Group Blog
 
All Blogs
 
อิ่มไออุ่น

ฉันดูโทรทัศน์อยู่ในห้องนั่งเล่นกลางบ้าน ได้สักพักหนึ่งแล้ว เมื่อแม่เดินเข้ามาที่โซฟาตัวเดียวกัน นั่งลง แล้วถามขึ้นว่า “เป็นอย่างไรบ้างลูกวันนี้”

“ก็เรื่อย ๆ ค่ะ” ฉันตอบกลับไป จะให้บอกได้ไงว่าไม่สบายใจเลย วันนี้แย่จริงๆ นายชัยนะนายชัยทำกันได้อย่างไร ไหนว่าจะไม่ไปเกาะแกะหญิงอื่น ฮึ่ม...เอาคำขอโทษกองไว้ตรงนั้นหล่ะ คอยดูสิจะไม่พูดด้วยเลย

“จริง ๆ รึ” แม่ถามเพราะเห็นฉันทำท่าครุ่นคิด หรือรังสีอำมหิตของเราจะสื่อไปถึงแม่ได้นะ เขาบอกว่าพ่อแม่พี่น้องญาติสนิทมีความรู้สึกสื่อถึงกันได้นี่ ทำไงดีหล่ะอยากจะปรึกษาแม่อยู่หรอก แต่เราก็เพิ่งกลับเข้ามาอยู่บ้านนี้ได้ไม่นานเท่าไหร่ จะเป็นการนำเรื่องไม่สบายใจมาให้หรือเปล่า แล้วเรื่องแบบนี้จะมีผู้ใหญ่สักกี่คนรับได้กัน แต่ท่าทางแม่ก็วัยรุ่นอยู่นะตั้งแต่ย้ายมานี่ ก็พาไปเดินห้างดูหนังอยู่บ่อย ๆ สติ๊กเกอร์ก็ยังเคยไปถ่ายด้วยกันเลย สมัยก่อนนู้นที่เคยอยู่ด้วยกันก็ยังเคยจับเข่าคุยกันอยู่บ่อย ๆ

เฮ้อ...คิดถึงเพื่อน ๆ ที่อยู่โรงเรียนประจำมาด้วยกันจัง ตอนนั้นนี่ป่วนไปทั้งโรงเรียน ตอนนี้ต่างคนต่างแยกไปตามสถาบันที่เรียน ติดต่อกันไม่ค่อยสะดวกเลย ไอ้ที่สนิท ๆ นี่ก็เชียงใหม่อย่างนี้ สงขลาอย่างนั้น ไม่รู้จะไปทำไมไกล ๆ คงจะอยู่กันลำบากนะ คิดไปคิดมานี่ชีวิตเราเหมือนกบในกะลาอย่างไรก็ไม่รู้ เพื่อนถามเคยไปเที่ยวไกล ๆ มั้ยดันพาซื่อไปตอบว่าเคย จำได้ตอนนั้นดันบอกไปว่าเหนือสุดก็นครสวรรค์(บ้านคุณตา) ใต้สุดก็ประจวบฯ (โรงเรียนเก่า) ดีนะไม่ได้ตอบตะวันออกกับตะวันตกด้วย แค่นี้ก็กลายเป็นข่าวฮือฮาไปทั้งคณะแล้ว แถมไอ้พวกพี่เชียร์ยังแซวอีก “ไม่ต้องกลัวน้อง ไปรับน้องคราวนี้น้องได้ทำลายสถิติไปเที่ยวไกลกว่าเดิมแน่”

จะมีปลอบประโลมใจได้บ้างก็นายชัยนี่หล่ะ ไม่รู้ตามมาได้อย่างไร พบครั้งแรกที่ประจวบฯ โน่น มาถึงนี่นึกว่าจะไม่มีใครรู้จักแล้ว พอมาเจอเข้าก็เลยคุยกันถูกคอ ไป ๆ มา ๆ จับพลัดจับผลูกลายเป็นมากกว่าเพื่อนไปได้อย่างไรไม่รู้ ก็ดีนะสบายใจดี แต่ก็มาเป็นแบบนี้ไปซะอีก เอาหล่ะ...เป็นไงเป็นกัน คุยกับแม่นี่แหล่ะ ที่เขาบอกว่าน้ำไกลดับไฟไม่ถึงก็เพิ่งเข้าใจวันนี้เอง ไว้คุยกับแม่แล้วค่อยโทรไปหายายยุ้ยที่สงขลาก็ได้

แม่คงจะเห็นฉันกระสับกระส่ายอยากจะพูดไม่พูดสักที จึงเอ่ยลอย ๆ ขึ้นมาว่า “งั้นแม่ไปอาบน้ำดีกว่านะ” ด้วยความกลัวว่าจะไม่มีใครคุยด้วยเลยคว้าชายเสื้อแม่ไว้ก่อน ตอนนั้นถึงรู้ตัวว่าแม่ แกล้งพูดไปอย่างนั้นเอง ตัวของแม่ไม่มีทีท่าว่าจะลุกไปเลย แถมยังพูดขึ้นมาอีก “เอ้ามีอะไรก็ว่า มาสิ นี่แม่นะ ไม่ใช่อาจารย์ ไม่ต้องกลัว” โห เด็กสมัยนี้กลัวอาจารย์ที่ไหนกันแม่ โดดกันหัวหกก้นขวิด ยิ่งพวกรุ่นพี่นี่ยิ่งแล้วใหญ่ แต่ละคนเหมือนกับว่าจะโดดมากขึ้นตามความแก่พรรษา คุยกับพี่ซุปเปอร์คนนึงแกบอกว่าอย่างพี่อ่ะไม่ต้องเข้าเรียนแล้วมันอยู่ที่นี่ แล้วก็ชี้นิ้วใส่ขมองตัวเอง เพิ่งมารู้ทีหลังว่าแกเป็นนักวิ่งประเภทสี่คูณร้อย วิชานึงนี่ต้องลงสี่ไม้อย่างต่ำ อาจารย์รู้จักแกทุกคนแหล่ะไม่มีใครให้แกหมดสิทธิสอบสักคน ถือเป็นรายได้เข้ามหาวิทยาลัยสนับสนุนนโยบายหาทุนสร้างอภิมหาตึกไป เอ...แล้วที่พี่เขาชี้นิ้วเข้าขมองตัวเองนี่ มันมีอะไรอยู่ข้างในนั้นนะ “เฮอ เฮอ” ดันเผลอขำออกมาอีก โอ้ย...ไปถึงไหนกันวะเนี่ย ช่วงนี้ความคิดมันเรื่อยเปื่อยชอบกล

ฉันหลับตาลงแล้วปรับอารมณ์เข้าสู่ห้วงซึมเศร้าใหม่ในใจนึกถึงแต่เรื่องนายชัย เมื่อลืมตาขึ้นเห็นแม่เดินไปปิดโทรทัศน์กลับมาพอดี โห..เป็นงานเป็นการเลยวุ้ย อืมดีเหมือนกันจะได้มีสมาธิเล่าเรื่อง เรื่องพวกนี้นี่ถนัดอยู่แล้วสมัยอยู่โรงเรียนเก่านี่เคยแข่งขันเล่านิทานพิศดาร(เอานิทานที่เป็นที่รู้จักมาเล่ากลับด้าน ประมาณตัวเอกเป็นตัวร้ายตัวร้ายกลายเป็นพระเอก) จำได้ว่าตอนนั้นเล่าเรื่องกระต่ายกับเต่าเรียกน้ำตาผู้ฟังได้มาแล้ว นึก ๆ ไปก็ขำเหมือนกัน สคริปที่ใช้ตอนนั้นยังเก็บไว้อยู่เลย

ฉันเริ่มเล่าเรื่องนายชัยให้แม่ฟัง โดยพยายามใช้เทคนิคทั้งภาษากายและน้ำเสียงสร้างอารมณ์ร่วมให้แม่ไปด้วย นึกว่าพอฟังจบแม่จะร่วมสาปแช่งนายชัยไปกับฉันด้วย เหมือนที่เคยเล่า ๆ ให้เพื่อนฟัง แต่เปล่าเลยแม่ใคร่ครวญอยู่พักนึง ไม่ได้แสดงอาการเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยออกมา ไม่มีอาการที่จะดุด่าว่ากล่าวออกมาเหมือนที่เสี้ยวนึงในความคิดฉันนึกวิตกก่อนที่จะเล่าให้แม่ฟัง

ก่อนที่จะเริ่มเข้าสู่ห้วงคำนึงอีกครั้ง ฉันก็ได้ยินเสียงแม่ ถามออกมาเบา ๆ แต่ชัดเจนว่า “ลูกมั่นใจแล้วเหรอว่าเขาทำผิดจริง ๆ เคยคุยกับเขาเรื่องนี้หรือยัง” ก็หนูเห็นเองนะแม่เดินตามกันอยู่ต้อย ๆ ในมหาวิทยาลัยเลยนะ พอเจอหนูนี่แยกกันแทบไม่ทันเลย นายชัยยังมีหน้ามาพูดอีกว่า ไม่ได้เข้าเรียนหรือ ทำไมหล่ะก็อาจารย์ไปธุระ(ธรรมดาของอาจารย์มหาวิทยาลัยที่มีจ็อบพิเศษ)นี่เลยเลิกเร็ว นายชัยรับคำว่าเหรอพร้อมกับกวักมือเรียกน้องคนนั้นเข้ามาหา น้องเขาก็เชื่อฟังดีนะเดินเข้ามาหา พอมาเจอใกล้ ๆ เนี่ยเพิ่งรู้ว่าน้องเขาน่ารักมากเลย ได้ยินนายชัยเขาแนะนำว่านี่ “แฟนพี่ แล้วชี้มาที่หนู” น้องคนนั้นยกมือขึ้นไหว้แล้วบอกชื่อตัวเองโดยไม่รอให้นายชัยแนะนำเลยว่าชื่อเอ๋ เรียนอยู่โรงเรียนสาธิตของมหาวิทยาลัยนี่เอง พอดีวันนี้เข้ามาหาพี่แล้วหลงมาเจอพรรคพวกของนายชัยเข้า

ตอนนั้นก็ไม่มีอะไรหรอกกลับมาหนูนั่งคิดดูนี่น้องเขาน่ารักขนาดนั้นจะไม่มีอะไรได้ไง สักพักนายชัยก็โทรมาขอโทษขอโพยใหญ่ แน่ะดูสิเหมือนร้อนตัวเลย หนูก็เลยวางสายไปซะ แม่นิ่งไปอีกพักนึง จึงพูดขึ้นมาว่าที่แม่ถามน่ะก็เพราะว่า “คนเราน่ะมักใช้ความคิดตัวเองตัดสินใจในสิ่งต่าง ๆ เห็นอย่างนั้นก็สรุปเลยว่าเป็นอย่างนี้ แต่ถ้าเรามาลองพูดกันดี ๆ ฟังเหตุผลของแต่ละฝ่ายแล้วมันอาจจะไม่ได้เป็นอย่างที่เราคิดก็ได้นี่จริงมั้ย” อืม.. มีเหตุผล ฉันนึกอยู่ในใจ แต่จะให้ยอมง่าย ๆ ไปง้อน่ะไม่มีทางซะหรอก

เพิ่งสังเกตเห็นเหมือนกัน ว่าแม่เปลี่ยนไป ในความทรงจำเก่า ๆ ของฉันแม่นุ่มนวลอ่อนโยน แต่ก็ยังอารมณ์ร้อนพอสมควร อย่างไรก็ตามฉันไม่เคยเห็นพ่อแม่ทะเลาะกันเลย ก่อนจากไปก็เห็นแม่ซึมเศร้าเท่านั้นเอง แต่ตอนนี้ดูแม่เป็นผู้ใหญ่จริง ๆ ดูพึ่งพิงได้ทุกอย่าง ทำให้พลอยนึกไปถึงน้องชายคนโตที่ดูเหมือนจะรับเอาอิทธิพลของแม่ไปเต็ม ๆ ดูเขาเป็นคนช่างคิดและเป็นผู้ใหญ่ บางครั้งยังรู้สึกว่าตัวเองนี่วุฒิภาวะยังสู้ไม่ได้เลยด้วยซ้ำ แม่เห็นฉันครุ่นคิดอยู่นาน คงจะสังเกตเห็นความขัดแย้งในตัวฉันที่ยังมีอยู่หล่ะมั้ง จึงพูดขึ้นมาว่า “ว่าอย่างไรหล่ะ เรา” จากความคิดก็เลยกลายเป็นคำพูดออกจากปากไป แม่รับฟังจนจบ จึงแยกข้อมูลออกมาเฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องกับฉันเก็บไปคิด สักพักนึง ก็เห็นแม่ทำท่าเหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้

ว่าแล้ว แม่ก็ให้ไปเอากระดาษ A4 ที่ข้างโต๊ะคอมพิวเตอร์มา พอวางไว้บนโต๊ะเรียบร้อยแล้ว ก็ถามว่านี่เป็นกระดาษขาวใช่มั้ย ฉันพยักหน้า เป็นเชิงว่าเห็นด้วย เห็นแม่ใช้ปากกาลูกลื่นนี่หล่ะ แต้มจุดลงไปสองจุดระยะห่างกันพอประมาณ แล้วถามขึ้นมาว่าทำไมเราต้องสนใจในจุดเล็ก ๆ สองจุดนี้ด้วยหล่ะ ในเมื่อยังมีที่ว่างอีกตั้งเยอะ ให้มอง

โห... คิดได้อย่างไรเนี่ยอึ้งเลย ยิ่งพยายามคิดทบทวนเทียบกับสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วเนี่ย ยิ่งรู้สึกเห็นด้วยมาก ๆ เลย ลองมานั่งนึกดูที่ผ่านมาเขาก็ทำ สิ่งดี ๆ ให้เราตั้งเยอะ พื้นที่สีขาวของเขาในใจของเรานี่ใหญ่กว่ากระดาษ A4 มากมาย ความผิดพลาดเพียงแค่นี้ เรารับไม่ได้เชียวหรือ เราเลือกได้ นี่นา ว่าจะทำให้จุด สองจุดมันโตขึ้น หรือจะจำกัดมันไว้เท่านี้ เคยได้ยินมาเหมือนกันว่าความโกรธก็เหมือนกองไฟ เชื้อเพลิงอย่างดีก็คือ เรื่องเดิม ๆ ที่ไม่พอใจกันนั่นหล่ะ เวลาโกรธกันทีเนี่ยก็นำมาเพิ่มกันเข้าไป ไป ๆ มา ๆ ก็กลายเป็นเรื่องราวใหญ่โต ถ้าเราลองมานั่งแยกแยะดูแก่นของมันแล้ว สนใจแต่เรื่องที่เป็นปัจจุบันเนี่ย เรื่องที่มองว่ามันใหญ่อาจจะเหลือเพียงนิดเดียวก็ได้ เหมือนพวกแหนมไง เวลาซื้อเนี่ย โห...ดูมัดเบ้อเร่อเลย ขนาดนี้กินทั้งบ้านยังเหลือเลย เอาอันเดียวก็พอแล้วเห็นบอกว่ากินมากไม่ดี มีพยาธิ กลับมาบ้านแกะใบตองดู เหลือนิดเดียว แค่เนี้ย....ต่อให้มีพยาธิทั้งดุ้น มันยังไม่คณนาน้ำย่อยเลย

กลับมาในห้องถือกระดาษ A4 แผ่นนั้นมาด้วย ปล่อยความคิดให้ล่องลอยสักพัก เดี๋ยวยิ้มเดี๋ยวห่อเหี่ยว ไม่รู้อะไรดลใจ ดันนึกขึ้นมาได้ว่า เอ๊ะ... แล้วไอ้จุดสองจุดนี่มันไม่ถือว่าเป็นปัญหาเหรอ ถึงเราจะพยายามมองพื้นที่ ๆ เหลือ แต่ในความเป็นจริง มันก็ยังมีจุดสองจุดนี้เกิดขึ้นมาไม่ใช่เหรอ จะให้ลืมหรือไม่สนใจมันอ่ะ ไม่ได้หรอกจริงมั้ย เอ...ไม่น่าเชื่อว่าไอ้จุดสองจุดบนกระดาษแผ่นเดียวมันจะมีผลต่อชีวิตเราขนาดนี้ จะไปถามแม่อีกก็ดึกมากแล้ว โอย... เครียดจังทำไงดี มองไปทางหัวเตียงมีรูปตอนไปเที่ยวทะเลยิ้มแฉ่งเลยเราตอนนั้น เหมือนกับเกิดมานี่จะไม่ต้องเจอความทุกข์อย่างวันนี้เลย เหอ ๆ เผลอยิ้มขึ้นมาอีกได้อย่างไรเนี่ย นี่เรากำลังเครียดนะ ทำตัวให้เหมาะสมหน่อย กลับมาเครียดต่อดีกว่า...

ทะเล ใช่เลย ทะเล เราไปทะเล เราเคยเห็นคนนั่งนับเม็ดทรายไหม ไม่เคย ทำไมหล่ะ จะบ้าเหรอ ใครจะมานั่งทำอะไร ที่มันไร้ประโยชน์อย่างนั้น แถมทำไปก็ไม่สำเร็จ ไร้สาระอีกด้วย แล้วทำไมบางครั้งคนเราก็ชอบทำอะไรที่มันไร้ประโยชน์อย่างนั้นหล่ะ บางครั้ง ทั้ง ๆ ที่รู้ว่ามันไม่มีประโยชน์แถมทำไปจะมีแต่ผลเสีย ก็ยังทำ โอ้..นี่หล่ะชีวิตมนุษย์ เกิดมาย่อมมีบ้างสิ่งที่พึงกระทำ และไม่พึงกระทำ โก้วเล้งมาเองเลย ถ้าจะเทียบกับคำพูดในหนังก็คงกลาดิเอเตอร์มั้ง ตอนที่พระเอกหุ่นบึกถามผู้ช่วยว่า ชีวิตเป็นไงบ้าง แล้วผู้ช่วยที่มีแผลเป็นที่หน้าตอบกลับมาประมาณว่า ส่วนมากผมจะทำงานตามหน้าที่ ๆ ได้รับมอบหมาย ส่วนที่เหลือผมทำในสิ่งที่ควรทำ อืม...เท่จังนะ ชักง่วงแล้ว ดี ๆ หลับไปเลย พรุ่งนี้เอาไอ้จุดสองจุดนี้ไปใส่กรอบไว้ติดห้องดีกว่า จะได้เอาไว้เตือนใจเวลาที่มีปัญหาเกิดขึ้นอีก เอ...แล้วถ้าจุดสองจุดนี้มันใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ จนเต็มพื้นที่หล่ะ ...ไม่เอาดีกว่านอนแล้ว...

ประตูห้องถูกเปิดขึ้นมาอย่างแผ่วเบา ร่างสูงโปร่ง ในชุดนอนบางเบา เคลื่อนกายเข้ามาในห้องแล้วงับประตูลง หล่อนเดินผ่านตู้เสื้อผ้า โต๊ะเครื่องแป้งที่มีเครื่องสำอางที่จำเป็นสำหรับหญิงสาวอยู่บ้างแต่ก็ไม่มีสิ่งใดที่เกินความจำเป็นแม้แต่นิดเดียว และส่วนมากก็เป็นหล่อนนั่นเองที่ให้มา เหลือบตาไปมองที่โต๊ะเตี้ย ๆ ข้างเตียงก็เห็นรูปตอนไปเที่ยวทะเลด้วยกันวางอยู่ ดูท่าผู้เป็นเจ้าของจะรักษาไว้เป็นอย่างดีเสียด้วย มันนานเท่าไหร่แล้วนะ 10 ปี... 12 ปี ตอนที่ยังอยู่กันพร้อมหน้า... จากเด็กสาวแก่น ๆ ผมม้า ยิ้มกว้างจนแทบเห็นฟันครบทุกซี่ กลายมาเป็นหญิงสาวที่ขดตัวอยู่ในผ้าห่มข้าง ๆ หล่อนนี้

ความจริงหล่อนรักและห่วงใยลูกคนนี้ มากที่สุดในจำนวนลูก ๆ ทั้งสามคน นอกจากนี้ยังปนความเสียใจด้วยส่วนนึง ที่หล่อนไม่ได้อยู่กับลูกคนนี้ในช่วงหนึ่ง เมื่อกลับมาอยู่ด้วยกัน จึงเหมือนกับยังมีช่องว่างระหว่างกันอยู่ ต่างจากลูก ๆ อีกสองคนที่ได้อยู่ด้วยตลอดเวลา ได้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ทั้ง ๆ ที่เป็นลูกชาย ความจริงหล่อนน่าจะได้เป็นคนสอนลูกใส่บรา ผ้าอนามัยหรือเป็นที่พึ่งพิงของลูกสาวเมื่อ เกิดสงสัยในความผิดปกติของร่างกาย อย่างที่หล่อนได้รับจากแม่ของหล่อนเอง แต่นี่หล่อนปล่อยให้เป็นหน้าที่ของใคร กับคนที่หล่อนถือว่าเป็นคนอื่น ไม่ใช่ครอบครัวของหล่อน เป็นคนที่หล่อนไม่ยอมรับเสมอมา คนที่เป็นสาเหตุให้หล่อนต้องแยกจากลูกสาว พอมาถึงตอนนี้เพิ่งมานั่งเสียใจเหรอ ไม่ใช่หล่อนเองหรือ ที่ผลักดันให้เขาจากไป ด้วยอารมณ์ในขณะนั้น แม้กระทั่งลูกคนที่สามยังไม่มีโอกาสได้เห็นหน้าพ่อเลยด้วยซ้ำ กว่าจะคิดได้และให้อภัยมันก็สายเกินไป เขาคนนั้นได้จากไปไกลแสนไกลเสียแล้ว

หล่อนไม่เคยนึกเหมือนกันว่าหลังจากทำใจให้เลิกจากเขาได้แล้ว จะต้องกลับมาร้องไห้ให้เขาอีกครั้งหนึ่ง ครั้งที่เป็นที่สุดของชีวิตเลยก็ว่าได้ ยิ่งตอนที่ได้เจอกับจดหมายกว่าร้อยฉบับที่เขาเขียนขึ้นในระยะเวลาห้าปี ระยะเวลาที่เขาแยกทางจากหล่อนซึ่งเขาเก็บไว้อย่างดีในเซฟราวกับของล้ำค่า หล่อนไม่สามารถนับคำว่าผมเสียใจในจดหมายนั้นได้หมดสิ้น ไม่สามารถนับคำว่าผมรักคุณได้ครบถ้วนทุกคำ ...จดหมายฉบับสุดท้ายนั้นยังเขียนในคืนที่เขาออกไปพบกับอุบัติเหตุที่คร่าชีวิตของเขาเสียด้วย...

หล่อนนึกโทษตัวเองทุกครั้งที่คิดถึงมัน ทำไมหล่อนไม่ให้โอกาสเขาเลย นั่นเป็นครั้งแรกที่เขาทำผิด แล้วหลังจากแยกกันหล่อนก็ไม่ติดต่อไป แม้ว่าเขาพยายามจะขอพบลูกหล่อนก็ไม่ยอม หล่อนทำเหมือนเขาไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับชีวิตของหล่อนอีกแล้ว สิ่งเหล่านี้กระมังคงจะทำให้เขาไม่กล้าแม้แต่จะส่งจดหมายให้หล่อน

หล่อนยกมือซ้ายขึ้นใช้ข้อนิ้วชี้ปาดน้ำตาออกจากใบหน้า มือขวาลูบศรีษะของลูกสาวอย่างทะนุถนอม พร้อมกับสังเกตุเห็นหยาดน้ำตาที่ใบหน้าของลูกสาวเช่นกัน พูดถึงน้ำตานี่ทำไมกวีบางคนจึงบอกว่าเป็นสิ่งที่สวยงาม ทั้ง ๆ ที่กว่าครึ่งของมันมาพร้อมกับความปวดร้าวของผู้ที่สร้างมัน แต่เรื่องน้ำตาของลูกผู้ชายนี่หล่อนได้เรียนรู้แล้วว่ามันมีค่าจริง ๆ จากในจดหมายเหล่านั้นนั่นแหละ ตอนแยกจากกันหล่อนยังนึกว่าเขาเป็นมนุษย์ไม้น้ำตาสักหยดยังไม่มีให้เห็น พลอยโทษว่าเรารู้ตัวช้าไปเองที่มาอยู่กับคนอย่างนี้ ไหนเลยจะรู้ว่าในคืนนั้นเขาหลั่งน้ำตาเขียนจดหมายขอโทษทั้งคืน รอยด่างดวงพร้อมกับหมึกที่ลางเลือนในจดหมายทำให้รู้ได้ในทันทีว่ามันเกิดจากสาเหตุใด

หล่อนจัดแจงดึงผ้าห่มมาคลุมร่างของลูกสาวให้เรียบร้อย นึกอยู่ในใจว่าไปอยู่กับพ่อเกือบห้าปีนี่ไม่ได้อะไรกับมาเลยนอกจากความไม่เรียบร้อย แล้วอย่างนี้จะวางใจให้ไปกับไอ้หนุ่มที่ไหนได้อย่างไร ต้องให้พามารู้จักสักหน่อยแล้วกระมัง มุมปากของหล่อนปรากฏรอยยิ้มขึ้นมา เหมือนนึกเรื่องราวในอดีตบางอย่างได้ พร้อมกับสังเกตเห็นกระดาษขาวแผ่นนั้นตกอยู่ข้างเตียง หล่อนหยิบขึ้นมามองจุดสองจุดนั้นอย่างลึกซึ้งครู่นึง จึงถอนสายตาออกมา วางมันไว้บนโต๊ะข้างเตียง นำที่ทับกระดาษรูปปลาโลมา ซึ่งเป็นของรักของลูกสาวทับไว้อย่างดี หล่อนก้มลงจูบหน้าผากของลูกสาวอย่างแผ่วเบาแล้วก้าวออกจากห้องไป...

เขานอนพลิกตัวไปมาอย่างกระสับกระส่าย ในใจคิดขึ้นมาว่า ร้อนจังทำไมมันร้อนอย่างนี้นะ ไปหาน้ำเย็น ๆ ดื่มข้างล่างดีกว่า เหลือบมองน้องชายในเตียงข้าง ๆ ที่ยังหลับสนิทอยู่อย่างสบายใจ ดูเหมือนไม่มีความกังวลใด ๆ เลย เฮ้อ...เป็นเด็กก็ดีอย่างนี้นี่เองนะ เขาเดินเข้าไปข้างเตียงของน้องชายดึงผ้าห่มที่หลุดลุ่ยไปกองที่หัวเข่าขึ้นมาคลุมให้อยู่ในระดับอก แล้วจึงกลับมาหยิบแก้วน้ำที่อยู่บนโต๊ะข้างเตียงก่อนที่จะพาตัวออกมาจากห้องพร้อมกับหับประตูลง เป็นจังหวะเดียวกับที่สังเกตเห็นแม่ เดินออกมาจากห้องของพี่สาว ที่เพิ่งย้ายเข้ามาอยู่ด้วยได้ไม่นานนัก แม่ถามขึ้นมาว่าจะไปหาน้ำดื่มในครัวเหรอ พร้อมกับมองมาที่แก้วในมือเขา เขาได้ยินเสียงตัวเองตอบกลับไปว่าครับ เห็นแม่พยักหน้าแล้วตอบกลับมาว่าแม่ไปนอนก่อนนะ

เขาเดินลงบันไดมาได้สองสามขั้น จึงหยุดลงเหมือนกับนึกอะไรขึ้นมาได้ หันหลังกลับไปกำลังจะออกเสียงเรียกแม่ พอดีกับที่เห็นแม่เดินผ่านเข้าประตูห้องไป จึงไม่ได้ทำตามความประสงค์ที่อยากจะทำ... เขาเดินผ่านห้องนั่งเล่นเข้าครัวไป เปิดตู้เย็นเทน้ำจากกระบอกพลาสติกลงในแก้วที่เตรียมมายกขึ้นดื่ม พร้อมกับนึกถึงเรื่องเมื่อเย็นวาน ซึ่งเป็นเรื่องที่เขาคิดจะบอกกับแม่ ในช่วงเวลาไม่กี่นาทีที่ผ่านมา

พอน้ำเย็นเริ่มไหลเข้าปากทำให้ความคิดเริ่มแจ่มใสมากขึ้น ถ้าเราบอกไปแล้วจะเกิดอะไรขึ้นนะ แม่อาจจะตีพี่สาว ดุด่า ต่อมาหล่ะอาจจะกักบริเวณเลยก็ได้ แล้วเราจะเป็นอย่างไร พี่สาวอาจจะรู้สึกไม่ดีกับเรา อาจจะโกรธเราไปอีกนานเลยก็ได้ ในเมื่อเรายอมรับเขาเป็นพี่เราแล้วทำไมเราจะต้องก่อเรื่องขึ้นมาอีกล่ะ หาเรื่องใส่ตัวหรือเปล่านะ แต่ถ้าเกิดมันเกินเลยไปล่ะจะทำอย่างไรพี่เราเป็นผู้หญิงนะ จะเสียหายเปล่า ๆ แล้วมันจะเป็นจริงอย่างที่คิดจริง ๆ หรือ แม่ก็บอกเสมอนี่หว่าให้คิดก่อนทำ ไม่ต้องใจร้อน ทุกอย่างควรพิจารณาให้ละเอียดถี่ถ้วนก่อน

พูดถึงพี่สาวก็ดีต่อเรานี่นา ขนมก็ซื้อมาฝากอยู่บ่อย ๆ แม้กระทั่งน้องชายก็ยังเข้ากับพี่เขาได้เป็นอย่างดี เหมือนกับรู้จักกันมานานเป็นปี ๆ อย่างนั้นแหล่ะ ทั้ง ๆ ที่เพิ่งจะเคยพบหน้ากัน แรก ๆ พอรู้ข่าวว่าพี่สาวจะกลับมาอยู่ด้วย เขาคิดไปวุ่นวาย ว่าจะเกิดอะไรขึ้น แรกสุดก็คงเป็นสถานะในบ้านกระมัง เขาจะไม่ได้เป็นลูกคนโตอีกแล้ว กลายเป็น “ลูกชายคนโต” แทน ความคิดตลอดมาที่ว่า เขาจะต้องเป็นคนดูแลแม่ ดูแลครอบครัว เป็นเสาหลักของครอบครัวคนเดียวเริ่มสั่นคลอน ความสำคัญของเขาจะต้องลดลง แน่นอนที่สุดความรักจากแม่ก็จะถูกแบ่งไปด้วย ต่อไปความภาคภูมิใจที่ได้รับเสมอจากญาติผู้ใหญ่ว่าเป็นเด็กดี มีความคิด อาจจะถูกแย่งไปด้วยก็ได้ ท้ายที่สุดเขาจึงเข้าไปคุยกับแม่ในเรื่องที่เขาคิดเหล่านี้

เขายังจำภาพที่แม่ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่เมื่อฟังเรื่องของเขาได้เลย แม่บอกว่า แม่ภูมิใจในตัวลูกมากรู้มั้ยแม่รู้นะว่าลูกคิดอย่างไร สิ่งที่ลูกทำมาตลอดแม่รู้และเข้าใจเสมอ ขอให้เชื่อแม่ เรื่องความรักน่ะแม่มีให้ทุกคนอยู่แล้ว ความรักเป็นสิ่งที่แปลกนะ เมื่อเราคิดที่จะให้น่ะมันไม่มีวันหมดหรอกขอเพียงเรามีใจที่กว้างขวางพอเท่านั้น และแม่ก็อยากให้ลูกเป็นอย่างนั้นด้วยนะ แม่รู้ว่าลูกรักแม่และน้อง แต่ตอนนี้ขอให้เผื่อไปถึงพี่สาวอีกคนหนึ่งด้วย อย่าลืมดูแลพี่เขาด้วยนะ ส่วนเรื่องความสำคัญน่ะมันอยู่ที่ตัวของเราเอง การกระทำของเราจะเป็นตัวบ่งชี้เอง ไม่ใช่คนอื่น หวังว่าลูกคนเข้าใจนะ เขาทำหน้างง ๆ แม่จึงบอกว่าดูนี่ก็ได้ แม่เปิดวิทยุขึ้นมา แล้วถามว่า ได้ยินมั้ย เขาตอบกลับไปว่า ครับ แม่จึงกดปุ่มปรับเสียงเพิ่มขึ้นไปอีก คราวนี้เสียงวิทยุดังขึ้นมาลั่นห้องเลย แม่หรี่เสียงวิทยุลงแล้วถามว่าลูกคิดว่า แม่ได้ยินด้วยไหม เขาตอบกลับไปอีกครั้งว่า ครับ มันก็เหมือนกับความรักแหละ ลองคิดว่าแม่เป็นวิทยุสิ ตอนเปิดน่ะพอครอบครัวเราอยู่ด้วยกัน มันจะไปถึงทุกคนไหม สายตาเขาเริ่มทอประกายว่าเข้าใจ นี่ล่ะ ลองคิดให้ลึกไปกว่านั้นอีก ยิ่งเราเข้าใกล้แหล่งกำเนิดเราก็จะได้ยินดังมากขึ้นใช่มั้ย แล้วถ้าเราชอบและรักในสิ่งที่ฟังแล้วละก้อ มันก็จะยิ่งเพราะมากยิ่งขึ้นไปอีกด้วย

แม่มองมาที่เขาและรับรู้จากสายตาของเขาว่าเขาเข้าใจแล้ว จึงตอบกลับไปด้วยสายตาที่แสดงความภูมิใจในตัวหนุ่มน้อยของหล่อนคนนี้ สุดท้ายจึงคว้าร่างเขาเข้ามากอด ลูบหัว แล้วกระซิบข้างหูเบา ๆ ว่าแม่ภูมิใจและรักลูกเสมอนะ…

พอนึกถึงตอนนี้ก็ปรากฏรอยยิ้มขึ้นบนใบหน้าของเด็กหนุ่ม ความภาคภูมิใจฉายออกทางสีหน้าของเขา ความคิดยิ่งแจ่มใสกว่าเดิม เขาได้รับคำตอบของปัญหาที่ชัดเจนแล้ว เขาจะยังไม่บอกแม่ เมื่อมีโอกาสเหมาะ ๆ จะลองเลียบเคียงกับพี่สาวของเขาดูก่อน น่าจะเป็นผลดีกับทุกฝ่ายมากกว่า ...ก็แค่เดินจุงมือกัน อาจไม่มีอะไรมากมายก็ได้ ดูพี่ผู้ชายเขาก็ท่าทางสุภาพดี อืม... ความจริงแล้วคืนนี้มันก็ไม่ได้ร้อนเกินไปสักหน่อยนี่นา...

เด็กชายตื่นขึ้นมากลางดึกเพราะธรรมชาติทางร่างกายเรียกร้อง เขาไม่ได้ฉี่รดที่นอนอีกแล้ว คุณแม่ยังชมเขาเลย ที่สำคัญเพื่อน ๆ ที่โรงเรียนหลายคนยังมีอาการแบบนั้นอยู่ แสดงว่าเขาเป็นผู้ใหญ่กว่าเด็กเหล่านั้นมาก ออกไปฉี่ดีกว่า

เอ๊ะ...ทำไมพี่ชายไม่อยู่ ไม่กลัวนายเบิ้ม มาจับตัวหนูไปเหรอ ไม่เป็นห่วงน้องบ้างเลย เอาหมอนไปนอนห้องคุณแม่ดีกว่า เห็นเขาว่านายเบิ้มชอบจับเด็กที่นอนคนเดียวไปเลี้ยง บางคนก็บอกว่านายเบิ้มชอบล่ามโซ่เด็กพาออกมาเดินเล่นตอนกลางคืนด้วย เขาไม่เคยเห็นหรอกแต่ หนูตุ๊กตาข้างบ้านเขาบอกมาอีกทีว่า คุณแม่ของเธอบอกว่าถ้าไม่เชื่อฟังจะให้นายเบิ้มมาจับตัวไป ตอนแรกหนูตุ๊กตาก็ไม่รู้หรอกนายเบิ้มเป็นใคร เลยไปถามพี่นิ้งที่ร้านขายของชำพี่นิ้งคนดีเลยบอกมา ตอนนี้ในกลุ่มเด็ก ๆ ไม่มีใครไม่กลัวนายเบิ้มเลย เขาเองก็ไม่ได้กลัวเท่าไหร่หรอก แต่ระวังตัวไว้หน่อยก็ดีไม่ใช่เหรอ คุณแม่บอกว่าออกไปเล่นนอกบ้านให้ระวัง ๆ ตัว เสมอนี่ เขาเชื่อคุณแม่ต่างหาก ไม่ได้กลัวสักหน่อยเนอะ รีบไปดีกว่ายิ่งมืด ๆ อยู่ ด้วย

เดินออกมาพ้นจากห้องไม่กี่ก้าว ก็ได้ยินเสียงขึ้นบันไดตามหลังมา เขายิ่งรีบก้าวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว จนเลยห้องน้ำไปแล้ว ในใจนึกแต่ว่านายเบิ้มจับแต่เด็กที่ไม่เชื่อฟังคุณพ่อคุณแม่เท่านั้นไม่ใช่เหรอ เขาเป็นเด็กดีมาตลอดนะ จะจับไปทำไม พอนึกถึงตอนนี้ขาก็ก้าวไม่ออกแล้วทั้งที่ใจอยากจะไปให้ถึงห้องคุณแม่ให้เร็วที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ แล้วเสียงที่คุ้นเคยก็ดังขึ้น

“จะไปไหนล่ะเรา หอบหมอนกับผ้าห่มไปด้วย” เสียงพี่ชายนั่นเอง เฮ้อ… ดีใจจังที่เราเป็นเด็กดีมาตลอด “ปวดฉ..ปัสสาวะ ครับ พี่ชาย” นึกขึ้นมาได้พอดีว่าวันนี้คุณครูสอนให้พูดสุภาพกับคนที่นับถือ เมื่อตอนเย็นนับนิ้วดูมีพี่ชายอยู่ในจำนวนด้วยนี่ เกือบไปแล้วไหมเรา เหลือบไปมองรอบตัวไม่มีเงาดำ ๆ ใหญ่ ๆ จึงถอนหายใจอย่างโล่งอก เขาบอกกันว่านายเบิ้มตัวใหญ่พอ ๆ กับช้างเลย เวลาเจอให้วิ่งขึ้นต้นไม้สูง ๆ เพราะนายเบิ้มกลัวที่สูง และมองได้แค่ระดับสายตาเท่านั้น(ระดับสายตาคืออะไรก็ไม่รู้ แต่คาดว่า น่าจะกว้างไกลมาก เหมือนความสามารถของโปเกมอน -- น้องชาย)

“แล้วทำไม เดินผ่านไปล่ะนั่น” พี่ชายถามต่อ

ก็จะเอาหมอนกับผ้าห่มไปวางก่อนน่ะ หนูจะไปนอนห้องคุณแม่ พี่นอนคนเดียวระวังตัวนะ” เขาตอบกลับไป ด้วยน้ำเสียงแสดงความเป็นห่วง พร้อมกันนั้นก็วางหมอนกับผ้าห่มกองไว้ที่พื้นทางเดินแล้ว รีบวิ่งเข้าห้องน้ำอย่างรวดเร็ว เพราะนึกขึ้นมาได้ว่าเป็นจุดประสงค์หลักที่ตื่นขึ้นมา ตอนออกจากห้องน้ำ ยังเห็นพี่ชายยืนอยู่นอกประตู จึงถามว่า “จะไปนอนห้องคุณแม่ด้วยกันไหม” ได้ยินเสียงพี่ชายตอบกลับมาตอนเดินสวนเข้าไปในห้องน้ำว่า “ไม่เอาล่ะ พี่โตแล้ว”

มาถึงหน้าห้องคุณแม่ มือจับลูกบิดหมุนเข้าไปด้วยความรู้สึกที่แสนภาคภูมิ ประตูแห่งเดียวกันนี้ เมื่อตอนไหนก็จำไม่ได้แล้วเขารู้สึกว่ามันสูงมาก เกินกว่าจะเอื้อมถึง ชั่วชีวิตนี้เขาจะเอื้อมถึงหรือเปล่าก็ไม่รู้ มาถึงตอนนี้เขาสามารถเปิดมันได้อย่างง่ายดายแสดงว่าเขาโตขึ้นตั้งเยอะแล้ว น่าดีใจจัง

เดินเข้าไปที่เตียงของคุณแม่ เตียงของคุณแม่ยังใหญ่เหมือนเดิม แถมนอนสบายกว่าของเขาอีก แต่เขาโตแล้ว เขาจึงขอไปนอนห้องของพี่ชายเอง จะให้นอนกับคุณแม่อยู่ตลอดได้อย่างไร ในเมื่อหนูตุ๊กตายังย้ายไปนอนกับพี่สาวของหล่อนแล้วเลย

“คุณแม่ครับ หนูนอนด้วยคน นะครับ”

ได้ยินเสียงร้องอืมเบา ๆ จากคุณแม่ เขาจึงปีนขึ้นเตียงไป คุณแม่ขยับเข้าไปด้านในของเตียงทำให้เขามีพื้นที่เพิ่มขึ้น เขาเอาหมอนวางตบเบา ๆ เอนตัวลงพร้อมกับห่มผ้ามาถึงหน้าอก ตามที่คุณครูที่โรงเรียนสอนแบบไม่ขาดตกบกพร่อง สุดท้ายจึงเอ่ยคำพูดขึ้น “ราตรีสวัสดิ์ครับคุณแม่” คุณแม่ตอบรับกลับมาว่า “ราตรีสวัสดิ์จ๊ะ” ด้วยเสียงที่นุ่มนวล พร้อมกับกระเถิบเข้ามาใกล้แล้วโอบกอดเขาไว้

เขาชอบเตียงของคุณแม่เพราะมันหอมและอบอุ่น บางครั้งยังได้ฟังนิทานจากคุณแม่ก่อนนอนอีกด้วย แต่ทำอย่างไรได้เขาโตแล้วนี่ ต้องย้ายไปนอนกับพี่ชายเป็นธรรมดา ก่อนห้วงนิทรารมณ์อันแสนสุขจะเริ่มขึ้นความทรงจำสุดท้ายที่ผุดขึ้นมาก็คือใบหน้าของหนูตุ๊กตาที่พูดกับเขาว่า นายเบิ้มกลัวผู้ใหญ่ที่สุดยิ่งเป็นผู้ใหญ่ผู้หญิงแล้วหล่ะก้อ ถ้าเจอจะวิ่งหนีเลยทีเดียว แล้วเด็กที่ถูกนายเบิ้มจูงมาก็จะได้กลับบ้านตอนนี้ล่ะ อย่างไรก็ตามถ้าเด็กเหล่านั้นไม่เชื่อฟังคุณพ่อคุณแม่อีก นายเบิ้มก็จะแอบมาจับตัวไปอีกครั้ง เด็กชายนอนหลับตาพริ้มนึกขำกับท่าทางของหนูตุ๊กตาที่ชี้ไม้ชี้มือเล่ากล่าว ความกลัวไม่ได้ปรากฏอยู่ในใจเขาอีกเลยแม้แต่น้อยนิด เขาเชื่อฟังคุณแม่มาตลอดนี่ แถมตอนนี้ที่นอนอยู่ข้าง ๆ ยังเป็นผู้ใหญ่ผู้หญิงอีกต่างหาก...

*************************************************



Create Date : 12 กรกฎาคม 2548
Last Update : 12 กรกฎาคม 2548 18:18:55 น. 1 comments
Counter : 168 Pageviews.

 


โดย: o IP: 203.118.110.79 วันที่: 10 กรกฎาคม 2550 เวลา:22:05:16 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

biblio
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add biblio's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.