Group Blog
 
All Blogs
 
Love Syndrome

ผมเป็นนักวิทยาศาสตร์ครับ และก็เป็นนักวิทยาศาสตร์สติเฟื่องอย่างที่หลาย ๆ คนชอบเรียกเสียด้วยสิ แต่ใครจะว่าอย่างไรมันก็เรื่องของเขานี่ครับ และผมก็เข้าใจด้วยว่าเส้นแบ่งเขตแดนระหว่างอัฉริยะกับคนบ้านั้นมันไม่ได้หนาไปกว่าเส้นยาแดงผ่าสิบหกเลย แต่ถ้าให้ผมเลือกระหว่างการอยู่อย่างอัจฉริยะที่ไร้ผลงานกับคนบ้าที่สร้างสรรค์สิ่งแปลกใหม่ให้แก่โลก แล้ว ผมขอเลือกอย่างหลังดีกว่า

ตอนนี้ผมกำลังจะเปิดเผยผลงานที่ทำการทดลองมากว่า สิบปีแก่สาธารณะชน มันจะเป็นผลงานที่สร้างความสั่นสะเทือนไปทั่วโลก ผมจะบอกให้ก็ได้ว่าผมสามารถค้นคว้าหาสาเหตุที่มาของโรค ๆ หนึ่งได้ มันเป็นโรคที่มีคนเป็นมากที่สุดในโลก เชื่อมั้ยครับว่าประชากรมากกว่า 90 เปอเซ็นต์ที่อยู่บนพื้นพิภพนี้เป็นโรคนี้ และมีแนวโน้มที่จะเป็นเพิ่มขึ้นไปเรื่อย ๆ อีกทั้งยังไม่มีวิธีการรักษาที่ได้ผลแบบ 100 เปอเซนต์

ความน่ากลัวของมันอยู่ที่คนส่วนมากอยากที่จะเป็นโรคนี้ด้วยน่ะสิครับ บางคนขวนขวายแทบตายก็ไม่เป็น บางคนไม่อยากเป็นก็ดันเป็น หลายคนเป็นแล้วอยากรักษาไว้อยากให้เป็นโรคนี้ตลอดไปแต่ก็ทำไม่ได้ ซึ่งผมสรุปได้หลายประเด็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ หนึ่งในนั้นก็คือ เรื่องของสื่อ ที่เราจะสังเกตได้จากภาพยนตร์ หนังสือ ซึ่งสนับสนุนให้เป็นโรคนี้กันอย่างเต็มที่ก็ว่าได้ ใช่แล้วครับมันคือ “โรครัก” หรือ “เลิฟ ซินโดรม” นั่นเอง ซึ่งผมก็ได้ขวนขวายทำการทดลองจนพบได้ว่า แท้ที่จริงแล้วโรค ๆ นี้เกิดจากไวรัสชนิดหนึ่ง

ผมค้นพบว่าคนเราทุกคนมีไวรัสชนิดนี้อยู่ในตัว ใช่แล้วผมพูดไม่ผิดหรอก ความรัก นี่หล่ะคือไวรัส แต่มันเป็นไวรัสชนิดพิเศษ เพราะการแพร่กระจายของมันนั้นรวดเร็วกว่าการทวีคูณซึ่งเป็นลักษณะของการแพร่ของไวรัสทั่วไปแถมยังเอาแน่เอานอนไม่ได้มีเพิ่มมีลดอีก ถ้าให้ผมเปรียบเทียบก็คงจะคล้าย ๆ กับไวรัสคอมพิวเตอร์น่ะแหล่ะ เพราะมันสามารถเข้าไปทำลายหน่วยความจำ แถมแทรกสอดตัวเข้าไปปรากฏในความนึกคิดได้อีก โดยมักจะรวมตัวเป็นภาพของคนที่คุณชอบ นี่หล่ะคือสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการ “เห็นอะไร ๆ กลายเป็นหน้า เขา/เธอ ไปหมด”

อย่างที่เคยมีการเสนอแนวคิดกันมาแหล่ะครับว่า ความรู้สึกก็เหมือนคลื่นไฟฟ้าชนิดหนึ่ง ที่มีสมองเป็นผู้สั่งการ โดยมีเส้นประสาทเป็นตัวนำ ความรักก็เช่นกัน มันอาศัยประสาทรับรู้ทั้งหมดเป็นตัวนำไปสู่สมองซึ่งตรงนี้หล่ะครับคือจุดสำคัญ เพราะหลังจากสมองรับรู้แล้วจะไปกระตุ้นไวรัสที่รอเวลาฟักตัวอยู่ ซึ่งเจ้าไวรัสที่เป็นที่มาของโรครักนี้บางทีมันก็ฟักตัวอย่างรวดเร็วเหลือเชื่อ ก็ที่คุณเรียกกันว่ารักแรกพบ นั่นหล่ะ บางทีมันก็อาศัยเวลาเป็นปี ๆ โดยทั่วไปแล้วระยะเวลาที่ไวรัสกำลังฟักตัวนั้นมักจะพบอาการที่เรียกกันว่า “ชอบ” ก่อน ซึ่งระหว่างนี้ความใกล้ชิดจะเป็นตัวกระตุ้นให้ไวรัสทำงาน จนในที่สุดเมื่อไวรัสแพร่พันธุ์ถึงจุดหนึ่ง ก็จะพัฒนาจนเกิดโรคได้ในที่สุด

ซึ่งโรคนี้จะส่งผลหลายอย่างและหลายด้าน ทำให้ประสาทการรับรู้ด้อยลง อาการนี้จะสังเกตได้จากหลาย ๆ คนมองเห็นโลกกลายเป็นสีชมพูหรือสดใสเกินความเป็นจริง บางคนถึงกับเกิดอาการไม่ยอมรับในสิ่งที่ตัวเองเห็นเลยด้วยซ้ำซึ่งอาการนี้คนโบราณมีการผูกเป็นคำพูดที่ว่า “ความรักทำให้คนตาบอด” ไว้ด้วย เห็นมั้ยครับว่าคนโบราณยังมองเห็นปัญหาของโรคนี้เลย

ความร้ายกาจของโรคยังไม่สิ้นสุดแต่เพียงเท่านี้เมื่อผู้ป่วยเกิดอาการแล้วเขาจะต้องการความรักมากขึ้นหรืออย่างน้อยก็ไม่ให้ลดลงกว่าเดิมซึ่งการรักษาความรักไว้นี่หล่ะเป็นเรื่องยากเพราะในตอนแรกเมื่อรักกันนั้นความรักจะพุ่งขึ้นเรื่อย ๆ และรวดเร็ว หลังจากนั้นเมื่อถึงจุดหนึ่งก็จะค่อย ๆ ชะลอตัว จนในที่สุดก็จะเริ่มลดลง เมื่อถึงตอนนี้นี่หล่ะที่มักจะเกิดปัญหากัน เพราะแต่ละฝ่ายจะสังเกตเห็นได้ชัดเจนเพราะช่วงอิ่มตัวนั้นจะเป็นช่วงที่กินระยะเวลานานพอสมควร และนั่นก็คือจุดที่ร้ายแรงที่สุดของโรคนี้ ทั้งสองฝ่ายเมื่อเกิดปัญหาจะมีอาการเศร้าซึมไม่อยากทำอะไร บางคนคิดสั้น สรรหาวิธีการทำร้ายตัวเอง บางคนก็เลยเถิดไปถึงขั้นทำร้ายคนอื่นไปด้วยทั้งที่ตั้งใจและไม่ได้ตั้งใจ

เห็นกันหรือยังครับว่าโรคนี้มีความร้ายกาจขนาดไหน แล้วเรายังจะปล่อยให้มันขยายพันธ์ไปได้อีกหรือ ผมคนหนึ่งหล่ะที่จะขจัดมันให้สิ้นซากเเพื่อโลกใบนี้ เพื่ออนาคตของมนุษยชาติ

เอาหล่ะครับเรารู้ถึงปัญหาและผลกระทบที่แสนจะร้ายแรงของมันแล้ว ที่นี้เรามาดูกันดีกว่าว่าจะทำลายมันได้อย่างไร แรกสุดผมสันนิษฐานว่าการฟักตัวของไวรัสชนิดนี้ต้องอาศัยคลื่นไฟฟ้าชนิดหนึ่ง(ผมยังไม่ได้ตั้งชื่อในตอนนี้) ซึ่งจะปรากฏขึ้นมาโดยหลาย ๆ วิธี ยกตัวอย่างเช่น เมื่อคนเราใกล้ชิดกัน มีการพูดคุย มีการสื่อสาร การเห็นรูปภาพ แม้กระทั่งการอ่านหนังสือ ก็ตาม

แรกเริ่มผมไม่สามารถจับคลื่นชนิดนี้ได้ ไม่ว่าจะโดยวิธีใดก็ตาม ผมทดลองตั้งแต่การหาอาสาสมัครมาอยู่ด้วยกันเป็นคู่ สร้างสิ่งแวดล้อมให้ โดยคิดว่าน่าจะเหมาะแก่การฟักตัวของไวรัส ไม่ว่าจะเป็นในธรรมชาติ สายลม แสงแดด ทะเล หรือจะเป็นยามเย็นในภัตตาคารหรูท่ามกลางแสงเทียน ผมจำลองแม้กระทั่งในมหาลัย หรือสำนักงานที่ทั้งคู่ต้องเรียนหรือทำงานที่เปิดโอกาสให้ทั้งคู่ได้ใกล้ชิดกัน มีกิจกรรมร่วมกัน

แต่ก็ปรากฏว่าเจ้าไวรัสตัวนี้มันร้ายเอาการ ผมไม่สามารถบังคับให้มันเผยตัวออกมาได้ เจ้าคลื่นไฟฟ้าที่ผมตามหาก็เลยไม่ปรากฏสักทีนี่ราวกับคำปราชญ์ที่ว่า สิ่งหนึ่งที่ไม่สามารถบังคับกันได้ก็คือเจ้าความรักนี่เอง แต่ในที่สุดผมก็สามารถหามันจนเจอ หลังจากการทดลองไม่ประสบความสำเร็จผมกลับไปนอนคิดอยู่หลายคืนว่าจะทำอย่างไรดีและแล้วก็เหมือนกับสวรรค์จะเข้าใจในคำขอร้องและความตั้งใจของผม ท่านคงคิดว่าผมนี่หล่ะคือผู้ที่จะมากอบกู้โลกให้รอดพ้นจากมหันตภัยเงียบที่ค่อย ๆ ฆ่าผู้คนอย่างเลือดเย็น นี้

คืนหนึ่งในขณะที่ผมกำลังจินตนาการถึงเจ้าคลื่นไฟฟ้าลึกลับ และพยายามสร้างตัวตนให้มัน ผมเห็นมันมีเขี้ยวยาว มีเขาและหางสามแฉกสีดำแหลมคม เบื้องหลังมีปีกสีขาว ในมือถือธนูวิเศษ แต่ทันใดนั้นผมก็นึกถึงการไปท่องเที่ยวครั้งสุดท้ายขึ้นมาฉับพลัน ผมนึกไปถึงอนุสาวรีย์ นึกไปถึงถนนและตำนานต่าง ๆ ที่เขียนบอกไว้บนโบรชัวร์ ทุก ๆ ที่มักจะมีสถานที่น่าสนใจต่าง ๆ กัน บ้างมีวัดเก่าสวยงาม มีโบราณสถานเก่าแก่ มีธรรมชาติร่มเย็น แต่สิ่งหนึ่งที่หลาย ๆ ที่มักจะเขียนไว้ตอนท้ายก็คือ สถานที่สำหรับคู่รักนั่นเอง และนั่นก็คือเป้าหมายที่ผมเข้าไปสำรวจในวันต่อมา

ผมตรงไปตามโบรชัวร์ของจังหวัดแห่งหนึ่งที่ไม่ไกลจากเมืองหลวงมากนัก ในนั้นมีสถานที่ ๆ น่าสนใจแห่งหนึ่งชื่อว่าหินคู่รัก ตามตำนานที่ผมสอบถามจากชาวบ้านกล่าวไว้ว่า สมัยก่อนนานมาแล้วมีชายหญิงคู่หนึ่งมาใช้สถานที่นี้เป็นที่สาบานรักกัน แต่ไม่นานนักพ่อแม่ของทั้งสองก็รู้เรื่องเข้าจึงเกิดการขัดขวางกีดกัน เนื่องจากครอบครัวของทั้งสองนั้นเป็นศัตรูกัน(คุ้น ๆ นะ) จนท้ายที่สุดเวลา 23.59 น. ของคืนเดือนเพ็ญกลางฤดูร้อนในปีนั้น ในขณะที่ครอบครัวทั้งสองเปิดสงครามกันอยู่เนื่องจากครอบครัวของฝ่ายหญิงต้องการครอบครองทรัพยากรธรรมชาติอันมีค่าที่มีอยู่ในพื้นที่ของฝ่ายชาย นั่นหลังจากคนกลางเข้ามาตรวจสอบตามสนธิสัญญาแล้วไม่ได้ผล(คุ้น ๆ อีกหล่ะ) หนุ่มสาวทั้งสองจึงนัดกันมาที่หินนี้อีกครั้งแล้วจบชีวิตลงพร้อมกันด้วยการเอาศีรษะโขกหินเพื่อปลิดชีพตัวเอง นับแต่นั้นมาหากชายหญิงคู่ใดเอาศรีษะโขกกับหินสองก้อนนี้ด้วยกันก็จะรักกันตราบจนวันตาย ว่ากันว่านั่นเกิดจากวิญญานของหนุ่มสาวที่ผิดหวังในรักนั้นคอยช่วยปกป้องและส่งเสริมความรักนั่นเอง

ผมเดินเข้าไปในสวนที่มีบรรยากาศร่มรื่นไม่นานก็พบเข้ากับหินคู่รักซึ่งเป็นเป้าหมาย ที่หาได้ไม่ยากนักก็เพราะว่ามีคู่รักหลายคู่ต่อแถวกันยาวเหยียดเพื่อที่จะรอโขกหัวกับหินนั่นเอง มันเป็นหินสองก้อนติดกันลักษณะเป็นมันลื่น รูปร่างคล้ายชุดหมอนรองที่ใช้ในงานแต่งงาน ความสูงอยู่ในระดับศรีษะพอดี แต่สิ่งที่น่าอัศจรรย์คือเวลาเอาไม้เคาะมันจะมีเสียงดังทึบคล้าย ๆ หินทั่วไปแต่ เวลาเอาหัวโขกคนที่โขกจะได้ยินเสียงทุ้มก้องกังวาน ผมได้รับคำบอกเล่าอีกว่ายิ่งทำให้เกิดเสียงดังมากขึ้นเท่าไหร่คู่นั้นก็จะรักกันมากขึ้นเท่านั้นอีกด้วย นั่นก็ช่วยลดความประหลาดใจให้ผมไม่น้อยเมื่อพบว่าหนุ่ม ๆ สาว ที่เดินเคียงคู่ชมวิวอยู่นั้นบ้างก็มีเลือดชโลมอยู่บนหน้าผากไหลจนหยดเป็นสาย แต่ก็มีบางคู่ใช้บริการของชาวบ้านหัวใสที่ตั้งร้านทำแผลที่ตั้งอยู่ใกล้ ๆ ทำให้มีผ้าก็อตโพกหัวสีขาวปิดแผลกันสลอน และก็ยังมีชาวบ้านที่หัวใสกว่าอีกทำผ้ากอตหลากดีไซน์ขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นลายสัตว์น่ารัก ๆ หรือธรรมชาติที่แปลกตา แต่จุดหนึ่งที่ผมสังเกตพบคือดีไซน์เหล่านั้นจะพยายามไม่ปิดบังส่วนที่เป็นบริเวณบาดแผลเพราะเห็นได้ชัดว่าไม่ว่าดีไซน์จะฉูดฉาดเพียงใจแต่บริเวณแผลนั้นจะต้องเว้นไว้เป็นสีขาวเพื่อให้มีเลือดซึมออกมาได้นิด ๆ คาดว่านั่นคงจะเป็นเพราะความต้องการของคู่หนุ่มสาวที่อยากแสดงให้คนอื่นรับรู้ถึงความรักอันลึกซึ้งตรึงตาของทั้งคู่เป็นแน่

หลังจากรอจนคิวที่ยาวเหยียดหายไปผมจึงเข้าไปสำรวจใกล้ ๆ ในที่นั้นผมพบรอยเลือดโชลมอยู่ทั่วไป มีเศษเนื้อหลงเหลืออยู่บ้างแต่ก็ไม่มากนัก ผมคาดว่าคนที่ทิ้งไว้คงจะได้รักการคุ้มครองจากวิญญานหนุ่มสาวนั้นจนรักกันดูดดื่มจนตายแน่นอน ผมรีบหยิบอุปกรณ์ตรวจจับคลื่นแม่เหล็กขึ้นมาสำรวจรอบ ๆ บริเวณ แต่ก็ไม่พบสิ่งใดปกติ หลังจากทดลองเอาไม้เคาะ เอาหัวโขกก็ยังไม่พบคลื่นที่ต้องการหาอยู่ดี นับเป็นโชคดีของผมในวันนั้นที่ยังมีคู่รักตกค้างอยู่อีกคู่หนึ่ง พวกเขามาขอโขกหัวในขณะที่ผมกำลังท้อแท้เก็บของ หญิงสาวคนนั้นเป็นพยาบาลผิวดำแดง มีดวงตากลมโตที่สวยงาม ส่วนชายหนุ่มนั้นเป็นช่างซ่อมเครื่องยนต์ ทั้งคู่กำลังอยู่ระหว่างการดูใจกัน

“โป็กกก” เสียงดังลั่น ออกมาทันทีที่พวกเขาโขกศรีษะกับก้อนหิน

ฝ่ายชายนั้นเอามือกุมหัวที่มีเลือดไหลย้อยออกมา ส่วนฝ่ายหญิงนั้นสลบคาก้อนหินไปเลย เป็นอีกคู่หนึ่งที่ผมคิดว่าคงจะรักกันไปจนวันตายได้แน่ ๆ หลังจากแก้ไขจนเธอฟื้นขึ้นมาและทำแผลให้หนุ่มคนรักได้แล้ว เธอก็พูดกับแฟนหนุ่มร่างบึ้กว่า พี่ได้ยินเสียงก้องเปล่าตอนโขก ผมได้ยินชายหนุ่มตอบเบา ๆ ว่าได้ยินสินานด้วย ก่อนที่จะตะคองกอดกันเดินออกไป พวกเขาดูจะรักกันมากกว่าเดินซะอีก นั่นทำให้ผมคิดได้ว่าตอนผมโขกก็ได้ยินเสียงเช่นนั้นเช่นกัน มันดูเหมือนจะดังอื้ออึงในหู แถมยังรู้สึกเหมือนมีดาววนเวียนรอบหัวอีก แต่ผมไม่ได้คิดต่อไปวุ่นวายอีกแล้วเพราะสังเกตุเห็นตรงส่วนบันทึกข้อมูลของเครื่องตรวจคลื่นที่ติดตั้งอยู่นั้น มันมีคลื่นแปลกปลอมแทรกเข้ามาและเป็นคลื่นที่มีความถี่แปลกประหลาดเสียด้วยสิ ที่สำคัญมันเป็นเวลาเดียวกับที่ทั้งคู่โขกศีรษะเข้ากับก้อนหินนั่นเอง

ด้วยไอคิวระดับเหนืออัจฉริยะของผมก็คิดได้ในทันที หินทั้งสองก้อนนี้ คงจะต้องใช้การโขกศรีษะพร้อมกันมาเป็นตัวกระตุ้นเพื่อส่งคลื่นออกไปเป็นแน่ ผมอยู่ทดลองต่อจนสามารถสรุปได้ว่าสมติฐานเป็นจริง หลังจากนั้นจึงดำเนินการทดลองและประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี ผมพบว่าคลื่นไฟฟ้าตัวนี้นั้นมีข้อจำกัดมากมาย ผมสามารถทำลายมันได้อย่างง่ายดาย แต่นั่นย่อมไม่แสดงถึงอฉริยะภาพของผมเท่าไหร่ผมใช้เวลาอีกสามเดือนเพื่อสร้างเครื่องมือที่สามารถคอนเวิร์สคลื่นชนิดนี้ได้เป็นผลสำเร็จ

เครื่องมือชนิดนี้มีความสามารถกลับคลื่นที่เป็นต้นเหตุทำให้ไวรัสรักฟักตัวได้ ผลที่ตามมาคือนอกจากไวรัสจะไม่สามารถฟักตัวได้แล้วมันยังกำจัดไวรัสนั้นไปได้อีกด้วย ผมทดลองโดยการนำไปติดตั้งบริเวณหินคู่รักแล้วบันทึกสถิติ ไม่นานนักชื่อของหินคู่รักก็เปลี่ยนไปกลายเป็นหินรักร้าง หลังจากนั้นผมเดินทางไปตามสถานที่ ๆ มีตำนานอีกหลายแห่งไม่ว่าจะเป็น ต้นไม้สร้างรัก ทางเดินคู่รัก ถนนรักสดใส อุโมงค์รัก สะพานรัก และอีกหลาย ๆ แห่ง บางแห่งก็อยู่ในมหาลัย บางแห่งอยู่ใจกลางเมือง บางแห่งก็อยู่บนยอดเขา บางแห่งก็อยู่ตามชายหาด ผมติดตั้งเครื่องมือที่คิดค้นขึ้น ด้วยความภาคภูมิใจที่สามารถแก้ไขปัญหาอันวิกฤติของชาวโลกนี้ลงได้

และในวันพรุ่งนี้ผมจะเปิดแถลงการถึงการค้นคว้าชิ้นนี้และยังจะเปิดตัวเครื่องคอนเวิร์สคลื่นที่ทำให้ไวรัสรักฟักตัวในแบบมือถืออย่างเป็นทางการ คราวนี้ทุกคนจะปลอดภัยจากโรครัก ด้วยเครื่องมือชนิดนี้ ผมกำลังจะจดสิทธิบัตรและนำออกวางขายทั่วโลกในเวลาอีกไม่นาน

ผมคิดถึงรางวัลโนเบลที่คงจะตามมาในไม่ช้า คิดถึงสุนทรพจน์หลังจากได้รับรางวัล ผมจะกล่าวคำขอบคุณแก่ใครดีและนั่นทำให้ผมคิดถึงบุคคลที่สร้างแรงบันดาลใจให้ผมเกิดความคิดที่จะศึกษาในเรื่องนี้ขึ้นมา ผมหยิบรูปออกมาจากกระเป๋าด้านซ้ายเสื้อเชิ้ตที่อยู่ภายใต้เสื้อกราวน์ แล้วเหลือบมองนาฬิกาพร้อมกับคิดว่านี่ก็ได้เวลาพอดี มันเป็นสิ่งที่ผมทำเป็นประจำทุกวันถ้าไม่ติดธุระรีบร้อน ผมล้วงเข้าไปในลิ้นชักล่างสุดของโต๊ะแล้วหยิบเอาอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ขึ้นมา จากนั้นจึงจุดตะเกียงแก้สขึ้นเอาชุดตะแกรงครอบไว้ด้านบน วางพริกกับเกลือบนถาดสังกะสีอันเล็กๆ จากนั้นจึงนำไปวางไว้บนตะแกรงที่ตอนนี้กำลังร้อนได้ที่ ผมวางรูปเธอลงไปเบื้องบน สุดท้ายจึงจุดธูปจากไฟที่ไหม้รูปของเธอ

กลิ่นของพริกกับเกลือไหม้เหม็นฉุนตลบไปทั่วบริเวณ ผมยกธูปขึ้นจบบนศีรษะทั้งที่ไอโขลก ๆ และน้ำตาซึม ในเวลานั้นภาพของของน้องวิสาวน้อยผู้เป็นแรงบันดาลใจของผมกับชายหนุ่มหล่อสำอางค์คนนั้น ปรากฏขึ้นในห้วงคำนึง ผมอธิษฐานให้เธอไปดีตามรูปแบบของผม และหวังว่าเธอและคู่รักคงจะไปในสถานที่ ๆ ผมติดตั้งเครื่องคอนเวิร์สคลื่นไว้บ้างไม่แห่งใดก็แห่งหนึ่ง.

**********************************



Create Date : 13 กรกฎาคม 2548
Last Update : 13 กรกฎาคม 2548 17:27:49 น. 1 comments
Counter : 177 Pageviews.

 
ผมเป็นตุดน่ะคะ


โดย: สมชาย IP: 58.10.0.163 วันที่: 10 มีนาคม 2551 เวลา:12:03:07 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

biblio
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add biblio's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.