BEST CHOICE INSURE เราคัดสรรแผนประกันที่คุ้มค่า เบี้ยประกันไม่แพงครับ โทรศัพท์ 086-391-4220
Group Blog
 
All Blogs
 

บทเรียนของกองทุนรางวัลโนเบล

คุณ ๆ คงเคยได้ยินชื่อ อัลเฟรด เบิร์นฮาร์ด โนเบล มาแล้ว เขาเกิดในปี พ.ศ. 2376 และถึงแก่กรรมในปี พ.ศ. 2439 เขาเป็นนักวิทยาศาสตร์ชาวสวีเดน เป็นผู้คิดค้นทำดินระเบิดจนมั่งคั่ง จึงนำเงินที่ได้มาทั้งหมดตั้งเป็นกองทุนให้รางวัล ชื่อว่ารางวัลโนเบล

เดือนตุลาคมของทุกปี คณะกรรมการตัดสินรางวัลโนเบลจะประกาศรายชื่อบุคคลที่ทำคุณประโยชน์แก่เพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ซึ่งมีอยู่หลายสาขาด้วยกันเช่น สาขาฟิสิกส์ เคมี การแพทย์ อักษรศาสตร์ รวมทั้งรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ สำหรับผู้ที่นำสันติสุขมาสู่โลกมนุษย์ในรอบปี ผู้ที่ได้รางวัลโนเบล ถือเป็นเกียรติยศสูงสุดของชีวิต ทุกคนไม่เพียงแต่ได้รับใบประกาศเกียรติคุณ ยังจะได้รับเงินรางวัล 1,000,000 ดอลล่าร์สหรัฐอีกด้วย

แต่ละปีคณะกรรมการตัดสินรางวัลโนเบล จะประกาศให้รางวัลรวม 5 สาขาด้วยกัน หมายความว่าทุกปีต้องจ่ายเงินรางวัล 5 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ จึงมีคนอดถามไม่ได้ว่า กองทุนรางวัลโนเบลมีจำนวนเงินมากน้อยแค่ไหน จึงแบกรับภาระจ่ายเงินรางวัลจำนวนมหาศาลได้ทุกปี

อันที่จริงความสำเร็จของกองทุนรางวัลโนเบล นอกจากเงินทุนของ อัลเฟรด เบิร์นฮาร์ด โนเบลแล้ว ต้องยกประโยชน์ให้แก่คณะกรรมการรางวัลโนเบลที่ลงทุนอย่างถูกทาง กองทุนรางวัลโนเบลก่อตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2439 ด้วยเงินบริจาคจาก อัลเฟรด เบิร์นฮาร์ด โนเบล จำนวน 9,800,000 ดอลล่าร์สหรัฐ เนื่องจากวัตถุประสงค์ในการจัดตั้งกองทุน เพื่อจ่ายเงินรางวัลให้แก่ผู้ได้รับรางวัลโนเบล ฉะนั้นการบริหารเงินกองทุนจะเกิดข้อผิดพลาดไม่ได้เด็ดขาด

เพราะเหตุนี้ตอนแรกจัดตั้งกองทุน ในระเบียบข้อบังคับระบุไว้อย่างชัดเจน ให้ลงทุนในกิจการที่มั่นคง ได้รับผลตอบแทนที่แน่นอน เช่นฝากเงินกับธนาคารและซื้อพันธบัตร ไม่สมควรลงทุนในหุ้นหรือธุรกิจที่ดินซึ่งมีความเสี่ยงสูง นี่เป็นวิธีการลงทุนที่ปลอดภัย แต่ผลจากการยอมสละผลตอบแทนสูง ซึ่งมีความเสี่ยงสูง ปรากฏว่า 50 ปีให้หลัง เงินรางวัลที่จ่ายออกไป บวกกับค่าใช้จ่ายในกิจกรรมของกองทุน เงินทุนของกองทุนรางวัลโนเบลหดหายไปถึงสองในสาม และเมื่อถึงปี พ.ศ. 2496 เงินกองทุนก็ลดลงเหลือเพียง 3,000,000 ดอลล่าร์สหรัฐเท่านั้น

คณะกรรมการบริหารกองทุนรางวัลโนเบล พอเห็นเงินกองทุนร่อยหรอลง ค่อยตระหนักถึงความสำคัญของการลงทุนให้ได้รับผลตอบแทนอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย เมื่อปี พ.ศ. 2496 จึงแก้ไขข้อบังคับกองทุน จากเดิมซึ่งอนุญาตให้ฝากเงินธนาคารกับซื้อพันธบัตร เปลี่ยนเป็นลงทุนในตลาดหุ้นและอสังหาริมทรัพย์เป็นหลัก

ผลจากการเปลี่ยนแนวความคิดในการลงทุน ช่วยพลิกสถานะทางการเงินของกองทุนรางวัลโนเบล หลังจากนั้นเป็นต้นมาสามารถจ่ายเงินรางวัลโนเบลตามเดิมติดต่อกัน 40 ปี เมื่อถึง พ.ศ. 2536 ทางกองทุนไม่เพียงทำกำไรในส่วนที่ขาดทุนไปกลับคืนมา สินทรัพย์สุทธิของกองทุนรางวัลโนเบลยังสุงถึง 270 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ

ถ้าหากไม่เปลี่ยนแนวความคิดในการลงทุน ยังคงฝากเงินไว้กับธนาคารเป็นหลัก ทุกวันนี้คงไม่มีปัญญาจ่ายเงินรางวัล และคงจะล้มหายตายจากโลกไปแล้ว

จากบทเรียนของกองทุนรางวัลโนเบล ทำให้กองทุนของสหรัฐอเมริกาจำนวนมากเปลี่ยนแปลงวิธีการลงทุน แทนที่จะฝากเงินกับธนาคารหรือซื้อพันธบัตร จึงพากันหันไปซื้อหุ้นและถือครองอสังหาริมทรัพย์แทน

คุณ ๆ อยากให้เงินทองที่หามาด้วยความยากลำบากผ่านไปอีกหลายสิบปี กลับหดตัวเหมือนกับกองทุนโนเบลในระยะแรก หรือเติบโตแบบก้าวกระโดดในภายหลัง ? ปัญหาอยู่ที่คุณลงทุนในรูปแบบอะไร ถ้าหากยังฝากเงินไว้กับธนาคาร รู้ตัวตอนนี้ยังไม่สาย กองทุนรางวัลโนเบลเพียงปรับเปลี่ยนแนวความคิดในการลงทุน ทุกอย่างก็พลิกฟื้นดีขึ้น และอยู่รอดปลอดภัยจนถึงทุกวันนี้




 

Create Date : 03 ธันวาคม 2552    
Last Update : 3 ธันวาคม 2552 13:23:36 น.
Counter : 53 Pageviews.  

มีเงินน้อยก็ลงทุนได้

มีคนบางคนเห็นว่า การลงทุนเป็นลิขสิทธิ์เฉพาะของคนรวยหรือผู้มีรายได้สูง จริงอยู่ การลงทุนคือการใช้เงินต่อเงิน ไม่ใช่อยู่ดี ๆ ก็เนรมิตก้อนหินเป็นทองคำขึ้นมา ฉะนั้นต้องมีเงินจึงลงทุนได้

แต่บางท่านยังไม่รู้ว่า ปัจจัยที่มีผลต่อความร่ำรวยในอนาคต อยู่ที่การลงทุนให้ได้ผลตอบแทนที่สูงหรือต่ำ บวกกับระยะเวลาการลงทุนยาวหรือสั้น หาใช่ขึ้นอยู่กับจำนวนเงินมากน้อยไม่

บนเส้นทางการลงทุน ต่อให้เป็นเงินจำนวนน้อย ขอเพียงลงทุนอย่างถูกต้อง วันข้างหน้าสามารถสร้างความร่ำรวยได้ ดังตัวอย่างที่ว่าปีนึงลงทุนแค่ 14,000 บาท 40 ปีให้หลังได้เป็นเศรษฐีร้อยล้าน (คราวหน้าจะยกบทความนี้มาให้อ่านกันแบบเจาะลึกนะครับ)

บางทีคุณเคยคิดจะลงทุน แต่ติดขัดที่จำนวนเงินน้อยเกินไป จึงเลิกล้มความคิดลงทุน เท่ากับคุณพลาดโอกาสในการเรียนรู้เทคนิคของการลงทุนไปอย่างน่าเสียดาย

จุดสำคัญของการลงทุน ไม่ใช่ดูที่ “กำไรเงินมากน้อยแค่ไหน” หากแต่ดูที่ “ผลตอบแทนการลงทุน” ยกตัวอย่างเงินลงทุน 100,000 บาท ปีนึงกำไร 5,000 บาท กับเงินลงทุน 10,000 บาท ปีนึงกำไรแค่ 2,000 บาท เมื่อเปรียบเทียบกัน แบบแรกกำไรมากกว่าแบบหลัง แต่ได้ผลตอบแทนแค่ 5% ส่วนแบบหลังให้ผลตอบแทนถึง 20%

ถ้าหากเป็นอย่างนี้ต่อไป วันข้างหน้าแบบหลังจะทำกำไรมากกว่าแบบแรก เพราะฉะนั้นยิ่งเรียนรู้หลักการลงทุน ยิ่งช่วยให้ได้ประโยชน์จากดอกเบี้ยทบต้น ทำกำไรจนน่าแปลกใจ

อาจมีคนสงสัยว่า มีเงินไม่กี่พันหรือไม่กี่หมื่น จะลงทุนอย่างไร ? ความจริงตลาดหุ้นมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง เงินหลักพันหรือหลักหมื่นก็สามารถซื้อหุ้น หรือซื้อกองทุนหุ้นทั้งแบบเปิดและปิดได้

ถึงแม้เป็นคนที่ไม่มีเงินเหลือติดกระเป๋า หรือผู้ที่ไม่แน่ใจว่า ในอนาคตจะมีรายได้เพิ่มขึ้น ก็อย่าได้น้อยใจ หรือเลิกล้มความคิดลงทุน คนรวยหรือผู้มีรายได้สูง แม้ว่าอยู่จุดสตาร์ทซึ่งเอื้อต่อการลงทุน แต่คนที่ทุนไม่หนาหรือรายได้ไม่สู้ดี ยิ่งควรที่จะเรียนรู้หนทางการลงทุนและสร้างเนื้อสร้างตัว เพื่อชดเชยกับความขาดแคลนเงินทอง ช่วยให้ฐานะการเงินของตัวเองดีขึ้น

อีกอย่างหนึ่ง คนที่เกิดมาจน มีรายได้น้อย ถ้าสามารถลงทุนสร้างฐานะจนร่ำรวย ชีวิตนี้ค่อยมีความรู้สึกว่าประสบความสำเร็จ เหมือนกับฝรั่งมีสุภาษิตบทหนึ่งว่า “คนที่ถือไพ่ดีเล่นไพ่ได้ดี ไม่มีอะไรน่าภูมิใจ คนที่ถือไพ่แย่แต่เล่นไพ่ได้ดี จึงควรแก่การเลื่อมใส”

ถ้าหากคุณไม่มีเงินจริง ๆ ก็ต้องหาทางประหยัดค่าใช้จ่าย เก็บออมเงินสำหรับลงทุน โดยเฉพาะคนหนุ่มสาว ไม่ใช่นึกแต่เสพสุขอย่างเดียว เพราะแนวความคิดที่ถูกต้องคือ การลงทุนสร้างฐานะเป็นงานของคนหนุ่มสาว ส่วนงานของคนแก่เฒ่าคือจะใช้ทรัพย์สินเงินทองอย่างไร

คนหนุ่มสาวในยุคปัจจุบันมีค่านิยมอย่างหนึ่งนั่นคือ เมื่อยังหนุ่มแน่นขอหาความสุขให้เต็มที่ รอจนแก่ตัวลงค่อยคิดลงทุนสร้างฐานะก็ยังไม่สาย นี่เป็นแนวความคิดการลงทุนที่ผิดพลาด คนหนุ่มสาวส่วนใหญ่เห็นว่ายังอีกนานกว่าจะเกษียณอายุ เงินเก็บออมมีไม่มาก ไม่นึกถึงการลงทุนสร้างฐานะ เป็นเหตุให้พลาดโอกาสสร้างความร่ำรวยแต่เนิ่น ๆ ในความเป็นจริง ถ้ารอจนแก่ตัวลง ถึงแม้จะมีเงินเหลือเก็บ แต่เวลาที่เหลือของชีวิตก็ไม่เอื้ออำนวยให้แล้ว

โปรดจำไว้ว่ามีเงินเล็กน้อยก็ต้องเริ่มลงทุนสร้างฐานะ ช่วงแรกเงินน้อยหน่อย หนทางสู่ความร่ำรวยค่อนข้างยาวนานและยากลำบาก แต่ผลที่สุดยังบรรลุเป้าหมาย ทั้งยังเป็นระยะเวลาแห่งการต่อสู้ที่มีค่าเป็นพิเศษ

วอร์เรน บัฟเฟตต์ เป็นเจ้าพ่อตลาดหุ้นวอลสตรีทตัวจริง ความร่ำรวยของเขามาจากการเล่นหุ้นอย่างเดียว เขาเข้าตลาดหุ้นตั้งแต่อายุสิบเจ็ด ใช้เวลากว่าหกสิบปีสร้างฐานะตัวเองเป็นมหาเศรษฐีของโลก

คนหนุ่มสาวมีต้นทุนสำคัญในการลงทุนสร้างฐานะ นั่นคือ “เวลา” คนหนุ่มสาวจึงเหมาะกับการประกอบการที่มีความเสี่ยงสูง ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่า เวลานี้ไม่ต้องรับภาระทางครอบครัวมากนัก จึงควรมีความกล้าพอที่จะเสี่ยง เพราะต้นทุนของความล้มเหลวค่อนข้างต่ำ ต่อให้ล้มลงก็ลุกขึ้นใหม่ได้

อีกอย่างนึงช่วงหนุ่มสาวมีเงินทุนจำกัด ถึงแม้ว่าเสียหาย ก็เสียหายไม่เท่าไหร่ ควรฉวยโอกาสที่ยังหนุ่มแน่น ใช้เงินก้อนเล็กบ่มเพาะสร้างประสบการณ์การลงทุน ประการสำคัญคือคนหนุ่มสาวมีเวลามากพอที่จะใช้ประโยชน์ของดอกเบี้ยทบต้นได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย

คนเราก่อนที่จะมีอายุถึง 50 ปี เวลาที่ลงทุนไม่ควรยึดหลัก “ตั้งรับ” มากเกินไป จังหวะที่เหมาะกับการฝึกลงทุน ยิ่งหนุ่มแน่นยิ่งดี เพราะการกำหนดแผนลงทุนที่ถูกทางมาจากประสบการณ์ และประสบการณ์ต้องผ่านการคำนวณที่ผิดพลาดเป็นครั้งคราว ทำไมไม่คว้าโอกาสที่ยังหนุ่มแน่นมีเงินลงทุนไม่มาก ผ่านเหตุการณ์ที่คำนวณผิดเสียก่อน

เมื่อรู้ว่าการลงทุนให้ได้ผล ต้องผ่านกรรมวิธีของดอกเบี้ยทบต้นเป็นเวลานาน ประการสำคัญควรเริ่มลงทุนทันที คนหนุ่มสาวอย่าเอาแต่ใช้เงิน หากแต่ความตระหนักถึงความสำคัญของการเก็บออม เมื่อมีเงินเหลือเก็บ ให้เริ่มมองหาช่องทางการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูง ถึงแม้จะมีความเสี่ยงอยู่บ้างก็ตาม

บางคนเห็นว่าตัวเองผ่านวัยหนุ่มสาวมาแล้ว เวลานี้รายได้ก็ไม่มาก ไม่มีเงินเหลือให้ลงทุน จริงอยู่ คนที่อายุมากขึ้น ไม่มีโอกาสหาประโยชน์จากดอกเบี้ยทบต้นที่ผ่านระยะเวลาอันยาวนาน แต่ก็ไม่ต้องท้อใจ เงินทองสามารถแทนที่เวลา ถ้าพบว่ายังมีโอกาสก็บริการเงินตามหลักการลงทุน คุณจะได้ผลลัพธ์อย่างคาดไม่ถึง

แต่ถ้าคุณย่างเข้าวัยชรา ก็ลองช่วยเหลือลูกหลานคุณ ให้พวกเขาเรียนรู้แนวความคิดพื้นฐานของการลงทุน จะได้ไม่เกิดความผิดพลาด การทิ้งเงินทองไว้ให้แก่คนรุ่นหลัง สู้ให้ความรู้การลงทุนทำกำไรแก่พวกเขาจะดีกว่า




 

Create Date : 03 ธันวาคม 2552    
Last Update : 3 ธันวาคม 2552 13:21:55 น.
Counter : 53 Pageviews.  

เป็นเศรษฐีร้อยล้านได้ จากการลงทุนปีละ 14,000 บาท

ความ “ร่ำรวย” แทบเป็นยอดปรารถนาของทุกคน ในขณะที่คนทั่วไปเข้าใจว่า แต่ละเดือนมีรายได้ไม่มาก เหลือเงินเก็บไม่เท่าไหร่ ภายใต้การเก็บสะสมเหล่านี้ไม่มีวันร่ำรวยได้ แต่ในความเป็นจริง ถ้าหากมีเวลาเพียงพอ และรู้หลักการลงทุน ก็จะเป็นเศรษฐีร้อยล้านได้

ทั้งนี้ก็เพราะว่าการลงทุนประสบความร่ำรวย ประกอบไปด้วยเงื่อนไขพื้นฐาน 3 ประการคือ เงินออมที่แน่นอน การค้นหาผลตอบแทนสูง และการรอคอยระยะยาว

ถ้าหากคนหนุ่มสาวสามารถเก็บเงินปีละ 14,000 บาท เก็บทุกปีติดต่อกัน 40 ปี หากนำเงินที่เก็บไว้ในแต่ละปีไปลงทุนในตลาดหุ้นหรืออสังหาริมทรัพย์หรืออื่น ๆ ที่ได้ผลตอบแทนโดยเฉลี่ยปีละ 20% คล้อยหลังไป 40 ปี จะมีทรัพย์สินเท่าไร ?

คำตอบที่ได้รับคือ 102,810,000 บาท (หนึ่งร้อยสองล้านแปดแสนหนึ่งหมื่นบาท)

เป็นตัวเลขที่น่าตกใจมาก ถ้าหากเป็นหนุ่มสาวเริ่มทำงานตั้งแต่อายุ 25 ปี ขอเพียงเก็บเงินปีละ 14,000 บาท หรือเฉลี่ยประมาณเดือนละ 1,167 บาท ลงทุนทั้งสิ้น 40 ปี เท่ากับ 560,000 บาท ถ้านำเงินเหล่านี้ไปลงทุน ให้ได้ผลตอบแทนโดยเฉลี่ยปีละ 20% เมื่อเกษียณที่อายุ 65 ปี จะกลายเป็นเศรษฐีร้อยล้าน

ตัวเลขร้อยล้านนี้มาจากวิธีคำนวณทางคณิตศาสตร์ดังไปนี้
14,000 x (1x20%)^40 / 20% = 102,810,000

สูตรตัวเลขนี้เพียงบ่งชี้ว่า เงินจำนวนเล็กน้อย พอผ่านการลงทุนจะทำกำไรเป็นเงินมหาศาลอย่างไร คุณอาจจะยังไม่เข้าใจสูตรตัวเลขนี้ก็ไม่เป็นไร เพราะว่าผู้ที่ลงทุนจนกลายเป็นเศรษฐีส่วนใหญ่ก็ไม่เข้าใจสูตรนี้เช่นกัน และคนที่เข้าใจสูตรตัวเลขนี้ก็ใช่ว่าจะลงทุนแล้วร่ำรวยกันทุกคน

ขอเพียงคุณยังหนุ่มยังสาว มีความตั้งใจอยากร่ำรวย รู้จักลงทุนให้ถูกทาง ระหว่างที่มีชีวิตอยู่ต้องได้เป็นเศรษฐี ทั้งนี้ต้องประกอบด้วยเงื่อนไข 3 ข้อที่ว่า


1. ปีนึงต้องเก็บเงิน 14,000 บาท หรือเท่ากับเดือนละ 1,167 บาท เชื่อว่าสำหรับคนทั่วไปอยู่ในวิสัยที่ทำได้
2. นำเงินออมไปลงทุนในตลาดหุ้นหรืออสังหาริมทรัพย์ ตลอดจนเครื่องมือการลงทุนอื่นๆ ให้ได้ผลตอบแทนโดยเฉลี่ยปีละ 20% และถือครองระยะยาว ซึ่งรูปแบบการลงทุนเช่นนี้ ไม่ว่าชายหรือหญิง ยากดีมีจนอย่างไร ล้วนลงทุนได้
3. ระยะเวลาในการสร้างฐานะ 40 ปี ดูเหมือนว่ายาวนาน แต่ก็ไม่เหลือบ่ากว่าแรง แทบทุกคนสามารถทำได้ หนุ่มสาวในยุคปัจจุบัน เริ่มทำงานตั้งแต่อายุ 20 – 25 ปี เวลานี้เริ่มเก็บออมเงินได้แล้ว เมื่อมีอายุถึง 60 – 65 ปี เท่ากับว่าทำงาน 40 ปีพอดี

ถ้าหากยังไม่เข้าใจ โปรดดูข้อมูลตัวเลขข้างล่างนี้ ซึ่งอธิบายวิธีการลงทุนสร้างฐานะว่า ลงทุนทุกปี ปีละ 14,000 บาท ถ้าได้ผลตอบแทนปีละ 20% ทุก 10 ปีจะมียอดเงินสะสมดังนี้

• ปีที่ 10 ยอดเงินสะสม = 360,000 บาท
• ปีที่ 20 ยอดเงินสะสม = 2,610,000 บาท
• ปีที่ 30 ยอดเงินสะสม = 16,550,000 บาท
• ปีที่ 40 ยอดเงินสะสม = 102,810,000 บาท

นั่นหมายความว่าหากคุณมีเงินเก็บสะสมอยู่แล้ว 360,000 บาท ก็ขอแสดงความยินดีที่คุณสามารถ ลดระยะเวลาของการลงทุนไป 10 ปี ขอเพียงคุณลงทุนในธุรกิจที่ให้ผลตอบแทนอย่างงาม (20%ขึ้นไป) อีก 30 ปีคุณจะได้เป็นเศรษฐีร้อยล้าน หากคุณมีเงินทองอยู่แล้ว 2,610,000 บาท ก็ยิ่งดีใหญ่ เพราะว่าคุณลดระยะเวลาการลงทุนไป 20 ปี หรือหากคุณมียอดเงินอยู่แล้ว 16,550,000 บาท ก็ยิ่งวิเศษใหญ่ เพราะว่าคุณลดระยะเวลาการลงทุนถึง 30 ปี อีก 10 ปีคุณก็จะเป็นเศรษฐีร้อยล้าน

มีคนทั่วไปเห็นว่า เมื่อฝากเงินกับธนาคารจะได้รับดอกเบี้ย เมื่อทบดอกเบี้ยเข้าไป จะได้ดอกทวีคูณ เมื่อนานเข้าน่าจะเป็นเงินก้อนใหญ่ คนที่มีความคิดเช่นนี้ เป็นเพราะไม่เข้าใจวิธีการคำนวณดอกเบี้ยทบต้น ถ้าพบว่าภายใต้เงินก้อนเดียวกัน ผ่านระยะเวลาดอกเบี้ยทบต้นเท่ากัน แต่ดอกเบี้ยไม่เท่ากัน ผลตอบแทนที่จะได้รับนั้นแตกต่างอย่างมหาศาลน่าแปลกใจมาก

ตัวอย่างคน ๆ นึงฝากเงินกับธนาคารทุกปี ปีละ 14,000 บาท เป็นเวลา 40 ปี รับดอกเบี้ยเฉลี่ยปีละ 5% แล้วนำดอกเบี้ยทบต้นเข้าไป คุณคิดว่า 40 ปีให้หลัง คน ๆ นี้จะมีเงินสะสมเท่าไร ?

คำตอบคือ 1,690,000 บาทเท่านั้น

คำตอบที่ได้มาจากวิธีคำนวณทางคณิตศาสตร์ดังนี้
14,000 x (1x5%)^40 / 5% = 1,690,000

ในขณะที่ตัวอย่างร้อยล้านจากวิธีคำนวณข้างต้น แต่ผลตอบแทนเฉลี่ย 20% ต่อปี
14,000 x (1x20%)^40 / 20% = 102,810,000

ทั้งสองรายการนี้ใช้เงินลงทุนเท่ากัน ระยะเวลานานเท่ากัน ต่างกันที่ผลตอบแทน 5% กับ 20% ทั้งสองรายการได้ผลตอบแทนต่างกันถึง 70 กว่าเท่า นี่คือลักษณะเฉพาะของ “ดอกเบี้ยทบต้น”

จากตัวอย่างที่ยกมานี้แสดงว่า เคล็ดลับข้อหนึ่งของการลงทุนสร้างฐานะ อยู่ที่ให้ผลตอบแทนสูงต่ำแค่ไหน ฉะนั้นจุดสำคัญของการลงทุนไม่ใช่อยู่ที่นำเงินไปลงทุนหรือยัง หากแต่ขึ้นอยู่กับว่าคุณลงทุนอย่างไร และให้ผลตอบแทนสูงต่ำแค่ไหน

สมมติว่าคน ๆ นึงเก็บเงินปีละ 500,000 บาท แล้วนำไปฝากประจำดอกเบี้ย 5% กับธนาคาร ขอถามว่าต้องใช้เวลานานเท่าไร ค่อยเป็นเศรษฐีร้อยล้าน คำตอบคืออีก 200 ปี คิดดูสิว่าคน ๆ นึงเก็บเงินปีละ 500,000 บาท ก็ว่ายากอยู่แล้ว คิดมีอายุถึง 200 ปีนี่เป็นไปไม่ได้เลย โดยทั่วไปคนเรามีอายุเฉลี่ยประมาณ 75 ปี สองชาติเท่ากับ 150 ปี ถ้าอย่างนั้นคนที่ฝากเงินกับธนาคาร ต้องรอถึงชาติที่สามจึงได้เป็นเศรษฐี

ในทางกลับกัน ถ้าหากคุณรู้จักลงทุนอย่างถูกทาง ใช้เวลา 40 ปี หรือประมาณครึ่งชีวิต ก็มีสิทธิเป็นเศรษฐีร้อยล้านได้

“..... การเก็บเงินปีละ 14,000 บาท จะได้เป็นเศรษฐีร้อยล้านน่าสนใจมาก แต่ถ้าทำตามวิธีการของคุณ ต้องรอถึง 40 ปี ทำให้ใจห่อเหี่ยว .....”

“..... ต้องรอถึง 40 ปีค่อยเป็นมหาเศรษฐี ดีไม่ดีตายกลายเป็นผีไปแล้ว คุณมีเคล็ดลับช่วยให้ร่ำรวยเร็วขึ้นมั้ย ? .....”

การสร้างความร่ำรวยต้องใช้เวลา ภายในเวลาอันสั้นจะไม่เห็นผล คนส่วนหนึ่งรู้คำตอบแล้วว่า ถ้าเก็บเงินลงทุนแบบนี้ 40 ปี จะได้เงินร้อยกว่าล้าน จึงทายว่า 10 ปีน่าจะได้สัก 5 ล้าน บางคนทายว่าประมาณ 1 ล้าน แต่ว่าคำตอบที่คำนวณได้น่าแปลกใจเหมือนกันคือได้แค่ 360,000 บาท เมื่อเทียบกับลงทุน 40 ปี ได้ร้อยกว่าล้าน แตกต่างกันถึง 300 กว่าเท่า

ยังดีที่มีคนตั้งคำถามแบบนี้ ไม่อย่างนั้นมีผู้ทำตามวิธีการนี้ เก็บเงินไปลงทุนปีละ 14,000 บาท นำไปลงทุนให้ได้ผลตอบแทนปีละ 20% นึกว่านานเข้าคงร่ำรวยเป็นเศรษฐี คิดไม่ถึงว่าแค่สิบปีมีเงินสะสมแค่สามแสนหก คงเข้าใจว่าถูกหลอกซะแล้ว

ต้องเข้าใจว่านี่เป็นการ “วิ่งมาราธอน” ไม่ใช่ “วิ่งร้อยเมตร” สิ่งที่ต้องเผชิญคือน้ำอดน้ำทน ไม่ใช่แรงฮึดแค่อึดใจเดียว การลงทุนสร้างเนื้อสร้างตัว เงื่อนไขข้อแรกอยู่ที่เวลา คุณต้องผ่านการรอคอยจึงจะเห็นผล

เรามาดูยอดเงินสะสมจากการลงทุนปีละ 14,000 บาท โดยได้รับผลตอบแทนปีละ 20% ทบต้นไปเรื่อย ๆ ในปีต่าง ๆ


• ปีที่ 5 ยอดเงินสะสม = 100,000 บาท
• ปีที่ 10 ยอดเงินสะสม = 360,000 บาท
• ปีที่ 15 ยอดเงินสะสม = 1,010,000 บาท
• ปีที่ 20 ยอดเงินสะสม = 2,610,000 บาท
• ปีที่ 25 ยอดเงินสะสม = 6,610,000 บาท
• ปีที่ 30 ยอดเงินสะสม = 16,550,000 บาท
• ปีที่ 35 ยอดเงินสะสม = 41,280,000 บาท
• ปีที่ 40 ยอดเงินสะสม = 102,810,000 บาท
นี่เป็นข้อสังเกตที่ว่าทำไมหาเงินเพิ่มอีก 10 ล้านบาท ยังง่ายกว่าหาเงิน 1 ล้านบาทแรกมากนัก

สำหรับคนที่ก่อร่างสร้างตัวด้วยมือเปล่า คงมีประสบการณ์อย่างนี้มาแล้ว หมื่นแสนเรื่องราวตอนเริ่มต้นนั้นลำบากที่สุด ตอนแรกเริ่มกว่าจะหาเงินได้ช่างลำบากเลือดตาแทบกระเด็น ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมเงินทองหายากหาเย็นถึงเพียงนี้ แต่หลังจากประสบความสำเร็จ เงินทองก็ไหลมาเทมา เรียกว่าอยากจะหยุดยั้ง ก็ยั้งไว้ไม่อยู่ ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมเงินทองกลายเป็นหาง่ายเพียงนี้

ทุกคนอยากจะหยิบเงินล้านที่สอง หรือหยิบเงินสิบล้านแบบง่าย ๆ ไม่อย่างนั้นก็ภาวนาให้เงินไหลมาเทมา ปัญหาอยู่ที่ก่อนจะหยิบเงินล้านที่สอง ต้องมีเงินล้านแรกก่อน ทำอย่างไรจึงจะได้เงินล้านแรก ?

เศรษฐีส่วนใหญ่สร้างเนื้อสร้างตัวจากเงินก้อนเล็ก ๆ ผ่านวันเวลาอันยาวนาน ค่อย ๆ เก็บสะสม ตอนแรกเป็นเงินก้อนเล็ก ๆ แทบไม่น่าเชื่อ แต่ความสำเร็จเรียงร้อยจากความสำเร็จเล็ก ๆ ทั้งหลาย สะสมพอกพูนเป็นสมบัติกองโต

แสดงให้เห็นว่า “เวลา” มีความสำคัญต่อการลงทุนสร้างฐานะ ความ “อดทน” เป็นเงื่อนไขที่จำเป็นต้องมี และไม่ใช่อดทนไม่กี่เดือนหรือไม่กี่ปี ยิ่งอดทนยี่สิบสามสิบปี หรือสี่สิบห้าสิบปี พลังที่จะสร้างความร่ำรวยก็ยิ่งใหญ่โตมโหฬาร

แต่ทุกวันนี้พวกเราตกอยู่ภายใต้กระแสของ “อาหารจานด่วน” ทุกเรื่องเน้นที่ความรวดเร็วและประสิทธิผล เวลาทานอาหารก็รับประทานอาหารแบบฟาสต์ฟู้ด ส่งจดหมายก็ใช้บริการด่วนพิเศษ ขับรถก็ต้องขึ้นทางด่วน แม้แต่การศึกษาก็ยังใช้วิธีเรียนลัด ผู้คนยิ่งมายิ่งหวังผลทันตาเห็น กลายเป็นรีบร้อนเร่งด่วน ขาดซึ่งความอดทน แม้แต่การลงทุนสร้างฐานะก็ไม่มีข้อยกเว้น

ถ้าเป็นกิจกรรมอย่างอื่น อาจเร่งความเร็วได้ แต่การลงทุนสร้างฐานะเร่งเร็วไม่ได้ เพราะ “เวลา” เป็นเงื่อนไขที่จำเป็นสำหรับการสร้างตัว ยิ่งเร่งเร็วยิ่งไม่บรรลุเป้าหมาย ซึ่งส่วนมากจะ “เลิกล้มกลางคัน” เมื่อเจอกับเงื่อเวลา ก็เกิดความท้อถอย พาลขายหุ้น ขายอสังหาริมทรัพย์ เดินออกจากตลาดหุ้น หารู้ไม่ว่าการขาดความอดทนและความตั้งใจ ยากจะพบกับความสำเร็จได้

การลงทุนสร้างฐานะต้องใช้เวลา ถ้าหากไม่ทำความเข้าใจอย่างถูกต้อง ก็จะเกิดความร้อนใจ พอร้อนใจก็ทำเรื่องเสี่ยง ๆ ฉะนั้นแทนที่จะพบกับความสำเร็จ กลับกลายเป็นล้มเหลว ไม่ว่าการสร้างสมความร่ำรวยก็ดี การสั่งสมประสบการณ์ก็ดี ไม่สามารถบรรลุได้ในเวลาชั่วข้ามคืน หากแต่ต้องใช้เวลาเข้าแลกมา คนที่อยากรวยทางลัด ได้แต่ใช้วิธีสุ่มเสี่ยงหรือว่าเล่นพนัน หรือทำธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูง ๆ แต่ผลของมันคือสิ้นเนื้อประดาตัว จะช้าหรือเร็วเท่านั้น

คนที่อยากรวยเร็วไม่เหมาะกับการลงทุนสร้างฐานะ เพราะการลงทุนแบบช้าหน่อยแต่ชัวร์แน่นอน พลังที่สร้างฐานะจะใหญ่โตกว่าที่พวกเราคาดคิดไว้ ขณะเดียวกันก็ต้องใช้เวลานานกว่าที่พวกเรานึกเอาไว้ด้วยเช่นกัน

ลองนึกดูว่าคุณแม่ต้องผ่านการอุ้มท้องกว่าสิบเดือน ชาวนาปลูกข้าวก็ต้องรอน้ำรอฝน ต้นข้าวจึงจะออกรวงได้ การพอกพูนของเงินทองก็เหมือนกับการเติบโตของชีวิต ผ่านวันผ่านเดือนผ่านปี ได้รับดอกเบี้ยทบต้น ไม่ใช่ถึงเป้าที่วางไว้ในเวลาแค่ชั่วข้ามคืน

นักลงทุนบางคนทำกำไรมหาศาลในชั่วข้ามคืน แต่ก็สิ้นเนื้อประดาตัวเพียงชั่วข้ามคืนได้เช่นกัน

-----------------------------------------------------------

เป็นบทความดี ๆ อีกบทความนึงจากหนังสือขายดีมาก ๆ (พิมพ์ซ้ำกว่า 250 ครั้ง) ที่ไต้หวัน ซึ่งหมีพูได้อ่านมาตั้งแต่ก่อนเกิดวิกฤตเศรษฐกิจปี พ.ศ. 2540 ที่ช่วยจุดประกายการลงทุนให้หมีพูในเวลาต่อมา




 

Create Date : 03 ธันวาคม 2552    
Last Update : 3 ธันวาคม 2552 13:20:13 น.
Counter : 47 Pageviews.  

เงินทองต้องวางแผน

ภูมิปัญญาทางการเงิน 10 ประการ

1. กินอยู่อย่างพอเพียง
2. เก็บก่อนใช้ แบ่งรายได้เก็บไว้ส่วนหนึ่ง แล้วค่อยใช้ส่วนที่เหลือ
3. ใช้เงินกู้อย่างฉลาดรอบคอบ
4. หาข้อมูลให้รอบด้าน ก่อนซื้อสินค้าทางการเงินใด ๆ
5. ซื้อเฉพาะสิ่งที่เราเข้าใจดี
6. เข้าใจกรมธรรม์ประกันของเราว่าคุ้มครองอะไรบ้าง
7. ระวัง อย่าซื้อสินค้าทางการเงินด้วยแรงกระตุ้น
8. รู้จักปฏิเสธการขายแบบใช้เล่ห์กล
9. วางแผนเกษียณอายุแต่เนิ่น ๆ
10. กระจายเงินลงทุนในหลายประเภท

4 ขั้นตอนในการเตรียมงบประมาณของครอบครัว

1. ทำบัญชีรายรับประจำเดือน (รายได้ทั้งหมดของคุณ)
2. ทำบัญชีรายการที่คิดว่าจะใช้จ่าย (วางแผนว่าจะใช้) เปรียบเทียบกับรายจ่ายจริงของแต่ละเดือน รายการใดที่ไม่ได้จ่ายเป็นรายเดือน ให้หารออกมาเป็นรายเดือน
3. กันเงินจำนวนเท่า ๆ กันเป็นเงินออมในแต่ละเดือน (เราควรมีเงินสำรองฉุกเฉินเท่ากับรายได้ประมาณ 6 เดือน)
4. ทำงบประมาณ และใช้เงินตามงบอย่างมีวินัย

การวางแผนการเงิน ประกอบด้วย 6 เรื่องใหญ่ ๆ

1. การวางแผนเงินสดหมุนเวียน เป็นเรื่องของการจัดสรรรายได้เพื่อการใช้จ่ายประจำวัน และการเก็บออมเงิน และสินทรัพย์ของเราให้มากพอสำหรับเป้าหมายในอนาคต
2. การบริหารความเสี่ยง ก็เป็นหัวข้อสำคัญอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งหมายถึงการรับประกันว่าเราจะมีรายได้สำหรับครอบครัวมากพอ ถ้าเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น เช่น การจากไปก่อนเวลาอันควร การทุพพลภาพ หรือเจ็บป่วยนาน ๆ
3. การวางแผนลงทุน เป็นเรื่องของการกระจายสินทรัพย์ของเรา โดยใช้เครื่องมือทางการเงินหลายชนิด เพื่อบรรลุเป้าหมายในการลงทุน และเพื่อให้ทรัพย์สินงอกเงยขึ้น
4. การวางแผนเกษียณ เป็นเรื่องของการสร้างสมทรัพย์สินในวัยทำงาน เพื่อจะได้มีอิสระทางการเงินตอนเกษียณอายุ
5. การวางแผนภาษี ว่าด้วยการประหยัดภาษีให้มากที่สุด โดยใช้ประโยชน์จากมาตรการลดหย่อนต่าง ๆ ของรัฐบาล
6. การวางแผนมรดก เป็นการวางแผนถ่ายโอนทรัพย์สินให้แก่ทายาท โดยให้มีอุปสรรคน้อย และเสียภาษีมรดกน้อยที่สุด

การจัดการทางการเงินของคนในช่วงวัยต่าง ๆ เพื่อใช้เงินทองของเราอย่างมีประสิทธิผลที่สุด

• วัย 20 ในวัยนี้เป็นวัยที่เพิ่งเริ่มทำงาน เรื่องสำคัญคือ การตอบสนองความจำเป็นแบบวันต่อวัน และกันเงินเก็บไว้ส่วนหนึ่งสำหรับแต่งงานและซื้อบ้านหลังแรก แม้คนวัยนี้จะไม่ค่อยมีภาระทางการเงินมากนัก แต่ก็ควรจะให้ความสำคัญอันดับแรกในเรื่องของการคุ้มครองรายได้ ทั้งควรมีประกันให้มากพอเผื่อเอาไว้ในกรณีเกิดเหตุไม่คาดฝัน เช่นเจ็บไข้ได้ป่วย โรคร้ายแรงและการทุพพลภาพ ฉะนั้นหลังจากเก็บออมเงินสดเพื่อเป้าหมายระยะสั้นแล้ว ส่วนที่เหลือควรนำไปลงทุนในตราสารการเงินที่ให้ผลตอบแทนดีขึ้น
• วัย 30 และ 40 คนวัยนี้มักจะมีครอบครัว และมีลูกแล้ว มีภาระทางการเงินและความรับผิดชอบต่อครอบครัวอย่างเด่นชัด การคุ้มครองรายได้สำหรับครอบครัวยิ่งทวีความสำคัญมากขึ้น จึงควรทบทวนวงเงินประกันคุ้มครองที่มีอยู่ให้สอดคล้องกับรายได้และความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้น ทั้งยังต้องเป็นห่วงเรื่องเงินเก็บที่มากพอ เพื่อทุนการศึกษาของลูก เงินส่วนที่เหลือควรจะเป็นกองทุนเพื่อเกษียณอายุ เพราะยิ่งเริ่มต้นเร็ว ก็ยิ่งบรรลุเป้าหมายได้เร็ว
• วัย 50 และมากกว่า เมื่อลูก ๆ เริ่มพ้นอกไปแล้ว ภาระค่าผ่อนบ้านและอื่น ๆ ก็เบาบางลงแล้ว นี่เป็นเวลาทบทวนวงเงินประกันอีกครั้ง เพราะวัยนี้มีความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยมากที่สุด จึงควรพิจารณาแผนดูแลรักษาพยาบาลแบบระยะยาว เผื่อกรณีที่เราช่วยตัวเองไม่ได้ เพราะเจ็บป่วยหรือทุพพลภาพ และตอนนี้ก็ใกล้เวลาเกษียณแล้ว จึงควรทบทวนว่าเรามีเงินพอใช้ตอนเกษียณหรือไม่

การประกันชีวิต ทำให้คุณและครอบครัวมีหลักประกันทางการเงิน เมื่อต้องจากไปก่อน ทุพพลภาพ หรือเจ็บป่วยด้วยโรคร้ายแรง ต่อไปนี้เป็นแบบประกันทั่วไปที่พบเห็นในปัจจุบัน

• แบบคุ้มครองตลอดชีพ ด้วยการประกันชีวิตแบบตลอดชีพ คุณจะได้รับความคุ้มครองตลอดชีวิต (หรือคุ้มครองถึงอายุ 90 ปี สมัยนี้ไม่จำเป็นต้องชำระเบี้ยตลอดชีพอีกต่อไป ชำระในระยะเวลาสั้น แต่ยังได้ความคุ้มครองตลอดชีวิตเหมือนเดิม คลิกที่นี่สิครับ) กรมธรรม์แบบตลอดชีพส่วนใหญ่จะมีมูลค่าเงินสดสะสมเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งสามารถถอนมาใช้ได้กรณีที่ต้องใช้เงินฉุกเฉิน ด้วยวิธีกู้จากมูลค่าเงินสดในกรมธรรม์ และยังสามารถซื้อสัญญาเพิ่มเติมที่คุ้มครองการเจ็บป่วย อุบัติเหตุ โรคร้ายแรงและทุพพลภาพ แนบเข้าไปกับกรมธรรม์ได้ด้วย
• แบบคุ้มครองพร้อมกับสะสมทรัพย์ กรมธรรม์แบบนี้มีวัตถุประสงค์ในการออมเงินภายในระยะเวลาที่แน่นอนที่ได้กำหนดไว้ โดยเมื่อครบอายุกรมธรรม์ก็จะจ่ายคืนทุนประกันและโบนัสพิเศษให้(ถ้ามี) เป็นวิธีการออมแบบเอนกประสงค์ แล้วแต่ความจำเป็นของคุณ เช่น เป็นทุนการศึกษาบุตร หรือกองทุนเกษียณอายุ
• แบบคุ้มครองชั่วระยะเวลา กรมธรรม์แบบนี้ให้ความคุ้มครองแค่ชั่วระยะเวลาที่กำหนด (เริ่มตั้งแต่ 1 ปี 5 ปี 10 ปี 15 ปี 20 ปี เป็นต้น) โดยจะจ่ายทุนประกันเฉพาะเมื่อมีการเสียชีวิตเท่านั้น และไม่มีมูลค่าเงินสดใด ๆ ทั้งสิ้น ดังนั้นเบี้ยประกันจึงต่ำกว่าแบบอื่น ๆ
• แบบคุ้มครองควบการลงทุนอื่น (Unit Link) กรมธรรม์แบบนี้นำเงินไปลงทุนในสินทรัพย์อื่นหลายอย่าง(แล้วแต่กำหนด) ทั้งยังให้โอกาสคุณเลือกรับความคุ้มครองในวงเงินต่างกันตามแต่ความจำเป็นของคุณในแต่ละช่วงวัย

พลังของดอกเบี้ยทบต้น

• การใช้วิธีเก็บเงินที่ได้อัตราผลตอบแทนสูงกว่า ช่วยให้คุณบรรลุเป้าหมายทางการเงินโดยออมเงินต่อปีน้อยกว่า และยิ่งเริ่มต้นเร็ว ก็ยิ่งสะสมได้มาก แต่ไม่ว่าจะเป็นวิธีใด ทุกวิธีย่อมมีความเสี่ยงระดับหนึ่งเสมอ
• คุณรู้ไหมว่าถ้าต้องการเก็บเงิน 500,000 บาทภายในเวลา 20 ปี โดยใช้วิธีเก็บเงินที่ให้ผลตอบแทน 1% คุณต้องเก็บเงิน 1,875 บาทต่อเดือน แต่ถ้าคุณเริ่มต้นช้าไปอีก 10 ปี คุณต้องเก็บเงินเพิ่มเป็น 3,950 บาทต่อเดือน !!!
• ดังนั้นจึงควรเก็บเงินแต่เนิ่น ๆ ด้วยพลังของดอกเบี้ยทบต้น เพียงเก็บเงิน 1,000 บาทต่อเดือน ถ้าได้ดอกเบี้ย 5% ต่อปี คุณจะมีเงินถึง 253,000 บาทภายใน 20 ปี

คุณรู้ไหมว่า คุณต้องการเงินเท่าไหร่ สำหรับเกษียณอายุ ?

• สมมติว่าปัจจุบันคุณอายุ 45 ปี ถ้าทำงานต่อไปจนเกษียณที่อายุ 60 ปี คุณก็จะมีเวลาเก็บเงินอีก 15 ปี
• คุณอยากมีเงินไว้ใช้หลังเกษียณปีละ 500,000 บาท (ค่าเงินปัจจุบัน) เนื่องจากปัจจัยค่าเงินเฟ้อ เมื่อคุณเกษียณอายุจริง ๆ ยอดเงินจะเพิ่มขึ้นเป็น 500,000 x 1.35 = 675,000 บาท (อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยปีละ 2% ภายใน 15 ปี)
• สมมติว่าคุณอยู่ไปจนถึงอายุ 80 ปี เท่ากับว่าคุณจะต้องมีรายได้หลังเกษียณไปอีก 20 ปี นั่นหมายถึงจะต้องเก็บเงินให้ได้ = 13,106* x 675,000/1,000 = 8,846,550 บาทเมื่ออายุ 60 ปี (*ผลตอบแทน 1,000 บาทต่อปี ต้องมีเงินต้น 13,106 บาท ที่อัตราดอกเบี้ย 2% ต่อปี)
• คุณ ๆ ทั้งหลายสามารถคำนวณเงินที่คุณต้องการได้เมื่อเกษียณอายุ ตามตัวอย่างข้างต้นครับ
• ผู้เชี่ยวชาญด้านวางแผนการเงินกล่าวโดยทั่วไปว่า คุณต้องมีรายได้อย่างน้อย 70% ของรายได้ปีสุดท้ายก่อนเกษียณ จึงจะสามารถใช้ชีวิตแบบเดิมได้หลังเกษียณ
• ถ้าคุณต้องการรายได้เพิ่มยามเกษียณ อาจจะซื้อประกันบำนาญรายปี เพื่อรับประกันเงินบำนาญที่แน่นอนไว้แต่เนิ่น ๆ และลงทุนเพิ่มเติมในทรัพย์สินอื่น ๆ ควบคู่กันไปด้วย

การลงทุนอย่างรอบคอบเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้เงินของเราเติบโต แต่อำนาจการซื้อของเราลดลงเรื่อย ๆ จากภาวะเงินเฟ้อ คนเรามักมองการลงทุนว่าเป็นการเสี่ยง ที่จริงแล้วการลงทุนคือ การเก็บออมด้วยวิธีที่ได้ผลตอบแทนสูงสุด โดยใช้เครื่องมือทางการเงินที่หลายหลาย นี่คือหลักพื้นฐาน 6 ประการในการลงทุน

1. กำหนดวัตถุประสงค์ในการลงทุน และระยะเวลาที่ต้องการ
2. พิจารณาระดับความเสี่ยงที่คุณรับได้ และอัตราผลตอบแทนที่คุณต้องการ
3. ตัดสินใจจัดสรรการกระจายทรัพย์สินให้เหมาะสม หมายถึงการกระจายเงินออมของคุณไว้ในหลายรูปแบบ เช่น ซื้ออสังหาริมทรัพย์ หุ้น พันธบัตร ทองคำ และเก็บเป็นเงินสด
4. พิจารณาการลงทุนที่หลากหลาย รวมถึงหาที่ปรึกษาการลงทุนมืออาชีพ
5. พิจารณาค่าธรรมเนียมของการลงทุนที่คุณเลือก
6. ติดตามตรวจสอบการลงทุนอย่างใกล้ชิด และทบทวนเป้าหมายในการลงทุนเป็นระยะ

บัญญัติ 10 ประการ เพื่ออนาคตทางการเงินที่สดใสของคุณและครอบครัว

1. ฉันจัดทำงบประมาณรายเดือน
2. ฉันมีเงินสำรองฉุกเฉินเท่ากับรายได้ 6 เดือน
3. ฉันกำหนดวัตถุประสงค์และเป้าหมายทางการเงินอย่างชัดเจน
4. ฉันรู้มูลค่าสุทธิของตนเอง (ทรัพย์สินลบด้วยหนี้สิน)
5. ฉันมีแผนที่ดีเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ และเป้าหมายทางการเงินของฉัน
6. ฉันและครอบครัวมีความคุ้มครองจากการประกันต่าง ๆ อย่างพอเพียง เช่น ประกันสุขภาพ ประกันอุบัติเหตุ ประกันการสูญเสียรายได้
7. ฉันรู้ว่าจะมีเงินออมจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กบข. ประกันสังคม ฯลฯ เท่าไหร่เมื่อเกษียณอายุ
8. ฉันรู้ว่าฉันต้องการเงินเท่าไหร่เมื่อเกษียณอายุ และเริ่มเก็บเงินเพื่อกองทุนเกษียณอีกก้อนหนึ่ง
9. ฉันแบ่งเงินส่วนหนึ่งไปลงทุน เพื่อให้เงินเติบโต
10. ฉันทบทวนแผนการเงินอย่างสม่ำเสมอ


วันนี้คุณวางแผนการเงินเพื่ออนาคตหรือยังครับ ?




 

Create Date : 03 ธันวาคม 2552    
Last Update : 3 ธันวาคม 2552 13:17:20 น.
Counter : 62 Pageviews.  

มาดูผลตอบแทนกัน ระหว่าง ฝากรายเดือนปลอดภาษี 24 เดือน ๆ ละ 2,000 บาท กับซื้อกองทุนหุ้นแบบถัวเฉลี่ยทุก

โจทย์ -

ฝากเงินเดือนละครั้ง ๆ ละ 2,000 บาท ในบัญชีเงินฝากปลอดภาษี และ กองทุนเปิดบัวแก้ว (กองทุนหุ้น)
โดยให้ฝากทุกวันทำการแรกของเดือน เริ่มตั้งแต่ 1 มกราคม 2548 - 1 ธันวาคม 2549 รวม 24 เดือน
และถอนปิดบัญชีในวันที่ 29 ธันวาคม 2549 (เงินต้นรวม 48,000 บาท)

******************************

ลองใช้เครื่องมือคำนวณดอกเบี้ยฝากประจำรายเดือนของไทยธนาคาร คำนวณออกมาได้ดังนี้
- ถ้าอัตราดอกเบี้ย 6.00% = 50,863.91
- ถ้าอัตราดอกเบี้ย 5.75% = 50,740.33
- ถ้าอัตราดอกเบี้ย 5.50% = 50,617.12
- ถ้าอัตราดอกเบี้ย 5.25% = 50,494.29
- ถ้าอัตราดอกเบี้ย 5.00% = 50,371.84

******************************

ถ้าไปซื้อกองทุนเปิดบัวแก้ว แบบตัดบัญชีอัตโนมัติครั้งละ 2,000 บาท ทุกวันที่ 1 ของเดือน (หากเป็นวันหยุด ให้ใช้วันทำการถัดไป) จะได้ดังนี้

---วันที่--- ราขาขาย ได้หน่วยลงทุน
01/01/48 8.7222 229.2999
01/02/48 9.0866 220.1043
01/03/48 9.7114 205.9435
01/04/48 9.3129 214.7559
03/05/48 9.1808 217.8459
01/06/48 9.0151 221.8500
04/07/48 9.2942 215.1880
01/08/48 9.4627 211.3562
01/09/48 10.0901 198.2141
03/10/48 9.9922 200.1561
01/11/48 9.6705 206.8145
01/12/48 9.2354 216.5580
03/01/49 9.9680 200.6421
01/02/49 10.5050 190.3855
01/03/49 10.3014 194.1484
03/04/49 10.7457 186.1192
02/05/49 11.2409 177.9201
01/06/49 10.3975 192.3521
03/07/49 10.1584 196.8814
01/08/49 10.2066 195.9516
01/09/49 10.4664 191.0877
02/10/49 10.3249 193.7065
01/11/49 11.0393 181.1709
01/12/49 11.5931 172.5164

รวมเงินลงทุน 48,000 บาท ได้มา 4,830.9684 หน่วย
ขายทิ้งทั้งหมดในวันที่ 29/12/49 ที่ราคารับซื้อคืน 10.5453 (NAV = 10.6519 , ราคาขาย = 10.6520)
ได้รับเงินมาทั้งสิ้น 50,944.01 บาท (4830.9684 x 10.5453)
ถ้าคิดเป็นผลตอบแทนแบบฝากปลอดภาษีก็จะได้ = 6.16%

แสดงให้เห็นว่า แม้ตลาดหุ้นที่ผ่านมาจะผันผวนจนหลายคนไม่กล้าเข้ามาลงทุน แต่ถ้าเราลงทุนในกองทุนหุ้นที่คุณภาพดี ลงทุนแบบทยอยเก็บไปเรื่อย ๆ และถือลงทุนยาวหน่อย ไม่เข้าไวออกไว มีวินัยในการลงทุน (หุ้นตกก็ซื้อ หุ้นขึ้นก็ซื้อ) เราก็ยังได้ผลตอบแทนที่ดีกว่าการฝากปลอดภาษี ซึ่งมีเงื่อนไขหลายอย่างกว่าจะปลอดภาษีได้

ถ้าตลาดหุ้นไม่โดนผลกระทบจากเหตุการณ์ 19/12/49 เสียก่อน จะได้เยอะกว่านี้แน่นอนครับ ถ้าใครเลือกขายทิ้งในวันที่ 1/12/49 ที่ราคารับซื้อ 11.4770 ก็จะได้ผลตอบแทนเพิ่มขึ้นอีกเกือบ 4,500 บาทเชียวนะครับ

ฉะนั้นคนที่ไม่มีเวลาลงทุนเอง เข้าใจกองทุนหุ้นไม่มากนัก แต่ก็เข้าใจดีว่า หุ้นจะให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าในระยะยาว เราก็ควรเลือกกองทุนหุ้นที่มีคุณภาพดีสม่ำเสมอ

แม้เราจะไม่มีเวลาติดตามดูกองทุน แต่ถ้ามีวินัยในการลงทุน และรู้จักใช้วิธีลงทุนง่าย ๆ แบบถัวเฉลี่ย คุณก็ยังได้รับผลตอบแทนที่ดีดังตัวอย่างข้างบนครับ




 

Create Date : 03 ธันวาคม 2552    
Last Update : 3 ธันวาคม 2552 13:09:35 น.
Counter : 46 Pageviews.  

1  2  

หมีอ้วนหน้าตาดี
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add หมีอ้วนหน้าตาดี's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.