Group Blog
 
All Blogs
 
กรรมของการทำอาสน์สงฆ์เปื้อน

กรรมของการทำอาสน์สงฆ์เปื้อน
 
 
 
     การกระทำบางอย่างที่เราได้ทำลงไป บางทีเราอาจจะคิดว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย ไม่น่าจะมีผลอะไร แต่ในความเป็นจริง อย่าว่าแต่พูดหรือถึงขั้นลงมือกระทำ แค่ความคิดที่ไม่ดีเพียงเล็กน้อยยังมีผลมาก ทั้งต่อตัวเรา คนรอบข้าง และบรรยากาศ เชื่อมโยงไปถึงสรรพสัตว์ทั้งหลาย ไปถึงโลกอื่นและจักรวาลอื่นอีกด้วย สภาพจิตใจของมนุษย์จะเป็นตัวแปรที่สำคัญต่อสภาพดินอากาศฟ้า ฝนฟ้าจะตกต้องตามฤดูกาลหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับการกระทำของมนุษย์  ถ้ามนุษย์ทำความดี มีบุญเกิดขึ้น ฝนฟ้าก็ตกต้องตามฤดูกาล ข้าวกล้าอุดมสมบูรณ์ หน้าฝน ฝนก็จะตกแต่พอดี ไม่มากไม่น้อย ไม่มีภัยธรรมชาติเช่นน้ำท่วมเป็นต้น จะเกิดสมดุลทางธรรมชาติเมื่อมนุษย์คิดดี พูดดี ทำดี ดังนั้นเราควรจะใช้ความคิด คำพูด และการกระทำของเราไปในทางที่สร้างสรรค์ดีงาม
 
มีวาระตามพุทธภาษิตที่มาใน จูฬกัมมวิภังคสูตร ว่า
 
    
“บุคคลในโลกนี้ ไม่ว่าจะเป็นสตรีหรือบุรุษก็ตาม หากเป็นคนไม่สำรวม ไม่เคารพเอื้อเฟื้อ เป็นคนแข็งกระด้าง เย่อหยิ่ง ย่อมไม่รู้เสนาสนะอันควร ไม่ให้อาสนะแก่คนที่ควรให้ ไม่ให้ทางแก่คนที่ควรให้ทาง ไม่เคารพคนที่ควรเคารพ ไม่นับถือคนที่ควรนับถือ ไม่ไหว้คนที่ควรไหว้ ไม่บูชาคนที่ควรบูชา“
 
  
   เมื่อเขาตายไปแล้ว จะเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก เพราะกรรมอันนั้น ที่เขาได้ทำเอาไว้อย่างพรั่งพร้อม ได้สมาทานไว้ในอัตภาพที่เป็นมนุษย์ แม้ไม่ถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก จะเกิดในภพใดก็เป็นบุคคลชั้นต่ำ ถ้าเป็นมนุษย์ก็จะเกิดในสกุลต่ำ
 
     การมีคุณธรรมคือความเคารพอ่อนน้อมถ่อมตน มีปกติกราบไหว้ จะทำให้เราได้เกิดในตระกูลสูง ได้เป็นคนชั้นสูง เป็นที่ยอมรับนับถือของคนทั่วไป  ถ้าเรามีคุณธรรมเหล่านี้ปานกลาง ก็จะได้เกิดเป็นคนชั้นกลาง แต่ถ้าเป็นคนแข็งกระด้าง เย่อหยิ่ง ไม่มีความเคารพเอื้อเฟื้อ จะได้เกิดเป็นคนชั้นล่าง ถึงแม้จะเป็นคนเก่งในหมู่คนชั้นล่าง แต่ไม่ค่อยจะได้รับเกียรติหรือได้รับการยกย่องเท่าไร เพราะผลกรรมที่ทำเอาไว้ในสมัยที่เคยเป็นมนุษย์จากภพในอดีต ที่ไม่ค่อยให้ความเคารพให้เกียรติผู้อื่น โดยเฉพาะกับผู้ที่มีศีลมีธรรม เช่น พระสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือพระสงฆ์สาวก เป็นต้น
 
     เมื่อถึงคราวกลับมาเกิดเป็นมนุษย์อีก แม้มีความรู้ความสามารถ แต่กลับไม่ได้รับการยกย่องให้เกียรติ หรือความเคารพนับถือเท่าที่ควร จนกระทั่งบางท่านเมื่อเจออย่างนี้มากๆ เข้า ก็เกิดน้อยอกน้อยใจในโชควาสนา มิหนำซ้ำบางทียังถูกดูถูกดูหมิ่นเหยียดหยามอีก ซึ่งในโลกปัจจุบันนี้ แม้มนุษย์จะเรียกร้องความเป็นธรรม ร้องเรียกหาสิทธิเสรีภาพและความเสมอภาคอยู่เนืองๆ  แต่ในความเป็นจริงแล้วมันเป็นเรื่องยาก เพราะกรรมหรือการกระทำของคนเราจะเป็นตัวจำแนกจัดสรร ซึ่งกรรมจะไปจำแนกบุคคลให้แตกต่างกัน ให้หยาบทราม ปานกลาง หรือประณีตสูงส่งต่างกัน เมื่อเกิดความแตกต่างกัน มนุษย์จึงมาแบ่งแยกชนชั้นวรรณะกันในภายหลัง โดยแบ่งกันเอาเองตามทิฐิ
ค่านิยม และรสนิยม ความพอใจ
 
    
 เราจะเห็นได้ว่า ชีวิตเราหนีไม่พ้นในเรื่องของกิเลสที่บังคับให้สร้างกรรม กรรมคือได้กระทำลงไป และมีผลเป็นวิบาก โดยผลของกรรมจะก่อให้เกิดสิ่งต่างๆ ปรุงแต่งจัดสรรทุกอย่าง เช่น ความเป็นอยู่ ผิวพรรณวรรณะ รูปร่างหน้าตา ความร่ำรวยหรือยากจน กรรมเป็นผู้จัดสรรทั้งหมด จะปรุงแต่งให้เหมาะสมกับบุคคลนั้นๆ ให้เหมาะสมกับเหตุที่ได้ไปประกอบเมื่อครั้งที่ยังมีกายมนุษย์อยู่  เราจะคาดไม่ถึงว่าแม้สิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่ทำไปโดยไม่คิดว่าจะเป็นกรรม แต่กลับมีผลที่ยิ่งใหญ่ต่อชีวิตในสัมปรายภพได้
 
    
 * ดังเรื่องของพระภิกษุรูปหนึ่ง พระภิกษุรูปนี้มีบุญที่ได้เกิดร่วมยุคสมัยเดียวกับพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านเป็นผู้ที่เคร่งครัดในธรรมวินัย มีศีลบริสุทธิ์ครบถ้วนบริบูรณ์ อยู่ในวัดก็ช่วยงานวัด ปัดกวาดลานวัด มีชีวิตอยู่ใต้ร่มเงาบวรพระพุทธศาสนา  วันหนึ่ง ท่านได้ออกไปทำธุระนอกวัด เมื่อกลับมาก็เหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า เดินทางมาแต่ไกลเหงื่อก็โทรมกาย กลับเข้าวัดก็ตรงไปที่วิหาร คิดว่าจะไปพักให้หายเหนื่อย ก็เอนกายลงนอนบนอาสน์สงฆ์ ที่ตนเองเคยปัดกวาดเช็ดถูอยู่เป็นประจำ จึงมิได้คิดอะไรมากเพราะคุ้นเคยกับสถานที่อยู่แล้ว  แต่เนื่องจากมาเหนื่อยๆ พอเอนหลังลงก็ผลอยหลับไป เหงื่อที่ไหลเยิ้มก็เปรอะเปื้อนอาสน์สงฆ์ ครั้นตื่นขึ้นก็ไม่ได้ทำความสะอาดให้เรียบร้อย
 
     ด้วยกรรมเพียงเท่านั้น โดยที่ตัวไม่คิดว่าจะเป็นกรรม แต่กลับมีผลต่อการบรรลุมรรคผลนิพพาน ทำให้ในภพชาตินั้น แม้ท่านจะเพียรพยายามปฏิบัติธรรมเพียงไรก็ไม่ได้บรรลุธรรม ในขณะเดียวกัน สาธุชนทั่วไปที่มาวัดเมื่อได้มาฟังธรรมจากพระพุทธเจ้า ต่างก็ได้บรรลุธรรมาภิสมัยกันจำนวนมาก แต่ตัวท่านอยู่วัดแท้ๆ เป็นพระผู้ได้ชื่อว่าเป็นส่วนหนึ่งของพระรัตนตรัยกลับไม่มีธรรมะอะไร แม้คุณวิเศษเล็กๆ น้อยๆ ก็ไม่ได้บรรลุ จึงหงุดหงิดขัดเคืองตนเอง ทั้งๆ ที่อุตส่าห์พยายามปฏิบัติธรรมอย่างเต็มที่
 
     ที่น่าสนใจคือ เมื่อละโลกไปแล้วไปบังเกิดเป็นยักษ์ และเป็นยักษ์ชั้นต่ำอาศัยอยู่ตามกองขยะใกล้กับประตูนอกหมู่บ้านคยา ซึ่งเป็นที่ทิ้งขยะของชาวบ้าน มีทั้งหยากเยื่อ ซากวัว ซากควาย และซากสุนัขที่ตายแล้ว เขาก็โยนทิ้งลงไปกองอยู่ตรงนั้น ที่อยู่ของยักษ์ตนนี้ก็มีวิมานอย่างชนิดหยาบๆ  ไม่ประณีต สถิตอยู่ใกล้ๆ กับกองขยะนั่นเอง ได้รับแต่กลิ่นเหม็นทุกวัน บรรยากาศสิ่งแวดล้อมก็ไม่ดี อาหารก็ไม่ประณีต ได้อาหารจากกองขยะที่เขาเอาไปทิ้งนั่นแหละ
 
     และที่น่าแปลกยิ่งไปกว่านั้นคือ รูปร่างของยักษ์ตนนี้น่าเกลียดน่ากลัว ทั้งไม่น่าดู ไม่น่าเข้าใกล้ ตัวโตใหญ่ ตามตัวมีปุ่มมีปมเหมือนเป็นหูด มีผิวหยาบกร้านเหมือนหนังจระเข้ ขรุขระไม่ราบเรียบเหมือนหลังคากระเบื้อง มีศีรษะโต ลูกนัยน์ตาถลน หน้าก็กะดำกะด่าง มือและเท้ามีสีดำอมแดง แต่บริเวณท้องมีสีดำอมเขียว  ดูแล้วแปลกๆ  และที่โดดเด่นคือ จะมีขนแข็งทั่วตัว โดยเฉพาะบริเวณแผ่นหลัง ขนจะมากเป็นพิเศษ ทั้งยาวและแข็ง จึงมีชื่อว่า สูจิโลมะยักษ์  ซึ่งแปลว่ายักษ์ที่มีขนแข็งยาว

 
     เหตุที่มาเกิดเป็นยักษ์เพราะว่า เป็นคนขี้หงุดหงิดฉุนเฉียวง่าย และที่มีผิวหยาบกร้าน มีขนแข็งยาวโดยเฉพาะที่ด้านหลัง เพราะไปนอนบนอาสน์สงฆ์ ทั้งที่ร่างกายเปรอะเปื้อน ทำให้ของสงฆ์สกปรก จึงมาเกิดเป็นยักษ์ชั้นต่ำ แทนที่จะเป็นยักษ์ชั้นกลางหรือชั้นสูง นี่คือกรรมที่ไม่เคารพเอื้อเฟื้อไม่รักษาสมบัติของสงฆ์ ไม่ว่าจะเกิดในภพใดหรือเกิดเป็นอะไร ก็จะเป็นบุคคลชั้นต่ำ
 
     แต่ยักษ์ตนนี้ก็ยังถือว่ามีบุญ ที่เคยบวชเป็นพระในบวรพระพุทธศาสนา ซึ่งที่ผ่านมาต้องทนทุกข์ทรมานอยู่ในภาวะที่เป็นยักษ์อย่างนั้นอยู่ถึงหนึ่งพุทธันดร เมื่อบุญเก่าตามมาทัน ภาพของยักษ์นี้เข้าไปในข่ายพระญาณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรา พระพุทธองค์จึงมีดำริที่จะเสด็จไปโปรด แต่ก็ต้องไปปราบทิฏฐิที่เย่อหยิ่งจองหอง และนิสัยที่แข็งกระด้างก่อน พระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราจะไปปราบยักษ์ด้วยวิธีการใด เอาไว้เรามาติดตามกันต่อไป
 
     เราจะเห็นได้ว่า เรื่องของการกระทำที่ได้ล่วงเกินผิดพลาดไปด้วยความไม่รู้ ทำไปโดยไม่ได้ตั้งใจ และไม่คิดว่าจะเป็นบาปกรรมอะไร แต่ว่าวิบากกรรมที่เกิดขึ้นนั้น มีผลยิ่งใหญ่อย่างที่เราเองก็คาดไม่ถึงเหมือนกัน เราจึงต้องมาศึกษา และทำความเข้าใจให้ดีในเรื่องกฎของการกระทำนี้ เพื่อที่เราจะได้ไม่ไปทำผิดพลาด บางเรื่องถ้าเราไม่รู้พลั้งเผลอไปทำก็อาจมีอันตรายถึงชีวิต และกรรมที่พลาดไปก็ยังต้องไปชดใช้กันอีกยาวนานในปรโลก  ฉะนั้นให้มีสติ สำรวมระวังกันให้ดี ชีวิตเราจะได้ปลอดภัยทั้งจากภัยในอบาย และภัยในสังสารวัฏ  แต่ดีที่สุด ต้องปฏิบัติธรรมให้เข้าถึงพระรัตนตรัยในตัวให้ได้ ชีวิตเราจะได้ปลอดภัยอย่างแท้จริง


พระธรรมเทศนาโดย: พระราชภาวนาวิสุทธิ์ (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)
ปัจจุบันเป็นพระเทพญาณมหามุนี 
* มก. เล่ม ๒๕ หน้า ๓๙๑




Create Date : 28 กันยายน 2555
Last Update : 28 กันยายน 2555 17:22:20 น. 0 comments
Counter : 981 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

อุ่นอาวรณ์
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 6 คน [?]




พระรัตนตรัยเป็นรัตนะอันประณีต เป็นสิ่งประเสริฐเลิศลํ้าที่สุดที่ไม่มีสิ่งใดเสมอเหมือน ด้วยสัจจะวาจานี้ ขอความสวัสดีจงมีแก่ท่านในกาลทุกเมื่อเทอญฯ
Friends' blogs
[Add อุ่นอาวรณ์'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.