟู่ ใบแก่ของ Hines Purpleleaf’ หรือ Plum Delight



Emerald Snow


ใบ
ใบรูปไข่มีขนสั้นๆ ที่ใบและกิ่งอ่อนๆ ขนาดยาวประมาณ 1-2 นิ้ว กว้างประมาณ 1 นิ้ว  แต่ละพันธุ์ใบจะมีขนาดต่างกัน และรูปร่างกลมหรือรีกว่ากัน พันธุ์ใบสีเขียวจะมีสีเขียวอ่อนกว่าใบเขียวของพันธุ์ใบสีแดง ส่วนพันธุ์ใบสีแดงบางพันธุ์ใบออกใหม่สีแดง (อมม่วง, อมเงิน, อมดำ) เมื่อใบโตเต็มที่จะเปลี่ยนเป็นสีเขียวเข้ม จึงมีใบสองสีในต้นเดียวกัน บางพันธุ์มีใบสีแดงเข้ม (อมม่วง, อมเงิน, อมดำ) ทั้งต้นตลอดปี บางพันธุ์ใบแก่ๆ จะเปลี่ยนเป็นสีส้มหรือแดง

Plum Delight หรือ Hines Purpleleaf Fire Dance


Razzleberri Purple Diamond
Zhuzhou Pipa's Red

Burgundy Carolina Midnight


เนื่องจากหงส์ฟู่เป็นไม้ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก จึงมีการพัฒนาสายพันธุ์ออกมามากมาย เพื่อเพิ่มความหลากหลายในการจัดสวนแบบต่างๆ เพื่อให้ออกดอกตลอดปี เพื่อให้สีใบเข้มขึ้นและเข้มตลอดปี และทำให้ต้นเล็กลง ขนาดกระทัดรัด มีความสูงให้เลือกตั้งแต่ 2 ฟุต จนถึง 15 ฟุต ปัจจุบันมีมากกว่า 15 สายพันธุ์ส่วนใหญ่เป็นพันธุ์ดอกสีชมพู (Loropetalum Chinense var. rubrum) ส่วนพันธุ์ดอกสีขาว (Loropetalum chinense) และสีแดงมีเพียงไม่กี่ชนิด ดังนี้

พันธุ์ดอกสีชมพู (Loropetalum Chinense var. rubrum)
1) Blush หรือ Razzleberri หรือ Daybreak's Flame
2) Burgundy หรือ Sizzling Pink
3) Hines Purpleleaf หรือ Plum Delight หรือ Pizzazz หรือ Hines Red Leaf  
4) Raspberry Fringe
5) Purple Majesty
6) Ruby
7) Fire Dance
8) Zhuzhou Fuchsia หรือ Pipa's Red
9) Razzleberry หรือ Monraz’

พันธุ์ดอกสีขาว (Loropetalum chinense)
10) Snow Panda
11) Snow Dance
12) Snow Muffin
13) Emerald Snow

พันธุ์ดอกสีแดง (Loropetalum Chinense var. rubrum)
14) ‘Chang Nian Hong’ Ever Red Sunset

เนื่องจากหงส์ฟู่ได้รับความนิยมในหลายประเทศ เช่น อเมริกาเหนือ ประเทศในแถบยุโรบ ออสเตรเลีย จึงมีชื่อเรียกแตกต่างกันออกใปในแต่ละประเทศ ผู้อ่านอาจพบชื่อพันธุ์อื่นๆ อีกมากมายจากการค้นหาบนอินเตอร์เน็ต ในบล็อคนี้จึงใช้ชื่อพันธุ์ของทางอเมริกาเป็นหลัก และยังมีอีกหลายพันธุ์ซึ่งอยู่ระหว่างศึกษาเพิ่มเติมอยู่ว่าเป็นพันธุ์ซ้ำกัน หรือชนิดเดียวกันหรือไม่ หากไม่ซ้ำกันจะนำมาอัพเดทอีกครับ

ส่วนรายละเอียดของแต่ละสายพันธุ์จะเขียนในบล็อคต่อไปครับ :)





พืชทีมีลักษณะคล้ายกัน
พืชต่อไปนี้มีดอกที่มีลักษณะคล้ายดอกของหงส์ฟู่ คือเป็นเส้นริ้วยาวๆ แต่ทั้ง 3 ชนิดนี้เป็นพืชคนละชนิดกัน  ต้น Chinese fringe tree และ Chinese witch hazel ยังเรียกชื่อสามัญใกล้เคียงกันหรือเหมือนกับหงส์ฟู่อีกด้วย


Star Magnolias
ชื่อวิทยาศาสตร์: magnolia stellata ชื่อสามัญ: Star Magnolias ชื่อวงศ์: Magnoliaceae
มีลักษณะกลีบดอกเป็นเส้นริ้วๆ คล้ายๆ หงส์ฟู่







Chinese fringe tree
ชื่อวิทยาศาสตร์: Chionanthus retusus ชื่อวงศ์: Oleaceae
ชื่อสามัญคล้ายๆ กัน หงส์ฟู่ชื่อ "Chinese fringe flower" ส่วนต้นนี้ชื่อ "Chinese fringe tree"

Chinese fringe tree (Chionanthus retusus)


Chinese fringe tree (Chionanthus retusus)


Chinese witch hazel
ชื่อวิทยาศาสตร์: Hamamelis mollis 
ชื่อสามัญ: Chinese witch hazel 
วงศ์ Hamamelidaceae
เป็นพืชในวงศ์เดียวกับหงส์ฟู่ และชื่อสามัญเหมือนหงส์ฟู่เลย











=======================================





Create Date : 19 กรกฎาคม 2556
Last Update : 6 กันยายน 2556 16:26:01 น.

0 comment
เหลืองชัชวาลย์ (เล็บวิฬาร์)
เหลืองชัชวาลย์ (เล็บวิฬาร์)


ภาพประกอบทั้งหมดมาจากอินเตอร์เน็ตครับ

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Macfadyena Unguis-Cati (L.) A.H. Gentry
วงศ์ : BIGNONIACEAE
ชื่อสามัญ : Cat's Claw, Catclaw Vine, Cat's Claw Creeper
ชื่ออื่นๆ : เล็บวิฬาร์


เหลืองชัชวาลย์เป็นไม้ดอกอีกต้นหนึ่งที่ผมชื่่นชอบ และเตรียมจะหามาปลูกไว้คลุมรั้ว และให้ปีนขึ้นต้นพญาสัตบรรณที่บ้าน ก็ด้วยความที่เหลืองชัชวาลย์ออกดอกดกแน่น เหลืองอร่ามตระการตา และเจริญเติบโตอย่างเร็ว สามารถเลื้อยไปได้สูง และไกลกว่า 10 เมตร  บล็อคนี้ผมจึงรวบรวมข้อมูลจากเว็บต่างๆ มารวบรวมไว้ และแบ่งปันให้กับเพื่อนๆ ครับ


เหลืองชัชวาลย์ หรืออีกชื่อหนึ่งคือ เล็บวิฬาร์ (เล็บแมว) มีถิ่นกำเนิดมาจากทวีปอเมริกากลางและใต้ และ หมู่เกาะอินเดียตะวันตก (West Indies) ซึ่งในปัจจุบันมีแพร่หลายในหลายทวีป เป็นไม้เลื้อยยืนต้นขนาดเล็ก เจริญเติบโตเร็ว สามารถเลื้อยไปได้สูง และไกลเกินกว่า 10 เมตร สามารถเกาะแนบแน่นกับโครง วัตถุ หรือซุ้มที่ปีนป่าย เนื่องจากมีหนวดตามยอดสำหรับยึดแกะ 3 แฉกกางออกลักษณะเหมือนกรงเล็บ อันเป็นที่มาของชื่อ Unguis-Cati ในภาษาละตินแปลว่า Cat's Claw (เล็บแมว) สามารถปลูกคลุมรั้ว ซุ้ม ระเบียง หลังคา หรือปีนขึ้นต้นไม้ใหญ่ได้เป็นอย่างดี ชอบน้ำและแดดจัด หรือแดดครึ่งวันก็ได้ ไม่มีโรคและแมลงรบกวน เป็นพืชทนแล้งและสภาพอากาศ และสามารถปลูกได้ในดินหลายชนิด แม้ดินทรายหรือดินเหนียว ออกดอกรูปแตรสีเหลืองเข้มบานสะพรั่งช่วงเดือนธันวาคม ถึงกุมภาพันธ์ แต่ก็มีดอกช่วงอื่นๆ เช่นกันแต่ดอกจะน้อยกว่า บ้างเว็บให้ข้อมูลว่ามีกลิ่นหอมอ่อน บางเว็บว่าไม่มีกลิ่น ไว้ได้มาปลูกแล้วจะมาอัพเดทว่ามีกลิ่นหอมหรือไม่ครับ 


ภาพจากเว็บ pantip.com เป็นภาพที่สวยงามที่สุดบนอินเตอร์เน็ต และปลูกได้สมบูรณ์งดงามกว่าเมืองนอกอีก 


ในหลายประเทศมีการจัดให้ให้เหลืองชัชวาลย์เป็นพืชอันตราย หรือเป็นวัชพืชที่รุกรานป่า เนื่องจากการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว ขึ้นเลื้อยปกคลุมพื้นที่ และต้นไม้ทั้งในแนวสูงและแนวราบราวกับผืนพรม และความทนทานต่อสภาพอากาศ จึงทำให้พืชชนิดอื่นไม่สามารถเติบโตได้ และเมล็ดไม่สามารถงอกได้ อีกทั้งยังกำจัดได้ยากเนื่องจากมีหัวใต้ดิน และเมล็ดจำนวนมากที่พร้อมเจริญเติบโตต่อไป ดังนั้นการปลูกเหลืองชัชวาลย์ต้องหมั่นตัดเล็มส่วนที่ไม่ต้องการ และตัดแต่งไม่ให้ขึ้นปกคลุมพื้นที่ๆ ไม่ต้องการเช่น ตัวบ้าน 


มีข้อมูลจากอินเตอร์เน็ตว่า กรงเล็บแมวนี้สามารถเกาะไต่กระจกได้ด้วย




พุ่ม
เหลืองชัชวาลย์จะแทงยอดขึ้นสูงก่อนตามวัตถุที่ขึ้นปกคลุมเพื่อพุ่งหาแสง เมื่อขึ้นสุดแล้ว จะแผ่ขยายออกแนวระนาบหรืออาจห้อยลงเล็กน้อยได้ 







ลำต้น
ลำต้นหรือกิ่งของเหลืองชัชวาลย์อาจมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางใหญ่ได้ถึง 8 cm สามารถเลื้อยไปได้สูงถึง 20 เมตร เมื่อต้นยังอายุไม่มากลำต้นมีสีเขียว ไม่มีขน ขนาดเล็ก  ใช้หนวดกรงเล็บแมวเพื่อยึดเกาะ กิ่งก้านและยอดอ่อนเส้นเล็กๆ แต่มีความเหนียวแข็งแบบสปริงเด้งไปเด้งมาได้  แม้ถูกตัดออกจากต้น กิ่งก้านก็ยังคงแข็งเด้งแบบสปริงอยู่นานมาก เมื่อนำไปปักชำและคลุมด้วยถุงพลาสติก กิ่งก้านและใบก็ไม่ได้สลดหรือลู่ลงแต่อย่างใด ยอดอ่อนและใบ แม้กระทั่งใบอ่อนก็ยังคงแข็งตั้งอยู่เช่นเดิม เมื่อต้นมีอายุมากขึ้นจะเปลี่ยนเป็นสีเทาหรือสีน้ำตาลจนแข็งเป็นเนื้อไม้ กิ่งที่โตมาหน่อยหรือมีอายุสามารถสร้างรากตามข้อใบเพื่อยึดเกาะต้นไม้อื่นได้ รากหลักแต่ละเส้นที่วิ่งระนาบพื้นดินจะสร้างหัวขนาดใหญ่ (ใหญ่ได้มากถึง 40 cm) ทุกๆ 50 cm  ซึ่งหัวใต้ดินนี้สะสมน้ำและอาหารไว้จึงสามารถทนแล้งได้เป็นอย่างดี 








ใบ
ใบออกเป็นคู่ตรงข้ามกัน สีเขียวเข้มเป็นมัน  ขนาดและรูปร่างของใบมีพบเห็นตั้งแต่ใบเล็กแคบรูปปลายหอกจนถึงใบรูปไข่  ใบอ่อนมีขนาดยาว 1-2 cm กว้าง 0.4-0.8 cm และเติบโตเป็นใบรูปไข่หรือรูปตัดที่มีขนาดยาวได้ถึง 16 cm กว้าง 6.9 cm โดยขึ้นอยู่กับอายุและความสมบูรณ์ หลังใบมีความสากเล็กน้อยและติดมือ มีหนวดสำหรับยึดเกาะลักษณะเหมือนกรงเล็บแมวระหว่างกลางคู่ใบ ซึ่งมีความสากและแข็ง เมื่อสัมผัสด้วยหลังมือจะพบบว่ากรงเล็บนี้ สากและเกาะติดมือทันทีเหมือนถูกข่วนเบาๆ


กิ่งเลื้อยสำหรับยึดเกาะรูปกรงเล็บมี 3 แฉก ขนาดแขนยาวประมาณ 0.5-2.5 cm และขนาดแต่ละแฉกยาว 0.3-1.7 cm 


ดอก
ช่อดอกออกตามซอกใบ แต่ละช่ออาจมีดอก 3-15 ดอก ดอกรูปแตร สีเหลืองเหลืองเข้ม พบเห็นบางพันธุ์มีสีเหลืองอ่อนกว่า มี 5 กลีบ ขนาดยาว 4.5-10 cm และกว้าง 1.2-2.4 cm ดอกบานเพียงวันเดียว แต่จะมีดอกอื่นๆ ทยอยบานให้ได้เห็นดอกทุกวัน โดยจะมีการทิ้งใบก่อนออกดอกในฤดูออกดอกประมาณเดือนธันวาคม - กุมภาพันธุ์ และจะออกดอกมากกว่าในเดือนอื่นๆ ซึ่งก็มีดอกให้เห็นประปราย ดอกมีลักษณะคล้ายดอกเหลืองปรีดียาธร ดอกบานบุรี และดอกทองอุไร แต่ดอกเหลืองชัชวาลย์กลีบดอกไม่กลม แต่หยักบิดงอเล็กน้อย และกลีบดอกด้านล่างจะแผ่ออกแบบดอกกล้วยไม้  ส่วนดอกบานบุรีกลีบดอกกลมเรียบและเรียงเสมอกัน 

เมื่อเริ่มปลูกใหม่เหลืองชัชวาลย์จะยังไม่ออกดอกจนกว่าต้นสามารถตั้งตัวได้ และลำต้นแก่เป็นสีน้ำตาลลักษณะเป็นเนื้อไม้









ฝักและเมล็ด
ฝักมีลักษณะเหมือนพวกถั่ว แต่แบน ขนาดยาวประมาณ 26-95 cm และกว้าง 1-1.9 cm แต่ละฝักมีเมล็ดสีน้ำตาลลักษณะแบบมีปีกที่ปลิวไปตามลมได้ประมาณ 100-200 เมล็ด เมล็ดมีขนาดยาว 1-1.8 cm และกว้าง 4.2-5.8 cm








การขยายพันธุ์
ขยายพันธุ์โดยการปักชำ เพาะเมล็ด และหัวใต้ดิน





พืชในวงศ์เดียวกัน BIGNONIACEAE



กระเทียมเถา - Garlic Vine (Pachyptera hymenaea., A. Gentry)


Glow Vine (Saritaea magnifica) มีลักษณะเหมือนเหลืองชัชวาลย์มาก


ทองอุไร (Tecoma stans)


พวงแสด (Pyrostegia venusta) 

*******************************

เล็บวิฬาร์ ก็คือ ดอกเล็บแมว ได้ชื่อมาจากหนามเล็ก ๆ ที่ฐานของใบซึ่งมีลักษณะเหมือนกรงเล็บของแมว กรงเล็บเหล่านี้ช่วยให้เถาที่จะแนบตัวเองรอบการปีนต้นไม้ที่สูงถึง 100 ฟุตในต้นเล็บวิฬาร์ มีสาร alkaloids แทนนินและ phytochemicals อื่น ๆ อีกหลาย และบางส่วนของคาลอยด์ที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าช่วยเพิ่มระบบภูมิคุ้มกัน มีผลป้องกันความดันโลหิตสูงและอาจลดความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดสมองและหัวใจวายโดยการลดความดันโลหิต, เพิ่มการไหลเวียนลดอัตราการเต้นหัวใจและการควบคุมคอเลสเตอรอล องค์ประกอบอื่น ๆ มีส่วนร่วมในคุณสมบัติต้านการอักเสบสารต้านอนุมูลอิสระและต้านมะเร็ง

*******************************



ขอขอบคุณข้อมูลจาก











Create Date : 14 กรกฎาคม 2556
Last Update : 20 กันยายน 2556 17:10:45 น.

1 comment
มะลิจันทบูรณ์
 มะลิจันทบูรณ์


ชื่อวิทยาศาสตร์: Jasminum sambac Mysore Mulli
ชื่อวงศ์: Oleaceae
ชื่อสามัญ: Mysore Mulli


ภาพจากอินเตอร์เน็ต


ภาพจากอินเตอร์เน็ต

เป็นไม้ดอกที่โปรดปรานมากที่สุด เพิ่งได้มาปลูกเพียงเดือนกว่าๆ ตอนซื้อมาต้นเล็กไม่สูงมากนักประมาณ 1 ฟุต อยู่ในถุงสีขาว ปลูกด้วยเปลือกข้าว ราคา 80 บาท เลือกที่ลำต้นใหญ่ๆ มีดอกตูมๆ เยอะๆ เต็มต้นเลยครับ ประมาณ 15-20 ช่อ คิดว่าดอกคงยังไม่บาน แต่แล้วเย็นวันที่ซื้อมาประมาณทุ่มถึงสองทุ่มดอกก็บานออกมาเป็นสิบดอก แล้ววันต่อมาก็บานเพิ่มอีกแทบจะทั้งพุ่ม สวยงามมาก ขาวไปทั้งต้นเลยทีเดียว (เสียดายไม่ได้ถ่ายรูปไว้) ที่สำคัญกลิ่นนั้นหอมแรงชื่นใจฟุ้งกระจายไปทั่วหน้าบ้าน  หอมแรงกว่าพุดน้ำบุศย์มาก น่าเสียดายที่ดอกบานอยู่แค่ 1-2 วัน แต่ก็จะมีดอกใหม่ทยอยบานออกมาอีก เมื่อดอกร่วงจากต้นแล้วดอกยังสวยสมบูรณ์ไม่เหี่ยวช้ำ จึงเก็บมาใส่ไว้ในตู้เย็นก็ยังสวยทนได้อีก 2-3 วัน 





เมื่อดอกร่วงหมดช่อแล้ว จึงตัดยอดไปปักชำไว้ใช้เพียงกิ่งสั้นๆ ติดใบ 1 คู่เท่านั้น ได้หลายกิ่งทีเดียว ชำไว้ในถุงอบ 1 เดือนผ่านไปรากออกมาเยอะเลย เยอะพอๆ กับต้นโมกกิ่งขนาดธูปอีก และติดรากเกือบทั้งหมด ที่ไม่ติดจะเป็นกิ่งที่อยู่ยอดสุด ชำง่ายมากๆ จากนั้นผมก็เปลี่ยนกระถางให้ใหญ่ขึ้น ใช้ดินครึ่งนึง กาบมะพร้าวสับครึ่งนึง ปุ๋ยคอก 2 กำมือ ทราย และแกลบดำนึดหน่อย  และใส่ปุ๋ยออสโมโคตสูตร 13-13-13 รองไว้ในกระถาง ลุ้นให้แตกยอดใหม่เร็วๆ จะได้ชื่นชมดอกฝีมือตัวเอง ผ่านไปอาทิตย์กว่าๆ ก็เริ่มเห็นติ่งเล็กๆ งอกออกมาจากตาใบ  พอดีเข้าฤดูฝนสังเกตุว่าเมื่อโดนฝนแล้วกิ่งที่แตกใหม่ยืดยาวอย่างรวดเร็ว ประมาณ 25 วันจึงเริ่มเห็นยอดดอกออกมา แต่....

ตอนที่ซื้อมาช่อดอก 1 ช่อมีดอกมากถึง 5-6 ดอก แต่ทำไมตอนนี้มันมีดอกเดียวทุกช่อเลย "เอ้าา... รออีกหน่อยดีกว่าสงสัยมันยังเล็กไป" ผ่านมาอีกอาทิตย์ ใบใหม่ที่แตกก็ใหญ่ๆๆๆๆ กว่าต้นเดิมเป็น 2 เท่า แล้วไอ้ดอกที่ตูมๆ อยู่ช่อละดอก ทั้งหมดมี 4 ช่อ ก็ไม่บานซักที มันใหญ่ขึ้นๆ ประมาณสองเท่าจากดอกชุดแรก มีดอกตูมดอกนึงขนาดใกล้จะ 1 นิ้วแล้ว หรือว่าจะได้แดดน้อยไป เพราะมุมที่ปลูกได้แดดเช้า - 11 โมง วันนี้ดอกยังไม่บาน ตั้งหน้าตั้งตารออยู่ เลยถ่ายรูปดอกตูมๆ มาให้ชมก่อน บานแล้วจะมาอัพเดทรูปให้ชมกัน




ดอกตูมชุดแรกฝีมือตัวเอง ยาว 2.2 cm แต่ได้เพียงช่อละดอกเท่านั้น


6 ก.ค. 56 - แล้วในที่สุดก็บานจนได้ 2 ดอก หอมแรงชืนใจเช่นเคย 

รวมวิธีทำให้มมะลิออกดอกดก
มะลิชอบแดดจัด ดังนั้นต้องได้รับแดดเพียงพอจึงออกดอก จากนั้นให้ลองทำตามวิธีต่อไปนี้
1. วิธีที่ 1 - ตัดยอดที่ดอกโรยแล้วออก และริดใบแก่ออกให้หมด งดน้ำ 2-3 วัน จากนั้นวันถัดไปให้น้ำ แล้ววันถัดไปให้ปุ๋ยเร่งดอก
2. ใช้สูตรปุ๋ยน้ำหมักจากปลา สูตรนี้ช่วยทำให้มะลิและไม้ดอกไม้ประดับเจริญเติบโตดี มีลำต้นแข็งแรง ออกดอกดกและงาม โดยไม่ต้องใช้สารเคมีช่วยแต่อย่างใด 
  • มีส่วนผสมดังนี้ เศษปลาทะเล,หัวปลา,กระดูกปลา รวมจำนวน 3 ส่วน 
  • ใช้หมักกับกากน้ำตาล 2 ส่วน,น้ำสะอาด และสารเร่ง พ.ด.2 จำนวน 1 ซอง 
  • โดยหมักทิ้งไว้ 21-90 วัน วิธีใช้ประโยชน์ ให้ผสมน้ำในอัตรา 1:1,000 
  • ฉีดพ่นทุก 5-7 วัน 

3. วิธีที่ 2 - รดด้วยน้ำซาวข้าว
4. วิธีที่ 3 - รดด้วยน้ำผสมผงชูรส อัตราส่วน 1 ช้อนชา ต่อน้ำ 5 ลิตร ฉีดพ่นตามใบสัปดาห์ละครั้ง


**************************************
มะลินอกฤดู


มะลิ (Jasmine) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า  Jasminum sambac Ait. อยู่ในวงศ์ Oleaceae มีถิ่นกำเนิดอยู่ในเขตร้อนและกึ่งร้อน มะลิเป็นไม้ดอกเศรษฐกิจชนิดหนึ่งที่ได้รับความนิยมมาอย่างต่อเนื่อง ดอกมะลิมีกลิ่นหอมนิยมนำมาใช้ร้อยพวงมาลัย สกัดน้ำมันหอมระเหย และอื่นๆ และเมื่อพิจารณาถึงลักษณะการออกดอกของมะลิพบว่ามะลิออกดอกบริเวณปลายกิ่งโดยมะลิจะออกดอกมากในช่วงฤดูร้อนและฤดูฝน แต่ในฤดูหนาวหรือในช่วงเดือนพฤศจิกายน- กุมภาพันธ์ มักพบปัญหามะลิออกดอกน้อย ดอกชะงักการเจริญเติบโตทำให้ดอกเล็กแคระแกร็น ส่งผลให้ดอกมะลิมีราคาแพงแต่เกษตรกรไม่สามารถผลิตดอกมะลิออกจำหน่ายในช่วงดังกล่าวได้

สาเหตุที่มะลิให้ผลผลิตน้อยในช่วงฤดูหนาวมาจากการพักตัวของต้นมะลิ ซึ่งการพักตัว (dormancy) หมายถึง สภาวะที่พืชหยุดการเจริญเติบโตชั่วคราว ซึ่งตรงกับธรรมชาติของต้นมะลิที่เจริญเติบโตและแตกกิ่งใหม่พร้อมกับการออกดอกได้ดีในช่วงฤดูร้อนและฤดูฝน แต่ในฤดูหนาวมะลิจะหยุดการเจริญเติบโตและมีแตกยอดใหม่น้อยทำให้การออกดอกน้อยตามไปด้วย โดยสาเหตุของการพักตัวแบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ 1) การพักตัวเนื่องจากสภาพแวดล้อมภายนอกไม่เหมาะสม เช่น ช่วงระยะเวลาที่พืชได้รับแสงสั้นลง ต้นมะลิได้รับอุณหภูมิต่ำ ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ต้นมะลิแตกยอดใหม่น้อยลง  2) การพักตัวเนื่องจากปัจจัยภายในพืชเอง ได้แก่ฮอร์โมนในกลุ่มของสารยับยั้งการเจริญเติบโต เช่น ABA (abscisic acid) ซึ่งเกี่ยวข้องกับการพักตัวของตาพืช
การทำลายการพักตัวของพืชแบ่งออกเป็น 2 วิธีคือ
1.  การปฏิบัติทางเขตกรรม เช่น การเด็ดยอด และการตัดแต่งกิ่ง ซึ่งทั้ง 2 วิธีนี้เป็นการลดการข่มตาข้าง เมื่อตัดส่วนยอดของพืชออกซึ่งเป็นแหล่งสร้างฮอร์โมนออกซิน (auxin) จึงทำให้พืชแตกตาข้างมากขึ้น
2. การใช้สารเคมี เช่น ปุ๋ยโพแทสเซียมในเตรท (13-0-46) ปุ๋ยชนิดนี้มีคุณสมบัติในการทำลายการพักตัวของตาพืชได้

การผลิตมะลินอกฤดู

1.  การเตรียมต้นมะลิให้สมบูรณ์
จากกราฟราคาผลผลิตมะลิในปี 2549-2551 (ภาพที่ 1) ดอกมะลิราคาแพงในช่วงเดือนธันวาคม- กุมภาพันธุ์ ดังนั้นถ้าเราต้องการที่จะผลิตมะลิให้ออกในเดือนใดเราต้องนับย้อนหลังประมาณ 1.5-2 เดือน ตัวอย่างเช่น ถ้าต้องการผลิตมะลิให้สามารถเก็บดอกได้ในช่วงเดือนมกราคม เราจำเป็นต้องบำรุงต้นมะลิให้สมบูรณ์ในช่วงเดือนพฤศจิกายน โดยรดน้ำ ใส่ปุ๋ยหมัก และปุ๋ยเคมี เพื่อให้ต้นมะลิสมบูรณ์มีอาหารสะสมเพียงพอ และทำการตัดแต่งกิ่งในเดือนธันวาคมเพราะเราจะเก็บดอกมะลิได้ภายหลังจากตัดแต่งกิ่ง 30 วัน

2.  การกระตุ้นให้ต้นมะลิแตกตาดอก
ทำการตัดแต่งกิ่งต้นมะลิในช่วงต้นเดือนธันวาคม โดยตัดเฉพาะส่วนยอดมะลิออกประมาณ 2-3 ชั้นใบ ให้มีใบที่สมบูรณ์อยู่กับต้นให้มากที่สุด และพ่นปุ๋ยโพแทสเซียมไนเตรท (13-0-46) อัตรา 500 กรัม/ น้ำ 20 ลิตร (ความเข้มข้น 2.5 %) ให้ทั่วทั้งต้น จำนวน 1 ครั้ง เพื่อกระตุ้นให้ต้นมะลิแตกตาข้าง การตัดแต่งกิ่งมะลิร่วมกับการพ่นสารโพแทสเซียมไนเตรทความเข้มข้น 2.5 เปอร์เซ็นต์ สามารถกระตุ้นให้ต้นมะลิแตกกิ่งใหม่ได้ 100 เปอร์เซ็นต์ (ภาพที่ 2-3) เมื่อกระตุ้นให้ต้นมะลิแตกยอดใหม่ได้ย่อมทำให้ต้นมะลิออกดอกได้เช่นกัน (ภาพที่ 4) ทั้งนี้เนื่องจากต้นมะลิจะออกดอกภายหลังจากแตกยอดใหม่  และเราสามารถเก็บดอกมะลิได้ภายหลังจากการตัดแต่งกิ่ง 30 วัน (ภาพที่ 5) โดยมีระยะเวลาที่เก็บดอกมะลิได้นานประมาณ 20 วัน และมีจำนวนดอกต่อต้นมากกว่าต้นที่ไม่ได้ตัดแต่งกิ่งถึง 72 เปอร์เซ็นต์ แต่อย่างไรก็ตามขนาดของดอกมะลิที่ได้ก็ยังมีขนาดเล็กกว่าดอกมะลิที่ออกในช่วงฤดูร้อน ดังนั้นจึงจำเป็นต้องหาวิธีการเพื่อเพิ่มขนาดของดอกมะลิให้ใหญ่ขึ้น






 3.  การเพิ่มคุณภาพของดอก
จากข้อมูลของคุณจตุโชค จันทรภูมี เจ้าหน้าที่ของชมรมเกษตรปลอดสารพิษ แนะนำให้คุณณัฐกฤตา  กัญยะมาสา ซึ่งเป็นเกษตรกรผู้ปลูกมะลิใน จ.เพชรบูรณ์ ได้ใช้ ซิลิโคเทรซร่วมกับไวตาไลเซอร์ซึ่งเป็นธาตุอาหารรวมสำหรับพืช และใช้ไคโตซานซึ่งเป็นสารสกัดธรรมชาติจากเปลือกกุ้ง นำมาพ่นต้นมะลิทุกๆ 7 วัน พบว่าต้นมะลิมีความแข็งแรง ต้านทานโรคได้ดี และทำให้ดอกมะลิมีขนาดใหญ่ขึ้น

สรุปการผลิตมะลินอกฤดู
1.  บำรุงต้นมะลิให้สมบูรณ์
2. ตัดแต่งกิ่งต้นมะลิ โดยใช้กรรไกรตัดหญ้าที่คมตัดเฉพาะส่วนยอดของต้นมะลิ และพ่นปุ๋ยโพแทสเซียมไนเตรท (13-0-46) ในช่วงเย็น พ่นให้ทั่วทั้งต้น อัตราปุ๋ยที่ใช้ 500 กรัม/ น้ำ 20 ลิตร เราสามารถเก็บดอกมะลิได้ภายหลังจากตัดแต่งกิ่ง 30 วัน
3. เมื่อมะลิออกช่อดอกแล้วให้พ่นธาตุอาหารเสริมต่างๆ และสารสกัดไคโตซานเพื่อช่วยเพิ่มขนาดของดอกมะลิให้ใหญ่ขึ้น

ที่มา: 


**************************************


“มะลิจันทบูรณ์” ดอกดกหอม

หลายคน  เข้าใจผิดคิดว่า “มะลิจันทบูรณ์” เป็นไม้ไทยแท้ๆพันธุ์หนึ่ง  เนื่องจาก  ชื่ออ่านแล้วเหมือนจะเป็นอย่างนั้น แต่ความจริงแล้ว มะลิดังกล่าวมีถิ่นกำเนิด จากประเทศอินเดียจนถึงประเทศจีนตอนใต้ ถูกนำเข้ามาปลูกและขยายพันธุ์ในบ้านเรานานแล้ว โดยมีชื่อเรียกกันเรื่อยมาว่า “มะลิจันทบูรณ์” ไม่มีชื่ออื่นอีก มะลิจันทบูรณ์ หรือ JASMINUM SAMBAC MYSORE MULLI อยู่ในวงศ์ OLEACEAE ชื่อสามัญ MYSORE MULLI มีลักษณะทางพฤกษศาสตร์เป็นไม้พุ่ม สูงประมาณ 1-2 เมตร แตกกิ่งก้านสาขาหนาแน่น ใบเป็นใบเดี่ยวออกตรงกันข้ามรูปรีแกมรูปไข่ ปลายแหลม โคนสอบหรือเกือบมน สีเขียวสด ดอก ออกเป็นดอกเดี่ยวๆ หรือเป็นช่อ 1-3 ดอก ที่ปลายกิ่ง กลีบดอกรูปรี ปลายแหลม เรียงซ้อนกันหลายชั้น ดอกเมื่อบานเต็มที่เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 2-3 ซม. กลีบดอกเป็นสีขาว มีกลิ่นหอม เวลามีดอกดกและดอกบานพร้อมกันทั้งต้นจะดูสวยงามสดใสและส่งกลิ่นหอมกระจายเป็นที่ชื่นใจมาก ดอกออกตลอดปี ขยายพันธุ์ด้วยการตอนกิ่งและปักชำกิ่ง

การปลูก “มะลิจันทบูรณ์” ปลูกได้ทั้งลงดินกลางแจ้งและปลูกลงกระถางตั้งในที่มีแสงแดดส่องถึงตลอดทั้งวัน เนื่องจาก “มะลิจันทบูรณ์” เป็นสายพันธุ์ที่ต้องการแสงแดดแบบเต็มวัน หลังปลูกรดน้ำพอชุ่มเช้าเย็น บำรุงต้นด้วยปุ๋ยสูตร 16-16-16 หนึ่งช้อนแกงเดือนละครั้ง สลับกับปุ๋ยบำรุงดอกสูตร 52-5-4 สองหรือสามช้อนแกงผสมน้ำจำนวน 20 ลิตร ฉีดพ่น 15 วันครั้ง จะทำให้มีดอกไม่ขาดต้น ข้อควรจำ หลังมีดอกโรยต้องแต่งกิ่งทันทีตามความเหมาะสม จะทำให้มีดอกดกยิ่งขึ้น

ปัจจุบัน “มะลิจันทบูรณ์” มีขายที่ ตลาดนัดไม้ดอกไม้ประดับ สวนจตุจักร ทุกวันพุธ-พฤหัสฯ โครงการ 2 แผง “ป้าแอ๊ด–คุณขวัญ” ราคาสอบถามกันเองครับ
“นายเกษตร”








Create Date : 05 กรกฎาคม 2556
Last Update : 10 สิงหาคม 2556 14:42:07 น.

1 comment
1  2  
BlogGang Popular Award#10



หงส์ฟู่
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed

 ผู้ติดตามบล็อก : 17 คน [?]



New Comments