Group Blog
 
All Blogs
 

กิจกรรมอบรมการแก้ไขปัญหาหนี้(ฟ​​รี) ที่ มูลนิธิเพือ่ผู้บริโภค. ประจำเดือนตุลาคม 2555

เพื่อเป็นการเพิ่มช่องทางในการเผยแพร่ความรู้ในการแก้ไขปัญหาหนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล ให้กับลูกหนี้และบุคคลทั่วไปได้อย่างกว้างขวางมากขึ้น ชมรมหนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อบุคคล จึงได้จัดให้มีการอบรมแก้ไขปัญหาหนี้ฯ เป็นประจำทุกสามเดือน

การอบรมดังกล่าวเป็นการอบรมฟรี! ไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น!เพียงแต่จะไม่มีบริการอาหารและเครื่องดื่มให้เท่านั้น จำนวนผู้เข้าอบรมไม่เกิน 50 ท่าน

ในแต่ละครั้งจะมีกรรมการชมรมฯ สลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันไปเป็นวิทยากรให้ความรู้แก่สมาชิก โดยชมรมจะมีการประกาศหน้าบอร์ดให้ทราบว่าในแต่ละครั้งจะมีการอบรมขึ้นในวัน เวลาใด และกรรมการท่านใดเป็นผู้ดูแลการอบรมฯ

การอบรม(ฟรี)ประจำเดือนตุลาคม คือ วันอาทิตย์ที่ 21ตุลาคม 2555

เวลา 13:00น. - 17:00น.

สถานที่อบรมคือ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค (ห้องประชุม ชั้น 2) เลขที่ 4/2 ซอยวัฒนะโยธิน (ราชวิถี 7) แขวงถนนพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพฯ (ดูแผนที่ตั้งมูลนิธิอยู่ด้านล่าง)

ชมรมหนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล จึงใคร่ขอเรียนเชิญสมาชิกใหม่ที่กำลังคิดจะหยุดจ่าย หรือเพิ่งเริ่มหยุดจ่าย และอยากได้ความรู้นับตั้งแต่ก้าวแรกไปจนสุดทาง

• เริ่มตั้งแต่ขั้นพื้นฐาน(เริ่มหยุดจ่ายใหม่ๆ)...ไปจนถึงขั้นตอนต่อสู้คดีในชั้นศาล และการถูกบังคับคดี (อายัดเงินเดือน , อายัดทรัพย์)

• ใช้การอธิบายด้วยภาษาแบบชาวบ้าน (ภาษาชาว “ยิ้มสู้หนี้”) เพื่อให้เข้าใจง่ายๆ และสามารถนำไปประยุกต์ใช้แก้ปัญหาได้จริง

• ชี้ให้เห็นประเด็นกลโกงของเจ้าหนี้ ทั้ง “ตามข้อกฏหมาย” และ “ช่องโหว่ของกฏหมาย”

• เพื่อนสมาชิกจะได้มีโอกาสพบปะพูดคุย กับ“ชาวยิ้มสู้หนี้”อีกมากมาย (ที่มีหัวอกเดียวกัน เนื่องจากเป็นหนี้เหมือนกัน) และจะได้พบกับกรรมการชมรมฯอีกหลายท่าน ที่ประสบความสำเร็จในการ “ปลดหนี้” โดยใช้แนวทางของชมรมฯ

รวมทั้งสมาชิกเก่าที่ยังมีข้อสงสัย อยากจะฟังเพื่อความเม่นยำ ในรายละเอียดบางเรื่องถึงแม้จะได้อ่านหรือศึกษาข้อมูลในเวปของชมรมฯ บ้างแล้วก็ตาม การอบรมนี้จะช่วยให้ท่านมีความรู้ มีความเข้าใจ มีตัวเลือก และมีทัศนะคติในการแก้ไขปัญหาหนี้สินของตนเองมากขึ้น

เนื่องจากสถานที่ห้องประชุม ของมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคดังกล่าว มีขนาดห้องที่ไม่ใหญ่มากนัก สามารถรองรับจำนวนสมาชิกที่มาร่วมในงานมิตติ้ง ได้เพียง 50 ท่าน...เท่านั้น

ดังนั้นชมรมจึงมีความจำเป็นที่ต้องขอ"จำกัด"จำนวนสมาชิกที่จะมาร่วมงานในครั้งนี้ ไว้เพียง 50 ท่าน ตามเหตุผลที่ได้แจ้งไว้ และขอกำหนดเงื่อนไข สำหรับสมาชิกที่สามารถเข้าร่วมในงานนี้ได้ ไว้ดังนี้

• ต้องเป็นบุคคลที่สมัครลงทะเบียน(Register) เป็นสมาชิกไว้กับทางชมรมฯแล้วเท่านั้น และต้องกรอกข้อมูลส่วนตัว ตามความเป็นจริงให้ถูกต้องครบถ้วน (ขอสงวนสิทธิ์ในการเข้าร่วมงาน ให้กับเฉพาะผู้ที่เป็นสมาชิกของชมรมฯเท่านั้น)

• สมาชิกที่ลงทะเบียนแล้วในแต่ละท่าน สามารถจองสิทธิ์ที่นั่งได้เพียง 1 ที่นั่ง...เท่านั้น

ไม่อนุญาตให้"จองสิทธิ์ที่นั่ง"เผื่อคนอื่นที่ไม่ใช่สมาชิก และไม่ได้ทำการลงทะเบียนให้ถูกต้อง

• ผู้ที่สนใจเข้าร่วมในงาน ให้ใช้ชื่อที่เป็นนามแฝงของตนเอง ตามที่ได้ลงทะเบียนสมัครไว้ (เช่น นกกระจอกเทศ , กอบัว , อาร์ชาวิน...เป็นต้น) โดยแจ้งความประสงค์จะขอเข้าร่วมงาน ตามชื่อที่เป็นนามแฝงของตนเอง ลงในกระทู้นี้

• กรุณาอย่าใช้ ชื่อ-นามสกุล จริง ในการแจ้งขอจองที่นั่งผ่านหน้าเวบบอร์ด โดยทางคณะกรรมการของชมรมฯ จะทำการตรวจสอบข้อมูลในการสมัครเป็นสมาชิกของแต่ละท่าน ก่อนที่จะประกาศรายชื่อผู้ที่มีสิทธิ์เข้าร่วมในงานในครั้งนี้ ให้ทราบต่อไป

• สำหรับประชาชน หรือบุคคลทั่วไป ที่ไม่สามารถลงทะเบียนในระบบ หรือไม่สามารถสมัครผ่านหน้าเว็บบอร์ดได้ ให้สมัครผ่านแม่งานโดยตรง ทั้งทางโทรศัพท์ และ mail แม่งาน โดยต้องแจ้งชื่อ-นามสกุลจริง ให้กับแม่งานรับทราบ
โดยแม่งานจะมาแจ้งชื่อ(นับจำนวน) ให้ทราบทางหน้าเว็บบอร์ด โดยลงชื่อจริงให้ แต่สงวนนามสกุลเอาไว้

• ขอจำกัดจำนวนสมาชิกที่มาเข้าร่วมในงาน เพียง 50 ท่านเท่านั้น...หากครบเต็มตามจำนวนเมื่อใด จะทำการ “ปิดรับสมัคร” ในทันที

ขออนุญาตอ้างอิงถึงสรุปการประชุมของคณะกรรมการชมรมฯ
ครั้งที่ 5/2554 (วันอาทิตย์ที่ 4 กันยายน 2554)
ณ.ห้องประชุม มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ซอยวัฒนโยธิน (ราชวิถี 7) อนุสาวรีย์ชัยฯ

ตามมติของที่ประชุม ข้อที่ 4.2.3 ในหัวข้อ "สมาชิกที่เคยมาฝึกอบรมฟรีที่ มพบ.แล้ว ยังจะสามารถขอมาฝึกอบรมได้อีก ในครั้งอื่นๆต่อไป โดยไม่จำกัดจำนวนครั้ง...หรือควรจำกัด?"

ในการอบรมฟรีที่ มพบ.ได้ดำเนินการมาแล้ว 2 ครั้ง จากรายชื่อสมาชิกที่ลงทะเบียน จะเห็นได้ว่ามีสมาชิกหน้าเก่าที่มาอบรมซ้ำๆอยู่หลายท่าน แต่ข้อจำกัดในการใช้สถานที่ของ มพบ.ก็คือ มีจำนวนที่นั่งของผู้เข้าอบรมจำกัดเพียง 50 ที่นั่งเท่านั้น การที่สมาชิกหลายท่าน ลงทะเบียนอบรมซ้ำๆ จะถูกมองว่าเอาเปรียบสมาชิกใหม่ๆ ที่ไม่เคยเข้าอบรม เพราะบางคนที่มาลงทะเบียนอบรมแบบซ้ำๆนั้น ไม่ต้องการมาฟังความรู้ แต่ต้องการมาเพื่อพบปะกับเพื่อนๆสมาชิก หรือกรรมการเสียมากกว่า

ที่ประชุมจึงเสนอความคิดเห็นร่วมกันว่า ควรจะจำกัดจำนวนครั้งการเข้าอบรมของสมาชิก ที่เคยเข้ารับการอบรมไปแล้ว ดังนี้ จำกัดจำนวนให้สมาชิกท่านเดิม อบรมได้เพียงท่านละ 2 ครั้งเท่านั้น
โดยให้มีผลนับย้อนหลังในครั้งที่ผ่านๆมาด้วย โดยให้แม่งานที่จะจัดกิจกรรมในครั้งต่อไป ชี้แจงต่อสมาชิกที่เคยมาอบรมเกิน 2 ครั้งแล้ว บนหน้าเว็บบอร์ด และขอให้ถือเป็นก

จาก http://www.consumerthai.org/debtclub/index.php?option=com_kunena&func=view&catid=5&id=21493&Itemid=29




 

Create Date : 20 กันยายน 2555    
Last Update : 20 กันยายน 2555 17:17:06 น.
Counter : 676 Pageviews.  

แนวทางการไปศาลสำหรับลูกหนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล

แนวทางการไปศาลสำหรับลูกหนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล
1. เลื่อนนัดศาลเพื่อไปเจรจา Hair-Cut กับเจ้าหนี้ต่อ (เป็นการเลื่อนนัดปากเปล่าด้วยตัวจำเลยเอง จะเลื่อนได้ ประมาณ 1-2 เดือน เต็มที่ไม่เกิน 3 เดือน)
2. ยื่นคำให้การเพื่อสู้คดี โดยเฉพาะถ้ามีประเด็นเรื่องหมดอายุความ หรือดอกเบี้ยเกินที่กฎหมายกำหนด(สามารถไปสวนลุม ปรึกษาคุณอา ที่ปรึกษาของชมรมหนี้ โดยท่านจะให้คำปรึกษาที่สวนลุมทุกวันอาทิตย์ช่วงบ่าย)
3. ทำประนอมยอมความหน้าศาล (มีเจ้าหนี้ที่ฟ้อง หรือมีโอกาสจะฟ้อง น้อยราย และมั่นใจว่าสามารถจ่ายได้ตลอดรอดฝั่ง)
4. ให้ศาลท่านพิพากษาเลย หลังจากคุณได้รับคำพิพากษาแล้ว คุณจะ
4.1 หักคอจ่าย (เจรจากับโจทก์ไม่ลงตัว แต่ก็ฝืนที่ะจ่ายให้เจ้าหนี้เข้าไป โดยยอดที่ชำระ ต้องชำระภายใน 15 วันหลังจากได้รับคำพิพากษา และเป็นยอดที่สมน้ำสมเนื้อ เมื่อคุณได้คำพิพากษา ผมจะช่วยคำนวณให้คร่าวๆ แต่วิธีนี้ไม่รับประกันว่าโจทก์จะไม่ไปอายัดเงินเดือนต่อหรือไม่ - เป็นวิธีที่ต้องวัดดวงเอา)
4.2 เจรจากับโจทก์เพื่อขอจ่ายแบบผ่อนชำระ xx งวดๆ ละ xxxx บาท (โจทก์จะยื่นข้อเสนอให้ผ่อนเท่ากันเป็นงวดๆ หรือเป็นขั้นบันได อาจจะปลอดดอกเบี้ย หรือมีดอกเบี้ยก็จะไม่เกินร้อยละ 15 ต่อปี)
4.3 รอให้โจทก์ไปทำเรื่องให้กรมบังคับคดีอายัดเงินเดือน อายัดบัญชีเงินฝาก สืบทรัพย์ ยึดทรัพย์ อายัดทรัพย์ (การอายัดเงินเดือนจะทำได้ทีละเจ้าหนี้ๆ ที่ฟ้องทีหลัง ต้องรอจนกว่าเจ้าแรกได้รับชำระจนครบ หรืออาจไปสืบทรัพย์ ยึดทรัพย์แทนเลย และข้าราชการจะไม่โดนอายัดเงินเดือน)

ขอนำแนวทางการไปศาลของคุณเก่ง Familyman ที่แนะนำไว้ ดังนี้ครับ

เมื่อได้รับหมายศาลแล้วต้องทำอย่างไรบ้าง

1.ให้ตรวจสอบรายละเอียดต่างๆในหมายศาล ดังนี้

- ดูว่าจะฟ้องที่ศาลไหน กำหนดวันขึ้นศาลเมื่อไร จะได้จัดตารางได้ถูกต้อง หากจำเป็นต้องลาล่วงหน้าจะได้แจ้งหัวหน้าไว้ก่อน

- ดูรายละเอียดเกี่ยวกับยอดหนี้ของคุณ เช่น ยอดตอนที่คุณหยุดจ่ายเท่าไหร่ และยอดที่ทางเจ้าหนี้ยื่นฟ้องว่าเป็นยอดทั้งหมดเท่าไหร่ เงินต้นเท่าไร ดอกเบี้ยเท่าไหร่

- หากเจ้าหนี้เค้าฟ้องศาลพื้นที่ที่ไม่ใช่ที่อยู่ตามทะเบียนบ้านของคุณ ก็ยกประเด็นนี้ขึ้นสู้ (เนื่องจากคดีผู้บริโภคต้องฟ้องพื้นที่ที่จำเลยมีทะเบียนบ้านอยู่เท่านั้น)

2.ตรวจสอบดูว่าทางเจ้าหนี้ฟ้องเกินอายุความฟ้องหรือไม่ โดย บัตรเครดิตอายุความฟ้อง 2 ปี ส่วนสินเชื่อส่วนบุคคลมีอายุความฟ้อง 5 ปี นับจากวันที่คุณผิดนัดชำระครั้งแรก.... หากเกินอายุความก็ยกประเด็นนี้ขึ้นสู้ หรือถ้าเกิดมีผีหยอดเงินเข้าไปเพื่อต่ออายุความให้คุณ ทั้งๆที่กำลังจะหมดอายุความแล้ว แบบนี้ก็สู้เหมือนกันครับ (แต่จะต้องทำอย่างไรไปหาอ่านในกระทู้เก่าเอง)

3.พิจารณาตัวคุณเองในเรื่องต่างๆ ดังนี้

-ว่ามีเงินก้อนในมือหรือไม่ จำนวนเท่าไหร่

-หากไม่มีเงินก้อนในมือมีความสามารถในการผ่อนชำระในแต่ละเดือนมากน้อย

-มีหนี้ที่ได้รับหมายศาลมากน้อยเท่าไหร่ หนี้ที่ฟ้องแล้วอยู่ในระหว่างขั้นตอนใดบ้าง

-ในอนาคตอันใกล้จะได้รับเงินก้อนเข้ามา เช่น โบนัส หรือไม่ จำนวนเท่าไหร่

4.พิจารณาว่าทางเลือกต่างๆ และกำหนดจุดยืนที่เหมาะสมกับตัวคุณ โดยมีทางเลือกต่างๆดังนี้

4.1ไปเพื่อเจรจาหน้าศาล ขอ Haircut ปิดบัญชี

การไปเจรจา Haircut หน้าศาล เมื่อคุณไปศาล ทนายโจทก์จะเข้ามาพบคุณเพื่อเสนอเงื่อนไขของทางโจทก์ว่ามีอะไรบ้าง คุณก็สามารถเจรจาเพื่อขอส่วนลดปิดบัญชีได้ ในการเจรจานั้นบางทีก็สามารถเจรจากับทนายโจทก์ได้เลย แต่บางทีหากทนายโจทก์ไม่ได้รับมอบอำนาจในการเจรจากับลูกหนี้มา ทนายโจทก์ก็จะให้เบอร์ติดต่อเพื่อให้คุณโทรติดต่อไปเจรจาตอนนั้น หากได้ส่วนลดที่คุณต้องการ และเงินก้อนในมือพร้อมคุณก็สามารถทำการ Haircut ได้ กรณีนี้จะเหมาะสำหรับคนที่มีเงินก้อนในมือพร้อมเท่านั้น

4.2 ไปเพื่อเจรจาหน้าศาลผ่อนชำระเป็นงวดๆ

กรณีนี้จะคล้ายกับกรณี 4.1 เพียงแต่กรณีนี้คุณไม่มีเงินก้อนในมือ คุณก็สามารถเจรจาขอผ่อนชำระได้ หากข้อเสนอที่ฝ่ายโจทก์เสนอมา คุณคิดว่าคุณสามารถผ่อนชำระได้ คุณก็สามารถทำยอมหน้าศาลได้ กรณีนี้จะเหมาะสำหรับคนที่มีเงินเหลือสำหรับใช้หนี้ในแต่ละเดือนมากพอใน ระดับนึง และมีหนี้ที่ทยอยฟ้องไม่กระชั้นชิดกัน แต่กรณีนี้มีข้อเสียคือ หากคุณทำยอมหน้าศาลแล้ว และต่อไปคุณเกิดปัญหาด้านการเงินจนผ่อนไม่ไหว เจ้าหนี้เค้าสามารถร้องต่อศาลขอบังคับคดีได้เลย โดยที่ไม่ต้องทำเรื่องฟ้องอีกครั้ง

4.3ไปเพื่อขอเลื่อนนัดศาล

การไปขอเลื่อนนัดพิจารณา คุณสามารถทำได้โดยไปศาลและแจ้งต่อศาลว่าขอเลื่อนพิจารณาคดี ซึ่งการขอเลื่อนคุณต้องเตรียมเหตุผลไปให้ดี เช่นคุณแจ้งต่อศาลว่าขอเลื่อนเพื่อสู้คดี ศาลท่านจะถามคุณว่าคุณจะสู้ในประเด็นอะไร ดังนั้นคุณต้องทำการบ้านไปพอสมควร แต่ผมแนะนำว่าควรจะใช้เหตุผลว่าขอเลื่อนเพื่อไปเจรจาต่อรองกับโจทก์อีกครั้ง นึงจะดีกว่า ส่วนศาลท่านจะเลื่อนนัดให้คุณมากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับศาลแต่ละพื้นที่ หากเป็นศาลพื้นที่ที่มีคดีเยอะคุณก็อาจได้เลื่อนนัดไปได้นาน มีเพื่อนคนนึงในเวปสามารถขอเลื่อนนัดได้เกือบ 10 เดือนเลยครับ แต่กรณีของผมขึ้นศาลแขวงธนบุรี ศาลท่านจะให้เลื่อนนัดได้ประมาณ 2 เดือน เมื่อศาลท่านเลื่อนนัดให้คุณ คุณก็สามารถเจรจาต่อรองกับเจ้าหนี้ได้ หาก Haircut ได้ก็ Haircut ไป แต่ถ้า Haircut ไม่ได้จริงๆ เมื่อถึงกำหนดนัดศาลอีกครั้ง และคุณต้องการจะสู้คดี คุณก็สามารถสู้คดีได้ ข้อดีของกรณีนี้คือคุณสามารถยืดเวลาออกไปได้ เหมาะสำหรับคนที่เก็บเงินใกล้ที่จะ Haircut ได้ หรือในอนาคตอันใกล้จะมีเงินก้อน เช่น โบนัสเข้ามา

ป.ล.ปัจจุบันนี้เนื่องจากการฟ้องร้องคดีบัตรเครดิตและสินเชื่อ เปลี่ยนจากใช้ วิ.แพ่งมาเป็น วิ.ผู้บริโภค ดังนั้นการขอเลื่อนนัดศาลจะขอเลื่อนไม่ได้นานเหมือนสมัยก่อน

4.4ไปเพื่อสู้คดี

การสู้คดีนั้นสามารถไปยื่นคำให้การด้วยวาจา หรือโดยลายลักษณ์อักษร ก็ได้ แต่แนะนำว่าควรยื่นคำให้การเป็นลายลักษณ์อักษร และควรจะให้ทนายหรือผู้รู้เป็นผู้ร่างคำให้การ คุณไม่ควรที่จะเอาคำให้การสู้คดีของผู้อื่นมาดัดแปลง เนื่องจากว่าคดีต่างกัน ประเด็นต่อสู้ทางกฎหมายก็ต่างกัน การสู้คดีมีค่าใช้จ่าย ดังนั้นคุณต้องดูก่อนว่าคดีของคุณเป็นคดีอะไร มีประเด็นที่สามารถต่อสู้ได้หรือไม่ และถ้าสู้แล้วสิ่งที่ได้กับสิ่งที่เสีย คุ้มกันหรือไม่ ข้อดีของการสู้คดีคือมูลหนี้ที่ฟ้องลดลง และคุณมีเวลาเก็บเงินเพื่อ Haircut เพิ่มขึ้น หลังจากศาลมีคำพิพากษาออกมาแล้ว คุณยังสามารถเจรจา Haircut ได้อีก แต่ข้อเสียคือ หากศาลมีคำพิพากษาออกมาแล้ว และคุณยังไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา เจ้าหนี้เค้าสามารถร้องต่อศาลขอบังคับคดีได้

คดีบัตรเครดิตส่วนใหญ่จะไม่ค่อยน่าสู้คดี เนื่องจากสถาบันการเงินคิดดอกเบี้ยค่อนข้างถูกต้องแล้ว ถึงสู้คดีไปก็อาจได้ลดมูลหนี้ที่ฟ้องไม่มาก ซึ่งไม่คุ้มกับค่าใช้จ่ายที่เสียไป ส่วนคดีสินเชื่อส่วนบุคคลของนอนแบงก์แนะนำว่าน่าจะสู้คดีครับ โดยเฉพาะควิกแคซ

ป.ล. ถ้าต้องการสู้คดี นัดแรกที่คุณไป คุณต้องไปยื่นคำให้การสู้คดีทันที

4.5ไปเพื่อขอความเมตตาจากศาลท่าน (ไม่สู้คดี)

กรณีนี้จะเหมาะสำหรับผู้ที่โดนเจ้าหนี้หลายๆรายฟ้องพร้อมๆกัน ไม่มีเงินก้อนในมือ คาดว่าไม่สามารถผ่อนชำระได้แน่นอน ถึงจะยืดเวลาออกไปก็ไม่ช่วยอะไรได้มาก เป็นคดีที่ไม่มีประเด็นต่อสู้ ซึ่งคิดว่าการอายัดเงินเดือนเป็นทางออกทางเดียว กรณีนี้หากคุณไม่ลำบากในการไปศาลมาก ก็ไปศาลเพื่อขอความเมตตาจากศาลขอให้ศาลท่านเมตตาตัดในส่วนของดอกเบี้ยผิดนัด ชำระหรือค่าปรับลง หลังจากนั้นก็ปล่อยให้เข้าสู่ขั้นตอนบังคับคดี กรณีนี้คุณต้องดูด้วยนะครับว่าคุณมีทรัพย์สินอะไรหรือไม่

*************************************************************




 

Create Date : 06 สิงหาคม 2555    
Last Update : 6 สิงหาคม 2555 14:31:07 น.
Counter : 27080 Pageviews.  

รู้ทัน สำนักงานทวงหนี้โหด

ภาค 3

รู้ทัน สำนักงานทวงหนี้โหด

ภาค 3 นี้เพื่อที่จะให้ลูกหนี้ "รู้ทัน สำนักงานทวงหนี้โหด" ก่อนอื่นผมยอมรับว่า เว็บนี้ และชมรมหนี้บัตรเครดิตฯมีประโยชน์ต่อลูกหนี้ที่ ไปเจอพวกทวงหนี้ โหดที่ขาดจริยธรรม อย่างน้อยผู้ที่เจอปัญหาดังกล่าว คงพบทางออกอยู่บ้าง แม้จะยังไม่สามารถ ชำระหนี้ได้ แต่คงจะมีความสุขกับการเป็นหนี้ ดีกว่าอยู่อย่าง ความหวาดระแวง ความทุกข์ และอะไรอีกหลายเรื่อง ล้วนเป็นมลพิษแก่สภาพจิตใจ
เชื่อผมเถอะ อีก10ปีถ้าเรามีเงินแล้ว ค่อยไปใช้หนี้ก็ยังไม่สายเกินไป

ผมเคยทํางานมาหลายสำนัก แต่วิธีการในการทวงหนี้ ก็ไม่แตกต่างกันเท่าไร มีปรัชญาอย่างเดียวว่า ทำอย่างไรก็ได้ที่ทำให้ลูกหนี้ ยอมจ่าย เพราะฉะนั้น ลูกหนี้ก็เลยเจอสารพัดวิชามาร108
มาว่าถึงรายได้ที่ ธนาคารเจ้าหนี้แบ่งให้มีตั้งแต่ 30-50%ก่อนฟ้องศาล แต่ถ้าหลังจากฟ้องศาลแล้ว จะได้ส่วนแบ่งเกือบ100%ที่ได้มาก เนื่องจากทางธนาคารเจ้าหนี้ จะตัดเป็นหนี้สูญออกจากระบบบัญชีไปแล้ว จากหนี้ที่ทวงได้ ส่วนมากที่รับอยู่ เป็นธนาคารต่างประเทศ เช่นซิตี้แบ็งค์ แสตนดาร์ดชาร์เตอร์ ฮ่องกงแบ๊งค์ ส่วนไม่ใช่ธนาคารก็คือ อีซี่บาย อิออน เพราะฉะนั้น จึงไม่พยายามฟ้องลูกหนี้ และที่ฟ้องไปโอกาสที่จะได้ยิ่งน้อยมาก ผมทำงานอยู่เงินเดือนไม่กี่พัน รายได้หลักก็มาจากส่วนแบ่งในการทวงหนี้

หลายคนคงสงสัยว่า แม้ลูกหนี้จะย้ายที่ทำงานแล้วก็ตาม แต่ทำไม่ถึงตามได้ เพราะว่า ตราบใดที่ลูกหนี้รายนั้น ยังต้องส่งประกันสังคมอยู่ ก็สามารถไปซื้อข้อมูลจากเจ้าหนี้ประกันสังคมได้ โดยการจ่ายชื่อละ100บาท เพราะแม้ว่าจะไปเปลียนชื่อก็ตาม แต่เราติดตามโดยดูจากหมายเลขบัตรประชาชานนั้นเอง หมายเลขบัตรนี้ จะเป็นหมายเลขเดิมตั่งแต่เกิดจนตาย

ถ้าลูกหนี้ทำงานในบริษัท โดยปกติก็จะต้องต่อโทรศัพท์ผ่านโอเปอร์เรเตอร์ ถ้าคุณมีความสัมพันธ์อันดีกับโอเปอร์เรเตอร์ ส่วนมากเขาจะช่วยโดยอ้างว่าไม่อยู่ แต่ให้ฝากเบอร์โทรกลับ ส่วนมากผมก็จะไม่ฝาก แต่จะพยายามโทรไปใหม่ บางทีหลายครั้ง เพื่อไม่ให้จำเสียงได้ก็ต้องให้คนอื่นโทรไปบ้าง แต่เคยเจอลูกหนี้รายหนึ่ง พอรับแล้ว ไม่ยอมพูดอะไร แต่ถ้าพูดก็จะพูดใส่โทรศัพท์ไปคนละเรื่อง จนผมต้องวางไปเอง บางครั้งผมจะส่งจดหมายหรือแฟ็กซ์ และ แกล้งประจานลูกหนี้ เหมือนหลายคงเคยโดน แต่ก็ถูกสวนกลับมาเจ็บเหมือนกัน เช่นมีจดหมายมายังตัวผม เอาข้อความที่เขียนขู่ไว้ มาเขียนให้ผมบ้าง เช่นแกล้งบอกว่า จะไปยึดทรัพย์บ้าง เขียนด่าคำหยาบไป แต่เขาก็เขียนกลับมาด่าผมบ้าง และผมจึงเคยเขียนในภาคก่อนๆว่า "เวรต้องระงับไปด้วยการจองเวรเท่านั้น" ถ้าเวลาไปเจอลูกหนี้ โต้กลับมาแรง ใจจริงผมก็ขยาดเหมือนกัน และลูกหนี้รายดังกล่าว ก็จะโยน ให้พนักงานอื่นรับไปทำแทน

ส่วนเรื่องการประนอมหนี้ โดยหลอกให้ลูกหนี้ยอมจ่ายมานั้น ถ้าไม่แน่ใจ ท่านไม่ควรกระทำเป็นอันขาด นอกจากคุณต้องให้เขาแสดงหลักฐานว่าได้มอบอำนาจอย่างถูกต้อง เคยเจอเหมือนกัน บางทีเราทวงเสียเพลิน แต่ท้ายที่สุดได้ทราบว่า ลูกหนี้รายนั้น ทางเจ้าหนี้ ได้เปลี่ยนไปให้สำนักอื่นทวงแล้ว เพราะเป็นเรื่องปกติ ถ้าคุณจะได้รับการทวงหนี้ ต่างสำนักกันบ่อยๆ แม้จะเป็นเรื่องเดียวกัน
เพราะฉะนั้น ขอสรุปตอนท้ายในภาคนี้ว่า ไม่ต้องกลัวสำนักงานทวงหนี้ เขาโยนก้อนหินมา เราก็ปามันกลับไป และขอย้ำว่า ถ้าไปเจอคนทวงหนี้เลวๆ มีก็ไม่ต้องจ่าย เพราะจะได้ช่วยลูกหนี้รายอื่นไม่ต้องเจอกับพวกนี้อีก แต่ถ้าเรากลัวจนยอมจ่าย มันก็ใช้วินี้กับลูกหนี้รายอื่นต่อไป และคำขู่ที่สามารถใช้ได้กับพวกผมได้ก็คือ ขู่ว่าจะไปแจ้งความ ถ้าผมทวงหนี้ใช้วาจาหยาบคาย

By: สายันห์




 

Create Date : 30 กรกฎาคม 2555    
Last Update : 30 กรกฎาคม 2555 8:25:59 น.
Counter : 1892 Pageviews.  

รู้ทัน ผู้รับจ้างทวงหนี้


.
ภาค 2

รู้เท่าทัน ผู้รับจ้างทวงหนี้

ตามที่ผมเคยโพสหัวข้อเรื่องดังกล่าว เมื่อวันก่อนนั้น ภาคนี้ผมจะขอสรุปเป็นแนวทาง เพื่อจะให้ผู้ที่เป็นหนี้ ได้ซัดกับผู้รับจ้างหนี้ทวงหนี้ ที่มีนิสัยเลวๆได้ ผมขอตั้งชื่อเรื่องนี้ว่า" รู้เท่าทัน ผู้รับจ้างทวงหนี้"

1. ประการแรกถ้ามีผู้โทรเข้ามา และอ้างว่า ได้รับมอบอำนาจจากเจ้าหนี้ ไม่ว่าจะเป็นธนาคาร หรือไม่ใช่ ก่อนจะพูดอะไร บอกให้บุคคลนั้น บอกชื่อ นามสกุล และเบอร์โทรสำนักงานของเขา ผมเชื่อว่าพวกมันจะไม่ยอมบอกเด็ดขาด อาจบอกเฉพาะชื่อเล่น เพราะในฐานะที่เคยทำงานสำนักงานดังกล่าว ทางหัวหน้า กำชับเด็ดขาด ห้ามบอกเบอร์ธรรมดา ให้กับลูกหนี้ ที่เราทวงถามเด็ดขาด เพราะถ้าลูกหนี้รู้เบอร์ เกิดมีเรื่องเข้าข่ายถูกแจ้งความกับตำรวจนั้น ตำรวจสามารถติดตามไปเบอร์ดังกล่าวได้ แต่ถ้าเขาโทรมาก่อกวนอีก เราก็เปลี่ยนโทรศัพท์เป็นระบบสั่นก็หมดเรื่อง และพอเวลามีผู้โทรมาให้ดูเบอร์ที่โทรมา บนจอถ้าไม่มีเบอร์โชว์ ก็ไม่ต้องไปรับ กดทิ้งไปเลย

2. หรือถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้ พวกมันจะมาพยายามโทรมาด่าว่า พูดจาหยาบคาย แม้ว่าเราไม่เป็นคนเช่นนั้นเราก็ต้องสวมบทผู้ร้ายมั่งละ อย่าไปยอมให้มันด่าข้าง และถ้าโดนทวงหนี้ในลักษณะนี้ ถึงมีก็ไม่ควรให้ เพราะถ้ายอมจ่ายเพราะกลัวมัน ก็จะกลายบรรทัดฐานที่พวกมันจะใช้กับคนอื่นต่อไป

3. ถ้ามีการบอกว่าจะมาเก็บที่บ้านหรือที่ทำงาน ก็ไม่ต้องให้ เพราะเราไม่รู้ว่า ถ้ามันรับไปแล้ว จะเอาเข้ากระเป๋าหรือเปล่า และต่อไปมันก็จะมาอีก

4. ถ้าผู้ที่มีบัตรเครดิตหลายใบ อาจตัดความรำคาญอาจจะยอมเบิกจากใบนี้ มาจ่ายใบโน้น แค่คิดก็ผิดแล้ว เพราะดูจากสถิติที่สำนักงานของผม ในที่สุดก็จ่ายไม่ได้ สู้เก็บเงินเอาไว้ เป็นค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันจะดีกว่า

5. ถ้าเห็นว่าเราไม่มีทางจ่ายจริงๆ สู้ให้เจ้าหนี้ฟ้องดีกว่า เวลาถูกฟ้องควรไปตามที่ศาลนัด ถ้าไม่มีค่าทนายก็ไปเอง เพื่อเราจะสามารถต่อรองและไกล่เกลี่ย ผ่อนจ่ายตามกำลังของเรา
ผมคิดว่าคุณคงไม่สมบัติอะไรจะให้ยึดอีกแล้ว แต่ถ้าเราหนี้ต่อรายเกินล้านบาท และไปเจอเจ้าหนี้ฟ้องล้มละลาย เราก็จะเหมือนกับถูกหวยรางวัลที่หนึ่ง เพราะภายใน3ปี เราก็จะพ้นจากล้มละลาย และหนี้ต่างที่เรามีอยู่ ก็จะหมดไปโดยตามกฏหมาย

ที่ผมเล่าให้ฟังมานี้ ผมคิดว่าอาชีพทวงหนี้นั้น มันสอนให้เราเป็นแข็งกระด้าง และก็หยาบคาย ก็ขนาดบางทีผมคิดว่า ทำไมเรากล้าพูดจาหยาบคายกับลูกหนี้ กลับบ้านต้องเปลืองยาบ้วนปาก จนบางทีเผลอตัว ไปพูดกับแฟนก็เจอมาแล้ว ผมยังคิดว่า ถ้าแฟนผมรู้ว่า พูดมีอาชีพเช่นนี้คงจะบอกเลิกกับผมแน่

ผมจึงขอให้กำลังใจกับลูกหนี้ทุกคน และขอให้นำแนวทางที่เล่าให้ฟัง ไปใช้รับมือกับ ผู้ทวงหนี้เลวๆเช่นที่หลายคนโดนแล้ว และพวกนี้จะได้หมดไปจากสังคมไทยเสียที และผมเชื่อว่า ทุกคนที่เป็นหนี้ ที่ไม่มีจ่ายนั้น ไม่ได้ตั้งใจจะโกง แต่เป็นเพราะความประมาท และหนี้รายเล็กๆขนาดนี้ ไม่มีวันที่จะให้ธนาคารเจ๊งหรอก ที่เจ๊ง ก็เพราะปล่อยให้พวกลูกหลาน และพรรคพวกของตัวเอามากกว่า

By: สายันห์
กรรมการชมรมไม่ใช้เทวดา
ชี้ได้แต่เส้นทาง สมาชิกต้องกระทำเอง
รายงานกระทู้
กระทู้นี้โดนล็อคเรียบร้อยแล้ว!!
ถูกใจ




 

Create Date : 29 กรกฎาคม 2555    
Last Update : 29 กรกฎาคม 2555 10:37:26 น.
Counter : 1324 Pageviews.  

คำสารภาพของผู้ที่เคยทำงานที่สำนักงานรับจ้างทวงหนี้

ในฐานะที่ผมเคยทำงานกับสำนักงานรับจ้างทวงหนี้หลายแห่ง เหตุที่ต้องออกและบอกกับตัวเองว่าจะไม่ไปทำงานกับสำนักงานดังกล่าวอีกเลย เพราะบังเอิญไปทวงกับญาติของตัวเองเข้า แต่ใช้คนละนามสกุล ที่รู้ เพราะวันหนึ่ง กลับไปเยี่ยมบ้าน และได้พบกับญาติคนดังกล่าว ได้มาถามว่าเราทำงานอะไร เราก็บอกว่าทำงานที่สำนักงานทนายความ ทางญาติจึงได้เล่าให้ฟังว่า เป็นหนี้บัตรเครดิต และถูกทวงถามด้วยวาจาหยาบคาย และด้วยวิธีการต่างเหมือนกับที่สมาชิกได้โพสไว้ในเว็บนี้
พอผมกลับไปตรวจสอบชื่อ ปรากฏญาติคนนี้เป็นลูกหนี้ที่อยู่ในความรับผิดชอบของผมเสียด้วย และเป็นคนที่โทรไปจริง และได้พูดจาตามที่ญาติคนดังกล่าวได้ปรับทุกข์ให้ฟังจริง ผมนี่พูดอะไรไม่ออกเลย เลยตัดสินใจลาออกจากงานทวงหนี้ดังกล่าว และตอนหลังผมพยายามไม่พูดคุยกับญาติคนนั้นอีกเลย เพราะกลัวเขาจำเสียงได้

ผมจึงขอเล่าหลักสูตรได้รับการอบรมมาในการเริ่มต้นทำอาชีพให้ทราบดังกล่าวดัง นี้ สำนักงานที่ผมทำงานอยู่ จะรับจ้างทวงหนี้ทั้งของแบงก์และนอนแบงก์ หัวใจของคนทวงหนี้ จะมีปรัชญาในการทวงหนี้ว่า ทวงอย่างไรก็ได้ขอให้ได้เงิน แม้ว่าทางลูกหนี้ จะอ้างเหตุอย่างไร อย่าไปใจอ่อน เช่น ลูกป่วย ไม่มีเงินจริงๆเลย รายได้ไม่มี กำลังตกงาน เพราะต้องท่องไว้ในใจว่า เราไม่ใช่ปอเต็กตึ้ง
วิธีการทวงที่ได้รับการอบรมมา ก็เหมือนกับที่ทุกคนโดนนั้นแหละ แต่ขอให้คำแนะนำเคล็ดลับเรื่องหนึ่ง ต้อง ตอบโต้ก็คือ ถ้าถูกทวงด้วยวิธีการรุนแรง ต้องรุนแรงตอบ เช่นถ้าถูกด่าก็ด่ากลับไป สังเกตพวกนี้ จะไม่ยอมบอกชื่อจริง และเบอร์ติดต่อกลับ อย่าหงอเป็นอันขาด โดยเฉพาะ ถ้าแกล้งบอกว่าจะมาหาถึงที่ทำงาน ไม่ต้องกลัว แค่คำขู่เท่านั้น ถ้ามาก็อย่าให้เข้าบ้าน หรือที่ทำงาน สามารถแจ้งตำรวจจับในข้อหาบุกรุกได้ทันที
มีครั้งหนึ่งหัวหน้าให้ไปตามเก็บเงินกับลูกหนี้รายหนึ่ง พอไปที่บ้านผมแทบจะช็อก เพราะคนนั้น อาชีพรองเป็นคนคุมวินมอเตอร์ไซ้ด์ ผมถูกเตะ ถูกซ้อม และยังถูกแจ้งตำรวจจับในข้อหาบุกรุกเสียอีก แต่ผมหนีทัน
เหตุที่ต้องทวงหนี้โหดกันอย่างนี้ ส่วนหนึ่งต้องทำเวลา ถ้าเก็บไม่ได้ตามเวลาที่ผู้จ้างกำหนดไว้ เขาก็จะเปลี่ยนสำนักงานใหม่ แต่ถ้าได้ก็จะมีลูกหนี้รายอื่นส่งมาเรื่อยๆ และผมก็ได้ส่วนแบ่งตามเปอร์เซ็นต์ที่เก็บได้เช่นกัน แต่ถ้าไปเจอลูกหนี้ท้าให้ฟ้อง ผมกลับไม่ชอบ เพราะมีหวังอดได้เปอร์เซ็นต์ และจาก การถามทนายที่ประจำบริษัท ส่วนมากที่ฟ้องไปแล้ว โอกาสได้ตามฟ้องยิ่งยากใหญ่ เพราะเหตุว่า แม้ศาลพิพากษาให้จ่าย แต่ส่วนมากจำเลยมักจะไม่มีจ่ายเสีย อายุความก็แค่10ปีจากวันศาลพิพากษา(อายุ ความในการยื่นเรื่องเพื่อบังคับคดี 10 ปี แต่หากเจ้าหนี้หรือโจกท์ยื่นเรื่องไปที่กรมบังคับคดีแล้ว ไม่มีอายุความ: กรรมการชมรม แก้ไขปี 2555)
อ้างอิงจากระทู้นี้ http://www.consumerthai.org/debtclub/index.php?option=com_kunena&func=view&catid=7&id=1296&Itemid=29 อายุความในการบังคับคดี (ยึดทรัพย์ + อายัดเงินเดือน)By: นกกระจอกเทศ

และในระยะหลัง ก็ยึดทรัพย์ลำบาก มีการแก้ไขกฏหมายที่เป็นคุณต่อลูกหนี้มาก โดยเฉพาะถ้าไม่ใช่เจ้าบ้านเองแล้ว ยิ่งลำบากใหญ่ ท้ายที่สุดผมจึงให้คำแนะนำกับลูกหนี้ทั้งหลาย ว่าต้องโต้ตอบกับคนที่ทวงหนี้เลวด้วยวิธีการเลวๆ ไม่ว่าจะเป็นคำพูดหรืออะไรก็ได้ เอาวิธีการที่เขาทำกับเราให้ย้อนศรกลับไป และอีกอย่างหนึ่ง ถ้าเขาโทรมาอย่าปิดโทรศัพท์เป็นอันขาด ต้องรับโต้ตอบจนมันวางไปเอง และเรื่องที่ไปฟ้องหัวหน้าพวกมัน อย่าทำ เสียค่าโทรเปล่า ลองคิดดูว่า ถ้าหัวไม่ส่าย หางจะกระดิกได้อย่างไร และ ถ้าเป็นไปได้ควรจะไปแจ้งกับตำรวจไว้เป็นหลักฐาน ถ้ามีการเทปไว้ยิ่งดีใหญ่ เพราะพวกผมกลัวเรื่องถึงตำรวจมาก เพราะที่ทำอยู่มันผิดกฏหมายทั้งสิ้น
ความเห็นจากสมาชิกในขณะนั้น

เห็นด้วยเคยโดนมาแล้ว
โทรมาทวงหนี้น้ำเสียงโคตรโหด อ้างว่าถ้าไม่ใช้คืน คุณเตรียมตัวไปสถานีตำรวจพรุ่งนี้เลย เราไม่รู้กฎหมายก็เลยพูดไปตามความคิดของตัวเองว่า ถ้าอยากจับก็เอาตำรวจมาเลย รู้ไม่ใช่เหรอว่า ฉันอยู่ไหน เชิญตามสบาย อยากจะจับก็จับเลย ให้ติดคุกตลอดชีวิตเลยก็เอา คือพูดแบบหมดอาลัยตายอยากแล้วไง เพราะว่าไม่มีปัญญาจ่ายมันจริงๆ ตอนนั้น ติด อิสิควาย เนี้ยแหละ 13,000 เหอะๆ
มันก็บอกว่า คุณอย่ามาท้าผมนะ ก็บอกว่าไม่ได้ท้าแต่ยอม คือยอมติดคุกไง จะทำยังไงก็ทำ ไม่มีหนทางจะสู้แล้ว มันก็พูดเสียงโหดจนวินาทีสุดท้ายว่า งั้นพรุ่งนี้คุณเตรียมตัวรอพบเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เลย อย่าหนีนะครับ
เหอะๆ บอกได้เลย ตอนนั้นนะ หัวใจเต้นเป็นจังหวะ Hip Hop แล้ว
แต่ก็ทำไงได้ พอวางหูเสร็จ เราเดินไปบอกเจ้านายเลยว่า พรุ่งนี้ถ้าหากมีตำรวจมาขอพบเจ้านายกับตัวข้าพเจ้า เจ้านายอย่าตกใจนะ ไม่ให้เดือดร้อนถึงบริษัทแน่ๆ แต่แค่ขอให้บริษัทเป็นที่รับนักโทษแป๊บนึง เจ้านายบอกว่าเป็นเรื่องส่วนตัว ไม่เกี่ยวกับบริษัทก็เคลียร์กันไป อย่าให้ผมไปเกี่ยวข้องก็แล้วกัน งานคืองาน เรื่องส่วนตัวอีกเรื่อง
บอกตามตรงนอนไม่ได้เลย ก็คิดว่ามันมาแน่ เหอะๆ มันขู่ไว้ขนาดนั้น เป็นคนอื่นคงหนีไปตายที่ปอยเปตแล้ว แต่ก็คิดว่ายังไงก็คงมีทางแก้ไขกันสิน่า แต่ตอนนั้นยังไม่รู้ข้อกฎหมาย ไม่รู้ว่าเรื่องแบบนี้มันอยู่ในประมวลกฎหมายแบบไหน เราต้องโดนจำคุกจริงๆหรือไม่ กับเงินหมื่นสามพันบาท แต่ก็เอาวะ
ระหว่างรอ ทำงานไม่ได้เลย นั่งตัวชา ใจเต้นยิ่งกว่าจังหวะแร็พอีก รอไปจน 1 วันผ่านไป มันก็ไม่มาจับเรา
เหอะๆ ขำและดีใจลึกๆ ว่ารอดคุกแล้วว้อย และแล้ววันเวลาผ่านไป บริษัททวงหนี้รายใหม่ก็โทรมาทวงหนี้อีก พูดจาดีมากมาย เออแบบนี้สิ น่าจ่ายให้หน่อย ตกลงประนอมหนี้กันเพราะ เขาพูดจาเพราะจับใจ ทวงแบบคนมีการศึกษาเขาทวงกัน บอกเราดีๆ ไม่ใช่ ทำกับเราเหมือนวัวเหมือนควาย
เป็นอุทาเหา เอ้ย อุทาหรณ์ เอาไว้นะว่าลูกหนี้อย่างเราๆ ควรเรียนรู้เรื่องกฎหมายไว้บ้างก็ดี เป็นประโยชน์ อย่าโง่ให้เค้ามาด่าเราได้

By: โดนทวงมาทุกรูปแบบคับท่าน




 

Create Date : 27 กรกฎาคม 2555    
Last Update : 27 กรกฎาคม 2555 10:11:36 น.
Counter : 1604 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  

ภูมิพัฒน์
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 35 คน [?]




Friends' blogs
[Add ภูมิพัฒน์'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.