Group Blog
 
All Blogs
 

ข้อคิด...สำหรับผู้ที่อยากเป็นเกษตรกร โดยคุณสวนวสา

ข้อคิด...สำหรับผู้ที่อยากเป็นเกษตรกร โดยคุณสวนวสา

ข้อคิด...สำหรับผู้ที่อยากเป็นเกษตรกร โดยคุณสวนวสา




ท่านใดที่คิดจะทิ้งการงานในเมือง แล้วกลับไปเป็นเกษตรกรที่บ้านนอก ลองอ่านข้อแนะนำของสวนวสา จากเว็บเกษตรพอเพียงดอทคอมดูนะครับ

ข้อคิด...สำหรับผู้ที่อยากเป็นเกษตรกร โดยคุณสวนวสา

เรียน ว่าที่เกษตรกร เกษตรกรมือใหม่เอี่ยม และเกษตรกร part-time ทุกท่าน

จากที่เราได้คุยกับว่าที่เกษตรกรและเกษตรกรมือใหม่หลายท่านที่มาติดต่อซื้อเมล็ดพันธุ์ กิ่งพันธุ์ และท่อน้ำหยดจากสวนวสา ทำให้เราได้เรียนรู้อะไรหลาย ๆ อย่าง ...เลยต้องขออนุญาตเขียนบทความนี้ขึ้นมาเพื่อให้ว่าที่เกษตรกรและเกษตรกรมือใหม่ไฟแรงหลาย ๆ ท่านลองพิจารณาเป็นข้อคิดก่อนจะลงมือทำอะไรไป เพราะการลงทุนในสาขาการเกษตรนั้น ไม่ว่าจะเพื่อหวังผลกำไร หรือแค่หวังเพื่อใช้เวลาว่างทำงานอดิเรกปลูกต้นไม้ ทุกอย่างที่ลงไปก็เป็นเงินทองที่เราเก็บหอมรอมริบมาทั้งนั้น หากลงทุนไปโดยขาดการไตร่ตรองล่วงหน้า หรือขาดการจัดการอย่างเป็นระบบ เมื่อเกิดผลเสียหาย ผลขาดทุน ความยุ่งยากที่ตามมามักทำให้เกษตรกรมือใหม่หลายคนท้อแท้ และเลิกไปในที่สุด ซึ่งทางสวนวสาไม่อยากให้เป็นเช่นนั้น เราไม่อยากให้อาชีพเกษตรกรหายไปจากประเทศไทย ตรงกันข้ามเราอยากให้มีเกษตรกรรุ่นใหม่เกิดขึ้นมามาก ๆ คนที่มีการวางแผน มีการควบคุมผลผลิตที่มีคุณภาพ เพื่อให้ประเทศไทยเป็นแหล่งอาหารที่มีคุณภาพของโลก

ที่ดิน
การจะเริ่มทำการเกษตรได้นั้นเราควรมีที่ดินเป็นของตัวเอง แต่ก่อนจะลงมือซื้อที่ดินผืนใด ขออนุญาตให้ข้อคิดเกี่ยวกับปัจจัยที่สำคัญก่อนซื้อที่ดินเพื่อทำการเกษตร ดังนี้

1. ในที่ดินต้องมีแหล่งน้ำหรือติดกับแหล่งน้ำที่สามารถนำมาใช้ได้ทั้งปี เพราะการซื้อที่ดินที่ไม่มีน้ำ ก็เท่ากับไม่มีประโยชน์ในเชิงเกษตร แหล่งน้ำที่ว่านี้อาจจะเป็นคลองชลประทาน อ่างเก็บน้ำ คลองธรรมชาติ แม่น้ำ ฯลฯ ถ้าเป็นที่ผืนใหญ่ไม่ควรเป็นน้ำบาดาล เพราะอาจมีปริมาณไม่พอเพียง และอาจจะทำให้มีปัญหาเกี่ยวกับการจัดการตะกอนในภายหลัง

2. ที่ดินควรใกล้กับถนน และไม่ไกลจากบ้านที่อยู่ประจำของคุณมากนัก การไปมาทำได้ง่าย เมื่อการเดินทางสะดวก ก็ทำให้เรารู้สึกอยากไปเยือนบ่อย ๆ โดยเฉพาะเกษตรกร part-time ที่ต้องทำงานในวันธรรมดาและไปทำสวนได้เฉพาะวันหยุด หากคุณต้องขับรถ 500 กม. เพื่อไปสวนในวันเสาร์ และขับกลับอีก 500 กม. ในวันอาทิตย์ คุณจะเหนื่อยและท้อไปในที่สุด ระยะทางที่เหมาะสมน่าจะไม่เกิน 200 กม. จากบ้านคุณ อย่างไรก็ตามปัจจัยเรื่องระยะทางนี้ขึ้นกับทุนและความชอบส่วนบุคคล นอกจากนี้ ราคาน้ำมันก็เป็นปัจจัยสำคัญด้วย คำนวณค่าน้ำมันคร่าว ๆ ว่าระยะทาง 200 กม. รถคุณกินน้ำมันเฉลี่ย 8 กิโลลิตร น้ำมันลิตรละ 30 บาท ไป-กลับ จะมีค่าใช้จ่ายเฉพาะค่าน้ำมัน 1,500 บาทต่อเที่ยว เดือนหนึ่งไป 4 ครั้งก็ประมาณ 6,000 บาท ปีละ 72,000 บาท เทียบกับราคาที่ดินที่อาจจะแพงกว่าแต่ใกล้กว่า อย่างไหนคุ้มกว่ากัน อันนี้ควรคำนวณให้รอบคอบค่ะ

3. ที่ดินควรใกล้ตลาดหรือชุมชน หรือผู้ซื้อรายใหญ่ เพื่อที่จะสามารถขนส่งผลผลิตเพื่อจำหน่ายได้โดยง่าย (หากคิดจะปลูกเพื่อจำหน่าย) เช่น อยากปลูกมะม่วงส่งออกแต่ผู้ปลูกอยู่ภาคใต้ ส่วนผู้ส่งออกอยู่ภาคเหนือและภาคกลาง อย่างนี้ ถ้าปลูกไม่มากพอก็จะไม่มีผู้ซื้อวิ่งไปซื้อแน่ ๆ ค่าน้ำมันทุกวันนี้แพงมาก ๆ ค่ะ จากประสบการณ์ที่ผ่านมาผู้ซื้อมักจะถามก่อนว่าปลูกกี่ไร่ กี่ต้น ผลผลิตกี่ตัน (ถ้าไม่ถึง 4-5 ตัน ส่วนมากรายใหญ่เขาไม่วิ่งมาค่ะ)

4. ควรมีเพื่อนบ้านและสังคมที่ดี ก่อนซื้อที่ดินควรลองไปสำรวจดูว่าเพื่อนบ้านมีอัธยาศัยเป็นอย่างไร ที่ดินบางผืนราคาถูกเพราะเพื่อนบ้านขี้ขโมย ผลผลิตอะไรออกมาหายหมด ติดตั้งปั๊มน้ำก็หาย บางทีเผลออาทิตย์เดียวบ้านทั้งหลังรื้อเอาไปขายก็มี ลองไปถามสถานีตำรวจในพื้นที่ดูว่าคดีลักขโมยมีแยะไหม ใครเป็นผู้ใหญ่บ้าน กำนัน และทัศนคติเขาเป็นอย่างไร

5. ที่ดินควรมีต้นไม้ขึ้นอยู่ในที่บ้าง เพื่อแสดงว่าดินที่นี่ปลูกต้นไม้ได้ บางคนไปซื้อที่ดินที่เตียนโล่งแม้แต่หญ้าก็ไม่ขึ้น แล้วมาดีใจว่าไม่ต้องถางหญ้าปรับที่ดิน ซึ่งแท้ที่จริงเป็นดินเค็มที่เพาะปลูกอะไรไม่ได้ หากเป็นไปได้ลองสังเกตด้วยว่าต้นไม้ที่ขึ้นในที่ดินนั้นเป็นต้นอะไรเพื่อจะได้ทราบว่าที่ดินผืนนั้นเพาะปลูกผลไม้ชนิดใดได้ดีที่สุด

6. ที่ดินทำสวนเกษตรส่วนใหญ่ควรเป็นพื้นราบ เพราะหากเป็นที่ลาดชันเวลารดน้ำต้นไม้ น้ำจะไหลลงเบื้องล่างหมด หากต้องทำขั้นบันไดก็จะเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นกว่าที่ดินผืนราบ แต่หากจะปลูกไม้ยืนต้นพวกไม้ป่า ก็เป็นที่เนินเขาได้ค่ะ ทั้งนี้ขึ้นกับพืชที่เลือกจะปลูก

7. ไม่ควรเป็นที่น้ำท่วมขัง ที่ดินบางผืนในช่วงฤดูฝนจะตรงกับแนวน้ำท่วมพอดี อย่างนี้ปลูกพืชอะไรก็ตายหมด เลี้ยงปลาก็หายหมด

8. ให้สำรวจหน้าดินของที่ดินที่ซื้อด้วยค่ะ พอดีวันนี้มีเพื่อนเกษตรกรโทรมาปรึกษา มีที่ดินแต่หน้าดินที่ปลูกพืชได้มีเพียง 2-3 เมตรลึกลงไปกว่านั้นกลายเป็นดินผสมหินแบบแข็งเลย รากพืชชอนไชลงไปไม่ได้ อย่างนี้คงต้องปลูกพืชที่มีระบบรากไม่ลึกมากค่ะ

การเลือกพืชที่จะเพาะปลูก

1. ก่อนจะปลูกอะไร กรุณาสำรวจสภาพดินและน้ำก่อนว่าเหมาะกับพืชในใจคุณหรือเปล่า อย่าบุ่มบ่ามลงมือปลูกตามกระแส หรือตามใจชอบ ตัวอย่างเช่น ที่ดินสวนวสาเป็นดินเปรี้ยวเพาะปลูกพืชตระกูลส้ม-มะนาวได้ดี มะม่วง มะละกอได้ แต่ปลูกทุเรียน ลำไย มังคุดแล้วไม่โต (ลองแล้ว) ถึงกระนั้นก็ตามเวลาเรามี “เกษตรเกิน” (ผู้ที่แสดงตนว่ารู้มากกว่าเกษตรกร) มาเยี่ยมที่สวนก็มักจะแนะนำให้เราลองปลูกมังคุด ปลูกทุเรียนอยู่เสมอ ๆ เพราะส่งนอกได้ราคาดี คนแนะนำส่วนใหญ่ก็คิดแค่นั้น แต่เกษตรกรที่แท้จริงที่เป็นเจ้าของที่ดินควรศึกษาสภาพดินและน้ำก่อนลงมือปลูกอะไร เพื่อจะได้ประหยัดเวลาและทุนที่ถมลงไป

2. ควรเลือกพืชที่จะปลูกมากกว่า 1 ชนิดเพื่อบริหารความเสี่ยง เผื่อชนิดหนึ่งราคาตกหรือขายไม่ออก ชนิดอื่นจะได้ช่วยเฉลี่ยรายได้ แต่ไม่ควรหลายชนิดเกินไปจนปริมาณไม่คุ้มค่าขนส่ง เช่น มีที่ดิน 1 ไร่ แต่อยากปลูกมะม่วง มังคุด ลำไย มะนาว พริกขี้หนู เพื่อส่งออก แบบนี้แนะนำว่าให้ลืมเรื่องส่งออกไปได้เลย ให้ปลูกแบบพอเพียง คือเก็บทานเอง หรือส่งตลาดแถวสวนจะดีกว่าค่ะ

3. พืชแต่ละชนิดมีความต้องการน้ำไม่เท่ากัน หากจะปลูกผสมผสาน ควรเลือกพืชที่ต้องการน้ำ ปุ๋ยและยาคล้าย ๆ กันปลูกไว้ด้วยกัน นอกจากนี้ปริมาณแสงก็เป็นสิ่งสำคัญ หากพืชชนิดหนึ่งต้องการแสงมาก ก็อย่าปลูกไว้ใกล้ ๆ กับพืชที่ให้ร่มเงา เช่น อย่าปลูกมะละกอไว้ใกล้กอไผ่ เพราะในที่สุดร่มเงาของไผ่จะบังมะละกอทำให้ไม่สามารถเติบโตได้ และเกิดโรคระบาดในที่สุด หรือ หากจะปลูกมะนาวทำนอกฤดู ก็ไม่ควรปลูกใกล้กับพืชที่ต้องการน้ำ เพราะพอเรางดน้ำเพื่อให้มะนาวออกดอก ต้นไม้ข้าง ๆ ก็จะตายไปด้วย ทำนองนี้

4. ตามทฤษฎีพอเพียง ควรปลูกพืชชนิดให้ประโยชน์เกื้อหนุนกับการเกษตรของท่านด้วย เช่น หากปลูกส้มหรือมะนาว ก็ควรเผื่อพื้นที่สำหรับปลูกไผ่ไว้ด้วย เพราะเวลาค้ำต้นมะนาวหรือส้มต้องใช้ไม้ไผ่ แทนที่จะไปซื้อ ก็ปลูกเองประหยัดกว่า นอกจากนี้หากใครคิดทำเกษตรอินทรีย์ ก็ปลูกพวกสะเดา หนอนตายหยาก หรือสมุนไพรอื่น ๆ ไว้ด้วย จะได้เอาไว้ทำเกษตรอินทรีย์ได้ง่ายค่ะ

5. นอกจากนี้ ให้คิดในใจเสมอว่า พื้นที่แต่ละพื้นที่มีลักษณะภูมิศาสตร์ที่แตกต่างกัน อย่าคิดว่าการลอกเลียนแบบสวนที่ประสบความสำเร็จแล้วคุณจะประสบความสำเร็จด้วย การเกษตรไม่ใช่บะหมี่สำเร็จรูปที่ต้มกินที่ไหนก็รสชาติเดิม มักจะมีคนถามว่าหากปลูกมะนาวเหมือนสวนวสาต้องใส่ปุ๋ยเดือนไหน ฉีดยาเดือนไหน ฉีดอะไร ซึ่งขอเรียนว่า สวนวสาอยู่นครนายก สภาพภูมิอากาศและดินจะต่างจากสวนที่อยู่ราชบุรี พิษณุโลก หรือ เชียงใหม่ ดังนั้นเวลาที่ฉีดยา ใส่ปุ๋ย เก็บผลผลิตก็จะต่างกัน ช่วงเวลาเดียวกันที่สวนวสาเจอโรคราน้ำค้างแต่สวนอื่นอาจเจอเพลี้ยแป้ง อย่างนี้ยาที่ใช้ก็ต่างกัน ต้องหมั่นสังเกตอาการของพืชแล้วค่อยคิดเรื่องการบำรุงรักษาพืชค่ะ


การตลาด

1. การจะปลูกอะไร (เพื่อการค้า) ให้คิดว่าจะขายได้ที่ไหนก่อน ถ้าปลูกพืชแปลกมากและอยู่ไกลจากตลาด จะทำให้ขายยากค่ะ

2. อย่าเห่อปลูกตามกระแส เกษตรกรที่ดี ควรประเมินสภาพตลาดให้ดีด้วย และอย่าดูเหตุการณ์เพียงจุดเดียว ช่วงปีที่แล้วมะนาวลูกละ 10 บาท เลยเกิดกระแสปลูกมะนาวกันใหญ่ ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านั้น 5 ปีมีคนฟันมะนาวทิ้งไปทั้งจังหวัดเพราะราคาร้อยละ 20 บาท ไม่คุ้มค่าปุ๋ยค่ายา อยากให้เกษตรกรมองไปข้างหน้ายาว ๆ ก่อนตัดสินใจปลูกอะไร ให้เน้นพืชที่ยังไงก็ขายได้

3. หากสนใจจะปลูกเพื่อการส่งออก ควรมีพื้นที่เพาะปลูกในจำนวนมากเกินกว่า 10 ไร่ หากมีน้อยกว่า 10 ไร่ ปลูกขายในประเทศได้ แต่ปลูกส่งออกไม่คุ้มการลงทุนค่ะ (เว้นแต่ในพื้นที่มีการรวมกลุ่มเกษตรกรที่ปลูกพืชชนิดเดียวกันได้จำนวนมากพอที่ผู้ส่งออกจะสนใจ) มีระบบน้ำที่สม่ำเสมอ ที่ดินควรอยู่ไม่ไกลจากแหล่งส่งออก เกษตรกรต้องจดมาตรฐาน GAP ซึ่งมีกฎค่อนข้างมาก ต้องมีโรงเก็บปุ๋ย ยา แยกกัน มีโรงคัดแยกพืชผลที่แยกต่างหาก มีพื้นปูนไม่สัมผัสดิน ฯลฯ พวกนี้เป็นการลงทุนทั้งนั้นค่ะ ดังนั้นหากพื้นที่ใหญ่หน่อยจะคุ้มกว่าพื้นที่ขนาดเล็กค่ะ

4. อย่าพยายามคิดการณ์ใหญ่เกินไปค่ะ จะสิ้นเปลืองทุนทรัพย์โดยใช่เหตุ เช่น ปลูกมะม่วงเพียง 5 ไร่ ผลผลิตปีละ 1 ตัน ในพื้นที่ก็ไม่มีคนอื่นเพาะปลูกพืชเหมือน ๆ กัน แต่คิดจะตั้งโรงงานแช่แข็ง หรือ โรงงานแปรรูปทำมะม่วงอบแห้ง หรือ คิดจะไปเซ้งแผงในตลาดไทเพื่อขายผลผลิตของตนเอง (เพราะมีเกษตรเกินมาแนะนำ) พอขายผลผลิตหมดก็ไม่รู้จะหาผลผลิตที่ไหนมาขายต่อ หรือแปรรูปต่อ จะเป็นการลงทุนโดยเสียเปล่าค่ะ หรือ การส่งสินค้าเข้าห้างก็เหมือนกันค่ะ ควรศึกษาเงื่อนไขให้ถ่องแท้ค่ะ บางทีนอกจากโดนหักเปอร์เซนต์แล้วเราต้องรับภาระสินค้าที่เน่าเสียหายเอง แถมกว่าจะเก็บเงินได้ต้องมีเครดิต 45 วันจึงจะได้เงิน นอกจากนี้ บางที่เขามีสัญญาให้ส่งแบบต่อเนื่อง หากส่งไปครั้งสองครั้งแล้วหยุดก็อาจโดนหักเงิน ทำนองนี้

5. อยากให้อ่านความเห็นของคุณ GolfMBA ที่เขียนไว้น่าสนใจใน http://www.kasetporpeang.com/forums/index.php?topic=5609.msg91870#msg91870 ด้วยค่ะ

การเตรียมตัว/วางแผน

1. เมื่อมีที่ดินแล้ว มีทุนแล้ว ทราบว่าดินเป็นดินชนิดไหน เข้าใจสภาวะอากาศของพื้นที่แล้ว เลือกพืชที่เหมาะกับพื้นที่ได้แล้ว เราก็เริ่มวางแผนกันค่ะ อยากให้เกษตรกรทุกคนวางแผนบนกระดาษก่อนว่าจะแปลนสวนของตนเองอย่างไร บ้านจะอยู่ตรงไหน บ่อน้ำ (ถ้ามี) จะอยู่ตรงไหน และส่วนไหนกะว่าจะปลูกพืชอะไร จำนวนกี่ต้น

2. ระบบน้ำเป็นสิ่งสำคัญค่ะ ก่อนจะลงพืชชนิดใด ๆ ระบบน้ำควรจะพร้อมก่อน หากพื้นที่เป็นสภาพเนินเขา ก็ไม่เหมาะกับการทำระบบร่องน้ำที่มีน้ำหล่อแบบร่องสวนที่ทำกันในพื้นที่ราบ แต่ควรใช้การขุดทางระบายน้ำเพื่อว่าหน้าฝนน้ำสามารถไหลลงมาได้โดยไม่เอ่อขังที่โคนต้นไม้ และใช้ระบบรดน้ำแบบตามท่อน้ำหยดหรือสปริงเกอร์ โดยอาจสูบน้ำไว้ที่สูงและปล่อยมาตามแรงดึงดูดโลก หรือใช้ปั๊มน้ำก็ได้ค่ะ ส่วนพื้นที่ราบนั้นให้ศึกษาว่าระบบน้ำที่เราใช้เหมาะกับพืชหรือไม่ เช่น หากปลูกมะม่วง มะนาว ในดินเหนียวก็ไม่ควรใช้น้ำหยดแต่ควรใช้สปริงเกอร์ เพราะระบบน้ำหยดจะหยดอยู่แค่วงแคบ ๆ ในขณะที่รากพืชแผ่ขยาย แต่หากปลูกพวกพริกหรือมะเขือเทศในถุงก็สามารถใช้ระบบน้ำหยด (dripping) ได้ค่ะ เรื่องการบริหารน้ำนี้มีผลต่อการเติบโตของพืชและคุณภาพผลผลิตค่ะ นอกจากนี้ มีเกษตรกรพาร์ทไทม์บางคนคิดว่าในช่วงเริ่มต้นไม่ต้องวางระบบน้ำก็ได้ พึ่งฝนฟ้าเอา และให้คนงานลากสายยางรดน้ำเอาก็ได้ พื้นที่แค่ไร่สองไร่เอง ก็อยากให้ทดลองรดน้ำเองดูค่ะว่าเหนื่อยแค่ไหน และก็อย่าหวังผลให้มากค่ะหากพืชผลออกมาไม่ได้ขนาด หรือร่วงไปแยะ หรือไม่ติดผล ซึ่งอยากให้คิดดีๆค่ะ ทีกิ่งพันธุ์เราไปอุตส่าห์เสาะหาจากแหล่งทั่วประเทศได้ ปุ๋ยหมักก็ไปเสาะหาส่วนประกอบต่าง ๆ มา ลงทุนลงแรงไปมากมาย แต่มาประหยัดกับเรื่องน้ำ แล้วต้นไม้ก็แคระแกร็น มันคุ้มไหม

3. เมื่อระบบน้ำพร้อมแล้ว ก็มาถึงกิ่งพันธุ์ของพืชที่จะลงค่ะ แนะนำให้ศึกษาจากเวบไซต์เกษตรพอเพียงและหนังสือเกษตรต่าง ๆ ค่ะ ราคากิ่งพันธุ์พืชชนิดเดียวกัน อาจต่างกันตามผู้ขายค่ะ หากปลูกจำนวนมาก อยากให้ผู้ซื้อแวะไปที่สวนของผู้ขายแต่ละรายค่ะจะได้สัมผัสกับต้นพันธุ์ของจริง รู้ว่าแท้หรือไม่แท้ อย่าดูแต่ในรูปค่ะ เพราะหากปลูกพันธุ์ไม่แท้จะมีปัญหาเรื่องการตลาดค่ะ นอกจากนี้ขอเรียนว่าราคากิ่งพันธุ์เป็นเงินลงทุนที่ต่ำที่สุดเมื่อเทียบสัดส่วนกับต้นทุนรวมทั้งหมดของการเกษตร อยากให้ผู้ซื้อพิจารณาหลัก ๆ ในเรื่องความเสี่ยงเรื่องความแท้ของสายพันธุ์ บวกกับค่าน้ำมันที่ต้องไปเสาะหากิ่งพันธุ์ที่ต้องการ ก่อนตัดสินใจค่ะ

4. การบำรุงรักษา เมื่อปลูกพืชลงไปแล้วแน่นอนว่าจะต้องมีการรดน้ำ ใส่ปุ๋ย ฉีดยา ตัดแต่งกิ่ง เก็บผลผลิต ตัดหญ้าที่รก ๆ ในแปลง รวมไปถึงการดูแลในกรณีฉุกเฉินต่าง ๆ เช่น เครื่องสูบน้ำพัง ไฟฟ้าตัด น้ำป่าไหลหลาก น้ำท่วม ภาวะฝนแล้ง หนูแทะสายสปริงเกอร์ฯลฯ ดังนั้นหากท่านเป็นเกษตรกรเฉพาะเสาร์อาทิตย์ ก็ต้องมีคนงานที่ไว้ใจได้ช่วยดูแลค่ะ และค่าใช้จ่ายส่วนบำรุงรักษานี้ก็มากเสียด้วยสิ ที่สำคัญท่านต้องศึกษาหาความรู้ด้านนี้พอควรค่ะ ไม่งั้นโดนหลอกน่าดู เช่น หากจะจ้างคนมาตัดหญ้าควรจ่ายเหมาต่องานที่สำเร็จไม่ใช่จ่ายรายวัน เพราะบางทีก็มีอู้งานค่ะ

5. อุปกรณ์การเกษตร ที่จำเป็นต้องใช้ในสวนหลัก ๆ นอกจากพวกจอบ เสียม เครื่องมือพื้นฐานแล้ว ก็มีพวกเครื่องตัดหญ้า เครื่องฉีดยาแบบสะพายหลังหรือแบบลาก ถังหมักหรือผสมปุ๋ย ตะกร้าสำหรับเก็บผลไม้ค่ะ อุปกรณ์การเกษตรพวกนี้เวลาซื้อให้คุยหลายๆ ร้านค่ะ แต่ละร้านจะเป็นเอเย่นของแต่ละยี่ห้อแตกต่างกัน ถามความเห็นเพื่อน ๆ ในเวบนี้ก็ได้ค่ะ แต่ละคนจะมีประสบการณ์ในอุปกรณ์หลาย ๆ แบบค่ะ ควรเลือกให้เหมาะกับงานในสวนค่ะ ที่สำคัญ อย่าเสียน้อยเสียยากเสียมากเสียง่าย เช่น เครื่องตัดหญ้าแบบสะพายไหล่ ราคามันมีตั้งแต่ 1,000 กว่าบาท - 10,000 กว่าบาท ซึ่งต่างกันมาก ของถูกก็แน่นอนว่าคุณภาพก็ตามราคา ตัดหญ้าสามวันก็อาจจะหลุดเป็นชิ้น ๆ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าของแพงสุดจะดีที่สุดเสมอไป ให้ศึกษาจากเพื่อนเกษตรกรคนอื่นดูค่ะ ที่สำคัญ เวลาซื้ออุปกรณ์พวกนี้ต้องหาที่มีอะไหล่และศูนย์ซ่อมด้วยค่ะ บางยี่ห้อบอกว่าทนทานแต่คนเอามาขายขายแต่เครื่องอย่างเดียวไม่มีอะไหล่ พอเสียก็ต้องทิ้งเลย นอกจากนี้หากมอเตอร์เสีย เครื่องตัดหญ้าเสียจะซ่อมที่ไหนที่ใกล้ ๆ ไม่ต้องขนไปขนมาถึงกรุงเทพ ควรเตรียมข้อมูลแหล่งซ่อมที่เชื่อถือได้ค่ะ ไม่งั้นโดยฟันเละค่ะ

คนงาน

1. ควรมีให้พร้อมค่ะ แต่อย่าคาดหวังอะไรมากเกินไป เพราะคนงานก็คือคนงานค่ะ ถ้าเขาขยันและฉลาดกว่านี้ เขาก็ไม่มาเป็นคนงานค่ะ การดูแลคนงานให้อยู่กันนาน ๆ บางทีก็ต้องหลับตาข้างหนึ่งค่ะ บางทีเขาอาจจะกินเหล้า เล่นหวย อู้งานบ้าง ตราบใดที่งานที่สั่งไว้เขาทำสำเร็จ ก็พอไปรอดค่ะ ที่สำคัญคือต้องไว้ใจได้ ของในสวนอย่าหาย (อาจมีเก็บไปกินบ้างก็ปล่อย ๆ ไปค่ะ) แต่ประเภทยกมอเตอร์ไปขาย หรือให้เมียเปิดแผงที่ตลาดขายผลไม้ที่ขโมยมาจากในสวนเรา อันนี้ก็ต้องให้จรลีไปค่ะ ที่สวนวสาอนุญาตให้คนงานปลูกพืชผักที่อยากกินได้ตามสบาย หาเมล็ดผักมาให้เขาด้วย ผลไม้ในสวนหากอยากกินก็ให้เอาไปแต่พอกิน แต่ห้ามเอาไปขาย ให้จับปลาในร่องสวนมากินได้ แต่ห้ามจับไปขาย เว้นแต่คนงานจะลงทุนซื้อลูกปลามาเลี้ยงในกระชังเองก็ให้ทำได้แต่ต้องเลี้ยงนอกเวลางาน อยากเลี้ยงเป็ดเลี้ยงไก่ก็ให้เลี้ยงได้ในพื้นที่จำกัด เขาจะได้เก็บไข่กินได้เอง แต่ไม่อนุญาตให้ทำเพื่อค้าขาย ไม่งั้นวัน ๆ เอาแต่บำรุงรักษาพืชผักเป็ดไก่ของตัวเองจนไม่ได้ทำงานของเรา

2. ค่าจ้างคนงาน ส่วนมากเราใช้จ้างเป็นรายวันค่ะ แต่มีหัวหน้าคนงานที่เราจ่ายเป็นรายเดือน ค่าแรงเฉลี่ยอยู่ที่วันละ 120-180 บาทค่ะ คนต่างด้าวจะได้ที่ราว ๆ 120-150 บาท คนไทยได้ที่ 150-180 บาทค่ะ หากเกิน 5 โมงเย็นก็จะมีค่าล่วงเวลาให้ (ช่วงที่เร่งเก็บผลไม้และคัดแยกน่ะค่ะ) บางทีคนซื้อผลไม้เราเขาก็จะจ่ายค่าแรงให้คนงานเราในวันที่เก็บผลไม้ให้เขา เราก็ประหยัดไปได้ค่ะ เช่น การซื้อมะม่วงแบบเหมาสวน พ่อค้าจะมาพร้อมคนงานคัดแยก แล้วเขาจ้างเราเก็บผลไม้ให้ โดยให้ค่าแรงรายวันกับคนงานเราค่ะ ค่าจ้างนี่เราอาจปรับขึ้นให้ปีละหน ปลายปีอาจมีเงินแถมให้นิดหน่อยได้ค่ะ

3. วันหยุด คนงานไทยในต่างจังหวัดจะขอมีวันหยุดตามวันสำคัญทางศาสนาค่ะ เช่น วันเข้าพรรษา วันทำบุญทอดกฐิน วันสงกรานต์ วันแต่งงานญาติ วันงานศพญาติ ฯลฯ เรื่องพวกนี้เราต้องปล่อยวางค่ะ เกษตรกร part-time หลายคนอาจไม่ค่อยพอใจเพราะตรงกับวันหยุดยาวที่เราจะเข้าสวนได้พอดีเช่นกัน ก็ต้องทำใจค่ะ นอกจากนี้ วันหวยออก เป็นวันที่คนงานไม่ค่อยมีกะจิตกะใจทำงานกันเท่าไหร่ ดังนั้น พยายามอย่าคาดหวังมากค่ะ คุยกันให้เข้าใจตั้งแต่เริ่มงาน จะทำให้ความรู้สึกดีทั้งสองฝ่ายค่ะ

การหาความรู้เพิ่มเติม

1. เป็นเกษตรกรต้องหมั่นหาความรู้เพิ่มเติมอยู่เสมอค่ะ ซึ่งแหล่งความรู้ที่ง่ายที่สุด เร็วที่สุด และไม่เสียเงินคือการหาตามเว็บไซต์ แค่เข้าไปที่ google แล้วคีย์คำที่ต้องการทราบ เช่นคำว่า โรคมะนาว หรือ มะละกอใบหงิก ก็จะปรากฏรายการเว็บต่าง ๆ ที่มีข้อมูลเกี่ยวกับคำที่ท่านคีย์เข้าไปมาให้ท่านได้ลองเข้าไปอ่าน หากไม่เจอข้อมูลที่ต้องการค่อยมาตั้งกระทู้สอบถามเพื่อน ๆเกษตรกรท่านอื่นเพิ่มเติมได้ค่ะ อย่างไรก็ตาม ข้อมูลต่าง ๆ บนเว็บอาจจะมีข้อมูลที่คลาดเคลื่อนไปบ้างแล้วแต่เว็บไซต์ที่เปิดเจอ เช่น เจอเว็บขายปุ๋ยข้อมูลที่ออกมาอาจชี้นำไปสู่การซื้อปุ๋ยยาของเขา ดังนั้น อยากให้เกษตรกรเชื่อข้อมูลในเว็บไซต์ของทางการเป็นหลัก เช่น เว็บของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (http://www.ku.ac.th/) เว็บของกรมส่งเสริมการเกษตร (http://www.doae.go.th/) เป็นต้น เว็บเหล่านี้มีข้อมูลที่น่าสนใจมากมายค่ะ หลายเว็บมีรูปภาพประกอบด้วย อยากให้เกษตรกรได้ลองขวนขวายหาความรู้ด้วยตัวเองจากหลาย ๆ แหล่งข้อมูลค่ะ จะได้คิดวิเคราะห์ได้รอบทิศ ดีกว่าการมาตั้งกระทู้ถามเพียงอย่างเดียว ซึ่งเราก็ไม่ทราบว่าผู้ตอบแต่ละคนมีความรู้ในด้านนั้น ๆ จริงหรือไม่ บางเรื่องแม้ผู้ตอบมีความประสงค์ดี แต่ตอบเอาตามที่นึก (เอาเอง) ว่ามันน่าจะเป็นเช่นนั้นโดยไม่มีประสบการณ์หรือหลักวิชาการสนับสนุน แล้วเกษตรกรไปทำตาม ผู้ที่เสียหายคือเกษตรกรเองค่ะ

2. นอกจากเว็บไซต์แล้ว ก็มีหนังสือและวารสารเกษตรต่าง ๆ ที่สามารถหาอ่านเพิ่มความรู้ได้ค่ะ เช่น วารสารเคหเกษตร วารสารเมืองไม้ผล วารสารเทคโนโลยีชาวบ้าน เป็นต้น สวนวสาได้มีโอกาสไปเยือนสวนเกษตรต่าง ๆ เพื่อเสาะหาพันธุ์พืชที่ต้องการก็ใช้ดูเอาตามวารสารพวกนี้ค่ะ บางทีเขาก็มีการจัดอบรมให้ฟรี ๆ มีวิทยากรที่มีความรู้มาพูด มีเพื่อเกษตรกรที่มีประสบการณ์มาแบ่งปันเทคนิค เราก็จะได้ประโยชน์ค่ะ แต่ไม่ใช่ว่าวารสารทุกเล่มจะจัดงานได้ดี สวนวสาเคยไปร่วมงานหนึ่งเป็นการอบรมครึ่งวัน แต่กว่าการกล่าวเปิดงานของบุคคลสำคัญต่างๆที่เชิญมาจะหมดก็ปาเข้าไปเกือน 10 โมงแล้ว แล้วยังพักเบรคยาว ๆ ให้คนที่มาอบรมไปซื้อของที่สปอนเซอร์ต่าง ๆ มาออกร้านขาย ในที่สุดได้ฟังคนบรรยาย (แบบรีบๆ ให้จบ) แค่ไม่ถึงชั่วโมง เสียเวลาไปเหมือนกันค่ะ

3. หนังสือเกี่ยวกับคู่มือการเกษตรต่าง ๆ รวมถึงผลงานวิจัยบางงานที่มีประโยชน์ มีจำหน่ายที่ศูนย์หนังสือมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่ศูนย์หนังสือจุฬา ที่ร้านหนังสือแพร่พิทยา และตามงานเกษตรแฟร์ นอกจากนี้ ยังมีแจกให้ฟรีโดยกรมวิชาการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร สำนักงานเกษตรจังหวัด อำเภอ และหน่วยงานราชการบางหน่วยงาน ลองติดต่อขอไปดูได้ค่ะ

ความต้องการ กับ ความเป็นจริง

ผู้ที่อยากเป็นเกษตรกรหลายท่านที่ทำงานประจำอยู่ ควรพิจารณาบริหารเวลา ครอบครัว และทุนทรัพย์ให้รอบคอบก่อนลงมือค่ะ บางทีเรามาอ่าน ๆ ในเว็บต่าง ๆ เห็นคนอื่นเขาซื้อที่ดินกัน ลงมือทำกัน ก็เกิดแรงบันดาลใจอยากทำบ้าง แต่นั่นอาจเป็นความต้องการของคุณคนเดียวหรือเปล่า ลองดูปัจจัยต่าง ๆ ต่อไปนี้ด้วยค่ะ

+ เวลา - คุณทำงานประจำในวันเสาร์อาทิตย์หรือเปล่า เพราะการเป็นเกษตรกร part-time นั้นอย่างน้อยต้องมีเวลาเสาร์-อาทิตย์ที่จะไปดูแลพืชผลที่ปลูกได้ หรือหากทำงานส่วนตัว ก็ต้องถามว่าสามารถจัดเวลาได้หรือเปล่าที่จะหาเวลาว่างแวะเวียนไปดูแลการเติบโตของพืชผล และแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ หลาย ๆ คนไฟแรงแต่ตอนแรก ๆ พอสักห้าหกเดือนผ่านไป ก็ทิ้งระยะเสียแล้ว จากทุกอาทิตย์ เป็นเดือนละหน เป็นสองเดือนหน ในที่สุดเหลือปีละหน อย่างนี้สิ่งที่ลงทุนไปก็จะเสียเปล่าค่ะ การทำเกษตรนั้นคนทำต้องมีความรับผิดชอบ (discipline) ที่ต่อเนื่องค่ะ ยิ่งถ้าที่ดินอยู่ไกลจากที่บ้านหรือที่ทำงานมากๆ อย่างที่เขียนไว้แล้วด้านบน ว่าส่วนใหญ่เจอค่าน้ำมันและเวลาขับรถไปก็จะท้อใจในที่สุด

+ ครอบครัว - เป็นสิ่งสำคัญค่ะ การซื้อที่ดินทำเกษตรนี่ครอบครัวทางบ้านต้องสนับสนุนนะคะ เพราะบางครั้งเป็นความต้องการเฉพาะของคุณพ่อบ้านอย่างเดียว แต่ครอบครัวทางบ้านไม่สนับสนุน เพราะเคยได้ยินคุณแม่บ้านบ่นว่าเสาร์อาทิตย์แทนที่จะได้พาลูกไปเรียนพิเศษ หรือได้ไปท่องเที่ยวกันตามแหล่งท่องเที่ยว ก็ต้องไปใช้ชีวิตกลางแดดร้อน ๆ ขุดดิน ปลูกพืช เรื่องแบบนี้คุณแม่บ้านบางคนและเด็ก ๆ ไม่เข้าใจค่ะ อยากให้ทำความเข้าใจกันในบ้านให้เรียบร้อยก่อน เพราะไม่งั้นอาจมีปัญหาภายในครอบครัวได้ค่ะ

+ ทุน - สะสมมาพอไหม เวลาคำนวณเงินลงทุน คิดให้รอบคอบด้วยค่ะ นอกจากค่าที่ดิน ค่าคนงาน ค่ากิ่งพันธุ์ ค่าปุ๋ย ค่ายา ค่าระบบน้ำ ค่าอุปกรณ์การเกษตรต่าง ๆ แล้ว คิดได้เท่าไหร่ ให้คูณ 3 ไว้ก่อนเลย เพราะจริง ๆ มันจะมีค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่คุณไม่คาดคิดเกิดขึ้นอีกมาก ๆๆๆๆๆ และถ้าเงินสะสมของคุณไม่มากพอ นำไปสู่การเป็นหนี้สินเพื่อนำมาลงทุน มันจะไม่ยั่งยืนน่ะค่ะ

******************************************************************************

พืชพลังงาน หรือ พืชอาหาร หรือ สวนป่า

จากปัจจัยเรื่องเวลา ครอบครัว และทุนที่พูดถึงด้านบน ก็มีผลต่อการตัดสินใจเลือกชนิดพืชเพื่อทำสวนเกษตรเบื้องต้น ดังนี้ค่ะ

สวนป่า - ถ้าที่ดินอยู่ไกล เวลามีน้อย ภาระครอบครัวมีมาก ทุนมีกลาง ๆ ในช่วง 5-10 ปีนี้ แต่อยากเริ่มแล้ว ก็อยากให้พิจารณาเริ่มที่การทำสวนป่าไปก่อน คือ ปลูกพืชที่ตัดไม้ขายในภายหลัง เช่น สน ยูคา สัก หรือไม้ป่าอื่น ๆ เพราะจะหนักแค่ช่วงปรับปรุงดินแรก ๆ พอต้นกล้าตั้งหลักได้แล้ว ก็ผ่อนภาระการสิ่งไปดูแลบ่อย ๆ ไป 5 - 10 ปี เช่นไปเดือนละหน หรือ สองเดือนหน ก็ได้ แต่ต้องไปนะคะ ไม่งั้นเพื่อนบ้านอาจจะมาบุกรุกเขาไปปลูกอะไรต่อมิอะไรเป็นการบันเทิงไป เราเจอมาแล้วกับที่ดินของเราที่อยู่ไกล ๆ ไม่ค่อยได้ไปสามสี่เดือน มีสวนพริก สวนถั่ว เกิดขึ้นมาในที่ดินเราเฉยเลย ดีไม่ดีต้นกล้าที่เราปลูกไว้อาจเจอพืชอื่นเบียดเบียนตายไปก็ได้ หรือไม่ก็เจอมาแล้วค่ะ ที่ชาวบ้านเข้าไปจุดคบไฟหาหนู แล้วทำไฟไหม้สวนเราไปครึ่งสวน พวกสวนป่านี่ช่วงท้าย ๆ ต้องเฝ้ากันดี ๆ ด้วยเพราะไม่งั้นชาวบ้านแอบมาตัดไม้เราไปขาย ก็มีค่ะ

พืชอาหาร - ต้องการเวลาอย่างมากค่ะ อย่างที่เขียนมาแล้วว่าผู้ปลูกต้องมีความสม่ำเสมอในการไปดูแล เพราะไม่งั้นเผลอแป๊บเดียวโรคหรือแมลงลง ต้นไม้อาจจะตายไปทั้งสวนก็ได้ค่ะ ฝากคนงานเขาก็คงไม่ได้ใส่ใจมาก เพราะไม่ใช่สวนของเขาน่ะค่ะ พืชอาหารต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นผลไม้ พืชตระกูลธัญพืช หรือผักต่าง ๆ ต้องดูแลใกล้ชิดค่ะ นอกจากนี้ช่วงเก็บผลผลิตก็ต้องคอยหาตลาดให้ดี วางแผนการเก็บให้ดี การขนส่ง การเก็บรักษาอีก หากเกษตรกรยังไม่พร้อมก็แบ่งที่ดินปลูกเฉพาะที่พอกินเองไปก่อน ส่วนที่ดินที่เหลือก็ปลูกไม้ยืนต้นพวกสวนป่าไปก่อนค่ะ

พืชพลังงาน - พลังงานกำลังขาดแคลน คนเลยเห่อปลูกพืชพลังงานกันใหญ่ ตั้งแต่พวกมัน อ้อย ปาล์ม สบู่ดำ ฯลฯ ราคาก็ขึ้นลงตามที่เราเห็น ๆ ค่ะ พืชน้ำมันนี่มันแทนที่พื้นที่เพาะปลูกพืชอาหารนะคะ เวลานี้ทั่วโลกกำลังมีประเด็นเรื่องอาหารขาดแคลน เพราะหลายประเทศที่เคยทำเกษตรกรรมอาหาร เช่น มาเลย์ อินโด บราซิล อาร์เจนติน่า หันไปปลูกพืชพลังงานและยางพารากันใหญ่ ในระยะยาวแล้วราคาพืชอาหารจะแซงพืชพลังงานค่ะ สวนวสาจึงอยากเชียร์ให้ทุกคนกัดฟันปลูกพืชอาหารกันไปก่อนค่ะ และจะให้ข้อคิดสำหรับคนที่อยากปลูกพืชน้ำมันว่าควรอยู่ใกล้แหล่งรับซื้อนะคะ เช่นปลูกปาล์มควรอยู่ใกล้ ๆ โรงกลั่นนะคะ หากมีหลาย ๆ โรงในพื้นที่ยิ่งดีค่ะ ไม่งั้นเก็บผลผลิตแล้วส่งไม่ได้ก็จะเสียหายมากค่ะ เราจะเห็นว่าบางทีพอราคาขึ้นและน้ำมันที่กลั่นแล้วยังขายไม่ได้ บางโรงกลั่นเขาปิดไม่รับซื้อก็มีค่ะ หากมีตัวเลือกก็จะดีค่ะ เพราะพืชน้ำมันนี่เอาไปวางขายตามตลาดก็ไม่ได้ กินเองก็ไม่ได้ ต้องขายเข้าผู้แปรรูปอย่างเดียวเลย

จบค่ะ

หวังใจอยากให้เป็นบทความที่ช่วยเพื่อน ๆ ที่อยากเป็นเกษตรกร แล้วไม่รู้จะเริ่มที่ไหนดี ได้นำไปใช้ประโยชน์ค่ะ
หากคิดอะไรออก จะมาปรับปรุงเพิ่มเติมเรื่อยๆ ค่ะ

ลองอ่านเพิ่มเติมที่นี่นะครับ
http://www.kasetporpeang.com/forums/index.php?topic=4941.0




 

Create Date : 12 มิถุนายน 2557    
Last Update : 12 มิถุนายน 2557 20:37:32 น.
Counter : 321 Pageviews.  

ข้อควรรู้เมื่อลงประกาศอสังหาฯออนไลน์


DD Tips:ข้อควรรู้เมื่อลงประกาศอสังหาฯออนไลน์




09 มิถุนายน 2557



table_add ความเห็น email_go ส่งต่อให้เพื่อน share Bookmark & Share



สถิติล่าสุดพบว่าคนไทยกว่า 80% ค้นหาข้อมูลออนไลน์ก่อนตัดสินใจซื้อ และจำนวนการค้นหาอสังหาริมทรัพย์ประเภทต่างๆ ผ่านสื่อออนไลน์ในเมืองไทยนั้นโตขึ้นถึง 30% ในปีที่ผ่าน แสดงให้เห็นว่าการเข้าถึงตลาดออนไลน์และเข้าใจสิ่งที่ผู้บริโภคกำลังมองหาจากการค้าหานั้นจะทำให้คุณประสบความสำเร็จในการขายหรือปล่อยเช่า วันนี้ เรามีวิธีง่ายๆ ที่จะช่วยปรับทักษะพื้นฐานในการลงประกาศอสังหาฯ ออนไลน์ภายในเวลาไม่กี่นาทีมาฝาก



• อยากขายของต้องโชว์

ลงประกาศแสดงอสังหาฯ ให้กับกลุ่มเป้าหมาย



ถ้าคุณอยากจะขายบ้าน คงไม่เวิร์คแน่ถ้าเลือกที่จะเก็บเงียบ ไม่มีการโฆษณาประชาสัมพันธ์แต่อย่างใด เมื่อมองถึงพฤติกรรมผู้บริโภคในโลกออนไลน์ หากไม่รู้จะเริ่มจากที่ไหน คนส่วนใหญ่จะเข้าเว็บไซต์ที่เป็น Search Engine อย่าง Google, Yahoo หรือ Bing เพื่อหาข้อมูล ดังนั้น หากคุณทำให้ประกาศของคุณติดเป็นหนึ่งในผลของการค้นหาแต่ละครั้งได้ โอกาสในการที่ชาวโลกจะได้เห็นประกาศของคุณจึงไม่ใช่เรื่องยาก




“คีย์เวิร์ด” หรือคำที่จะเป็นกุญแจพาผู้คนมาสู่ประกาศคุณ ส่วนใหญ่จะมาจากหัวข้อ หรือ title ของหน้านั้นๆ ดังนั้นการเลือกใช้หัวข้อประกาศจึงมีผลเป็นอย่างมากในการแสดงตัวตนให้กลุ่มเป้าหมายเห็น แต่คำแบบไหนละที่จะตรงใจคนค้นหา ก่อนอื่นเราต้องพิจารณาก่อนว่าสินค้า หรืออสังหาฯ ที่เราต้องการเสนอขายนั้นคืออะไร ในขณะที่เขียนนั้น เราอาจจะต้องลองสวมบทเป็นผู้ที่กำลังค้นหาอสังหาฯ เองว่า ถ้าหากเราต้องการค้นหา เราจะพิมพ์คำใดลงใน Search Engine



ขาย/ให้เช่า + ประเภทอสังหาฯ + ทำเล




• หัวข้อประกาศโดดเด่น สร้างความแตกต่าง

บ้านดีแค่ไหน ถ้าลูกค้าไม่รู้ถึงจุดเด่น บ้านเราก็ไม่แตกต่างจากบ้านอื่นๆ



ด้วยข้อดีของโลกออนไลน์ ทำให้เราสามารถเข้าถึงข้อมูลที่หลากหลายได้ในเวลาอันรวดเร็ว ทั้งเพื่อการค้นหาและเปรียบเทียบข้อมูล การทำตัวให้โดดเด่นจึงเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่มีความสำคัญมาก เพราะทำให้เราดูแตกต่างจากคนอื่นๆ ที่มีลักษณะสินค้า หรืออสังหาฯ ที่ใกล้เคียงกัน หากพิจารณาในเชิงอสังหาฯแล้ว ความโดดเด่น อาจจะเกิดได้จากทำเลที่ตั้ง ระบบขนส่งมวลชน ราคา การตกแต่ง การพร้อมในการเข้าอยู่ ซึ่งจุดขายเหล่านี้ สามารถสื่อสารผ่านหลายวิธีการ เช่น การสื่อสารผ่านคีย์เวิร์ด โดยคุณอาจจะเพิ่มจุดเด่นของคุณลงในหัวข้อ เช่น



ขาย/ให้เช่า + ประเภทอสังหาฯ + ทำเล + จุดขาย (ใกล้รถไฟฟ้า, ใจกลางเมือง, ใกล้ตลาด, ราคาถูกมาก)




นอกจากนี้ คุณสามารถใช้การสื่อสารผ่าน “ภาพ” โดยใช้ภาพของอสังหาฯ นั้นจริงๆ ที่มีความสวยงามและคมชัด เพราะนอกจากราคาและทำเลแล้ว สิ่งที่ผู้ซื้อ/ผู้เช่าอสังหาฯ ส่วนใหญ่ให้ความสำคัญคือสภาพของอสังหาฯ เนื่องจากมีผลต่อค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้นเพิ่มเติมหลังการขาย



• ปักหมุดแสดงพิกัดชัดเจน

เข้าใจทำเลได้ถูกต้อง ค้นหาได้แม่นยำผ่าน Mobile App



นอกจากเนื้อหาของประกาศที่บรรยายลักษณะของอสังหาฯ แล้ว “แผนที่” เป็นอีกส่วนหนึ่งที่ไม่ควรมองข้าม เพราะนอกจากผู้ที่สนใจซื้อ/ เช่า จะได้ข้อมูลที่ถูกต้องแล้ว ยังทำให้ประกาศของคุณถูกค้นพบได้ง่ายขึ้นและแม่นยำจากการค้นหาผ่าน Mobile Application ซึ่งอัตราการเติบโตของการใช้อินเตอร์เน็ตผ่านสมาร์ทโฟนนั้นเพิ่มขึ้นมากกว่า 10% ในปีที่ผ่านมาเมื่อเทียบกับการใช้โทรเข้าออกปกติ การลงพิกัดปักหมุดลงบนแผนที่ดิจิตอลจึงเป็นเรื่องสำคัญมาก



• ติดต่อได้ปิดการขายไว

ข้อมูลแค่ปลายนิ้ว วิธีการติดต่อการควรยิ่งง่าย



หลายๆ คนมักจะตกม้าตายกันในขั้นตอนนี้ เพราะติดต่อยาก โทรไปไม่รับสาย หรือไม่มีการโทรกลับ เบอร์โทรศัพท์ไม่อัพเดท หรือไม่ตอบอีเมลล์ เหมือนลูกค้ามายืนอยู่หน้าบ้าน แต่เข้ามาไม่ได้ ทำให้พลาดโอกาสในการขาย



ในการทำการตลาดผ่านสื่อออนไลน์ซึ่งเปิดตลอด 24 ชั่วโมงนั้น เบอร์โทรศัพท์ที่ควรใช้ในการติดต่อควรเป็นเบอร์โทรศัพท์มือถือ เพราะหากพลาดรับสายไม่ทัน เรายังมีเบอร์ที่เป็น Missed Call ที่สามารถโทรกลับได้ หรือบางเครือข่ายยังมีระบบแจ้งเตือนทาง SMS หากปิดเครื่องขณะมีคนโทรเข้ามา



นอกจากนี้เว็บไซต์ที่มีการพัฒนาเพื่อรองรับการซื้อ-ขายยังมีเทคโนโลยีแจ้งเตือนผ่านระบบ SMS เข้าทางโทรศัพท์มือถือของผู้ประกาศขายหากมีผู้ที่สนใจ ให้คุณไม่พลาดทุกโอกาสในการขายอสังหาฯ ของคุณ




 

Create Date : 12 มิถุนายน 2557    
Last Update : 12 มิถุนายน 2557 15:39:10 น.
Counter : 513 Pageviews.  

ข้อคิดซื้อบ้านให้พ่อให้แม่อยู่

 เคยเตือนน้องคนรู้จักคนนึงเรื่องการซื้อบ้าน กะว่าซื้อบ้านให้พ่อแม่อยู่ หลังนึง 3 ล้านกว่าๆ

พ่อแม่เคยอยู่ตึกแถวในตลาด  อารมณ์อยากมีบ้าน มีบริเวณ จะได้มีที่จอดรถ

น้องก็พาพ่อแม่ไปดูบ้าน  ก็้ชอบกันหมดทุกคน  น้องเลยจัดการซื้อเลย ผ่อนเดือนนึงก็หลายอยู่

พอเอาเข้าจริง ตอนแรกก็ไปนอนบ้าง แต่งบ้าน จัดสวน ทุกสิ่งอย่าง

ผ่านไปเริ่มไม่อยากไป เพราะไกลจากบ้านเดิมมาก ไปนอนได้สัปดาห์ละวัน

หนักๆเข้า พ่อแม่เริ่มงอแง ไม่ไปอยู่ ที่นีลูกก็ผ่อนไป ตัวเองก็ไปอยู่สัปดาห์ละวัน

อยากบอกว่า  การเปลี่ยนวิถีชีวิตคนแก่เป็นเรื่องยาก  บางคนก็ไม่อยากขัดใจลูก บางคนก็อารมณชัววูบ อยากได้บ้าน
น้องก้เสียโอกาสในการเก็บเงิน ต้องเอาไปผ่อนบ้าน  แล้วบ้านก็ไม่ได้ขายกันง่ายๆ เกิดหนี้ที่ไม่จำเป็นเลย

เหตุการณ์นี้ก็เคยเกิดขึ้นกับผม  หลายคนคงอยากให้พ่อแม่อยู่สบาย ไปซื้อบ้านในหมู่บ้าน เหมือนเอานกไปขังกรง คนแก่ไม่มีสังคม อยู่อย่างหงอยๆ  สุดท้ายก็เลือกอยู่บ้านเก่าในตลาด บ้านในหมู่บ้านอยู่ไม่ได้
 เลยให้เช่า สุดท้ายก็ขายไป  

เพราะฉะนั้นซ์้ออะไรคิดให้ดีครับ อย่าทำให้ตัวเองเสียโอกาส




 

Create Date : 30 ธันวาคม 2556    
Last Update : 30 ธันวาคม 2556 11:04:17 น.
Counter : 662 Pageviews.  

รีโนเวททาวน์เอ้าส์อายุ 20 ปี

ทาวน์เฮ้าส์หลังนี้เป็นทาวน์เฮ้าส์เก่าแล้วครับ พ่อกับแม่ช่วยกันผ่อนมา

ผ่านไป 20 ปี ทรุดโทรมตามกาลเวลา เพราะขาดการบำรุงรักษาที่ดี

รั่ว ร้าว ร้อน ซึม มีหมด

ที่ทำไปก็มีเปลี่ยนตัวรองสันหลังคาเพราะน้ำรั่ว เหลือฝ้าขึ้นไปเจอทั้งซากนก ขี้นก และอื่นๆอีกมาก มิน่ามานอนทีไรไม่สบายทุกที

มาดูรูปตอนทำก็แล้วกันนะครับ ไว้เสร็จแล้วจะเอามาแชร์ให้นะครับ



ต่อๆ




ด้านหน้า



ด้านข้างผนังเยินมากเหมือนเอาสีไม่ดีทาไว้ให้ ลอกหมดแล้ว




 

Create Date : 23 พฤศจิกายน 2556    
Last Update : 23 พฤศจิกายน 2556 22:14:05 น.
Counter : 1343 Pageviews.  

กรณีตัวอย่างติดเครดิตบูโรก็ซื้อบ้านได้

ตัวอย่างการติดเครดิตบูโรก็กู้ซื้อบ้านได้
จาก http://www.consumerthai.org/debtclub/index.php?option=com_kunena&func=view&catid=5&id=27702&Itemid=52#27703

ทำไงดี เครดิตเสีย??? แย่แน่ๆ ??? แล้วต่อไปจะทำธุรกรรมทางการเงินได้ไหมเนี่ย ??? เชื่อว่าสมาชิกหน้าใหม่ๆหลายคนคงมีคำถาม ความกังวลเรื่องนี้อยู่ วันนี้ขอมาแชร์ประสบการณ์นะคะ


ก่อนอื่นขอทักทาย พี่ๆเพื่อนๆสมาชิกเก่าหน้าเดิมที่อาจพอจำกันได้ ทั้งรุ่นพี่รุ่นน้องนะคะ

รวมถึงสมาชิกใหม่ๆ ที่กำลังก้าวเข้ามาในวังวนของความเครียด เหนื่อย ล้า ซึ่งอยากบอกว่าอีกไม่นานมันจะผ่านไป และมันจะดีขึ้น เพราะเราก็เป็นคนนึงที่ผ่านมาแล้ว

เราไม่ได้เข้ามาที่นี่นานมากๆเกือบ 2 ปีได้เพราะมัววุ่นวายกับการรับภาระหนี้ก่อนใหญ่กว่าหนี้บัตรนั่นก็คือ หนี้ชีวิต ต้องดูแลเจ้าตัวน้อยที่เพิ่งเตาะแตะ ไหนจะงานที่กำลังวุ่นวายรุมเร้า

วันนี้โอกาสดี ลูกหลับ สามีหนีเที่ยว นึกคิดถึงชมรมขึ้นมา พอเข้ามาโอ้ววว คำถามเดิมๆ ยังว่อนอยู่ไปหมด นับถือน้ำมจกรรมการจริงๆนะจุดนี้ที่ยังตอบกันทุกวี่วัน

เราเคยเป็นคนนึงที่เป็นหนี้เหมือนทุกๆคนในนี้ ขอเล่าข้ามเลยแล้วกันว่าจับพลัดจับพลูหนี้งอกเงยมา 4 แสน จากบัตรเครดิต 8 ใบ เราก็มาหาข้อมูลในนี้แหละ แล้วก็ทำตามอย่างเคร่งครัด ตั้งแต่ปี 52 จนมาปิดหมดเอาเมื่อปี 54 ตัวเลขที่ใช้ปิดจำได้ไม่แน่ชัดนักขี้เกียจรวม เอาเป็นว่าอยู่ในเรตที่ไม่เดือดร้อนครอบครัว ชีวิตคล่องตัวขึ้นมากมาย แต่ประเด็นที่จะเล่ามันไม่ใช่เรื่องปิดหนี้ มันกำลังจะเริ่มเรื่องสร้างหนี้ต่างหาก 555

ในระหว่างปิดหนี้อย่างเมามันส์นั้น เจ้ากรรมดันท้องจ้า!!! ความกังวลเริ่มบังเกิด ไม่ใช่เพราะห่วงเรื่องสภาพการเงิน เพราะเจ้าตัวเล็กมาตอนที่เราเริ่มคล่องมือขึ้นมาบ้างแล้ว เรียกได้ว่าผ่านจุดวิกฤตมาแล้วระดับนึง เหลือหนี้อีกแค่ 3 ใบ ซึ่งมีเงินพอจะจ่ายได้แต่ยังอยู่ระหว่างต่อรองนั่นเอง


แต่ความกังวลที่บังเกิดคือเรื่องของคนเลี้ยงลูกต่างหาก เพราะเรากับสามีทำงานทั้งคู่ แถมยังบ้านที่ยังต้องผ่อนคงไม่สามารถออกมาเลี้ยงลูกได้ และประเด็นสำคัญคือยายอยากได้หลาน อากงกับยาย (พ่อแม่เรา ) อยากเป็นคนเลี้ยงลูกให้ แต่ให้มาอยู่กับเราแกก็ไม่มาเพราะแม่ยายไม่กินเส้นกับลูกเขย จะเอาลูกเราไปเลี้ยงที่บ้านเค้า ซึ่งแฟนเราก็ไม่ยอม ไปๆมาๆ เลยสรุปลงที่ต้องหาที่ให้ตากับยายเลี้ยงหลานออย่างสบายใจและใกล้เราพอที่จะ ไปรับส่งทุกวันได้ จึงนำมาซึ่งความคิดว่าจะซื้อบ้านอีกหลังให้ตายายอยู่ใกล้ๆกัน แต่....หนี้เก่ายังไม่หมดเลยหนี้ใหม่จะสร้างได้เหรออ???

เราตัดสินใจซื้อบ้านอีกหลังใกล้ๆกัน โดยเราเป็นคนกู้หลัก ( เพราะยายอยากให้เป็นชื่อเรา ) ตอนนั้นเรายังมีหนี้บัตรค้างอีก 3 ใบคือ HSBC , SCB , KTC

จึงเหลือธนาคารไม่กี่ที่ให้เราทำเรื่อง ( ของเก่าที่ปิดแล้วมี lotus ,central, citybank , bkk , SCB credit )

เราเลือกยื่นเอกสารไปที่ กสิกร อาคารสงเคราะห์ uob และ ไทยเครดิต ตอนยื่นเอกสารเราแนบใบปิดหนี้ไปเป็นปึกเลย แล้วก็ตามคาดทุกธนาคารต่างโทรมาสัมภาษณ์ว่าทำไมถึงมีหนี้เยอะแบบนี้ ทำไมมีใบปิดเต็มไปหมด เราก็แถไปว่าญาติเอาไปใช้แล้วหนี เราเป็นคนตามรับภาระ ใช้ให้จนหมด มีแต่บ้านที่เป็นของเราจริงๆ ซึ่งประวัติผ่อนชำระดีมาตลอดลองไปเช็คดู ( เรามีบ้านที่กู้กับ SCB ผ่อนประวัติดีอยู่ )

ขอท้าวความนิดนึงคือเรากับแฟนไม่ได้จดทะเบียน แฟนเราทำงานธนาคาร ด้านสินเชื่อรถ ตอนมีปัญหาเนื่องจากแฟนไท่ชอบทำธุรกรรมทางการเงินจึงไม่ค่อยมีบัตรเครดิตของ ตัวเอง มีแค่ 2 ใบ แต่ใบที่มักเอาไปใช้คือของเรา ดังนั้นหนี้ 8 ใบนั้นเป็นของเราเพียวๆ เพราะเราเลือกรักษาเครดิตแฟนไว้ ( โดยหน้าที่การงานแล้ว ไม่สามารถติดบูโรได้ ) ประวัติทางการเงินของเค้าจึงขาวสะอาด ยั่วน้ำลายพวกเซลล์ขายบัตร ขายสินเชื่อยิ่งนัก

ในที่สุดผลการกู้บ้านหลังที่สองในราคา 1.08 ล้าน ก็ออกมาดังนี้

1 กสิกร แจ้งว่าเราไม่ผ่าน เพราะประวัติเรายังไม่คลีน (ก็ยังเหลืออีก 3 ใบนี่นา ) ต่อรองไปว่าถ้าปิด 3 ใบนี้จะอนุมัติได้ไหม คำตอบคือ จะอนุโลมให้ใช้ใบปิดได้ก็ต่อเมื่อปิดมาแล้วไม่ต่ำำกว่า 1 ปีเท่านั้น สรุป คือ แห้วไป

2 อาคารสงเคราะห์ ขอคนกู้ร่วม เพราะเค้ามองภาระหนี้เราสูงเนื่องจากบ้านหลังแรกที่กู้ไว้เรากู้ร่วมกับสามี ผ่อนเดือนละ 16,000 ถ้าธนาคารอื่นจะคิดภาระหนี้เราแค่ 8,000 แต่อาคารสงเคราะห์คิดภาระหนี้เราที่ 16,000 เต็มจำนวน ดังนั้นเค้าจึงไม่สามารถอนุมัติตามยอดที่ขอกู้ได้ ยกเว้นว่าเราจะเอาแฟนเรามากู้ร่วม ซึ่งเราตกลงกันแล้วว่าบ้านหลังนี้จะเป็นชื่อเราคนเดียวจึงปฎิเสธไป แต่ทั้งนี้ธนาคารไม่ได้มีการพูดถึงเรื่องหนี้เก่าๆเลย

3 uob ( เรายังมีบัตรเครดิตและบัตรเงินสดของเจ้านี้ที่ยังขาวสะอาดอยู่เพราะไม่เคย ใช้เลยตั้งใจเก็บไว้เป็นบัตรสำรองฉุกเฉิน ) ธนาคารโทรมาแจ้งว่าเราต้องปิดบัตาที่เหลืออีก 3 ใบ และต้องหาคนกู้ร่วมเพราะวงเงินอนุมัติไม่พอ อนุมัติได้แค่ 8 แสน

4 ไทยเครดิต พระเอกจอมกล้าของเรา โทรมาแจ้งว่าขอให้เราปิดทุกใบที่เหลือ และให้แฟนเราไปเซ็นต์ค้ำประกัน ( ไม่ใช่กู้ร่วม ) เท่านั้น

ในที่สุดเราก็ได้บ้านหลังที่ 2 มาจนได้กับธนาคารไทยเครดิต แต่ดอกเบี้ยยอมรับว่าโหดได้ใจอยู่ 8% แต่คิดๆแล้วเราสองคนเอาอยู่ เพราะตอนนี้ภาระก็มีแค่ผ่อนบ้าน 2 หลังเดือนละ 24,200 เท่านั้น กับรายได้ที่มีเข้ามาเรียกได้ว่่าไม่เกินตัวจนเกินไป ในความโชคร้ายย่อมมีความโชคดีเสมอ เพราะไปๆมาๆ ดอกเบี้ย 8% ของไทยเครดิตที่ได้มา ก็ลดเหลือ 3% ตามนโยบายน้ำท่วม เฮ้ออออ ค่อยยังชั่ว

ในที่สุดจากการที่เราท้องก็ทำให้เราได้ปิดหนี้ได้หมด (หลังจากยื้อต่อรองกันด้วยความงกมานาน ) การเป็นหนี้ทำให้เราเรียนรู้การจัดการวินัยการเงินดีขึ้น หาเงินเก่งขึ้น เพราะทุกวันนี้แฟนเราจับนู้นขายนี่ เป็นรายได้เสริมด้วย เดือนนึงก็หลายอยู่ แต่เราก็ไม่ลืมที่จะกันเงินไว้เก็บทุกเดือน แล้วก็ให้รางวัลตัวเองบ้างตามความเหมาะสมแต่ไม่ฟุ้งเฟ้อเหมือนเดิม

ตอนนี้ชีวิตมีความสุขมาก แฟนกำลังจะก่อหนี้ใหม่อีกเฉียดล้าน แต่เป็นหนี้ที่ก่อนให้เกิดรายได้ ไม่ใช่หนี้ไร้สาระอย่างที่เคย เพราะเราคิดเยอะขึ้นมากๆๆๆ บัญชีนี่เรียกได้ว่าจดทุกเม็ด ทำจนเป็นนิสัยและก็คิดว่าจะปลูกฝังนิสัยนี้ไปให้เจ้าตัวแสบข้างๆด้วย

พ่อแม่ยอมเหนื่อย เพื่ออนาคตลูกจะได้สบาย เข้าใจแจ่มแจ้งเลยว่าความสุขที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่อาหารมื้อหรูๆ ของดีๆแพงๆ แต่เป็นการที่เราทำอะไรเพื่ออนาคตของคนที่เรารักและความรู้จักประมาณตนและ รู้จักการวางแผนที่ดีต่างหาก

อ้อ แถม เรื่องที่เรากล้าเสี่ยวยื่นกู้บ้านทั้งๆที่ติดบูโร ก็เพราะแฟนเราเป็นไฟแนนซ์รถยนต์ เจอลูกค้าจัดไฟแนนซ์ที่แนบใบปิดบ่อยมาก และโดยมากถ้าไม่ได้ติดกับแบงค์ตัวเองลูกค้ากลุ่มนี้มักจัดไฟแนนซ์ผ่านซะด้วย สิ อาจมีขอคนค้ำบ้าง ประบดอกขึ้น 20 สตางค์บ้าง แต่ก็ไม่เลวร้ายจนเกินไปนัก เราเลยกล้าที่จะลองเพราะคิดว่าถ้ารถทำได้ บ้านก็น่าจะทำได้ด้วย

ดังนั้น จงคิดเถอะว่าเราตัดสินใจทำแฮร์คัท เรายังมีโอกาสเริ่มใหม่ แต่ถ้าเรายังห่วงเครดิตหมุนทั้งๆที่หมุนไม่ได้อย่างนั้น เราจะไม่มีโอกาสเริ่มใหม่ได้เลย











 

Create Date : 08 ธันวาคม 2555    
Last Update : 8 ธันวาคม 2555 19:48:28 น.
Counter : 35863 Pageviews.  

1  2  3  4  

ภูมิพัฒน์
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 35 คน [?]




Friends' blogs
[Add ภูมิพัฒน์'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.